MAGURO สาขาใหม่ใจกลางเมือง @เซ็นทรัลเวิลด์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/654922

วันที่ 08 มิ.ย. 2564 เวลา 11:30 น.

MAGURO สาขาใหม่ใจกลางเมือง @เซ็นทรัลเวิลด์มากุโระ กรุ๊ป เดินหน้าขยายสาขาที่ 10 สู่ใจกลางเมือง พร้อมเอาใจเหล่าเจแปนีสเลิฟเว่อร์ด้วยเมนูพรีเมี่ยมจัดหนักพิเศษกว่าใคร 16 รายการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

โพสต์ทูเดย์ กิน-เที่ยว เอาใจคนรักอาหารญี่ปุ่นอีกครั้งกับ MAGURO ร้านอาหารญี่ปุ่นเกรดพรีเมี่ยม ที่เปิดสาขาใหม่ในเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 6 โซนเอเทรียม โชว์ความแตกต่างเพิ่มความพิเศษด้วยการนำทัพเมนูอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมี่ยมสุดเอ็กซ์คลูซีฟกว่า 16 รายการ พร้อมเสิร์ฟเฉพาะที่สาขานี้เท่านั้น และโปรโมชั่นเด็ดอีกมากมาย 

“ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา เราได้ดำเนินธุรกิจภายใต้วัฒนธรรมหลักของแบรนด์มากุโระ นั่นคือ ‘Way of giving more’ หรือ ‘วัฒนธรรมแห่งการให้มากกว่าที่ขอ’ ที่นอกจากความตั้งใจถ่ายทอดความใส่ใจของอาหารทุกจานจากวัตถุดิบคุณภาพ ผ่านการปรุงที่เคารพในวัตถุดิบ และเข้าใจศิลปะของอาหารญี่ปุ่นที่สุดตามมาตรฐานของ MAGURO (มากุโระ) จนเป็นที่ประทับใจของลูกค้ามาตลอดแล้ว ในช่วงสถานการณ์ที่ผ่านมา เรามีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการมอบความสุขแก่ลูกค้าให้ง่ายขึ้น ผ่านช่องทางเดลิเวอรี่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง MAGURO.Go บริการส่งอาหารสดใหม่ในรูปแบบเดลิเวอรี่ของมากุโระเอง ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าจำนวนมาก รวมถึงยังคงมุ่งมั่นขยายสาขาตามแผนที่กำหนดไว้ เพื่อเพิ่มความสะดวกแก่ลูกค้าในการเข้าถึงแบรนด์ได้มากยิ่งขึ้นจากกลุ่มครอบครัวและกลุ่มคนวัยทำงานที่ใช้ชีวิตในเมืองเป็นประจำ วันนี้เราพร้อมเปิดตัวสาขาที่ 10 ซึ่งเป็นสาขาใหม่ ตั้งอยู่บนห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 6 โซนเอเทรี่ยม มาพร้อมรูปโฉมร้านที่ดูทันสมัยและแปลกตามากกว่าสาขาอื่น และเป็นสาขาแรกกับการใช้โลโก้ใหม่ รวมถึงการตกแต่งองค์ประกอบต่าง ๆ ภายในร้านให้โมเดิร์นขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์และกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ตั้งแต่การเพิ่มความความอบอุ่นมากขึ้นผ่านสีเขียวของใบไม้ สื่อสารความเป็นญี่ปุ่นแท้ๆ ผ่านซูชิบาร์ขนาดใหญ่ ที่สวยสะดุดตา เพื่อเติมเต็มทุกประสาทสัมผัสของลูกค้าตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้าสู่ร้าน และแน่นอนว่าสาขานี้ย่อมต้องมีความไม่ธรรมดา เพราะเราจัดเต็มด้วยเมนูพิเศษเฉพาะสาขานี้อีกกว่า 16 เมนู ซึ่งมั่นใจว่าจะเป็นหนึ่งในเดสติเนชั่นของสายฟู้ด เลิฟเวอร์ และแฟนคลับของแบรนด์มากุโระอย่างแน่นอน”  เอกฤกษ์ แสงเสรีดำรง กรรมการบริหาร ร้านอาหารญี่ปุ่น MAGURO และกลุ่มธุรกิจในเครือมากุโระ กรุ๊ป กล่าว

เพื่อเป็นการฉลองการเปิดตัวสาขาที่ 10 ที่เซ็นทรัลเวิลด์นี้ ทางมากุโระได้จัดโปรโมชั่นพิเศษมากมาย อาทิ ทานอาหารครบ 2,000 บาท (10 วันแรกของการเปิดสาขา) รับสิทธิพิเศษในการจับฉลากลุ้นรับบัตรกำนัล และของรางวัลมากมาย, สิทธิ์สั่งเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Wagyu & Foie Gras Roll , Redeem คะแนน 15 คะแนน พร้อมเพิ่มเงินอีก 90 บาท เพื่อแลกซื้อ “Temaki Negi Salmon” หรือสมาชิกมากุโระ รับฟรี!!  คาสเทลล่าไข่ของหวานสุดอร่อย เป็นต้น

สำหรับเมนูพิเศษกว่า 16 รายการนี้ ได้รังสรรค์โดยมาสเตอร์เชฟมาเพื่อสาขานี้โดยเฉพาะ อาทิ Buta Teppanyaki เนื้อหมูคุณภาพดีหั่นเต๋าขนาดพอดีคำ นำมาย่างไฟเสิร์ฟบนกะทะร้อนสไตล์ญี่ปุ่น ปรุงรสชาติให้ได้ความหอมกลมกล่อม ต่อด้วย Wagyu Teppanyaki เนื้อวัวอย่างดีหั่นเต๋า ปรุงรสชาติอย่างตั้งใจ นำมาย่างไฟให้ได้ความสุกที่พอดี ทำให้ได้เนื้อที่นุ่ม และหอมทุกคำที่นำเข้าปาก

ตามด้วย Salmon Teppanyaki แซลมอนชิ้นหนาคุณภาพพรีเมียม นำมาย่างไฟให้สุกกำลังพอดี เพื่อให้ได้สัมผัสถึงความนุ่มฉ่ำของเนื้อปลาด้านใน และความกรอบของหนังด้านนอก, Saba Teppanyaki ปลาซาบะย่างชิ้นหนา เนื้อนุ่ม เสิร์ฟมาบนกระทะร้อน ให้มีกลิ่นหอมแบบเฉพาะตัว ที่ใครได้กลิ่นแล้วจะต้องชวนหิวกันทุกคน, Kuruma Teppanyaki กุ้งลายเสือญี่ปุ่นตัวโตเนื้อแน่นย่างไฟพอเหมาะเพื่อให้ได้ลิ้มรสความหวานของกุ้งอบอวลชวนทานแล้วท็อปด้านบนด้วยซอสสูตรพิเศษเพื่อเพิ่มความหอมมันกลมกล่อม

Zaru Soba เส้นโซบะญี่ปุ่นทำจากเมล็ดของต้นโซบะ รสสัมผัสเหนียว นุ่ม ทานคู่กับ Negi Toro หรือท้องปลาทูน่าสับฉ่ำๆ เข้ากันอย่างดีกับน้ำซารุกลิ่นหอมสูตรลับของทางร้าน และอร่อยยิ่งขึ้นเมื่อทานกับ Ikura เม็ดกลมโตรสกลมกล่อม

Taraba Salted Egg ขาปูทาราบะไซส์ใหญ่ ปูที่ได้ชื่อว่าเป็น “King Crab” ที่ทั้งหวานและฉ่ำ มาย่างไฟให้สุก On Top ด้วยซอสไข่เค็มสูตรพิเศษที่มีความหอม มัน กลิ่นคละคลุ้งเย้ายวนชวนทานสุดๆ

Buta Sukiyaki เนื้อหมูคุณภาพพรีเมียม เสิร์ฟพร้อมกับสุกี้น้ำดำแบบคันไซของญี่ปุ่น ตัวน้ำสุกี้จะมีความหอม หวาน กลมกล่อม และอุมดมไปด้วยผักหลากหลายชนิด, Wagyu Sukiyaki เนื้อวัวญี่ปุ่นคุณภาพเยี่ยมเสิร์ฟพร้อมกับสุกี้น้ำดำแบบคันไซของญี่ปุ่นตัวน้ำสุกี้จะมีความหอมหวานกลมกล่อมและอุดมไปด้วยผักหลากหลายชนิด

