สุขภาพจิตคุณแม่ เรื่องใหญ่ที่ห้ามละเลย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656542

วันที่ 27 มิ.ย. 2564 เวลา 09:30 น.

สุขภาพจิตคุณแม่ เรื่องใหญ่ที่ห้ามละเลยดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล ชวนไขคำตอบความเปลี่ยนแปลงด้านสภาวะทางอารมณ์ในแต่ละไตรมาสของคุณแม่ ที่มีความผันผวนปรวนแปรได้ตลอด พร้อมคำแนะนำดีๆ ต่อการดูแลจิตใจมาฝากคุณแม่ทุกคน

ตามปกติแล้วผู้หญิงช่วงตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทางร่างกายมากมาย หลายคนอาจเผชิญสภาวะอารมณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป และยิ่งช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 คุณแม่มือใหม่หลายคนต้องกักตัวอยู่บ้าน Work From Home หรือไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมข้างนอกที่ตนชอบได้เหมือนเดิม ก็อาจทำให้มีความสุขน้อยลงกว่าแต่ก่อน วันนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ ต่อการดูแลจิตใจมาฝากคุณแม่ทุกคน

ดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล ผู้บริหาร Vital Glow Skin & Aesthetic และรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลนวมินทร์ 9 เครือโรงพยาบาลนวมินทร์และนวมินทร์สหคลินิก ผู้บริหารคนสวยเก่ง และกำลังสวมบทบาทคุณแม่มือใหม่ เผยว่า โดยส่วนตัวเป็นคนใส่ใจในสุขภาพอยู่แล้ว นอกจากหาความรู้ด้วยการเรียนอย่างจริงจัง เพื่อใช้กับงานแล้ว เวลามีปัญญาด้านสุขภาพเรื่องไหนก็ชอบที่จะค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม ประกอบกับครอบครัวทำธุรกิจโรงพยาบาล นอกจากหาความรู้ด้วยตัวเองยังไม่พอ พิมพ์ก็ได้มีการเช็กเพื่อความถูกต้องกับหมอเฉพาะทางอีกครั้ง สำหรับการตั้งครรภ์อารมณ์ของคุณแม่จะมีความเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาวะทางอารมณ์ มีความผันผวนปรวนแปรได้ตลอด สาเหตุหลักเกิดจากการอะไร พิมพ์ได้ไปหาคำตอบมาให้แล้ว

ทีมสูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลนวมินทร์ 9 กล่าวว่า สำหรับการตั้งครรภ์อารมณ์ของคุณแม่จะมีความเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาวะทางอารมณ์ในแต่ละไตรมาสอาจจะเรียกได้ว่า มีความผันผวนปรวนแปรได้ตลอด สาเหตุหลักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอด ได้แก่ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โลน ฮอร์โมนฮิวแมนพลาเซนต้าแลกโตรเจน ฮอร์โมนโปรแลกติน และ ฮอร์โมนออกซิโตซิน เป็นต้น เรียกได้ว่าช่วงนี้ของคุณแม่เป็น Hormonal Storm เลยทีเดียว อีกทั้งเมื่อคลอดลูกก็จะมีปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลกระทบกับอารมณ์ได้ง่าย ทำให้รู้สึกอารมณ์ไม่คงที่ เช่น การนอนไม่เป็นเวลาที่ต้องดูแลลูก การพักผ่อนไม่เพียงพอ การที่เห็นร่างกายเปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงไปของกิจวัตรประจำวัน ความกังวลในภาระหน้าที่ความรับผิดชอบในการเลี้ยงลูก หรือทั้งหมดเหล่านี้ จะทำให้สมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ทำงานมากกว่าเหตุผล รวมไปถึงสภาพแวดล้อม ยิ่งมีสถานการณ์การเผยแพร่ของโควิด-19 การใช้ชีวิตในรูปแบบเดิมได้เปลี่ยนไป ไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมข้างนอก หรือความกังวลเรื่องการนำเชื้อโรคมาสู่ลูกน้อยมากจนเกินไป ก็อาจเป็นการสะสมความเครียดในรูปแบบหนึ่ง รวมถึงฮอร์โมนดังกล่าวยังส่งผลต่อการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ทำให้อ้วนง่าย เป็นเบาหวานง่ายอีกด้วย ซึ่งก็ล้วนส่งผลถึงสุขภาพจิตของคุณแม่

เมื่อร่างกายมีความเครียดมักจะมีหลั่งฮอร์โมน 2 ชนิด ได้แก่ 1. ฮอร์โมนคอร์ติซอล 2. อะดรีนาลีน ทำให้ร่างกายของคุณแม่แสดงอาการหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ความดันสูง หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียนรู้สึกเบื่ออาหาร เป็นต้น แต่เมื่ออาการเหล่านี้เกิดกับคุณแม่แล้วสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือสามารถส่งผลต่อเด็กในครรภ์ได้อีกด้วย เช่น การเติบโตช้า เพราะคุณแม่เครียดรับประทานอาหารได้น้อยทำให้สารอาหารไปถึงลูกไม่เพียงพอ พัฒนาการด้านอารมณ์เมื่อคลอดออกมาลูกจะมีอาการที่งอแง ขี้โมโห และผลกระทบอันตรายที่สุดคือการแท้งลูก นอกจากนี้ ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ต้องอยู่บ้านนาน ๆ เราจะพบว่า

· พฤติกรรมหรือไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตมีผลกับอารมณ์ของคุณแม่ แนะนำว่าคุณแม่ควรทำกิจกรรมที่ตนเองชื่นชอบเป็นหลัก สามารถทำได้ที่บ้าน เป็นการทำกิจกรรมโดยมีลูกน้อยของเราเป็นแรงบันดาลใจ เช่น การทำอาหารสำหรับเด็ก ศึกษาคุณค่าอาหารโภชนาการที่เหมาะกับลูก ถักชุดไหมพรมให้ลูก ทำของเล่นให้ลูก อ่านหนังสือหรือนิทานให้ลูกฟัง เล่นดนตรีกล่อมลูกน้อยของเรา ออกกำลังกายเบา ๆ พอให้ร่างกายได้รู้สึกเคลื่อนไหวมากกว่าปกติ เมื่อฮอร์โมนความรักหลั่งออกมา แม่ก็จะมีความสุข แล้วลูกก็จะรับรู้ถึงความสุขจากแม่ได้

· ให้คุณแม่มองโลกในแง่บวกไว้มาก ๆ ใช้ความคิดเชิงเหตุผลมากกว่าอารมณ์ การมี Mindset เชิงบวกช่วยคุณแม่ได้มาก ให้มองว่าการมีลูกในช่วงนี้มีข้อดี เพราะเราจะได้อยู่บ้านดูแลลูกน้อยได้เต็มที่ มีเวลาเล่นกับลูก แถมสมาชิกในครอบครัวคนอื่น ๆ ก็มีเวลาช่วยดูแลเจ้าตัวน้อยของเราที่บ้านด้วย

· เมื่อคุณแม่รู้สึกซึมเศร้าบ่อยมากขึ้น รู้สึกไม่อยากให้นมลูก ไม่อยากได้ยินเสียงร้องของลูก นอนไม่หลับ รู้สึกหมดพลัง แม้จะทำกิจกรรมที่ชอบแล้วยังไม่ดีขึ้น ให้รีบไปพบจิตแพทย์ได้เลย หากรู้สึกเครียด ให้เน้นพูดคุยกับคนรอบข้าง เพื่อน และคนในครอบครัว ก็เป็นวิธีที่ช่วยบรรเทาความเครียดได้

ผู้หญิงที่กำลังเป็นแม่คนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าสภาพจิตใจเราแข็งแรง เราสตรองเพียงพอทุกอย่างก็จะออกมาดี เพราะฉะนั้นเราต้องคิดบวกเข้าไว้เพราะในทุกสถานการณ์มันต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสีย และถ้าเรามองข้อดีให้มากกว่าข้อเสีย การมีลูกในช่วงนี้ก็จะเป็นไปได้ดี แม่เองก็มีความสุขและมีน้ำนมเลี้ยงลูกน้อยต่อไปด้วย ขอให้คุณแม่ลูกอ่อนหรือแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ทุกท่านสู้ต่อไป พยายามคิดบวกในสิ่งที่เราเป็นเข้าไว้ พิมพ์ขอเป็นกำลังใจให้ ดร.พิมพ์ขวัญกล่าวสรุป

สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ในช่วงนี้แล้วกำลังรู้สึกเครียด อาจต้องหาเวลาทบทวนจุดดีหรือจุดแข็งของตัวเรา อาชีพที่เราทำอยู่ ความสามารถที่เรามี โฟกัสสิ่งดี ๆ มากกว่าสิ่งที่จะมาบั่นทอนกำลังใจ การทำกิจกรรมดี ๆ ที่บ้าน และปรับความคิดช่วยให้สภาพจิตคุณแม่แฮปปี้ขึ้นได้ เชื่อว่ารอบตัวเรานี้มีคนที่เข้าใจ พร้อมมอบพลังบวกให้คุณแม่ทุกท่านได้เสมอ คุณแม่ที่ต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือมีความสนใจเรื่องแม่และเด็ก สามารถติดตามข้อมูลต่าง ๆ หรือฝากคำถามไว้ได้ที่ Facebook Fanpage: Dr.Pimkhwan แม่พิมพ์ แม่มือใหม่ YouTube Channel: dr.PIMKHWAN และ Instagram: dr.pimkhwan

มาตรวจเบาหวานกันเถิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656322

วันที่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 07:50 น.

