จีนบูรณะ ‘พระบาทพระพุทธรูป’ เก่าแก่ 1,600 ปี เสร็จสมบูรณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661915

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 13:26 น.จีนบูรณะ ‘พระบาทพระพุทธรูป’ เก่าแก่ 1,600 ปี เสร็จสมบูรณ์หมู่ถ้ำหินแกะสลักภูเขาเทียนที ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออก (ปี 317-420)

หลานโจว, 30 ส.ค. (ซินหัว) — งานบูรณะพระบาทของพระพุทธรูปหินอายุเก่าแก่กว่า 1,600 ปี ในหมู่ถ้ำหินแกะสลักภูเขาเทียนที หนึ่งในหมู่ถ้ำหินแกะสลักเก่าแก่ที่สุดในจีน ซึ่งตั้งอยู่ที่มณฑลกานซู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แล้ว

พระพุทธรูปดังกล่าวสร้างขึ้นบนหินทรายสีแดงเปราะบางข้างอ่างเก็บน้ำ นำไปสู่ปัญหาน้ำรั่วซึมและการสึกกร่อนที่สร้างความเสียหายแก่ส่วนต่างๆ ของรูปปั้น ซึ่งรวมถึงส่วนพระบาท ทางการท้องถิ่นจึงเปิดตัวโครงการบูรณะในเดือนพฤษภาคม 2020

เฉียวไห่ เจ้าหน้าที่สถาบันตุนหวง เผยว่าส่วนท้าทายที่สุดของภารกิจครั้งนี้คือการบูรณะพระบาทของพระพุทธรูป ซึ่งได้รับความเสียหายรุนแรงจากการรั่วซึมของน้ำ โดยคนงานทำการระบายน้ำจากพื้นและหินรอบพระพุทธรูป นำหินที่หลุดหลวมออกมา วิเคราะห์ขนาดดั้งเดิมและลักษณะของพระบาทที่เสียหายหนัก ก่อนจะบูรณะให้กลับมามีสภาพสมบูรณ์ดังเดิม

เฉียวเสริมว่าโครงการดังกล่าวช่วยปกป้องฐานของรูปปั้นและฟื้นฟูความสมบูรณ์ในภาพรวมด้วย

ทั้งนี้ หมู่ถ้ำหินแกะสลักภูเขาเทียนที ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นแบบของหมู่ถ้ำหินแกะสลักอวิ๋นกังและหมู่ถ้ำหินแกะสลักหลงเหมิน ได้รับการขนานนามเป็น “บรรพบุรุษของหมู่ถ้ำหินแกะสลัก” ในโลกวิชาการจีน ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออก (ปี 317-420) และปัจจุบันอยู่ภายใต้การคุ้มครองระดับรัฐ

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

สีจิ้นผิงเน้นย้ำนโยบายต่อต้านการผูกขาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661938

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 12:45 น.สีจิ้นผิงเน้นย้ำนโยบายต่อต้านการผูกขาดรัฐบาลจีนเน้นย้ำถึงกฎระเบียบต่อต้านการผูกขาด ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ที่ผ่านมาประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 21 โดยเน้นย้ำถึงความพยายามในการเสริมสร้างกฎระเบียบต่อต้านการผูกขาดและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

โดยที่ประชุมได้ทบทวนและอนุมัติแนวทางปฏิบัติหลายชุด รวมถึงแนวทางในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของกฎระเบียบต่อต้านการผูกขาด และส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม

ซึ่งที่ประชุมได้เล็งเห็นว่ากลไกต่อต้านการผูกขาดควรได้รับการปรับปรุง และควรมีการเสริมสร้างกำลังกำกับดูแลต่อต้านการผูกขาด นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือเกี่ยวกับระบบทุนสำรอง และการควบคุมมลพิษในประเทศด้วย

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวว่า การปฏิบัติตามกฎระเบียบและนโยบายต่อต้านการผูกขาดที่ส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เป็นแนวทางของการปรับปรุงระบบเศรษฐกิจตลาดสังคมนิยม

พร้อมเน้นย้ำถึงความพยายามในการส่งเสริมการแข่งขันที่เท่าเทียม ตลอดจนปกป้องสิทธิ์และผลประโยชน์ของผู้บริโภค

โดยนับตั้งแต่การประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 18 ในปี 2555 ได้มีการตัดสินใจครั้งสำคัญหลายครั้งเกี่ยวกับการต่อต้านการผูกขาดและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เพื่อปรับปรุงระบบการแข่งขันที่เป็นธรรมและส่งเสริมระบบตลาดเปิดที่เป็นหนึ่งเดียวและมีการแข่งขันอย่างมีระเบียบ

ในระยะหลังมานี้ รัฐบาลจีนได้ยกระดับการกำกับดูแลต่อต้านการผูกขาด โดยมีการตรวจสอบและลงโทษองค์กรธุรกิจที่มีพฤติกรรมของการผูกขาดและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

รวมถึงยักษ์ใหญ่อย่างบริษัท Alibaba ซึ่งถูกสั่งปรับเป็นเงิน 2,750 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 86,515 ล้านบาท ไปเมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ฐานละเมิดกฎระเบียบในการต่อต้านการผูกขาดตลาด นับว่าเป็นค่าปรับที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ขณะที่ Didi Chuxing ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเรียกแท็กซี่ยอดนิยมในจีน ก็ถูกสั่งให้หยุดให้บริการเมื่อเดือนที่แล้ว หลังจากที่เพิ่งเสนอขายหุ้น IPO เข้าตลาดสหรัฐไปได้ไม่นาน โดยรัฐบาลจีนให้เหตุผลว่ามีการวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้อย่างผิดกฎหมาย

Photo by Mark Schiefelbein / POOL / AFP

ผวาวัคซีนปนเปื้อนที่ญี่ปุ่น เกิดอะไรขึ้นกับ Moderna? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661927

