ทำไมรถไฟญี่ปุ่นล้ำหน้ากว่าไทยทั้งๆ ที่เริ่มพร้อมๆ กัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662880

วันที่ 10 ก.ย. 2564 เวลา 19:12 น.ทำไมรถไฟญี่ปุ่นล้ำหน้ากว่าไทยทั้งๆ ที่เริ่มพร้อมๆ กันรถไฟญี่ปุ่นเริ่มต้นไล่เลี่ยกับรถไฟไทยเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันญี่ปุ่นมีโครงข่ายรถไฟกระจายทั่วประเทศ มีรถไฟความเร็วสูงทุบสถิติ แต่รถไฟไทยแทบไม่เปลี่ยนไปจากเดิม

สืบเนื่องจากกระแสเกี่ยวกับการรับบริจาครถไฟมือสองที่ใช้งานมาแล้ว 40 ปีจำนวน 17 คันจากญี่ปุ่น โพสต์ทูเดย์จะพาไปย้อนประวัติศาสตร์รถไฟของประเทศญี่ปุ่นที่เริ่มขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกับรถไฟของไทยเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว

ในขณะนั้นเทคโนโลยีที่ญี่ปุ่นใช้แทบไม่ต่างอะไรจากรถไฟของไทยเลย คือเป็นหัวรถจักรไอน้ำ ทว่าต่อมารถไฟของญี่ปุ่นพัฒนาแบบก้าวกระโดด เปลี่ยนจากไอน้ำเป็นเครื่องยนต์ดีเซล ก่อนจะขยับเป็นรถไฟหัวกระสุน และรถไฟฟ้าพลังงานแม่เหล็ก (Maglev) จนปัจจุบันนี้ญี่ปุ่นมีโครงข่ายรถไฟกระจายครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศ ในขณะที่รถไฟไทยยังมีสภาพอย่างที่ทุกคนเห็น

1.การพัฒนาโครงข่ายรางรถไฟของญี่ปุ่นเริ่มขึ้นไม่นานหลังจากญี่ปุ่นเปิดประเทศติดต่อทำมาค้าขายกับประเทศตะวันตก หลังจากรัฐบาลโชกุนปิดประเทศโดยทำการค้าขายเฉพาะกับประเทศเอเชียด้วยกันและฮอลันดามากว่า 250 ปี

2.แม้ว่าขณะนั้นการขนส่งทางรางจะเป็นที่รู้จักผ่านการติดต่อกับต่างประเทศที่มีอยู่ไม่กี่ประเทศ อาทิ พ่อค้าชาวดัตช์ แต่โมเดลของทางรถไฟที่นำเข้ามาโดยชาวต่างชาติ รวมทั้งการนำหัวรถจักรไอน้ำมาโชว์ที่เมืองนะงะซะกิของอังกฤษ ก็เป็นที่สนใจของไดเมียวในขณะนั้น ถึงขั้นมีการร่างแบบและวางแผนก่อสร้างทางรถไฟ แต่ก็ยังไม่มีการก่อสร้างจนกระทั่งในสมัยเมจิที่จักรพรรดิกลับขึ้นมามีอำนาจอีกครั้ง

3.ปี 1868 โธมัส เบลค โกลเวอร์ พ่อค้าชาวสกอตรับผิดชอบในการนำหัวรถจักรไอน้ำคันแรกเข้ามาในญี่ปุ่น ทว่าหลังจากญี่ปุ่นปิดประเทศเพราะไม่เชื่อใจชาวต่างชาติมาราว 250 ปี การก่อสร้างรางรถไฟรางแรกเชื่อมระหว่างเกียวโตเมืองหลวงเก่าและโตเกียวเมืองหลวงแห่งใหม่โดยคนที่ไม่ใช่คนญี่ปุ่นถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ในทางการเมือง

4.รัฐบาลญี่ปุ่นจึงตัดสินใจสร้างรางรถไฟจากท่าเรือหลักในเมืองโยโกฮามะมายังกรุงโตเกียวโดยใช้เงินกู้จากธนาคารสัญชาติอังกฤษ เช่นเดียวกับอุปกรณ์ ราง ตู้โดยสารที่นำเข้าจากอังกฤษทั้งหมด โดยมีที่ปรึกษาด้านเทคนิค เช่น วิศวกรโยธา ผู้จัดการทั่วไป ผู้สร้างและคนขับหัวรถจักรไอน้ำจากอังกฤษและยุโรปราว 300 คน โดยมี เอ็ดมุนด์ มอเรล วิศวกรชาวอังกฤษเป็นคนคุมการก่อสร้างทางรถไฟสายแรกบนเกาะฮนชู

5.ญี่ปุ่นตั้งเงื่อนไขว่าผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ต้องถ่ายทอดความรู้ให้คนงานชาวญี่ปุ่นเพื่อที่วันหนึ่งญี่ปุ่นจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการสร้างรางรถไฟโดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น

6.ทางรถไฟสายแรกระหว่างชิมบาชิและโยโกฮามะเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 1872 โดย 1 เที่ยวใช้เวลา 53 นาที (รถไฟฟ้าในปัจจุบันใช้เวลา 40 นาที) เริ่มแรกให้บริการไป-กลับวันละ 9 เที่ยว ดำเนินการโดย Japanese Government Railway (JGR) หรือการรถไฟแห่งรัฐบาลญี่ปุ่น

7.รางรถไฟรางแรกของประเทศเป็นรางเดี่ยวกว้าง 1,067 มิลลิเมตร (ชินคันเซนใช้รางกว้าง 1,435 มิลลิเมตร) สำหรับหัวรถจักรไอน้ำของอังกฤษที่วิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 32.18 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

8.ญี่ปุ่นใช้เวลากว่า 17 ปีสร้างรางรถไฟเชื่อมระหว่างเมืองสำคัญๆ ตามเส้นทางโทไกโด (Eastern Sea Route) จนกระทั่งในปี 1889 ทางรถไฟครอบคลุมจนผู้โดยสารสามารถเดินทางได้ตลอดทางจากโตเกียวไปยังโอซากาด้วยรถไฟ

9.ระหว่างนี้ ญี่ปุ่นที่มีความเป็นชาตินิยมสูงขอก่อตั้ง Engineer Training College ที่เมืองโอซากา เพื่อผลิตบุคลากรด้านกิจการรถไฟให้กับประเทศญี่ปุ่น จนกระทั่งระหว่างปี 1880-1890 ชาวญี่ปุ่นก็สามารถเรียนรู้ระบบรถไฟและเข้ามาทำงานแทนผู้เชี่ยวชาญต่างชาติทั้งหมด และสามารถสร้างหัวรถจักรไอน้ำได้เองในปี 1893

10.ช่วงทศวรรษ 1880 บริษัท Nippon Railway Co. (NRC) กลายเป็นบริษัทแรกที่ได้รับสัมปทานให้ดำเนินการรถไฟสายหลักโทโฮคุจากอุเอโนะถึงอาโอโมริ และสายย่อยจากโอมิยะไปถึงทะคะซะกิ โดยการก่อสร้างทางรถไฟทั้งสองสายดำเนินการโดยรัฐบาล ส่วนบริษัทรับผิดชอบค่าใช้จ่าย หลังจากนั้นก็มีบริษัทเอกชนเข้ามาดำเนินการอีกหลายเจ้า

11.ปี 1892 ญี่ปุ่นออกกฎหมาย Railway Construction Act สำหรับเส้นทางรถไฟบนเกาะฮนชู คิวชู ชิโกกุ และฮอกไกโดโดยระบุว่า รัฐบาลจะส่งเสริมการสร้างรางรถไฟในเส้นทางเหล่านี้ของบริษัทเอกชน โดยรัฐบาลญี่ปุ่นจะควักเงินจ่ายเฉพาะเส้นทางที่เอกชนไม่สามารถดำเนินการได้เท่านั้น ในปีนั้นรางรถไฟที่เป็นของเอกชนแผ่ขยายเป็นระยะทาง 2,124 กิโลเมตร ขณะที่ของรัฐบาลอยู่ที่ 887 กิโลเมตร