มาตรวจเบาหวานกันเถิดใครควรตรวจเบาหวาน? แพทย์ชวนตรวจไม่ต้องกลัวถ้าจะต้องเป็น ดีกว่าเป็นโดยไม่รู้ ป้องกันดีกว่ารักษา เพราะฉะนั้น “มาตรวจเบาหวานกันเถิด” เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นเบาหวานและโรคแทรกซ้อน

โรคเบาหวาน หมายถึงโรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าปกติอย่างต่อเนื่องและเรื้อรัง เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อน ทำให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยกว่าปกติ หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่

นพ.ธวัชชัย ภาสุรกุล อายุรแพทย์ ศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลนวเวช ได้กล่าวถึงปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานว่ามีหลายอย่าง และน้ำหนักของแต่ละอย่างก็ไม่เท่ากัน มีงานศึกษาปัจจัยเสี่ยงหลาย ๆ อย่างของเบาหวาน แล้วนำข้อมูลมาคำนวณเป็นคะแนนความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานในอนาคต ซึ่งสามารถใช้ทำนายความเสี่ยงในอีก 12 ปีข้างหน้าได้อย่างแม่นยำพอสมควรในคนไทย

การแปลผลคะแนนความเสี่ยง คะแนนยิ่งสูง ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มมากขึ้น คะแนนสูงสุดคือ 17 คะแนน ผู้ที่ต้องการจะรู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานมากน้อยแค่ไหนก็ลองทำตามตารางดู ถ้าได้ คะแนนตั้งแต่ 6 ขึ้นไป ควรจะไปตรวจเช็คเบาหวาน

ใครควรตรวจเบาหวาน

จากตารางข้างบนจะเห็นว่า เบาหวานมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง และแต่ละอย่างก็มีน้ำหนักไม่เท่ากัน แล้วในผู้ใหญ่ที่มีโอกาสเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ถึงมากกว่า 90% ควรจะคัดกรองเบาหวานเมื่อไหร่

• ในประชากรทั่วไป ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป

• ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน (ดัชนีมวลกาย >25 กก./ตร.ม. หรือ >23 กก./ตร.ม.ในคนไทย) ที่มีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

– มีประวัติเบาหวานในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง สายตรง

– มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

– เป็นความดันโลหิตสูง หรือรับประทานยารักษาอยู่

– ผู้ที่มีไขมันผิดปกติ HDL 250 มก/ดล. หรือรับประทานยารักษา

– ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย

– กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic ovarian syndrome) ในผู้หญิง

– ผู้ที่มีลักษณะทางคลินิกที่เกิดร่วมกับ “ภาวะดื้อต่ออินซูลิน” (Insulin resistance) เช่น อ้วนมาก (severe

obesity) acanthosis nigricans (รอยปื้นดำ หนา ขรุขระ ที่บริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบ เป็นต้น)

– เชื้อชาติที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อัฟริกันอเมริกัน ละติน อินเดียนแดง กลุ่มชนหมู่เกาะแปซิฟิก เป็นต้น

– ผู้หญิงที่อ้วน และวางแผนที่จะมีบุตร ควรตรวจเบาหวาน หรือภาวะก่อนเบาหวาน ด้วย

บุคคลเหล่านี้ควรตรวจเบาหวานใน “ทุกอายุ”

• ผู้ที่อยู่ในภาวะก่อนเบาหวาน (น้ำตาลสูงกว่าปกติ แต่ไม่ถึงเกณฑ์วินิจฉัยเบาหวาน)

– HbA1c = 5.7-6.4%,

– ค่าน้ำตาลหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมงขึ้นไป อยู่ระหว่าง 100-125 มก/ดล. (Impaired fasting glucose หรือ IFG คือน้ำตาลขณะอดอาหารบกพร่อง)

ควรได้รับการตรวจเบาหวาน “ทุกปี”

• ผู้หญิงที่มีประวัติเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational diabetes mellitus) ควรตรวจเบาหวานตลอดไป อย่างน้อยทุก 3 ปี (กรณีที่ยังไม่เป็น)

• ผู้ที่เป็นโรคเอดส์ (HIV)

ซึ่งถ้าตรวจแล้วปกติ ควรตรวจอย่างน้อยทุก 3 ปี หรือแล้วแต่ปัจจัยเสี่ยง และผลการตรวจ 

สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงในภาวะก่อนเบาหวานและเบาหวานประเภทที่ 2

• ไม่มีใครทราบ “จุดเริ่มต้น” (onset) ของเบาหวาน จะเป็นเมื่อไหร่

• ส่วนใหญ่ไม่มีอาการอะไร หรืออาการน้อยจนไม่ทราบว่า นั่นคืออาการของเบาหวาน

• ถ้าชะล่าใจ หรือประมาท คิดว่าไม่เป็นอะไร อาจมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนทั้งเฉียบพลันและเรื้อรังได้

• ถ้ารู้ตัวว่าเป็นภาวะก่อนเบาหวาน สามารถป้องกัน หรือชะลอการเป็นเบาหวานในอนาคตได้ 

“มาตรวจเบาหวานกันเถิด” เพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต ไม่ต้องกลัวถ้าจะต้องเป็น ดีกว่าเป็นโดยไม่รู้ ป้องกันดีกว่ารักษา เพราะฉะนั้น “มาตรวจเบาหวานกันเถิด” เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นเบาหวาน และป้องกันเบาหวานไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน

อังกฤษตามรอยจีน ลุยกวาดล้างคริปโต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656765

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 18:11 น.

อังกฤษตามรอยจีน ลุยกวาดล้างคริปโตนับเป็นอีกประเทศที่แสดงท่าทีไม่สนับสนุนการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

Binance Markets เป็นบริษัทลูกของ Binance Holdings บริษัทแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้รับคำสั่งระงับการให้บริการและยุติกิจกรรมภายใต้การควบคุมทั้งหมดในอังกฤษ

หลังจากที่ Financial Conduct Authority (FCA) หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของอังกฤษระบุว่าบริษัทดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ พร้อมเตือนประชาชนให้ระมัดระวังในการลงทุนสกุลเงินดิจิทัลเนื่องจากมีความเสี่ยงสูง

ทั้งนี้ FCA ไม่ได้ควบคุมสกุลเงินดิจิทัลเช่นเดียวกับจีน เพียงแต่ Binance ต้องจดทะเบียนขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจในอังกฤษให้เรียบร้อยจึงจะสามารถดำเนินกิจการได้ เช่นเดียวกับบริษัทคริปโตรวมทั้งสิ้น 111 แห่งที่ยังไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกกฎหมายในอังกฤษ

นอกจากนี้ FCA ยังระบุว่ามีธุรกิจอีก 51 แห่งต้องถอนคำขอจดทะเบียนเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด ซึ่งบริษัทเหล่านั้นจะต้องยุติกิจการในประเทศ และอาจต้องดำเนินการทางกฎหมาย

แม้ว่าจะไม่ได้เป็นการควบคุมปราบปรามสกุลเงินดิจิทัลโดยตรง แต่ก่อนหน้านี้อังกฤษแสดงท่าทีไม่ค่อยสนับสนุนสกุลเงินดิจิทัลเท่าไรนัก โดยแอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติของอังกฤษเคยออกมาเตือนบรรดานักลงทุนสกุลเงินดิจิทัลว่าการลงทุนประเภทนี้มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินทั้งหมด