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 11:42 น.ผวาวัคซีนปนเปื้อนที่ญี่ปุ่น เกิดอะไรขึ้นกับ Moderna?ญี่ปุ่นเร่งหาสาเหตุสารปนเปื้อนใน Moderna หลังพบแล้วหลายจังหวัด พร้อมสืบหาสาเหตุการตาย 2 ราย

วันนี้ (31 ส.ค.) โนริฮิสะ ทามูระ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นเปิดเผยว่าสิ่งปนเปื้อนที่พบในวัคซีนโควิด-19 ของ Moderna จากศูนย์ฉีดวัคซีนในโอกินาว่าซึ่งได้ระงับใช้ไปแล้วนั้น มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเกิดจากการแทงเข็มฉีดยาลงในขวดวัคซีนอย่างไม่ถูกต้อง ส่งผลให้มีเศษยางที่ปิดฝาขวดวัคซีนหลุดร่วงลงไปในขวด

โดยโอกินาว่าเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่พบสารปนเปื้อนในวัคซีน Moderna หลังจากเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมามีรายงานการตรวจพบสารปนเปื้อนในวัคซีนจากจากศูนย์ฉีดวัคซีนในโตเกียว, อิบารากิ, ไซตามะ, กิฟุ และไอจิ รวมแล้ว 39 ขวด

ส่งผลให้วัคซีน Moderna จำนวน 1.63 ล้านโดสที่อยู่ในสายการผลิตเดียวกันถูกระงับไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย โดยวัคซีนดังกล่าวถูกผลิตขึ้นในสายการผลิตที่สเปน ซึ่งประกอบด้วย 3 ล็อต ได้แก่ 3004667, 3004734 และ 3004956 ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ฉีดให้ประชาชนไปแล้วมากกว่า 500,000 โดส

ต่อมาเมื่อวันที่ 29 ส.ค. มีรายงานการตรวจพบสารปนเปื้อนในวัคซีนในจังหวัดกุมมะ ซึ่งระบุว่าเป็นสารสีดำขนาดเล็ก ซึ่งตรวจพบในวัคซีนคนละล็อตกับ 3 ล็อตที่ระงับไปก่อนหน้านี้ และได้สั่งระงับการฉีดวัคซีนล็อตที่พบปัญหาดังกล่าว

ขณะที่ทางการโอกินาว่าก็ได้มีการพบสารปนเปื้อนสีชมพูเพิ่มเติมในวัคซีนคนละล็อตเช่นกัน โดยคาดการณ์เบื้องต้นว่าอาจเป็นเศษยางที่ปิดฝาขวดวัคซีน ซึ่งหลุดร่วงลงไปขณะแทงเข็มฉีดยาลงในขวด พร้อมสั่งระงับฉีดวัคซีนดังกล่าว

ส่งผลให้มีวัคซีน Moderna ที่พบปัญหาสารปนเปื้อนใน 7 จังหวัด ได้แก่ โตเกียว, อิบารากิ, ไซตามะ, กิฟุ, ไอจิ, โอกินาว่า และกุมมะ โดยมีวัคซีนที่ถูกระงับแล้วกว่า 2.6 ล้านโดส

โนริฮิสะ ทามูระ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ยังไม่เป็นที่แน่ชัดถึงสาเหตุของสารปนเปื้อนดังกล่าว แต่ยืนยันว่ายังไม่มีรายงานถึงปัญหาด้านความปลอดภัยหรือปัญหาอื่นๆ จากวัคซีนที่พบสารปนเปื้อน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำการรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมและรายงานให้ทราบต่อไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานการเสียชีวิตของชายชาวญี่ปุ่น 2 ราย อายุ 30 ปีและ 38 ปี ซึ่งทั้งคู่ไม่มีโรคประจำตัว และเสียชีวิตไม่กี่วันหลังจากได้รับวัคซีน Moderna ล็อตที่ถูกระงับใช้

โดยกระทรวงสาธารณสุขกำลังเร่งสืบหาสาเหตุการเสียชีวิตว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีน หรือสารปนเปื้อนในวัคซีนหรือไม่ และจะเปิดเผยให้ประชาชนทราบต่อไป

Photo by Joseph Prezioso / AFP

ตอลิบานลากนักร้องอัฟกันไปยิงหัวหลังสั่งแบนดนตรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661920

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 10:54 น.ตอลิบานลากนักร้องอัฟกันไปยิงหัวหลังสั่งแบนดนตรีนักร้องเพลงโฟล์กชาวอัฟกันถูกตอลิบานลากตัวออกจากบ้านไปสังหาร

สำนักข่าว CNN รายงานโดยอ้างนักข่าวท้องถิ่นว่า ฟาวาด อันดาราบี นักร้องโฟล์กชาวอัฟกันถูกกลุ่มตอลิบานลากตัวออกจากบ้านในหุบเขาอันดาราบในจังหวัดบักห์ลานทางตอนเหนือของกรุงคาบูลก่อนจะลงมือสังหาร สร้างความหวาดกลัวว่ากฎเกณฑ์ที่เข้มงวดของตอลิบานที่เคยใช้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว รวมทั้งการห้ามเล่นดนตรีจะกลับมาอีกครั้ง

จาวาด ลูกชายของผู้เสียชีวิตเผยกับสำนักข่าว AP ว่า พ่อของเขาถูกยิงที่ศีรษะที่บ้านของครอบครัว “เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นเพียงนักร้องที่สร้างความบันเทิงให้ผู้คน”

ด้าน มาสซูด อันดาราบี อดีตรัฐมนตรีกระทรวงหาดไทยของอัฟกานิสถานซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกับผู้เสียชีวิตทวีตว่า “ความโหดเหี้ยมทารุณของตอลิบานยังคงดำเนินอยู่ในอันดาราบ วันนี้พวกเขาสังหาร ฟาวาด อันดาราบี นักร้องเพลงโฟล์กที่สร้างความบันเทิงให้หุบเขาแห่งนี้และผู้คนอย่างโหดเหี้ยม”

