จีนเล็งดีลน้ำมันราคาถูกจากรัสเซีย ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันแพง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683622

วันที่ 20 พ.ค. 2565 เวลา 14:45 น.จีนเล็งดีลน้ำมันราคาถูกจากรัสเซีย ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันแพง

แหล่งข่าวเผยรัฐบาลจีน-รัสเซีย เจรจาซื้อขายน้ำมันราคาถูก ขณะที่พลังงานรัสเซียถูกคว่ำบาตรจากตะวันตก

เมื่อวันที่ 20 พ.ค. บลูมเบิร์กรายงานว่าจีนกำลังกระชับความสัมพันธ์ด้านพลังงานกับรัสเซีย โดยการเจรจาซื้อน้ำมันราคาถูกเพื่อเติมเต็มคลังน้ำมันดิบของประเทศ ท่ามกลางความพยายามของยุโรปที่ต้องการแบนการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียอันเนื่องมาจากสงครามในยูเครน

โดยแหล่งข่าวเผยว่ารัฐบาลจีนกำลังหารือกับรัฐบาลรัสเซียเพื่อซื้อขายน้ำมันดิบ โดยน้ำมันเหล่านี้จะนำมาเก็บในคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ของจีน

ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นในปีนี้เนื่องจากการปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน แต่น้ำมันจากรัสเซียร่วงลงเมื่อถูกคว่ำบาตร เนื่องจากผู้ซื้อหลีกเลี่ยงเพราะเกรงว่าจะส่งผลต่อชื่อเสียงหรืออาจถูกคว่ำบาตรทางการเงินไปด้วย จึงเป็นโอกาสสำหรับจีนในการเติมเต็มคลังน้ำมันของประเทศจำนวนมากในราคาถูก

ซึ่งแหล่งข่าวกล่าวว่ารายละเอียดเกี่ยวกับปริมาณน้ำมันหรือเงื่อนไขอื่นๆ ในข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างจีนและรัสเซียนั้นยังไม่ได้ถูกระบุอย่างชัดเจน และยังไม่มีการรับประกันว่าจะมีการสรุปข้อตกลงระหว่างทั้งสอง

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีนและรัสเซียยังไม่แสดงความเห็นใดๆ ต่อรายงานข่าวของบลูมเบิร์ก

ทั้งนี้ คณะกรรมการการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมาว่าจีนได้จัดให้มีวิธีการต่างๆ ในการนำเข้าเชื้อเพลิงเพื่อรับมือกับปัญหาราคาน้ำมันและก๊าซที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก

ขณะที่สหรัฐและสหราชอาณาจักรให้คำมั่นที่จะแบนการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย และสหภาพยุโรปกำลังหารือเพื่อดำเนินการในลักษณะเดียวกัน แต่น้ำมันดิบจากรัสเซียยังคงถูกส่งไปยังประเทศที่เต็มใจซื้อ รวมถึงจีนและอินเดีย

รายงานระบุว่าโรงกลั่นในจีนซื้อน้ำมันดิบของรัสเซียอย่างเงียบๆ นับตั้งแต่การบุกรุก แม้ว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะทำให้ความต้องการน้ำมันของจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกลดลง

ก่อนหน้านี้รอยเตอร์สรายงานโดยอ้างรองนายกรัฐมนตรีอเล็กซานเดอร์ โนวัค ของรัสเซีย ว่ารัสเซียจะส่งน้ำมันที่ถูกปฏิเสธโดยประเทศในยุโรปไปยังเอเชียและภูมิภาคอื่นๆ และเสริมว่ายุโรปจะต้องหาน้ำมันทดแทนที่จะมีราคาแพงกว่า

Photo by REUTERS/Alexei Nikolsky/RIA Novosti/Kremlin

จับตาเกาหลีเหนืออาจยิงมิสไซล์ข้ามทวีปอีกครั้ง เมื่อไบเดนเยือนเอเชีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683600

วันที่ 20 พ.ค. 2565 เวลา 12:45 น.จับตาเกาหลีเหนืออาจยิงมิสไซล์ข้ามทวีปอีกครั้ง เมื่อไบเดนเยือนเอเชีย

เกาหลีเหนืออาจยิงขีปนาวุธรับไบเดนเยือนเอเชีย ญี่ปุ่นเชื่อผู้นำคิมพร้อมทดสอบนิวเคลียร์อีกครั้ง

สืบเนื่องจากประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐมีกำหนดการเยือนเอเชียระหว่างวันที่ 20-24 พ.ค. โดยจะเดินทางไปยังญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เพื่อกระชับความร่วมมือในอินโด-แปซิฟิก และรับมือกับอิทธิพลของจีนที่แผ่ขยายในภูมิภาค โดยอาจมีการหารือทั้งในประเด็นจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งถือเป็นการเยือนเอเชียครั้งแรกของไบเดนในฐานะประธานาธิบดี

สำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่นรายงานเมื่อวันที่ 20 พ.ค. โดยอ้างโนบุโอะ คิชิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่ามีความเป็นไปได้ที่เกาหลีเหนืออาจกระทำการยั่วยุบางอย่าง ซึ่งรวมถึงการทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) อีกครั้งในช่วงที่ผู้นำสหรัฐเยือนเอเชีย

นอกจากนี้ คิชิยังเชื่อว่าเกาหลีเหนืออาจเตรียมการสำหรับการทดสอบนิวเคลียร์ครั้งที่ 7 ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนนี้ ซึ่งจะเป็นการทดสอบนิวเคลียร์ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017

“ความตั้งใจของเกาหลีเหนือที่จะดำเนินการโครงการพัฒนาอาวุธต่อไปโดยไม่สนใจประชาคมระหว่างประเทศนั้นชัดเจน และเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้” คิชิกล่าว พร้อมเสริมว่าญี่ปุ่นจะทำงานร่วมกับสหรัฐเพื่อรวบรวมข้อมูลและติดตามสถานการณ์

รายงานระบุว่าญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐกังวลว่าเกาหลีเหนืออาจทำการทดสอบนิวเคลียร์หรือขีปนาวุธระหว่างที่ไบเดนเดินทางเยือนประเทศพันธมิตรทั้งสอง

โดยเมื่อปลายเดือนมี.ค. ที่ผ่านมาเกาหลีเหนือทำการยิงขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ฮวาซอง-17 ซึ่งเป็นที่จับตามองจากนานาชาติ โดยสื่อต่างประเทศรายงานว่าเป็นการยิงขีปนาวุธที่ทรงพลังที่สุดของเกาหลีเหนือนับตั้งแต่ปี 2017

ขีปนาวุธดังกล่าวเป็นเป็นขีปนาวุธข้ามทวีปขนาดใหญ่ที่เปิดตัวครั้งแรกในเดือนต.ค. ปีที่แล้ว และได้รับการขนานนามจากบรรดานักวิเคราะห์ว่าเป็น “ขีปนาวุธปีศาจ” ซึ่งอาจโจมตีเป้าหมายในสหรัฐอเมริกาได้

นอกจากนี้คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือได้เคยให้คำมั่นว่าจะดำเนินการเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ของประเทศอย่างรวดเร็ว โดยเสริมว่ากองกำลังนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือต้องพร้อมที่จะทำงานทุกเมื่อ และกล่าวถึงฮวาซอง-17 ว่า “ขีปนาวุธใหม่นี้จะปฏิบัติภารกิจและหน้าที่อย่างน่าเชื่อถือในฐานะผู้ยับยั้งสงครามนิวเคลียร์ที่ทรงพลัง…ให้คนทั้งโลกรู้ซึ้งถึงพลังของกองกำลังติดอาวุธของเราอีกครั้ง…และพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเผชิญหน้ากับจักรวรรดินิยมอเมริกาที่มาพร้อมกับอันตรายของสงครามนิวเคลียร์”

Photo by KCNA via REUTERS

บิ๊กทหารสหรัฐ-รัสเซียต่อสายคุยครั้งแรก หวังการทูตสยบวิกฤตยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683585

วันที่ 20 พ.ค. 2565 เวลา 10:30 น.บิ๊กทหารสหรัฐ-รัสเซียต่อสายคุยครั้งแรก หวังการทูตสยบวิกฤตยูเครน

นายพลระดับสูงของสหรัฐ-รัสเซีย ต่อสายคุยครั้งแรกหลังเกิดสงครามในยูเครน

Reuters รายงานเมื่อวันที่ 19 พ.ค. พลเอกมาร์ก มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วมกองทัพสหรัฐ สนทนาทางโทรศัพท์กับพลเอกวาเลรี เกราซิมอฟ เสนาธิการใหญ่กองทัพรัสเซีย ซึ่งเป็นการสนทนาครั้งแรกของทั้งสองนับตั้งแต่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อเดือนก.พ.

