ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐแนะให้บังคับฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656819

วันที่ 30 มิ.ย. 2564 เวลา 12:01 น.

ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐแนะให้บังคับฉีดวัคซีนด้วยความกังวลว่าเชื้อสายพันธุ์เดลตาจะระบาดหนักผู้เชี่ยวชาญในสหรัฐจึงเรียกร้องให้บังคับฉีดวัคซีน

สำนักข่าว AFP รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญในสหรัฐเสนอแนะให้สถานศึกษาและสถานประกอบการออกข้อบังคับให้ฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 เพื่อปกป้องชีวิตชาวอเมริกันทั้งในที่อยู่อาศัยและที่ทำงาน เนื่องจากเชื้อสายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในอินเดียกำลังระบาด

เกรกอรี โปแลนด์ ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์และโรคติดเชื้อจากศูนย์การแพทย์มาโยในรัฐมินนิโซตาเผยกับ AFP ว่า แนวคิดนี้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิทธิส่วนบุคคล แต่ความกังวลเหล่านี้ต้องชั่งน้ำหนักกับสุขภาพของคนส่วนใหญ่

โครงการฉีดวัคซีนของสหรัฐเริ่มชะลอลงหลังจากระดมฉีดจนถึงจุดสูงสุดเมื่อกลางเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยขณะนี้ชาวอเมริกันเข้าฉีดวัคซีนวันละ 600,000 คนเท่านั้น ลดลงจากช่วงสูงสุดที่วันละกว่า 4 ล้านคน แม้ว่าจะขยายช่วงอายุให้ฉีดวัคซีนได้ตั้งอต่อายุ 12 ปีขึ้นไป

ขณะนี้พบการติดเชื้อสูงขึ้นในชุมชนที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ อาทิ เมืองสปริงฟิลด์ของรัฐมิสซูรีที่มีอัตราติดเชื้อ 38 คนต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่มีเพียง 35% ได้รับวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดส ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประทเศที่อยู่ที่ 54% เช่นเดียวกับพื้นที่อื่นที่มีแนวคิดทางการเมืองแบบอนุรักษนิยม

ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่า คนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนไม่เพียงแต่สร้างความเสี่ยงให้ตัวเองเท่านั้น แต่ยังสร้างความเสี่ยงให้ผู้อื่นด้วย โดย 99% ของผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 27,000 คนในเดือน พ.ค.ที่ผานมา ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ขณะที่ความเสี่ยงของคนที่ได้รับวัคซีนแล้วก็ไม่ได้เป็น 0

ลอว์เรนซ์ กอสติน ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายสุขภาพคาดว่าข้อเสนอให้ภาคธุรกิจและมหาวิทยาลัยออกกฎบังคับฉีดวัคซีนจะถูกฟ้องร้องถล่มทลายแต่ในท้ายที่สุดข้อเสนอนี้จะชนะ เพราะมีกฎหมายเอื้ออยู่

จากข้อมูลของ Chronicle of Higher Education พบว่า วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยกว่า 500 แห่งได้ดำเนินการแล้ว โดยทางการท้องถิ่นของเมืองซานฟรานซิสโก บริษัทด้านการเงิน Morgan Stanley และโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองฮุสตันที่ชนพคดีที่ลูกจ้างฟ้องร้องคัดค้านมาตรการบังคับฉีดวัคซีน

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เสนอให้มีข้อยกเว้น อาทิ ผู้ที่มีประวัติภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลันในส่วนประกอบของวัคซีน หรือผู้ที่เพิ่งป่วยกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

ทว่า ข้อเสนอนี้ต้องเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ เนื่องจากใน 17 รัฐมีคำสั่งห้ามมีข้อกำหนดให้ต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนก่อนกระทำการใดๆ

ทั้งนี้ สหรัฐเคยบังคับให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้ทรพิษในสมัยของประธานาธิบดี จอร์จ วอชิงตัน ในปี 1777

Photo by MARTIN BUREAU / AFP

2 เข็มไม่พอ! เกาหลีใต้จ่อตุน mRNA เป็นเข็มเสริมในปีหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656805

วันที่ 30 มิ.ย. 2564 เวลา 10:40 น.

2 เข็มไม่พอ! เกาหลีใต้จ่อตุน mRNA เป็นเข็มเสริมในปีหน้าเกาหลีใต้วางแผนจัดหาวัคซีน mRNA เพิ่มเติมเพื่อใช้เป็นวัคซีนเข็มเสริมกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ประชาชนในปีหน้า

รอยเตอร์สรายงานว่านายกรัฐมนตรีคิม บู กย็อม ของเกาหลีใต้กล่าวเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ว่ารัฐบาลกำลังวางแผนที่จะจัดหาวัคซีนต้านโควิด-19 ชนิด mRNA ในจำนวนมากขึ้นเพื่อใช้สำหรับกระตุ้นภูมิคุ้มกันประชากรทุกคนในปีหน้า

นายกรัฐมนตรีคิม บู กย็อมระบุว่าเบื้องต้นรัฐบาลมีแผนที่จะจัดหาวัคซีนโดยมุ่งเน้นวัคซีนชนิด mRNA ในปริมาณที่เพียงพอสำหรับประชาชนทั้งหมดอย่างน้อยคนละ 1 โดสภายในปีหน้า

โดยที่ผ่านมาเกาหลีใต้ได้ตกลงซื้อวัคซีนชนิด mRNA จำนวน 106 ล้านโดสจาก Pfizer และ Moderna เพื่อให้ครอบคลุมการฉีดวัคซีนให้ประชากร 52 ล้านคนในปีนี้

รัฐบาลตั้งเป้าที่ฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 โดสให้แก่ประชากรอย่างน้อย 70% ของประชากรทั้งหมดภายในเดือนพฤศจิกายนเพื่อพยายามสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ โดยขณะนี้มีประชากรประมาณ 30% ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดสแล้ว

นอกจากนี้ผู้นำเกาหลีใต้ระบุว่าจำเป็นต้องมีการขยายกรอบการฉีดวัคซีนเพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนจะสามารถกลับไปเรียนที่โรงเรียนได้อย่างปลอดภัย หลังจากที่รัฐบาลเกาหลีใต้อนุมัติใช้วัคซีนของ Pfizer ในประชาชนอายุ 16 ปีขึ้นไป และ Moderna สำหรับประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป

ซึ่งขณะนี้วัคซีนของ Pfizer ได้รับการอนุมัติให้ใช้กับเด็กอายุ 12 ถึง 15 ปีแล้ว ขณะที่ Moderna กำลังอยู่ระหว่างการรออนุมัติหลังข้อมูลจากการทดลองแสดงให้เห็นว่าวัคซีนมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพดี

ทั้งนี้ ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ในเกาหลีใต้อยู่ที่ต่ำกว่า 700 รายต่อวันตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมา แต่พบเชื้อกลายพันธุ์มากขึ้น โดยสำนักงานควบคุมและป้องกันโรคระบุว่า 83% เป็นสายพันธุ์อัลฟาที่พบครั้งแรกในสหราชอาณาจักร และ 10% เป็นสายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในอินเดีย

Photo by THOMAS KIENZLE / AFP

เพื่อนบ้านฟื้นไว ทำไมเศรษฐกิจไทยยังมืดมน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656776

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 21:03 น.

เพื่อนบ้านฟื้นไว ทำไมเศรษฐกิจไทยยังมืดมนอะไรที่เป็นสาเหตุของ ‘โศกนาฏกรรมสยาม’? เพราะรัฐบาลล้มเหลว เพราะการพึ่งพาบางอุตสาหกรรมมากเกินไป หรือเพราะไทยหมดวาสนาแล้ว?

ไม่น่าแปลกใจเมื่อนายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานเสวนา “ฟ้าหลังฝน มิติใหม่ท่องเที่ยวไทย ว่า ธปท. คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยต้องใช้เวลา และอาจจะต้องรอถึงไตรมาส 1/2566 กว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวได้ในระดับก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19″

ยิ่งโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ๆ ทำให้ประเทศไทยลักปิดลักเปิดอยู่แบบนี้เห็นทีจะกอบกู้สถานการณ์ได้ยาก

การที่รัฐบาลใช้วิธีที่ไม่เคลียร์เดี๋ยวจะล็อคก็ไม่ล็อค คำสั่งก็ขัดแย้งกันเองหลายครั้ง ทำให้ประชาชนสับสน คนต่างชาติไม่รู้ทำตัวแบบไหนดี มีเพจข่าวไทยในภาษาจีนแหล่งหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นเสียงสะท้อนของคนต่างชาติได้บอกว่า คนจีนรู้สึกงงกับรัฐบาลไทยว่าจะล็อคหรือไม่ล็อค เทียบกับรัฐบาลจีนแล้วก็ล็อคไปเลยหรือไม่ล็อคก็ประกาศให้ชัด

คนจีนว่าไว้ก็ถูก ไม่ใช่เหยียบเรือสองแคมแบบนี้ เป็นส่วนสัญญาณไปถึงคนต่างชาติภายนอกประเทศว่าเมืองไทยไว้ใจไม่ได้ ต่อให้ทำ Phuket sandbox แล้วใครเข้าจะมั่นใจได้ ไม่ใช่ว่ามาถึงไทยแล้วรัฐบาลเปลี่ยนใจอีกเล่า?

ผู้เขียนเข้าใจว่ารัฐบาลกลัวว่าจะล็อคดาวน์เด็ดขาดแล้วเศรษฐกิจจะพังนั่นเอง แต่ถ้าไม่ล็อคคนก็จะล้มป่วยกันมากมาย โจทย์แบบนี้ตีให้แตกได้ยาก แต่อย่างน้อยก็ควรบอกให้มันกระชับ ชัดเจน และเด็ดขาดสักหน่อยว่าคิดจะทำอะไรบ้าง

ผู้เขียนได้ยินมาว่าคนจีนอยากจะกลับมาเที่ยวเมืองไทยใจจะขาด อะไรที่เป็นของไทยๆ ตอนนี้เป็นที่นิยมในจีนมากเพราะคนจีนคิดถึงของไทยๆ และเที่ยวในไทย อย่างไม่กี่วันก่อนมีแฮชแท็กเทรนดิ้งในโซเชียลมีเดียของจีน แชร์เรื่องการการทำอาหารไทยโดยใช้กุ้ง ซึ่งในโซเชียลจีนจะมีการแท็กเรื่องไทยแบบนี้เป็นระยะ

ต่อให้คนไทย (บางคน) เบื่อทัวร์จีนมากแค่ไหนก็ตาม แต่ผู้เขียนเชื่อว่าในวงการท่องเที่ยวตอนนี้อยากจะรับทัวร์จีนใจจะขาดแล้ว

แต่เกรงว่ามันจะไม่ง่ายแบบนั้นเพราะ 1. เดลตากำลังอาละวาด และ 2. รัฐบาลเริ่มเมาหมัด

การที่ ธปท.มองไปถึงปี 2566 นั้นไม่เกินเลยไปจากความจริง อาจจะต่ำกว่าความเป็นจริงเสียด้วยซ้ำเพราะเราไม่รู้ว่าโควิด-19 จะแตกแขนงเป้นสายพันธุ์ที่ดุร้ายกว่านี้หรือไม่