“ผมขอย้ำคำที่เคยพูดตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาว่า มัน (สกุลเงินดิจิทัล) ไม่มีมูลค่าในตัวเอง…ผมขอพูดอย่างตรงไปตรงมาอีกครั้งหนึ่ง จงซื้อมันต่อเมื่อคุณพร้อมจะสูญเงินทั้งหมดเท่านั้น” เบลีย์กล่าว

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เบลีย์ยังเคยให้สัมภาษณ์ว่าส่วนตัวเขาไม่เชื่อว่าสินทรัพย์ดิจิทัลจะยั่งยืน ย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 เบลีย์เคยบอกเหมือนกันว่า หากเลือกลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ก็เตรียมเจ๊งได้เลย

นอกจากนี้เมื่อเดือนมกราคม FCA ก็เคยออกคำเตือนว่านักลงทุนต้องแบกรับความเสี่ยงสูงหากลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล หรือการให้กู้ยืมที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล และหากลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ต้องเตรียมพร้อมที่จะสูญเงินทั้งหมด

เช่นเดียวกับที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (Independent Financial Advisor; IFA) ในอังกฤษซึ่งส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลเนื่องจากมีความผันผวนสูง

อย่างไรก็ตามคำเตือนและคำแนะนำข้างต้นสวนทางกับการลงทุนสกุลเงินดิจิทัลในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่ง FCA เผยว่าชาวอังกฤษประมาณ 2.3 ล้านคนถือสกุลเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นจาก 1.9 ล้านคนในปีที่แล้ว

ทั้งนี้ แบงก์ชาติอังกฤษได้ออกสกุลเงินดิจิทัลของตนเองที่เรียกว่า Britcoin (บริตคอยน์) โดยธนาคารกลางจะเป็นผู้ควบคุมระบบการเงินทั้งหมด ค่าเงินขึ้นและลงตามสกุลเงินเช่นเดียวกับเงินสด และสามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย พร้อมชูจุดเด่นว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากไม่ต้องใช้พลังงานมหาศาลเพื่อขุดเหรียญ

ท่าทีของต่างประเทศ

แม้ว่าหลายประเทศจะมีท่าทีสนับสนุนสกุลเงินดิจิทัลอย่างเอลซัลวาดอร์ซึ่งอนุมัติให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่สามารถใช้ชำระหนี้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่จำกัดในการทำธุรกรรมใดๆ นับเป็นประเทศแรกของโลกที่ยอมรับสกุลเงินดิจิทัล และเม็กซิโกซึ่งเตรียมยื่นเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการยอมรับสกุลเงินดิจิทัล

แต่ในขณะเดียวกันสกุลเงินดิจิทัลก็กำลังเผชิญกับการปราบปรามโดยรัฐบาลในหลายประเทศ เช่นอิหร่านและเขตปกครองตนเองมองโกเลีย ซึ่งได้สั่งห้ามขุดคริปโตเนื่องจากกังวลถึงความสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าและปัญหาขาดแคลนพลังงาน

รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางไอร์แลนด์และญี่ปุ่นต่างประสานเสียงว่าความนิยมที่เพิ่มขึ้นของสกุลเงินดิจิทัลนั้นน่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการลงทุนเก็งกำไรที่ไม่มีการควบคุม มีความผันผวนสูงมาก และอาจทำให้ผู้ลงทุนสูญเงินทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมีประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐ และสวีเดนที่ส่งสัญญาณเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมายเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลมากขึ้น

แต่การปราบปรามที่ทำเอาวงการคริปโตสั่นสะเทือนครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลจีนประกาศห้ามสถาบันการเงินและบริษัทด้านการชำระเงินให้บริการธุรกรรมการเงินที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเมื่อเดือนที่แล้ว เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยทางด้านทรัพย์สินของประชาชนและเสถียรภาพทางการเงินและระบบเศรษฐกิจ

และสัปดาห์ที่ผ่านมาธนาคารกลางของจีนยังได้เรียกร้องให้ธนาคารและบริษัทชำระเงินปราบปรามการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลให้หนักขึ้น ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดโดยทางการจีนเพื่อยับยั้งการใช้เหรียญดิจิทัล

ทำไมอเมริกาใต้ถึงสนใจ Bitcoin หลังมีเอลซัลวาดอร์เป็นแกนนำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656746

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 16:30 น.

ทำไมอเมริกาใต้ถึงสนใจ Bitcoin หลังมีเอลซัลวาดอร์เป็นแกนนำหลังจากเอลซัลวาดอร์ประกาศให้ใช้ Bitcoin ชำระเงินได้ตามกฎหมาย หลายประเทศในอเมริกาใต้และอเมริกากลางกำลังจะเดินรอยตามอย่างกระตือรือร้น

เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ประธานาธิบดี นายิบ บูเคเล ของเอลซัลวาดอร์ ประกาศกลางที่ประชุม Bitcoin 2021 ที่เมืองไมแอมี รัฐฟลอริดาของสหรัฐว่าจะให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และ 4 วันหลังจากนั้นคำประกาศนี้กลายเป็นกฎหมายและผ่านการอนุมัติของสภาเอลซัลวาดอร์อย่างง่ายดาย

หลังจากนั้นบรรดานักการเมืองในประเทศละตินอเมริกาก็เริ่มเดินตามรอยผู้นำเอลซัลวาดอร์ด้วยการแสดงท่าทีว่าสนใจรับ Bitcoin เช่นกัน

ปารากวัย

การ์ลอส เรฮาลา ส.ส.ปารากวัย ทวีตหนุน Bitcoin ว่า “นี่คือปารากวัย ออกกฎหมาย Bitcoin เดือน ก.ค.” ทวีตนี้ทำให้เกิดข่าวลือว่าปารากวัยจะยอมรับ Bitcoin ให้เป็นสกุลเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายตามรอยเอลซัลวาดอร์

แต่ต่อมาเรฮาลาชี้แจงกับสำนักข่าว Reuters ว่า เพียงแค่จะเสนอกฎหมายมาควบคุม Bitcoin เท่านั้นไม่ได้จะให้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย “มันจะเป็นกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลที่แตกต่างจากของเอลซัลวาดอร์ เพราะเอลซัลวาดอร์ยอมรับให้เป็นสกุลเงินที่ถูกกฎหมาย และในปารากวัยมันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำอย่างนั้น”

เม็กซิโก

เอดูอาร์โด มูรัต ฮิโนโฮซา ส.ส.ของรัฐบาลกลาง ประกาศกลางทวิตเตอร์ว่า จะโปรโมทและเสนอเค้าโครงกฎหมายสำหรับสกุลเงินดิจิทัลต่อสภาล่างของเม็กซิโก ส่วนในภาคธุรกิจ ริการ์โด ซาลินาส พลิเอโก คนที่มั่งคั่งเป็นอันดับ 3 ของเม็กซิโกบอกว่า ธนาคาร Banco Azteca ของเขาอาจจะรับ Bitcoin เร็วๆ นี้ ซึ่งหากเป็นจริงจะเป็นธนาคารแรกของเม็กซิโก

ปานามา

กาเบรียล ซิลวา ส.ส.วัย 32 ปี ประกาศทำนองเดียวกับนักการเมืองชาติอื่นว่า กำลังทำงานเกี่ยวกับ Bitcoin เพื่อเตรียมเสนอต่อสภา

นอกจากนี้ยังมีประธานาธิบดี ซาเมีย ซูลูฮู ฮัสซัน ของแทนซาเนีย ที่ขอให้ธนาคารกลางของประเทศหาหนทางอำนวยความสะดวกให้เกิดการใช้คริปโตเคอร์เรนซีอย่างกว้างขวางในประเทศ ส่วนลอร์ดฟูซิตูอา นักการเมืองของตองกาเข้าร่วมหารือกับผู้เชี่ยวชาญด้าน Bitcoin ในทวิตเตอร์ว่าตองกาจะได้ประโยชน์อะไรบ้างจะคริปโตเคอร์เรนซี รวมถึงนักการเมืองจากอาร์เจนตินา บราซิล เม็กซิโก และนิคารากัว ที่แสดงท่าทีสนใจ Bitcoin เช่นเดียวกัน

แล้วทำไมหลายประเทศในแถบละตินอเมริกาจึงให้ความสนใจกับกระแสของ Bitcoin ในขณะที่ประเทศมหาอำนาจอย่างจีนพยายามปราบปรามอย่างหนัก