Wagyu & Foie Gras Roll โรลเนื้อวากิว สอดไส้ด้วยฟัวกราส์ ออนท็อปด้วย Unagi พร้อมด้วยซอสสูตรพิเศษ อร่อยเต็มคำสุดๆ , Temaki Negi Salmon แซลมอนสับ ปรุงรสด้วยเกลือทะเล เสิร์ฟคู่กับ Ikura รสกลมกล่อม วางบนข้าวญี่ปุ่น ที่จัดสัดส่วนอย่างพอเหมาะ เพิ่มความหอม และสีสันด้วยหอมซอย และสาหร่าย , Temaki Ikura ไข่แซลมอนคัดเลือกเฉพาะเม็ดกลมโต นำมาหมักซอส โชยุ สูตรเฉพาะของร้านเพื่อเพิ่มรสชาติ โรยหน้าเทมากิแบบล้นๆ ตบท้ายด้วยการเพิ่มรสสัมผัสจาก ใบโอบะ เติมความเป็นญี่ปุ่นและอุดมไปด้วยสรรพคุณที่มีประโยชน์ , Temaki Unagi ปลาไหลน้ำจืดชิ้นพอดีคำ ที่วางบนเทมากิคำโต เราทำการย่างด้วยซอสคาบายากิ โดยใช้เทคนิคทาซอสสลับกับการย่าง เพื่อให้ปลาไหลคงความชุ่มฉ่ำเมื่อรับประทาน

Temaki Tempura กุ้งสดตัวใหญ่ นำมาทอดกรอบจนได้เป็นสีเหลืองทองน่ารับประทาน ออนท็อปด้วยความกรุบกรอบๆ และเพิ่มความหอมมันด้วยอะโวคาโดสไลด์หั่นบาง , Temaki California ซูชิหน้ารวมที่ถูกอัดแน่นไปด้วย Ebi, Ebi Tamago, Tamagoyaki, Kani และ Avocado จัดได้ว่าเป็นสุดยอดเมนูอร่อยง่ายๆ ในคำเดียว และ Temaki Hokkaido ขุมทรัพย์แห่งท้องทะเล ที่ถูกนำมาปรุงในรูปแบบของเทมากิ คำนี้มีทั้ง Uni, Ikura, Ama Ebi และ Otoro ถือเป็นที่สุดในด้านรสชาติแห่งความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้

เปิดรับและลิ้มรสเพื่อสัมผัสประสบการณ์ของอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียมที่ให้มากกว่าความอร่อยได้แล้ววันนี้ที่ MAGURO สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 6 โซน Atrium โทร: 082-646-5556 หรือติดตามข่าวสารของ MAGURO และ MAGURO Go (Delivery) ได้ที่ Facebook: MAGURO / MAGUROGo Instagram: MAGURO.sushi /MAGURO.Go และ Line:@Magurosushi / @MAGURO.Go

‘ทองม้วนสุขใจ’ ความอร่อยใหม่จากป้าตือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/654920

วันที่ 08 มิ.ย. 2564 เวลา 10:10 น.

'ทองม้วนสุขใจ' ความอร่อยใหม่จากป้าตือรสชาติไทยดั้งเดิมเพิ่มเติมความเก๋ด้วยสไตล์ไทยโมเดิร์น กับ “ทองม้วนสุขใจ” ขนมไทยที่ใครต่างก็คุ้นเคย พร้อมคอนเซ็ปต์ “สุขใจ ใส่ใจทุกความอร่อย”

เตรียมตัวเปิดรับความอร่อยใหม่ในรสชาติไทยดั้งเดิม แต่เพิ่มเติมความเก๋ด้วยสไตล์ไทยโมเดิร์น กับ “ทองม้วนสุขใจ” ขนมไทยรสชาติที่คุณคุ้นเคย มาในรูปแบบสะดวก ทานง่าย ได้ประโยชน์ ผลิตภัณฑ์ความอร่อยใหม่ล่าสุดจาก “ป้าตือ–สมบัษร ถิระสาโรช” ออแกไนเซอร์ชื่อดังแถวหน้าของเมืองไทย และ #มาดามแห่งวงการออนไลน์ ที่ล่าสุดเปิดตัวสินค้าใหม่ที่รังสรรค์วัตถุดิบคุณภาพดีสู่ขนมไทยยอดฮิตที่ทานเล่นกันได้ทั้งบ้าน ตามคอนเซ็ปต์ ‘สุขใจ ใส่ใจทุกความอร่อย’ นอกจากความอร่อยแล้ว ป้าตือ ยังตั้งใจว่า ทุกๆ กล่องที่คุณสั่งซื้อ ลูกค้าทุกท่านยังได้เป็นส่วนหนึ่งของการบริจาคทุนการศึกษาให้เยาวชนไทยตลอดไปแบบไม่มีที่สิ้นสุด

จุดเริ่มต้นของ “ทองม้วนสุขใจ” เราอยากสนับสนุนเกษตรกรไทย และป้าตืออยากให้ทุกคนได้ทานของอร่อย จากวัตถุดิบคุณภาพชั้นดี จึงคัดสรรบรรจงการใช้วัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็น กะทิ ที่มาจากมะพร้าวกะทิชั้นดีคั้นสดจากบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ แหล่งของมะพร้าวชั้นดี 1 ใน 3 ที่ดีที่สุดของไทย ทำให้ได้กลิ่นหอมของมะพร้าวตั้งแต่เปิดซอง และยังใช้ปลายข้าวพันธุ์ดีคัดพิเศษจากเกษตรกรไทยมาเป็น แป้งข้าวเจ้าชั้นดี ผ่านกรรมวิธีการโม่ที่เหมาะสม ทำให้เนื้อแป้งเนียนละเอียด ปราศจากสิ่งเจือปน ยิ่งไปกว่านั้น เรายังเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการด้วย งาดำออแกนิก ธัญพืชเพื่อสุขภาพ เพิ่มคุณค่าทางสารอาหาร ทุกวัตถุดิบเราปรุงด้วยใจจากสูตรต้นตำรับดั้งเดิมจากอยุธยาที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาสู่ “สุขใจ” ในรูปแบบไทยโมเดิร์นสไตล์ป้าตือ

แพ็กเกจของทองม้วนสุขใจ ต้องบอกเลยว่าโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เน้นความเป็นไทยสมัยใหม่ และมีสีสันสดใสเพื่อเพิ่มความสุขและความสนุกสนานแบบไทยๆ โดยใน 1 กล่องบรรจุ 12 ชิ้น มีกล่อง 2 สีให้เลือกซื้อ ได้แก่ กล่องสีชมพู และกล่องสีฟ้า กับรสชาติออริจินอล นอกจากนี้ “ทองม้วน” ยังเหมาะที่จะเป็นของฝากมงคลตามความเชื่อในสมัยโบราณ สื่อถึงความมั่งมี มั่งคั่ง ร่ำรวย ให้กับผู้รับตามชื่อ “ทองม้วนสุขใจ”

“ทองม้วนสุขใจ” สามารถสั่งได้ทาง LINE OA : @SUKJAI_OFFICIAL หรือเฟซบุ๊ก แฟนเพจ และอินสตาแกรม SUKJAI_OFFICIAL สัมผัสความอร่อยในราคาเพียงกล่องละ 120 บาท โดยที่ทุกกล่องจะหักรายได้เพื่อนำไปสมทบทุนการศึกษาให้กับเยาวชนไทยตลอดไปแบบไม่มีที่สิ้นสุด

#ช่วยเชฟSaveร้าน อร่อยที่บ้านในราคาที่เข้าถึงได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/654878

วันที่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 15:02 น.

#ช่วยเชฟSaveร้าน อร่อยที่บ้านในราคาที่เข้าถึงได้Wongnai และมูลนิธิ CHEF CARES ชวน 17 สุดยอดเชฟระดับท็อปเสิร์ฟเมนูซิกเนเจอร์ให้กินถึงบ้านในราคาที่เข้าถึงได้ในแคมเปญ #ช่วยเชฟSaveร้าน

ในทศวรรษที่ผ่านมา อาหารในรูปแบบ fine dining สร้างจุดเด่นให้กับธุรกิจร้านอาหารในประเทศให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาของทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ผลักดันธุรกิจร้านอาหารในไทยไปสู่เวทีโลกแบบก้าวกระโดด มีเชฟไทยรุ่นใหม่มากด้วยไอเดีย และความสามารถ และเชฟชาวต่างชาติชั้นนำอีกมากมาย

จากการระบาดของโควิด-19 ที่เรื้อรังมาตั้งแต่ปี 2563 แม้ธุรกิจร้านอาหารจะได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง ไม่สามารถเปิดขายได้ เชฟชั้นนำของประเทศไทยยังไม่นิ่งดูดาย พร้อมสละกำลังกาย ส่งมอบพลังใจเพื่อสังคมผ่านมูลนิธิ Chef Cares ทำอาหารพร้อมทานอย่างแข็งขัน ส่งมอบบริจาคให้บุคลากรทางการแพทย์ และโรงพยาบาลซึ่งเป็นด่านหน้าในการต่อสู้ภัยโควิด-19

มูลนิธิ Chef Cares จึงได้จับมือกับ Wongnai สร้างโปรเจ็ค #ช่วยเชฟSaveร้าน อาหารตามสั่งแบบ fine dining และเชฟคนดังสุดพิเศษ ในราคาที่จับต้องได้ และร้านอาหารที่มาเข้าร่วมโปรเจ็คนี้ เพราะเราเห็นว่า เชฟชั้นนำเหล่านี้ได้ช่วยสังคมมามากมาย ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องรวมกำลัง และทรัพยากรเพื่อ #ช่วยเชฟSaveร้าน ตอบแทนน้ำใจ 