การสังหารนักร้องรายนี้สร้างความกังวลว่ากฎเกณฑ์ที่เข้มงวดสุดโต่งของกลุ่มตอลิบานที่เคยใช้ในช่วงปี 1996-2001 จะกลับมาอีกครั้ง โดยช่วงนั้นกลุ่มตอลิบานห้ามเล่นดนตรีทุกรูปแบบโดยอ้างว่าขัดกับศาสนาอิสลาม

สัปดาห์ที่แล้ว ซาบิอุลเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกตอลิบานเผยกับ The New York Times ว่า “ดนตรีเป็นสิ่งต้องห้ามในศาสนาอิสลาม” เมื่อถูกถามว่าดนตรีจะถูกแบนในที่สาธารณในอัฟกานิสถานอีกครั้งหรือไม่

จีนสกัดเยาวชนติดเกมออนไลน์ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ให้เล่นแค่ 1 ชม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661907

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 10:03 น.จีนสกัดเยาวชนติดเกมออนไลน์ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ให้เล่นแค่ 1 ชม. การจัดระเบียบทั่วประเทศครอบคลุมไปถึงกลุ่มเยาวชนที่นิยมเล่นเกมออนไลน์ หลังจากที่ทางการจัดระเบียบบริษัทไปก่อนหน้านี้แล้ว

ปักกิ่ง, 30 ส.ค. (ซินหัว) — วันจันทร์ (30 ส.ค.) สำนักบริหารสื่อและสิ่งพิมพ์แห่งชาติจีนได้ออกประกาศฉบับหนึ่งว่าด้วยการป้องกันเยาวชนจากการติดเกมออนไลน์

ประกาศดังกล่าวระบุว่าผู้ให้บริการเกมออนไลน์สามารถให้บริการแก่ผู้เยาว์ได้เพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น ตั้งแต่เวลา 20.00 น. จนถึง 21.00 น. ในวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ รวมถึงในวันนักขัตฤกษ์

นอกจากนี้ สำนักฯ ยังเรียกร้องให้ใช้มาตรการลงทะเบียนและล็อกอินด้วยชื่อจริง โดยระบุว่าผู้ให้บริการเกมออนไลน์จะต้องไม่ให้บริการเกมแก่ผู้ใช้ที่ไม่ลงทะเบียนและล็อกอินด้วยตัวตนจริงทุกรูปแบบ

ทั้งนี้ หน่วยงานด้านสื่อและสิ่งพิมพ์ทุกระดับของจีนได้ถูกร้องขอให้กำกับดูแลการบังคับใช้มาตรการที่เกี่ยวข้องและจัดการกับบริษัทที่ไม่บังคับใช้มาตรการเหล่านี้

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

ได้กลิ่น “การปฏิวัติ” โชยมาแต่ไกลจากในจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661885

วันที่ 30 ส.ค. 2564 เวลา 20:29 น.ได้กลิ่น "การปฏิวัติ" โชยมาแต่ไกลจากในจีนจีนกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลายคนอาจจะมองไม่เห็น แต่มีคนหนึ่งบอกใบ้ออกมา และสื่อของรัฐบาลตอบรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

คนภายนอกอาจไม่รู้สึกว่าจีนกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงที่สั่นสะเทือนในหลายๆ ด้าน คอข่าวต่างประเทศส่วนใหญ่มักโฟกัสไปที่ “จีนกับสหรัฐ” ไม่ค่อยติดตามว่า “จงหนานไห่” (ศูนย์กลางการปกครองงของจีน) กำลังคิดทำอะไรกับประเทศและประชาชน

ในไทย เมื่อเราเอ่ยถึง “การปฏิวัติ” มันมักมีความหมายถึงการยึดอำนาจมากกว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและทิศทางการเมือง แต่ในจีน หากเอ่ยคำว่าการปฏิวัติมันไม่ใช่แค่การชิงอำนาจของคนบางคน แต่มันคือการผลิกฟ้าคว่ำดินที่กระทบคนนับพันล้าน

กลิ่น “การปฏิวัติ” เริ่มชัดขึ้น เมื่อมีการเผยแพร่บทความของบุคคลที่มีชื่อว่า “หลี่กวงหม่าน ปิงเตี่ยน สือผิง” (หลี่กวงหม่านคอมเมนต์ ณ จุดเยือกแข็ง) หลี่กวงหม่านฯ คนนี้เป็นใครเรายังไม่ทราบชัด แต่รู้ว่าบทความของเขาชิ้นนี้เผยแพร่ก่อนใน WeChat

แต่หลังจากนี้นั้นมันถูกแชร์ต่อโดยสื่อของรัฐบาลเกือบยกแผง ไม่ว่าจะเป็น People’s Daily, Xinhua News Agency, PLA Daily, CCTV, China Youth Daily และ China News Service ล้วนแต่เป็นสื่อของรัฐระดับเอลิสต์

สื่อในไต้หวันและฮ่องกงที่อยู่คนละฝั่งกับรัฐบาลจีนก็รายงานบทความของหลี่กวงหม่านฯ ราวกับว่ากำลังสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง อันที่จริงแล้ว สื่อภาษาจีนนอกจีนค่อนข้างตื่นตัวในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ เพราะความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในจีนแบบรายวันเลยทีเดียว

และการที่สื่อของรัฐเผยแพร่บทความของหลี่กวงหม่านฯ นับว่าไม่ใช่เรื่องปกติเอาเลย มันต้องมีนัยอะไรสักอย่าง ไม่ต้องมองไปไกลเอาแค่ชื่อบทความนี้ใชคำว่า “เปี้ยนเก๋อ” ก็ส่อนัยที่น่าคิดมาก

บทความนี้มีชื่อว่า “ทุกคนสามารถรู้สึกได้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งกำลังดำเนินอยู่!” คำว่า “เปลี่ยนแปลง” หรือ เปี้ยนเก๋อ” นี้ มันสามารถแปลได้ว่า “การปฏิวัติที่ถึงแก่น” ได้ด้วย นัยความหมายของคำๆ นี้ไม่ใช่แค่เปลี่ยนแปลง หรือสลับของเก่าเป็นของใหม่ แต่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่