12.ปี 1906 ถือเป็นปีสำคัญทางประวัติศาสตร์การรถไฟของญี่ปุ่น เนื่องจากสภาผ่านร่างกฎหมายการรถไฟแห่งชาติ ส่งผลให้เส้นทางรถไฟของเอกชน 17 เส้นทางถูกซื้อเป็นกิจการของรัฐ

13.การทุ่มงบประมาณไปกับการซื้อกิจการของเอกชนมาเป็นของรัฐทำให้รัฐบาลมีเงินไม่พอสำหรับการขยายเส้นทางไปยังแถบต่างจังหวัดจึงออกกฎหมาย Light Railway Act เปิดทางให้บริษัทเอกชนรายเล็กสร้างรถไฟรางเบา

14.ปี 1917 ญี่ปุ่นเริ่มสร้างระบบรถไฟใต้ดินในโตเกียวซึ่งเป็นรถไฟใต้ดินเส้นแรกของเอเชีย โดยเลียนแบบมาจากลอนดอน ปารีส และนิวยอร์ก และจัดตั้งบริษัท Tokyo Underground Railway Company เพื่อรองรับประชากรในเมืองหลวงที่มีถึง 4.1 ล้านคน และเปิดบริการในปี 1927 ปัจจุบันคือเส้นทางสาย Tokyo Metro Ginza

15.หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 รถไฟของญี่ปุ่นตกอยู่ภายใต้การควบคุมของทหาร รัฐบาลญี่ปุ่นซื้อกิจการของเอกชนเพิ่มอีก 22 แห่งในช่วงปี 1943-1944 และนับตั้งแต่ปี 1943 รถไฟของรัฐก็เริ่มลดการให้บริการประชาชนแล้วหันมาใช้ในกิจการของทหารเป็นอันดับแรก

16.ปี 1945 ญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 หลังถูกสหรัฐทิ้งปรมาณูถล่ม 2 ลูก นอกจากจะมีคนเสียชีวิตนับล้านแล้ว รางรถไฟยังเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโอกินะวะ แต่ส่วนใหญ่กลับมาให้บริการอีกครั้งในเวลาไม่นาน ทางรถไฟบางสายของรัฐกลับมาให้บริการ 1 วันหลังจากโตเกียวถูกถล่ม Sanyo Main Line กลับมา 2 วันหลังจากฮิโรชิมะถูกถล่ม ถึงอย่างนั้นก็ต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าเส้นทางรถไฟจะกลับมาเต็มรูปแบบ

17.ปี 1949 สหรัฐที่เข้ามาควบคุมญี่ปุ่นจัดการปฏิรูปรถไฟญี่ปุ่นโดยเปลี่ยนจาก Japanese Government Railway เป็น Japanese National Railways (JNR) หรือการรถไฟแห่งประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นบรรษัทรัฐวิสาหกิจ ส่งผลให้การก่อสร้างซ่อมแซมระบบรถไฟเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั้งยังเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าแทนดีเซล ติดตั้งสายนำไฟฟ้าไปตามเส้นทางหลักต่างๆ และยกเลิกการใช้รถจักรไอน้ำทั้งหมดในปี 1954

18.ยุคทองของรถไฟญี่ปุ่นเริ่มในช่วงทศวรรษ 1960 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัว ญี่ปุ่นคิดค้นรถไฟพลังแม่เหล็ก (Maglev) ในปี 1963 โดยมีรถไฟสาย Linimo ในจังหวัดไอจิที่เปิดตัวและให้บริการเมื่อปี 2005 เป็นรถ Maglev คันแรกของโลก และยังพัฒนาเพิ่มอีกหลายรุ่น อาทิ ML500 ที่มีความเร็ว 517 กิโลเมตรต่อชั่วโมง, SCMaglev ทำสถิติโลกด้วยความเร็ว 581 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในปี 2003 และ 603 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในปี 2015

19.ปี 1964 ญี่ปุ่นเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูงสาย Tokaido Shinkansen ที่เชื่อมระหว่างโตเกียวกับโอซากา ระยะทาง 515 กิโลเมตร โดยเป็นการวางระบบรางใหม่ทั้งระบบเป็นรางคู่ ขนาดมาตรฐานกว้าง 1,435 มิลลิเมตร

20.เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น การเดินทางจากย่านชานเมืองเข้าสู่ตัวเมืองด้วยรถไฟเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านโตเกียว Japanese National Railways จึงพัฒนาเส้นทางหลัก 5 เส้นทางในพื้นที่ดังกล่าวเป็น 4 ทางคู่ขนาน ทำให้เคลื่อนย้ายผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

21.อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายของโครงการนี้และการสร้างรถไฟชินคันเซ็น รวมทั้งเส้นทางอื่นๆ ทำให้การรถไฟเป็นหนี้หนักขึ้น ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างสหภาพการรถไฟและผู้บริหารจนนำมาสู่การสไตรค์หลายครั้ง

22.จนกระทั่งในปี 1987 ซึ่งการรถไฟมีหนี้สินสะสมถึง 280 ล้านเหรียญสหรัฐและเริ่มส่อเค้าว่าจะไปไม่รอด รัฐสภาจึงมีมติให้แปรรูปการรถไฟไปเป็นของเอกชน โดยแตกออกเป็น 6 บริษัทย่อยตามภูมิภาคเช่น JR-Central, JR-West, JR-East เรียกรวมๆ กันว่า Japan Railways Group (JR Group)

23.หลังการแปรรูปบริษัทเอกชนต่างแข่งขันกันปรับปรุงการให้บริการทั้งคุณภาพ ความรวดเร็ว ความตรงต่อเวลา ทำให้มีผู้โดยสารมากขึ้น การเดินทางด้วยรถไฟจึงกลับมาครองใจคนญี่ปุ่นได้อีกครั้ง

REUTERS/Kim Kyung-Hoon, Madaree TOHLALA / AFP

วิจัยพบบางคนมี ‘ภูมิคุ้มกันเหนือมนุษย์’ ต้านโควิดได้หลายสายพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662874

วันที่ 10 ก.ย. 2564 เวลา 17:30 น.วิจัยพบบางคนมี 'ภูมิคุ้มกันเหนือมนุษย์' ต้านโควิดได้หลายสายพันธุ์นักวิจัยเผยหากติดโควิดแล้วฉีดวัคซีน mRNA มีโอกาสเกิดภูมิคุ้มกันแบบไฮบริด รับมือกับไวรัสโคโรนาได้ดี

เว็บไซต์ NPR ระบุว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามีผลการศึกษาหลายฉบับที่พบหลักฐานบ่งชี้ว่าบางคนมีภูมิคุ้มกันเหนือมนุษย์ (superhuman immunity) หรือภูมิคุ้มกันแบบไฮบริด (hybrid immunity) ในการต่อต้านไวรัส SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นสาเหตุของโควิด-19

โดยร่างกายของพวกเขาผลิตแอนติบอดีในระดับที่สูงมาก และยังมีแนวโน้มว่าจะสามารถรับมือกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์กลายพันธุ์ได้อีกด้วย

พอล บีเนียส (Paul Bieniasz) นักไวรัสวิทยาชาวอังกฤษจากมหาวิทยาลัยร็อกกี้เฟลเลอร์ คาดการณ์ว่าคนเหล่านี้จะสามารถป้องกันเชื้อโควิด-19 ได้เกือบทั้งหมด หลังจากที่เขาและทีมวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างจำนวนหนึ่งมีแอนติบอดีที่สามารถต่อต้านโควิด-19 ได้มากถึง 6 สายพันธุ์ รวมถึงสายพันธุ์เดลตา