เศรษฐกิจไทยมืดมนสิ้นหวังเพราะพึ่งพาการท่องเที่ยวมากเกินไป จะหวังให้รัฐบาลกำหนดวิสัยทัศน์ระยะยาวเพื่อเลิกพึ่งการท่องเที่ยวก็คงยาก เพราระยะสั้นยังเอาไม่อยุ่ และไทยต้องการเงินจากการท่องเที่ยวมาฟื้นฟูประเทศ

หันมามองที่เพื่อนบ้าน ในวันที่บทความนี้เขียนขึ้น สำนักงานสถิติทั่วไปของเวียดนามรายงานว่าเศรฐกิจของเวียดนามขยายตัว 6.61% ในเดือนเมษายน-มิถุนายน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 3 เดือนก่อนหน้า 4.65% สำหรับครึ่งปีแรกเติบโต 5.64% สอดคล้องกับความคาดหวังของรัฐบาล

เศรษฐกิจเวีดยนามขยายตัว 2.91% ในปี 2020 นับเป็นตัวเลขที่แย่ที่สุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษ แต่ก็ตั้งเป้าไว้ที่อัตรา 6.5% ในปีนี้

สำนักข่าว AFP รายงานว่า “ประเทศนี้ (เวียดนาม) เป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในเอเชียมานานแล้ว และเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่ขยายตัวในปีที่แล้วหลังจากประสบความสำเร็จในการควบคุมไวรัสที่เลวร้ายที่สุด”

เทียบกับไทยแล้วช่างน่าหดหู่ เมื่อไม่กี่วันก่อน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอีกครั้งสำหรับปีนี้เป็น 1.8% จากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 3% อันเนื่องมาจากประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงและอุปสงค์ภายในประเทศที่ลดลงเนื่องจากคลื่นลูกที่สามของโควิด-19

ธปท. ยังปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2565 จาก 4.7% เหลือ 3.9%

ขณะที่จากการประเมินประจำปีล่าสุดของ IMFคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยจะเติบโตที่ 2.6% ในปี 2564 แต่ไม่น่าว่าในอนาคต IMF อาจต้องปรับคาดการณ์เหมือนกันเพราะ ธปท. ก็เพิ่งปรับไป

ตราบใดที่เราหวังเงินจากการท่องเที่ยว ตัวเลขเศรษฐกิจจะคึกคักแบบเวียดนามเห็นจะเป็นไปได้ยาก (และจะเปลี่ยนไปดึงเงินจากแหล่งอื่นก็ยากเช่นกันในเวลานี้)

มาดูการประเมินของ IMF ว่าเขามองเศรษฐกิจไทยอย่างไรจากรายงานเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2021 ข้อแรกบอกเลยว่าเป็นเพราะผลกระทบจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

“การระบาดใหญ่ทำให้กระแสการท่องเที่ยวหยุดชะงักลงอย่างกะทันหันและกิจกรรมทางเศรษฐกิจหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ จีดีพีของประเทศไทยลดลง 6.1% ในปี 2563 ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินในเอเชีย ภาคการท่องเที่ยวซึ่งมีสัดส่วนประมาณหนึ่งในห้าของจีดีพีและ 20% ของการจ้างงาน ได้รับผลกระทบเป็นพิเศษจากการหยุดการเดินทางของนักท่องเที่ยว”

IMF ชี้ว่าไทยพึ่งพาเศรษฐกิจภาค Contact-intensive sectors มากเกินไป ซึ่งประมินได้ว่านี่คือ “จุดอ่อน” เพราะมันคือธุรกิจที่ต้องสัมผัส/พบปะกับผู้คน เช่น งานบริการประเภทต่างๆ การท่องเที่ยว ความงามและสุขภาพ ไปจนถึงการบิน ธุรกิจจำพวกนี้ชะงักงันอย่างถึงที่สุดเพราะโลกเข้าสู่ภาวะ Contactless ที่ต้องสัมผัส/พบปะกันให้น้อยที่สุดเพื่อละการระบาด IMF ระบุว่า

“การที่ไทยต้องพึ่งพาภาคส่วนติดต่อเข้มข้น (Contact-intensive sectors) และปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีมายาวนาน เช่น ความไม่เป็นทางการสูง (ในทางเศรษฐกิจหรือเศรษฐกิจนอกระบบ) ซึ่งปรากฏชัดก่อนการระบาดใหญ่ ถือเป็นแรงผลักดันอย่างมากให้ไทยต้องปรับตัวเศรษฐกิจให้เข้ากับโลกหลังเกิดโรคระบาด การขยายขนาดการลงทุนเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมกับการปรับปรุงผลการฝึกอบรมและการศึกษา และการส่งเสริมนวัตกรรมจะกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของเศรษฐกิจ และลดความเสียหายทางเศรษฐกิจในระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นจากการระบาดใหญ่”

ในบทความก่อนหน้านี้ของผู้เขียน (รัฐบาลไร้น้ำยากับประชาชนทำตามใจชอบ จะโทษใครดี?) ได้ชี้ถึงปัญหาเดียวกับที่ IMF ระบุไว้คือประเทศมีเศรษฐกิจสีดำหรือเศรษฐกิจไม่เป็นทางการ/นอกระบบสูงมาก ทำให้จัดการอะไรได้ลำบาก หนทางเดียวที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนก็คือต้องทำให้เกิดการ Disruption ในธุรกิจที่เป็นความหวังของประเทศ เรายังต้องการเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวแต่จะต้องไม่พึ่งพามันมากเกินไปจนประเทศเป็นอัมพาตหากเกิดภาวะ Contactless แบบนี้อีก

หันมาดูที่เวียดนามกันบ้างว่า IMF มองแบบไหน? บทความเมื่อเดือนมีนาคมของ IMF พาดหัวว่า “เวียดนาม: ประสบความสำเร็จในการหลีกเลี่ยงโรคระบาด” พร้อมกับโปรยสรุปว่า “แม้จะมีโควิด-19 แต่เศรษฐกิจของเวียดนามยังคงมีความยืดหยุ่น โดยขยายตัว 2.9% ในปี 2020 ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในโลก และคาดว่าการเติบโตจะอยู่ที่ 6.5% ในปี 2564 ด้วยปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง มาตรการควบคุมที่เด็ดขาด และการกำหนดเป้าหมายการสนับสนุนจากรัฐบาลที่ดี ตามการประเมินเศรษฐกิจของประเทศประจำปีล่าสุดของไอเอ็มเอฟ”

IMF ระบุว่าเวียดนามมีความ “ยืดหยุ่น” หรือเอาตัวรอดได้ดี (resilient) ซึ่งคำๆ นี้แต่ก่อนแต่ไรมักใช้กับประเทศไทย แต่เดี๋ยวนี้เศรษฐกิจไทยไม่ค่อยจะ resilient เสียแล้ว

การประเมินนี้ทำไว้เมื่อเดือนมีนาคมก่อนที่เวียดนามจะ “ด่านแตก” ในเดือนพฤษภาคม กระนั้นก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจของเวียดนามที่ออกมาในเดือนมิถุนายนก็ยังดี เพราะ (IMF ระบุว่า) “การลงทุนจากต่างประเทศที่แข็งแกร่งและการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดช่วยเสริมความแข็งแกร่งของความยืดหยุ่นภายนอก สุขภาพของระบบธนาคารดีขึ้น โดยมีผลกำไร สภาพคล่องสูงขึ้น และสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้น้อยกว่าในอดีต”

และ “การก่อตัวของตัวรับแรงกระแทกทางการคลัง (ซึ่งช่วยหนุนความมั่นคงทางการคลัง) ปัจจัยภายนอก (การลงทุนจากต่างประเทศ) และความแข้งแกร็งทางการเงินเหล่านี้ก่อนเกิดการระบาดใหญ่ทำให้เวียดนามมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเมื่อต้องพบกับภาวะช็อค”

ในบทความเดียวกันนี้ยังนำกราฟการเติบโตทางเศรษฐกิจในเอเชียมาประกอบ (จาก World Economic Outlook Database) ปรากฎว่าเวียดนามขยายตัวมากที่สุดและมากกวาจีน ทั้งสองเป็นประเทศในเอเชียแค่นี้เท่านั้นที่เศรษฐกิจไม่ติดลบ

ประเทศที่ติดลบมากที่สุดคือไทย สิงคโปร์นั้นเจ็บหนักรองจากไทย

แต่ตอนนี้สิงคโปร์กำลังเร่งฉีควัคซีนและรอจังหวะที่จะเปิดประเทศ (ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายแม้จะฉีดวัคซีนในวงกว้างแล้ว เพราะโลภายนอกยังลุ่มๆ ดอนๆ) จากการประเมินของ Maybank Kim Eng ให้สิงคโปร์ปีหน้าโตถึง 6.2% ซึ่งโตพอๆ กับเวีดยนาม และมากกว่าไทยเกือบครึ่งหนึ่ง

Maybank ยังชี้ว่าหลังจากการะบาดใหญ่าสิงคโปร์จะเปลี่ยนไป “Singapore Core” คือการพึ่งพาตัวเองมากขึ้น ลดการพึ่งพาแรงงานตางชาติให้น้อยลง สร้างแรงงานคนสิง๕โปร์แท้ๆ ให้เป็นที่พึ่งของชาติ ซึ่งแนวทางนี้จะเร่งให้เกิดการขยายเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคม เช่น การประกันการว่างงานและรูปแบบค่าจ้างที่ก้าวหน้าขึ้น เพราะสิงคโปร์จะเป็นของคนสิงคโปร์จริงๆ ไม่ใช่ที่มาโกยเงินแล้วจากไป

เราจจะเห็นว่าเวียดนาม จีน และสิงคโปร์เน้นหนักในเรื่องพึ่งพาตัวเองอย่างมาก แต่เมืองไทยยังคงเน้นในเรื่องพึ่งต่างชาติดูอย่าง Phuket sandbox นั่นปะไร ยังไม่นับปัญหาจากแรงงานต่างด้าวทั้งที่เถื่อนและไม่เถื่อนที่พัวพันกับการเกิดคลัสเตอร์หลายครั้งแล้ว

ถามว่ารัฐบาลไทยคิดเรื่อง “Thailand Core” เอาไว้บ้างหรือไม่? เราจะเดินบนเส้นทางไหนในอนาคตหลังโควิด? จะพึ่งท่องเที่ยวต่อไหม? หรือรับแรงงานเพื่อนบ้านมามากๆ อีกหรือไม่ จนเป็นปัญหาในระหวางการระบาดอย่างที่เห็น หรือจะแหวกตัวเองออกจากร่างเดิมๆ กลายเป็นไทยแลนด์สายพันธุ์แกร่งแห่งอนาคต?

รู้สึกว่ายังไม่มีคำตอบจากทำเนียบ

กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Jack TAYLOR / AFP

ติดเร็ว ติดไว คือติดโควิดเดลตาแบบ Fleeting contract #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656773

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 20:00 น.