มันสะท้อนกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในจีน ที่มีการล้างบาง กวาดล้าง ชำระล้างวงการต่างๆ ตั้งแต่การศึกษา บันเทิง ธุรกิจเทค การเงินการธนาคาร และวงการการเมือง

ขณะที่กำลังนั่งเขียนอยู่นี้มีข่าวว่าทางการจีนสั่งให้บริษัทเกมส์ออนไลน์กำหนดโควต้าเวลาให้ผู้ใช้บริการที่ไม่ใช่ผู้ใหญ่เล่นเกมส์ได้แค่วันละ 1 ชั่วโมงในวันหยุดเท่านั้น คำสั่งนี้เกิดขึ้นหลังจากทางการจีนเพิ่งจัดระเบียบวงการเกมส์ออนไลน์ไปหมาดๆ คำสั่งล่าสุดคือการ “บีบ” ให้วงการนี้มีอิทธิพลต่อเยาวชนน้อยลง

หลังจากรัฐบาลสั่งกวาดล้างธุรกิจกวดวิชาเพื่อให้เด็กๆ ไม่เรียนมากไปกว่าจำเป็นและป้องกันความเหลื่อมล้ำจากการที่คนมีเงินมีโอกาสทางการศึกษาล้ำหน้าคนรายได้ระดับอื่นเกินไป ทางการจีนจัดเด็กๆ ให้อยู่ในแถวด้วยการเล่มเกมส์เป็นเวลาและมีโอกาสเข้าถึงมันยากขึ้น และกวาดล้างกลุ่มแฟนบันเทิง (ซึ่งมักเป็นเยาวชนอีกนั่นแหละ) ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวและฟุ้งเฟ้อหลายครั้ง

นี่แหละคือ “เปี้ยนเก๋อ” อย่างแท้จริง

โดยเฉพาะวงการบันเทิงกำลังถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมประชาชน แต่ดาราหลายคนพฤติกรรมไม่น่าชื่นชม และรัฐบาลไม่อดทนต่อไปอีกจึงต้องลึกขึ้มาเก็บกวาดครั้งใหญ่

“หลี่กวงหม่าน ปิงเตี่ยน สือผิง”มองเห็นการปฏิวัติอันลึกซึ้งนี้และเอ่ยถึงพฤติกรรม “อันฉาวโฉ่” ของคนดังในวงการบันเทิงคนแล้วคนเล่า แต่เรื่องทีเกิดขึ้่นในวงการบันเทิงเป็นเพียงคลื่นลูกหนึ่งในคลื่นลูกแล้วลูกเล่าที่ซัดทำลาย “พฤติกรรมไม่พึงประสงค์” ในสายตาของรัฐบาลจีน

เขาเขียนว่า “ตั้งแต่การระงับการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของ Ant ไปจนถึงการที่รัฐบาลกลางแก้ไขระเบียบเศรษฐกิจและการต่อต้านการผูกขาดไปจนถึงการปรับ Ali และการสอบสวนของ Didi จำนวนเงิน 18.2 พันล้านหยวน ไปจนถึงการฉลองครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งพรรคฯ อันโอ่อ่าโดยรัฐบาลกลาง, ข้อเสนอที่จะเดินตามเส้นทางของความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน และความวุ่นวายล่าสุดในวงการบันเทิง การดำเนินการแก้ไขเป็นชุดๆ โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังบอกเราว่าจีนกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตั้งแต่ด้านเศรษฐกิจ การเงิน วัฒนธรรม และการเมือง ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้ง (เปี้ยนเก๋อ) หรือการปฏิวัติที่ลึกซึ้ง (เก๋อมิ่ง)”

จะเห็นได้ว่าในข้อเขียนนี้เขาถึงกับใช้คำว่า “การปฏิวัติ” หรือ “เก๋อมิ่ง” กันตรงๆ คำๆ นี้บ่งนัยถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วย ดังนั้น มันจึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม (เปี้ยนเก๋อ) แต่จีนกำลังมุ่งไปถึงการถอนรากถอนโคนทางการเมืองด้วย – บทความกล่าวต่อไปว่า

“นี่คือการคืนทวงคืนจากกลุ่มทุนกลับสู่มวลชน และนี่คือการเปลี่ยนแปลงจากทุนเป็นศูนย์กลางไปสู่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ดังนั้น นี่คือการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ประชาชนกลายเป็นแกนหลักของการเปลี่ยนแปลงนี้อีกครั้ง และทุกคนที่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลงที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางจะถูกละทิ้ง การเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งนี้ยังเป็นการหวนกลับ คือการหวนคืนสู่ความตั้งใจดั้งเดิมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน การหวนคืนสู่ธรรมชาติ (ของพรรคฯ) ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และการหวนกลับคืนสู่แก่นแท้ของลัทธิสังคมนิยม”

เนื้อหาตอนนี้สะท้อนแนวทางของสีจิ้นผิงอย่างชัดเจนที่ต้องการส่งเสริมค่านิยมสังคมนิยมในจีนอีก หลังจากที่คนจีนหลงไหลกับทุนนิยม (หรือที่เรียกอย่างสวยหรูว่า “สังคมที่มีคุณลักษณะแบบจีน”) มานับสิบๆ ปีแล้ว ผลของการปล่อยให้ประชาชนเสพทุนนิยมคือ เศรษฐกิจจีนใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก แต่มันต้องแลกมาด้วยความเสื่อมถอยเรื่องค่านิยมต่างๆ ทั้งความสุรุ่ยสุร่าย ความคลั่งไคล้ที่ไร้เหตุผล และการไม่มีจริยธรรมของคนระดับไอดอลของสังคม