สำหรับเอลซัลวาดอร์ที่ประกาศยอมรับ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหาย ประชาชนกว่า 70% ไม่มีบัญชีธนาคาร และรายได้ของประเทศถึง 20% มาจากคนที่ออกไปทำงานนอกประเทศแล้วส่งเงินกลับมา การนำ Bitcoin เข้าระบบส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่รัฐมองเห็นว่าคนที่ส่งเงินกลับบ้านเกิดใช้สกุลเงินดิจิทัลอยู่แล้ว จึงต้องเข้ามาจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะในระยะยาวหากมีคนใช้สกุลเงินดิจิทัลมากขึ้นย่อมส่งผลต่อการเก็บภาษีและรายได้ของรัฐบาลแน่นอน

ส่วนกรณีของปานามา ส.ส.ซิลวาบอกว่า “นี่สำคัญมาก และปานามาต้องไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง (ในแง่ของการพัฒนาเศรษฐกิจ) ถ้าเราต้องการเป็นฮับด้านเทคโนโลยีและผู้ประกอบการที่แท้จริง เราต้องสนับสนุนคริปโตเคอร์เรนซี”

ขณะที่เรฮาลาของปารากวัยตั้งเป้าว่าจะใช้กฎหมายเกี่ยวกับ Bitcoin ดึงดูดนักลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

นอกจากนี้ การรับรองให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ถูกกฎหมายยังมีประโยชน์อีกหลายอย่าง อาทิ ชะลอการเฟ้อ ดึงดูดผู้ประกอบการด้านคริปโตเคอร์เรนซี รวมทั้งเป็นช่องทางในการรวมกลุ่มกันทางการเงินของประเทศที่มักถูกละเลยจากเศรษฐกิจแบบเป็นทางการ

และที่สำคัญคือ เว็บไซต์ Rest of  World ระบุว่า ไม่ว่าประเทศเหล่านี้จะยอมรับ Bitcoin จริงตามที่ประกาศไว้หรือไม่ แต่การประกาศสนับสนุนเหล่านี้ได้ทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่งของมันแล้ว นั่นก็คือ การยกระดับโปรไฟล์ให้บรรดานักการเมืองหนุ่มหัวก้าวหน้า

กรณีของ กาเบรียล ซิลวา จากปานามา เขาเป็นนักการเมืองอิสระที่ขาดกลไกของพรรคการเมืองในการผลักดันกฎหมาย ดังนั้นการผ่านร่างกฎหมายเกี่ยวกับ Bitcoin ที่เขาประกาศไว้ไม่มีทางสำเร็จในระยะเวลาสั้นๆ แต่ถึงอย่างนั้นผู้ติดตามในทวิตเตอร์ของเขาก็เพิ่มขึ้นราว 2 เท่าภายในไม่กี่วันหลังจากที่เจ้าตัวทวีตหนุน Bitcoin

เช่นเดียวกับ ฟรานซิสโก ซานเชส นักการเมืองจากอาร์เจนตินา ทวีตที่เขาเปลี่ยนภาพโปรไฟล์เป็นมีมที่ดวงตาเป็นแสงเลเซอร์ที่บ่งบอกว่าตัวเองเป็นซูเปอร์แฟนของคริปโตเคอร์เรนซี ได้รับการกดไลค์มากที่สุดเท่าที่เขาเคยทวีตมาคือกว่า 7,000 ไลค์

และเรฮาราของปารากวัยที่เพิ่งเข้ามาเล่นการเมืองได้เพียง 3 ปี หลังจากประกาศหนุน Bitcoin ก็ทำให้เขาได้รับความสนใจจากสื่อดังในวงการสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Coindesk และ The Street และ แจ็ก ดอร์ซีย์ ซีอีโอของทวิตเตอร์ก็ยังต้องติดตามเขาด้วย

อย่างไรก็ดี ใช้ว่าการยอมรับ Bitcoin จะมีแต่ข้อดี สำหรับกรณีของเอลซัลวาดอร์นั้น มารีอานา เบนโญโซ ผู้สื่อข่าวชาวเอลซัลวาดอร์และบรรณาธิการของ Derecho y Negocios เผยว่า ไม่เห็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมจากมาตรการนี้

“ท่านประธานาธิบดีเข้าใจว่าคุณไม่สามารถฝากฝังเศรษฐกิจของชาติไว้กับบางสิ่งที่มีความผันผวนอย่าง Bitcoin” เบนโญโซเผยกับ Rest of World โดยเธอเชื่อว่าเป้าหมายของประธานาธิบดีบูเคเลคือ การประกาศที่น่าตื่นเต้น และเขาประสบความสำเร็จแล้ว

Joe Raedle/Getty Images/AFP

สรุปข้อมูล Sinovac ป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้หรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656744

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 14:59 น.

สรุปข้อมูล Sinovac ป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้หรือไม่?รอยเตอร์สรวบรวมข้อมูลและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนที่พัฒนาโดยประเทศจีนไว้ดังนี้

รอยเตอร์สรายงานว่าขณะนี้มีหลายประเทศที่ใช้ Sinovac วัคซีนต้านโควิด-19 ของจีน ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย บราซิล ไทย และจีนเองท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่าวัคซีดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งพบครั้งแรกในประเทศอินเดียได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรุนแรงในขณะนี้

Sinovac สามารถป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้หรือไม่

ผู้ผลิตวัคซีนจากจีนไม่ได้เปิดเผยผลลัพธ์ประสิทธิภาพของวัคซีนโดยเจาะจงสายพันธุ์ของโควิด-19 ทั้งในการทดลองทางคลินิกและการใช้งานจริง รวมถึงไม่มีการเปิดเผยข้อมูลโดยละเอียดจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ

อย่างไรก็ตาม จง หนานซาน นักระบาดวิทยาและผู้เชี่ยวชาญชื่อดังด้านโรคระบบทางเดินหายใจของจีนยืนยันว่านักวิจัยพบว่าวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อแบบแสดงอาการ และลดอาการรุนแรงจากการติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

โดยอ้างอิงจากการวิเคราะห์การติดเชื้อในเมืองกวางโจว ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นและกลุ่มตัวอย่างมีขนาดเล็ก

ขณะที่หลิว เพ่ยเฉิง โฆษก Sinovac กล่าวกับรอยเตอร์สว่าผลลัพธ์เบื้องต้นจากตัวอย่างเลือดผู้ที่ได้รับวัคซีนแสดงให้เห็นว่าการทำให้เป็นกลาง (neutralizing effect) ต่อสายพันธุ์เดลตาลดลง 3 เท่า แต่การฉีดวัคซีนเสริมหรือวัคซีนเข็มที่ 3 สามารถกระตุ้นแอนติบอดีที่แข็งแรงและทนทานต่อสายพันธุ์เดลตาได้อย่างรวดเร็ว

เฟิ่ง จื่อเจี้ยน อดีตรองผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีนกล่าวกับสื่อของจีนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าแอนติบอดีที่ถูกกระตุ้นโดยวัคซีนจีน 2 ยี่ห้อมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อเจอสายพันธุ์เดลตาเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ แต่ไม่ได้เอ่ยชื่อวัคซีนทั้งสอง

อย่างไรก็ตามเฟิ่งเสริมว่า Sinovac ยังคงมีประสิทธิภาพ โดยพิจารณาจากมณฑลกวางตุ้งซึ่งเป็นที่แรกของจีนที่พบการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตา พบว่าผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าวมีอาการรุนแรง แต่อาการรุนแรงทั้งหมดมาจากผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน

ขณะที่ จิน ตงหยาน นักนักไวรัสวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮ่องกงกล่าวว่าความเห็นของเฟิ่งยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าวัคซีนดังกล่าวสามารถป้องกันอาการป่วยรุนแรงจากสายพันธุ์ได้ เนื่องจากจำเป็นต้องมีข้อมูลเพิ่มเติม

ทั้งนี้ อินโดนีเซียซึ่งมีรายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 สูงขึ้นอย่างน่าตกใจเนื่องจากมีการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตา รวมถึงเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาพบว่าบุคลากรทางการแพทย์หลายร้อยคนติดเชื้อแม้จะได้รับวัคซีนของ Sinovac แล้วก็ตาม

เมื่อเทียบกับวัคซีนอื่นๆ

การศึกษาโดยสาธารณสุขอังกฤษ (PHE) ในเดือนพฤษภาคมพบว่าวัคซีนของ Pfizer-BioNTech มีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยจากสายพันธุ์เดลตา 88% เมื่อฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ไปแล้ว 2 สัปดาห์ ขณะที่ประสิทธิภาพดังกล่าวจะอยู่ที่ 93% เมื่อเจอกับสายพันธุ์อัลฟาที่พบครั้งแรกในอังกฤษ

ด้านวัคซีน AstraZeneca จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยจากสายพันธุ์เดลตา 60% เมื่อฉีดครบ 2 เข็ม และ 66% สำหรับสายพันธุ์อัลฟา