ทางมูลนิธิ Chef Cares และ Wongnai ขอเชิญชวนนักชิม และ foodie ทั้งหลาย เข้ามาสั่งอาหาร #ช่วยเชฟsaveร้าน ช่วยบรรเทาวิกฤตเศรษฐกิจ เพื่อเราทุกคนจะฝ่าภัยโควิด-19 ไปด้วยกัน ทั้งนี้มูลนิธิ Chef Cares ขอขอบคุณในน้ำใจ และความร่วมมือจาก Wongnai เป็นอย่างยิ่ง

คุณยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai กล่าวว่า “Wongnai ในฐานะที่เป็นพันธมิตรกับร้านอาหารทุกระดับมาอย่างยาวนาน สำหรับแคมเปญ #ช่วยเชฟSaveร้าน ซึ่งอยู่ภายใต้แคมเปญใหญ่ #Saveร้านอาหาร ของเรา เพื่อเพิ่มช่องทางการขายและดึงดูดนักกินชาว Wongnai ด้วยดีลราคาพิเศษ เพื่อเพิ่มกระแสเงินสดอุดหนุนพี่น้องในวงการร้านอาหารระดับพรีเมี่ยมให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้พร้อมๆ กัน”

อิ่มท้องอิ่มใจไปกับแคมเปญ #ช่วยเชฟSaveร้าน ที่ได้รวบรวมเมนูซิกเนเจอร์ที่เป็นส่วนผสมที่ลงตัวของอาหารที่ดีต่อสุขภาพและรสชาติอร่อย จากฝีมือการรังสรรค์โดยเชฟชั้นนำระดับประเทศมากกว่า 17 คน ไม่ว่าจะเป็น เชฟเดวิด ทอมป์สัน จากร้าน Aksorn, เชฟการิมา อะโรรา จากร้าน Gaa, เชฟแดน บาร์ก จากร้าน Caper by Dan Bark, เชฟฟรานเชสโก เลนซี จากร้าน Nonna Nella by Lenzi, เชฟโทชิ โอนิชิ จากร้าน Sushi Zo, เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ จากร้าน Blue Elephant, เชฟเคนจิ ชินโด จากร้าน Wagyu Shin, เชฟดีแพงเกอร์ คอสลา จากร้าน Haoma, เชฟซากิ โฮชิโนะ จากร้าน Samlor, เชฟป่าน ศิริพรเลิศกุล จากร้าน 99 Chicken Pot ฯลฯ 

จานพิเศษที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดีพร้อมด้วยการปรุงรสชั้นเลิศ ในดีลสุดคุ้มราคาพิเศษ เริ่มต้น 599 บาทและ 999 บาท ดูรายชื่อเมนูจากเชฟดังและซื้อดีลสุดคุ้มได้แล้ววันนี้บนแอปพลิเคชัน Wongnai หรือที่ https://www.wongnai.com/evouchers?domain=1&tags=Chefcares&ref=home

ร้าน “อร่อยดี” เสิร์ฟเมนูด่วนอบอวลสมุนไพรไทย-กระชายขาว เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/654876

วันที่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 14:22 น.

ร้าน “อร่อยดี” เสิร์ฟเมนูด่วนอบอวลสมุนไพรไทย-กระชายขาว เสริมสร้างภูมิคุ้มกันกินอาหารเป็นยามื้อนี้ต้องนี่เลย อร่อยง่ายๆ ได้เสริมภูมิคุ้มกันที่ร้าน “อร่อยดี” จัดเมนู “ผัดฉ่าสมุนไพร-กระชายขาว” เริ่มต้นแค่ 69 บาท

เร็วกว่าใครจัดให้แบบทันท่วงทีกับกระแส “สมุนไพรไทย” สร้างและเสริมภูมิคุ้มกัน ร่วมเข้าโหมดชีวิต กินอาหารเป็นยากันได้แล้ว ยิ่งสถานการณ์ปัจจุบันแบบนี้ เมนูที่ประกอบด้วยสมุนไพรโดยเฉพาะ “กระชายขาว” จัดเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด!

ร้าน “อร่อยดี” ร้านอาหารจานด่วน ให้คุณได้ย้อนวันวานกับจานที่คุ้นเคย ไม่รอช้า เข้าครัวบ้านๆ พลิกสูตรอาหารจานเด็ด มาเป็นอีกหนึ่งเมนูไอเท็มที่เหล่านักชิมไม่ควรพลาด จัดเป็นเมนูเต็งหนึ่งในตอนนี้ ที่ให้ความอร่อยและประโยชน์ต่อร่างกายด้วยวัตถุดิบสมุนไพรที่กำลังเป็นที่นิยมในตอนนี้ ทางร้านขอเสิร์ฟเมนูแบบด่วนๆ

โดยนำวัตถุดิบ “กระชายขาว” ให้ลูกค้าได้ทั้งอิ่ม ทั้งเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายแบบด่วนๆ ด้วยราคาที่เข้าถึงง่าย อาทิ ข้าวผัดฉ่าไก่กระชายขาว + ไข่ต้ม ราคา 69 บาท ข้าวผัดฉ่าหอยลายกระชายขาว + ไข่ต้ม ราคา 79 บาท ข้าวผัดฉ่าไก่คาราเกะ + ไข่ต้ม ราคา 79 บาท ข้าวผัดฉ่าไข่ปลาหมึกกระชายขาว + ไข่ต้ม ราคา 89 บาท ข้าวผัดฉ่ายกทะเลขึ้นบกกระชายขาว + ไข่ต้ม ราคา 89 บาท

พร้อมกันนี้ ยังจัดโปรโมชั่นพิเศษ เฉพาะสั่งผ่าน Delivery เท่านั้น ตั้งแต่วันนี้–31 สิงหาคม 2564

ชุดผัดฉ่า 1 : ข้าวผัดฉ่าไก่กระชายขาว – ไข่ต้ม + ข้าวผัดฉ่าไข่ปลาหมึกกระชายขาว-ไข่ต้ม ราคา 159 บาท

ชุดผัดฉ่า 2 : ข้าวหฤโหดโคตรกะเพราหมูสับ + ข้าวผัดฉ่ายกทะเลขึ้นบกกระชายขาว-ไข่ต้ม ราคา 159 บาท

สนใจสั่งอาหารได้ทุกช่องทาง โดยสั่งซื้อ Delivery ผ่าน 7 แอปนี้

Grabfood : https://bit.ly/2uMaSuM Gojek : https://bit.ly/2E4OcL2

Lineman : https://lineman.onelink.me/1N3T/f3c71a8

Foodpanda : https://bit.ly/3eGQ7Vv

Truefood : https://trueid.onelink.me/14Ip/e670e9ee

Robinhood : https://bit.ly/2SMZ9I0

FOODHUNT : http://onelink.to/d5x7ma

หรือผ่านเว็บ www.foodhunt.com

ดูรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : https://web.facebook.com/CRGAroiDeeRestaurant/ สอบถามโทร. Call Center 1312

แผลร้อนในกับการดูแลด้วยอาหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656135

วันที่ 22 มิ.ย. 2564 เวลา 11:59 น.

แผลร้อนในกับการดูแลด้วยอาหารรู้จัก “แผลร้อนใน” ค้นหาสาเหตุพร้อมข้อแนะนำด้านโภชนาการสำหรับดูแลแผลในปากเหล่านี้

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลฯ เผยแพร่ข้อมูลที่ย่าสนใจเรื่อง แผลร้อนในกับการดูแลด้วยอาหาร ว่า

คนไทยเรียกแผลเล็กๆ สีซีดๆ ที่อยู่บริเวณเยื่อบุภายในปาก หรืออยู่ตรงกระพุ้งแก้มหรือลิ้น หรือแถวเหงือกว่า “แผลร้อนใน” หมอจีนเชื่อว่าแผลประเภทนี้เกิดจากความร้อนในร่างกายมีมากเกินไปในเมื่อหาทางระบายออกไม่ได้ก็เลยระเบิดออกมาตามเยื่อบุที่มีลักษณะอ่อน อย่างเช่นในปาก หมอจีนจึงนิยมให้ดื่มน้ำขมหรือน้ำสมุนไพรเพื่อลดความร้อนภายในร่างกาย ซึ่งก็ได้ผลพอสมควร

แพทย์ตามตำราตะวันตกบางคนอาจเข้าใจว่าแผลพวกนี้คือ เริม หรือ herpes ซึ่งแผลเริมมักเป็นตุ่มใสๆ บวมแดงเกิดเป็นแผลพุพองเม็ดเล็ก หลายเม็ดบริเวณเดียวกัน แผลร้อนในกับเริมจึงเป็นคนละกลุ่ม แพทย์บางคนเรียกแผลประเภทนี้ว่า aphthous ulcer  ซึ่งอาจไม่ใช่เพราะแผลชนิดนั้นหมายถึงแผลเปื่อยในกลุ่มโรคปากเปื่อยเท้าเปื่อย โดยทั่วไปแผลในปากกลุ่มนี้เรียกกันทั่วไปว่า canker sores หมายถึงแผลในเยื่อบุปากเรียกอย่างนี้จึงถูกต้องกว่าแผลในปากประเภทนี้เกิดจากไวรัสซึ่งยังไม่มียารักษาแต่พอจะลดปัญหาได้บ้างวิธีรักษาง่ายๆคือเคลือบแผลด้วยยาบางชนิด