นอกจากนี้ยังสามารถยับยั้งเชื้อไวรัสอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ SARS-CoV-2 อีกหลายชนิด เช่น ไวรัสจากค้างคาว ตัวลิ่น รวมถึง SARS-CoV-1 ไวรัสโคโรนาตัวแรกที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน

บีเนียสยังคาดว่าบุคคลเหล่านี้จะสามารถป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์อื่นๆ ที่ยังไม่เคยแพร่ระบาดในมนุษย์ได้อีกด้วย

ธีโอโดรา แฮตซิโอนนู (Theodora Hatziioannou) นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยร็อกกี้เฟลเลอร์ ผู้ร่วมงานวิจัย กล่าวว่า ผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 ในปีที่แล้ว และเสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน mRNA ในปีนี้ มีโอกาสที่จะมีภูมิคุ้มกันแบบไฮบริด ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะมีปฏิกิริยาตอบสนองที่น่าทึ่งต่อวัคซีน

เพราะนอกจากจะมีแอนติบอดีในระดับสูงแล้วยังมีความยืดหยุ่นสูง หรือสามารถรับมือกับไวรัสโคโรนาได้หลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งรวมถึง SARS-CoV-1 ที่แตกต่างจาก SARS-CoV-2 ที่กำลังแพร่ระบาดในปัจจุบันมาก

นอกจากนี้ทีมวิจัยยังพบว่าภูมิคุ้มกันแบบไฮบริดของบุคคลเหล่านี้สามารถยับยั้งเชื้อ SARS-CoV-2 ที่ถูกปรับแต่งพันธุกรรมให้มีความทนทานสูงเป็นพิเศษได้อีกด้วย

ขณะที่ผลการศึกษาอื่นๆ อีกหลายฉบับสนับสนุนสมมติฐานข้างต้น และสนับสนุนแนวคิดที่ว่าการติดเชื้อไวรัสโคโรนา และได้รับวัคซีนชนิด mRNA จะทำให้เกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่ทรงพลังเป็นพิเศษ

รวมถึงการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The New England Journal of Medicine เมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งได้ทำการวิเคราะห์แอนติบอดีของผู้ที่ติดเชื้อ SARS-CoV-1 เมื่อหลายปีก่อน และได้รับวัคซีน mRNA ในปีนี้

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาดังกล่าวไม่ได้ตอบคำถามว่าหากได้รับวัคซีนก่อนที่จะรับเชื้อจะมีโอกาสเกิดภูมิคุ้มกันแบบไฮบริดหรือไม่ หรือหากไม่เคยรับเชื้อแต่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นจะได้ภูมิคุ้มกันเหนือมนุษย์เหมือนกันหรือไม่

นอกจากนี้ด้วยจำนวนกลุ่มตัวอย่างซึ่งมีปริมาณน้อยทำให้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าภูมิคุ้มกันแบบไฮบริดเกิดขึ้นเฉพาะบุคคลกลุ่มนี้ หรือเป็นวิวัฒนาการตามธรรมชาติของมนุษย์ทั่วไปในการต่อสู้กับโรคระบาด

ขณะที่จอห์น เวอร์รี่ (John Wherry) นักภูมิคุ้มกันวิทยาจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ได้เปิดเผยการวิจัยพบว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนแม้จะไม่เคยติดเชื้อมาก่อน ก็มีแอนติบอดีที่ยืดหยุ่นมากขึ้นในการรับมือกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ต่างๆ ดังนั้นการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นก็อาจทำให้แอนติบอดีเพิ่มขึ้นและมีการรวิวัฒนาการ หมายความว่าบุคคลจะมีความพร้อมที่จะต่อสู้กับไวรัสสายพันธุ์ใดก็ตามที่จะแพร่ระบาดต่อไป

บีเนียส ทิ้งท้ายว่าจากการค้นพบทั้งหมดเหล่านี้สรุปได้ว่า ในท้ายที่สุดระบบภูมิคุ้มกันของมนุย์จะสามารถเอาชนะไวรัส และ SARS-CoV-2 จะกลายเป็นไวรัสเหมือนกับไข้หวัดใหญ่ในที่สุด

Photo by Lizabeth MENZIES / Centers for Disease Control and Prevention / AFP

อินเดียผวา ‘ไวรัสนิปาห์’ โหดกว่าโควิด ยังไม่มียา-วัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662864

วันที่ 10 ก.ย. 2564 เวลา 15:30 น.อินเดียผวา 'ไวรัสนิปาห์' โหดกว่าโควิด ยังไม่มียา-วัคซีนไวรัสนิปาห์หวนระบาดอินเดีย คร่าชีวิตเด็กชายวัย 12 ปี

ขณะนี้ทั่วโลกกำลังเฝ้าระวังหลังจากที่อินเดียกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ามีความรุนแรงมากกว่าโควิด-19 โดยหากติดเชื้อแล้วมีโอกาสเสียชีวิตถึง 75% อีกทั้งยังไม่มียารักษาและวัคซีน

โดยทางการอินเดียได้ยืนยันแล้วว่าเด็กชายวัย 12 ปี ในรัฐเกรละ ทางตอนใต้ของอินเดีย ที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมาติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ไม่ใช่โควิด-19

ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าว และสอบสวนโรคหาผู้ติดเชื้อเพิ่มเติม พร้อมทั้งกักตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดกับเด็กชายคนดังกล่าวเพื่อสังเกตอาการ

โดยขณะนี้พบผู้ติดเชื้อในพื้นที่อีกอย่างน้อย 11 คนที่แสดงอาการป่วย ขณะที่อีกกว่า 100 คนยังไม่แสดงอาการป่วยแต่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับเด็กชายคนดังกล่าว โดยจำนวนนี้มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 20 คนโดยส่วนใหญ่เป็นคนในครอบครัว

สำหรับอาการป่วยโดยปกติผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ไอ เจ็บคอ หายใจติดขัด หากเชื้อลามขึ้นสมองอาจมีอาการทางระบบประสาทตามมา ซึ่งผู้ติดเชื้อที่รอดชีวิตอาจมีอาการผิดปกติทางสมองไปตลอดชีวิต

โดยปัจจุบันนี้ยังไม่มียาสำหรับรักษาไวรัสนิปาห์โดยเฉพาะ ทำได้เพียงรักษาตามอาการเท่านั้น แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ที่มีโอกาสติดเชื้อไวรัสนิปาห์ โดยเฉพาะค้างคาวผลไม้และสุกร รวมถึงหลีกเลี่ยงการรับประทานผลไม้ที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งของสัตว์ ตลอดจนผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ

ทั้งนี้ ไวรัสนิปาห์พบครั้งแรกในมาเลเซียเมื่อปี 1998 ก่อนที่จะพบที่สิงคโปร์ในปีถัดมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อรวมแล้วเกือบ 300 คน และมีผู้เสียชีวิตกว่า 100 คน

ต่อมาพบการแพร่ระบาดในรัฐเบงกอลตะวันตกตั้งแต่ปี 2011 ถึง 2018 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตกว่า 50 คน ขณะที่การแพร่ระบาดในรัฐเกรละเมื่อปี 2018 มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 คน

เชื่อว่าไวรัสนิปาห์เริ่มจากการแพร่ระบาดจากสัตว์สู่คน โดยมาจากค้างคาวผลไม้และสุกร ก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดจากคนสู่คนในภายหลัง

Photo by Punit PARANJPE / AFP

จีนจ่อบริจาควัคซีนให้ประเทศกำลังพัฒนาอีก 100 ล้านโดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662846