สีจิ้นผิงก็ยังเชิดชูแนวคิด “สังคมที่มีคุณลักษณะแบบจีน” เพียงแต่เขาต้องดึงสติประชาชนให้เป็นสังคมนิยมมากขึ้น ทุนนิยมให้น้อยลง

การทำแบบนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้คนหลงกับทุนนิยมจนถอนตัวไม่ขึ้น หนทางที่ต้องทำคือต้อง “ช็อค” ด้วยการกวาดล้างเซคเตอร์ต่างๆ แบบไม่หยุดหย่อน เป็นการปฏิวัติแบบสายฟ้าแลบในภาคส่วนที่กระทบต่อมิติด้านทุนนิยมของประชาชนอย่างลึกซึ้ง

ส่วนพวกนายทุนที่กอบโกยจนเกินเหตุนั้น หลังจากนี้จะต้องปรับตัวไม่อย่างนั้นจะอยู่ไม่ได้ – บทความเตือนว่า

“การเปลี่ยนแปลงนี้จะล้างฝุ่นทั้งหมดออกไป ตลาดทุนจะไม่ใช่สวรรค์สำหรับนายทุนที่จะร่ำรวยในชั่วข้ามคืนอีกต่อไป ตลาดวัฒนธรรมจะไม่ใช่สวรรค์ของดาราสาววายร้ายอีกต่อไป และข่าวและความคิดเห็นของสาธารณชนจะไม่อยู่ในฐานะที่บูชาวัฒนธรรมตะวันตกอีกต่อไป (นี่คือ) การกลับมาของสีแดง (คอมมิวนิสต์) การกลับมาของวีรชน (ของพรรคฯ) และการกลับมาของความเสียสละภักดี (ต่อพรรคฯ)”

บทความนี้ยังไปไกลถึงขั้นเสนอแนะแนวทางว่าควรทำอย่างไรต่อไป ไม่แน่ว่านี่คือการแย้มพรายให้รู้ว่ารัฐบาลจีนจะมุ่งไปทางนี้ก็เป็นได้

“ดังนั้น เราจำเป็นต้องควบคุมความวุ่นวายทางวัฒนธรรมทั้งหมด และสร้างวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา มีสุขภาพดี มีพลังชายชาตรี เข้มแข็ง และมุ่งเน้นที่ผู้คน เราต้องปราบความวุ่นวายของการยักย้ายถ่ายเทเงินทุนขนาดใหญ่ การผูกขาดแพลตฟอร์ม และความโกลาหลจากการที่เงินไม่ดีขับไล่เงินดีในตลาดทุน ชักนำการไหลของเงินทุนไปยังองค์กรธุรกิจ องค์กรที่มีเทคโนโลยีสูง และอุตสาหกรรมการผลิต จัดการความโกลาหลของการศึกษาอย่างต่อเนื่องโดยเริ่มจากการจัดการสถาบันฝึกอบรมและเขตการศึกษาจะช่วยให้การศึกษากลับสู่คนสามัญและมีความเป็นธรรมอย่างแท้จริง เพื่อให้คนทั่วไปมีพื้นที่ในการยกระดับตัวเองให้สูงขึ้น ในอนาคตราคาบ้านที่สูงและค่ารักษาพยาบาลที่สูงจะได้รับการแก้ไขอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทำการปราบภูเขาใหญ่ที่กีดขวางให้ราบคาบ คือภูเขาของการศึกษา การรักษาพยาบาล และที่อยู่อาศัย”

ข้อความสุดท้ายมีน้ำเสียงการปฏิวัติสังคมนิยมอย่างชัดเจน คำว่า “ภูเขาใหญ่ทั้งสาม” (ซานจั้วต้าซาน) เป็นศัพท์แสงของสังคมนิยมจีน แต่ก่อนหมายถึงสิ่งที่ขัดขวางสังคมนิยม คือ ลัทธิจักรพรรดินิยม, ระบอบศักดินา และทุนนิยมเล่นพรรคเล่นพวก สิ่งเหล่านี้คือ อุปสรรคในการสร้างจีนใหม่หลังการปลดปล่อย แต่ตอนนี้อุปสรรคของจีนที่รุ่งเรืองคือ “การศึกษา การรักษาพยาบาล และที่อยู่อาศัย”

ผู้เขียนกล่าวว่า “แม้ว่าเราไม่ได้พยายามฆ่าคนรวยและช่วยคนจน (เหมือนยุคปราบ “ภูเขาใหญ่ทั้งสาม” ในสมัยก่อน) แต่เราจำเป็นต้องแก้ปัญหาการช่องว่างรายได้ที่เพิ่มขึ้นระหว่างคนรวยกับคนจนอย่างมีประสิทธิภาพ ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันคือการเปิดทางให้คนงานธรรมดามีรายได้เพิ่มขึ้นจากการกระจายความมั่งคั่งทางสังคม”

ส่วนที่เหลือของบทความเอ่ยถึงแนวโน้มของการเผชิญหน้าระหว่างจีนกับโลกภายนอก ซึ่งหากมีโอกาสผู้เขียนจะเอ่ยถึงต่อไป

สิ่งที่สำคัญกว่าจากบทความของ “หลี่กวงหม่านฯ” ก็คือท่าทีผลักดันให้จีนหวนคืนสู่รากเหง้าสังคมนิยมหรืออย่างน้อยก็ลดความเห็นแก่ตัวแบบทุนนิยมลงเสีย

การที่สื่อของรัฐพร้อมใจกันลงบทความนี้ย่อมสะท้อนว่ามันสอดคล้องกับแนวทางของรัฐนั่นเอง อันที่จริงแล้วหากไม่มีบทความนี้ หลายๆ คนก็พอจะเดาออกว่าจีนกำลังมุ่งไปในทางเดียวกับที่บทความนี้บอก

เพียงแต่การเลือกใช้คำ “ปฏิวัติ” และ “การเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างลึกซึ้ง” ทำให้อดคิดไม่ได้ว่ามันจะส่งแรงกระเพื่อมหนักหนาขนาดไหนในจีน