ขณะที่วัคซีนชนิดเข็มเดียวจาก Johnson & Johnson ยังไม่มีข้อมูลประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์เดลตา แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในสหรัฐกำลังชั่งน้ำหนักความจำเป็นในการฉีดวัคซีนเสริมด้วยวัคซีน mRNA

ความรุนแรงของสายพันธุ์เดลตาในกวางตุ้ง

มณฑลกวางตุ้งเป็นคลัสเตอร์สายพันธุ์เดลตาที่ใหญ่ที่สุดของจีนโดยพบการติดเชื้อในพื้นที่ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

โดยในกวางโจวเมืองหลวงของกวางตุ้งมีการติดเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าวอย่างน้อย 146 ราย และอีกหลายรายจากเมืองใกล้เคียงอย่างเซินเจิ้นและตงกวน

ขณะที่กวางตุ้งกำลังเร่งฉีดวัคซีนอย่างรวดเร็วเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาด โดยเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมมีการฉีดวัคซีนไปแล้ว 39.15 ล้านโดส ซึ่งใช้เวลาเพียง 1 เดือนถัดมา เมื่อวันที่ 20 มิถุนายนตัวเลขดังกล่าวพุ่งขึ้นเป็น 101.12 ล้านโดสจากประชากรทั้งหมดในกวางตุ้ง 126 ล้านคน

Photo by Luis ROBAYO / AFP

Bitcoin ราคาพุ่งเมื่อมหาเศรษฐีเม็กซิโกออกโรงเชียร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656713

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 12:58 น.

Bitcoin ราคาพุ่งเมื่อมหาเศรษฐีเม็กซิโกออกโรงเชียร์มหาเศรษฐีอันดับ 3 ของเม็กซิโกเตรียมผลักดันธนาคารรับทำธุรกรรม Bitcoin รายแรกในประเทศ

ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นหลังจากที่ Ricardo Salinas Pliego นักธุรกิจมหาเศรษฐีอันดับ 3 ของเม็กซิโกทวีตว่าธนาคารของเขากำลังทำงานเพื่อเป็นผู้ให้กู้ที่ยอมรับสกุลเงินดิจิทัลเป็นรายแรกของประเทศ

Salinas Pliego ทวีตเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า “ผมและธนาคารของผมกำลังทำงานเพื่อเป็นธนาคารแห่งแรกในเม็กซิโกที่ยอมรับ Bitcoin” พร้อมแนะนำให้ทุกคนหันมาลงทุนใน Bitcoin

ไม่นานหลังจากนั้นเขาทวีตอีกครั้งเป็นภาษาสเปนความว่าสกุลเงินดิจิทัลเป็นวิธีที่ดีสำหรับนักลงทุนในการกระจายการถือครองของพวกเขา “ผมคิดว่านักลงทุนควรเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลและอนาคตของมัน ธนาคาร Banco Azteca กำลังดำเนินการด้านสกุลเงินดิจิทัลสำหรับลูกค้า”

ตามรายงานของ CoinDesk ระบุว่าในวันจันทร์ (28 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่นราคาของ Bitcoin ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 34,140.94 เหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6% จากในศุกร์ (25 มิ.ย.) โดยก่อนหน้านี้ Bitcoin สูญเสียมูลค่าไปเกือบครึ่งหนึ่งหลังจากที่แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่กว่า 63,381 เหรียญสหรัฐในช่วงกลางเดือนเม.ย.

แต่ราคาของ Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ร่วงลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเนื่องจากเผชิญกับการกำกับดูแลด้านกฎระเบียบมากขึ้นทั้งในจีน สหรัฐ และยุโรป

ทั้งนี้ Salinas Pliego ประธานของ Banco Azteca มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 15,800 ล้านเหรียญสหรัฐตามรายงานของ Forbes เขาเป็นเจ้าของอาณาจักรค้าปลีก ธนาคาร สื่อ และธุรกิจอื่นๆ มากมายในเม็กซิโก และยังมีความสนิทสนมกับ Andrés Manuel López Obrador ประธานาธิบดีของเม็กซิโกอีกด้วย

Salinas Pliego แสดงท่าทีสนับสนุน Bitcoin มานานแล้ว โดยในเดือนก.พ. ที่ผ่านมามีผู้สังเกตเห็นว่าเขาติดแฮชแท็ก #Bitcoin ลงบน Bio ทวิตเตอร์ หลังจากที่ราคาของ Bitcoin พุ่งทะลุ 40,000 เหรียญสหรัฐ

Salinas Pliego เผยว่าได้ซื้อ Bitcoin ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2013 ในราคา 200 เหรียญสหรัฐ และยังเคยกล่าวว่า “Bitcoin เป็นการลงทุนที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา” นอกจากนี้เมื่อปลายปีที่แล้วเขายังเผยว่าการลงทุน Bitcoin คิดเป็น 10% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมดของเขาอีกด้วย

ขณะที่รัฐบาลเม็กซิโกเองก็มีท่าทีที่ดีต่อ Bitcoin โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Eduardo Murat Hinojosa และ Indira Kempis Martinez สมาชิกวุฒิสภาเม็กซิโกแสดงจุดยืนสนับสนุนสกุลเงินดิจิทัลดังกล่าว ทั้งยังเตรียมยื่นเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการยอมรับสกุลเงินดิจิทัลอีกด้วย

Photo by KAREN BLEIER / AFP

วัคซีน Pfizer-Moderna อาจสร้างภูมิคุ้มกันได้นานหลายปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656706

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 12:07 น.

วัคซีน Pfizer-Moderna อาจสร้างภูมิคุ้มกันได้นานหลายปีวิจัยชี้วัคซีน Pfizer และ Moderna สร้างภูมิคุ้มกันระยะยาวที่สู้กับ Covid-19 ได้หลายปี ไม่ต้องฉีดเข็ม 3    

ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature ระบุว่า วัคซีน Pfizer และ Moderna สร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายที่สามารถป้องกัน Covid-19 ได้หลายปี

การค้นพบนี้ยิ่งเป็นหลักฐานยืนยันว่าคนส่วนใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันจากวัคซีนชนิด mRNA อาจไม่ต้องรับวัคซีนบูสเตอร์เข็มที่ 3 ตราบเท่าที่เชื้อไวรัสและสายพันธุ์ของเชื้อไม่ได้พัฒนาไปจากที่เป็นอยู่ในขณะนี้มากนัก ทว่าก็ยังไม่มีการยืนยัน และคนที่หายจาก Covid-19 ก่อนได้รับวัคซีนอาจไม่ต้องรับวัคซีนเข็มที่ 3 แม้ว่าเชื้อไวรัสจะพัฒนาไปมากก็ตาม

“เป็นสัญญาณที่ดีว่าภูมิคุ้มกันของเราจากวัคซีนนี้คงทน” อาลี แอลเบดี นักภูมิคุ้มกันวิทยาจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันในเซนต์หลุยส์และหัวหน้าทีมวิจัยเผย

อย่างไรก็ดี งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้ศึกษาวัคซีนของ Johnson & Johnson แต่แอลเบดีคาดว่าภูมิคุ้มกันจากวัคซีน Johnson & Johnson คงอยู่ได้น้อยกว่าที่ได้จากวัคซีนชนิด mRNA

แอลเบดีและทีมรายงานเมื่อเดือนที่แล้วว่า ในกลุ่มคนที่หายป่วยจาก Covid-19 เซลล์ภูมิคุ้มกันที่จดจำไวรัสจะอยู่ในไขกระดูกอย่างน้อย 8 เดือนหลังจากติดเชื้อ ส่วนผลการศึกษาของอีกทีมหนึ่งชี้ว่า memory B cells (เซลล์เม็ดเลือดขาวที่เปลี่ยนเป็น memory B cells ที่เก็บความจำเมื่อได้รับแอนติเจนตัวเดิมอีก memory B cells จะเปลี่ยนไปเป็นพลาสมาเซลล์หลั่งสารภูมิคุ้มต้านทานออกมาได้เร็วกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่าครั้งแรก) ยังคงเติบโตเต็มที่และแข็งแรงอีกอย่างน้อย 1 ปีหลังจากติดเชื้อ

จากงานวิจัยทั้งสองชิ้นนี้ นำมาสู่ข้อสรุปว่าภูมิคุ้มกันอาจคงอยู่อีกหลายปี หรืออาจอยู่ไปตลอดชีวิต ในคนที่ได้รับวัคซีนหลังติดเชื้อ ทว่ายังไม่แน่ชัดว่าการฉีดวัคซีนอย่างเดียวจะได้ผลอย่างเดียวกันนี้