ติดเร็ว ติดไว คือติดโควิดเดลตาแบบ Fleeting contract ตอนนี้การติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาแบบ Fleeting contract กำลังสร้างความกังวลให้ออสเตรเลีย

ชื่อของ Covid-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งพบครั้งแรกในอินเดียถูกพูดถึงและจับตามองอย่างใกล้ชิดทั่วโลก เนื่องจากสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าสายพันธุ์อื่นๆ จากข้อมูลของอังกฤษพบว่าสายพันธุ์เดลตาแพร่กระจายได้ดีกว่าสายพันธุ์อัลฟาซึ่งพบครั้งแรกในอังกฤษถึง 60% ขณะที่สายพันธุ์อัลฟาแพร่กระจายได้ดีกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมราว 43-90%  

แต่ขณะนี้สายพันธุ์เดลตาอาจเป็นต้นเหตุทำให้เกิดการแพร่ระบาดแบบใหม่ที่เรียกว่า Fleeting Contact ในหลายรัฐ อาทิ วิกตอเรีย นิวเซาท์เวลส์

Fleeting Contact คือการติดแบบไหน

หากแปลตรงตัว Fleeting Contact หมายถึงการติดอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็คือเราสามารถติด Covid-19 ได้แม้จะไม่ได้สัมผัสเนื้อตัวกัน แต่ติดจากการที่เราใช้อากาศหายใจในบริเวณเดียวกันกับติดเชื้อในระยะเวลาสั้นๆ อาทิ การเดินสวนกัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การติดจากคนแปลกหน้าสู่คนแปลกหน้า (stranger-to-stranger transmission)

ตัวอย่างของ Fleeting Contact คือกรณีพบผู้ติดเชื้อที่ห้างเวสต์ฟิลด์ บอนดิ จังชันในซิดนีย์ การตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่าประชาชนรายหนึ่งติดเชื้อหลังจากเดินผ่านคนแปลกหน้าที่ป่วย Covid-19 เพียงแค่ไม่กี่วินาทีขณะจับจ่ายซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าดังกล่าว

การติดเชื้อในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ในรัฐวิกตอเรียพบการติดเชื้อแบบ Fleeting Contact อีกอย่างน้อย 5 เคส

น่ากังวลแค่ไหน

ที่ออสเตรเลียกำลังกังวลกับ Fleeting Contact โดย จีนเน็ตต์ ยัง หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขของรัฐควีนส์แลนด์เอ่ยถึงสายพันธุ์เดลตาว่า ออสเตรเลียกำลังเจอกับ Fleeting Contact ที่นำมาสู่การแพร่เชื้อ และเคยบอกอีกว่าในช่วงเริ่มแรกของการระบาด การสัมผัสใกล้ชิดกัน 15 นาทีก็มีความเสี่ยง แต่ตอนนี้แม้ใกล้กันเพียง 5-10 วินาทีก็เสี่ยงแล้ว  ความเสี่ยงตอนนี้สูงกว่าเมื่อปีก่อนมาก

ส่วน ลารา เฮอร์เรโร นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยกริฟฟิธของออสเตรเลียเผยว่า เคสที่ห้างเวสต์ฟิลด์ บอนดิ จังชัน ไวรัสน่าจะหลงเหลืออยู่ในอากาศนานพอที่จะมีคนโชคร้าย โชคร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ หายใจเอาไวรัสเข้าไปและติดเชื้อ แต่ข้อมูลจนถึงขณะนี้ชี้ว่าหากเป็นเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมจากเมืองอู่ฮั่นของจีนจะไม่แพร่เชื้อเร็วเช่นนี้ และสายพันธุ์อัลฟาจะมีโอกาสน้อยกว่านี้ แต่สายพันธุ์เดลตาเป็นสายพันธุ์ที่แพร่กระจายได้เร็วที่สุด

แนนซี แบ็กซ์เตอร์ หัวหน้าคณะประชากรและสุขภาพระดับโลกของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นเผยว่า Fleeting Contact เป็นคำอธิบายที่ตรงตัวซึ่งเน้นย้ำธรรมชาติของการแพร่กระจายผ่านอากาศของไวรัส “การแพร่กระจายเป็นไปได้มากขึ้นหากคุณใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ แต่ก็มีโอกาสที่อนุภาคไวรัสจะอยู่ในอากาศ และมีคนที่ผ่านมาหายใจเข้าไป”

อนามัยโลกยังไม่ชัวร์

องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่า Covid-19 สามารถแพร่เชื้อได้ภายใน 5 วินาทีตามที่ออสเตรเลียบอก

ไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการโครงการฉุกเฉินของ WHO เผยระหว่างการประชุมวิดีโอทางไกลในเมืองเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์ว่า แนวคิดนี้เป็นไปได้ในทางวิทยาศาสตร์ เนื่อจากไวรัสจะกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ จนแข็งแรงกว่าเดิมเพื่อขึ้นมาแทนสายพันธุ์ดั้งเดิม

ไรอันบอกอีกว่า ปริมาณไวรัสที่สามารถทำให้ติดเชื้อได้อาจเกิดการเปลี่ยนแปลง พูดอีกอย่างคือ เชื้อไวรัสอาจมีประสิทธิภาพทำให้เซลล์ติดเชื้อมากขึ้นและการติดเชื้ออาจใช้ปริมาณไวรัสน้อยลง “คุณต้องปนเปื้อนหรือสูดดมไวรัสมากแค่ไหนก่อนที่คุณจะได้รับไวรัสปริมาณที่ทำให้ติดเชื้อ? แม้แต่ในสายพันธุ์ก่อนหน่านี้เรายังไม่รู้เลย และสายพันธุ์ใหม่นี้ รวมทั้งสายพันธุ์เดลตาเราก็ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้” 

กังวลได้แต่ต้องไม่ตระหนก   

ฮัสซัน วาลลี ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยลาโทรบของออสเตรเลียเผยว่า แม้สายพันธุ์เดลตาจะติดต่อง่าย แต่การแพร่เชื้อแบบ Fleeting Contact ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมเช่นกัน เพราะยิ่งสัมผัสใกล้ชิดนานเท่าไรก็ยิ่งมีโอกาสที่จะแพร่เชื้อ โดยสรุปว่าหลักทั่วไปก็คือหากไวรัสติดต่อได้ง่ายขึ้น ความเป็นไปได้เหล่านั้นก็เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี วาลลีชี้ว่าแม้ไวรัสจะแพร่กระจายได้มากขึ้น แต่มันยังมีพฤติกรรมเดียวกับเชื้อสายพันธ์ดั้งเดิม (แต่อาจดื้อกับวัคซีนมากกว่าสายพันธุ์อัลฟา) ดังนั้นวิธีที่เคยใช้ได้ผลกับสายพันธุ์ดั้งเดิมทั้งหมดก็ยังคงใช้ได้กับสายพันธุ์เดลตา

Photo by William WEST / AFP

How to เตรียมผิวให้พร้อมก่อนเปิดกล้องประชุมออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656636

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 10:10 น.

How to เตรียมผิวให้พร้อมก่อนเปิดกล้องประชุมออนไลน์Work From Home แบบไม่โทรม!! แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะวิธีเตรียมผิวสวยให้พร้อมก่อนการประชุมทางออนไลน์ (VDO Conference)

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน ทำให้หลายบริษัทได้ปรับเปลี่ยนวิธีมาเป็นการทำงานที่บ้าน (Work from home) แน่นอนว่าต้องมีการประชุมทางออนไลน์แบบเปิดกล้อง (VDO Conference) กันอยู่บ่อยๆ แต่เมื่อไม่ต้องเดินทางออกไปไหน ไม่ต้องพบเจอใคร หลายคนอาจละเลยเรื่องการดูแลเสื้อผ้า หน้า ทรงผม ทำให้ไม่พร้อมสำหรับการเปิดกล้องเพื่อประชุมออนไลน์ เพราะไม่อยากโชว์หน้าสด หน้าโทรม หน้าไม่พร้อม 

แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ธัญ (THANN) คำถึงความกังวลดังกล่าวจึงได้เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงามมาแนะวิธีเตรียมผิวสวยให้พร้อมก่อนการประชุมทางออนไลน์ (VDO Conference) กับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในกลุ่มชิโซะ (Shiso) พร้อมชวนเซเลบริตี้สาวสวยมาเผยเคล็ดลับการดูแลสุขภาพผิวหน้าให้พร้อมสำหรับทุกสถานการณ์

แพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านด้านผิวหนังและความงาม แนะวิธีเตรียมผิวสวยให้พร้อมก่อนการประชุมทางออนไลน์ว่า “การดูสุขภาพร่างกายและผิวพรรณเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่าในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ทำให้หลายคนต้องทำงานที่บ้าน (Work from home) เมื่อไม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ไม่ต้องพบเจอใคร ก็อาจละเลยหรือไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการดูแลผิวได้เท่าที่ควร ผิวจึงเกิดความเสื่อมโทรม ดูไม่สดใส สาเหตุอาจเกิดได้หลายปัจจัย เช่น

  • การไม่ทาครีมบำรุงผิว รวมถึงการอยู่ในห้องปรับอากาศตลอดเวลา ก็ทำให้ผิวแห้งกร้าน เกิดผด เกิดสิว
  • การไม่ทาครีมกันแดด เพราะคิดว่าอยู่แต่ในบ้านไม่ได้ออกไปไหน แต่ที่จริงแล้วรังสียูวีเอ (UVA) ก็สามารถสะท้อนทะลุกระจกเข้ามากระทบผิวเราได้ นอกจากนั้นยังมีแสงจากหลอดไฟในบ้าน หน้าจอมือถือ และแสงจากคอมพิวเตอร์ ที่สามารถทำให้ผิวเสื่อมได้ในระยะยาว
  • การไม่ทำความสะอาดผิว หรือทำความสะอาดผิวไม่หมดจด เพราะคิดว่าไม่ได้แต่งหน้า แต่ครีมกันแดดที่เราทาผิวไปนั้นหากล้างด้วยน้ำธรรมดาจะล้างออกได้ไม่หมด เมื่อล้างออกไม่หมดเกิดการสะสมทำให้ผิวเกิดการอุดตันได้
  • ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การรับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ก็ล้วนส่งผลทำให้เกิดปัญหาผิวเสื่อมโทรมได้เช่นกัน

แน่นอนว่าการเวิร์คฟอร์มโฮมนั้นต้องมีการประชุมทางออนไลน์แบบเปิดกล้องกันอยู่เกือบจะทั้งวัน ทำให้หลายคนเริ่มเกิดความกังวลเกี่ยวกับปัญหาผิวต่างๆ เราจึงควรแบ่งเวลาอย่างเหมาะสมเพื่อดูแลตัวเอง เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการบำรุงผิวที่มีความโดดเด่นในการมอบความชุ่มชื้น ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวจากความแห้งกร้านและความเสื่อมสภาพของผิว เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมถึงไม่ละเลยขั้นตอนการทำความสะอาดและดูแลผิว เช่น