โฆษกของมิลลีย์เผยว่าผู้นำทางทหารได้หารือกันในประเด็นปัญหาด้านความมั่นคงหลายประเด็น และตกลงที่จะเปิดช่องทางการสื่อสารต่อไป แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดในการสนทนา โดยกล่าวว่าตามแนวทางปฏิบัติที่ผ่านมา รายละเอียดเฉพาะของการสนทนาจะถูกเก็บเป็นความลับ

ขณะที่พลอากาศเอก ท็อด วอลเตอร์ส ผู้นำกองกำลังสหรัฐทั้งหมดในยุโรปหวังว่าการพูดคุยกันระหว่างมิลลีย์และเกราซิมอฟในครั้งนี้จะเป็นอีกก้าวหนึ่งที่นำไปสู่ทางออกของปัญหาทางการทูตในยูเครน

ด้านสำนักข่าว RIA ของรัสเซียรายงานโดยอ้างข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมว่าผู้นำกองทัพทั้งสองหารือกันในประเด็นที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงยูเครนด้วย

โดยการสนทนาเกิดขึ้นหลังจากที่ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ พูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งทางสหรัฐเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันทีในยูเครน

ทั้งนี้ สงครามในยูเครนที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 3 เดือนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บหลายพันคน ทำให้เมืองต่างๆ กลายเป็นซากปรักหักพัง และบีบให้ผู้คนกว่า 5 ล้านชีวิตต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ

Photo by REUTERS/Evelyn Hockstein/Pool

เมื่อยุโรปไม่เอาน้ำมัน รัสเซียจะส่งให้เอเชีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683547

วันที่ 19 พ.ค. 2565 เวลา 18:35 น.เมื่อยุโรปไม่เอาน้ำมัน รัสเซียจะส่งให้เอเชีย

พร้อมเปิดเผยว่าผู้ซื้อก๊าซครึ่งหนึ่งของรัสเซียตกลงจ่ายเงินเป็นสกุลรูเบิล

สำนักข่าวรอยเตอร์ – รัสเซียจะส่งน้ำมันที่ถูกปฏิเสธโดยประเทศในยุโรปไปยังเอเชียและภูมิภาคอื่น ๆ รองนายกรัฐมนตรีอเล็กซานเดอร์ โนวัค ของรัสเซีย กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี และเสริมว่ายุโรปจะต้องหาน้ำมันทดแทนที่จะมีราคาแพงกว่า

คณะกรรมาธิการยุโรปเมื่อวันพุธเปิดเผยแผนมูลค่า 210,000 ล้านยูโร (220,00 ล้านดอลลาร์) สำหรับยุโรปที่จะยุติการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลของรัสเซียภายในปี 2570 และใช้เรื่องนี้เป็นการสลัดตัวจากการพึ่งพาพลังงานรัสเซียเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว

ยุโรปได้รับน้ำมันรัสเซียประมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน (bpd) โนวัคกล่าว และเสริมว่ารัสเซียพร้อมที่จะเปลี่ยนเส้นทางเสบียงเหล่านั้นออกจากยุโรป และยุโรปต้องแทนที่น้ำมันดิบที่มีราคาแพงกว่าจากแหล่งอื่น

มาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกที่บังคับใช้กับรัสเซียหลังจากกองทหารบุกเข้าไปในยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ บีบให้ผู้ซื้อน้ำมันจำนวนหนึ่งต้องชะลอหรือปฏิเสธการขนส่งสินค้า ซึ่งทำให้การผลิตน้ำมันของรัสเซียลดลง

โนวัคกล่าวว่าการผลิตน้ำมันของรัสเซียลดลงประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน แต่เพิ่มขึ้น 200,000-300,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนพฤษภาคม โดยคาดว่าจะมีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นอีกในเดือนหน้า

เขากล่าวว่าการส่งออกน้ำมันของรัสเซียค่อยๆ ฟื้นตัว และประเทศจะสามารถค้นหาตลาดส่งออกได้เนื่องจากทรัพยากรพลังงานสามารถแข่งขันได้

ด้านสำนักข่าว  RIA Novosti รายงานว่า รองนายกรัฐมนตรีอเล็กซานเดอร์ โนวัค ผู้นำเข้าก๊าซของรัสเซีย 54 ราย หรือประมาณครึ่งหนึ่งของผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติได้เปิดบัญชีชำระเงินด้วยสกุลเงินรูเบิลกับ Gazprombank 

“ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เราจะเห็นรายชื่อสุดท้ายของผู้ที่จ่ายเป็นรูเบิลและผู้ที่ปฏิเสธที่จะจ่าย” โนวัคกล่าว เขาเสริมว่าบริษัทขนาดใหญ่ทั้งหมดได้เปิดบัญชีชำระค่าสินค้า หรือพร้อมที่จะจ่ายเมื่อถึงกำหนด

เขย่าบัลลังก์สีจิ้นผิง ศึกนอกรุมจีนจะเอาให้ตาย มรสุมภายในยิ่งแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683336

วันที่ 19 พ.ค. 2565 เวลา 20:01 น.เขย่าบัลลังก์สีจิ้นผิง ศึกนอกรุมจีนจะเอาให้ตาย มรสุมภายในยิ่งแรง

ไม่มีช่วงเวลาไหนที่บัลลังก์ของสีจิ้นผิงจะสั่นคลอนได้เท่ากับตอนนี้อีกแล้ว จับตา The Purge แผ่นดินจีน เปิดทางสีจิ้นผิงกุมอำนาจเด็ดขาด

ไม่มีช่วงเวลาไหนที่บัลลังก์ของสีจิ้นผิงจะสั่นคลอนได้เท่ากับตอนนี้อีกแล้ว

ไม่ใช่เพราะสงครามยูเครน ไม่ใช่เพราะไต้หวัน ไม่ใช่เพราะการยั่วยุของสหรัฐและพันธมิตร

แต่มาจากนโยบายภายในที่เขา “ยึดมั่น” อย่างยิ่ง นั่นคือ “การทำให้โควิดเป็นศูนย์อย่างมีพลวัตร” (Dynamic zero COVID)

ในเวลานี้ไม่มีประเทศไหนในโลกที่จะไล่กักตัวผู้ติดเชื้อ ไล่ตามตรวจผู้ใกล้ติดกันแบบบ้ำระห่ำเหมือนจีนอีก เพราะมันถึงเฟสที่จะต้องอยู่ร่วมกับโรคกันได้แล้ว และที่สำคัญการทำแบบจีนใช้งบประมาณมหาศาล และดูเหมือนต้องทำกันไม่รู้จักจบสิ้น ยิ่งทำให้เศรษฐกิจของชาติป่นปี้

เศรษฐกิจของจีนอ่อนแอลงบ้างเพราะมาตรการนี้ รัฐบาลจีนก็ยังพอรับได้ แต่นอกจีนนั้นเขารับกันไม่ได้ เพราะจีนเป็นกลไกหนึ่งของเศรษฐกิจโลก ยิ่งจีนปิดประเทศ ล็อคดาวน์ศูนย์กลางการเงิน/เศรษฐกิจ และปิดๆ เปิดๆ โรงงาน ซัพพลายเชนของโลกก็ยิ่งสั่นคลอน