ในการใช้โภชนาการ พิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าไวรัสเป็นสิ่งกึ่งมีชีวิตต้องการอาหารเลี้ยงดูจึงควรเลี่ยงอาหารบางอย่างหรือเสริมบางชนิด อย่างเช่น แนะนำให้เลี่ยงอาหารที่มีกรดอะมิโนชนิดอาร์จินีน (Arginine) มากๆ และเพิ่มอาหารที่มีกรดอะมิโนไลซีน (Lysine) สูงๆ ถั่วทั้งหลาย อย่างเช่น ถั่วลิสง ถั่วนัท ถั่วปิตาชิโอ วอลนัท อัลมอนด์ บราซิลนัท ฮาเซลนัท ถือว่าเป็นอาหารกลุ่มที่มีอาร์จินีนสูง ควรหยุดไว้สักพัก ช็อกโกแลตมีน้ำตาลสูง ทั้งยังมีอาร์จีนีนค่อนข้างสูงควรหยุดเช่นกัน อาหารอีกประเภทหนึ่งคือเจลาติน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขนมเยลลีประเภทเคี้ยวแล้วเด้งในปากทั้งหลาย เจลาตินพวกนี้มักทำจากหนังหมูซึ่งเป็นโปรตีนคุณภาพต่ำมีอาร์จินีนสูงสมควรงด

ข้อแนะนำด้านโภชนาการสำหรับดูแลแผลในปากเหล่านี้คือ ต้องเลือกอาหารที่มีไลซีนสูง อย่างเช่น สาหร่ายทะเล น่าจะลองกินสาหร่ายทะเลดู ส่วนผักทั้งหลายเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาท้องผูก ลองสังเกตดูก็ได้ว่าช่วงไหนเกิดท้องผูกมักมีปัญหาร้อนในบ่อยขึ้น ดังนั้น หากรับประทานผักลดอาการท้องผูก ร้อนในจะหายไป จึงควรเพิ่มผักในมื้ออาหาร แต่ขอให้เป็นผักที่สะอาดหน่อย อีกวิธีหนึ่งคือพักผ่อนให้เพียงพอ คนเครียด พักผ่อนน้อย เกิดปัญหาแผลร้อนในปากได้บ่อย จึงต้องระวัง

Covid-19 : ‘ผื่น’ อาการทางผิวหนังที่ไม่ควรมองข้าม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/656128

วันที่ 22 มิ.ย. 2564 เวลา 10:40 น.

Covid-19 : 'ผื่น' อาการทางผิวหนังที่ไม่ควรมองข้ามสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เผยโรคโควิด-19 กับอาการทางผิวหนังที่ไม่ควรมองข้าม (ตอนที่ 1)

แม้ว่าโรคโควิด-19 จะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก แต่ก็อาจทำให้เกิดความผิดปกติทางผิวหนังร่วมด้วย สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย จึงมีความเป็นห่วงประชาชนเกี่ยวกับอาการของผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีหลากหลายระบบ อย่างไรก็ดีจากสถิติพบว่าประมาณ 0.2 -20% ของผู้ป่วยโรคโควิด-19 ทั้งหมดมีอาการผื่นทางผิวหนังร่วมด้วย

ผื่นอะไรที่ให้สงสัยว่าเป็น COVID

รศ.พญ.ภาวิณี ฤกษ์นิมิตร อนุกรรมการประชาสัมพันธ์และงานกิจกรรมงคมสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากผลงานวิจัย Skin manifestations in COVID-19: The tropics experience เมื่อปีพ.ศ. 2563 พบว่า สถิติผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จำนวน153 ราย มีอาการโรคผิวหนังร่วมด้วย 23 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วน 15% โดยอาการบ่งชี้ทางผิวหนังของผู้ป่วยที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จะแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มอาการ เช่นเป็นผื่นผิวหนังแบบผื่นลมพิษ ผื่นแดงชนิด maculopapular เป็นตุ่มน้ำที่ผิวหนัง หรือผิวหนังแตกเป็นแผลจากการขาดเลือด

ผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการทางผิวหนังในประเทศแถบยุโรป และประเทศเอเชียจะมีอาการทางผิวหนังแตกต่างกันอยู่บ้าง กล่าวคือ ผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในประเทศแถบเอเชียมักมีอาการผื่นลมพิษ ผื่นแดงทั่วตัว หรือผื่นแบบตุ่มน้ำ ซึ่งพบในกลุ่มผู้ป่วยในประเทศแถบยุโรปเช่นกัน แต่ผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในประเทศแถบยุโรปจะมีอาการหนึ่งที่ไม่พบผู้ป่วยในประเทศไทย คือมีอาการปลายมือปลายเท้าม่วงคล้ำ (ในทางการแพทย์ รู้จักกันในนาม Covid Toe) อันเนื่องมาจากสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็น ทั้งนี้วิธีการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการทางผิวหนัง แพทย์จะรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาเสตียรอยด์รักษาอาการตุ่มนูน ตุ่มคัน หรือยาแก้แพ้รักษาอาการลมพิษ เป็นต้น

สำหรับอาการทางผิวหนังที่พบในผู้ป่วยโรคโควิด-19 สามารถแยกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1.อาการผื่นผิวหนังจากโรคโควิด-19 โดยอาการบ่งชี้ก็เช่น ผู้ป่วยเป็นลมพิษ ผื่นแดง ตุ่มน้ำพอง หรือมีแผลแตกบริเวณผิวหนัง

2.อาการผื่นผิวหนังจากการสวมหน้ากาอนามัย หรืออุปกรณ์ป้องกัน PPE ผู้ป่วยโรคโควิด-19 จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ทำให้บางรายเป็นสิวหรือผื่นแดงบริเวณใบหน้า อันเนื่องมาจากการสวมหน้ากากอนามัยเป็นระยะเวลานาน หน้ากากอนามัยไม่สะอาด หรือบางรายเกิดจากการแพ้ส่วนประกอบบางชนิดของหน้ากากอนามัย ขณะที่บางรายมีอาการผื่นแดงตามมือจากการล้างมือบ่อยจนมือแห้งและระคายเคือง

จากข้อมูลการรักษาและการเก็บข้อมูล แม้ยังไม่พบว่าอาการทางผิวหนังของผู้ป่วยโรคโควิด-19 จะก่อให้เกิดอาการรุนแรงอื่นตามมาจนถึงขั้นเสียชีวิต หากประชาชนมีอาการเป็นไข้ หายใจไม่สะดวก จมูกไม่ได้กลิ่น หรือมีอาการผื่นผิวหนังร่วมด้วยก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาแต่เนิ่น ๆ นอกจากนี้ สิ่งที่อยากฝากแก่ประชาชนทุกคนคือ การดูแลตนเองเบื้องต้นยังเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนห่างไกลโรคโควิด-19 ได้ ด้วยการสวมหน้ากากอนามัยและควรเปลี่ยนใหม่บ่อยๆ หรือหากเป็นหน้ากากผ้าควรซักล้างทำความสะอาดสม่ำเสมอ และควรล้างมือบ่อยๆ ซึ่งหลังจากล้างมือแล้ว อาจทามอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อสร้างความชุ่มชื่นให้แก่ผิว ก็จะทำให้ผิวหนังไม่ระคายเคืองได้

ผื่นที่ “มือ” ช่วง COVID

ผศ.พญ.สุวิรากร ธรรมศักดิ์ ประธานฝ่ายกิจกรรมสังคมสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การป้องกันเชื้อไวรัสไม่ให้เข้าสู่ร่างกายนั้น “มือ” ที่เป็นอวัยวะที่สำคัญ ที่ใช้จับสิ่งของ จับทุกสิ่งทุกอย่างแล้วมาจับหน้า จมูก ปาก ทำให้เชื้อเขาสู่ร่างกาย ได้ง่าย ดังนั้นเราสามารถลดการติดเชื้อได้โดยการล้างมือบ่อย ๆ หรือใช้แอลกอฮอล์ 70% ขึ้นไป ในการฆ่าเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย พยาธิ ต่างๆ แต่การล้างมือบ่อย ๆ ทำให้มือมีการระคายเคืองได้ ลักษณะเริ่มต้นเราจะเห็นผิวที่มือแห้ง แล้วเริ่มมีการแตกและเจ็บ ถ้าเป็นมาก ๆ จะเป็นผื่นแดงหยิบจับอะไรก็แสบ เจ็บมือไปหมด ถ้าสังเกตให้ดีคนที่สัมผัสน้ำบ่อยๆไม่จำเป็นต้องโดนสบู่ ผงซักฟอกก็ทำให้มือระคายเคืองแล้ว เช่น อาชีพ แม่บ้าน พยาบาล คนทำความสะอาด ทุกคนถ้าล้างมือบ่อย ทั้งสบู่ หรือ แอลกอฮอร์ ก็ทำให้ระคายเคืองได้