วันที่ 10 ก.ย. 2564 เวลา 14:00 น.จีนจ่อบริจาควัคซีนให้ประเทศกำลังพัฒนาอีก 100 ล้านโดสสีจิ้นผิงเผยเตรียมบริจาควัคซีนอีก 100 ล้านโดสให้ประเทศกำลังพัฒนาภายในปีนี้

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อวันพฤหัสบดี (9 ก.ย.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวว่าจีนจะบริจาควัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) เพิ่มอีก 100 ล้านโดส ให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาภายในปีนี้ หลังจากเคยบริจาคเงิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.27 พันล้านบาท) ให้โครงการโคแวกซ์ (COVAX) แล้ว

สีจิ้นผิงประกาศเรื่องดังกล่าวในกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศ ขณะกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS) ครั้งที่ 13 ผ่านระบบวิดีโอ

สีจิ้นผิงกล่าวว่าจีนจะจัดสรรวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จำนวน 2 พันล้านโดส ให้ทั่วโลกภายในสิ้นปีนี้ โดยปัจจุบันจีนได้จัดสรรวัคซีนสำเร็จรูปและวัคซีนรอบรรจุภัณฑ์มากกว่า 1 พันล้านโดส ให้นานาประเทศและองค์กรระหว่างประเทศกว่า 100 แห่ง

Photo by Khaled DESOUKI / AFP

เปิดโปรไฟล์รถไฟมือสองญี่ปุ่น ของเขาดีจริงหรือเปล่า? #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662836

วันที่ 10 ก.ย. 2564 เวลา 12:40 น.เปิดโปรไฟล์รถไฟมือสองญี่ปุ่น ของเขาดีจริงหรือเปล่า?เปิดโปรไฟล์รถไฟ KiHa 183 ที่ไทยกำลังจะได้จากญี่ปุ่น

จากกรณีที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เตรียมขนย้ายรถไฟมือ 2 อายุ 40 ปี จำนวน 17 คันที่ได้รับมอบจากญี่ปุ่น ท่ามกลางกระแสดราม่าบนโซเชียลว่ารถไฟมือ 2 ดังกล่าวยังใช้การได้ดีอยู่หรือไม่ หรือเป็นการนำเศษเหล็กมาทิ้งไว้ที่ไทยหรือเปล่า และค่าขนย้ายจะคุ้มค่าหรือไม่

ด้านนายเอกรัช ศรีอาระยันพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ประชาสัมพันธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ก็ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่าจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ารถไฟยังอยู่ในสภาพดี สามารถใช้งานได้ แม้จะถูกปลดระวางไปตั้งแต่ปี 2559 แต่ได้รับการบำรุงรักษาเป็นอย่างดี

เปิดโปรไฟล์รถไฟ

รถดีเซลรางรุ่น KiHa 183 ของ JR Hokkaido คันแรกถูกสร้างขึ้นในปี 2522 ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงสภาพอากาศหนาวเย็นของฮอกไกโด ผ่านการทดสอบเป็นเวลา 1 ปีครึ่งก่อนจะเข้าประจำการในปี 2524 และท้ายที่สุดถูกนำมาใช้แทนรถไฟรุ่นเก่า KiHa 80 ในปี 2529

รถไฟรุ่นดังกล่าวบางคันถูกนำมาปรับปรุง ต่อเติมเรื่อยๆ อาทิ เสริมชั้น 2 หรือทำเป็นรถไฟรีสอร์ท โดยมีบางคันที่ได้รับการตกแต่งใหม่ยังคงให้บริการอยู่ในญี่ปุ่น ขณะที่บางคันถูกปลดระวางและเก็บรักษาไว้หรือบริจาคให้กับการรถไฟต่างประเทศ

KiHa 183 มีความยาวอยู่ที่ประมาณ 21.3 เมตร กว้าง 2.9 เมตร ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีรุ่นย่อยอยู่หลายซีรีส์ด้วยกัน ได้แก่

KiHa 183-900 เป็นรุ่นต้นแบบที่สร้างขึ้นในปี 2522 ประกอบด้วย 7 ตู้โดยสาร ซึ่งสามารถต่อได้ถึง 10 ตู้โดยสารสำหรับระยะทางไกล โดยถูกปลดระวางไปในปี 2544

KiHa 183-900 series (spaceaero2/Wikipedia)

KiHa 183-0 ผลิตขึ้นในปี 2525 ถึง 2527 โดยมีหน้าตาใกล้เคียงกับรุ่นแรก ในปี 2550 รถรุ่นนี้จำนวนหลายคันได้รับการปรับปรุงเพื่อให้บริการรถด่วนพิเศษสวนสัตว์อาซาฮิยามะด้วย

KiHa 183-0 series (spaceaero2/Wikipedia)

KiHa 183-0 series (Rsa/Wikipedia)

KiHa 183-500 และ 183-1500 ผลิตขึ้นในปี 2529 เริ่มมีหน้าตาแตกต่างออกไปจากรุ่นเดิม โดยมีทั้งขบวนที่มีห้องน้ำในตัว และขบวนที่ไม่มีห้องน้ำในตัว

KiHa 183-1500 series (spaceaero2/Wikipedia)

KiHa 183-550 และ 183-1550 ถูกผลิตระหว่างปี 2531 ถึง 2533 บางครั้งถูกเรียกว่าซีรีส์ NN183 โดยซีรีส์นี้มีการเปลี่ยนแปลงห้องน้ำและการตกแต่งภายใน มีช่องกรองอากาศเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีควันเครื่องยนต์เข้าไปในห้องโดยสาร

KiHa 183-550 & 183-1550 series (221.20 (talk)/Wikipedia)

KiHa 183-5000 เป็นรุ่นสำหรับรถไฟนำเที่ยว ถูกผลิตระหว่างปี 2531 ถึง 2534 จุได้ 48 คน พร้อมห้องน้ำในตัว

KiHa 183-5000 series (kiha40-330/Wikipedia)

นอกจากนี้ยังมีรุ่นที่ถูกอนุรักษ์ไว้ ได้แก่ KiHa-214 (ถูกนำมาจัดแสดง), KiHa 183-220 (อยู่ในการจัดเก็บ) และ KiHa 183-5001 (ถูกเก็บรักษาไว้ที่หอรำลึกอาริชิมะ)

เฟซบุ๊กเพจ Thailand Transportation ได้ออกมาโพสต์เล่าประสบการณ์เมื่อครั้งที่ตนโดยสารด้วยรถไฟรุ่นดังกล่าวในปี 2559 ว่า “สภาพภายใน ทั้งตัวเบาะ เก้าอี้ที่นั่ง ห้องน้ำ ยังดูดี (เบาะสวยกว่ารถดีเซลรางแดวูของไทยมาก) มาตรฐานการดูแล-บำรุงรักษาของญี่ปุ่น ก็อยู่ในระดับที่ดีกว่าไทย…ส่วนที่เห็นเป็นคราบสนิม มันก็ต้องมีบ้างจากการตากแดด ตากฝน มาถึงไทยปรับปรุงอีกเล็กน้อย ก็นำออกให้บริการได้”

ภาพโดย Tennen-Gas/Wikipedia

เรือบรรทุกสินค้าเกยตื้นขวางคลองสุเอซอีกแล้ว #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662829

วันที่ 10 ก.ย. 2564 เวลา 11:20 น.เรือบรรทุกสินค้าเกยตื้นขวางคลองสุเอซอีกแล้วการเดินเรือในคลองสุเอซสะดุดอีกครั้งหลังเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่เกยตื้นขวางคลอง