เสียงกดดันให้จีนเลิกใช้นโยบายแบบนี้ดังขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะต้องการแทรกแซง แต่เพราะจีนทรุดโลกก็จะทรุดตามไปด้วย แม้แต่ ผอ. องค์การอนามัยโลกยังทนไม่ไหว บอกว่าแนวทางของจีนนั้น “จะไม่ยั่งยืน”

ปรากฏว่า ความเห็นของ ผอ. อนามัยโลกถูกถล่มในจีน หลังจากนั้นก็ถูกเซนเซอร์หายเข้ากลีบเมฆไป

ดูเผินๆ เหมือนคนจีนจะสามัคคียึดมั่นกับ Dynamic zero COVID แต่เปล่าเลย ในจีนตอนนี้บรรยากาศเขม็งเกลียวเพราะเจ้าสิ่งนี้

คลิปและข่าวหลุดอกมาจากจีนในต่อเนื่องเรื่องการประกาศในพื้นที่ล็อคดาวน์ มีทั้งความไม่พอใจที่ถูกล็อคแบบไร้ความหวัง การช่วยเหลือของภาครัฐไร้ประสิทธิภาพ

เซี่ยงไฮ้นั้นเกิดการประท้วงถี่เป็นพิเศษ แต่ “คิดเล่นๆ” เรายังพอเข้าใจได้ว่าคนเซี่ยงไฮ้มีชีวิตที่สุขสบายกว่าพื้นที่อื่นๆ ในจีน จึงอาจจะทนไม่ไหวเมื่อเจอกับมาตรการเข้มงวด พออยู่ในกฎระเบียบขึ้นมาจึงโวยวาย

แต่ไปๆ มาๆ ที่ปักกิ่งอันเป็นกล่องดวงใจของรัฐบาลจีนก็เกิดเรื่องทำนองเดียวกัน คราวนี้นักศึกษามหาวิทยาลัยปักกิ่งรวมตัวกันก่อหวอด ไม่พอใจที่จะมีการตั้งกำแพงปั้นหอพักกันเลย ทั้งๆ ที่นักศึกษาถูกล็อคห้ามเข้าห้ามออกจนลำบากลำบนกันอยู่แล้ว

มีรายงานวาจุดตรวจเชื้อในจีนบางแห่งต้องวางกำลังเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบกันแล้ว จากที่เดิมไม่มีแบบนี้ (ซึ่งที่ประเทศไหนๆ ก็ไม่น่าจะมี) นั่นแสดงถึงความตึงเครียดได้อย่างดี

และในโลกออนไลน์มีการเผยแพร่บทความยกย่องผู้นำคนจีนรุ่นก่อน เช่น จูหรงจี ในการควบคุมการระบาดโรค Hepatitis A ในปี 1988 ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นการตีวัวกระทบคราด

ยังไม่นับมนุษย์โซเชียลบางคนที่บ่น “คิดถึงทศวรรษที่ 90” ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จีนเหมือนหนุ่มสาวที่ร่าเริงกับยุคใหม่ ไม่ตึงเครียดเหมือนทุกวันนี้

ก่อนนี้ ผู้เขียนเขียนเคยบอกว่าชาตินิยมในจีนกำลังแข็งแกร่ง ซึ่งมันจริงในแง่ของการรับแรงกระแทกจากการ “บูลลี่” ภายนอก

แต่พอเจอเข้ากับความล้มเหลวของนโยบายภายใน ชาตินิยมจีนก็เริ่มปริแตก คนจีนตอนนี้เริ่มเถียงกันเองแล้วว่า ควรจะเชื่อมั่นกันแนวทางรับมือโควิดที่รัฐบาลเชื่อมั่นศรัทธาแค่ไหนดี

นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นความท้าทายทางการเมืองต่อสีจิ้นผิงโดยตรง เพราะนี่คือนโยบายที่เคยทำให้จีนรอดมาโดยตลอดการระบาดใหญ่ หากรอดไปได้จนสิ้นสุดการระบาด มันจะเป็นผลงานชิ้นโบแดงของประธานสี

แต่พอส่วนใหญ่ของโลกเขากำลังจะออกจากการระบาดใหญ่ จีนกลับติดกับดักของตัวองซะอย่างนั้น และผลงานชิ้นโบแดงกำลังกลายเป็นภยันตรายทางการเมืองต่อรัฐบาลจีน

สีจิ้นผิงที่ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยโผล่ช่วงการระบาดใหญ่ ยังต้องมีแอ็กชั่นผ่านการประชุมกรมการเมือง เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ซึ่งที่ประชุมประกาศกร้าวว่าจะ “ยึดมั่นในนโยบายทั่วไปของ ‘Dynamic zero COVID’ อย่างแน่วแน่ และต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวกับคำพูดและการกระทำใดๆ ที่บิดเบือน ตั้งข้อสงสัยหรือปฏิเสธนโยบายป้องกันการแพร่ระบาดของประเทศเรา”

มันอาจวิเคราะห์ได้ว่าเป็นทั้งการตอบโต้แรงกดดันภายนอกในจีนเลิกนโยบายปิดบ้านปิดเมือง หรืออาจมองได้ว่าเป็นการติงความไม่พอใจของประชาชน “บางกลุ่ม” และยังอาจมองได้ว่าเป็นการเตือนไปยังกลุ่มการเมืองอื่นๆ ที่อาจฉวยโอกาสนี้สั่นคลอนอำนาจของสีจิ้นผิง

ใครไม่ทราบก็ควรทราบไว้ว่า การเมืองจีนนั้นแม้จะมีพรรคคอมมิวนิสต์เป็นผู้กุมอำนาจสูงสุด แต่ในพรรคนั้นมีกลุ่มก้อนทางการเมืองที่แตกต่างกัน พูดภาษาจีนเรียกว่า “พ่าย” หรือ “สี่” ภาษาการเมืองไทยคือ “มากันคนละสาย”

เพียงแต่เขาจะไม่ประกาศตัวกันว่าใครเป็นสายใคร เพราะเป็นเรื่องต้องห้ามของพรรค

ขณะนี้ ยังไม่มีสัญญาณการหาแพะทางการเมืองในจีน แต่มันมีโอกาสจะมีหรือไม่นั้นเป็นเรื่องน่าคิดเพราะสถานการณ์การเมืองของจีนปีนี้ไม่ธรรมดา

ในปีนี้ ซึ่งคาดว่าเป็นครึ่งหลังของปี จะมีการประชุม “คณะกรรมาธิการถาวรกรมการเมืองแห่งกรรมาธิการศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน” ครั้งที่ 20

การประชุมนี้จะเป็นการคัด “หัวกะทิ” ของผู้บัญชาการการเมืองจีน และจะบอกได้ว่าสีจิ้นผิงจะอยู่หรือจะไป หากอยู่ต่อสมาชิกใหม่ที่จะมาแทนคณะกรรมาธิการกรมการเมืองจะเป็นคนของเขาหรือไม่ เพราะหากใช่ มันจะยิ่งเสริมอำนาจของสีจิ้นผิง

ตามปกติแล้ว ในการประชุมครั้งนี้เป็นวาระที่สีจิ้นผิงต้องลงจากตำแหน่งได้แล้ว แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีอาการว่าจะสละเก้าอี้ แถมยังกุมมั่นกว่าเดิมด้วยการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเรื่องการครองตำแหน่งผู้นำแบบไม่มีกำหนด และผลักดัน “แนวคิดสีจิ้นผิง” ซึ่งทำให้เขามีสถานะประหนึ่งผู้นำในตำนานของจีนที่มี “แนวคิด” ให้คนทั้งประเทศต้องดำเนินตาม นั่นคือเหมาเจ๋อตงและเติ้งเสี่ยวผิง

พูดสั้นๆ คือสีจิ้นผิงไม่ลงแน่ แต่ความวุ่นวายตอนนี้นั่นแหละที่จะทำให้เขาต้องทำงานหนักเพื่อทำให้พรรคฯ มั่นใจได้ว่าเขาเป็นที่พึ่งได้