สำหรับบางคน มีการแพ้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหรือส่วนประกอบ ไนเจลฆ่าเชื้อโรคหรือถุงมือ จะมีอาการคัน มีผื่นแดง ตุ่มน้ำและสะเก็ดลอก ซึ่งเป็นการแพ้เฉพาะบุคคล ซึ่งอาจจะต้องตรวจหาว่าแพ้อะไร จะได้หลีกเลี่ยงได้ถูกบางคนล้างมือบ่อย ๆ ทำให้มีการติดเชื้อที่จมูกเล็บ ทำให้มีการบวม เจ็บที่โคนเล็บ และติดเชื้อราได้

คำแนะนำ ในการป้องกัน ไม่ให้เกิดผื่นที่มือ ทำได้ดังนี้

1.เลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ระคายเคือง สบู่สังเคราะห์จะดีกว่าสบู่ก้อนเพราะมีความเป็นด่างน้อยกว่า แอลกอฮอล์ เจล ที่มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื่น จะมีคุณสมบัติดีกว่าแอลกอฮอล์สเปรย์ แต่ทั้งคู่ฆ่าเชื้อไวรัสได้เหมือนกัน

2.ทาสารให้ความชุ่มชื่นบ่อยๆ หลังล้างมือหรือใช้แอลกอฮอร์เสมอ และทาเพิ่มเมื่อรู้สึกแห้ง พกโลชั่นหรือครีมทามือเสมอ

3.ไม่ควรล้างมือด้วยน้ำร้อน

4.ไม่จำเป็นต้องล้างมือและใช้แอลกอฮอล์ พร้อมๆกันในกรณีที่มือเปื้อนสิ่งสกปรกที่มองเห็นให้ล้างน้ำปกติ ส่วนแอลกอฮอล์ใช้กรณีที่มือไม่ได้เปื้อนมากและไม่สามารถหาที่ล้างมือได้

5.ถุงมือช่วยลดการสัมผัสได้ แต่ต้องคอยเปลี่ยนบ่อย ๆ อย่าใส่จนเหงื่ออกเปียกเกิดความอับชื้นหรือน้ำเข้าต้องเปลี่ยนทันที และไม่ควรใส่ถุงมือหลังล้างมือทันทีหรือทาแอลกอฮอล์ เพราะจะเพิ่มอัตราการระคายเคืองได้

6.ถ้ามีผิวหนังอักเสบ ใช้ยารักษาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์อ่อน ๆ ได้ เช่น 0.02% Triamcinolone cream แต่ถ้าทาแล้วไม่ดีขึ้นใน 1 สัปดาห์ควรไปพบแพทย์ผิวหนัง

‘ฝุ่น’ มองไม่เห็นด้วยตา ใช่ว่าจะไม่มี แพทย์ชวนทำความรู้จักกับฝุ่นละออง โรคภูมิแพ้ และวิธีรับมือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/655961

วันที่ 20 มิ.ย. 2564 เวลา 10:20 น.

'ฝุ่น' มองไม่เห็นด้วยตา ใช่ว่าจะไม่มี แพทย์ชวนทำความรู้จักกับฝุ่นละออง โรคภูมิแพ้ และวิธีรับมืออยู่บ้านต้องปลอดฝุ่น เพราะไม่เห็นไม่ได้แปลว่าไม่มี!! แพทย์หญิงอัญชลี เสนะวงษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ ภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา ชวนรู้เท่าทันภัยเงียบที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้แบบไม่รู้ตัว พร้อมวิธีรับมือเพื่อปกป้องทั้งตัวเราและคนที่รักได้ในทุกๆ วัน

จากในสถานการณ์ตอนนี้ ทุกคนใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในบ้านและออกนอกบ้านเพื่อทำกิจกรรมที่จำเป็นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การกินข้าว การออกกำลังกาย การใช้เวลากับครอบครัว รวมไปถึงการนอนหลับก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในบ้านทั้งนั้น ดังนั้นเราจึงควรทำให้ในบ้านเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ ที่สุด โดยภัยอันตรายจากสิ่งที่มองเห็นนั้นอาจจะป้องกันและหาวิธีรับมือได้ไม่ยาก แต่สำหรับภัยที่มองไม่เห็นอย่างฝุ่นละอองและสารปนเปื้อนล่ะ จะทำอย่างไร?

ฝุ่นละอองเป็นสิ่งที่ลอยฟุ้งอยู่ทั่วไปในอากาศรอบๆ ตัวเราอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากเป็นสิ่งที่เล็กมากจนมองไม่เห็นทำให้หลายๆ คนเผลอละเลยไป แต่รู้ไหมว่าเจ้าสิ่งเล็กจิ๋วนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคภูมิแพ้ ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างคาดไม่ถึง ในเมื่อไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แพทย์หญิงอัญชลี เสนะวงษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ ภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา สถาบันภูมิแพ้ Samitivej Allergy Institute (SAI) โรงพยาบาล BNH, สมิติเวชธนบุรีและสมิติเวชศรีราชา มีข้อมูลมาแนะนำให้เราทำความรู้จักกับฝุ่นละออง โรคภูมิแพ้ และวิธีรับมือ เพื่อปกป้องทั้งตัวเราและคนที่รักได้ในทุกๆ วัน

รู้จักกับโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับคนจำนวนมาก ในกลุ่มเพื่อนของเรากลุ่มหนึ่งจะต้องมีสักคนที่เป็นโรคนี้ โดยจำนวนผู้ป่วยของโรคภูมิแพ้ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นในทุกปี จากการสำรวจในประเทศไทยพบว่า อุบัติการณ์โรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้น 3-4 เท่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก จากการสำรวจพบว่าในเด็กอายุ 6-7 ปี มีอาการภูมิแพ้ทางจมูกถึง 47.3% และในเด็กอายุ 13-14 ปี มีถึง 54.9%

โรคภูมิแพ้เกิดจากอะไร

โรคภูมิแพ้เกิดได้จาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสิ่งแวดล้อมประกอบไปด้วยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคืองทางเดินหายใจ ทั้งจากในบ้าน เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ เชื้อรา เชื้อไวรัส และจากนอกบ้าน เช่น มลภาวะ PM2.5, แก๊ส, สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายหรือเชื้อโรคต่างๆ ซึ่งถ้าหากเราสัมผัสสารกระตุ้นภูมิแพ้เหล่านี้เป็นระยะเวลานานก็จะทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น

  • ภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจ เยื่อบุตาและผิวหนัง โดยเฉพาะเชื้อไวรัส ยังก่อให้เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจแบบฉับพลันได้ เช่น อะดีโนไวรัสไข้หวัดใหญ่ โคโรน่าไวรัส เป็นต้น
  • อาการหลอดลมไวในระยะยาว โดยเฉพาะในเด็กเล็กทำให้เป็นโรคหอบเมื่อโตขึ้น เช่น ฮิวแมนไรโนไวรัส, RSV ซึ่งอนุภาคของไวรัสเหล่านี้นั้นขนาดเล็กได้ถึงระดับ 0.1 ไมครอน ถ่ายทอดผ่านการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ไอ จาม ละอองฝอยที่ลอยในอากาศทำให้ติดต่อกัน และสารคัดหลั่งเหล่านี้อาจค้างบนเสื้อผ้า ฝ่ามือหรือผิวหนัง ได้นานเป็นชั่วโมงหรือนานเป็นวัน

ภูมิแพ้อากาศมีอาการอย่างไร

คนที่เป็นโรคภูมิแพ้อากาศจะมีอาการคัน จาม น้ำมูกไหล คัดจมูก ตาแดงคัน ไอหรือกระแอมเรื้อรัง น้ำมูกลงคอ คันในคอ กรนหายใจดัง บางรายอาจมีไซนัสหรือหูชั้นกลางอักเสบได้ หากมีภาวะหลอดลมไวด้วย จะมีอาการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก มีเสียงคล้ายนกหวีดเมื่อหอบเหนื่อย โดยเฉพาะเมื่อถูกกระตุ้นโดยฝุ่นควัน อากาศแห้งเย็น การออกกำลังกายหรือหัวเราะวิ่งเล่นอย่างหนักในเด็กเล็ก 

ฝุ่นละอองและสารปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมต่างๆ นอกจากจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้แล้วยังทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศอีกด้วย เพราะในอากาศมีทั้งอนุภาค โลหะหนัก และแก๊ส ที่สามารถแทรกซึมเข้ามาภายในบ้านแม้ปิดประตูหน้าต่าง หรือมลพิษที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ ภายในบ้านก็มีด้วยเช่นกัน เช่น การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ควันธูป การทำอาหาร บุหรี่ โดยการที่ร่างกายต้องพบเจอกับมลภาวะทางอากาศนานๆ ก็ทำให้เกิดผลกระทบต่างๆ ตามมา เช่น