หน่วยงานบริหารจัดการคลองสุเอซ (SCA) เผยว่า เกิดอุบัติเหตุเรือบรรทุกสินค้า Coral Crystal สัญชาติปานามาเกยตื้นบริเวณคลองสุเอซฝั่งเหนือขวางช่องทางเดินเรือ 1 เลนจากทั้งหมด 2 เลน ส่งผลให้เรือสินค้าที่แล่นตามหลังต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอีก 1 เลนที่เหลือ

เคราะห์ดีที่เจ้าหน้าที่สามารถผลักดันเรือให้กลับมาแล่นได้ตามปกติอีกครั้งภายในเวลาเพียง 15 นาที จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินเรือในคลองสุเอซมากนัก

เรือบรรทุกสินค้า MV Coral Crystal บรรทุกสินค้าหนัก 43,000 ตัน กำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือซูดาน แต่จู่ๆ เกิดเหตุขัดข้องจนเกยตื้น

ทั้งนี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น 6 เดือนหลังจากเรือบรรทุกสินค้า Ever Given เกยตื้นขวางคลองสุเอซทั้งเส้นอยู่ถึง 6 วัน ส่งผลกระทบมหาศาลต่อธุรกิจการเดินเรือทั่วโลก เนื่องจากคลองสุเอซเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญ ในขณะนั้นผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าการขวางคลองของเรือ Ever Given สร้างความเสียหายให้เศรษฐกิจโลกชั่วโมงละ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ

Photo by – / SUEZ CANAL AUTHORITY / AFP

ไบเดนงัดไม้แข็ง สั่งพนักงานต้องฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662827

วันที่ 10 ก.ย. 2564 เวลา 10:40 น.ไบเดนงัดไม้แข็ง สั่งพนักงานต้องฉีดวัคซีนโจ ไบเดน มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐและพนักงานเอกชนต้องฉีดวัคซีนโควิด-19 หากไม่ปฏิบัติตามมีบทลงโทษ ด้านรีพับลิกันจ่อฟ้อง

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐ และพนักงานในสถานประกอบการที่มีพนักงานมากกว่า 100 คน ตลอดจนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐบาลต้องฉีดวัคซีน ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่พุ่งสูงขึ้น

โดยเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนภายใน 75 วันหลังจากนี้ หากผู้ใดปฏิเสธการฉีดวัคซีนอาจถูกไล่ออกได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่เอกชนและบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนจะต้องตรวจโควิด-19 ทุกสัปดาห์

แถลงการณ์จากทำเนียบขาวระบุว่า “บริษัทต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าพนักงานของตนได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วน หรือกำหนดให้พนักงานที่ไม่ได้รับวัคซีนแสดงผลตรวจเชื้อเป็นลบอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง”

ด้านกระทรวงแรงงานออกแถลงการณ์ว่า บริษัทใดที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวต้องชำระค่าปรับประมาณ 14,000 เหรียญสหรัฐ

ไบเดนระบุว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ได้เป็นการละเมิดเสรีภาพหรือความต้องการส่วนบุคคล แต่เป็นความรับผิดชอบที่ต้องทำเพื่อป้องกันตนเองและคนรอบข้าง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ขอความร่วมมือให้สถานบันเทิงและสถานศึกษาดำเนินการฉีดวัคซีนหรือตรวจคัดกรองโควิด-19 ให้แก่พนักงานของตน

ตลอดจนมีการออกมาตรการลงโทษสำหรับผู้โดยสารบนระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่สวมหน้ากากอนามัย และดำเนินการเพื่อเพิ่มการผลิตชุดตรวจหาเชื้อด้วย

ด้านรอนนา แมคแดนเนียล ประธานคณะกรรมธิการพรรครีพับลิกันออกมาแย้งว่าการฉีดวัคซีนต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ อีกทั้งเป็นการผลักภาระให้แก่เจ้าของสถานประกอบการที่ต้องจัดหาชุดตรวจโควิด-19 หรือวัคซีนให้แก่พนักงาน โดยทางพรรคจะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อป้องป้องเสรีภาพของชาวอเมริกันทันทีที่คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้

ทั้งนี้ สหรัฐได้ดำเนินการฉีดวัคซีนไปแล้วราว 377 ล้านโดส โดยมีชาวอเมริกันที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสแล้วประมาณ 177 ล้านคนหรือคิดเป็น 54% ขณะที่ยังมีชาวอเมริกันอีกส่วนหนึ่งต่อต้านการฉีดวัคซีน

ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เมื่อวันที่ 8 ก.ย. ที่ผ่านมาอยู่ที่ 188,823 คน และผู้เสียชีวิต 2,276 คน ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อสะสมราว 40.7 ล้านคน และผู้เสียชีวิต 6.56 แสนคน

Photo by Brendan SMIALOWSKI / AFP

จากพนักงานบัญชีสู่ฮีโร่เอเชียคนแรกของ Marvel #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662805

วันที่ 09 ก.ย. 2564 เวลา 19:30 น.จากพนักงานบัญชีสู่ฮีโร่เอเชียคนแรกของ Marvelเรื่องราวชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของ ซือมู่ หลิว

ชาง-ชี กับตำนานลับเท็นริงส์ (Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings) ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ล่าสุดจาก Marvel กำลังไปได้สวยหลังเปิดตัวมาได้สัปดาห์หนึ่งแล้ว พร้อมกวาดรายได้จากการเข้าฉายในสัปดาห์แรกได้กว่า 2 พันล้านบาท ซึ่งนับว่าสูงทีเดียวในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

ส่งผลให้นักแสดงนำอย่าง ซือมู่ หลิว (Simu Liu) ได้รับความสนใจอย่างมากในฐานะซูเปอร์ฮีโร่เอเชียคนแรกของ Marvel แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย…

เอเชียนในชาติตะวันตก

ซือมู่ หลิว วัย 32 ปี เกิดเมืองฮาร์บิน เมืองเอกของมณฑลเฮย์หลงเจียง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน ได้รับการเลี้ยงดูจากตาและยาย ในขณะที่พ่อและแม่ของเขากำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยควีนส์ รัฐออนแทรีโอ

เมื่ออายุได้ 5 ปี หลิวต้องย้ายไปอยู่ที่มิซซิซเซากา รัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา ซึ่งเขาต้องปรับตัวอย่างมากสำหรับการใช้ชีวิตแบบตะวันตก

“มันเป็นการต่อสู้ที่ต้องดิ้นรนอย่างมากในการเติบโตเป็นเอเชียน-แคนาดา หรือเอเชียน-อเมริกัน เหมือนกับว่าเท้าสองข้างยืนอยู่บนวัฒนธรรมคนละซีกโลก เป็นการต่อสู้ที่ไม่เหมือนใคร”

หลิวเคยออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเหยียดเอเชียในตะวันตกซึ่งเป็นสิ่งที่เขารับไม่ได้อย่างยิ่ง หลายครั้งที่เขาได้ยินผู้คนล้อเลียนชาวเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นสำเนียง หน้าตา การปรุงอาหาร และคำพูดสุดคลาสสิกที่ว่า “กลับจีนไปซะ”

ฝืนทำงานบัญชี

หลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออนแทริโอ หลิวเริ่มทำงานบัญชีที่บริษัท Deloitte ในโตรอนโต และทุ่มเทไปกับการใช้ชีวิตอย่างที่พ่อแม่คาดหวัง

แต่หลิวกลับรู้สึกว่าเขาไม่มีความสุขเอาเสียเลย เขานับถอยหลังเวลาที่จะได้เลิกงานในทุกๆ วันที่ไปทำงาน และรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่ในที่ที่เขาต้องการ

ในที่สุดหลิวก็ตัดสินใจลาออกและเริ่มเดินทางบนเส้นทางที่เขาใฝ่ฝันนั่นก็คือการเป็นนักแสดง