เสียงต่อว่าต่อขานเรื่อง ‘Dynamic zero COVID’ ในเซี่ยงไฮ้นั้นสะเทือนมาถึงสีจิ้นผิงด้วย เพราะในโซเชียลมีเดียไม่พอใจบอกให้เขายอมรับว่าทำผิดพลาด และถึงขนาดเรียกร้องให้ “หลี่เฉียง” เลขาธิการพรรคฯ เซี่ยงไฮ้ลาออกกันเลยทีเดียว

สื่อต่างประเทศระบุว่าหลี่เฉียงคนนี้เป็นคนของสีจิ้นผิงและเป็นบุคคลที่จะถูกดันเข้ามานั่งคณะกรรมาธิการกรมการเมือง แต่เมื่อสถานการณ์ออกมารูปนี้ มันจะทำให้เก้าอี้ของสีจิ้นผิงสั่นคลอนไปด้วย

สื่อฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลจีนอย่าง The Epoch Times วิเคราะห์ว่าสถานการณ์ในเซี่ยงไฮ้ที่ล็อคดาวน์จนประชาชนอดอยากไม่น่าเกิดขึ้นได้ เว้นแต่มีคนตั้งใจให้เกิดหรือมีบางคน “ล้อฟรี” กับการจัดการล็อคดาวน์ ซึ่งอาจเป็น “สาย” ฝ่ายตรงกันข้ามกับท่านผู้นำประเทศ

เรื่องนี้ต้องฟังหูไว้หู เพราะเป็นสื่อ The Epoch Times แต่ถึงไม่ฟังจากสื่อรายนี้ มันมีเงื่อนงำให้ชวนคิดได้เหมือนกันว่า “ความไม่เป็นเอกภาพในเซี่ยงไฮ้เกิดจากอะไรกันแน่?” คำตอบนั้นมี 2 ข้อคือ 1. เจ้าเมืองไร้ประสิทธิภาพ 2. มีคนคิดเลื่อยขาเก้าอี้ ซึ่งจะสะท้อนไปถึงบัลลังก์ของผู้นำประเทศด้วย

ดังนั้น เพื่อรักษาความชอบธรรมของเจ้าของไอเดีย ‘Dynamic zero COVID’ เอาไว้ ดีไม่ดีในเมืองจีนอาจเกิดเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นอีก นั่นคือการ Purge (การกวาดล้างทางการเมือง)

หนทางเดียวก็คือต้องปราบโควิดในเซี่ยงไฮ้ให้เร็วที่สุด และหลังจากนั้นทำการ “Purge” ผู้ที่เป็นเบี้ยหมากทางการเมือง แต่จะไม่ถึงกับระดับม้าระดับระดับโคน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตัวขุนอย่างหลี่เฉียง

นับตั้งแต่การระบาดเกิดขึ้นมา ในพื้นที่ต่างๆ มีการ Purge กันเป็นล่ำเป็นสัน ต้องจับตาว่าคราวนี้จะมีหรือไม่

Purge ไม่ใช่ชื่อภาพยนต์ทริลเลอร์เลือดสาด แต่เป็น “ประเพณีทางการเมือง” อย่างหนึ่งในประเทศคอมมิวนิสต์ ที่จะกวาดล้างฝ่ายที่มี “อุดมการณ์ไม่ถูกต้อง”

เช่นพวกที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายขวาอีแอบ เป็นพวกปฏิกิริยา ฯลฯ แต่มีไม่น้อยที่เป็นคนบริสุทธิ์ที่ถูกเหมารวมกำจัดทิ้งไปด้วย เพื่อไม่ให้เป็นก้างขวางคออำนาจ

เมื่อ Purge แต่ละที นอกจากสมาชิกพรรคคอมิวนิสต์จะโดนกันระนาวแล้ว ยังมีปัญญาชน นักเขียน นักข่าว หมอ วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ บุคคลสาขาอาชีพต่างๆ โดนหางเลขไปด้วย เพราะถูกมองว่าเป็น “ฝ่ายเทคนิค” ที่รองรับ “อุดมการณ์ที่ไม่ถูกต้อง”

Purge ครั้งใหญ่ๆ ในโลกคอมมิวนิสต์ก็เช่น Great Purge (การกวาดล้างใหญ่) ของสตาลิน และ Cultural Revolution (การปฏิวัติใหญ่ทางวัฒนธรรม) ของเหมาเจ๋อตง ทำให้ผู้คนในสหภาพโซเวียตและจีนสิ้นวาสนา ต้องถูกบีฑา เช่นฆ่ามากมาย ในจีนนั้นตายกันเป็นหลักล้าน

นั่นเป็นเรื่องสมัยสงครามเย็น เชื่อว่าจีนคงจะไม่ทำ Purge ที่บ้าระห่ำกันอีก เพราะจีนนั้นศิวิไลซ์แล้วและการทำ Purge มันน่ากลัวนักหนา

แต่ที่เป็นได้มากกว่าคืออาจจะมีการหา “ผู้รับผิดชอบ” คือระดับปลายแถว

แต่ก็น่าคิดว่ามันจะลามไประดับการตำหนิและวิจารณ์ผ่านที่ประชุมใหญ่ของพรรคหรือไม่ การชำแหละนโยบายเพื่อชี้จุดบกพร่องแบบนี้ อาจนำไปสู่ความเปลี่ยนทางการเมืองครั้งใหญ่ได้เช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่น การประชุม “ที่ประชุมใหญ่ 7,000 คน” เป็นการประชุมสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 1962 เพื่อ “ประเมิน” นโยบายของเหมาเจ๋อตงที่ต้องการยกระดับจีนด้านอุตสาหกรรมและการเกษตร แต่ล้มเหลวไม่เป็นท่าจนทำให้มีผู้คนตายหลายล้าน นั่นคือนโยบาย “ก้าวกระโดดใหญ่”

การประเมินครั้งนี้ที่จริงมันคือการตำหนิกลายๆ ทำให้เหมาเจ๋อตงต้องวิพากษ์ตนเองซึ่งก็คือยอมรับผิด และหลบฉากถอนตัวจากการเมือง ไปเป็น “ผู้นำกิตติมศักดิ์” ถูกริดรอนอำนาจบริหารไป ผู้ที่เข้ามามีอำนาจบริหารแทนคือหลิวซ่าวฉีและเติ้งเสี่ยวผิง

แต่เหมาเจ๋อตงไม่ยอมรามือง่ายๆ ในวันที่ 16 พฤษภาคม 1966 เหมาเจ๋อตงก็ได้โอกาสเอาคืน ดำเนินการออกเอกสารที่ชื่อ “จดหมายเหตุ 5/16” เนื้อหาสำคัญคือการวางแนวทาง “การปฏิวัติวัฒนธรรม” เพื่อทำให้การนำในวงการต่างๆ ทั้งการเมือง แรงงาน การเกษตร วรรณคดี ศิลปะ วิทยาศาสตร์ ต้องอยู่ในมือของชนชั้นแรงงาน ไม่ใช่ “ชนชั้นกระฎุมพี” และต่อต้าน “พวกปฏิกริยาต่อต้านการปฏิวัติ”

เป้าหมายนี้ดูเผินๆ เหมือนเป็นการขับเคลื่อนเพื่อสร้างวัฒนธรรมจีนใหม่ที่เป็นสังคมนิยมและอิงกับชนชั้นแรงงาน แต่เป้าหมายจริง คือการกวาดล้างกลุ่มอำนาจที่เขี่ยเหมาเจ๋อตงตกกระป๋องไป หนึ่งในนั่นคือ หลิวซ่าวฉีและเติ้งเสี่ยวผิง โดยเฉพาะเติ้งเสี่ยวผิงถูกเล่นงานด้วยข้อหาเป็นพวกฝ่ายขวาอีแอบ และต่อต้านการปฏิวัติ

ทั้งสองคนจึงถูก Purge อย่างรุนแรง หลิวซ่าวฉี ทั้งๆ ที่เป็นประธานาธิบดียังถูกเล่นงานจนเสียชีวิต เติ้งเสี่ยวผิงถูกทารุณกรรมอย่างหนัก แต่ก็เอาตัวรอดมาได้

เหมาเจ๋อตงกลับมามีอำนาจอีกครั้ง พร้อมด้วยพลังมหาประชาชน (โดยเพาะพวกคนหนุ่มสาวที่ชักจูงง่ายที่เรียกว่า “ยุวชนแดง”) ที่เขาชักนำด้วยสโลแกนการปฏิวัติวัฒนธรรมให้มาร่วมกันกวาดล้างวัฒนธรรมเก่า สร้างโลกสังคมนิยมใหม่ แต่กลับเป็นเครื่องมือเครื่องไม้ในการกำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองในห้เหมาโดยไม่รู้ตัว

นี่คือตัวอย่างของการใช้อุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ บงการมติมหาชนเพื่อทำการ Purge ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

จากตัวอย่างทางประวัติศาสตร์ที่ยกมา บางคนคงได้กลิ่นทะแม่งๆ แล้วอดคิดไม่ได้ว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่หนอ?