  • เกิดการระคายเคืองเยื่อบุผิว ตา ทางเดินหายใจ และกระตุ้นอาการภูมิแพ้
  • เกิดการอักเสบในร่างกาย ส่งผลระยะยาว โดยจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง โรคมะเร็งปอด มะเร็งทางเดินอาหาร ทำให้การพัฒนาของถุงลมปอดในเด็กลดลง มีรายงานพบระดับ IQ ของบุตรลดลงหากมารดาสัมผัส PM2.5 ตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์ รวมทั้งยังพบว่าลดอายุขัยด้วย โดย PM2.5 ที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร จะทำให้อายุขัยสั้นลงได้ 0.98 ปี

ไม่เพียงแค่มนุษย์เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากมลภาวะทางอากาศ สัตว์เลี้ยงที่รักของทุกคนก็ได้รับด้วยเช่นกัน โดยอาการของสัตว์ที่เกิดขึ้นคือ ไอ หายใจลำบาก อ้าปากหายใจ หายใจเสียงดังกว่าปกติ หายใจถี่ เหงือกซีด ซึม อ่อนแรง ระคายเคืองตา มีน้ำตาไหล น้ำมูกมาก กินอาหารลดลง และหิวน้ำบ่อย

การลดความเสี่ยงของสารก่อภูมิแพ้ภายในบ้าน

ทุกคนควรขจัดสารก่อภูมิแพ้ให้ออกไปมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น ใช้ผ้าคลุมที่นอนกันไรฝุ่น ใช้เจลกำจัดแมลงสาบ อาบน้ำสัตว์เลี้ยงทุกอาทิตย์ ทำความสะอาดบ้านเป็นประจำ โดยการขจัดสารเหล่านี้ต้องอาศัยความสม่ำเสมอและอาจทำได้ยาก เพราะอนุภาคสารก่อภูมิแพ้บางชนิดอาจลอยในอากาศและมีขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็น แต่สามารถใช้ตัวช่วยในการกำจัดสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยการเลือกใช้เครื่องกรองอากาศชนิดเส้นใยคุณภาพสูง หรือ HEPA filter ซึ่งสามารถกรองอนุภาคได้อย่างละเอียด สามารถกรองอนุภาคมลภาวะและยังสามารถลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้และเชื้อโรคในบ้านอีกด้วย

เพราะมนุษย์เราขาดอากาศไม่ได้ ทุกคนจึงควรใส่ใจกับอากาศเป็นอย่างยิ่ง อย่าให้ความไม่แน่นอนของสิ่งที่มองไม่เห็นที่นำมาซึ่งโรคภัยต่างๆ ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของเราไม่ดีได้ ทุกคนควรทำความเข้าใจและหาวิธีป้องกันอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ เพราะอากาศสะอาดจะช่วยดูแลสุขภาพที่ดีให้คุณและคนที่คุณรักในทุกๆ วัน

จิตแพทย์แนะวิธีดูแลจิตใจผู้ป่วยจิตเวชเด็กในช่วงโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/655719

วันที่ 17 มิ.ย. 2564 เวลา 11:01 น.

จิตแพทย์แนะวิธีดูแลจิตใจผู้ป่วยจิตเวชเด็กในช่วงโควิด-19เข้าใจ เข้าถึง ผู้ป่วยโรคสมาธิสั้นในเด็ก-โรคไบโพลาร์-และโรคจิตเภท ผ่านประสบการณ์ตรงของ 4 จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

ความกลัว ความเครียด หรือวิตกกังวล เป็นการตอบสนองที่ปกติต่อการถูกคุกคาม สิ่งที่เราไม่รู้ หรือความไม่แน่นอน ดังนั้น เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนจะมีประสบการณ์ดังกล่าวเมื่อมีการแพร่ระบาดของ โควิด -19 รวมทั้งผู้ป่วยจิตเวชที่มีความผิดปกติจากการทำงานของสมอง ทั้งโรคสมาธิสั้นในเด็ก โรคไบโพลาร์ และโรคจิตเภท นอกจากจะต้องการความเห็นใจแล้ว การอยู่ในความดูแลของแพทย์เป็นส่วนสำคัญมากที่จะช่วยให้คนไข้ไม่สูญเสียโอกาสและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

โรคสมาธิสั้นเป็นโรคทางจิตเวชที่มีความชุกที่เกิดขึ้นในเด็กมากที่สุด เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งทางชีวภาพ ได้แก่ พันธุกรรม ระบบประสาทซึ่งพบว่าส่วนหน้าทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะบริเวณที่เกี่ยวกับการคิด การวางแผน การจัดลำดับ การควบคุมตนเอง รวมถึงมีสารในสมองที่สำคัญบางตัวน้อยกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ การเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อมทำให้เด็กเป็นสมาธิสั้นมากขึ้น เช่น การเลี้ยงดูที่ตามใจมากจนไม่มีระเบียบวินัย และการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ต่างๆ เช่น ไอแพด แท็บเล็ต มือถือ รวมถึงโทรทัศน์ เป็นเวลานานๆ

พญ.ปรานี ปวีณชนา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์/ เจ้าของเพจหมอแมวน้ำเล่าเรื่อง กล่าวว่า “เด็กสมาธิสั้นจะมี 3 อาการหลัก ได้แก่ พฤติกรรมขาดสมาธิ พฤติกรรมซุกซนไม่อยู่นิ่ง หรือรู้จักในฐานะ “เด็กไฮเปอร์” พฤติกรรมขาดความยับยั้งชั่งใจตนเอง กลุ่มอาการเหล่านี้มักไม่ค่อยชอบที่ผู้ปกครองเข้าไปบังคับ หรือใส่ใจรายละเอียดมากๆ เช่นการใส่หน้ากากอนามัย การล้างมือบ่อยๆ ไม่เอามือสัมผัสใบหน้า การต้องอยู่ห่างจากคนอื่น หรือการไม่สามารถออกไปข้างนอกเหมือนปกติ ซึ่งเป็นการใช้ชีวิตที่ฝืนธรรมชาติของเด็ก ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตอาการของเด็กและถามความรู้สึกเพื่อให้เด็กได้ระบาย สิ่งสำคัญในการช่วยเหลือเด็กคือผู้ปกครองต้องสามารถจัดการอารมณ์ตัวเอง ไม่ใช้วิธีบำบัดความเครียดที่ไม่เหมาะสม เช่น ดื่มเหล้า, ซื้อของออนไลน์จนเป็นหนี้สิน และใช้วิธีการผ่อนคลายความตึงเครียดให้เด็ก

(1) ถามความรู้สึกเพื่อให้เด็กได้ระบาย พยายามช่วยหาทางออก เช่น หากเด็กอยากจัดงานวันเกิด ก็ชวนเพื่อนมาเป่าเค้ก อวยพรวันเกิดผ่านวิดีโอคอล

(2) สร้างบรรยากาศให้ใกล้เคียงปกติ คุยเรื่อง covid-19 เท่าที่จำเป็น อธิบายสถานการณ์ให้เด็กเข้าใจถึงการติดต่อและวิธีป้องกันโรค และไม่พูดให้ดูน่ากลัวว่าความเป็นจริง คนในครอบครัวไม่ควรวิตกกังวลมากจนเกินไป เช่น เปิดสื่อตลอดเวลา พูดถึงโรคด้วยความตื่นกลัว ใช้แอลกอฮลพ่นเช็ดถี่เกินไปจะทำให้เด็กเครียดไปด้วย

(3) หากิจกรรมทำที่ใกล้เคียงภาวะปกติที่สุด ชวนเด็กทำกิจกรรมที่ชอบ หลีกเลี่ยงการอยู่กับหน้าจอ และแม้ว่าจะไม่สามารถไปพบเพื่อนได้แต่ก็สามารถใช้เทคโนโลยีในการเชื่อมต่อกันได้

(4) หากเด็กอยากออกไปข้างนอกจริงๆ อาจให้ออกไปในที่มีความเสี่ยงน้อย เช่น สวรสาธารณะในหมู่บ้าน โดยบอกสอนเด็กถึงข้อระวังต่างๆ”