เส้นทางของนักแสดง

ก่อนที่จะมาถึงจุดนี้ จุดเริ่มต้นบนเส้นทางการเป็นนักแสดงของหลิวก็เหมือนกับชาวเอเชียหลายๆ คน นั่นก็คือการเป็นสตั๊นท์แมน ตัวประกอบที่มีบทพูดไม่กี่คำ หรือบทบู๊ที่จะต้องแพ้ตัวละครผิวขาว ซึ่งหลิวมองว่าขณะนั้นแทบจะไม่มีตัวละครที่ถ่ายทอดความเป็นเอเชียได้จริงๆ

หลังเป็นตัวประกอบอยู่นาน หลิวเริ่มได้รับโอกาสแสดงในบทนำมากขึ้น โดยหนึ่งในผลงานที่หลายคนรู้จักกันดีคือเรื่อง Kim’s Convenience ซึ่งหลิวมองว่าเป็นบทที่ท้าทายที่จะถ่ายทอดให้ผู้คนได้เห็นว่าจริงๆ แล้วคนเอเชียนเป็นอย่างไร สามารถทำอะไรได้บ้าง

ก้าวสู่การเป็นฮีโร่

หลิวมักทวีตสร้างสีสันบนโลกทวิตเตอร์อยู่เสมอ และเมื่อ 7 ปีก่อนยังเคยทวีตถามถึง Marvel ที่ประสบความสำเร็จกับการสร้างซูเปอร์ฮีโร่อย่างกัปตันอเมริกาและธอร์ว่า ลองสร้างฮีโร่เอเชียน-อเมริกันดูบ้างไหม?

ปรากฏว่าในปี 2018 Marvel ประกาศสร้าง “ชาง-ชี” ซูเปอร์ฮีโร่เอเชียนขึ้นมาจริงๆ หลิวก็ทวีตไปหยอก Marvel อีกครั้งประมาณว่า “เรามาคุยกันหน่อยไหม?” และนั่นทำให้เขาได้เข้าไปออดิชันเป็นซูเปอร์ฮีโร่ Marvel ในที่สุด

“ผมไม่คิดว่า เควิน ไฟจ์ (Kevin Feige) ประธาน Marvel Studios‎ จะได้เห็นข้อความจากทวิตเตอร์ของผมที่ตอนนั้นมีผู้ติดตามอยู่แค่ 27 คน” หลิวกล่าว

หลังจากที่รอคอยการติดต่อกลับเป็นเวลานาน ในที่สุดหลิวก็ได้รับสายจาก Marvel ว่าเขาผ่านการคัดเลือกให้รับบทชาง-ชี “ผมรู้สึกเหมือนกับว่าชีวิตของผมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา”

หลิวอดทนกับการฝึกซ้อมศิลปะการต่อสู้อย่างหนักเพื่อให้สามารถเป็นชาง-ชีที่สมบูรณ์แบบ นอกจากนี้เขายังสามารถเข้าถึงตัวละครได้อย่างลึกซึ้งเพราะภูมิหลังที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือการเป็นเอเชียนที่มาใช้ชีวิตในตะวันตก

หลิวเผยว่าเขาฝันอยากเป็นซูเปอร์ฮีโร่มาตลอด อยากสะท้อนตัวตนและวัฒนธรรมของเขาให้ทั่วโลกได้เห็น และยิ่งเขาสามารถแบ่งปันความสุขให้กับคนทั่วโลกได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น

ที่มา iNewsHITC

ภาพ Photo by Roslan Rahman / AFP

สัญญาณอันตรายของ Evergrande ยักษ์อสังหาฯ ที่อาจสะเทือนจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662727

วันที่ 09 ก.ย. 2564 เวลา 19:08 น.สัญญาณอันตรายของ Evergrande ยักษ์อสังหาฯ ที่อาจสะเทือนจีนการกู้เงินอย่างหนักเพื่อขยายธุรกิจทำให้ Evergrande Group มีหนี้สินมากที่สุดในโลก และกำลังเสี่ยงจะล้มละลาย

การเข้ามาควบคุมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อลดความร้อนแรงของตลาดของทางการจีนทำให้การกู้เงินเพื่อสร้างสภาพคล่องของหลายบริษัทเป็นไปได้ยากขึ้น ส่งผลให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของจีนอย่าง Evergrande Group ที่มีหนี้มากที่สุดในโลกเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้จนอาจต้องล้มละลายในที่สุด

ต่อไปนี้คือสรุปความรุ่งเรืองและล่มสลายของบริษัทอสังหายักษ์ใหญ่ของจีน

1.Evergrande Group ก่อตั้งโดย สวี่เจียยิ่น (Xu Jiayin ในภาษาจีนกลาง หรือ Hui Ka Yan ในภาษากวางตุ้ง) อดีตเจ้าหน้าที่เทคนิคของโรงงานเหล็กในปี 1996 โดยมีธุรกิจหลักคือการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่เน้นตลาดผู้อยู่อาศัยรายได้ปานกลางขึ้นไป

2.ด้วยความที่บริษัทก่อตั้งในช่วงที่รัฐบาลจีนมีโครงการย้ายคนจากชนบทเข้าสู่เมือง ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ทะยานขึ้น เช่นเดียวกับความมั่งคั่งของสวี่เจียยิ่นและบริษัทที่โตวันโตคืน ขณะที่สวี่เจียยิ่นเป็นบุคคลที่รวยเป็นอันดับ 3 ของจีนจากการจัดอันดับของนิตยสาร Forbes ในปี 2019 ด้วยทรัพย์สิน 30,400 ล้านเหรียญสหรัฐ  

3.ปัจจุบัน Evergrande Group ถือครองที่ดินในจีนราว 303 ล้านตารางเมตร ซึ่งมากที่สุดในบรรดาผู้ประกอบการ และได้พัฒนาโครงการถึง 810 แห่งใน 280 เมืองทั่วประเทศ การลงทุนเหล่านี้ทำให้บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็วจนทำกำไรได้สูงถึง 11,670 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2018 ขึ้นแท่นเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกในปีเดียวกัน

4.การเติบโตแบบก้าวกระโดดทำให้ Evergrande Group ขยายการลงทุนไปยังธุรกิจอื่นๆ อาทิ ซื้อทีมฟุตบอล Guangzhou Evergrande น้ำแร่ Evergrande Spring สวนสนุก รวมทั้งรถยนต์ไฟฟ้า หลังจากทำ IPO ในปี 2009

5.สวี่เจียยิ่นขยับขยายอาณาจักร Evergrande Group ด้วยการกู้ยืมเงินมาลงทุนและกว้านซื้อที่ดินมาสร้างที่อยู่อาศัยจำนวนมาก โดยอาศัยเครดิตของตัวเองชักชวนนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศให้ความร่วมลงทุนด้วย บวกกับได้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากบรรดาธนาคารในจีน โดยส่วนหนึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะมีคอนเนคชันทางการเมืองที่แข็งแกร่งจากการเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาทางการเมืองของจีน

6.แต่กลยุทธ์กู้เงินมาลงทุนใช้ไม่ได้แล้ว เมื่อธนาคารกลางแห่งประเทศจีนประกาศกฎ “three red lines” หรือสามเส้นแดง ในเดือน ส.ค. 2020 เพื่อกำหนดเกณฑ์การเข้าถึงสินเชื่อของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์ทั้งสามข้อจะไม่สามารถขอสินเชื่อเพิ่มได้

7.กฎนี้บังคับให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ลดจำนวนหนี้ลงก่อนจะขอกู้เงินใหม่ เพื่อไม่ให้ภาคการธนาคารปล่อยเงินกู้ให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์มากเกินไป แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ขาดเงินทุนมาหมุนเพื่อให้โครงการสำเร็จลุล่วงด้วย