  • การล้างทำความสะอาดผิวหน้าด้วยเฟซวอช วันละสองครั้งก็เพียงพอ ไม่บ่อยจนเกินไป ผิวจะได้ไม่เกิดการระคายเคือง
  • การใช้โทนเนอร์ทุกครั้งหลังการล้างหน้า โดยเช็ดไปตามแนวรูขุมขนบนใบหน้า จากหน้าผากไปทางด้านข้างขมับ บริเวณใต้ตาเช็ดลงไปที่บริเวณกรอบหน้า โดยจะทำให้ผิวสะอาดและพร้อมรับการบำรุงในขั้นตอนต่อไป
  • การเลือกครีมบำรุงให้เหมาะกับสภาพผิว ถ้าหากผิวมันก็ควรที่จะเลือกครีมที่มีเนื้อบางเบา หากมีผิวแห้งก็เลือกเนื้อครีมที่มีความเข้มข้น เน้นให้ความชุ่มชื้นเพื่อเติมน้ำให้กับผิว การเลือกครีมบำรุงที่เหมาะกับสภาพผิวก็จะช่วยให้ผิวเราได้รับการบำรุงอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญไม่ลืมทาครีมกันแดดทุกวันเพื่อป้องกันรังสียูวีเอที่อาจจะทะลุส่องมาถึงผิวเราได้
  • ผ่อนคลายผิวอาทิตย์ละครั้งด้วยมาส์กเพื่อฟื้นฟูผิวให้สว่างสดใสยิ่งขึ้น หรือในระหว่างวันหากผิวดูอ่อนล้า ก็สามารถใช้สเปรย์น้ำแร่ฉีดเติมความชุ่มชื่นให้ผิวได้

ด้านเซเลบริตี้เผยเคล็ดลับการดูแลสุขภาพผิวให้สดใสแข็งแรงตามแบบฉบับตนเอง เริ่มที่ ปรมา ไรว่า เผยว่า “ช่วงนี้ต้องเวิร์คฟอร์มโฮม ไม่ได้ออกไปไหนเลย ทำให้ต้องอยู่ในบรรยากาศเดิมๆ เกือบทั้งวัน ก็อาจจะมีอารมณ์เบื่อบ้าง รู้สึกไม่ค่อยสดชื่นบ้าง แต่เราก็ต้องปรับตัวเพราะเป็นสถานการณ์ที่เลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะต้องทำงานที่บ้านแต่เราก็ยังต้องเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ นอกจากความพร้อมเรื่องงานแล้วการดูแลสุขภาพและผิวพรรณก็ต้องพร้อมด้วย ซึ่งเราให้ความสำคัญกับการทำความสะอาดผิวหน้า โดยจะพิถีพิถันกับขั้นตอนนี้เป็นพิเศษ เริ่มจากล้างหน้าด้วย เพียวริฟายอิ้ง เฟซ วอช เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและคิ วามมันส่วนเกิน แล้วตามด้วยแอสตริเจนต์ โทนเนอร์ เพื่อกระชับรูขุมขน และบำรุงผิวด้วยไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น เพื่อคืนความชุ่มชื้นสู่ผิว เพราะเมื่อผิวมีสุขภาพดีจะทำให้เรามั่นใจและพร้อมทำงานในทุกๆ วัน”

ถัดมาที่ พรรษพร ลี้อิสสระนุกูล เล่าวว่า “ช่วงนี้ก็เริ่มชินกับการเวิร์คฟอร์มโฮมแล้ว การที่เราไม่ต้องเข้าออฟฟิศก็ทำให้เราประหยัดเวลาในการเดินทาง สามารถแบ่งเวลาให้กับงานต่างๆ ได้ดีขึ้น รวมถึงมีเวลาเหลือที่จะไปออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพและผิวพรรณมากขึ้นด้วย สำหรับวันที่ไม่มีประชุมหรือถ่ายงาน เราก็จะไม่แต่งหน้าเลยเพื่อปล่อยผิวให้ได้พัก โดยเราจะใช้ด้วยไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น เป็นโอเวอร์ไนท์มาส์กสำหรับฟื้นฟูสภาพผิวระหว่างที่เรานอนหลับ และหากวันไหนที่ต้องประชุมทางออนไลน์เราก็จะใช้รีไวทอลไลซิ่ง เฟซ มาส์ก เพื่อฟื้นฟูผิวให้กระจ่างใสให้พร้อมก่อนการประชุมแค่ใช้เวลาเพียง 15 นาที”

ปิดท้ายที่ ธัญรดี พลาฤทธิ์ เผยว่า “สถานการณ์โควิดแบบนี้แน่นอนว่าเราก็ต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานพอสมควร โดยหันมาเน้นการทำงานออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้งานดำเนินได้อย่างรวดเร็วไม่มีติดขัด และด้วยความที่ต้องทำงานร่วมกับทีมผู้บริหาร พันธมิตรคู่ค้า รวมถึงลูกค้า ก็จะมีการนัดประชุมทางออนไลน์กันเป็นประจำเพื่ออัพเดตงานและสถานการณ์ต่างๆ  โดยในวันที่ต้องประชุมทางออนไลน์ เราเองก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม แต่งตัวให้เรียบร้อย ถึงแม้จะไม่ได้ออกไปพบเจอใคร แต่เราก็ชอบแต่งหน้าทุกวันเพื่อให้ดูสวยงาม แต่เราก็ไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการล้างทำความสะอาดผิวหน้า เพื่อชำระเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกด้วย เพียวริฟายอิ้ง เฟซ วอช และเช็ดตามด้วย แอสตริเจนต์ โทนเนอร์ เพื่อปรับสภาพผิวและกระชับรูขุมขน พร้อมบำรุงผิวด้วย ไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น เพื่อเต็มเติมความชุ่มชื้นสู่ผิว”

เปิดโผคนไทยคุยอะไรในทวิตเตอร์?! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656692

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 09:55 น.

เปิดโผคนไทยคุยอะไรในทวิตเตอร์?!ทวิตเตอร์เผย 4 วัฒนธรรมการพูดคุยทรงพลังของชาวทวิตภพ

ทวิตเตอร์เป็นพื้นที่ที่ผู้คนเข้ามาพูดคุยและคอนเน็คกัน ทำให้เกิดชุมชนต่างๆ และผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมในบทสนทนาอย่างต่อเนื่อง คนไทยเข้ามาบนทวิตเตอร์เพื่ออัปเดตว่ามีอะไรที่กำลังเกิดขึ้น #WhatsHappening ตลอดจนเข้าร่วมบทสนทนาในหัวข้อที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นวงการบันเทิง กีฬา รายการทีวี ภาพยนตร์ ความงาม หรือสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้คนจะเข้ามาค้นหาและแชร์เรื่องราวที่เป็นข้อมูลอัปเดตล่าสุดของหัวข้อเรื่องนั้นๆ ตลอดจนเรื่องราวอีกมากมายที่เกิดขึ้นบนทวิตเตอร์

บทสนทนา ถือเป็นหัวใจของทวิตเตอร์ จะเห็นได้ว่าเพียงทวีตเดียวสามารถสร้างอิมแพ็คไปในวงกว้าง ทวิตเตอร์จึงได้ทำการวิจัยเพื่อศึกษาลงลึกในกว่า 64,000 ทวีตบนทวิตเตอร์ประเทศไทย เพื่อค้นหาพลังของทวีตและชาวทวิตภพมีวิธีกำหนดวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองได้อย่างไรผ่านชุมชนและบทสนทนา

นายมาร์ติน ยูเรน หัวหน้าแผนกงานวิจัย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและระดับโลกของทวิตเตอร์ เปิดเผยว่า “เป้าหมายของทวิตเตอร์ตั้งแต่แรกเริ่มคือการได้ทราบถึงมุมมองที่ถูกต้องแม่นยำในบทสนทนาของคนไทยบนทวิตเตอร์ บางครั้งบางบทสนทนาก็สามารถส่งเสียงได้ดังกว่าบทสนทนาอื่นๆ ซึ่งสิ่งที่เราค้นพบคือ บทสนทนาของคนไทยมีความหลากหลายและมีชีวิตชีวา ผลจากงานวิจัยของทวิตเตอร์แสดงให้เห็นว่า หัวข้อในการสนทนามีการทับซ้อนกันอย่างน่าสนใจจนทำให้เกิดเป็นธีมทางวัฒนธรรมหลัก 4 รูปแบบ ซึ่งการค้นพบของเราในครั้งนี้จะช่วยให้คนไทยมีความเข้าใจชุมชนที่หลากหลายบนทวิตเตอร์ได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกให้กับแบรนด์ไทยและต่างชาติได้ทราบถึงหัวข้อและธีมของการสนทนาอันเป็นเอกลักษณ์บนทวิตเตอร์ในประเทศไทย”

การวิจัยนี้พบวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของการพูดคุยบนทวิตเตอร์ประเทศไทย 4 รูปแบบ ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อบทสนทนาที่มีความชัดเจน 11 หัวข้อ แสดงให้เห็นว่า การแสดงออกของชาวทวิตภพสะท้อนถึงวัฒนธรรมไทยในขณะเดียวกันสะท้อนความชอบและความสนใจต่างๆ ในบทสนทนาอย่างหลากหลายและกระจายในวงกว้างมากซึ่งนับเป็นเอกลักษณ์ของผู้คนบนทวิตเตอร์ในประเทศไทย

1. บันทึกส่วนตัว – การพูดคุยในชีวิตประจำวัน, ความรักและความสัมพันธ์ และการสะท้อนมุมมองความคิด

ธีมวัฒนธรรมการพูดคุยนี้นับได้ว่ามีพื้นที่บนทวิตเตอร์มากที่สุดโดยมีสัดส่วนถึง 45% ของปริมาณบทสนทนาทั้งหมดบนทวิตเตอร์ประเทศไทย และเป็นหัวข้อที่ผู้คนเข้ามาร่วมพูดคุยในชีวิตประจำวัน โดยมีการแชร์เรื่องราว

เกี่ยวกับกิจวัตรการเดินทาง และสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของตัวเอง นอกจากนี้ทวิตเตอร์ยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการที่ผู้คนบอกเล่าเรื่องจริงจากใจและทวีตเรื่องราวเกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์ ทั้งในเรื่องของข้อบกพร่องของตัวเอง ความปรารถนาต่างๆ และการมีช่วงเวลาที่ดีกับคนสำคัญของพวกเขา

ชาวทวิตภพมักจะแชร์ปัญหาที่พบเจอในแต่ละวัน ซึ่งเป็นการสะท้อนมุมมองความคิดต่างๆ ซึ่งเรื่องราวที่เอามาแชร์อาจจะเป็นแค่เรื่องของการปวดเมื่อยร่างกายเล็กๆ น้อยๆ เช่น อาการปวดหัวหรืออาการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า จนถึง การชอบแสดงความคิดเห็นในเรื่องของสภาพอากาศ โดยเฉพาะอากาศที่ร้อนจนแทบทนไม่ไหวและอยากให้ฤดูฝนมาถึงไวๆ

2. “เชื่อมต่อกับคนคอเดียวกัน” ต้องมาที่ทวิตเตอร์ – เหตุการณ์ปัจจุบัน, แพสชั่น และตลาดนัดออนไลน์