การปฏิวัติวัฒนธรรมเมื่อทศวรรษที่ 60 เริ่มต้นด้วย “หนังสือตัวโต” (ต้าจื้อเป้า) หรือประกาศแจ้งข่าวที่ติดไว้ตามกำแพง แปะไว้บอกเจตนารมณ์และแนวทางการปฏิวัติและเปิดโปงศัตรูของการปฏิวัติ บทความชิ้นนี้ก็คล้ายกับหนังสือตัวโตในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม

มันคือการบอกให้ประชาชนปรับท่าทีให้เป็นสังคมนิยมมากขึ้นและเริ่มต้นการกวาดล้างศัตรูของสังคมนิยม

ครั้งสุดท้ายที่จีนใช้คำว่า “ปฏิวัติ” (เก๋อมิ่ง) คือการปฏิวัติวัฒนธรรม (เหวินฮว่า ต้าเก๋อมิ่ง) เมื่อทศวรรษที่ 60 คือการทำลายล้างรากฐานสังคมแบบใหม่ เพื่อทำให้จีนเป็นสังคมคอมมิวนิสต์บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่ผลของมันวินาศสันตะโรเอามากๆ

เรามารอดูกันว่า “เก๋อมิ่ง” คราวนี้จะจะมีผลเช่นไร

โดย กรกิจ ดิษฐาน

AFP PHOTO / JEAN VINCENT

เตือน C.1.2 โควิดสายพันธุ์ใหม่ อาจอันตรายกว่าทุกสายพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661871

วันที่ 30 ส.ค. 2564 เวลา 17:14 น.เตือน C.1.2 โควิดสายพันธุ์ใหม่ อาจอันตรายกว่าทุกสายพันธุ์ผู้เชี่ยวชาญชี้ C.1.2 กลายพันธุ์มากสุด หวั่นระบาดง่าย-ดื้อวัคซีน ขณะนี้พบแล้วหลายประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขในหลายประเทศกำลังกังวลเกี่ยวกับโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ “C.1.2” ซึ่งพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้และได้แพร่ระบาดไปแล้วเกือบ 10 ประเทศทั่วโลก ท่ามกลางความกังวลว่าสายพันธุ์ดังกล่าวสามารถแพร่ระบาดได้มากกว่า และต้านทานวัคซีนได้มากกว่าสายพันธุ์อื่นที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ C.1.2 ตรวจพบครั้งแรกในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีการกลายพันธุ์จากสายพันธุ์ C.1 ที่ตรวจพบในเดือนมกราคม โดยการศึกษาที่ดำเนินการโดยสถาบันโรคติดต่อแห่งชาติของแอฟริกาใต้พบว่า C.1.2 มีการกลายพันธุ์ไปอย่างมาก

ตลอดจนมีการกลายพันธุ์ที่ห่างไกลจากไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบในอู่ฮั่นมากกว่าสายพันธฺุ์อื่นๆ เมื่อเทียบกับสายพันธุ์ที่น่ากังวล (VOC) และสายพันธุ์ที่น่าจับตามอง (VOI) ทั้งหมดทั่วโลก

นอกจากนี้ยังพบว่าอัตราการกลายพันธุ์ของ C.1.2 นั้นอยู่ที่ประมาณ 41.8 ครั้งต่อปี ซึ่งรวดเร็วเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ

โดยมีการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่ง N440K และ Y449H ด้วย ซึ่งเชื่อมโยงกับความสามารถในการหลบเลี่ยงแอนติบอดีบางประเภทที่ผลิตโดยวัคซีนโควิด-19

สถาบันโรคติดต่อแห่งชาติของแอฟริกาใต้ยังชี้ว่าจีโนมของ C.1.2 เพิ่มขึ้นจาก 0.2% ในเดือนพฤษภาคมมาอยู่ที่ 1.6% ในเดือนมิถุนายน และ 2% ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นที่มากกว่าสายพันธุ์อัลฟา เบตา และแกมมา

ส่วนคำถามที่ว่า C.1.2 จะมีอันตรายมากกว่าสายพันธุ์เดลตาที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรุนแรงทั่วโลกในขณะนี้หรือไม่นั้น นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันอีกครั้ง

โดยนอกจากแอฟริกาใต้แล้ว C.1.2 ได้รับการยืนยันในอีกหลายประเทศ อาทิ อังกฤษ จีน นิวซีแลนด์ โปรตุเกส สวิตเซอร์แลนด์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และมอริเชียส

Photo by Lizabeth MENZIES / Centers for Disease Control and Prevention / AFP

เด็กอินเดียทำเงินเดือนละกว่าล้านบาทจากการขุด Ethereum #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661864

วันที่ 30 ส.ค. 2564 เวลา 16:16 น.เด็กอินเดียทำเงินเดือนละกว่าล้านบาทจากการขุด Ethereumสองพี่น้องวัย 14 ปีและ 9 ปี เปิดบริษัทขุดคริปโต หวังเป็นทุนการศึกษาเรียนแพทย์

สองพี่น้องชาวอินเดีย Ishaan Thakur เด็กชายวัย 14 ปี และ Aanya Thakur น้องสาววัย 9 ขวบของเขา กำลังเป็นนักธุรกิจตัวน้อยที่ทำเงินได้ถึงเดือนละ 32,000 เหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 1.04 ล้านบาท ด้วยการเริ่มต้นจากคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าของพวกเขา

จากคอมพิวเตอร์เล่นเกมเครื่องเก่ากลายมาเป็นอุปกรณ์ทำเงิน หลังจากที่ทั้ง 2 เริ่มสนใจในสกุลเงินดิจิทัลเมื่อพ่อของพวกเขาแนะนำให้รู้จักกับ Bitcoin