ทีมของแอลเบดีจึงพยายามหาคำตอบดังกล่าวด้วยการศึกษาแหล่งของ memory B cells นั่นคือต่อมน้ำเหลืองซึ่งเซลล์ภูมิคุ้มกันถูกฝึกให้จดจำและต่อสู้กับเชื้อไวรัส

หลังจากติดเชื้อหรือได้รับวัคซีน โครงสร้างพิเศษที่เรียกว่า ศูนย์กลางเจอมินอลในต่อมน้ำเหลืองซึ่งเป็นที่ฟูมฟัก memory B cells ให้จดจำยีนของไวรัส ยิ่ง memory B cells ได้รับการฟูมฟักมากเท่าไรก็ยิ่งมีความสามารถในการสู้กับสายพันธุ์ต่างๆ ของเชื้อไวรัสที่จะเกิดขึ้น

ทีมของแอลเบดีศึกษาอาสาสมัคร 41 คน รวมทั้งผู้ที่เคยติดเชื้อ 8 คน ที่ได้รับวัคซีน Pfizer และ Moderna ครบ 2 เข็มแล้ว โดยทีมได้สกัดตัวอย่างจากต่อมน้ำเหลืองของอาสาสมัคร 14 คนหลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรก 3, 4, 5, 7 และ 15 สัปดาห์

พบว่าหลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรก 15 สัปดาห์ ศูนย์กลางเจอมินอลยังทำงานอย่างแข็งขันในอาสาสมัครทั้ง 14 คน และจำนวนของ memory B cells ที่จดจำเชื้อโคโรนาไวรัสก็ไม่ลดลง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี

ผลการศึกษานี้ชี้ว่า กลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ได้รับวัคซีนจะได้รับการปกป้องในระยะยาวจาก Covid-19 สายพันธุ์ที่ระบาดอยู่ในขณะนี้ แต่ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันอาจต้องรับวัคซีนเข็มที่ 3 ส่วนผู้ที่หายป่วยจาก Covid-19 และได้รับวัคซีนภายหลังอาจไม่ต้องฉีดเข็ม 3

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเผยว่า การคาดการณ์ว่าการปกป้องจากวัคซีน mRNA จะคงอยู่ยาวนานเท่าใดให้ถูกต้องเป๊ะๆ เป็นเรื่องยาก สำหรับกรณีที่ยังไม่มีสายพันธุ์ที่สามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันนั้น ในทางทฤษฎีแล้วภูมิคุ้มกันอาจคงอยู่ตลอดชีวิต

ทว่าเชื้อไวรัสกำลังพัฒนาตัวเอง ดังนั้นการพิจารณาว่าจะต้องรับซัคซีนเข็มที่ 3 หรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของ Covid-19 ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันที่ลดลงเรื่อยๆ

Photo by Jacob King / POOL / AFP

สองพลังแกร่งฉีด AstraZeneca ตามด้วย Pfizer ภูมิคุ้มกันดีขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656700

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 11:01 น.

สองพลังแกร่งฉีด AstraZeneca ตามด้วย Pfizer ภูมิคุ้มกันดีขึ้นมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดเผยผลการศึกษาพบว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดีเมื่อผสมวัคซีนต่างชนิด

ผลการศึกษาภายใต้โครงการ Com-COV ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดพบว่าเมื่อฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ของ AstraZeneca ตามด้วย Pfizer โดยเว้นระยะห่าง 4 สัปดาห์สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดีกว่ารับวัคซีนชนิดเดียวกัน

โดยการศึกษาดังกล่าวได้ทำการทดลองฉีดวัคซีนทั้ง 2 ชนิดร่วมกันโดยเว้นระยะห่างแตกต่างกันออกไปเพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ของการใช้วัคซีนต่างชนิด ซึ่งพบว่าไม่ว่าจะเว้นระยะห่างเท่าใด การฉีดวัคซีนของ AstraZeneca ร่วมกับ Pfizer ล้วนสร้างแอนติบอดีในปริมาณที่สูง

การทดลองครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลหลายปรเทศในยุโรปเริ่มเสนอวัคซีนตัวอื่นๆ สำหรับเข็มที่ 2 แทน AstraZeneca หลังมีรายงานถึงภาวะการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในผู้ที่ได้รับวัคซีนดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่อาการเกิดขึ้นเมื่อฉีดวัคซีนเข็มที่ 2

อย่างไรก็ตามศาสตราจารย์แมทธิว สเนป จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดเผยว่าแม้ผลการทดลองครั้งนี้จะช่วยให้เกิดความยืดหยุ่นในการวางแผนแจกจ่ายวัคซีน แต่ยังไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นคำแนะนำในมีการเปลี่ยนแปลงแผนการฉีดวัคซีนก่อนๆ ที่ผ่านกระบวนการวิจัยเชิงทดลองทางคลินิกมาแล้ว

สเนปเสริมว่า แน่นอนว่ามันได้ผลดี แต่ควรคงหลักปฏิบัติเดิมไว้ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นจริงๆ เท่านั้น เนื่องจากหลักปฏิบัติเดิมที่ฉีดวัคซีน 2 เข็มชนิดเดียวกันได้ผ่านการทดลองทางคลินิกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ การวิจัยข้างต้นมีอาสาสมัครผู้เข้าร่วม 830 คนที่ได้รับการฉีดวัคซีน 2 เข็มในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งพบว่าการฉีดวัคซีนของ AstraZeneca ตามด้วย Pfizer กระตุ้นการตอบสนองได้ดีที่สุด

นอกจากนี้การศึกษาดังกล่าวยังพบว่าการฉีดวัคซีน AstraZeneca 2 เข็มโดยเว้นระยะห่าง 45 สัปดาห์นั้นกระตุ้นภูมิคุ้มกันมากขึ้นแทนที่จะน้อยลง ซึ่งอาจเพิ่มความมั่นใจแก่ประเทศที่มีวัคซีน AstraZeneca ในจำนวนจำกัดในขณะนี้

ขณะที่พบว่าการฉีดวัคซีน AstraZeneca เข็มที่ 3 หลังฉีดเข็ม 2 นาน 6 เดือนทำให้ร่างกายสามารถสร้างแอนติบอดีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

Photos by GABRIEL BOUYS and Ronny Hartmann / AFP

รัฐบาลไร้น้ำยากับประชาชนทำตามใจชอบ จะโทษใครดี? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656670

วันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 22:32 น.

รัฐบาลไร้น้ำยากับประชาชนทำตามใจชอบ จะโทษใครดี?ระลอกแรกก็เป็นแบบนี้ ระลอกสองก็เช่นกัน ระลอกสามและสี่ก็คงไม่แคล้วที่จะถามกันอีกว่า ตกลงแล้วเป็นความผิดพลาดของใคร?

หลังจากที่รัฐบาลประกาศล็อคดาวน์แบบอ่อนๆ พร้อมด้วยคำสั่งห้ามกินในร้าน ทำให้เกิดเสียงบ่นระดมไปทั่ว (อันที่จริงเต็มไปด้วยเสียงด่าทอเสียมากกว่า) แม้ผู้เขียนจะไม่ได้ทำมาค้าขายแต่ก็เห็นใจคนค้าคนขายอย่างยิ่งอย่างน้อยก็ในฐานะคนที่กินนอกบ้านเป็นประจำ

รัฐบาลจะบริหารมีประสิทธิภาพหรือไม่นั้นมันมีหลักฐานคาตาอยู่ เพียงแต่ไม่ใช่แค่รัฐบาลไทยเท่านั้นที่ไปไม่เป็น มาเลเซียต่ออายุล็อคดาวน์ต่อไปอีก ออสเตรเลียก็ต้องล็อคซิดนีย์และจับตาพื้นที่อื่นๆ ญี่ปุ่นกำลังเหงื่อตกเพราะการระบาดหนักอีกรอบ และอีกหลายทีที่ “เดลตา” กำลังเคาะประตูบ้านก็ต้องล้อมบ้านล้อมเมืองอย่างแน่นหนา

ญี่ปุ่นนั้นหนักอกกว่าเพื่อนเพราะเพิ่งจะประกาศหยกๆ ว่าจะจัดโอลิมปิกแน่นอนหลังจากที่พอจะคุมโรคได้นิดหน่อย แต่ในพลันที่ยืนยันว่าจะจัดชัวร์การระบาดก็หนักขึ้นมาเสียอย่างนั้น