พญ.อารีรัตน์ สิริพงศ์พันธ์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น หัวหน้าภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าวว่า “ผู้ปกครองหลายคนมองข้ามภาวะสมาธิสั้นในเด็กเล็ก เพราะอาจจะไม่มีความผิดปกติที่ชัดเจน หรือไม่กล้าพาไปพบแพทย์เพราะกลัวเป็นตราบาป ส่วนใหญ่จะพาพบหมอเมื่ออยู่ประถม 4-5 ที่เริ่มมีปัญหาเพราะต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น แต่อยากให้มองว่า การไม่รักษาอาจทำให้เด็กสูญเสียโอกาส หากเขานิ่งได้อีกหน่อย จะเรียนรู้ได้มากขึ้น ทำให้เก่งและดีขึ้นกว่านี้ การรักษาโรคสมาธิสั้นในเด็กขึ้นอยู่กับวินิจฉัยของแพทย์ ทั้งการปรับพฤติกรรม และทานยาควบคู่ไปด้วย ซึ่งปัจจุบันมียาหลายชนิด ทั้งมากมาย มีผล 4 ชั่วโมง หรือ 8-12 ชั่วโมง ไม่ต้องกังวลว่าเด็กจะลืมทานยาเมื่ออยู่ที่โรงเรียน แม้ช่วงนี้ ต้องใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากขึ้นอาจเกิดความตึงเครียดในครอบครัว แต่ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้อยู่กับลูกและปรับจูนเข้าหากัน เพราะถ้าเขาโตแล้วจะไม่มีเวลาอยู่กับเรา อย่างไรก็ตาม พ่อแม่คือตัวอย่างที่ดี ไม่ควรใจร้อน เพราะเด็กจะมีพฤติกรรมตามสิ่งแวดล้อม และลองสังเกตพฤติกรรมเล็กๆน้อยๆ ของลูกด้วย”

โรคไบโพลาร์ (bipolar disorder) หรือโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว เป็นความผิดปกติของทางอารมณ์สองแบบ คือ อารมณ์ดีหรือก้าวร้าวผิดปกติ (mania) และอารมณ์ซึมเศร้าผิดปกติ (depressed) หรือในบางรายอาจมีอารมณ์ผิดปกติเพียงอย่างเดียว โรคไบโพลาร์เกิดจาก พันธุกรรมที่ผิดปกติ และอาจเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของสมอง สารสื่อประสาทที่ไม่สมดุล และจากสภาพแวดล้อม เช่น การเลี้ยงดูในวัยเด็ก หรือความเครียดมากๆ และโรคบางอย่าง เช่นไทรอยด์ฮอร์โมนผิดปกติ

พญ.วิลาวัลย์ กำจรปรีชา โรงพยาบาลกรุงเทพ และโรงพยาบาลพระราม9 “ช่วงโควิดทำให้ผู้ป่วยไบโพลาขาดการรักษา ขาดยา และมีโอกาสสูงในการขาดการรักษา น่าเป็นห่วง ญาติควรสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลง เช่นขาดยาหรือไม่ สามารถปรึกษาหมอได้เมื่อมีอาการไม่ดี ผู้ป่วยไบโพลาควรทำ 3 สิ่ง คือ หลีกเลี่ยงความเครียด นอนให้พอ และกินยาให้สม่ำเสมอ เนื่องจากเป็นความผิดปกติของสารสื่อประสาท จำเป็นต้องมีตัวช่วยหากไม่ได้รับยาอารมณ์จะค้างอยู่ขั้วในขั้วหนึ่งนาน ทำให้การใช้ชีวิตแย่ลง และไม่ควรใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไปเพราะจะไปกระตุ้นขั้วอารมณ์อ่อนไหว ทำให้อาการกำเริบ ครอบครัวมีความสำคัญมากและการอยู่ใกล้ชิดเกินไป ไม่มีพื้นที่ส่วนตัว อาจทำให้กระทบกระทั่งกัน โดยเฉพาะคนไทยจะมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร เช่น รักกันแต่แสดงออกไม่เป็น การตำหนิคือความเป็นห่วง แต่ทำให้คนโดนรู้สึกไม่เติมเต็ม หมอจะทำจิตบำบัดครอบครัว สนับสนุนให้พูดคุยปรับความเข้าใจกัน สิ่งสำคัญ ไม่ควรใช้คำว่า “ไบโพลา” มาล้อเล่น หรือบูลลี่กัน เพราะมันเป็นการตีตราคนไข้โรคนี้โดยตั้งใจ ทำให้คนไข้อาย”

ปัจจุบันเชื่อว่าของโรคจิตเภทเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งทางด้านร่างกาย เช่น พันธุกรรม สารเคมีในสมองและสมองบางส่วนมีความผิดปกติ และปัจจัยสภาพจิตใจ ได้แก่วิธีคิดที่เป็นปัญหา ความเครียด การสูญเสียครั้งใหญ่ๆ การอดนอนนานๆ และการใช้ยาเสพติด เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรค โรคนี้พบได้ ประมาณร้อยละ 1 ของประชากร

นพ.จตุภัทร คุณสงค์ โรงพยาบาลกรุงเทพ “คนไข้จิตเภทส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวและไม่ยอมรับว่าตัวเองป่วย การศึกษารายงานว่าเกิดจากสารเคมีในสมอง ดังนั้น ยาสำคัญที่สุด จิตบำบัดอย่างเดียวไม่สารถช่วยได้ ในช่วงโควิด ญาติต้องอยู่ในระบบและหมั่นสังเกตผู้ป่วย อาการนอนไม่ค่อยหลับเป็นสัญญาณแรกที่แสดงถึงความผิดปกติ หากคนไข้หลุดจากระบบการรักษาไป แม้จะไม่นาน อาจทำให้ กลับไปเป็นปรกติช้า ปัจจุบันมีการพัฒนายาที่มีความจำเพาะ บล็อกเฉพาะสารที่เป็นปัญหา แต่ทำให้คนไข้มีชีวิตที่ดีขึ้น ใช้ชีวิตประจำได้ บางตัวดูไม่ออกว่าเคยป่วย มี แบบฉีดเดือนละครั้ง รายสามเดือน ในต่างประเทศจะมียารายหกเดือน ช่วยให้อาการจะไม่ถดถอย ส่วนใหญ่รักษาเร็ว แต่เมืองไทยการรักษาไม่ค่อยเห็นผล และทำให้ภาพลักษณ์ผู้ป่วยดูรุนแรง เนื่องจากมารักษาเมื่อเป็นมาก เพราะไม่เห็นความสำคัญของการกินยาต่อเนื่อง เช่น กินเฉพาะมีอาการเท่านั้น ความจริงต้องกินยาต่อเนื่องจนสารในสมองกลับเป็นปกติ และรักษาควบคู่กับการทำกิจกรรมบำบัดเพื่อฝึกวิธีคิดที่มีความยืดหยุ่น เชิงบวก สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เลวร้ายได้มากขึ้น”

เป็นธรรมดาที่เราทุกคนต่างรู้สึกกลัว เครียด หรือวิตกกังวล ในขณะนี้ หากรู้สึกเครียดหรือไม่สามารถจัดการอารมณ์และความรู้สึกของตนเองได้  สามารถขอรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ หรือปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

How to ดูแลผู้สูงอายุในบ้าน สังเกตอาการป้องกันโรคสมองเสื่อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/655714

วันที่ 17 มิ.ย. 2564 เวลา 07:10 น.

How to ดูแลผู้สูงอายุในบ้าน สังเกตอาการป้องกันโรคสมองเสื่อมแพทย์ชำนาญพิเศษด้านประสาทวิทยา ศูนย์สมองและระบบประสาท แนะวิธีสังเกตและป้องกันผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมผู้สูงอายุในบ้าน

โรคสมองเสื่อม หรือภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ คือโรคที่ผู้ป่วยมีความเสื่อมถอยของการทำงานของสมองในภาพรวมซึ่งเกิดจากการสูญเสียเซลล์สมองหลายส่วน ผู้สูงอายุที่เป็นโรคสมองเสื่อมจะมีปัญหาในการทำงานของสมองขั้นสูง 6 ด้าน คือ

  • ด้านสมาธิ
  • ด้านการคิด ตัดสินใจ 
  • ด้านความจำ
  • ด้านการใช้ภาษา
  • ด้านมิติสัมพันธ์
  • ด้านการเข้าสังคม 

โรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุกำลังจะเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของไทย กรมสุขภาพจิตพบว่าผู้สูงวัยในไทยสมองเสื่อมกันมากถึง 8 แสนกว่ารายในปัจจุบัน ปู่ย่าตายายของเราที่อายุ 80 ขึ้นไป กว่าร้อยละ 50 มักมีอาการสมองเสื่อม ลูกหลานต้องช่วยกันดูแลอย่างเป็นพิเศษด้วยความใจเย็น  

แพทย์หญิงรุ่งทิพย์ ชัยธีรกิจ แพทย์ชำนาญพิเศษด้านประสาทวิทยา ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลนครธน เผยถึงวิธีการสังเกตเบื้องต้นว่าลูกหลานสามารถช่วยกันสังเกตผู้สูงอายุที่บ้านได้ว่าเข้าข่ายภาวะสมองเสื่อมหรือไม่ อาทิ

-ผู้สูงอายุมีอาการหลงลืม สับสนเรื่องเวลาหรือสถานที่อาจลืมว่าตอนนี้ตนอยู่ที่ใดและเดินทางมายังสถานที่นั้นได้อย่างไร?

