ถั่วเหลือง ตัวช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านม จริงหรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/655370

วันที่ 13 มิ.ย. 2564 เวลา 09:20 น.

ถั่วเหลือง ตัวช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านม จริงหรือไม่?ปัจจุบันนอกจากข้อถกเถียงที่ว่า “ถั่วเหลืองนั้นดีต่อสุขภาพของเราจริงแค่ไหน?” ยังมีเรื่องที่น่าสนใจกว่า นั่นคือ “ถั่วเหลืองช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมได้จริงหรือไม่?” มาฟังคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการระดับโลกกันเลย

หลายครั้งที่เรามักได้ยินทั้งข้อดีและข้อเสียของถั่วเหลือง แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีงานวิจัยออกมายืนยันว่า ถั่วเหลืองได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย และยังเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่มีมายาวนานหลายพันปี แต่ก็ยังมีหลายคนที่สับสนเกี่ยวกับถั่วเหลืองอยู่

ในบทความนี้ ซูซาน โบเวอร์แมน ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการศึกษาและการฝึกอบรมโภชนาการระดับโลกของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ได้เน้นย้ำในเรื่องของถั่วเหลืองว่ามีประโยชน์ทางโภชนาการอย่างไรบ้าง พร้อมทั้งคลายความกังวลในเรื่องของอาหารจากธรรมชาติและอาหารเสริมต่างๆ ที่มาจากถั่วเหลืองได้อย่างน่าสนใจ

ถั่วเหลือง ธัญพืชที่มากด้วยคุณค่าทางโภชนาการ

ถั่วเหลืองเต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ประกอบด้วยโปรตีนคาร์โบไฮเดตไขมันเกลือแร่วิตามินและแร่ธาตุเช่นแคลเซียมแมกนีเซียมและธาตุเหล็กที่เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายอีกทั้งยังป้องกันโรคต่างๆเช่นโรคหัวใจโรคเบาหวานโรคกระดูกพรุนและโรคมะเร็งได้หลายชนิด

นอกจากนี้ ถั่วเหลืองยังมีส่วนประกอบของกรดอะมิโนที่จำเป็นครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ และเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูงเทียบเท่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์ อีกทั้งยังมีไขมันไม่อิ่มตัวสูง ไขมันอิ่มตัวต่ำ ปราศจากคอเลสเตอรอล ที่สำคัญถั่วเหลืองยังเป็นแหล่งอาหารที่เข้าถึงได้ง่าย ราคาถูก จึงทำให้ถั่วเหลืองเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และมีคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย

โปรตีนจากถั่วเหลืองช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

เมื่อพูดถึงโปรตีนสำหรับสร้างกล้ามเนื้อ คนส่วนมากมักนึกถึงโปรตีนจากเนื้อสัตว์ หรือเวย์โปรตีน แต่ในความจริงแล้ว โปรตีนจากถั่วเหลืองก็มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการเจริญเติบโต ซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ หรือส่วนที่สึกหรอของร่างกายได้เช่นกัน แต่เนื่องจากว่าถั่วเหลืองมีฮอร์โมนพืชอย่างไอโซฟลาโวน หรือไฟโตรเอสโตเจน จึงทำให้ผู้บริโภคบางส่วนที่เป็นผู้ชายหลีกเลี่ยง เนื่องจากมีความเชื่อว่าอาจทำให้ฮอร์โมนเพศชายลดระดับลง และขัดขวางการพัฒนากล้ามเนื้อ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ออกมาอธิบายแล้วว่า ไอโซฟลาโวนที่พบในถั่วเหลืองที่มีไฟโตเอสโตรเจน จริงๆ แล้วแค่มีโครงสร้างทางเคมีที่คล้ายกันเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนจากเพศหญิง แต่ไม่ได้ให้ผลลัพธ์เหมือนกันและไม่มีผลต่อการลดระดับฮอร์โมนเพศชาย ดังนั้น โปรตีนจากถั่วเหลืองจึงช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และรักษามวลกล้ามเนื้อได้เทียบเท่ากับโปรตีนที่มาจากสัตว์

ถั่วเหลืองช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านม

ถั่วเหลืองมีสารสำคัญหลายตัวที่สามารถป้องกันโรคต่างๆ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง โดยออกฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเจริญของเนื้องอกและเซลล์มะเร็ง มีฤทธิ์ต้านมะเร็งที่เกี่ยวกับฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ โดยจากการศึกษาทางระบาดวิทยาของเอเชีย พบว่า การบริโภคถั่วเหลืองในปริมาณสูงตั้งแต่ในช่วงวัยเด็ก สามารถลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมได้ถึง 25% ถึง 60% เช่นเดียวกันกับ The North American Menopause Society ที่สรุปผลวิจัยว่า ถั่วเหลืองไม่ได้ทำให้เกิดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านม หรือ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