สองพี่น้องเริ่มสนใจที่จะลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลแต่ราคาของพวกมันสูงมากแล้ว ทั้งคู่จึงเลือกที่จะทำเหมืองขุดแทนการซื้อคริปโต แต่พวกเขาพบว่านักขุด Bitcoin นั้นมีอยู่มากแล้วจึงเลือกสกุลเงินที่ใหญ่รองลงมานั่นก็คือ Ethereum

พวกเขาเริ่มต้นการขุด Ethereum โดยใช้แล็ปท็อปสำหรับเล่นเกมเครื่องเก่าที่พวกเขามีอยู่แล้ว โดยได้รับความช่วยเหลือและคำแนะนำเกี่ยวกับการทำเหมืองจากยูทูบและพ่อของเขา

จุดเริ่มต้นในโรงรถ

สองพี่น้องใช้โรงรถที่บ้านของพวกเขาเป็นเหมืองขุดคริปโต โดยในเดือนแรกพวกเขาทำเงินได้ 1,000 เหรียญสหรัฐ พวกเขานำรายได้มาลงทุนซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติม ก่อนที่รายได้จะค่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 32,000 เหรียญสหรัฐอย่างในทุกวันนี้

ในที่สุดทั้งคู่เติบโตเกินกว่าที่จะอยู่ในโรงรถที่บ้าน สองพี่น้องได้ขยายเหมืองไปในในตัวเมืองดัลลาส พร้อมกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สำหรับประมวลผลถึง 94 เครื่อง ซึ่งสามารถเข้ารหัสได้ประมาณ 9 พันล้านครั้งต่อวินาที ซึ่งต้องเสียค่าไฟฟ้าประมาณเดือนละ 2,500 เหรียญสหรัฐ

Ishaan และ Aanya ตั้งชื่อบริษัทของพวกเขาว่า Flifer Technologies และวางแผนที่จะขยายบริษัทของพวกเขาไปเรื่อยๆ โดยขณะนี้ได้ทำการสั่งซื้อแท่นขุดเพิ่มอีก 4 เครื่องจากเดิมที่มีอยู่แล้ว 5 เครื่อง

Aanya บอกกับเพื่อนๆ เกี่ยวกับธุรกิจใหม่ของเธอเพียงแค่ว่าเธอและพี่ชายกำลังทำเหมืองอยู่ในโรงรถ

เหมืองของเธอไม่ใช่การทำเหมืองแบบเก่าที่ต้องขุดเจาะผ่านชั้นหินเพื่ออค้นหาถ่านหินหรืออัญมณีล้ำค่า แต่การทำเหมืองของเธอใช้คอมพิวเตอร์ทั้งหมด

“แทนที่จะได้เพชรพลอย เราได้รับคริปโตแทน..นับว่าเป็นการลงทุนที่ดี” Ishaan กล่าว

ปัญหาขาดแคลนชิป

อย่างที่ทราบกันดีว่าขณะนี้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนชิป พวกเขาก็เช่นกัน การขุดคริปโตนั้นจำเป็นต้องใช้ชิปเป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์ที่สำคัญ และนี่คือจุดที่สองพี่น้องพบกับปัญหาแรกของพวกเขา

พวกเขาลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับอุปทานจากผู้ค้าปลีกอย่าง Best Buy และ Micro Center โดยเมื่อมีชิปและฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นสำหรับการขุด พวกเขาจะได้รับการแจ้งเตือนทางอีเมล แต่ต้องไปต่อคิวเพื่อรอรับชิ้นส่วนที่ร้านค้าปลีกก่อนที่พวกเขาจะได้มันมาในวันถัดไป

ความตั้งใจและความพยายามของสองพี่น้องคู่นี้ทำให้พวกเขามีรายได้หลักล้านต่อเดือน ซึ่งพวกเขาจะใช้เป็นทุนการศึกษาเพื่อเรียนในสิ่งที่ตัวเองใฝ่ฝันต่อไป

ความฝันของเด็กธรรมดา

แม้ว่าจะสร้างธุรกิจมาได้ด้วยวัยเพียงแค่ 14 ปี แต่สำหรับ Ishaan แล้วเขามองว่านอกเหนือจากเรื่องนี้แล้วตัวเขาเองก็เหมือนกับเด็กทั่วไปที่อายุ 14 ปี

Ishaan เผยว่าพวกเขาจะนำกำไรที่ได้จากการทำเหมืองเป็นทุนการศึกษาสำหรับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ซึ่งเขาต้องการเข้าเรียนในเพนซิลเวเนีย ส่วนน้องสาวอยากเข้ามหาวิทยาลัยในนิวยอร์ก ทั้งสองกล่าวว่าพวกเขาใฝ่ฝันที่จะเป็นหมอสักวันหนึ่ง

พวกเขาหวังว่าการขุด Ethereum จะช่วยสานฝันให้พวกเขาได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ต้องการ

ที่มา Dallas News

ภาพโดย REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

ถึงคิว “กองทุน” จีนเดินเครื่องล้างบางพฤติกรรมฉ้อฉล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661854

วันที่ 30 ส.ค. 2564 เวลา 14:11 น.ถึงคิว "กองทุน" จีนเดินเครื่องล้างบางพฤติกรรมฉ้อฉลจีนเพิ่มความเข้มงวดการตรวจตราอุตสาหกรรมกองทุนมูลค่า 9.3 ล้านล้านดอลลาร์

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าหน่วยงานกำกับดูแลหลักทรัพย์ชั้นนำของจีนให้คำมั่นเมื่อวันจันทร์ว่าจะปราบปรามกองทุนส่วนบุคคลที่บริหารจัดการด้วยความฉ้อฉลและกำจัดกองทุนปลอม หลังจากรัฐบาลใช้ยาแรงมากขึ้นในการจัดการกับอุตสาหกรรมมูลค่า 60 ล้านล้านหยวน (9.28 ล้านล้านดอลลาร์)

ขณะนี้จีนได้พยายามหาช่องทางผันการออมของครัวเรือนเข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น เพื่อเป็นทุนสนับสนุนด้านนวัตกรรมและช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันก็ลดการพึ่งพิงการปล่อยกู้จากธนาคารของเศรษฐกิจในประเทศ