ทวิตเตอร์ได้กลายเป็นส่วนที่มีความสำคัญต่อชีวิตของคนไทย จากงานวิจัยพบว่า การเชื่อมต่อกับคนคอเดียวกัน มีสัดส่วน 35% ของปริมาณบทสนทนาทั้งหมดบนทวิตเตอร์ประเทศไทย คนไทยได้ใช้ทวิตเตอร์อย่างกระตือรือร้นเพื่อให้มีการเชื่อมต่อกับชุมชนของเขาอยู่ตลอดเวลา รวมถึงเพื่อเป็นการอัปเดต #WhatsHappening ในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คนไทยมักจะทวีตเกี่ยวกับหลากหลายเหตุการปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เรื่องโควิด-19 สกุลเงินคริปโต ไปจนถึงการเมืองในประเทศและในแถบภูมิภาคนี้

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดนตรี กีฬา อาหาร หรือการช้อปปิ้ง ชาวทวิตภพมักจะแชร์แพสชั่นที่มีต่อหัวข้อเรื่องดังกล่าวบน ทวิตเตอร์ หรือเรื่องของความงาม อาหาร ร้านอาหาร และเทรนด์แฟชั่นล่าสุด คนไทยมีความกระตือรือร้นที่จะรีวิวสินค้าที่พวกเขาซื้อมาหรือสถานที่ที่ได้ไปมา สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจ ทวิตเตอร์คือสถานที่ในการขายสินค้าได้เป็นอย่างดี อาทิ อาหารพวกโฮมคุ้กกิ้ง ขนมหวาน เสื้อผ้า สินค้าจากบรรดาแฟนด้อมและงานฝีมือ คนไทยสามารถทำให้ทวิตเตอร์ กลายเป็นตลาดนัดออนไลน์ ที่พวกเขาสามารถทำได้ทั้งนำเสนอสินค้าและแสดงความคิดสร้างสรรค์บนทวิตเตอร์

3. สิ่งสวยงามที่ดีต่อใจ – แกลอรี่ศิลปะ, คนดังและแฟนด้อม, และความหวังและความฝัน

บทสนทนารูปแบบนี้มีสัดส่วน 16% ของปริมาณบทสนทนาทั้งหมดบนทวิตเตอร์ประเทศไทย ชาวทวิตภพจะทวีตข้อความเกี่ยวกับความสนใจที่มีร่วมกัน ซึ่งสามารถสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ใช้งานคนอื่นๆ ด้วย การทำ แกลอรี่ศิลปะ เหมือนเวลาที่ทำอัลบั้มรูปภาพหรือการทำหนังสือ scrapbook เพราะคนที่ใช้ทวิตเตอร์ชอบแชร์ สถานที่สวยๆ หรือสิ่งของที่สวยงามในชีวิตประจำวัน เช่น ภาพคาเฟ่ บ้านสวยๆ วิวธรรมชาติ ชายหาดสวยๆ และอื่นๆ คนดังและแฟนด้อม เป็นอีกหนึ่งหัวข้อของบทสนทนายอดนิยม ซึ่งเป็นการสนทนาที่สนุกสนานและมีสีสันเป็นอย่างมาก การทวีตถึงศิลปิน K-Pop โดยเฉพาะศิลปินชาวไทยอย่างแบบแบม (@BamBam1A) และ #Lisa จากวงแบล็กพิงค์ (@BLACKPINK) จนถึงศิลปินในประเทศอย่างเป๊ก ผลิตโชค(@peckpalit), วง 4EVE (@4eveOfficial) และเรียกได้ว่าคนไทยเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเซเล็บดาราไทย

แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จะยังคงอยู่และสร้างความยากลำบากให้กับหลายๆ คน ทวิตเตอร์ยังเห็นว่าคนไทยมีความหวังและความฝัน เห็นได้จากธีมหลักของบทสนทนาที่ผู้ใช้งานจะทวีตถึงความหลังในอดีตถึงทริปที่เคยไปเที่ยวและการเข้าไปมีส่วนร่วมในการเข้าไปเม้นต์ถามคนอื่นๆ ว่า “หลังหมดโควิดแล้ววางแผนจะไปเที่ยวที่ไหน”

4.การส่งพลังบวกให้ตัวเองและคนรอบข้าง – การเฉลิมฉลอง และ พลังบันดาลใจ

การส่งพลังบวกให้ตัวเองและคนรอบข้างคิดเป็นสัดส่วน 4% ของบทสนทนาทั้งหมด โดยใจความของบทสนทนาในธีมนี้มุ่งสร้างแรงจูงใจและแรงบันดาลใจในการแสดงด้านที่ดีที่สุดของตัวเองออกมา ในอีกด้านทวิตเตอร์ก็เปรียบเสมือนเป็นพื้นที่ของการเฉลิมฉลอง ชาวทวิตภพมีความภูมิใจในการแบ่งปันความสุขและเฉลิมฉลองในทุกเหตุการณ์ อาทิ งานฉลองสำเร็จการศึกษา การได้เกรดดีๆ วันเกิด หรือ การฉลองครบรอบ ฯลฯ

คนไทยนั้นต่างมีน้ำใจโอบอ้อมอารีในการทำให้อีกฝ่ายมีความรู้สึกที่ดีขึ้น ในแบบของ พลังบันดาลใจ ทวิตเตอร์จึงเปรียบเสมือนเครือข่ายในการช่วยเหลือสนับสนุนกัน ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทวีตข้อความทั่วๆ ไปที่เป็นการส่งพลังบวกให้กับทุกคนในชุมชนโดยรวม ไม่ได้เป็นการระบุเจาะจงถึงบุคคลใดแต่เป็นการให้กำลังใจกับคนอื่นๆ ที่ต้องการทำลังใจอาจเลื่อนทวีตผ่านมาเห็น

มากดติดตาม @TwitterThailand เพื่ออัปเดตกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนทวิตเตอร์ประเทศไทยกันได้เลย!

9 เทรนด์ใหม่มาแรง จัดงานแต่งงานยุคโควิดยังไงให้ปัง…ไม่พังแน่! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656606

วันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 10:10 น.

9 เทรนด์ใหม่มาแรง จัดงานแต่งงานยุคโควิดยังไงให้ปัง...ไม่พังแน่!ในช่วงที่ผ่านมา ว่าที่บ่าวสาวอย่างคุณอาจกำลังใช้เวลากับการเลือกแบบแหวนแต่งงานอยู่ที่บ้าน ซึ่งหลังจากที่เหตุการณ์โควิด-19 กลับมาระบาดระลอกใหม่ เป็นช่วงที่เราได้ยินกันว่าการจัดงานแต่งงานของคู่บ่าวสาวหลายคู่ ต้องปรับเปลี่ยนไปจากแบบแผนเดิมที่เคยมีมา บางคู่ละเว้นประเพณีและลำดับพิธีแต่งงานบางส่วนออกไป บางคู่เสาะหาไอเดียการจัดงานแต่งงานแบบใหม่ ๆ

ครั้งนี้เรามี 9 เทรนด์การจัดงานแต่งงานในยุคโควิด ไอเดียสุดปังมาฝากคู่บ่าวสาว โดยคุณวิธ สุดใจอำพัน จากร้านเพชร Above Diamond เพื่อให้ทุกท่านดื่มด่ำกับบรรยากาศการเฉลิมฉลอง ได้จัดงานแต่งงานอย่างเหมาะสมลงตัว ได้มีโมเมนท์สวมแหวนแต่งงาน และที่สำคัญได้มีความสุขไปกับทุกคนในครอบครัว เหมาะสมที่สุดกับยุคโควิดช่วงนี้ มาดูกันเลย!

9 เทรนด์จัดงานแต่งงานสุดปังยุคโควิด

1. จัดงานแต่งงานเล็ก ๆ แบบไมโครเวดดิ้ง

การจัดงานแต่งงานแบบเล็ก ๆ หรือ “ไมโครเวดดิ้ง” (Micro Wedding) คือ งานแต่งที่มีจำนวนแขกไม่มากไม่น้อยประมาณ 40-50 คน กำลังเหมาะสม เป็นเทรนด์การจัดงานแต่งในยุคโควิดที่กำลังฮิตที่สุด เพราะมีการปรับขนาดงานแต่งให้เล็กลงมา โดยเชิญเฉพาะแขกคนสนิทที่เป็นเหมือนคนในครอบครัวจริง ๆ เท่านั้น … คุณยังสามารถมีงานเลี้ยงฉลอง มีพิธีแต่งงาน และ แลกแหวนแต่งงานได้ตามปกติ เพียงแค่จัดในขนาดงานที่เล็กลงมาเท่านั้น เป็นตัวเลือกที่เรามักเห็นคู่บ่าวสาวส่วนใหญ่เลือกทำกัน เหมาะสำหรับคนที่วางแผนแต่งงานในยุคโควิดที่สุด และยังสามารถช่วยคุณจัดงานแต่งงานแบบประหยัดได้อีกด้วย!

2. DIY จัดงานหมั้นเล็ก ๆ จัดงานแต่งแบบเรียบง่าย เน้นพิธีสู่ขอ และสวมแหวนแต่งงาน

พูดถึงการจัดงานแต่งงาน คุณคิดว่าสิ่งไหนที่คุณอยากให้มีในงานแต่งของคุณมากที่สุด? พิธีไหนที่ตัดออกไปไม่ได้? ในยุคโควิดนี้ เป็นช่วงเวลาที่คุณสามารถ DIY ลำดับพิธีงานแต่งงานของคุณในแบบที่คุณต้องการได้มากที่สุดแล้ว จินตนาการถึงโมเมนท์ที่คุณอยากให้มีในงานแต่งของคุณ คู่บ่าวสาวส่วนใหญ่เลือกจัดงานแต่งงานเล็ก ๆ เพียงแค่มีงานหมั้น พิธีแต่งงานทางศาสนาหรือตามประเพณีความเชื่อที่บ้าน บางบ้านเน้นแค่พอมีพิธีสู่ขอ และ แลกแหวนแต่งงาน แหวนเพชร แหวนทอง มอบสินสอด จดทะเบียนสมรส และเลี้ยงฉลองทานข้าวในบรรยากาศครอบครัว เพื่อให้งานแต่งงานรวบรัดที่สุด โดยเน้นความสุขไปที่การได้มีครอบครัวใหม่สร้างขึ้นและมีญาติ ๆ คนรู้จักมาร่วมแสดงความยินดี ก็ถือว่าครบ ลงตัวที่สุด

3. จัดงานแต่งงานกลางแจ้ง เน้นอากาศปลอดโปร่ง พื้นที่ถ่ายเทเพียงพอ

หนึ่งในคีย์เวิร์ดสำคัญ สำหรับการจัดงานแต่งงานในยุคโควิด หนีไม่พ้น “การเว้นระยะห่าง” ซึ่งตีโจทย์ออกมา แปลว่าสิ่งที่คู่บ่าวสาวต้องการก็คือ “การจัดงานแต่งงานกลางแจ้ง” เพื่อให้อากาศถ่ายเท คู่บ่าวสาวจะได้เฉลิมฉลองการแต่งงานในสวน หรือ Outdoor ที่ช่วยตัดความกังวลเรื่องการแพร่เชื้อในห้องแคบออกไป พร้อมกับได้ภาพแต่งงานสวย ๆ สวมแหวนแต่งงานท่ามกลางบรรยากาศหุบเขา หรือ แต่งงานในสวนสไตล์อังกฤษ แบบอบอุ่น เป็นกันเอง ซึ่งธีมงานหรือรูปแบบงานจะออกมาเป็นแบบใดก็ไม่มีปัญหา เน้นปลอดภัยไว้ก่อน และแต่ง Backdrop บรรยากาศสวย ๆ ตามใจคู่บ่าวสาวชอบ ไม่ต้องซ้ำใคร