แต่ก็อย่างที่บอกว่าในช่วงการระบาดใหญ่ จีนทำ Purge กันเรื่อยๆ ที่โดนมักเป็นตัวเล็กๆ ตัวใหญ่ๆ ระดับหลี่เฉียงแห่งเซี่ยงไฮ้นั้นมีน้อย เว้นแต่ที่อู่ฮั่น

ขณะที่จีนเราต้องเดาไปก่อน ที่เกาหลีเหนือที่กำลังเจอสถานการณ์เดียวกับจีนคือ “ด่านแตก” ไม่รีรอที่จะส่งสัญญาณการ Purge กันแล้ว

เกาหลีเหนือนั้นใช้แนวทาง zero COVID เหมือนจีน แต่มันไม่ Dynamic ตรงที่เกาหลีเหนือบอกกับชาวโลกหน้าตาเฉยไม่มี้ไม่มีโควิดเลยในบ้านเมืองเรา ซึ่งมันแทบเป็นไปไม่ได้ และที่ผ่านมาก็พบการระบาดประปรายโดยบอกว่าเป็น “ไข้”

คราวนี้ก็เช่นกัน เกาหลีเหนือยังปากแข็งบอกว่าเป็น “ไข้” ที่ทำให้คนนับล้านคนติดพร้อมๆ กันใน้วลาอันสั้น

เรื่องนี้ก็เรื่องหนึ่ง แต่หากสังเกตดีๆ คิมจองอึนนั่งหัวโต๊ะประชุมกรมการเมือง วันแรกสิ่งแรกๆ ที่ทำคือตำหนินโยบายการรับมือการระบาด หลังจากผ่านมาถึงวันที่ 16 สถานการณ์เลวร้ายลง คิมจองอึนเป็นประธานประชุมกรมการเมืองอีก และเป็นอีกครั้งที่ตำหนิมาตรการรับมือ

มาถึงวันที่ 18 อีกครั้งที่คิมจองอึนตำหนิระดับบริหารว่าทำงานไม่น่าพอใจ การย้ำๆ แบบนี้ เป็นการเตือนว่าผู้รับผิดชอบอาจหัวขาดเอาง่ายๆ 

แม้ว่าคนผู้นั้นจะไม่ใช่เจ้าของไอเดียและนโยบายแบบนี้มันควรจะมาจากคิมจองอึนก็ตาม นี่เป็นศิลปะของการเป็นผู้นำที่โหดเหี้ยมอย่างหนึ่ง คือ “ต้องรู้จักหาแพะรับบาป”

ในเกาหลีหนือคนที่ถูก Purge จนต้องจบชีวิตมีหลายเหตุผล ตั้งแต่ขวางทางอำนาจท่านผู้นำ เป็นเครือข่ายฝ่ายตรงข้าม หรือแม้แต่เถียงท่านผู้นำ เช่น ชเว ยอง-กอน รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงป่าไม้ เกิดไปคัดค้านนโยบายป่าไม้ของคิมจองอึนก็เลยชะตาขาด ถูกประหารในปี 2015

แต่ในจีน สีจิ้นผิงไม่ได้มีอำนาจสั่งเป็นสั่งตายแบบคิมจองอึน โครงสร้างของพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีการถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ แม้ว่าจะมี “สาย” ต่างๆ แต่นอกจากสีจิ้นผิงจะต้องกุมเสียงส่วนใหญ่ให้ได้แล้ว เสียงส่วนที่เหลือก็ต้องประสานให้มีเอกภาพ การใช้สายตนเองเข้าไปนั่งคงไม่พอ แต่ต้องทำคณะกรรมการบริหารทั้งหมดมั่นใจว่าสีจิ้นผิงคือคนที่พึ่งพาได้

ผลจากการประชุมกรมการเมืองเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมค่อนข้างชัดว่าเสียงส่วนใหญ่หนุนสีจิ้นผิง

และที่สำคัญ หากลองเข้าไปนั่งในความคิดของผู้นำจีนแล้ว สิ่งที่ควบคุมได้ยากกว่าคือปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายใน จีนสามารถเคลียร์ได้ในเวลาอันสั้น ดังจะเห็นได้จากในเวลาที่เขียนบทความนี้เซี่ยงไฮ้เคลมแล้วว่าควบคุมการระบาดได้ และบรรยากาศคุกรุ่นในหมู่ประชาชนเริ่มเบาบางลงไปบ้าง

ที่จริงแล้วรัฐบาลเริ่มการ Purge ในระดับประชาชนแล้ว โดยสั่งให้แพล็ตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ จัดการเคลียร์โพสต์ที่ “เป็นพิษ” ต่ออุดมการณ์การเมืองหลักของประเทศออกไป นี่คือก้าวแรกในการสร้างเอกภาพทางความคิด คล้ายๆ กับการปฏิวัติวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง

ดังนั้นภัยภายในไม่ยากจะจัดการ แต่ภัยคุกคามจากมหาอำนาจอื่นต่อจีนไม่ซาลงเลย กลับจะหนักขึ้นทุกวัน ระดับนำของจีนสายต่างๆ คงจะมองเห็นแล้วว่าหากขัดขากันองในเวลานี้มีแต่จะตายยกรัง เพราะอีกฝ่ายปั่นบรรยากาศการเผชิญหน้าไม่หยุดหย่อน

ด้วยมาตรการที่ดูไม่ธรรมดาของรัฐบาลจีน (เช่น ขอความร่วมมือจากประชานไม่ให้เดินทางไปต่างประเทศ) กระทั่งคนในจีนเองก็ยังรู้สึกหวั่นๆ ว่า “เรากำลังเตรียมรบกับใครหรือเปล่า?”

ดังนั้น มีแต่ต้องสนับสนุนสีจิ้นผิงนั่งเทอมสามต่อไปเท่านั้นเพื่อฟันฝ่าอุปสรรคใหญ่หลวงครั้งนี้

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo – REUTERS/Florence Lo

‘บุช’เผลอลั่นประณามรุกรานอิรักไม่ยุติธรรม ก่อนแก้เป็นยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683527

วันที่ 19 พ.ค. 2565 เวลา 16:21 น.'บุช'เผลอลั่นประณามรุกรานอิรักไม่ยุติธรรม ก่อนแก้เป็นยูเครน

‘ผมหมายถึงยูเครน’: อดีตประธานาธิบดีสหรัฐจอร์จ ดับเบิลบู บุชเรียกการรุกรานอิรักว่าเป็นการกระทำที่ ‘ไม่ยุติธรรม’

สำนักข่าวรอยเตอร์ – อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ จอร์จ ดับเบิลยู บุช บอกการรุกรานอิรักเป็น “ความรุนแรง” และ “ไม่ยุติธรรม” ก่อนที่จะแก้ไขตัวเองโดยอ้างว่าหมายถึงการรุกรานยูเครนของรัสเซีย

บุชกล่าวสุนทรพจน์ระหว่างงานอีเวนต์ที่เมืองดัลลาสเมื่อวันพุธ ขณะที่เขาวิพากษ์วิจารณ์ระบบการเมืองของรัสเซีย