-ไม่สามารถรับรู้หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

-ใช้ภาษาผิดปกติ

-บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง เช่น ซึมเศร้า เฉื่อยชา โมโหฉุนเฉียวง่ายโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน

พฤติกรรมเหล่านี้อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนการเข้าสู่ภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอายุในครอบครัว ซึ่งผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อมจะสูญเสียการทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอนไปและมีการสูญเสียความจำระยะสั้น ย้อนกลับไปถามคำถามเดิมซ้ำๆ ทั้งที่เพิ่งพูดคุยกันภายใน 5-10 นาทีที่ผ่านมา มากกว่านั้น เกิดหลงทางขึ้นมาแม้เป็นเส้นทางที่ตนคุ้นเคยมาทั้งชีวิต ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการทางจิตประสาท เช่น หูแว่ว ภาพหลอน เข้าใจว่ามีคนคิดจะมาทำร้ายตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นความอันตรายให้กับผู้สูงอายุในระดับนึง

หากผู้สูงอายุมีอาการดังกล่าว แม้อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ลูกหลานควรดูแลและพาผู้สูงอายุมาพบพร้อมปรึกษาแพทย์ทันที ทั้งนี้ โรคสมองเสื่อมสามารถป้องกันได้โดยควรกระตุ้นสมองให้ทำงานทั้ง 6 ด้าน ด้วยการทำกิจกรรมฝึกสมองบ่อย ๆ เช่น

  • ทำกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
  • ดูแลสุขภาพจิตให้ดี
  • ร่วมกิจกรรมทางสังคมที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
  • ทำงานอาสาสมัคร เข้าร่วมชมรมต่างๆ
  • ออกกำลังกาย
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • เดินในที่อากาศปลอดโปร่ง

กิจกรรมเหล่านี้ก็สามารถช่วยให้ผู้สูงอายุห่างไกลจากโรคสมองเสื่อมได้

การรักษา 

แพทย์จากศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลนครธน จะทำการซักประวัติเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมที่บ่งบอกถึงความถดถอยด้านการทำงานของสมอง ทดสอบสมองเพื่อวัดสมรรถภาพการทำงานประเมินความบกพร่องในการรับรู้เพื่อใช้วินิจฉัยโรค ร่วมกับการตรวจร่างกายและเลือกการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เหมาะสม เพื่อให้การวินิจฉัยแยกโรคที่ถูกต้องว่าผู้ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมหรือไม่ และมีสาเหตุจากอะไร โดยการตรวจในห้องปฏิบัติการจะประกอบไปด้วย การตรวจเลือด การตรวจภาพสมองด้วยเครื่อง Computed Tomography (CT) หรือ Magnetic Resonance Imaging (MRI) การรักษาจะประกอบด้วยการให้ยาที่ทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นและชะลอการดำเนินโรคให้ช้าลง ซึ่งมักจะได้ผลกับผู้ป่วยในระยะเริ่มแรก ร่วมกับการให้ยารักษาอารมณ์และพฤติกรรมที่ผิดปกติในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง การรักษาด้วยเครื่องกระตุ้นสมองด้วยกระแสไฟฟ้าอย่างอ่อนเพิ่มความจำและความสามารถของสมอง เป็นต้น  

การมีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการดูแลผู้ป่วย เพราะเป็นงานหนักที่เหนื่อยทั้งกายและใจ ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลนครธน พร้อมให้บริการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม พร้อมให้ความรู้แก่ลูกหลานที่ต้องดูแลผู้สูงอายุในบ้าน มุ่งเน้นให้บริการตามมาตรฐานและการดูแลด้วยความใส่ใจ เพื่อให้ผู้ที่มีปัญหาด้านสมองและระบบประสาทมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดีขึ้นไปพร้อม ๆ กัน โดยทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพ ที่มีความชำนาญการในการรักษาเฉพาะทาง ตลอดจนและบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวสมองและระบบประสาทโดยเฉพาะ

เลือกซื้อนมพร้อมดื่มให้ปลอดภัย ดูอะไรบ้าง? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/655438

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 09:55 น.

เลือกซื้อนมพร้อมดื่มให้ปลอดภัย ดูอะไรบ้าง?อย.แนะผู้บริโภคเกี่ยวกับวิธีการเลือกซื้อนมพร้อมดื่ม และการเก็บรักษานมที่เหมาะสม ป้องกันปัญหานมเน่าเสียก่อนการบริโภค เน้นตรวจสอบฉลาก มีเลขสารบบอาหารในกรอบเครื่องหมาย มีข้อมูลบนฉลากครบถ้วน ที่สำคัญซื้อจากร้านที่เชื่อถือได้ เพื่อความปลอดภัยในการบริโภค

นายแพทย์วิทิต สฤษฎีชัยกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ผู้บริโภคควรคำนึงถึงวิธีการเลือกซื้อนมพร้อมดื่มเพื่อความปลอดภัย โดยก่อนซื้อให้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์นมซึ่งต้องมีเลขสารบบอาหาร 13 หลัก และมีข้อมูลสำคัญบนฉลากครบถ้วน ได้แก่

  • ชื่ออาหาร
  • ชื่อที่ตั้งผู้ผลิต
  • ผู้แบ่งบรรจุ
  • ปริมาณสุทธิ
  • ส่วนประกอบสำคัญ
  • วันเดือนปีที่ผลิต
  • วันเดือนปีที่หมดอายุ 

ทั้งนี้ ภาชนะบรรจุต้องอยู่ในสภาพเรียบร้อย ไม่รั่ว ไม่ซึม ไม่บวม ไม่ฉีกขาด ควรเลี่ยงการซื้อนมจากร้านค้าที่มีการเก็บผลิตภัณฑ์นมเพื่อจำหน่ายแบบไม่เหมาะสม เช่น ตู้แช่หรือสถานที่เก็บไม่ได้มาตรฐาน

การเก็บรักษา            

นอกจาการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์นมที่มีคุณภาพแล้ว การเก็บรักษานมเป็นสิ่งสำคัญซึ่งจะมีผลต่อคุณภาพของนม ปัจจุบันมีนมหลายประเภทจำหน่ายในท้องตลาด ซึ่งมีวิธีการเก็บรักษาที่แตกต่างกันออกไป 

  • นมพาสเจอร์ไรส์ ซื้อมาแล้วควรเก็บในตู้เย็นทันที เก็บได้นานประมาณ 10 วันที่อุณหภูมิไม่เกิน 8 °C นับจากวันที่บรรจุ ในกรณีที่ดื่มไม่หมดต้องการเก็บไว้ดื่มอีก ควรเทแบ่ง ไม่ดื่มจากภาชนะบรรจุโดยตรงซึ่งจะทำให้นมที่เหลือบูดง่าย 
  • นมยูเอชที ควรเก็บไว้ที่อุณหภูมิปกติ ไม่ควรโดนแดดโดยตรง ไม่เก็บซ้อนหลายชั้นเกินไป เก็บได้นานประมาณ 6 เดือน 
  • นมเปรี้ยว ควรเก็บในตู้เย็น ซึ่งสามารถเก็บได้นานกว่านมประเภทอื่น 
  • นมเปรี้ยวพร้อมดื่มพาสเจอร์ไรส์ ถ้าเก็บในอุณหภูมิไม่เกิน 8 °C จะเก็บได้นานถึง 21 วัน 
  • นมเปรี้ยวพร้อมดื่มยูเอชที เก็บได้ประมาณ 8 เดือน โดยไม่ต้องแช่เย็น
  • นมสเตอริไรซ์ (กระป๋อง) เก็บได้นานประมาณ 12 เดือน โดยไม่ต้องแช่เย็น แต่ไม่ควรให้โดนแดดโดยตรง 

การเน่าเสียของนมพร้อมดื่มอาจเกิดได้หลายกรณี ทั้งทางด้านกระบวนการผลิต อาจใช้ความร้อนสูงไม่เพียงพอ หรือใช้เวลาฆ่าเชื้อน้อยเกินไป การบรรจุไม่ถูกสุขลักษณะทำให้มีการปนเปื้อน เก็บรักษาในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม รวมถึงลักษณะการขนส่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ภาชนะบรรจุนมมีการรั่วซึม ทำให้จุลินทรีย์จากภายนอกปนเปื้อนเข้าไปได้ ดังนั้น จึงควรระมัดระวังในการเคลื่อนย้ายภาชนะบรรจุนม อย่าให้มีการกระแทกกับของแข็งหรือของมีคม ไม่ควรโยนหรือเหยียบไปบนกล่องบรรจุขณะขนย้าย และไม่ควรวางกล่องนมซ้อนเกิน 7 ชั้น แต่หากเป็นการหุ้มด้วยพลาสติกไม่ควรวางเกิน 5 ชั้น เพราะจะทำให้กล่องนมด้านล่างถูกกดทับจนเกิดการรั่วซึมได้ ทั้งนี้ หากผู้บริโภคพบเห็นผลิตภัณฑ์นมที่แสดงฉลากไม่ถูกต้อง หรือไม่มีเลขสารบบอาหาร สามารถร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน อย.1556 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัดเพื่อจะได้ดำเนินการตรวจสอบดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิดต่อไป