4.ระบุที่นั่งอย่างชัดเจน และจัด Pod Seating

นอกจากจะเน้นเรื่องการเว้นระยะห่างในงานแต่งงาน และจัดงานแต่งงานกลางแจ้งแล้ว ในยุคโควิดนี้ คู่บ่าวสาวยังฮิตที่จะจัดโต๊ะที่นั่งแบบ Pod Seating หรือ อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คือ เป็นโต๊ะทานข้าวสำหรับ 2 ท่าน อาจเป็นโต๊ะกลมหรือโต๊ะเหลี่ยม คลุมผ้าขาวและตกแต่งให้เข้ากับบรรยากาศงานแต่งงาน แต่เป็นการจัดที่นั่งให้นั่งได้ไม่เกินโต๊ะละ 2 ท่าน … เพราะโดยปกติในงานแต่งงาน แขกมักมากันเป็นคู่ จำนวน 2 ท่านอยู่แล้ว ซึ่งเราจะได้เห็นการตกแต่งงานแต่งงานแบบเก๋ ๆ ที่เป็นโต๊ะแยกเล็ก ๆ สำหรับ 2 ท่าน สวย น่ารัก กำลังดี

5. จ้าง Formal Dinner Service หรือ Fine Dining มาฉลองที่บ้าน

ไม่ว่าจะเป็นสวนหลังบ้าน หรือ ภายในบ้าน คุณก็สามารถจัดงานแต่งงาน เลี้ยงฉลองได้เต็มที่ไปด้วยเทรนด์การจ้าง Catering หรือ ร้านอาหารชื่อดัง ให้เชฟมาทำอาหารในทานในงานเลี้ยงที่บ้านแบบ Fine Dining หรือ จะจ้าง Catering เป็นคอร์ส หรือ เป็นบุฟเฟ่ต์ก็ได้ คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ฉลองพิธีแต่งงานและทานอาหารดีดีพร้อมหน้าพร้อมตาไปกับคนที่คุณรู้ใจมากไปกว่านี้แล้วว่าไหม?

6. Live Stream Wedding

แม้ว่าเพื่อน ๆ หรือ ญาติผู้สูงอายุที่อยู่ต่างจังหวัด หรือเพื่อนร่วมงานอาจจะมาร่วมกับคุณในช่วงเวลาที่คุณจะสวมแหวน แลกแหวนแต่งงาน ไม่ได้ แต่คุณก็ยังสามารถ Live Streaming ให้คนที่คุณรักชมภาพบรรยากาศสด ๆ ในการสวมแหวน พิธีหมั้น พิธีมอบสินสอด และ โมเมนท์น่ารัก ๆ ความสนุกต่าง ๆ ในงานแต่งงานของคุณได้ เป็นการแบ่งปันบรรยากาศถ่ายทอดสด และคุณยังสามารถให้เพื่อน ๆ ที่คุณรักร่วมแสดงความคิดเห็น เชียร์เจ้าบ่าวตอนเล่นเกมกั้นประตู ผ่าน Live Streaming ได้อีกด้วย

7. บอกลาพิธีแต่งงานแบบดั้งเดิม

ในยุคโควิด คู่บ่าวสาวหลายคู่เลือกที่จะตัดลำดับพิธีงานแต่งงานแบบดั้งเดิมบางข้อออกไป เช่น การเชิญประธานขึ้นอวยพรคู่บ่าวสาว, ตัดเค้กแต่งงาน, งานเลี้ยงแต่งงาน, After Party หรือแม้แต่พิธีแต่งงานทางศาสนา เพื่อให้เหมาะกับข้อจำกัดในช่วงโควิด … เรามักเห็นหรือจะได้เห็นว่าคู่บ่าวสาวบางคู่เลือกที่จะตัดสิ่งที่ทำไม่ได้หรือไม่สมควรทำออกแล้ว แล้วโฟกัสไปที่การจัดงานแต่งงานสไตล์ที่พวกเขาชอบ และเป็นตัวของพวกเขาอย่างแท้จริงแทน เราอาจจะไม่ได้เห็นพิธีแต่งงานแบบให้เจ้าสาว Walk Down เข้าสู่งาน, ไม่มีซุ้มกระบี่, ไม่มีเพื่อนเจ้าสาวโปรยดอกไม้

8.อาหารกลายเป็นไฮไลท์หลักของงานแต่งงาน

เราจะเห็นว่าคู่บ่าวสาวอาจให้ความสำคัญกับประสบการณ์การทานอาหารอร่อย ๆ ในงานแต่งงาน มากกว่าการทานอาหารแบบรวดเร็ว ลดการใส่ใจพรีเซนเทชั่นงานแต่ง การพูดบนเวที การเปิดฟลอร์เต้นรำ หรือ After Party แบบก่อนยุคโควิด … คู่บ่าวสาวหลายคู่เลือกที่จะให้ความสำคัญไปที่อาหารของแขกมากกว่า โดยให้งานแต่งงานนี้เปรียบเสมือนกับการเชิญแขกคนสำคัญมาทานอาหารดีดี ในบรรยากาศอันงดงามหรืออบอุ่นแบบงานแต่งงาน ชูโรงด้วยการจ้างเชฟร้านดัง หรือ โรงแรมดัง มาเนรมิตรประสบการณ์พิเศษ ทำให้งานแต่งงานของคุณดูเซ็กซี่ ซู่ซ่า รับรองว่าใครเห็นก็พูดต่อกันเป็น Talk of the Town … โควิดทั้งที แต่งานแต่งนี้ไม่กร่อยนะจ้ะ

9.จัดงานแต่งงานอย่างประหยัด ทุ่มงบไปกับสิ่งที่คุณให้คุณค่า

และด้วยเทรนด์ฮิต การจัดงานแต่งงานยุคโควิด ที่เราได้บอกคุณไปก่อนแล้ว 8 ข้อด้านบนนี้ ที่คุณจะเห็นได้ว่า เทรนด์ที่กำลังมาคือการตัดสิ่งที่ไม่สำคัญหรือสำคัญน้อยกว่าออกไปด้วยเหตุผลความจำเป็นบางประการ คุณจะเห็นได้ว่าคุณมีโอกาสมากมายที่จะได้จัดงานแต่งงานในแบบที่คุณอยากได้ การจัดงานเลี้ยงฉลองแต่งงานอาจเป็นอีเวนท์เดียว วันเดียว เดี๋ยวเดียวก็จบ … คู่บ่าวสาวบางคู่จึงสามารถตัดงบบางส่วนที่ไม่จำเป็นออก และสามารถเพิ่มงบมากขึ้นไปที่ “แหวนแต่งงาน” ให้คนที่คุณรัก โดยอาจวางแผนเก็บแหวนวงนี้เป็นมรดกให้กับลูกสาวหรือลูกชายในอนาคต หรือเก็บไว้เป็นของขวัญให้คนรักของคุณได้จดจำ เมื่อเราทำทุกอย่างเหมาะสมเพียงพอแล้ว จะมีอะไรดีไปกว่าได้เซฟงบ แล้วมีเงินเหลือ เพิ่มแหวนคู่ หรือ แหวนแต่งงาน ลงทุนกับราคาเพชร อีกสักนิดอีกสักหน่อยให้เต็มกะรัต ให้คู่ควรกับความรักที่คุณตั้งใจมอบให้เจ้าสาวที่รักของคุณ

เป็นอย่างไรบ้างสำหรับ 9 เทรนด์การจัดงานแต่งงาน มาแรง สุดปัง ในยุคโควิดนี้ หวังว่าคู่บ่าวสาวจะได้ไอเดียดีดีในการจัดงานแต่งงานยุคโควิดนี้ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับงานแต่งงานของคุณ และขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับคุณด้วย

ศักยภาพถดถอย เพราะเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656604

วันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 09:40 น.

ศักยภาพถดถอย เพราะเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิดโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

สาวโสดคนหนึ่ง ทำงานหนัก หาเงินเพื่อเลี้ยงตนเอง ช่วงหยุดยาวจึงอยากไปขับรถเล่น พักผ่อนอยู่กับธรรมชาติตามป่าเขา เธอชวนเพื่อนสนิทคนหนึ่งไปด้วย แต่เพื่อนเธอไม่ว่างและขับรถไม่เป็น เพื่อนเธอจึงปฏิเสธ แต่เธอพยายามรบเร้าอยู่หลายครั้งจนเพื่อนใจอ่อน โดยชวนแฟนของเพื่อนไปด้วย ช่วยขับรถระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุ เธอไม่เป็นอะไร เพื่อนเธอบาดเจ็บสาหัส แฟนเพื่อนเสียชีวิต เธอเสียใจมากและโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุ หากว่าไม่ชวนเพื่อนและแฟนของเพื่อนไปด้วย ก็คงไม่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น เธอรู้สึกผิดอย่างมาก นึกขึ้นมาทีไร เจ็บปวด เสียใจ และอยากย้อนเวลากลับไปเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่มันย้อนเวลาไม่ได้ และชีวิตเธอก็เปลี่ยนไป กลายเป็นคนที่ขาดความเชื่อมั่น รู้สึกผิดในใจลึกๆ กลายเป็นคนซึมเศร้า ศักยภาพถดถอย ไม่อาจพลิกฟื้นตนเองให้กลับมาเข้มแข็งได้ ชีวิตไม่มีความสุข เพราะเธอคิดว่าเธอคือต้นเหตุ

ในช่วงชีวิตเราย่อมต้องมีเหตุการณ์ในทำนองนี้ที่ว่า มีบางอย่างเกิดขึ้นในอดีต และส่งผลเสียต่อทั้งตนเองและความสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยคิดว่าตนคือต้นเหตุ เพราะคิดว่าหากว่าตนไม่ทำอย่างนั้น มันก็คงไม่มีเรื่อง มันเป็นความรู้สึกผิดที่เกาะกัดกินใจตนเองและเสียใจมายาวนาน จนเป็นรากฝังลึกลงเป็นปมในใจ ความรู้สึกผิดนี้ ตนก็พยายามจะลืมๆ มันไป แต่ทำไม่ได้ มันแวะเวียนมาบ่อยๆ นึกถึงทีไร รู้สึกผิดหวังในตนเอง คิดอยากจะย้อนเวลากลับไปแก้ไข แต่มันเป็นไปไม่ได้