8.ดังนั้นเพื่อให้เข้าถึงเงินกู้ Evergrande Group จึงต้องขายทรัพย์สินบางส่วนมาชำระหนี้ โดยบริษัทเริ่มขายธุรกิจอินเทอร์เน็ต ธุรกิจธนาคารท้องถิ่น และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ Bloomberg และสื่อท้องถิ่นรายงานตรงกันว่า Evergrande Group กำลังใคร่ครวญว่าจะขายสำนักงานใหญ่ในฮ่องกงและที่ดินผืนใหญ่ในราคาขาดทุน

9.ถึงอย่างนั้น Evergrande Group ก็ยังมีหนี้ที่ยังค้างชำระอีกก้อนโต บวกกับไม่สามารถขายอสังหาริมทรัพย์ก่อนที่จะสร้างเสร็จอย่างที่เคยทำเพื่อนำเงินมาหมุนก่อนได้แล้วตามกฎใหม่ของทางการ ส่งผลให้เจ้าหนี้บางรายและหุ้นส่วนธุรกิจยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินแล้วนำมาชำระคืน

10.นอกจากนี้ Evergrande Group ยังเร่งหาเงินมาชำระหนี้ด้วยการประกาศโปรโมชันลด 30% อสังหาริมทรัพย์ทุกชิ้นทั่วประเทศ ถึงอย่างนั้นยอดขายก็ยังตกลงถึง 26% ในเดือน ส.ค.เมื่อเทียบกับช่วง 1 ปีก่อนหน้า ทำให้รายได้สุทธิลดลง 29% มาอยู่ที่ 10,500 ล้านหยวน

11.ล่าสุดดูเหมือนว่า Evergrande Group กำลังจะมีหนี้สินล้นพ้นตัว โดยสัปดาห์นี้หนี้สินทั้งหมดพุ่งไปอยู่ที่ 305,000 ล้านเหรียญสหรัฐ บริษัทยังเตือนเจ้าหนี้ว่า มีความเสี่ยงที่บริษัทจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด

12.จากการคำนวณของ Bloomberg ตามงบกำไรขาดทุนของ Evergrande Group พบว่า ความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นของบริษัทแย่ลงในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ โดยลดลงเหลือ 36% จาก 47% เมื่อ 6 เดือนก่อนหน้า

13.ในเวลาไล่เลี่ยกัน Evergrande Group ถูกปรับลดจัดครั้งที่ 2 ในเวลาเพียง 2 วัน โดยวันนี้ (8 ก.ย.) Fitch Ratings ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทเป็น CC ซึ่งบ่งชี้ว่า “มีแนวโน้มว่าจะผิดนัดชำระหนี้” 

14. หนึ่งวันก่อนหน้านี้ Moody’s ลดอันดับเครดิตลงเช่นกัน โดยระบุว่า “มีแนวโน้มว่าจะอยู่ในหรือใกล้จะผิดนัด” ขณะที่ Goldman Sachs ได้ปรับลดคำแนะนำการลงทุนในหุ้นของ Evergrande Group จาก neutral (ให้ลงทุนเท่าๆ กับน้ำหนักของตลาด) ลงมาเป็น sell (แนะนำให้ขาย) 

15.การถูกปรับลดความน่าเชื่อถือส่งผลให้หุ้นของ Evergrande Group ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงร่วงกว่า 3% ลงมาเหลือ 3.47 เหรียญฮ่องกง ซึ่งต่ำกว่าราคาที่เสนอขายแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ที่ 3.50 เหรียญฮ่องกงเมื่อ 12 ปีก่อน  โดยเฉพาะปีนี้ปีเดียวหุ้น Evergrande Group ร่วงถึง 75%

16.สถานะทางการเงินและการล่มสลายของ Evergrande Group จะส่งผลสะเทือนมหาศาลให้เศรษฐกิจของจีนและอาจเลยไปถึงเศรษฐกิจโลกด้วย เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Evergrande Group เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของประเทศ และธุรกิจนี้ยังเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นตัวหลังยุค Covid-19

17.นอกจากนี้ ยังกระทบไปถึงผู้ให้กู้ยืม ธนาคาร ซัพพลายเออร์ ธุรกิจขนาดเล็ก และคนซื้อบ้านอีกนับล้านคนหากบริษัทล้ม ยังไม่นับรวมว่าบริษัทยังมีพนักงานอีก 200,000 ชีวิตที่ต้องรับผิดชอบ และการสร้างงานโดยตรงในจีนกว่า 3.8 ล้านงาน

18.แรงกระเพื่อมมหาศาลนี้ส่งผลให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ทางการจีนพยายามผลักดันให้บริษัทใหญ่คล้ายๆ กับ Evergrande Group รวมทั้ง Wanda อีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทท่องเที่ยว Fosun ลดขนาดลง  เพื่อหลีกเลี่ยงการก่อหนี้จนสร้างความเสี่ยงให้ระบบการเงินของประเทศ

19.อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์มองว่าจีนจะไม่ปล่อยให้ยักษ์ใหญ่ล้มง่ายๆ แต่จะผลักดันให้ Evergrande Group ลดหนี้ ทว่าจนถึงขณะนี้นอกจากหน่วยงานด้านกำกับดูแลของจีนที่เรียกร้องให้บริษัทแก้ปัญหาหนี้สินแล้ว รัฐบาลจีนยังปิดปากเงียบว่าจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือทางการเงินกับ Evergrande Group หรือไม่

20.ทั้งนี้ เมื่อปีที่แล้ว Evergrande Group เคยเลี่ยงวิกฤตหนี้สินมาแล้วครั้งหนึ่ง ด้วยความช่วยเหลือจากบรรดาเพื่อนๆ มหาเศรษฐีของสวี่เจียยิ่น หนึ่งในนั้นคือบริษัทด้านการลงทุนของ Cheung Chung Kiu เพื่อนสนิทที่เล่นโป๊กเกอร์ด้วยกัน และรัฐบาลจีนที่กลัวว่าจะเกิดความไม่มั่นคงด้านการเงินของประเทศ

21.แหล่งข่าววงในเผยกับ Bloomberg เมื่อปีที่แล้วว่า ทางการมณฑลกวางตุ้งและเมืองเซินเจิ้นซึ่งเป็นที่ตั้งของ Evergrande Group ยื่นมือเข้ามาช่วยจนรัฐบาลจีนมีหุ้นจำนวนมากอยู่ใน Evergrande Group

22.ในขณะนั้นสวี่เจียยิ่นยังทำตัวเป็นปกติราวกับว่าบริษัทไม่ได้ยืนอยู่ปากเหวด้วยการยืนถ่ายภาพร่วมเฟรมกับนักลงทุน 35 คนด้วยรอยยิ้มเปื้อนใบหน้า เช่นเดียวกับครั้งนี้

23.เมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา สวี่เจียยิ่นยังสรวลเสเฮฮากับคนดังในวงการการเมืองและธุรกิจในโอกาศครบรอบ 100 ปีพรรคคอมมิวนิสต์ โดยไม่มีพิรุธว่าบริษัทกำลังเผชิญแรงกดดันให้ชำระหนี้

REUTERS/Stringer

เมื่อคนดูเบื่อรายการโชว์บ้านหรูคนดัง สวนทางคนทั่วไปที่แทบไม่มีบ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662797

วันที่ 09 ก.ย. 2564 เวลา 17:35 น.เมื่อคนดูเบื่อรายการโชว์บ้านหรูคนดัง สวนทางคนทั่วไปที่แทบไม่มีบ้านเมื่อบ้านในเกาหลีใต้ราคาสูงจนคนทั่วไปเอื้อมไม่ถึง กระแสยี้รายการเปิดบ้านสุดหรูของเซเลบคนดังโชว์จึงเกิดขึ้น

รายการบันเทิงแนวตามติดการใช้ชีวิตของคนดังเป็นรายการยอดฮิตในเกาหลีใต้ เพราะให้ความรู้สึกว่าคนดูได้ใกล้ชิดศิลปิน ทำให้รายการแนวนี้ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด เพราะโกยเรตติ้งได้ถล่มทลาย

แต่มาวันนี้รายการเปิดบ้านคนดังกลับเสื่อมมนต์ขลัง เพราะคนดูเริ่มรู้สึกว่าเข้าไม่ถึง เนื่องจากศิลปินเหล่านี้อาศัยอยู่ในบ้านสุดหรูในขณะที่คนทั่วไปแทบจะไม่มีบ้านเป็นของตัวเองเพราะราคาถีบตัวสูงจนเกินเอื้อม

ปัจจุบันนี้คนเกาหลีใต้กำลังเผชิญกับวิกฤตที่อยู่อาศัย โดยคนวัยหนุ่มสาวแทบจะไม่สามารถซื้อบ้านเป็นของตัวเองเพราะราคาสูงเกินเอื้อม ราคาเฉลี่ยของบ้านในกรุงโซลเพิ่มขึ้นถึง 50% จากปี 2017 หากนับเฉพาะปี 2019-2020 ราคาบ้านทะยานขึ้น 22% ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาประเทศใหญ่ๆ ในเอเชียด้วยกัน

ขณะนี้อพาร์ทเม้นต์ในกรุงโซลมีราคาเฉลี่ย 1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 32.69 ล้านบาท

รายการ I Live Alone ของช่อง MBC ที่พาคนดูไปเยี่ยมชมบ้านของศิลปินกำลังตกเป็นเป้าการวิพากษ์วิจารณ์ โดยตอนล่าสุดที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา รายการพาไปชมอพาร์ทเม้นต์ห้องใหม่ขนาด 156 ตารางเมตรของช็อนฮยอนมูที่มูลค่าเมื่อปลายปีที่แล้วสูงถึง 3.9 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 127.53 ล้านบาท

อีกตอนหนึ่งเป็นการเปิดบ้าน 2 ชั้นในย่านอิแทวอนของนักแสดงตลกหญิง พัคนาแร ที่โดยบ้านที่ซื้อผ่านการประมูลหลังนี้ตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 551 ตารางเมตร และมีพื้นที่ตัวบ้านกว้างขวางถึง 319 ตารางเมตร

บ้านของพัคนาแรเปิดประมูลด้วยราคา 4.2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 137.30 ล้านบาท โดยมีผู้ยื่นประมูล 5 คน แต่พัคนาแรชนะการประมูลในราคา 4.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 156.91 ล้านบาท

นอกจากนั้น ฮวาซา สมาชิกเกิร์ลกรุ๊ป MAMAMOO ก็เปิดวิลล่าหรูราคาราว 2.6 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 85.03 ล้านบาท เช่นเดียวกับไอดอลอีกหลายๆ คนที่เปิดบ้านโชว์

ชาวโซเชียลของเกาหลีใต้จึงออกมาวิจารณ์และรู้สึกว่าคนธรรมดาๆ เริ่มเข้าไม่ถึง แม้ว่าทางรายการจะมีจุดประสงค์เพื่อบอกว่าสังคมเกาหลีใต้ในปัจจุบันมีผู้ที่ต้องใช้ชีวิตลำพังถึง 4.53 ล้านคน

ตอนที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงมากที่สุดเป็นตอนที่หนุ่มคีย์จากวง SHINee พูดว่าเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบ้านตัวเองมีทั้งหมดกี่ห้องสร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับแขกรับเชิญในตอนนั้น ขณะที่เจ้าตัวเปิดบ้านหรูซึ่งมองเห็นวิวแม่น้ำฮันที่ทำให้ทั้งแขกรับเชิญและคนดูตะลึงไปตามๆ กัน

นอกจากรายการ I Live Alone ยังมีรายการแนวเดียวกันนี้อีกหลายรายการ เช่น All The Butlers ของช่อง SBS, The Return of the Superman ของ KBS และ On and Off ของ tvN

ชาวโซเชียลรายหนึ่งเผยว่า “รู้สึกแปลกแยกเมื่อดูรายการอย่าง I Live Alone และ My Little Old Boy เพราะรู้วึกว่ารายการเหล่านี้โชว์แต่ชีวิตของคนที่อยู่เพียงลำพังในบ้านดีๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย รู้สึกว่าเซเลบเหล่านี้อยู่ในอพาร์ทเม้นต์หรูมองเห็นวิววของแม่น้ำฮัน แม้แต่ในรายการ The Return of Superman ครอบครัวที่พักอยู่ในอพาร์ทเม้นต์ริมแม่น้ำฮัน โดยยังมีเงินจับจ่ายโดยที่คนเป็นพ่อไม่ต้องทำงานเลย”

อีกรายหนึ่งเผยว่า “ไม่รู้ว่าจะอยากดูรายการที่เซเลบโอ้อวดบ้านราคาหลายล้านเหรียญสหรัฐอีกหรือไม่ เมื่อก่อนคนดังจะอาศัยในอพาร์ทเม้นต์ที่มี 1 ห้องนอนขนาดเล็กๆ หรือห้องสตูดิโอเล็กๆ ซึ่งคนดูสามารถเข้าถึงได้ แต่ตอนนี้พวกเราเข้าไม่ค่อยถึงแล้ว ซึ่งน่าละอาย”

ขณะที่คอมเม้นต์ของชาวโซเชียลที่ใช้ชื่อ Bear2 ซึ่งเป็นท็อปเม้นต์มองว่า การคิดว่าคนดังไม่ควรใช้จ่ายเงินของตัวเองเพื่อให้เข้าถึงชาวโซเชียลเป็นเรื่องค่อนข้างโง่เขลา เพราะเพียงแค่การเป็นคนดังก็ทำให้เข้าไม่ถึงแล้ว

ต่อมาผู้ที่ใช้ชื่อ BakaKaori เข้ามาตอบคอมเม้นต์ของ Bear2 ว่า “เราเข้าใจคนดูนะ พวกเขาไม่ได้ขอให้คนดังไม่ใช้จ่ายเงินของตัวเองหรือซื้อบ้านที่ราคาถูกกว่านี้ พวกเขากำลังบ่นกันเรื่องจำนวนรายการที่พาไปดูบ้านศิลปินที่กำลังออกอากาศในขณะนี้ ในขณะที่คนทั่วไปกำลังลำบาก เราก็คิดแบบนี้ตอน MTV เปิดตัวรายการ Cribs หลายคนถูกเลิกจ้างหรือถูกผู้ให้เช่าขับไล่ออกจากบ้านเพราะ Coid-19 มันเลยดูแปลกๆ ที่จะออกอากาศรายการที่เซเลบโชว์ชีวิตที่หรูหราของตัวเอง”

Bobohulove เข้ามาตอบกลับว่า “แต่เราหมายถึง…พวกเขาคือคนที่ดูรายการและทำให้เรตติ้งพุ่ง ก็ไม่ต้องดูสิจะได้ไม่ต้องเห็น และเจ้าของรายการอาจจะหยุดออกอากาศถ้าเรตติ้งตก”

BakaKaori เข้ามาตอบกลับอีกว่า “ใช่ พวกเขาหยุดดูได้ถ้าไม่ชอบ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ามีคนดูคนหนึ่งบอกว่ารายการไม่ได้เป็นแบบนี้ตลอด คนดังในรายการเคยอยู่ในอพาร์ทเม้นต์เล็กๆ หรือห้องสตูดิโอ ซึ่งมันอาจจะเป็นเพราะว่ารายการเปลี่ยนรูปแบบ หรือคนดังที่มาออกรายการเปลี่ยนไป”

REUTERS/Kim Hong-Ji/File Photo