“ผลที่ตามมาคือไม่มีการตรวจสอบและถ่วงดุลในรัสเซีย และการตัดสินใจของชายคนหนึ่งในการบุกอิรักอย่างไม่ยุติธรรมและโหดร้าย” บุชกล่าวก่อนที่จะแก้ไขตัวเองและส่ายหัว “ผมหมายถึงยูเครน”

เขาติดตลกตำหนิความผิดพลาดที่อายุของเขาในขณะที่ผู้ชมหัวเราะออกมา

ในปี พ.ศ. 2546 เมื่อบุชเป็นประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกาได้นำการบุกอิรักโดยอ้างว่าอิรักครอบครองอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง แต่มันไม่เคยถูกพบจนถึงทุกวันนี้ แบะความขัดแย้งที่ยืดเยื้อได้คร่าชีวิตผู้คนไปหลายแสนคนและต้องพลัดถิ่นอีกมาก

คำพูดของบุชกลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดีย โดยมีผู้ชมมากกว่า 3 ล้านวิวบนทวิตเตอร์เพียงอย่างเดียวหลังจากคลิป https://bit.ly/3wwrZwy ถูกทวีตโดยนักข่าว Dallas News

อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังได้เปรียบเทียบโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนกับวินสตัน เชอร์ชิลล์ ผู้นำสมัยสงครามของอังกฤษ ขณะเดียวกันก็ประณามประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ที่เริ่มบุกยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์

Photo – REUTERS/Kevin Lamarque (IRAQ)/File Photo

รัสเซียโวอาวุธเลเซอร์รุ่นใหม่ ดับสัญญาณดาวเทียม-ทำลายโดรนระยะ 5 กม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683507

วันที่ 19 พ.ค. 2565 เวลา 14:01 น.รัสเซียโวอาวุธเลเซอร์รุ่นใหม่ ดับสัญญาณดาวเทียม-ทำลายโดรนระยะ 5 กม.

ไม่ใช่แค่ชาติตะวันตกที่ประโคมประสิทธิภาพ “สินค้าสงคราม” ของตน แต่รัสเซียยังใช้โอกาสการรุกรายยูเครน เปืดตัวอาวุธใหม่ด้วย

สำนักข่าวรอยเตอร์ – เมื่อวันพุธที่ 18 พ.ค. รัสเซียได้เปิดตัวอาวุธเลเซอร์รุ่นใหม่รวมถึงระบบเลเซอร์เคลื่อนที่ที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ปูตินประกาศครั้งแรกในปี 2018 ซึ่งรัฐบาลมอสโกกล่าวว่าได้ก้าวหน้าไปแล้วจนอาจทำให้ดาวเทียมในวงโคจร “สัญญาณบอด” และทำลายโดรนได้

ในปี 2018 ปูตินได้เปิดตัวอาวุธใหม่ๆ มากมาย รวมถึงขีปนาวุธข้ามทวีป หัวรบนิวเคลียร์ขนาดเล็กที่สามารถติดกับขีปนาวุธร่อน โดรนนิวเคลียร์ใต้น้ำ อาวุธความเร็วเหนือเสียง และอาวุธเลเซอร์

ไม่ค่อยมีใครรู้จักเกี่ยวกับอาวุธเลเซอร์ชื่อ Peresvet ที่ชื่อตามชื่อของ Alexander Peresvet นักบวชนักรบออร์โธดอกซ์ยุคกลางที่เสียชีวิตในการสู้รบ ปูตินให้ข้อมูลเฉพาะบางประการในปี 2018 และรายละเอียดของเลเซอร์นั้นเป็นความลับ

ยูริ โบริซอฟ รองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาทางการทหาร บอกกับที่ประชุมในกรุงมอสโกว่า Peresvet  ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางแล้ว และมันอาจทำให้ดาวเทียมที่อยู่สูงจากพื้นโลกถึง 1,500 กม. สัญญาณบอดได้

เขาอ้างการทดสอบเมื่อวันอังคาร โดยเขากล่าวว่าได้เผาโดรนที่อยู่ห่างออกไป 5 กม. ภายในห้าวินาที สำนักข่าวรอยเตอร์ไม่สามารถยืนยันการทดสอบได้อย่างอิสระ

“มันถูกส่งไปให้กองทหาร (ขีปนาวุธ) เป็นจำนวนมากแล้ว และมันสามารถทำให้ระบบการลาดตระเวนดาวเทียมของศัตรูที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นศัตรูสัญญาณบอดในวงโคจรสูงสุด 1,500 กม. ปิดการใช้งานพวกเขาในระหว่างการบินเนื่องจากการใช้รังสีเลเซอร์” Borisov กล่าว .

“แต่สมมุติว่า เป็นของวันนี้ หรือแม้กระทั่งในบางแง่มุมของเมื่อวาน นักฟิสิกส์ของเราได้สร้างระบบเลเซอร์ที่ผลิตขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าตามลำดับความสำคัญที่สามารถทำลายความร้อนบนอุปกรณ์ต่างๆ ได้ ” บอริซอฟกล่าว

คำพูดของ โบริซอฟระบุว่ารัสเซียมีความคืบหน้าอย่างมากกับ Peresvet และประเทศอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ประกาศล่วงหน้า ซึ่งเป็นแนวโน้มที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับประเทศพลังงานนิวเคลียร์อื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน

คำพูดของเขาระบุว่ารัสเซียอาจทำให้ดาวเทียมและระบบอื่นๆ สัญญาณบอดลงได้ ซึ่งดาวเทียมเหล่านั้นสหรัฐฯ ใช้เพื่อติดตามขีปนาวุธข้ามทวีปของรัสเซีย หรือโดรนที่ใช้กำหนดเป้าหมายตำแหน่งปืนใหญ่ในสงครามยูเครน

โบริซอฟ กล่าวว่าเขาเพิ่งกลับมาจากซารอฟ เมืองปิดในภูมิภาคนิชนี นอกโกรออดซึ่งเคยรู้จักกันในชื่อ Arzamas-16 เพราะเป็นความลับมาก ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการวิจัยอาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซีย

“วันนี้ ระบบอาวุธที่เรียกว่า “(อาวุธ) ตามหลักการทางกายภาพใหม่” กำลังมาแรง” โบริซอฟกล่าว

“นี่เป็นอาวุธเลเซอร์ โดยหลักแล้ว อาวุธคลื่นความถี่แม่เหล็กไฟฟ้าที่จะมาแทนที่ (อาวุธธรรมดา) ในทศวรรษหน้า นี่ไม่ใช่แนวคิดแปลกใหม่ แต่มันคือความจริง” โบริซอฟกล่าว

ภาพ – Mil.ru

จับตาโลกสะเทือนเมื่อจีนล็อคประเทศพึ่งตัวเอง ธุรกิจต่างชาติเล็งถอนตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683489

วันที่ 19 พ.ค. 2565 เวลา 11:50 น.จับตาโลกสะเทือนเมื่อจีนล็อคประเทศพึ่งตัวเอง ธุรกิจต่างชาติเล็งถอนตัว

นโยบายปลอดโควิดของจีนทำให้ความหวังทั่วโลกฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วสู่ภาวะปกติต้องล่าช้าออกไป

สำนักข่าวรอยเตอร์ – เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงอย่างมากจากความเข้มงวดของนโยายโควิด-19 เป็นศูนย์ และการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลจีนจากการพึ่งพาอุปสงค์ภายนอกแบบเดิมๆ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าจีนจะเกื้อหนุนการค้าและการลงทุนทั่วโลกในอนาคตมากน้อยเพียงใด

ในขณะที่จีนฟื้นตัวอย่างรวดเร็วอย่างน่าทึ่งจากการตกต่ำของโรคระบาดในขั้นต้น แต่นักวิเคราะห์คาดว่าการตกต่ำในปัจจุบันจะลำบากกว่าที่ตอนที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2020 เนื่องจากการส่งออกและการผลิตในโรงงานที่ได้รับผลกระทบ 