ความรู้สึกผิดนี้มันบั่นทอนจิตใจ ความรู้สึก ทำให้ตนขาดความเชื่อมั่น ภายในเปราะบาง อ่อนไหวต่อเหตุการณ์เชิงลบที่เข้ามากระทบ ชีวิตจึงเต็มไปด้วยแรงกดดัน คิดมาก วิตกจริต และบ่อยครั้งที่เจอเรื่องแย่ๆ แล้วรู้สึกท้อถอย จมอยู่กับความผิดหวัง ไม่สามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองให้กลับมาเข้มแข็งได้

และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ส่งผลให้บุคคลไม่สามารถระเบิดศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่

  • บ่อยครั้งที่ท่านมีความคิดดีๆ แต่ไม่กล้านำเสนอ ขาดความเชื่อมั่น คิดไปว่ามันจะเข้าท่าหรือ เดี๋ยวก็คงโดนด่ากลับมาอีก แล้วก็ล้มเลิกไป
  • ทำไมตนจึงอ่อนไหวต่อความรู้สึกคนอื่นมากเกินไป เวลามีคนเตือน ตนจึงรู้สึกหวั่นไหว
  • ทำไมตนจึงเปราะบาง ขาดภูมิต้านทาน ไม่หนักแน่น ไม่ยืนหยัด ไม่อดทน ไม่อาจทนต่อแรงเสียดทานได้
  • คิดเองไม่เป็น คอยแต่จะตามคนอื่น กลัวพลาด ไม่สามารถนำตนเองได้ ไม่เล่นเชิงรุก
  • ทำไมเวลาใครได้รับการชื่นชม ตนรู้สึกกัดกินใจตนเอง เหมือนมีใครมาแย่งของๆ ตนไป
  • ทำไมตนจึงปฏิเสธไม่เป็น ไม่เป็นตัวของตัวเอง บ่อยครั้งทำให้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
  • ตนเป็นผู้นำองค์กร แต่ทำไมไม่สามารถสร้างทีมงานให้ไปในแนวทางเดียวกันได้ ตนจึงเสียโอกาสก้าวหน้า ผลงานไม่เข้าตา องค์กรไม่บรรลุเป้าหมาย ส่วนรวมก็เสียหาย

แล้วท่านคิดว่าอะไรที่คอยฉุดรั้งศักยภาพท่านไว้ ท่านสงสัยไหมว่าทำไม รากของปัญหาคืออะไร แล้วจะแก้ยังไง?

เมื่อพิจารณาถึงรากของปัญหา โดยปกติ คนเราไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ไม่มีทางที่จะทำสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ 100% ได้มากบ้าง น้อยบ้าง แตกต่างกัน และก็โดยทั่วไปที่คนเราย่อมต้องมีความพลาดพลั้ง หรือได้ทำในสิ่งที่ผิดพลาดลงไปในอดีต แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา

ปัญหาก็คือว่า คนเรามักจะเอาความพลาดพลั้งจากการที่ไม่ถึงเป้าหมายในเชิงรูปธรรมที่วัดได้ หรือเอาความพลาดพลั้งในอดีตที่ตนได้ทำลงไปนั้น มาสร้างความรู้สึกผิดขึ้นในใจตนเอง ตรงนี้ซิคือประเด็น!!

ภาวะดังกล่าวคือ ความรู้สึกผิด คิดว่าตนคือต้นเหตุของปัญหา มันเป็นภาวะที่เห็นตนเองติดลบ เห็นว่าตนเองใช้ไม่ได้ รู้สึกว่าตนไม่เอาไหน ไม่ได้เรื่อง คิดไปว่าตนขาดประสิทธิภาพ ด้อยกว่าคนอื่น หรือด้อยกว่าที่ตนคิด หรือเกิดความสงสัยว่าทำไมจึงต่ำกว่ามาตรฐาน ตนน่าจะทำได้ดีกว่านี้ หรือตีความว่าทำไมแค่นี้ถึงคิดไม่ออก ทำไม่สำเร็จ โดยรวมก็คือ ตนไม่เห็นคุณค่าตนเอง

เมื่อเห็นตนเองไร้ค่า จึงเกิดความสงสัยในตนเอง ขาดความเชื่อมั่น ทำให้ภายในอ่อนแอ เปราะบาง ขาดความมั่นคง ขาดภูมิต้านทาน อ่อนไหวไปตามกระแสหรือสิ่งที่เข้ามากระทบ โดยเฉพาะเวลาที่มีแรงกดดันจากภายนอก แต่ด้วยความที่เป็นคนที่มีความคาดหวังสูง จึงรับไม่ได้ จึงเกิดความขัดแย้งภายใน กลายเป็นแรงกดดัน มากๆ เข้าก็เลยคิดมาก วิตกจริต กดดันตนเอง หงุดหงิดง่าย เจ้าอารมณ์ ควบคุมตนเองไม่ได้ แล้วชอบเหวี่ยงใส่คนอื่น ซึมเศร้า และในบางกรณีกลับมาทำร้ายตนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพราะตนไปเอาความพลาดพลั้งในอดีตมาทำร้ายตัวตนของตนเองอย่างเข้าใจผิด ปัญหาของบุคคลจึงเป็นเรื่องของ “ความเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิด” ตรงนี้แหละที่เป็นประเด็น ที่เอาความเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิดมาทำร้ายตนเอง มาทำลายคุณค่าตนเอง

เมื่อมีความพลาดพลั้งเกิดขึ้น และหากบุคคลใดมีกรอบความคิดว่าความพลาดพลั้งคือความผิดแล้ว ความรู้สึกดังกล่าวมันจะเข้ามาโจมตีที่ตัวตนของบุคคลคนนั้น และสร้างความรู้สึกผิดขึ้นในใจ ความรู้สึกผิดนี้เองที่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นในตนเอง สร้างความหวั่นไหวขึ้นภายใน บุคคลที่ไม่สามารถก้าวข้ามพ้นความรู้สึกผิดนี้ไปได้ จึงไม่สามารถขับศักยภาพภายในตนเองออกมาได้อย่างเต็มที่ ทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องเสียหายที่เกิดจากความเข้าใจผิดต่อความพลาดพลั้ง และนี่คือสาเหตุหลักที่คอยฉุดรั้งศักยภาพของบุคคลให้ถดถอย ไม่สามารถนำตนเองได้อย่างน่าเสียดาย และเป็นรากของปัญหาในทุกความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ดังนั้น ความสามารถในการปลดปล่อยศักยภาพจึงมาจากการที่ตนเห็นตนเองเป็นใคร อย่างไร

เมื่อพิจารณาถึงทางออกของปัญหาในประเด็นความรู้สึกผิดต่อตนเองนี้ เราพบว่าทุกการแสดงออกมาจากกรอบความคิด (หรือภาพในใจ) หรือ Mindset กรอบความคิดคือตัวตน ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย คนเราผ่านมาทั้งเรื่องบวกและลบมากมายทั้งชีวิต ในส่วนที่เป็นลบนั้น มันคือความรู้สึกผิดต่อตนเอง แต่นั่นมิใช่ปัญหา ประเด็นมันอยู่ที่ว่าเราไปรับรู้และเข้าใจมันผิด ดังนั้น บุคคลที่อยู่ในภาวะถดถอยนั้นเป็นเพราะว่า ตนยังเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิดที่มีต่อตนเอง

เราจึงควรมาทำความเข้าใจกับตัวตนของตนเองเสียใหม่ โดยย้อนกลับเข้ามาภายในเพื่อทำความเข้าใจตนอง ยอมรับว่ามันเกิดขึ้นจริง มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ห้ามปฏิเสธ หากเรายอมรับมัน นั่นเท่ากับว่าเรายอมรับตนเอง มันเป็นการเข้าใจตนเอง ให้อภัยตนเอง มันคือการเห็นคุณค่าตนเอง ภาวะนี้เท่านั้นที่บุคคลจะสามารถก้าวข้ามพ้นภาวะติดลบภายในใจไปได้ ภายในบุคคลจึงเข้มแข็ง เกิดความเชื่อมั่นและมีความมั่นคงภายใน ความมั่นคงภายในนี้เองจะเป็นก้าวสำคัญที่บุคคลจะเริ่มปรับฟื้นคืนสภาพตนเองให้กลับมาได้ การเห็นคุณค่าตนเองจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขไปสู่การสร้างการนำตนเองเชิงรุกได้อย่างยั่งยืน

Sirus Tanya x Vatit Itthi Bridal Campaign นิยามความรักที่ไร้กาลเวลา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656547

วันที่ 27 มิ.ย. 2564 เวลา 10:10 น.

Sirus Tanya x Vatit Itthi Bridal Campaign นิยามความรักที่ไร้กาลเวลาผลงานการคอลลาโบเรชั่นของสองแบรนด์ดังอย่างแบรนด์เครื่องประดับ Sirus Tanya ไฟน์จิวเวลรีคุณภาพสูง และแบรนด์ชุดแต่งงาน Vatit Itthi มอบนิยามใหม่ของการเฉลิมฉลองความรักและสะท้อนความงดงามตามแบบฉบับของผู้หญิงยุคใหม่

การคอลลาโบเรชั่นระหว่างแบรนด์สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการแฟชั่นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกับการร่วมงานกันของสองแบรนด์ดังอย่าง แบรนด์เครื่องประดับ “ไซรัส ธัญญา” (Sirus Tanya) ไฟน์ จิวเวลรีคุณภาพสูง โดดเด่นด้วยดีไซน์เหนือกาลเวลา และ แบรนด์ชุดแต่งงาน “วทิต อิทธิ” (Vatit Itthi) ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานคอลลาโบเรชั่นสุดพิเศษผ่านทักษะความชำนาญและประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน นำมาถ่ายทอดพร้อมมอบนิยามใหม่ของการเฉลิมฉลองความรักและสะท้อนความงดงามตามแบบฉบับของผู้หญิงยุคใหม่

Sirus Tanya x Vatit Itthi Bridal Campaign คือแคมเปญที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์และตัวตนของผู้หญิงยุคใหม่ที่เรียบหรูและร่วมสมัย ผ่าน ชุดเจ้าสาว คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิปี 2021 คอลเลกชั่นชุดเจ้าสาวที่ใหญ่ที่สุดของแบรนด์ Vatit Itthi มีทั้งหมด 35 ลุค ในสไตล์คลาสสิกไปจนถึงความร่วมสมัยผสมผสานกับอัตลักษณ์ของผู้สวมใส่แสดงออกถึงความมีรสนิยมที่ดี ในการแต่งกาย ซึ่งยังคงถ่ายทอดผ่าน 3 องค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ ความสง่างาม (elegance), วิจิตรศิลป์ (artistry), และสุทรรศนนิยม (optimism) ผสานเข้ากับ ไซรัส ไบรดัล คอลเลกชั่น เซ็ทเครื่องประดับสำหรับแต่งงานคอลเลกชั่นแรกของแบรนด์ ไซรัส ธัญญา ซึ่งยังคงสไตล์การออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ ผสานความสง่างามเหนือกาลเวลา หลอมรวมเข้ากับความร่วมสมัย เต็มเปี่ยมไปด้วยงานฝีมืออันประณีตถูกนำมาต่อยอดอย่างสมบูรณ์แบบโดยช่างฝีมือระดับสูงเพื่อรังสรรค์เครื่องประดับสัญลักษณ์แห่งคำมั่นสัญญาและเรื่องราวความรักอันยิ่งใหญ่ ในคอนเซ็ปต์ PROMISE OF A LIFETIME ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