เช่นเดียวกับ พล.อ. ประยุทธิ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ลั่นวาจาว่าจะเปิดประเทศภายใน 120 วัน แต่คล้อยหลังไม่กี่วันหลังจากนั้นการระบาดในประเทศก็หนักขึ้นอีก คำสั่งคลายล็อคไม่กี่วันก่อน ต้องถูกทบทวนและยังเพิ่มเติมคำสั่งที่เข้มงวดขึ้นอีก นั่นคือห้ามกินในร้านอาหาร

ผู้เขียนคิดเล่นๆ ว่า ไอ้โควิดนี้เหมือนมันมีญาณหยั่งรู้ หากประเทศไหนทำท่าว่าจะประกาศอิสรภาพ มันจะเข้าไปโจมตีทันที

แม้แต่สหรัฐที่เหมือนจะปกติกันแล้ว ตอนนี้ยังพบผู้ติดเชื้อหลายพันคนทั้งๆ ที่ฉีดวัคซีนไปแล้ว อันที่จริงสหรัฐไม่ควรเรียกว่า “ปกติแล้ว” บางคนเหมาเอาว่าอเมริกันไม่สวมหน้ากากกันแล้วและนั่งกินตามร้านเหมือนปกติแสดงว่ามาตรการเขาดี

แต่โปรดอย่าลืมว่าช่วงแรกๆ ที่เกิดการระบาดนั้นคนอเมริกันด่ารัฐบาลสาดเสียเทเสียว่าไม่เอาอ่าวอีกทั้งคนอเมริกันจำนวนไม่น้อยไม่ทำตามคำสั่งรัฐบาลเอาเลย ทั้งไม่สวมหน้ากากและใช้ชีวิตเหมือนไม่มีอะไรเกิดขั้น ยังไม่ต้องเอ่ยถึงพวก Anti-mask ที่ไล่ด่าหรือทำร้ายคนสวมหน้ากาก

เมื่อต้นเดือนนี้เองที่มีผลสำรวจโดย Gallup poll เผยว่า 49% ของชาวอเมริกันที่บอกว่าพวกเขาไม่มีแผนที่จะรับการฉีดวัคซีนบอกว่าพวกเขาสวมหน้ากากในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมา ซึ่งหมายความว่าที่เหลือคือราว 50% ไม่รับทั้งวัคซีนและไม่สวมทั้งหน้ากาก ซึ่งถือเป็นตัวเลขผู้สวมหน้ากากที่ต่ำที่สุดเท่าที่มีมา

ดังนั้นอเมริกันไม่ใช่จะเพิ่งมาปกติ แต่เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร

แต่เราจะต้องให้เครดิตการฉีดวัคซีนที่ครอบคลุมของประเทศตะวันตกด้วย (สหรัฐนั้นพึงละไว้ในฐานที่เข้าใจ) ในยุโรปหลายประเทศฉีดวัคซีนอย่างครอบคลุมแล้วและเริ่มใช้ชีวิตปกติ โดยเฉพาะให้เข้าไปนั่งกินในร้านอาหาร

อย่างไรก็ตาม มาตรฐานยุโรปนั้นเข้มงวดและเคร่งครัด บางประเทศให้เข้าไปนั่งกินได้แล้ว แต่จะต้องมีหลักฐานยืนยันว่าฉีดวัคซีนแล้วหรือมีผลตรวจเป็นลบ เช่น ออสเตรีย เดนมาร์ก และเยอรมนี

แต่มีประเทศหนึ่งที่ฉีดวัคซีนในอัตราที่สูงพอสมควรแล้วแต่ยังไม่ยอมอนุญาตให้ประชาชนเข้าไปกินในร้านสักที นั่นคือไอร์แลนด์ ล่าสุดนี้เพิ่งจะประกาศเลื่อนไปเปิดให้กินในร้านได้ในวันที่ 5 กรกฎาคม อีกประเทศคือกรีซจะเปิดในต้นเดือนกรกฎาคมเช่นกัน

ปรากฎว่าร้านรวงต่างๆ โอดครวญกันใหญ่ หนึ่งในเชฟดังบอกว่า “นี่มันบริหารผิดพลาดชัดๆ” เพราะไอร์แลนด์น่าจะฉีดวัคซีนถึง 80% แล้วเมื่อถึงปลายเดือนมิถุนายน หากฉีดวัคซีนแล้วก็ควรจะเปิดร้านตามปกติได้

รัฐบาลไอร์แลนด์คงระแวงการระบาดของเชื้อเดลตา แต่อังกฤษที่มีเชื้อเดลตาระบาดถึง 90% ของเชื้อทั้งหมดที่พบก็เปิดร้านตามปกติ เพียงแต่ให้ปิดแค่ 22.00 น.

ดังนั้นดูเหมือนว่าแต่รัฐบาลในโลกนี้จะมีมาตรการต่างกันมาก การตัดสินใจอย่างหนึ่งอาจให้ผลเสียหายยับเยิน แต่หากไม่ทำก็ถูกด่ายับเยินเหมือนกัน

แต่กับรัฐบาลไทยนั้นดูเหมือนจะมีเวรกรรมมากกว่าเพื่อน เวรกรรมที่ว่านี้ก็เกิดเป็นผลมาจากการทำและไม่ทำของรัฐบาลนั่นเอง เรื่องที่ผู้เขียนย้ำมาตลอดคือรัฐบาลทำตัวให้ไม่น่าเชื่อถือ สั่งการคนละอย่างสองอย่าง ทำงานไม่ประสานกัน การประชาสัมพันธ์ติดลบ และผู้บริหารประเทศมักทีเล่นทีจริงบ่อยเกินไป

สรุปก็คือรัฐบาลนี้ขาด Integrity ไม่ต้องกับซื่อสัตย์สุจริตราวกับผ้าขาว เพียงแต่ให้ประชาชนรู้สึกว่าสิ่งที่รัฐบาลบอกหรือทำนั้นเชื่อถือได้และคงเส้นคงวาก็พอ ซึ่งตอนนี้มันไม่ใช่

ดังนั้นเมื่อรัฐบาลสั่งอะไรออกมา ประชาชนจึงสับสน หมดหวังที่จะพึ่งพา บ่อยครั้งเข้าก็ไม่ทำตาม

แต่เรื่องนี้จะโทษรัฐบาลทั้งหมดก็ไม่ถูก ต้องโทษประชาชนอย่างเราด้วยที่ “ดื้อ” กับมาตรการต่างๆ และ “เฉยชา” กับภาวะคับขัน

เรียกว่ารัฐบาลรับผิดชอบส่วนหนึ่ง ประชาชนทำกันเองส่วนหนึ่ง แต่สัดส่วนความรับผิดชอบของสองฝ่ายจะเป็น 50-50, 60-40, 70-30 หรือจะเท่าไรนั้นคงต้องรอเวลาให้ประเมินหลังวิกฤตนี้สิ้นสุดลงก่อนจึงจะยุติธรรม

ไหนๆ ก็คนด่ากันเยอะแล้ว วิธีการแก้ปัญหาไม่ค่อยมี จะขอบอกว่าปัญหาเฉพาะหน้าตอนนี้คือทำอย่างไรให้ร้านขายแล้วให้ลูกค้านั่งกินได้ วิธีแก้ก็อย่างที่บอกคือรัฐบาลต้องฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุดเพื่อทำอย่างประเทศในสหภาพยุโรป หรืออย่างน้อยก็แบบอังกฤษที่ใช้วัคซีนคล้ายๆ เรา

ปัญหาก็คือ ประเทศตะวันตกใช้วิธีแบบนี้ได้ไม่ใช่เพราะวัคซีนเท่านั้น แต่เพราะมีระเบียบควบคุมธุรกิจบริการ/อาหารที่เข้มงวดกว่าไทย ไทยนั้นมี “เศรษฐกิจสีดำ” ที่อยู่นอกระเบียบจัดการและนอกระบบภาษีมากมายเกือบครึ่งหนึ่งของจีดีพี มันทำให้การดูแลยากเป็นทวีคูณ

ความที่ประเทศไทยไร้ระเบียบอย่างที่สุดนี่เองที่ทำให้การแก้ปัญหาสะดุดครั้งแล้วครั้งเล่า แม้แต่การเยียวยาก็จะตัน เพราะเงินที่นำไปแจกนั้นไม่สามารถดึงคืนมาได้จากคนที่รัฐบาลแจกไปเพราะครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในระบบภาษี

พูดถึงเรื่องนอกระบบแล้ว นอกเหนือจากเรื่องที่ควบคุมไม่ได้อย่างโรคระบาดที่อาจแพร่ในอากาศ มันยังมีหลายกรณีที่เกิดขึ้นในเมืองไทยที่แสดงให้เห็นว่าธุรกิจบริการบางกลุ่มไม่แยแสกับมาตรการป้องกันโรคเอาเลย

ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างซอฟต์ๆ ที่เจอมาเพราะมันเป็นสิ่งที่เห็นตำตาในชีวิตประจำวัน

วันหนึ่งหลังจากรัฐบาลคลายกฎให้นั่งกินในร้านคราวก่อน ผู้เขียนไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวร้านหนึ่ง หลังจากสั่งไปแล้วสักพักเพิ่งจะเห็นว่าผู้ปรุงไม่ยอมสวมหน้ากากระหว่างปรุงรอแล้วรออีกก็ไม่ดึงหน้ากากขึ้นมาสวมสักที ในใจก็คิดเข้าข้างเขาว่าของมันร้อนคงจะฆ่าเชื้อไประหว่างปรุงแล้ว แต่แล้วเมื่อปรุงเสร็จก็ยังมาเสิร์ฟทั้งๆ ที่ถอดหน้ากากอนามัย จึงขอปฏิเสธไม่รับเพราะเกรงว่าจะติดโรค 

ขนาดนั่นเป็นร้านที่มีหลักแหล่งไม่ใช่รถเข็น แต่ไม่มีมาตรการดูแลลูกค้าอะไรทั้งสิ้น ทั้งตรวจอุณหภูมิหรือจัดที่ล้างมือให้ ทั้งยังปล่อยปละละเลยให้ผู้ปรุงไม่สวมหน้ากาก

ออกจากร้านนั้นแล้วด้วยความหิวจึงไปสั่งอีกร้านหนึ่งซึ่งมีเครื่องตรวจอุณหภูมิและเครื่องล้างมือให้เสร็จสรรพ ร้านรวงสะอาดดีและน่าไว้ใจ แต่ปรากฎว่าขณะนั่งรอ พนักงานบริการในร้านนั่งห่างไปเพียงชั่วโต๊ะเดียวนั่งทำผมกันกลางร้านกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งไม่ถูกสุขอนามัยเอาเลยไม่ว่าจะมีโควิดหรือไม่มีก็ตาม

แต่ด้วยความหิวและไม่มีร้านอื่นที่น่าไว้ใจกว่านี้จึงกินร้านนั้นไปด้วยความกังวลใจลึกๆ ว่า “จะรอดไหม” แต่ถ้ารอดก็คงไม่กลับไปอีกแล้ว

ที่เอ่ยถึงเรื่องนี้ก็เพื่อจะย้ำว่าตั้งแต่ก่อนที่จะคลายล็อคดาวน์เมื่อปีที่แล้วผู้เขียนได้แนะนำว่าการระบาดใหญ่เป็นการ Disruption อย่างหนึ่ง ธุรกิจร้านอาหารต้องปรับตัวด้วย โดยเฉพาะในไทยที่มีปัญหาสุขลักษณะของธุรกิจ “อาหารริมทาง” อย่างมาก แต่เรามักอวยกันเองว่าเป็นสวรรค์ Street food จนละเลยจุดนี้ไป

ผู้เขียนคิดว่าบ้านเมืองเรามีอาหารถูกๆ แบบ Street food เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าเราจะเป็นประเทศที่พัฒนากว่านี้ สุขอนามัยของบริการด้านอาหารต้องดีกว่านี้ให้มาก ไม่ใช่ว่าจะเน้นแต่ของถูกแต่นำโรคภัยมาสู่ตน เพราะสุขอนามัยถือเป็นเครื่องวัดสวัสดิการชีวิตที่ดีอย่างหนึ่งไม่เฉพาะในช่วงการระบาดใหญ่เท่านั้น

หากไม่ปรับปรุงตัวเองให้ถูกสุขลักษณะพื้นฐานก็อาจจะรอดได้ยากหรือไม่มีอะไรโน้มน้าวใจลูกค้าได้ว่า “เราปลอดภัยเพราะคำนึงถึงความสะอาด”

ยังไม่นับว่ารัฐบาลจะต้องเสียเวลามาใคร่ครวญอีกว่าถ้าให้เปิดกันหมดจะเวิร์กไหม หรือให้เปิดเฉพาะที่อยู่ในระบบภาษีและการควบคุมอนามัยจะถูกด่าว่ารังแกคนจนไหม หรือให้เปิดเฉพาะร้านที่มีมาตรการดูแลลูกค้าครบครันด้วยอุปกรณ์จะถูกด่าว่าเอาใจร้านรวยๆ ไหม?

ผู้เขียนเห็นหลายคนสิ้นหวังกับรัฐบาลและบอกว่าประชาชนดูแลกันเองได้ แต่เท่าที่เห็น การโทษรัฐบาลนั้นมันง่าย (และรัฐบาลก็คงไม่สนใจเอาง่ายๆ ด้วย) ส่วนการดูแลกันเองนั้นมันยาก เอาเข้าจริงประชาชนไม่สามารถดูแลกันเองได้ในหลายๆ เรื่อง เพราะ “คนไทยทำอะไรตามใจชอบ” จึงต้องใช้ระเบียบอันเข้มงวดและการบังคับใช้ที่เด็ดขาดของทางการ

เพียงแต่มันจะกลับไปสู่ปัญหาเดิมที่ผู้เขียนเอ่ยถึง คือรัฐบาลนี้ขาดความน่าเชื่อถือกระทั่งไม่ชวนให้ประชาชนเชื่อและทำตาม จนทำให้ชวนคิดว่าจริงๆ แล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลหรือประชาชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่อยู่ที่แต่ละฝ่ายไม่เข้าขากันมากกว่า

ขณะที่ไอซ์แลนด์เพิ่งจะยกเลิกข้อจำกัดเกี่ยวกับโควิด-19 ในประเทศทั้งหมด โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า 87% ของผู้ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส ทำให้ไอซ์แลนด์อาจเป็นหนึ่งในประเทศยุโรปกลุ่มแรกๆ ที่ยุติมาตรการจำกัด

ดร.ธอโรลเฟอร์ กุดนาสัน (Dr Thorolfur Gudnason) นักระบาดวิทยาชื่อดังของไอซ์แลนด์บอกกับ Bloomberg ว่า ในไอซ์แลนด์นั้น “ทุกคนพายเรือไปในทิศทางเดียวกัน และนั่นคือเหตุผลที่เราได้ผลลัพธ์ที่เรามี” นั่นคือสามารถคลายล้อคดาวน์ได้

ส่วนเมืองไทยนั้นแม้แต่ในรัฐบาลยังพายกันคนละทิศละทาง ยังไม่นับพวกที่เท้าราน้ำอีกมากมาย

กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

วันที่ 28 มิ.ย. 2564 ข่าวการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic

จี้รัฐบาลเร่งเยี่ยวยาผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการคุมโควิดอย่างทั่วถึง

จี้รัฐบาลเร่งเยี่ยวยาผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการคุมโควิดอย่างทั่วถึง

ประธานพรรคไทยสร้างไทยออกแถลงการณ์ไล่บี้นายกฯ เยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์อย่างทั่วถึง จี้กำหนดแนวทางการดูแลตนเองที่บ้านของผู้ป่วยโควิดระหว่างรอเตียงวันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 20:27 น. | ข่าวการเมือง

หวั่น“โควิด”ลามต่างจังหวัด!! พิษปิดแคมป์คนงาน“กทม.-ปริมณฑล”

หวั่น“โควิด”ลามต่างจังหวัด!! พิษปิดแคมป์คนงาน“กทม.-ปริมณฑล”

มีความเป็นห่วงหวั่นเชื้อโควิดจากแคมป์คนงานจะแพร่กระจายไปในหลายจังหวัด หลังพบมีแรงงานทยอยเดินทางกลับบ้านเป็นจำนวนมากวันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 19:36 น. | ข่าวการเมือง

รองนายกฯแจงประกาศศบค.กลางดึกไม่กระทันหัน เพราะเกริ่นให้รู้แล้ว

รองนายกฯแจงประกาศศบค.กลางดึกไม่กระทันหัน เพราะเกริ่นให้รู้แล้ว

“วิษณุ” แจงประกาศข้อกำหนดศบค.กลางดึกไม่ได้กระทันหัน เพราะเกริ่นให้รู้แล้ว ระบุเหตุห้ามนั่งกินในร้านเหตุ เพราะต้องถอดหน้ากากอนามัย ถือว่าอันตรายเสี่ยงติดโควิดวันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 13:28 น. | ข่าวการเมือง