แนวโน้มที่มืดมนยิ่งขึ้นเป็นความท้าทายไม่เพียงแต่สำหรับผู้นำในปักกิ่งที่กังวลเกี่ยวกับอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น แต่ธุรกิจต่างชาติต่างหวังให้จีนกลับมามีส่วนร่วมกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกเหมือนช่วงก่อนเกิดโรคระบาด

การคำนวณตามการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศแสดงให้เห็นว่าจีนจะมีส่วนร่วมโดยเฉลี่ยต่อปีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกจนถึงปี 2027 ที่ประมาณ 29% แม้ว่าจะเป็นส่วนเสริมที่สำคัญมาก แต่ก็ตรงกันข้ามกับปีหลังวิกฤตการเงินโลกในปี 2008 ที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ใกล้ 40%

Raymond Yeung หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ ANZ แผนกจีน กล่าวว่าเมื่อเร็วๆ นี้นโยบายเศรษฐกิจของปักกิ่งได้เปลี่ยนไปใช้วิธีแก้ปัญหาและการปฏิรูปที่ริเริ่มในประเทศ มากกว่าการฟื้นฟูแนวทางในอดีตที่เน้นไปที่การมีส่วนร่วมกับโลกมากขึ้น

“การดำเนินการเหล่านี้อย่างประสบความสำเร็จอาจปูทางไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” Yeung เขียนในหมายเหตุ “อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่จะล้มเหลวในการบรรลุอัตราการเติบโตที่คล้ายคลึงกันนั้นสูงขึ้น หากบรรษัทข้ามชาติ (ข้ามชาติ) เริ่มถอนธุรกิจจากภาคพื้น (แผ่นดินจีน) กระบวนการบรรจบกันทางเศรษฐกิจอาจสิ้นสุดลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้”

การเติบโตของการส่งออกของจีนชะลอตัวลงเหลือตัวเลขหลักเดียวในเดือนเมษายน ซึ่งอ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดใหญ่ ขณะที่การนำเข้าแทบไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากการควบคุมโควิด-19 ระงับการผลิตในโรงงานและลดความต้องการลง

ทางการคาดว่าจะดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับโควิด ก่อนการประชุมครั้งสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์ในปลายปีนี้

ยังมีสัญญาณเตือนออกมา เมื่อสัปดาห์ที่แล้วจีนได้ยกเลิกสิทธิ์เป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลเอเชียนคัพรอบชิงชนะเลิศในปีหน้าเนื่องจากความกังวลเรื่องโควิด-19

Peiqian Liu นักเศรษฐศาสตร์ชาวจีนที่ NatWest Markets ในสิงคโปร์กล่าวว่าเมื่อต้องเผชิญกับทางเลือก ปักกิ่งน่าจะจัดลำดับความสำคัญของการรักษาชัยชนะในการต่อสู้กับ COVID อย่างดุเดือด และปัญหาหนี้ที่รุนแรงขึ้นจนเกินเป้าหมายการเติบโตปี 2022 ที่ 5.5% ซึ่งอัตรานี้นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าเป็นความทะเยอทะยาน

“พูดอย่างกว้างๆ มีการเปลี่ยนแปลงระยะยาวตั้งแต่ช่วงต้นปี 2018 ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยภายในประเทศ ส่งเสริมภาคบริการและยกระดับห่วงโซ่อุปทานการผลิต (และ) หลีกเลี่ยงจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเติบโตที่ติดพันกับหนี้” หลิวกล่าวว่า

การชะลอตัวของการลงทุนในวงกว้างและต่อเนื่องจะส่งผลกระทบต่อความต้องการ ซึ่งส่งผลให้การเติบโตทั่วโลกชะลอตัวลงอย่างมาก เธอกล่าว

ความกังวลเฉพาะหน้า

ปักกิ่งปกป้องนโยบายของตนและมองข้ามผลกระทบระลอกคลื่นทั่วโลก ความคิดเห็นใน Global Times สื่อของรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้วกล่าวว่ายุทธศาสตร์โควิดเป็นศูนย์เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดในการต่อสู้กับไวรัสและรักษาเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ และคาดว่าจะมีส่วนสนับสนุนอย่างมากต่อการเติบโตทั่วโลก

คนอื่นๆ เห็นด้วยในวงกว้าง เช่น Brian Coulton หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Fitch Ratings รับทราบถึงการหยุดชะงักจากนโยบายโควิดเป็นศูนย์ของจีน แต่ไม่เห็นว่าเรื่องนี้จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อการเติบโตทั่วโลก

“ไม่ว่าจะอย่างไร คนทั้งโลกพึ่งพาการผลิตของจีนเพิ่มขึ้นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ดังนั้นผมจึงไม่เห็นอิทธิพลของจีนที่มีต่อวัฏจักรโลกในระยะสั้นจะลดลง” Coulton กล่าวกับรอยเตอร์ 

อย่างไรก็ตาม สำหรับตอนนี้ ธุรกิจต่างชาติในจีนเริ่มมีเสียงพูดเกี่ยวกับสภาพการดำเนินงานที่แย่ลง

ภายใต้นโยบายปลอดโควิด ชาวจีนมีความสุขกับการเปิดกว้างและเสรีภาพที่เกี่ยวข้องกันเป็นเวลานานภายในขอบเขตของเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่ยังคงปิดล้อมอย่างแน่นหนาจากส่วนอื่นๆ ของโลก

อย่างไรก็ตาม การระบาดในประเทศเมื่อเร็วๆ นี้ ส่งผลให้ทางการไม่เพียงล็อกพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคการผลิตเท่านั้น ส่งผลให้อุปทานทั่วโลกสั่นสะเทือน แต่ยังเพิ่มมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายผู้คนเข้าและออกนอกประเทศเป็นสองเท่า

ในขณะที่มาตรการจำกัดการเดินทางในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกกำลังผ่อนคลายลง ในขณะที่ประเทศต่างๆ พยายามที่จะ “อยู่กับโควิด” จีนกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าจะจำกัดการเดินทางไปต่างประเทศโดยไม่จำเป็นของพลเมืองอย่างเข้มงวด สานต่อแนวทางห้ามเดินทางโดยเบ็ดเสร็จตลอด 2 ปีที่ผ่านมา

หอการค้าอเมริกันในจีนเตือนเมื่อวันอังคารว่าการควบคุมโควิดที่เข้มงวดจะขัดขวางการลงทุนจากต่างประเทศในประเทศเป็นเวลาหลายปีที่จะมาถึงเนื่องจากข้อจำกัด ในการเดินทางขัดขวางท่อน้ำเลี้ยงสำหรับโครงการต่างๆ

การสำรวจจากหอการค้าอุตสาหกรรมและการค้าของเยอรมนี (DIHK) เมื่อสัปดาห์ที่แล้วพบว่า 47% ของบริษัทเยอรมันในประเทศจีนกำลังทบทวนกิจกรรมของพวกเขาอย่างถี่ถ้วน และหนึ่งในแปดบริษัทยังพิจารณาที่จะเดินทางออกนอกประเทศ

Volker Treier หัวหน้าฝ่ายการค้าต่างประเทศของหอการค้าเยอรมันกล่าวว่า “โดยปกติต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะตั้งหลักที่นี่ได้ และด้วยขนาดของประเทศ การย้ายถิ่นฐานยิ่งยากขึ้น ยิ่งผลการสำรวจยิ่งน่าประหลาดใจมากขึ้นไปอีก”

Source – China’s zero-COVID policy dashes global hopes for quick economic return to normal/REUTERS

Photo – REUTERS/Carlos Garcia Rawlins

NATO ร้าวลึก โครเอเชียขวางสวีเดน-ฟินแลนด์เข้าเป็นสมาชิก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683477

วันที่ 19 พ.ค. 2565 เวลา 10:23 น.NATO ร้าวลึก โครเอเชียขวางสวีเดน-ฟินแลนด์เข้าเป็นสมาชิก

นอกจากตุรกีที่ยืนยันเสียงแข็งที่จะไม่ยอมรับสวีเดน-ฟินแลนด์เข้าเป็นสมาชิกของ NATO แล้วล่าสุด โครเอเชียยังแสดงท่าทีแบบเดียวกัน

เว็บไซต์ Total Croatia News รายงานว่า ประธานาธิบดีโซรัน มิลาโนวิช กล่าวเมื่อวันพุธว่า เขาจะสั่งการให้ผู้แทนถาวรของโครเอเชียแก่ NATO เอกอัครราชทูต มาริโอ โนบิโล ลงคะแนนเสียงคัดค้านการยอมรับฟินแลนด์และสวีเดนเข้าเป็นพันธมิตร จนกว่ากฎหมายการเลือกตั้งใน สาธารณรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา เพื่อนบ้านของโครเอเชียจะได้รับการแก้ไข

มิลาโนวิชเชื่อว่าโครเอเชียจะไม่ยับยั้งการเป็นสมาชิก NATO ของฟินแลนด์และสวีเดนเสียทีเดียว แต่เพื่อจะปลุกให้ประชาคหันมาสนใจปัญหาของโครเอเชียด้วย นั่นคือประเด็นความเท่าเทียมกันในการเลือกตั้งของชนเชื้อสายโครแอตในบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา

“นั่นไม่ใช่การต่อต้านฟินแลนด์และสวีเดน แต่เพื่อโครเอเชีย” มิลาโนวิชยืนยัน

มิลาโนวิชเชื่อว่าสิทธิทางการเมืองของชาวโครแอตในสาธารณรัฐบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนากำลัง “ถูกทำลาย” และเป็นประโยชน์ของชาติโครเอเชียที่จะป้องกันสิ่งนั้น

เขาเน้นย้ำว่าจะสั่งให้เอกอัครราชทูตโนบิโลต่อต้านการเป็นสมาชิกของสวีเดน-ฟินแลนด์

นอกจากนี้ มิลาโนวิชกล่าวในวันนี้ว่า ตุรกี ซึ่งไม่เห็นด้วยกับสองประเทศนอร์ดิกที่เข้าร่วมกลุ่มพันธมิตร NATO กำลังแสดงวิธีต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของชาติ

“ตุรกีจะไม่เปลี่ยนจุดยืนอย่างแน่นอน ก่อนที่พวกเขาจะได้สิ่งที่ต้องการ” มิลาโนวิชกล่าว

Photo – REUTERS/Johanna Geron/Pool

TURN LIFE ON WITH PIAGET POSSESSION : ความเรียบง่ายที่ไม่ธรรมดาของคอลเลคชั่น POSSESSION

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/683394

วันที่ 18 พ.ค. 2565 เวลา 13:05 น.TURN LIFE ON WITH PIAGET POSSESSION : ความเรียบง่ายที่ไม่ธรรมดาของคอลเลคชั่น POSSESSION

ร่วมเฉลิมฉลองและบันทึกความทรงจำอันล้ำค่า ถึงเวลา TURN LIFE ON ไปกับ POSSESSION คอลเลคชั่นที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ การเฉลิมฉลอง และถ้อยแถลงแห่งคำสัญญา

จุดเริ่มต้นความเรียบง่ายที่ไม่ธรรมดาของ Possession ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1990 จนกลายเป็นไอคอนนิคไอเท็มของใครหลาย ๆ คน ที่ได้รับการจับตามองอย่างมาก ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากไอเดียการหมุนแหวนแบบเรียบง่าย ซึ่งปัจจุบันไลน์อัพของคอลเลคชั่นก็ครบครันตั้งแต่ แหวน กำไลข้อมือ ตุ้มหู ไปจนถึงสร้อยคอ ที่สำคัญแม้ดีเอ็นเอหลักยังคงอยู่ในซีซั่นนี้ แต่เมซงก็เลือกนำเสนอชิ้นงานในคอลเลคชั่นล่าสุดให้แปลกใหม่มากขึ้น มาซูมดูไปพร้อมกันได้เลย

Possession – คอลเลคชั่นที่โฟกัสไปที่ Movement, Shape และ Spin ดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่ก็แฝงไปด้วยความขี้เล่น ทั้งยังสอดแทรกดีเทลตามองค์ประกอบต่าง ๆ ไว้อย่างพอดิบพอดี ช่วยเติมเต็มชีวิตให้มีสีสันและมอบความสดใสให้กับฤดูใบไม้ผลินี้อย่างแท้จริง

มากกว่าการเป็นหนึ่งในคอลเลคชั่น ชื่อของ Possession ยังเหมือนเป็นเทียบเชิญที่ให้เราข้ามผ่านกฏเกณฑ์ กล้าที่จะสนุกและปลดปล่อยตัวตนไปกับนิยามบทใหม่

มากกว่าแหวน เพราะมันคือท่วงท่าที่เปี่ยมด้วยสไตล์, มากกว่ากำไล เพราะมันคือปณิธานที่ย้ำเตือน, มากกว่าสร้อยคอ เพราะมันคือสิ่งที่เชื่อมโยงและหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของผู้สวมใส่และแบรนด์ไว้ด้วยกัน

เหมือนจะเรียบง่ายแต่ก็ดูซับซ้อนน่าค้นหา ผลลัพธ์ที่ทุกคนเห็นจึงสะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น ขอบเขตใหม่ของความคิดสร้างสรรค์ที่ผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้า เป็นดั่งหมุดหมายในการพบปะ ที่รวบรวมเอาเหล่าผู้กล้าที่ไม่เลือกเดินตามใคร และพร้อมเต็มที่ไปกับช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง

หากถามว่าที่สุดของไอเดียสร้างสรรค์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นอิสระของโลกแฟชั่น และให้คุณได้อัพเลเวลการมิกซ์แอนด์แมตช์แบบสุดขั้วคืออะไร นาทีนี้ต้องยกให้เครื่องประดับจากคอลเลคชั่น Possession นั่นเอง อาทิ คอมพลีตลุคด้วยสร้อยคอหลายเลเยอร์ การฉีกกรอบเดิม ๆ ด้วยการหยิบจับสิ่งที่ดูเป็นคู่ตรงข้ามมาไว้ด้วยกัน อย่างการเลือกแมตช์แหวนทองประดับหินสีน้ำเงินสดกับตุ้มหูหินโทนสีเขียว ซึ่งถือเป็นสไตล์ที่เมซงชื่นชอบมาโดยตลอด

สำหรับซีซั่นนี้ แบรนด์ยังคงไม่ละทิ้งสไตล์เดิมแต่อย่างใด แต่มาพร้อมวิธีแบบใหม่ในการนำเสนอ ที่ตอบโจทย์ทุกสไตล์การแต่งตัว โดยแซฟไฟร์ มรกต และทับทิม (ที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันตามมาตรฐานสูงสุดที่เมซงกำหนด) คือ 3 อัญมณีหลักที่ถูกนำเสนอในคอลเลคชั่น Possession ล่าสุดนี้ นอกจากนี้ ยังมีตุ้มหู 3 ดีไซน์ใหม่ที่เปล่งประกายด้วยเพชร มีให้เลือกทั้งแบบตัวเรือนไวท์โกลด์ และ โรสโกลด์ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถช็อปได้ตามชอบใจ เพราะแบรนด์จำหน่ายแบบแยกคู่ จะเลือกซื้อแบบเดี่ยว สอง หรือสี่! ที่ให้คุณสนุกกับการครีเอทลุคแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร

ร่วมเฉลิมฉลองและบันทึกความทรงจำอันล้ำค่า ถึงเวลา TURN LIFE ON ไปกับ Possession – คอลเลคชั่นที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ การเฉลิมฉลอง และถ้อยแถลงแห่งคำสัญญา

สัมผัสเรือนเวลาและเครื่องประดับชั้นสูงจากเพียเจต์ (Piaget) ได้แล้ววันนี้ ณ เพียเจต์ บูติค โดย เอส ที ไดเมนชั่น ชั้น M สยามพารากอน โทร . 02-610-9678