ศิรัส ธัญญวัฒนกุล ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ไซรัส ธัญญา กล่าวว่า “เราต่างมีภาพผู้หญิงในอุดมคติคนเดียวกัน เป็นผู้หญิงที่มีความเรียบหรูในขณะเดียวกันไม่หวือหวามากจนเกินไป ซึ่งทำให้การทำงานร่วมกันครั้งนี้มีความพิเศษมาก”

วทิต วิรัชพันธุ์ และ อิทธิ เมทะนี ผู้ก่อตั้งแบรนด์ วทิต อิทธิ เผยว่า “วทิต อิทธิ และ ไซรัส ธัญญา มีความเชื่อและปรัชญาคล้ายกันในแง่ของพื้นฐานการออกแบบและรสนิยม ทำให้รู้สึกเป็นเกียรติและตื่นเต้นมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญนี้และคอลเลกชั่นแต่งงานครั้งแรกของแบรนด์ ไซรัส ธัญญา”

Sirus Bridal Collection ได้รังสรรค์แหวนเพชร “Sirus Promise Engagement Ring” แหวนแต่งงานไอคอนนิคของคอลเลกชั่นนี้ อัญมณีล้ำค่าที่ส่องประกายโดดเด่นด้วยเพชรที่เจียระไนทรงเอมเมอรัล ประกบด้วยเพชรแทปเปอร์บาร์เก็ตทั้งสองข้างและฝังเพชรบาเก็ตรอบตัวเรือนแพลตตินั่มทั้ง 3 ด้าน เป็นการสะท้อนความเป็นเลิศด้านฝีมืออันแสนประณีตในทุกรายละเอียด นอกจากนี้ความคลาสสิกของแหวนเพชรเม็ดเดี่ยวมีหกหนามเตยยกชูเพชรจากตัวเรือนทำให้เพชรรับแสงส่องประกายได้อย่างเต็มที่ แสดงถึงความงดงามในความเรียบง่ายและการให้คำมั่นสัญญาของความรักชั่วนิรันดร์ จับคู่กับ สร้อยคอรีเวียร์ (Rivière) เพชรเจียระไนทรงกลมและทรงเอมเมอรัล เพิ่มความสมบูรณ์แบบด้วย ต่างหูเพชรน้ำงามทรงแฟนซี ชุดแต่งงานถูกตัดเย็บแบบ one-of-a-kind โดดเด่นไม่เหมือนใคร เสริมความสง่างามให้น่าจับตามองด้วยเครื่องประดับอันวิจิตรบรรจงเพิ่มกลิ่นอายความโรแมนติกมากยิ่งขึ้น

ชุดเดรสเจ้าสาวผ้าชีฟองจับพลีท (Pleating) รอบตัวในซิลูเอททรงเรขาคณิตปักลายดอกไม้ 3 มิติเพิ่มวอลลุ่มให้กับดีเทลแขนเสื้อ สวมใส่คู่กับชุดเครื่องประดับเพชรและไพลินสีน้ำเงินรอยัล บลู (Royal Blue Sapphire)

นอกจากนี้ กลีบดอกไม้ถูกนำมาร้อยเรียงปรากฏเป็นชุดเดรสสั้นผ้าไหมออแกนซ่าตัดเย็บเป็นชั้นสวยงาม โอบรับด้วย สร้อยคอเพชรเจียระไนทรงไข่ทั้งหมด 128 เม็ด จับคู่เข้ากับ สร้อยข้อมือเพชรและแหวนเพชรเม็ดเดี่ยวทรงไข่แบบคลาสสิก ที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง

นอกจากชุดเครื่องประดับเจ้าสาวแล้ว ไซรัส ไบรดัล คอลเลกชั่น (Sirus Bridal Collection) ยังนำเสนอเครื่องประดับสำหรับบุรุษ อาทิ แหวน สร้อยข้อมือ คัฟลิงค์ และเข็มกลัด ประดับเพชร สัญลักษณ์ของคำมั่นสัญญาแห่งความรักชั่วนิรันดร์อีกด้วย

พบกับ ไซรัส ไบรดัล คอลเลกชั่น (Sirus Bridal Collection) ได้ที่ Sirus Tanya สาขา สยามพารากอน ชั้น1 โทร 083-313-8222 , สาขา ดิ เอ็มโพเรียม ชั้น G โทร 063-220-4888 รายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://sirustanya.com , Instagram: @sirustanya_official

#SirusTanyaxVatitItthi

#SirusBridal

#VATITITTHIWedding

CASIO เผยโฉมนาฬิกา 3 รุ่นล่าสุด คอลเลคชั่นใหม่ที่โดนใจสายสตรีทแฟชั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656356

วันที่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 14:02 น.

CASIO เผยโฉมนาฬิกา 3 รุ่นล่าสุด คอลเลคชั่นใหม่ที่โดนใจสายสตรีทแฟชั่นเพราะแฟชั่นมันอยู่ใน DNA สาวกแบรนด์ในตำนาน CASIO ต้องตื่นเต้นกับคอลเลคชั่นใหม่ โดนใจสายสตรีทแฟชั่นแน่นอน

ถ้าคุณคือคอสตรีทแฟชั่นนี่คือสิ่งที่เราไม่อยากให้คุณพลาด CASIO สุดยอดแบรนด์นาฬิกาสำหรับสายสตรีท เผยโฉมนาฬิกา 3 รุ่นล่าสุดที่น่าจับจองเป็นที่สุด เอาใจสาวกแบรนด์ในตำนานที่หลงรักในสไตล์อันมีเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่เหมือนใครอย่าง G-SHOCK และ Baby-G ที่เรียกได้ว่าจะสวมเพื่อ Work from home หรืออัพลุคเท่ออกนอกบ้านก็มีสไตล์และฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้อย่างครบครัน

Highlight Model

 G-Shock G-Steel GST-B400 Carbon Core Guard Series

ดีไซน์ใหม่ล่าสุดที่บ่งบอกถึงความเท่ โฉบเฉี่ยว ทะมัดทะแมง แข็งแกร่ง และทนทานสไตล์สปอร์ต ด้วยโครงสร้างใหม่ล่าสุดโดยใช้คาร์บอนเป็นวัสดุหลัก แต่ยังคงความบางเบาของตัวเรือนเพียง 12.9mm. ที่เรียกได้ว่า บางที่สุดในกลุ่ม G-Steel เลยทีเดียว จึงสามารถสวมใส่ได้สบายและคล่องตัวในทุกการเคลื่อนไหว มีให้เลือกถึง 4 รุ่น ครบครันทั้งสายสแตนเลสสตีลและสายเรซิน หรือเคลือบ IP สีดำ (ตามรุ่น) อีกทั้งยังเชื่อมต่อกับ Bluetooth และมีระบบ Tough Solar ชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ จึงช่วยประหยัดพลังงานกว่าเดิมถึง 55% และใช้ฟังก์ชั่นต่างๆ ได้อย่างมีเสถียรภาพยิ่งขึ้น

G-Shock Hidden Coast Series: GA-900 / GA-2000 / GA-2100

อีกรุ่นยอดนิยมที่นักเดินทางจะต้องรู้จัก เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากการแสวงหาดินแดนติดทะเลอันไกลโพ้นที่ไม่มีใครเคยเดินทางไปถึง ด้วยการเลือกใช้โทนสีจากชายฝั่งซึ่งถ่ายทอดความเป็นธรรมชาติอันงดงามแต่เรียบง่าย อาทิ สีน้ำตาล สีเขียว สีขาว สีน้ำเงินคราม และสีส้มอ่อน นำมาผสมผสานสอดคล้องกันกับรายละเอียดในดีไซน์จนเกิดเป็นอัตลักษณ์ของซีรีส์นี้ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นรุ่น GA-900HC-3ADR และ GA-900HC-5ADR ที่บอกเล่าจิตวิญญาณของสายสตรีทได้อย่างเด่นชัดพร้อมแบตเตอรี่ที่ทำงานอย่างทนทานยาวนานถึง 7 ปี, รุ่น GA-2100HC-2ADR และ GA-2100HC-4ADR หนึ่งในรุ่นยอดนิยมที่โดดเด่นทั้งเรื่องสีสันและความบางเฉียบที่สุดของ G-Shock รวมถึงรุ่น GA-2000HC-3ADR และ GA-2000HC-7ADR ด้วยโครงสร้างคาร์บอนจึงมีความแข็งแรงทนทานและยังสามารถเปลี่ยนสายได้อีกด้วย

Baby-G BGA-280 Series The New Color (4,000 THB) 

เพิ่มความสนุกในทุกลุค ด้วยความหวานเย็นของสีพาสเทลดุจไอศกรีม ผสานกับดีไซน์แบบสตรีทที่เอาใจสาวๆ ให้หลงรักทันทีที่แรกเห็น มอบลุคหวานๆ แต่สนุกสนาน อ่อนเยาว์ ทันสมัย คล่องตัว และทะมัดทะแมง พร้อมเพิ่มดีเทลลูกเล่นที่การเล่นสีกรอบหน้าปัดแบบสองชั้น มิกซ์แอนด์แมทช์กับเสื้อผ้าได้หลากหลายลุค ทั้งเปรี้ยว หวาน เท่ หรือแม้แต่ชุดทำงาน ตัวหน้าปัดมีทั้งแบบอะนาล็อคและดิจิตอลเพื่อการอ่านเวลาที่ง่ายดายและแม่นยำ ในขณะที่ตัวเรือนและกรอบทำจากเรซินจึงให้สัมผัสที่เบาสบาย นุ่มผิว และแน่นอนว่างานเรืองแสงด้วยไฟ LED ก็ต้องมา! เพราะนี่คือจุดเด่นอีกจุดที่สร้างความสะดุดตาให้กับผู้สวมใส่ และยังสามารถกันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร 

และทั้ง 3 รุ่นนี้เองที่ CASIO พร้อมเผยโฉมอย่างเต็มรูปแบบในงาน Siam Paragon Watch Expo 2021 ซึ่งไม่ว่าคุณจะเป็นสาวกของ G-Shock หรือ Baby-G ที่เน้นความเป็นสตรีทสไตล์อย่างเต็มเปี่ยม หรือจะเป็นคนรักนาฬิกา CASIO ที่ครบครันทั้งฟังก์ชั่นและแฟชั่น สวมใส่ง่ายและดูดีในทุกโอกาสก็ตาม เหล่านี้คือไอเท็มใหม่ล่าสุดที่น่าจับจองและไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งด้วยประการทั้งปวง!

แล้วพบกันที่ ณ บู๊ท CASIO G-SHOCK ภายในงาน Siam Paragon Watch Expo 2021 ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ในวันที่ 18 มิถุนายน – 11 กรกฎาคม 2564 ติดตามข่าวสารที่ Facebook : Casio Watches Thailand หรือ www.casio-cmg.com

#GSTEEL #GSHOCKTH #BABYG #CASIOCMG #SiamParagonWatchExpo2021