อี้ฮุ่ยหม่าน (Yi Huiman) ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของจีนกล่าวว่าผู้จัดการกองทุนควรให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของตนอย่างใกล้ชิดกับนักลงทุน และหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ของตนหลอกลวงผู้อื่น

“จีนกำลังส่งเสริมการเติบโตอย่างมีคุณภาพของตลาดทุน และการพัฒนาที่ดีของอุตสาหกรรมกองทุนมูลค่า 60 ล้านล้านหยวนเป็นส่วนสำคัญของจีน” อี้ฮุ่ยหม่านกล่าวในการประชุมที่จัดโดยสมาคมการจัดการสินทรัพย์ของจีน

ผู้จัดการกองทุนรวมของจีนยังเผชิญกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากผู้จัดการสินทรัพย์ระดับโลก เช่น BlackRock และ Fidelity International หลังจากที่หน่วยงานกำกับดูแลยกเลิกการเป็นเจ้าของต่างชาติในภาคธุรกิจนี้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2020

ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม อุตสาหกรรมกองทุนรวมของประเทศอยู่ที่ 23.5 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้น 1.6 เท่าเมื่อสิ้นปี 2559 อี้ฮุ่ยหม่านกล่าว

ภาคกองทุนหลักทรัพย์เอกชนเพิ่มขึ้นสองเท่าเป็น 5.5 ล้านล้านหยวน และอุตสาหกรรมไพรเวทอิควิตี้และเงินร่วมลงทุนเพิ่มขึ้นสามเท่าเป็น 12.6 ล้านล้านหยวนในช่วงเวลาดังกล่าว

แม้ว่าจะมีการกวาดล้างอุตสาหกรรมกองทุนส่วนบุคคลของจีนเมื่อเร็วๆ นี้ แต่ก็ยังมีผู้ลงทุนรายเล็กและ “แมงเม่า” จำนวนมากที่ขัดขวางการเติบโตที่มีคุณภาพสูงของภาคธุรกิจ อี้ฮุ่ยหม่านกล่าวเสริมว่าหน่วยงานกำกับดูแลจะเผยแพร่กฎเกณฑ์ใหม่ในเวลาอันควร

ที่ผ่านมาผู้จัดการกองทุนส่วนบุคคลบางคนถึงกับระดมเงินในที่สาธารณะ และยักยอกเงินของลูกค้าด้วย

อี้ฮุ่ยหม่านเรียกร้องให้ผู้จัดการกองทุนจัดลำดับความสำคัญของความต้องการและความสนใจของลูกค้า เนื่องจาก “มีหลายครั้งแล้วที่กองทุนทำเงินได้ แต่นักลงทุนกลับทำเงินไม่ได้”

เขาขอให้ผู้จัดการการเงินจัดการกับปัญหาการปั่นกองทุน ซึ่งพนักงานขายกองทุน แสวงหาค่าคอมมิชชั่นที่สูงขึ้น ส่งเสริมให้นักลงทุนไถ่ถอนเงินทุนที่มีอยู่และสมัครรับเงินทุนที่เพิ่งเปิดตัว ส่งผลให้มีกระแสเงินทุนไหลเข้าจำนวนมาก

Photo – CHINA OUT AFP PHOTO

จีนพบซาก ‘อาณาจักรสู่’ โบราณ อารยธรรมเก่าแก่ 4,800 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661840

วันที่ 30 ส.ค. 2564 เวลา 13:31 น.จีนพบซาก ‘อาณาจักรสู่’ โบราณ อารยธรรมเก่าแก่ 4,800 ปีคณะนักโบราณคดีเชื่อกันว่าอาณาจักรสู่โบราณรุ่งโรจน์อยู่นานกว่า 2,000 ปี

เฉิงตู, 30 ส.ค. (ซินหัว) — คณะนักโบราณคดีจีนเปิดเผยการค้นพบซากอาณาจักรสู่โบราณ ซึ่งเป็นอารยธรรมเก่าแก่อย่างน้อย 4,800 ปี ในมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

โบราณสถานแห่งนี้ตั้งอยู่ในนครเฉิงตู เมืองเอกของซื่อชวน ถูกค้นพบเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน โดยงานขุดค้นตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงสิงหาคมปีนี้นำไปสู่การค้นพบหลุมศพโบราณมากกว่า 80 หลุม และซากบ้านเรือนมากกว่า 10 หลัง ที่สามารถสืบย้อนกลับถึงยุคราชวงศ์โจวตะวันตก (1046-771 ปีก่อนคริสตกาล) และยุควสันตสารทหรือยุคชุนชิว (770-476 ปีก่อนคริสตกาล)

สยงเฉียวเฉียว ผู้นำโครงการขุดค้นข้างต้น เผยว่ามีการค้นพบเครื่องทองสัมฤทธิ์ เครื่องหยก และเครื่องปั้นดินเผาจำนวนมาก อาทิ ตราประทับสัมฤทธิ์ ดาบทรงใบหลิว และสิ่งประดิษฐ์ทั่วไปของอารยธรรมสู่ในพื้นที่ ซึ่งมาจากช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญระหว่างอารยธรรมสู่ตอนต้นอันเป็นยุคของซากโบราณซานซิงตุย (Sanxingdui Ruins) และอารยธรรมสู่ตอนปลาย

สยงระบุว่าโบราณสถานดังกล่าวช่วยส่งมอบข้อมูลการวิจัยที่สำคัญสำหรับการรื้อสร้างประวัติศาสตร์อาณาจักรสู่โบราณขึ้นมาใหม่ เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับอาณาจักรแห่งนี้ยังคงขาดการสนับสนุนด้านบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษร

ทั้งนี้ คณะนักโบราณคดีเชื่อกันว่าอาณาจักรสู่โบราณรุ่งโรจน์อยู่นานกว่า 2,000 ปี

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว