บทวิเคราะห์ ‘สวิตเซอร์แลนด์’สลัดความเป็นกลาง หันซบ’นาโต’รับมือรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683212

วันที่ 16 พ.ค. 2565 เวลา 20:19 น.บทวิเคราะห์ 'สวิตเซอร์แลนด์'สลัดความเป็นกลาง หันซบ'นาโต'รับมือรัสเซีย

จับตาสถานการณ์ยุโรปที่จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีก บทวิเคราะห์โดย จอห์น รีวิลล์แห่งสำนักข่าวรอยเตอร์ แปลโดยทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

สถานะเป็นกลางในตำนานของสวิตเซอร์แลนด์กำลังเผชิญกับการทดสอบครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยกระทรวงกลาโหมสวิตเซอร์แลนด์เอียงใกล้ชิดกับมหาอำนาจทหารตะวันตกมากขึ้นเพื่อตอบโต้การรุกรานยูเครนของรัสเซีย

กระทรวงกลาโหมสวิตเซอร์แลนกำลังจัดทำรายงานเกี่ยวกับทางเลือกด้านความมั่นคงที่รวมถึงการซ้อมรบร่วมกับกลุ่มประเทศนาโต และอาวุธยุทโธปกรณ์ “ทดแทน” (Backfilling) จากกลุ่มประเทศนาโต ปาเอลี ปุลลี หัวหน้าฝ่ายนโยบายความมั่นคงของกระทรวงกลาโหมสวิสกล่าวกับรอยเตอร์

รายละเอียดของตัวเลือกนโยบายที่กำลังอยู่ระหว่างการหารือในรัฐบาลยังไม่เคยมีการรายงานมาก่อน

“ในท้ายที่สุด อาจมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการตีความความเป็นกลาง” ปุลลีกล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในการเดินทางไปวอชิงตันในสัปดาห์นี้ สื่อสวิสรายงานว่ารัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม วิโอลา อัมเฮิร์ด กล่าวว่าสวิตเซอร์แลนด์ควรทำงานอย่างใกล้ชิดกับนาโต อันเป็นพันธมิตรทางทหารที่นำโดยสหรัฐฯ แต่จะไม่เข้าร่วม 

ปุลลีกล่าวว่า ความเป็นกลางซึ่งทำให้สวิตเซอร์แลนด์ไม่กลายเป็นส่วนหนึ่งในสงครามโลกครั้งที่สองในช่วงศตวรรษที่ 20 นั้นไม่ใช่วัตถุประสงค์ในตัวมันเอง แต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของสวิส 

ปุลลีกล่าวว่าตัวเลือกอื่นๆ ได้แก่ การประชุมระดับสูงและเป็นประจำระหว่างผู้บัญชาการและนักการเมืองชาวสวิสและนาโต

การขยับเข้าไปใกล้พันธมิตรนาโตมากขึ้นจะเป็นการถอยห่างประเพณีทางการเมืองที่สวิตเซอร์แลนด์ประคับประคองมาอย่างดีนั่นคือการไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งผู้สนับสนุนแนวทางนี้กล่าวว่าช่วยให้สวิตเซอร์แลนด์เจริญรุ่งเรืองอย่างสงบสุขและรักษาบทบาทพิเศษในฐานะคนกลางรวมถึงในช่วงความขัดแย้งของตะวันตกกับสหภาพโซเวียต 

มีการหารือเกี่ยวกับความคิดในการเป็นสมาชิกนาโตอย่างเต็มรูปแบบ แต่ในขณะที่สวีเดนและฟินแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีประวัติความเป็นกลางเช่นกัน กำลังใกล้จะเข้าร่วมแล้ว ปุลลีกล่าวว่ารายงานที่กำลังหารืออยู่ไม่น่าจะแนะนำให้สวิตเซอร์แลนด์ทำตามขั้นตอนนั้น

รายงานมีกำหนดจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายนที่จะส่งให้คณะรัฐมนตรีสวิสพิจารณา

เอกสารดังกล่าวจะถูกส่งไปยังรัฐสภาเพื่ออภิปรายและเป็นพื้นฐานสำหรับการตัดสินใจที่เป็นไปได้เกี่ยวกับทิศทางในอนาคตของนโยบายความมั่นคงของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ รายงานจะไม่ถูกส่งไปให้พิจารณาเพื่อการลงคะแนนเสียง

กระทรวงการต่างประเทศกล่าว กระทรวงกลาโหมจะมีส่วนร่วมในการศึกษาในวงกว้างซึ่งเตรียมโดยกระทรวงการต่างประเทศ โครงการดังกล่าวจะพิจารณาการนำมาตรการคว่ำบาตร อาวุธ การส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ และความสัมพันธ์กับนาโตจากมุมมองของความเป็นกลาง 

ยูเครนฟื้นการอภิปรายความเป็นกลางของสวิส

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้ต่อสู้ในสงครามระหว่างประเทศมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1815 หลังจากยอมรับความเป็นกลางที่การประชุมใหญ่แห่งเวียนนา (Congress of Vienna) ซึ่งยุติสงครามปฏิวัติฝรั่งเศส

อนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1907 กำหนดว่าสวิตเซอร์แลนด์จะไม่เข้าร่วมในการขัดกันด้วยอาวุธระหว่างประเทศ ไม่สนับสนุนฝ่ายที่ทำสงครามด้วยกองกำลังหรืออาวุธยุทโธปกรณ์ หรือทำให้ดินแดนของตนเข้าถึงฝ่ายที่ทำสงครามได้

ความเป็นกลางซึ่งรวมอยู่ในรัฐธรรมนูญทำให้สวิตเซอร์แลนด์มีสิทธิในการป้องกันตนเองและขอบเขตในการตีความแง่มุมทางการเมืองของแนวคิดที่ไม่ครอบคลุมในคำจำกัดความทางกฎหมาย

มีการปรับปรุงครั้งล่าสุดในช่วงต้นทศวรรษ 1990 หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต เพื่ออนุญาตให้ใช้นโยบายต่างประเทศบนพื้นฐานของความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ในด้านต่างๆ เช่น ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ

ความขัดแย้งในยูเครนได้รื้อฟื้นการโต้เถียงในประเด็นนี้อีกครั้ง ซึ่งขณะนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่การตัดสินใจของรัฐบาลที่จะกำหนดมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย แต่ไม่มีการเอ่ยถึงการไม่ให้มีการส่งออกกระสุนปืนที่ผลิตในสวิสไปยังยูเครนอีกครั้ง

“มีความไม่สบายใจมากมายที่สวิตเซอร์แลนด์ไม่สามารถช่วยเหลือยูเครนได้อีกมาก” ปุลลี กล่าว

การทำ Backfilling (การเติมอาวุธ) ซึ่งเป็นวิธีการที่สวิตเซอร์แลนด์จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับประเทศอื่นๆ เพื่อทดแทนอาวุธที่ประเทศนั้นๆ ส่งไปยังยูเครน เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่เป็นไปได้ ปุลลีกล่าวในการเปลี่ยนแปลงจากนโยบายของรัฐบาลมาจนถึงตอนนี้ แม้ว่าการจัดหาโดยตรงนั้นยังเป็นไปไม่ได้

ประธานาธิบดี อิกนาซิโอ คัสซิส ปฏิเสธการส่งมอบอาวุธให้กับประเทศที่สามเพื่อสนับสนุนยูเครน แต่อาจแสดงมุมมองที่กว้างขึ้นเกี่ยวกับปัญหานี้ เขายังกล่าวด้วยว่าความเป็นกลางไม่ใช่ “ความเชื่อ” และความล้มเหลวในการตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตร “จะทำให้ผู้รุกรานได้เปรียบ”

การสนับสนุนนาโตที่เพิ่มมากขึ้น

สวิตเซอร์แลนด์มีความผูกพันกับนาโตอยู่แล้ว โดยปีที่แล้วก็ตัดสินใจซื้อเครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-35A ซึ่งสมาชิก NATO บางคนประเทศหรือใช้อยู่แล้ว

สวิตเซอร์แลนด์ “ไม่สามารถเข้าร่วมพันธมิตรใดๆ ได้เนื่องจากความเป็นกลาง แต่เราสามารถทำงานร่วมกันได้ และระบบ (อาวุธ) ที่เรากำลังซื้อเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับสิ่งนั้น” รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมอัมเฮิรืดกล่าวกับสถานีโทรทัศน์ SRF

มาตรการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาจะเป็นการเปลี่ยนท่าทีสำหรับสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งไม่ได้เข้าร่วมสหประชาชาติจนถึงกระทั่งปี 2002 และผลิตอาวุธจำนวนมากขึ้นเอง

วลาดิมีร์ คอคลอฟ โฆษกสถานทูตรัสเซียในกรุงเบิร์น กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะเท่ากับการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์ มอสโกจะ “ไม่สามารถเพิกเฉย” ต่อการสละความเป็นกลางได้ในที่สุด ซึ่งจะมีผลตามมา คอคลอฟกล่าว แต่เขาไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

กองทัพสวิสสนับสนุนความร่วมมือกับนาโตมากขึ้นเพื่อเสริมสร้างการป้องกันประเทศ ในขณะที่ความคิดเห็นของสาธารณชนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่งใหญ่หลวงนับตั้งแต่การรุกรานของยูเครน

มากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม – 56% – สนับสนุนความสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้นกับนาโต ซึ่งเป็นผลสำรวจล่าสุดที่พบ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 37% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

การสนับสนุนให้เข้าร่วมนาโตจริงๆ ยังคงเป็นความคิดเห็นของชนกลุ่มน้อย แต่มีการเติบโตอย่างมาก ผลสำรวจเมื่อเดือนเมษายนโดย Sotomo พบว่า 33% ของชาวสวิสสนับสนุนการเข้าร่วมเป็นพันธมิตร สูงกว่ามุมมองระยะยาว 21% ในการศึกษาแยกโดยมหาวิทยาลัย ETH ในเมืองซูริก

มิชาเอล แฮร์มานน์ จาก Sotomo กล่าวว่า “เห็นได้ชัดว่าการรุกรานยูเครนของรัสเซียได้เปลี่ยนความคิดมากมาย นี่คือการโจมตีค่านิยมประชาธิปไตยแบบตะวันตกของเรา” 

เทียร์รี บูร์การ์ต หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตยที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองฝ่ายกลางซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลผสม กล่าวถึง “การเปลี่ยนแปลงระดับแผ่นดินสะเทือน” ในความรู้สึกของผู้คนที่มีต่อความเป็นกลาง

ความเป็นกลาง “ต้องยืดหยุ่น” เขากล่าวกับรอยเตอร์

“ก่อนกรณียูเครน บางคนคิดว่าจะไม่มีวันทำสงครามตามแบบแผนอีกในยุโรป” เขากล่าว และเสริมว่าบางคนสนับสนุนให้ยุบกองทัพ “ความขัดแย้งในยูเครนแสดงให้เห็นว่าเราไม่สามารถนิ่งนอนใจได้”

บูร์การ์ต กล่าวว่าเขาสนับสนุนการใช้จ่ายทางทหารที่สูงขึ้นและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับนาโต แต่ไม่เป็นสมาชิกเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม ปีเตอร์ เคลเลอร์ เลขาธิการพรรคสวิสพีเพิลส์ (SVP) ฝ่ายขวาสุด บอกกับรอยเตอร์ว่าความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับนาโต ไม่สอดคล้องกับความเป็นกลาง

SVP ยังเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลผสมและเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดในสภาล่างของสวิสเซอร์แลนด์

“ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเปลี่ยนหลักนโยบายต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จนี้ มันนำความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประชาชน” เคลเลอร์กล่าว

กระทรวงกลาโหมไม่เห็นด้วย ในระหว่างการเยือนวอชิงตันของเธอ รัฐมนตรีอัมเฮิร์ดกล่าวว่ากรอบการทำงานของกฎหมายความเป็นกลาง “ช่วยให้เราทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับนาโต และกับพันธมิตรในยุโรปของเราด้วย” หนังสือพิมพ์ Tagesanzeiger รายงาน

แปลจาก ANALYSIS-Neutral Switzerland leans closer to NATO in response to Russia By John Revill (Reuters) 

Photo – REUTERS/Denis Balibouse/File Photo

ยุโรปเตือนความเสี่ยงคริปโต หลัง Bitcoin ร่วงทะลุ 30,000 ดอลลาร์อีกครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683218

วันที่ 16 พ.ค. 2565 เวลา 18:30 น.ยุโรปเตือนความเสี่ยงคริปโต หลัง Bitcoin ร่วงทะลุ 30,000 ดอลลาร์อีกครั้ง

บรรดาหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินย้ำเตือนความเสี่ยงของคริปโตเคอร์เรนซี ชี้ Stablecoin ไม่ใช่ไม่เสี่ยง

เมื่อวันที่ 16 พ.ค. รอยเตอร์สรายงานว่าตลาดคริปโตเคอร์เรนซีร่วงอีกครั้งหลังจากที่เริ่มฟื้นตัวในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย Bitcoin ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 30,000 เหรียญสหรัฐ สอดคล้องกับตลาดหุ้นที่ปรับตัวลงเนื่องจากความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

ขณะที่ Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกสูญเสียมูลค่าไปประมาณ 1 ใน 5 ของมูลค่าจนถึงเดือนนี้ เนื่องจากการดิ่งของ stablecoin อย่าง TerraUSD ที่ฉุดให้ราคาเหรียญอื่นๆ ร่วงลง

รายงานระบุว่า TerraUSD ซึ่งตรึงราคาไว้ที่ 1 เหรียญสหรัฐ ปัจจุบันมีราคาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 14 เซนต์ตามเว็บไซต์ coingecko ท่ามกลางการจับตามองของบรรดาหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินซึ่งยังคงย้ำเตือนถึงความเสี่ยงที่เกิดจากคริปโตเคอร์เรนซี

Francois Villeroy de Galhau ผู้ว่าการธนาคารแห่งฝรั่งเศสกล่าวว่าสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างคริปโตเคอร์เรนซีอาจขัดขวางระบบการเงินระหว่างประเทศหากไม่ได้รับการควบคุม และไม่มีการทำงานร่วมกันในลักษณะที่สอดคล้องกันและเหมาะสมข้ามเขตอำนาจศาล พร้อมชี้ไปที่ stablecoin ว่ามีความเสี่ยง ไม่ได้มั่นคงอย่างชื่อที่เรียกกัน

เช่นเดียวกับ Fabio Panetta สมาชิกคณะกรรมการบริหารของธนาคารกลางยุโรปซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของ stablecoin

หน่วยงานกำกับดูแลในประเทศอื่นๆ ก็มีความกังวลเช่นเดียวกัน รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งเตือนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า stablecoin นั้นเสี่ยงต่อการทำงานของนักลงทุน เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากสินทรัพย์ที่อาจสูญเสียมูลค่าหรือไม่มีสภาพคล่องในช่วงเวลาที่ตลาดตึงเครียด

ทั้งนี้ เมื่อราคาของ stablecoin ร่วงลงต่ำกว่าราคาที่ตรึงไว้ที่ 1 เหรียญสหรัฐเมื่อสัปดาห์ก่อน ด้านราคาของ Bitcoin ร่วงลงมาแตะระดับ 25,400 เหรียญสหรัฐซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2020 แต่ขยับขึ้นมาถึง 31,400 เหรียญสหรัฐเมื่อวานนี้ ก่อนที่จะร่วงลงต่ำกว่าระดับ 30,000 เหรียญสหรัฐอีกครั้งในวันนี้

ด้าน Ether ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสอง ร่วง 5.6% เหลือประมาณ 2,000 เหรียญสหรัฐ

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

5 คอร์สเมนู BRAND’s นำเสนอคุณค่าสิ่งดีๆ จากธรรมชาติ สู่ความพิเศษแบบ Fine Dinning

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/683153

วันที่ 16 พ.ค. 2565 เวลา 10:10 น.5 คอร์สเมนู BRAND’s นำเสนอคุณค่าสิ่งดีๆ จากธรรมชาติ สู่ความพิเศษแบบ Fine Dinning

“ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด” จับมือร้านดัง MICHELIN GUIDE Selection “วอเตอร์ ไลบรารี่ จามจุรี” รังสรรค์เมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากผลิตภัณฑ์ “แบรนด์” นำเสนอคุณค่าสิ่งดีๆจากธรรมชาติ สู่ความพิเศษแบบ Fine Dinning

กินเที่ยวนำเสนอประสบการณ์รูปแบบใหม่ เมื่อ ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) ตอกย้ำการเป็น King of Essence ผ่านการนำเสนอคุณค่าสิ่งดีๆ จากธรรมชาติด้วยเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่รังสรรค์จากผลิตภัณฑ์ แบรนด์ (BRAND’s) ภายใต้ความร่วมมือกับ วอเตอร์ ไลบรารี่ จามจุรี ร้านอาหาร Fine Dining ชั้นนำที่ได้รับคัดเลือกเป็นร้านอาหารใน MICHELIN GUIDE Selection ประจำปี 2022 โดยเชฟเจ้าของรางวัลมิชลิน เป็นผู้นำทีมสร้างสรรค์ 5 เมนูอาหารสุดพิเศษด้วยวัตถุดิบที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์อาหาร Fine Dinning ที่อร่อยและมีประโยชน์ต่อร่างกาย ร่วมเปิดประสบการณ์การรับประทานผลิตภัณฑ์แบรนด์ในรูปแบบใหม่ที่พิเศษยิ่งขึ้นกว่าเดิมได้ตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2565 ณ ร้านวอเตอร์ ไลบรารี่ สาขาจามจุรี สแควร์

นายอัชวิน ราชโกปาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด ประเทศไทย และอินโดไชน่า กล่าวว่า “การร่วมมือกับ วอเตอร์ ไลบรารี่ จามจุรี ภายใต้โปรเจกต์ “Immunity Boosting by Water Library X BRAND’s” ในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำจุดยืนการเป็น King of Essence ด้วยการนำเสนอคุณค่าสิ่งดีๆ จากธรรมชาติให้กับผู้บริโภคผ่านผลิตภัณฑ์ “แบรนด์” ในประสบการณ์รูปแบบใหม่ ผ่านเมนูสุดพิเศษที่เชฟของ Water Library ได้รังสรรค์ขึ้น จากการผสานรสชาติและคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายของ ‘แบรนด์’ ใน 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย กลุ่มผลิตภัณฑ์แบรนด์ซุปไก่สกัด ที่สกัดจากไก่คุณภาพดีนานกว่า 8 ชั่วโมง กลุ่มผลิตภัณฑ์แบรนด์รังนกแท้ ที่ผลิตจากรังนกแท้เกรดคุณภาพ มีนานะ (NANA) และกรดอะมิโน 16 ชนิด และกลุ่มผลิตภัณฑ์แบรนด์แพลนท์เบสท์สกัด ประกอบด้วย แบรนด์ ไฟโตดริ๊งค์ น้ำผลไม้มีส่วนผสมของไฟโตนิวเทรียนท์ และแบรนด์จินเซนโนไซด์ โปร สกัดจากโสมอเมริกาและ โสมเอเชีย อุดมด้วยวิตามินบีที่มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง มาเป็นวัตถุดิบสำคัญในการรังสรรค์ เมนูพิเศษในครั้งนี้”

“วอเตอร์ ไลบรารี่ จามจุรี เป็นร้านอาหารระดับ Fine Dinning สไตล์ยุโรปสมัยใหม่ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการรังสรรค์ เมนูด้วยวัตถุดิบชั้นยอด และเครื่องดื่มเลิศรส เมื่อผสานกับความเชี่ยวชาญของซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด ที่มีผลิตภัณฑ์ ที่ถือว่าเป็น King of Essence เราจึงมั่นใจว่าเมนูพิเศษที่นำเสนอในครั้งนี้จะมอบประสบการณ์การลิ้มรสผลิตภัณฑ์แบรนด์ ในรูปแบบอาหารระดับ Fine Dinning ได้อย่างน่าประทับใจ และถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพผลิตโดยใช้เทคโนโลยีการบำรุงสุขภาพให้กับผู้บริโภคในรูปแบบที่แปลกใหม่ ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ที่ต้องการทั้งคุณภาพและประสบการณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับมื้ออาหารสุดพิเศษ”

เชฟเติ้ล – ภูวเดช เตชจิรัชกาล หัวหน้าเชฟร้านวอเตอร์ ไลบรารี่ จามจุรี กล่าวว่า “ร้านวอเตอร์ ไลบรารี่ จามจุรี ก่อตั้งขึ้นในปี 2552 โดยคุณพจน์ ลี นักธุรกิจสิ่งพิมพ์ระดับนานาชาติและเจ้าของบริษัทนำเข้าเครื่องดื่มชั้นนำมากมาย ด้วยระยะเวลาที่มากกว่า 10 ปี ทำให้วอเตอร์ ไลบรารี่ เป็นหนึ่งในร้านอาหารที่บุกเบิกการรับประทานอาหารแบบ Fine Dinning ในประเทศไทย โดดเด่นด้วยคอนเซปต์ “ห้องสมุดน้ำแร่” จากการคัดสรรน้ำแร่จากทั่วโลกมาให้ได้ลิ้มลอง รวมถึงการนำเสนออาหารยุโรปสไตล์โมเดิร์น การจับมือกับ ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด ประเทศไทย เพื่อรังสรรค์เมนูคอร์สพิเศษในครั้งนี้จึงเน้นไปที่การคงไว้ซึ่งรสชาติของวัตถุดิบหลักที่ทางร้านคัดสรรมาผสานกับผลิตภัณฑ์แบรนด์เอาไว้ให้ได้มากที่สุด จึงตั้งใจทำแต่ละเมนูออกมาให้ยังมีรสชาติที่คุ้นเคย สดชื่น และรับประทานง่าย

ซึ่งทั้ง 5 เมนูประจำคอร์สนี้ เริ่มที่ Hamaji ใช้วัตถุดิบหลัก คือ ปลาฮามาจิ และแบรนด์จินเซนโนไซด์ โปร โดยเสิร์ฟปลาฮามาจิพร้อมหัวไชเท้าญี่ปุ่นดอง วาซาบิ และคาเวียร์ ผสานกับซอสรสกลมกล่อมที่ทำมาจากแบรนด์จินเซนโนไซด์ โปร สกัดจากโสมอเมริกาและโสมเอเชีย อุดมไปด้วยวิตามินบี ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง

ต่ด้วย Madagascar Prawn วัตถุดิบหลักคือกุ้งมาดากัสการ์ และแบรนด์ ไฟโตดริ้งค์ รสเสาวรส โดยเสิร์ฟกุ้งมาดากัสการ์ย่างพร้อมหน่อไม้ฝรั่งขาว และซอสเสาวรสจากผลิตภัณฑ์แบรนด์ไฟโตดริ้งค์ รสเสาวรส เสริมรสเปรี้ยวตัดกับความหวานหอมของเนื้อกุ้งมาดากัสการ์ย่าง อีกทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินและไฟโตนิวเทรียนท์

สำหรับจานที่ 3 Barbary Duck ใช้อกเป็ดเป็นวัตถุดิบหลัก และแบรนด์ไฟโตดริ้งค์ รสทับทิม โดยเสิร์ฟอกเป็ดพร้อมบรอคโคลี มะม่วง และซอสทับทิมจากผลิตภัณฑ์ แบรนด์ไฟโตดริ้งค์ รสทับทิม เติมรสชาติให้ครบรสทั้งความเปรี้ยวหวานคู่กับอกเป็ดชั้นดี ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและอุดมไปด้วยวิตามิน

ถัดมาเป็น Coral Grouper ใช้วัตถุดิบหลักคือ ปลากุดสลาด และแบรนด์ซุปไก่สกัด โดยเสิร์ฟปลากุดสลาดพร้อมอาร์ติโชค กระเทียมต้น และซอสซุปไก่สกัดจาก แบรนด์ซุปไก่สกัดเข้มข้นจากไก่คุณภาพดีช่วยเติมเต็มรสชาติให้เข้มข้นและ เสริมรสชาติที่เผ็ดร้อน เสริมความสดชื่นให้กับสมองและคลายความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี

ปิดท้ายที่ Bird Nest ใช้วัตถุดิบหลักคือ รังนก โดยนำรังนกแท้ชั้นดีจากแบรนด์รังนกแท้ มาทำในรูปแบบเหมือนรังนก เสิร์ฟพร้อมเค้กชิฟฟอนมะพร้าวอ่อนเสิร์ฟพร้อมครีมมะพร้าวรสละมุน ตัดกับซอสซอล์ตเต็ดคาราเมล เป็นของหวานที่ปิดท้ายคอร์สได้อย่างสมบูรณ์แบบ

“การสร้างสรรค์เมนูพิเศษจากผลิตภัณฑ์แบรนด์ในครั้งนี้นับเป็นความพิเศษที่ท้าทายมากเพราะเป็นครั้งแรกของทาง วอเตอร์ ไลบรารี่ ที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่น โดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์แบรนด์ ที่เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่คนไทยรู้จักและไว้วางใจมานาน ทำให้เราพยายามคิดและออกแบบรสชาติของผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับอาหารสไตล์ของเราให้ได้มากที่สุด พร้อมกับคัดสรรวัตถุดิบที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ความอร่อยเพื่อสุขภาพ” เชฟเติ้ล กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้ที่สนใจลิ้มรสเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้ สามารถจองคอร์สอาหารนี้ได้ที่ร้านวอเตอร์ ไลบรารี่ สาขาจามจุรี สแควร์ ตั้งแต่วันนี้-30 มิถุนายน 2565 ในราคา 3,900++ บาทต่อท่าน สำหรับเซ็ทเมนู อาหารกลางวัน และอาหารเย็น ณ ร้านวอเตอร์ ไลบรารี่ สาขาจามจุรี สแควร์ เท่านั้น ติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 095-085-7777 และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/waterlibrary

BIOlongevity: ชีวิตยืนยาว 120 ปีที่เป็นจริงได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/683149

วันที่ 16 พ.ค. 2565 เวลา 08:35 น.BIOlongevity: ชีวิตยืนยาว 120 ปีที่เป็นจริงได้

“เมดีซ กรุ๊ป” เปิดโลกนวัตกรรมการดูแลสุขภาพแนวใหม่ด้วย “BIOlongevity Technology” ดึง 3 แพทย์-นักวิจัยระดับโลกร่วมเสวนาในหัวข้อ “BIOlongevity: ชีวิตยืนยาว 120 ปีที่เป็นจริงได้”

ตอกย้ำความสำเร็จในการเป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในอาเซียนที่มีความเชี่ยวชาญระดับ State-of-the-Art BIOlongevity มุ่งพัฒนาการแพทย์ที่ใช้ประโยชน์จากเซลล์ของไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับโลก บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด สถาบันชั้นนำด้านการฝากเก็บ คัดแยก เพาะเลี้ยง และวิจัยเซลล์ต้นกำเนิดแบบครบวงจร พร้อมรางวัลการันตีคุณภาพมาตรฐานระดับโลก ชูจุดเด่นด้านนวัตกรรม “BIOlongevity” เปิดเวทีเสวนาพิเศษภายใต้หัวข้อ “BIOlongevity: ชีวิตยืนยาว 120 ปีที่เป็นจริงได้” โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ และนำเสนอมุมมองใหม่ให้แก่องค์กร สังคม และคนไทย ก้าวทันไปกับปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพครั้งยิ่งใหญ่ในปัจุบัน

โดยนวัตกรรมและความก้าวหน้าด้านเซลล์และเนื้อเยื่อจะเข้ามาเป็นมากกว่า ‘ทางเลือก’ ในการฟื้นฟูสภาวะความเสื่อมของร่างกายมนุษย์ และจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการมอบชีวิตที่ยืนยาวที่มีสุขภาพดีให้แก่ผู้คน ทีมผู้บริหารจากบริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด นำโดย นายแพทย์ วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานกรรมการบริหาร แพทย์ชาวไทยเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับเกียรตินิยมในสาขาการจัดตั้งธนาคารฝากเก็บเนื้อเยื่อและการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ จากมหาวิทยาลัยเเห่งชาติสิงคโปร์ ร่วมด้วย รศ.ดร.รังสรรค์ พาลพ่าย ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานที่ปรึกษา เจ้าของรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติปี 2564 จากผลงาน วิจัย “โคลนนิ่งสัตว์” และ ดร.ฌีวาตรา ตาลชัย กรรมการอิสระ เจ้าของรางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ดีเด่น จากสมาคมต่อมไร้ท่อแห่งสหรัฐอเมริกา 

นายแพทย์วีรพล เขมะรังสรรค์ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด และหนึ่งในคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ American Board of Anti-Aging Medicine (ABAARM) และ American Board Certified in Fellowship in Stem Cell Therapies, American Academy of Anti-Ageing Medicine เปิดเผยว่า  “ผู้คนในโลกปัจจุบันกำลังประสบปัญหาอย่างหนักจากวิกฤติด้านสุขภาวะที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม มลพิษ จำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบมายาวนานมากกว่า 2 ปี เมดีซ กรุ๊ป ตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในทั่วโลก และได้ดำเนินธุรกิจของเราอย่างต่อเนื่องมาถึง 12 ปี เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนด้านสุขภาพให้กับคนทั่วโลก เราจึงมุ่งมั่นนำเสนอทางเลือกใหม่ที่จะทำให้ผู้คนสามารถมีชีวิตอันยืนยาวและใช้ชีวิตในวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าเดิมได้ ผ่านพันธกิจใหม่ของเราในฐานะ ‘แบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในอาเซียนที่มีความเชี่ยวชาญระดับ State-of-the-Art BIOlongevity’ ที่ครบวงจรที่สุด โดยคำว่า ‘BIOlongevity’ ก็คือวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ที่จะช่วยปูทางไปสู่การมีอายุขัยถึง 120 ปีได้ของมนุษย์ โดยเป็นการผสมคำระหว่างคำว่า ‘BIO’ ซึ่งหมายถึงชีวภาพ คือสิ่งที่เกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ของเรา บวกกับคำว่า ‘Longevity’ ซึ่งแปลว่าความยืนยาวหรือการมีอายุยืนนั่นเอง ทั้งนี้ในวงการแพทย์ มีข้อมูลที่แพร่หลายจากการวิจัยมากมายว่า มนุษย์เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึง 120 ปี ด้วยการวิเคราะห์ผลตรวจนับเม็ดเลือดของประชากรในวัยที่ต่างกันเพื่อดูสัดส่วนระหว่างเม็ดเลือดขาวสองชนิด กับความแตกต่างของขนาดเม็ดเลือดแดงที่ร่างกายผลิตออกมา โดยเมื่อคนเรายิ่งมีอายุมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงทั้งปริมาณและขนาดของเม็ดเลือดสองประการนี้ก็จะยิ่งปรากฏชัดขึ้น เห็นได้จากการเสื่อมสภาวะของเซลล์ร่างกาย เช่น การมีผมหงอก เป็นโรคไขข้อ หรือมีผิวหนังที่เหี่ยวย่นลง โดยข้อมูลความเปลี่ยนแปลงของเม็ดเลือดดังกล่าวเป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่เรียกว่า Biomarker ที่สามารถบอกได้ถึงระดับความชราหรืออายุทางชีวภาพ (Biological Age) ที่แท้จริงของคนเรา โดยมีการนำข้อมูลเหล่านี้มาสร้างเป็นแบบจำลองคอมพิวเตอร์ เพื่อคำนวณหาค่าบ่งชี้สภาพของสิ่งมีชีวิตแบบมีพลวัต (DOSI) ซึ่งตัวเลขนี้จะแสดงถึงความสามารถของมนุษย์ในการฟื้นตัวจากภาวะป่วยไข้หรืออาการบาดเจ็บ โดยผลการคำนวณปรากฏว่า ความสามารถในการฟื้นตัวจากสภาวะร่างกายเสื่อมของมนุษย์จะหมดไปอย่างสิ้นเชิงในช่วงอายุประมาณ 120 ปี”

“สเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกำเนิดนั้นจึงถือว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและประโยชน์อย่างมหาศาล เพราะเป็นเซลล์ที่มีคุณสมบัติพิเศษและแตกต่างจากเซลล์ทั่วไปอยู่ 3 ประการ คือ 1) เป็นเซลล์ที่ยังไม่มีหน้าที่จำเพาะใดๆ 2) เป็นเซลล์ที่แบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นได้อย่างไม่จำกัด และ 3) สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ ได้เกือบทุกชนิดในร่างกาย เช่น เซลล์ผิวหนัง เซลล์สมอง เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์เม็ดเลือด ฯลฯ ในปัจจุบัน จึงมีการเก็บเซลล์แช่แข็งเอาไว้เพื่อใช้ในอนาคตหากจำเป็น โดยในการเก็บสเต็มเซลล์ เราสามารถเก็บได้ทั้งจากเด็กแรกเกิด คือจากเลือดในสายสะดือและเนื้อเยื่อสายสะดือ และจากผู้ใหญ่ทุกอายุ คือจากเนื้อเยื่อไขมันหรือไขกระดูก ทั้งนี้ ความก้าวหน้าในด้านวิจัยและพัฒนาด้านสเต็มเซลล์ในปัจจุบันได้รุดหน้าไปไกลอย่างรวดเร็ว นวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ๆ ในการประยุกต์ใช้สเต็มเซลล์เพื่อรองรับการรักษาให้สัมฤทธิ์ผลได้จริงนั้น เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยหนึ่งในศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับและเริ่มมีการใช้งานในวงกว้างมากขึ้นได้แก่ เวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อม (Regenerative Medicine) ซึ่งเน้นการใช้งานเซลล์ต้นกำเนิดที่มีคุณสมบัติในการแบ่งเซลล์และเปลี่ยนแปลงไปทดแทนเนื้อเยื่อต่างๆ ที่เสื่อมลงของร่างกายเมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น เช่น ข้อเข่าหรือข้อสะโพกเสื่อม รวมถึงการเสริมความอ่อนเยาว์ให้กับร่างกาย เช่น การลดริ้วรอยของผิวพรรณ การสร้างเส้นผมใหม่ ไปจนถึงการเพิ่มจำนวนเซลล์ป้องกัน อย่างเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด NK Cell (Natural Killer Cell) ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสและเซลล์มะเร็ง ซึ่งวิทยาการเหล่านี้ เมื่อได้รับแรงส่งจาก ‘BIOlongevity Technology’ ที่ล้ำหน้าที่สุดจากเมดีซ กรุ๊ป อันประกอบด้วย ทีมนักวิทยาศาสตร์และบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิ กระบวนการตรวจสอบคุณภาพเซลล์อันเข้มงวด ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอันแข็งแกร่ง เครือข่ายแพทย์ นักวิจัยและบุคลากรชั้นนำในวงการเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ไปจนถึงห้องปฏิบัติการปลอดเชื้อระดับคลีนรูมคลาส 100 ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และพรั่งพร้อมด้วยอุปกรณ์และเทคโนโลยีอันทันสมัยที่สุดในวงการธนาคารจัดเก็บสเต็มเซลล์ เมดีซ กรุ๊ป จึงมั่นใจว่าภารกิจในการสร้างชีวิตที่ยืนยาวหรือ Longevity ให้กับผู้คน จะไม่เป็นเพียง ‘ความหวัง’ ในอนาคตอีกต่อไป แต่จะสามารถเป็น ‘อีกทางเลือก’ ที่ทุกคนสามารถมีได้ เพื่อยืดเวลาแห่งความสุขในการใช้ชีวิตอยู่กับคนที่เรารัก และเพื่อสานต่อความฝันต่างๆ ที่ยังอยากทำต่อไปให้สำเร็จเป็นจริงได้”

ทางด้าน รศ.ดร.รังสรรค์ พาลพ่าย ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานที่ปรึกษา บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด เจ้าของรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติปี 2564 จากผลงานวิจัย “โคลนนิ่งสัตว์” โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และผู้ก่อตั้งชมรมสเต็มเซลล์แห่งประเทศไทย กล่าวเสริม “จากข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีธุรกิจที่จดทะเบียนการวิจัยและพัฒนาเชิงทดลองด้านเทคโนโลยีชีวภาพในประเทศไทยอยู่ทั้งสิ้น 84 กิจการ1 (ข้อมูลล่าสุด: มีนาคม 2565) โดยมีถึง 64 กิจการที่มีการจดทะเบียนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ จากสถานการณ์ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในทั่วโลก ส่งผลให้เทคโนโลยีชีวภาพก้าวเข้ามามีบทบาทมากขึ้นด้วยการรักษาด้วยเซลล์บำบัดจากสเต็มเซลล์ โดยเน้นไปที่การฟื้นฟูเซลล์ปอดของผู้ป่วยโรคโควิด-19 ซึ่งมีงานวิจัยมากกว่า 70 งานวิจัยที่กำลังศึกษาถึงการใช้งานของสเต็มเซลล์ในผู้ป่วยโควิด-192 แต่กระแสการใช้งานของสเต็มเซลล์นั้นได้เป็นที่สนใจมาก่อนหน้านี้แล้ว ที่จำกัดอยู่เฉพาะผู้ป่วยโรคเลือดหรือเฉพาะในธุรกิจความงาม ในส่วนของนวัตกรรมและความก้าวหน้าของงานวิจัย สเต็มเซลล์ ในประเทศไทยถือได้ว่าเราไม่เป็นสองรองใครในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยบริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด ถือเป็นสถาบันผู้บุกเบิกเรื่องเทคโนโลยีชีวภาพในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นในด้านนวัตกรรมด้านการฝากเก็บ คัดแยกและเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์แบบครบวงจร และเปิดให้บริการมากว่า 12 ปี นอกจากนี้ เมดีซ ยังเป็นบริษัทแรกในโลกที่ให้บริการเชิงพาณิชย์ในด้านการตรวจทดสอบศักยภาพของเซลล์เม็ดเลือดขาวเพื่อดูความแข็งแรงและความสามารถในการฆ่ามะเร็ง ในด้านวิจัยและพัฒนา เมดีซมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่งด้วยศูนย์ R&D ที่มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างไม่สิ้นสุด เพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ใหม่ที่จะสามารถนำไปประยุกต์และพัฒนาการบริการใหม่อันมีนวัตกรรมที่ล้ำหน้าสูงสุดอยู่เสมอ โดยในปัจจุบัน เมดีซ มีการพัฒนาโครงการต่างๆ ร่วมกับหน่วยงานชั้นนำระดับประเทศมากมายเพื่อต่อยอดการใช้งานสเต็มเซลล์ในวงการแพทย์ไทย อาทิ การสร้างกระจกตาเทียมจากสเต็มเซลล์ของมนุษย์ลงบนโครงสร้างคอลลาเจน โดยทดลองร่วมกับคณะ สัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การเพิ่มความจำเพาะของ NK Cell ผ่านการดัดแปลงตัวรับของเซลล์ ร่วมกับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ การพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงเซลล์รากผมและจัดเก็บเซลล์ในระยะยาวสำหรับคนผมบาง และการนำเซลล์ที่จัดเก็บไปใช้ในคนจริงๆ เช่น นำเซลล์ไขมันที่จัดเก็บไปใช้รักษาภาวะข้อเข่าเสื่อม โดยร่วมมือกับโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าการต่อยอดงานวิจัยด้านสเต็มเซลล์เหล่านี้เป็นการตอกย้ำความก้าวหน้าในด้าน ‘BIOlongevity’ ของเมดีซ กรุ๊ป ในการมอบชีวิตที่ยืนยาวแก่ทุกคนให้เป็นจริงได้ในอนาคต”

สำหรับ ดร.ฌีวาตรา ตาลชัย กรรมการอิสระ บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด เจ้าของรางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ดีเด่น จากสมาคมต่อมไร้ท่อแห่งสหรัฐอเมริกา และผู้เป็นร่วมประดิษฐ์สิทธิบัตรการใช้สเต็มเซลล์ลำไส้ผลิตอินซูลินเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน ตอกย้ำความมั่นใจแบรนด์เมดีซ ด้วยรางวัลการันตีคุณภาพระดับโลก “เมดีซ กรุ๊ป มียอดรวมจำนวนการเก็บ สเต็มเซลล์มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียนและได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าในทั่วโลก เพราะทุกกระบวนการตั้งแต่การฝากเก็บ จนถึงการเพาะเลี้ยงเซลล์ ถูกคิดขึ้นจากงานวิจัยที่ได้รับการรับรองจากสถาบันระดับโลกมากมาย เราพิถีพิถันในทุกรายละเอียดจนได้รับรางวัลการันตีคุณภาพจากเวทีระดับสากล อาทิ รางวัลยอดเยี่ยมต่อเนื่องถึง 4 ปีซ้อนจาก Frost & Sullivan ในฐานะธนาคารสเต็มเซลล์ที่ดีที่สุดของประเทศไทย (Thailand’s Stem Cell Banking Company of the Year) รางวัล World Branding Awards โดย World Branding Forum รางวัลระดับอนุภูมิภาค South East Asia Stem Cell Banking Technology Innovation Leadership Award และล่าสุด เรายังได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลกเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งสถาบัน นั่นคือ The American Association of Blood Banks (AABB) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้การรับรองและกำหนดมาตรฐานแนวทางการดำเนินงานของธนาคารสเต็มเซลล์ที่เข้มงวดที่สุดในโลก โดยเป็นมาตรฐานคุณภาพที่ครอบคลุมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเลือดจากสายสะดือทั้งกระบวนการดำเนินการ ตั้งแต่การจัดเก็บในระยะยาว ไปจนถึงการกระจายขนส่งเพื่อรองรับการรักษาให้กับผู้ป่วยในทั่วโลก”

ภายในงานเสวนาดังกล่าว เมดีซ กรุ๊ป ยังได้เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ที่สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้คอนเซปต์ “เลือกพรุ่งนี้ที่ดีกว่า” (Live A Better Tomorrow) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมี ‘ทางเลือก’ ของผู้คนในการมีสุขภาพที่ดีและชีวิตที่ยืนยาวขึ้น เพื่อสานต่อความฝันและภารกิจต่างๆ ในชีวิตที่ยังอยากทำให้สำเร็จเป็นจริงได้ โดยภาพยนตร์ไวรัลชุดใหม่ดังกล่าว จะเริ่มออกอากาศทางสื่อออนไลน์ทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยสามารถรับชมวิดีโอได้ที่ Live a better tomorrow, Live with Longevity

“ในฐานะหนึ่งในบริษัทที่มีการเติบโตขึ้นอย่างมหาศาลท่ามกลางเศรษฐกิจกระแสใหม่ (New Economy) และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ความสำเร็จของเราสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการช่วยผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมด้าน สเต็มเซลล์ของไทยให้ก้าวสู่ระดับเวิลด์คลาสได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยเราได้รับความเชื่อมั่นจากนานาประเทศในด้านคุณภาพซึ่งตรงตามมาตรฐานสากลและจริยธรรมทางการแพทย์ ดังนั้นการนำสเต็มเซลล์ที่ผ่านการดูแลโดยเมดีซ กรุ๊ป ไปใช้รองรับการรักษาในอนาคต ย่อมยืนยันได้ถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุดของลูกค้า ทั้งหมดเหล่านี้ ล้วนเป็นเครื่องตอกย้ำถึงภาพลักษณ์อันแข็งแกร่งของเมดีซ กรุ๊ป ในการเป็น แบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความเชี่ยวชาญในระดับ State-of-the-Art BIOlongevity Technology” นายแพทย์วีรพล กล่าวสรุป

อ้างอิง:

1. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ข้อมูลนิติบุคคลด้านการวิจัยและพัฒนาเชิงทดลองด้านเทคโนโลยีชีวภาพ [Online] 2022 (https://datawarehouse.dbd.go.th/searchJuristicInfo)

2. Golchin A, Seyedjafari E, Ardeshirylajimi A. Mesenchymal stem cell therapy for COVID-19: present or future. Stem cell reviews and reports. 2020 Jun; 16(3): 427-33

เตือนภัย อาหารหวาน! มัน! เค็ม! ดันตัวเลขคนไทยเสี่ยงโรคเรื้อรัง ไต-หัวใจพังก่อนวัยอันควร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/683151

วันที่ 16 พ.ค. 2565 เวลา 07:30 น.เตือนภัย อาหารหวาน! มัน! เค็ม! ดันตัวเลขคนไทยเสี่ยงโรคเรื้อรัง ไต-หัวใจพังก่อนวัยอันควร

เครือข่ายลดบริโภคเค็มและเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน เตือนภัยอาหารหวานหนัก มัน เค็มจัด เกลื่อนแอพ หวั่นคนไทยเสี่ยงโรคเรื้อรัง ไต หัวใจพังก่อนวัยอันควร

เครือข่ายลดบริโภคเค็ม และเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานเผยเตือนภัยเงียบ จากการสั่งอาหารออนไลน์ผ่านแอพ เพื่อนำอาหารมาส่งให้ลูกค้า (Online Food Dedlivery apps หรือ OFD) ควรเพิ่มหรือให้ทางเลือกแก่ผู้บริโภคเมื่อสั่งซื้ออาหาร หลังผลสำรวจพบว่ามีอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายชนิด มีความหวาน มัน เค็มจัด เกินปริมาณตามเกณฑ์มาตรฐาน พร้อมแนะอาหารและเครื่องดื่ม ควรคำนึงถึงสุขภาพผู้บริโภคให้มากยิ่งขึ้นและควรมีตัวตัวเลือก เช่น เกลือน้อย น้ำตาลน้อย เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคได้สั่งอาหารเพื่อเป็นทางเลือกสุขภาพที่ดีให้กับสังคม ลดภาวะเสี่ยงเป็นโรคไม่ติดต่อไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ก่อนวัยอันควร

รศ.นพ. สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม และอาจารย์ประจำหน่วยโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

รศ.นพ. สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม และอาจารย์ประจำหน่วยโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า จากการสำรวจภายใต้โครงการข้อมูลความเสี่ยงด้านอาหารที่เกี่ยวข้องกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของอาหารพร้อมส่งพร้อมรับประทานยอดนิยมในกรุงเทพฯ ประเทศไทย (NCD dietary risk profile of popular Ready-to-Eat Delivery Foods in Bangkok, Thailand)โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก Family Health International (FHI360) ซึ่งรายงานการวิเคราะห์สารอาหารของอาหารและเครื่องดื่ม 40 รายการในแอพพลิเคชั่นอาหารออนไลน์ ปี พ.ศ.2565 แบ่งเป็นอาหารจานเดียว 25 รายการ ขนมหวาน 5 รายการและเครื่องดื่มรสหวาน 10 รายการ ซึ่งการวิเคราะห์สารอาหารเหล่านี้ยังไม่รวมเครื่องปรุง เช่น น้ำปลาพริก น้ำจิ้ม

พบอาหารจานเดียว 23 รายการ จากทั้งหมด 25 รายการ มีปริมาณโซเดียมสูงกว่า 0.6 กรัมต่อมื้อ ตามที่กรมอนามัยแนะนำให้บริโภคโดยอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูงสุด คือ ส้มตำปูปลาร้า มีปริมาณโซเดียมเฉลี่ย 5 กรัม ต่อ 1 จาน ซึ่งสูงกว่าปริมาณที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ที่ 2 กรัมต่อวัน ซึ่งหมายความว่าส้มตำปูปลาร้า 1 จาน มีปริมาณความเค็มสูงเกือบ 3 เท่า ของการบริโภคโซเดียมตลอดหนึ่งวัน หรือคิดเป็นปริมาณโซเดียมสูงมากถึง 8 เท่าต่อ 1 มื้อ อีกทั้งยังพบปริมาณโซเดียมสูงมากเกินกว่า 0.6 กรัมต่อมื้อ ในกาแฟเย็น ซาลาเปาไส้หมูสับ ชิฟฟอนใบเตยและปาท่องโก๋ นับเป็นปัญหาสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งช่วยกันแก้ไข

ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน

ด้าน ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน กล่าวเสริมว่า ในส่วนของเครื่องดื่มรสหวาน จาก 10 รายการ มีจำนวน 8 รายการที่มีน้ำตาลเกินกว่าปริมาณที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ที่ 25 กรัมต่อวันและมีเพียงเมนู 2 รายการเท่านั้น คือ อเมริกาโน่เย็น และน้ำเต้าหู้ ที่มีปริมาณน้ำตาลเฉลี่ยไม่ถึง 16 กรัม

ส่วนชาน้ำผึ้งมะนาว มีปริมาณน้ำตาลเฉลี่ย 53.1 กรัม ซึ่งมีปริมาณน้ำตาลเกิน 2 เท่า ต่อ 1 วัน หรือเทียบเท่าน้ำตาลเกือบ 13 ช้อนชา หากคิดต่อ 1 มื้ออาหารควรมีปริมาณน้ำตาลเฉลี่ยประมาณ 8 กรัมต่อมื้อ ซึ่งทั้ง 10 รายการ มีปริมาณน้ำตาลเกิน 8 กรัมต่อมื้อ โดยชาน้ำผึ้งมะนาว มีปริมาณน้ำตาลเกือบ 7 เท่าต่อมื้อ ซึ่งถือว่าปริมาณน้ำตาลเกินกว่าความต้องการของร่างกายในแต่ละมื้อ อีกทั้งเครื่องดื่มรสหวานเหล่านี้ยังเป็นพลังงานว่างเปล่าหรืออาหารที่แทบจะไม่มีสารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ให้พลังงานหรือมีปริมาณแคลอรี่ที่สามารถทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ ไม่เพียงเครื่องดื่มรสวานที่มีปริมาณน้ำตาลเกินเกณฑ์ที่แนะนำเท่านั้น อาหารจานเดียว เช่น ส้มตำไทย หมูปิ้ง ไข่พะโล้และของหวานอย่าง ชิฟฟ่อนใบเตย และไอศกรีมกะทิสด ยังมีปริมาณน้ำตาลสูงมากต่อมื้อและสูงเกินกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำอีกด้วย

ด้าน รศ.พญ.ประพิมพ์พร ฉัตรานุกูลชัย คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกแนะนำไม่ควรบริโภคไขมันเกิน 30 % ของปริมาณพลังงานที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน หรือคิดเป็นปริมาณไขมันต่อ 1 มื้อ เฉลี่ยอยู่ที่ 25 กรัม และอาหารทีมีไขมันสูง เช่น หมูสามสั้นทอด มีไขมันเฉลี่ยสูงถึง 67.1 กรัม ซึ่งถือว่ามีปริมาณไขมันสูงเกือบ 3 เท่าต่อมื้อ หรือคิดเป็นร้อยละ 86 ของปริมาณพลังงานที่ร่างกายควรได้รับใน 1 วัน

ส่วนหมูปิ้ง (55.6 กรัม) คอหมูย่าง (48.6 กรัม) มีปริมาณไขมันเกินถึง 2 เท่า ต่อมื้อ และคิดเป็นร้อยละ 71 และ ร้อยละ 62 ของปริมาณพลังงานที่ร่างกายควรได้รับตลอดทั้งวัน

ยิ่งไปกว่านั้นเนื้อสัตว์ติดมันและอาหารที่นำไปทอด ไขมันที่ได้จากอาหารเหล่านี้เป็นไขมันอิ่มตัว ซึ่งจัดเป็นไขมันที่ไม่ดีต่อสุขภาพและการกินอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวมากเกินไป อาจทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจตามมา ดังนั้นการแสดงปริมาณสารอาหารโดยเฉพาะเกลือ น้ำตาลและไขมัน ในรายการอาหารบนแอพพลิเคชั่นอาหารออนไลน์ จะสามารถช่วยให้ผู้บริโภคทราบถึงปริมาณสารอาหารดังกล่าว นอกจากนี้ แอพพลิเคชั่นอาหารออนไลน์ควรเพิ่มหรือให้ทางเลือกแก่ผู้บริโภคในการกรองตัวเลือกเมื่อสั่งซื้ออาหาร เช่นส้มตำ ควรมีตัวเลือก เกลือน้อย น้ำตาลน้อย เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคได้สั่งอาหารโดยคำนึงถึงสุขภาพได้มากยิ่งขึ้น

ด้าน ทพญ.จิราพร ขีดดี ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวเพิ่มเติมว่า อาหารที่มีไขมันสูงมักจะให้พลังงานหรือแคลอรี่สูงตามไปด้วย เช่น ชิฟฟ่อนใบเตย มีปริมาณไขมันสูงมาก เฉลี่ยประมาณ 65.3 กรัม ให้พลังงานสูงถึง 1,098.8 แคลอรี่ ซึ่งสูงเกินครึ่งหนึ่งของปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องการขององค์การอนามัยโลกแนะนำไว้ 2,100 แคลอรี่ต่อวัน ถ้าคิดเป็น 1 มื้อ ควรได้ปริมาณพลังงานประมาณ 600 แคลอรี่ ขนมดังกล่าวมีปริมาณพลังงานเกินเกือบ 2 เท่าต่อมื้อหรือคิดเป็นร้อยละ 52 ของปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องการใน 1 วัน อีกทั้ง การบริโภคอาหารที่มีรสหวาน มัน เค็มสูง เหล่านี้และหากบริโภคบ่อย ๆ อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไต และโรคเบาหวาน ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้

เกมพลิกแล้ว ยูเครนสวนกลับ รุกถึงชายแดนรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683214

วันที่ 16 พ.ค. 2565 เวลา 17:25 น.เกมพลิกแล้ว ยูเครนสวนกลับ รุกถึงชายแดนรัสเซีย

กองกำลังยูเครนไล่ทหารรัสเซียพ้นคาร์คิฟ เข้าควบคุมพื้นที่บริเวณชายแดนติดกับรัสเซีย

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 16 พ.ค. ยูเครนประกาศว่ากองกำลังของตนได้เข้าควบคุมดินแดนบริเวณชายแดนรัสเซีย ใกล้กับเมืองคาร์คิฟ เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศซึ่งถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียเริ่มต้นขึ้น

กระทรวงกลาโหมของยูเครนเปิดเผยว่าทหารยูเครนของกองพลที่ 127 ในภูมิภาคคาร์คิฟขับไล่ทหารรัสเซียออกไป และเข้าควบคุมพื้นที่บริเวณชายแดน

ทหารคนหนึ่งกล่าวว่า “กองทัพยูเครนได้เข้าถึงชายแดนสหพันธรัฐรัสเซีย เราทำได้ เราอยู่ที่นี่แล้ว”

“เราขอขอบคุณทุกคนที่เสี่ยงชีวิตปลดปล่อยยูเครนจากผู้รุกรานชาวรัสเซีย” ผู้ว่าเมืองคาร์คิฟกล่าว พร้อมเสริมว่า “เรายังมีงานอีกมากรออยู่ข้างหน้า”

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โอเล็กซี อาเรสโตวิช ที่ปรึกษาประธานาธิบดียูเครนกล่าวกับสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นว่ากองทัพรัสเซียกำลังถูกส่งไปยังภูมิภาคดอนบัส ทางภาคตะวันของประเทศ หลังจากถอนกำลังออกไปจากคาร์คิฟเมื่อถูกตอบโต้จากกองกำลังยูเครน

รายงานระบุว่านับตั้งแต่ล้มเหลวในการยึดกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน การเข้าควบคุมดอนบัสได้กลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของรัสเซีย แต่หน่วยข่าวกรองของตะวันตกคาดการณ์ว่าความพยายามของรัสเซียจะหยุดลงท่ามกลางความสูญเสียและการต่อต้านอย่างดุเดือด

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ากองทัพรัสเซียสูญเสียกำลังทหารจำนวนหนึ่งในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังพยายามข้ามแม่น้ำทางตะวันออกของยูเครน โดยคาดว่ามีรถถังและยานพาหนะหุ้มเกราะมากกว่า 70 คันถูกทำลาย ขณะที่ทหารราว 1,000 นายถูกสังหารโดยกองกำลังยูเครน

Photo by REUTERS/Jorge Silva

ยุโรปเตือนความเสี่ยงคริปโต หลัง Bitcoin ร่วงทะลุ 30,000 ดอลลาร์อีกครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683218

วันที่ 16 พ.ค. 2565 เวลา 18:30 น.ยุโรปเตือนความเสี่ยงคริปโต หลัง Bitcoin ร่วงทะลุ 30,000 ดอลลาร์อีกครั้ง

บรรดาหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินย้ำเตือนความเสี่ยงของคริปโตเคอร์เรนซี ชี้ Stablecoin ไม่ใช่ไม่เสี่ยง

เมื่อวันที่ 16 พ.ค. รอยเตอร์สรายงานว่าตลาดคริปโตเคอร์เรนซีร่วงอีกครั้งหลังจากที่เริ่มฟื้นตัวในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย Bitcoin ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 30,000 เหรียญสหรัฐ สอดคล้องกับตลาดหุ้นที่ปรับตัวลงเนื่องจากความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

ขณะที่ Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกสูญเสียมูลค่าไปประมาณ 1 ใน 5 ของมูลค่าจนถึงเดือนนี้ เนื่องจากการดิ่งของ stablecoin อย่าง TerraUSD ที่ฉุดให้ราคาเหรียญอื่นๆ ร่วงลง

รายงานระบุว่า TerraUSD ซึ่งตรึงราคาไว้ที่ 1 เหรียญสหรัฐ ปัจจุบันมีราคาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 14 เซนต์ตามเว็บไซต์ coingecko ท่ามกลางการจับตามองของบรรดาหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินซึ่งยังคงย้ำเตือนถึงความเสี่ยงที่เกิดจากคริปโตเคอร์เรนซี

Francois Villeroy de Galhau ผู้ว่าการธนาคารแห่งฝรั่งเศสกล่าวว่าสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างคริปโตเคอร์เรนซีอาจขัดขวางระบบการเงินระหว่างประเทศหากไม่ได้รับการควบคุม และไม่มีการทำงานร่วมกันในลักษณะที่สอดคล้องกันและเหมาะสมข้ามเขตอำนาจศาล พร้อมชี้ไปที่ stablecoin ว่ามีความเสี่ยง ไม่ได้มั่นคงอย่างชื่อที่เรียกกัน

เช่นเดียวกับ Fabio Panetta สมาชิกคณะกรรมการบริหารของธนาคารกลางยุโรปซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของ stablecoin

หน่วยงานกำกับดูแลในประเทศอื่นๆ ก็มีความกังวลเช่นเดียวกัน รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งเตือนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า stablecoin นั้นเสี่ยงต่อการทำงานของนักลงทุน เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากสินทรัพย์ที่อาจสูญเสียมูลค่าหรือไม่มีสภาพคล่องในช่วงเวลาที่ตลาดตึงเครียด

ทั้งนี้ เมื่อราคาของ stablecoin ร่วงลงต่ำกว่าราคาที่ตรึงไว้ที่ 1 เหรียญสหรัฐเมื่อสัปดาห์ก่อน ด้านราคาของ Bitcoin ร่วงลงมาแตะระดับ 25,400 เหรียญสหรัฐซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2020 แต่ขยับขึ้นมาถึง 31,400 เหรียญสหรัฐเมื่อวานนี้ ก่อนที่จะร่วงลงต่ำกว่าระดับ 30,000 เหรียญสหรัฐอีกครั้งในวันนี้

ด้าน Ether ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสอง ร่วง 5.6% เหลือประมาณ 2,000 เหรียญสหรัฐ

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

ผู้ก่อตั้ง FTX มอง Bitcoin ไม่มีอนาคตในฐานะเครื่องมือชำระเงิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683207

วันที่ 16 พ.ค. 2565 เวลา 16:00 น.ผู้ก่อตั้ง FTX มอง Bitcoin ไม่มีอนาคตในฐานะเครื่องมือชำระเงิน

ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มเทรดคริปโต FTX ไม่เชื่อว่าอนาคตของ Bitcoin จะถูกใช้เป็นเงิน แต่อยู่ในรูปแบบของสินทรัพย์ หรือแหล่งเก็บมูลค่าอย่างทองคำ

Reuters อ้างรายงานจาก Financial Times ว่าแซม แบงก์แมน-ฟรายด์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ FTX แพลตฟอร์มเทรดคริปโตเคอร์เรนซีชื่อดังกล่าวว่าสกุลเงินดิจิทัลอันดับหนึ่งอย่าง Bitcoin ไม่มีอนาคตในฐานะเครือข่ายการชำระเงิน ทั้งยังวิพากษ์วิจารณ์ว่าไร้ประสิทธิภาพและมีต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมสูง

แบงก์แมน-ฟรายด์ ยังกล่าวว่าเขาไม่เชื่อว่าอนาคตของ Bitcoin จะถูกใช้เป็นสกุลเงิน แต่เชื่อว่ามันจะอยู่ในรูปแบบของสินทรัพย์ สินค้า หรือแหล่งเก็บมูลค่าเหมือนกับทองคำมากกว่า

ทั้งนี้ Bitcoin ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุด มีกระบวนการที่เรียกว่า “proof of work” โดยนักขุดต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการขุด Bitcoin ซึ่งต้องใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณมาก

ในทางกลับกัน แบงก์แมน-ฟรายด์ กล่าวว่าเหรียญคริปโตอื่นๆ ที่เป็นแบบ “proof of stake” นั้นจะได้รับการพัฒนาเป็นเครือข่ายการชำระเงิน เนื่องจากมีต้นทุนถูกกว่าและใช้พลังงานน้อยกว่า รวมถึง Ethereum สกุลเงินดิจิทัลอันดับสอง

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาของ Bitcoin แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2020 หลังจากการดิ่งของ Stablecoin อย่าง TerraUSD (UST)

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

เปิดเมืองใต้ดินฟินแลนด์ รับภัยนิวเคลียร์จากรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683197

วันที่ 16 พ.ค. 2565 เวลา 14:30 น.เปิดเมืองใต้ดินฟินแลนด์ รับภัยนิวเคลียร์จากรัสเซีย

เมืองขนาดใหญ่สุดแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ใต้เมืองหลวงของฟินแลนด์

บังเกอร์ใต้ดินในฟินแลนด์ได้รับความสนใจอีกครั้งหลังจากที่ฟินแลนด์ซึ่งเคยวางตัวเป็นกลางมาตลอด ตัดสินใจเปลี่ยนท่าทีเพื่อขอเข้าร่วมกลุ่มนาโต ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่รัสเซียอย่างมาก ทั้งยังลั่นวาจาว่าจะมีมาตรการตอบโต้กับฟินแลนด์ รวมถึงการย้ายนิวเคลียร์ให้เข้าใกล้ยุโรปมากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าฟินแลนด์จะไม่สะทกสะท้านกับคำขู่ของปูติน ตามรายงานของ Daily Mail ชี้ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเครือข่ายบังเกอร์นิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่อยู่ใต้ดินของประเทศฟินแลนด์

ลึกลงไปใต้ท้องถนนของเมืองหลวงเฮลซิงกิราว 25 เมตร มีเครือข่ายอุโมงค์และถ้ำขนาดใหญ่และแข็งแรง ที่สามารถทนทานต่อระเบิดนิวเคลียร์ พร้อมกับ 500 บังเกอร์ซึ่งรองรับผู้คนได้กว่า 600,000 คน พวกเขาสามารถหลบภัยจากสงครามนิวเคลียร์อยู่ใต้ดินนี้ได้นานหลายเดือน

บังเกอร์ใต้ดินสร้างขึ้นครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1960 โดยได้มีการขุดพื้นหินด้านล่างของประเทศมากกว่า 9 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเพียงพอต่อการจัดเก็บรถโดยสารสองชั้นถึง 50,000 คัน

เจ้าหน้าที่ยังพูดถึงความแข็งแกร่งของบังเกอร์ที่สร้างขึ้นในช่วงสงครามเย็นนี้ว่าประตูของมันมีความทนทานชนิดที่ว่าระเบิดนิวเคลียร์ก็ไม่สามารถแม้แต่จะทำให้เกิดรอยบุ๋ม นอกจากนี้ที่นี่ยังได้รับการคุ้มครองจากการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นด้วย

ขณะที่ประธานาธิบดีฟินแลนด์เตือนว่ารัสเซียอาจยกระดับการทำสงครามเทคโนโลยีกับฟินแลนด์ได้ หากข้อเสนอของนาโตได้รับไฟเขียวจากสมาชิก

ในขณะที่เกิดการโจมตีทางทหารชาวฟินแลนด์กว่า 600,000 คนสามารถพักพิงในบังเกอร์หินแข็งแห่งนี้ ซึ่งนอกจากจะมีเสบียงอาหาร เครื่องนอน สุขาภิบาล หน่วยพยาบาล และเตียงสองชั้นอีกหลายพันหลังแล้ว ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกไม่ว่าจะเป็นโรงจอดรถ สนามแข่งรถโกคาร์ท สนามซอฟต์บอล สระว่ายน้ำ โรงเรียน ร้านกาแฟ หรือแม้แต่ลานสเก็ตน้ำแข็งใต้ดิน

แต่ที่นี่ก็มีกฎอยู่เหมือนกัน นั่นก็คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาเสพติด อาวุธ อุปกรณ์ที่ก่อให้เกิดความร้อนหรือสิ่งที่ส่งกลิ่นเหม็นจะไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้ามาในที่พักพิง ขณะที่ผู้คนที่มาหลบภัยที่นี่จะได้ใช้ทักษะความสามารถที่ตัวเองมี ส่วนเด็กๆ จะมีผู้ดูแลขณะที่พ่อแม่ต้องทำงาน

“เมื่อเราปกป้องประเทศ เราต้องมีความสามารถในการคุ้มครองพลเรือนอย่างเหมาะสมด้วย” คาริม เพลโตเนน ผู้อำนวยการฝ่ายบริการผู้เชี่ยวชาญของสมาคมกู้ภัยแห่งชาติฟินแลนด์ (SPEK) กล่าวกับ CNN ขณะกำลังให้ดูรอบๆ หลุมหลบภัยนิวเคลียร์ใต้ดิน

นอกจากนี้เพลโตเนนยังกล่าวว่า “รัสเซียนี่แหละคือศัตรูตัวฉกาจ” ซึ่งฟินแลนด์ต่อสู้ดิ้นรนมานานกว่าศตวรรษเพื่อยืนยันความเป็นอิสระจากรัสเซีย

นอกจากที่พักพิงหลายร้อยแห่งแล้ว สถานีรถไฟใต้ดิน 25 แห่งของเฮลซิงกิยังสามารถแปลงเป็นบังเกอร์ใต้ดินได้ด้วย ซึ่งผู้คนสามารถใช้หลบภัยได้นานหลายสัปดาห์

ทั้งนี้ การปกป้องพลเรือนในฟินแลนด์เป็นความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทยภายใต้กฎหมายป้องกันพลเรือนปี 1958 ซึ่งกำหนดให้มีการปกป้องพลเรือนเพื่อคุ้มครองบุคคลและทรัพย์สินทั้งในยามสงครามและในยามสงบ โดยกฎหมายกำหนดว่ากระทรวงมีหน้าที่จัดหาที่พักพิงในพื้นที่เสี่ยง อพยพพลเรือนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย และจำกัดความเสียหายจากภัยธรรมชาติ

Photo by Sergei SUPINSKY / AFP

‘อัจฉริยะผู้ชั่วร้าย’ จริงหรือไม่ที่มีใครบงการเบื้องหลังตลาดคริปโตดิ่งเหว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683182

วันที่ 16 พ.ค. 2565 เวลา 13:01 น.'อัจฉริยะผู้ชั่วร้าย' จริงหรือไม่ที่มีใครบงการเบื้องหลังตลาดคริปโตดิ่งเหว

ส่องความเห็นของนัทฤษฎีสมคบคิด ผู้เชื่อมั่นว่าการดิ่งลงของตลาดคริปโตเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ไม่ใช่เรื่องของอุปสงค์และอุปทาน แต่เป็นการลงการของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว

1. ในวันที่ตลาดคริปโตพังกันไปตามๆ จากการ TerraUSD (UST) และ LUNA ก็เกิดคำถามขึ้นมาในวงการนักลงทุนกันแล้วว่า หรือวา่นี่อาจเป็นแผนการของใครบางคน (หรือบางกลุ่ม?) ที่ทำให้มันเป็นไปแบบนี้?

2. Paolo Ardoino หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง Tether ซึ่งเป็นเหรียญ Stablecoin ที่ใหญ่ที่สุดในโลก กล่าวใน Twitter เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมว่า แม้ว่ามันจะดูเป็นทฤษฎีสมคบคิดในตอนนี้ แต่เขาคิดว่าน่าจะมีการโจมตี Terra เขาบอกว่า “ถ้าคุณมีจุดอ่อน คุณสามารถคาดหวังให้ใครบางคนที่ใหญ่กว่าคุณใช้จุดอ่อนนั้นได้ และเราได้เห็นสิ่งนั้นกับ Terra แล้ว” 

3. “การโจมตี” นี้คือการเก็งกำไรระดับฉริยะที่มีเล่ห์เหลี่ยมรอบจัด แต่มันต้องอาศัยพลังการเงินมหาศาลด้วย หนึ่งในแนวคิดนี้คือบัญชี Twitter ชื่อ @OnChainWizard ที่โพสต์ภาพของจอร์จ โซรอส พร้อมโปรยก่อนเข้าเรื่องว่า “วิธีสร้างรายได้ >800 ล้านดอลลาร์ในคริปโตโจมตีสเตเบิลคอยน์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ในสไตล์โซรอส” 

4. (ย้ำว่านี่คือทัศนะ/ทฤษฎีเท่านั้น) ในเทรดจากนั้น @OnChainWizard เล่าว่า “เรื่องราวของเราเริ่มต้นในปลายเดือนมีนาคม เมื่อ Luna Foundation Guard (หรือ LFG) เริ่มซื้อ BTC เพื่อช่วยหนุน $UST ซึ่ง LFG เริ่มสะสม BTC ในวันที่ 22 มีนาคม และในวันที่ 26 มีนาคมมีสถานะ BTC มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ นี่คือเลกที่ 1 ที่ทำให้การค้าขาย (หรือการโจมตี) นี้ยอดเยี่ยม”

5. “เลกที่สองมาในรูปแบบของการประกาศของ 4pool Frax เรื่อง $UST (มาตรฐานทองคำใหม่สำหรับสภาพคล่องของ Stablecoin) ในวันที่ 1 เมษายน การทำแบบนี้เพิ่มเติมในเลกที่สองที่ถือว่ามีจำเป็นเพื่อช่วยดำเนินการตามกลยุทธ์ด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพของเงินทุน (สภาพคล่องจะลดลงและจากนั้นการโจมตีจะเริ่มขึ้น)”

6. @OnChainWizard วิเคราะห์ต่อไปว่า “เราไม่ทราบว่าเมื่อไรที่ผู้โจมตียืม BTC จำนวน 100,000 เพื่อเริ่มต้นสถานะการโจมตี นอกเหนือจากนั้นมันถูกขายไปเพื่อให้โด ควอนซื้อต่อ (ยังคงเป็นการเก็งกำไร) LFG ซื้อ BTC 15,000 ระหว่างวันที่ 27 มีนาคมถึง 11 เมษายน ดังนั้นเราลองพิจารณาราคาเฉลี่ยระหว่างวันที่เหล่านี้ (42,000) กัน”

7. “ดังนั้นคุณจึงมีสถานะขายช็อร์ต ~4,200 ล้านดอลลาร์ที่ถูกสร้างขึ้นมา ในเวลาเดียวกัน ผู้โจมตีสร้างสถานะ OTC (การซื้อขายแบบไม่เป็นทางการ) 1,000 ล้านดอลลาร์ใน $UST ตอนนี้สถานะถูกกำหนดไว้เพื่อให้เกิดภาวะจ่ายเงินไม่ไหวและโกยเงินจากการทำช็อร์ต BTC ของคุณ ในความคาดหมายของ 4pool นั้น LFG ในขั้นต้นจะถอน 150 ล้านดอลลาร์จากสภาพคล่องของ 3pool

8 “สภาพคล่องหายไปในวันที่ 8 พฤษภาคม จากนั้นผู้โจมตีใช้ UST มูลค่า 350 ล้านดอลลาร์ เพื่อระบายสภาพคล่องของ Curve (และ LFG ดึงสภาพคล่องออกอีก 100 ล้านดอลลาร์)” @OnChainWizard บอกต่อไปว่า “แต่นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นการยกเลิกการตรึงกับดอลลาร์ (ลงไปที่ 0.972 ที่ระดับต่ำสุด) LFG เริ่มขาย $BTC เพื่อปกป้องการตรึง ทำให้เกิดแรงกดดันต่อ BTC ในขณะที่การจ่ายเงินไม่ไม่ทันของ $UST เพิ่งเริ่มต้น

9. “เมื่อสภาพคล่องของ Curve (แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสภาพคล่องคริปโต) หมดลง ผู้โจมตีจึงใช้สถานะซื้อขาย $UST แบบ OTC มูลค่า 1,000  ที่เหลือ (650 ล้าน หรือประมาณนั้น) เพื่อเริ่มขนถ่ายบน Binance เมื่อการถอนตัวจาก Anchor (แพลตฟอร์มโปรโตคอลคริปโต) เปลี่ยนจากความกังวลกลายเป็นความตื่นตระหนก สิ่งนี้ทำให้เกิดการถอนการตรึงกับดอลลาร์ ขณะที่ผู้คนต่างพากันหนีจากการลงทุน”

10. “ดังนั้น LFG จึงขาย $BTC เพื่อกู้คืนการตรึงในขณะที่ผู้โจมตีขาย $UST บน Binance ในที่สุดห่วงโซ่ก็แออัดและ CEX ระงับการถอนเงิน $UST ซึ่งทำให้ความตื่นตระหนกจนจ่ายเงินไม่ทัน $UST ตรึงไว้ที่ 60c ที่ระดับต่ำสุด ในขณะที่ $BTC เงินไหลออก”

11. “ชุมชนคริปโจตื่นตระหนกเพราะพวกเขาสงสัยว่าจะขาย $BTC ได้เท่าไรเพื่อรักษาการตรึงดอลลาร์ไว้ มีขายทิ้งทั่วกระดานและ LUNA กระอักเนื่องจากกลไกการไถ่ถอน (ผู้โจมตีสามารถโจมตี LUNA ได้ไม่ยากเช่นกัน) BTC ลดลง 25% จาก 42,000 ดอลลาร์จากในวันที่ 11 เมษายน เป็น 31,300″

12. @OnChainWizard สรุปว่า “แล้วผู้โจมตีของเราทำเงินได้เท่าไหร่? ไม่มีรายละเอียดว่าพวกเขาเล่นงานครอบคลุมที่ใดอย่างชัดเจน แต่ถ้าพวกเขาสามารถกุมสถานะ (หรือซื้อคืน) ทั้งตำแหน่งที่ ~32,000 ดอลลาร์ นั่นหมายความว่าพวกเขาทำเงินได้ 952 ล้านดอลลาร์จากการขายชอร์ต”

13. นี่เป็นเพียงหนึ่งในทฤษฎีหนึ่งเท่านั้น ทฤษฎีทำนองนี้หลายทฤษีเข้าข่ายทฤษฎีสมคบคิด ซึ่ง Lisa Wade ซีอีโอของ DigitalX บริษัทบล็อคเชนกล่าวกับ ABC สื่อของออสเตรเลียว่าในขณะที่ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าตลาดล้มเกิดจากการสมรู้ร่วมคิดกันหรือไม่ เธอบอกว่ามันดูเหมือนเป็นการฉวยโอกาสในตลาดมากกว่า แต่เธอยอมรับว่า “นักทฤษฎีสมคบคิดจะบอกว่า ‘ใช่’ (มันเป็นการสมคบกันโกยกำไร) เพราะเป็นการค้าขายขนาดใหญ่

“ฉันขอบอกว่าตลอดอาชีพการงานของฉัน มันเป็นหนึ่งในการซื้อขายที่ใหญ่ที่สุดที่ฉันเคยเห็น” เธอบอกกับ ABC  “มันเกือบจะเหมือนกับแผนอัจฉริยะที่ชั่วร้าย เพราะมันมีหลายขั้นตอน”

ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

Photo REUTERS/Dado Ruvic/Illustration