ถั่วเหลืองกับมื้ออาหารของคุณ

สำหรับเรื่องการรับประทานถั่วเหลืองในมื้ออาหาร ซูซาน โบเวอร์แมน กล่าวเพิ่มเติมว่า “เนื่องจากถั่วเหลืองมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย อีกทั้งหาซื้อได้ง่าย และสามารถนำมาทานคู่กับมื้ออาหารได้ทุกวัน จึงขอแนะนำตัวอย่างผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ทำจากถั่วเหลือง อาทิ เอดามาเมะ (Edamame) ถั่วแระญี่ปุ่น คือ ถั่วเหลืองฝักอ่อนสีเขียว นิยมมาต้มในน้ำเกลือ และทานเป็นของว่าง หรือใส่ลงในซุปและสลัด เทมเป้ (Tempeh) เป็นถั่วเหลืองที่นำมาหมักโดยวิธีธรรมชาติ มีลักษณะเป็นแผ่นที่อัดแน่นด้วยถั่ว เนื้อนุ่มสามารถหั่นเป็นชิ้นต่างๆ เหมาะสำหรับสลัดและอาหารประเภทผัด มิโซะ ซอสที่ทำจากถั่วเหลืองหมัก สำหรับทำเป็นซุปและเป็นส่วนผสมในซอสน้ำสลัดและหมัก นมถั่วเหลือง ทำจากการบดของถั่วเหลืองแห้ง นำมาผสมกับน้ำ ซึ่งใช้แทนนมได้ ปรุงอาหารหรือนำมาผสมกับโปรตีนเชคได้ ถั่วเหลือง สามารถนำมาทำของว่าง และนำมาใส่กับสลัด หรือโรยเป็นซีเรียล ผงโปรตีนถั่วเหลืองและสารทดแทนเนื้อสัตว์ ทำจากแป้งถั่วเหลือง มีลักษณะเป็นผง เพื่อนำไปผสมน้ำเขย่าพร้อมดื่ม หรือนำไปใส่ลงในข้าวโอ๊ต นอกจากนี้สามารถทดแทนเนื้อสัตว์ต่างๆ ในทุกเมนูอาหารได้อีกด้วย เต้าหู้ คือ ชีสที่ทำจากนมถั่วเหลือง มีตั้งแต่เนื้อแน่นเป็นพิเศษจนถึงนุ่มพิเศษ มีรสชาติอร่อยเข้ากับอาหารที่ปรุงได้อย่างดี”

รู้ทันโรค! ลดความเสี่ยงเลี่ยงมะเร็งปอด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/655139

วันที่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 09:15 น.

รู้ทันโรค! ลดความเสี่ยงเลี่ยงมะเร็งปอด“มะเร็งปอด” สาเหตุการเสียชีวิตติดชาร์ต พญ.อนงนุช ชวลิตธำรง แนะข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็งปอด อาการเบื้องต้น และผู้ที่ควรได้รับการตรวจคัดกรอง

ถึงแม้ว่ามะเร็งปอดจะเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ แต่ถ้าเราสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น มีโอกาสรักษาหายได้ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญก็คือ การสูบบุหรี่!! รวมถึงการได้รับควันบุหรี่เป็นประจำก็มีความเสี่ยงไม่ต่างจากคนสูบบุหรี่ รองลงมาคือ การได้รับมลพิษจากสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่นควัน ไอระเหย โลหะหนักต่างๆ นอกจากนี้ก็คือ อายุที่เพิ่มขึ้น และประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งจะมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป

พญ.อนงนุช ชวลิตธำรง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จาก Addlife Check-Up Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) จึงได้มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็งปอดว่า อาการมะเร็งปอด ได้แก่ ไอเรื้อรัง (ไอแห้ง ไม่มีเสมหะ) ไอมีเลือดปน เจ็บหน้าอกเวลาไอ หายใจสั้น หายใจมีเสียงหวีด เหนื่อยง่าย ปอดบวม ติดเชื้อที่ปอดบ่อย น้ำหนักลด โดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นต้น

แต่ส่วนใหญ่การเกิดมะเร็งปอดในระยะเริ่มต้น มักไม่แสดงอาการ กว่าจะแสดงอาการก็มีการลุกลามของโรคไประยะหนึ่งแล้ว ดังนั้น การป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ การตรวจคัดกรองอย่างละเอียดเป็นประจำทุกปี สามารถช่วยป้องกัน และรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นที่ตรวจพบ โดยการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดได้แก่

  • X-Ray Chest
  • CT Lung (low dose)

ซึ่งการตรวจคัดกรองด้วย CT Scan มีข้อดีเนื่องจากใช้ปริมาณรังสีต่ำ ช่วยลดความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากรังสี ภาพที่ได้เป็นภาพสามมิติที่ให้ความละเอียดมากกว่าการตรวจ X-Ray แบบธรรมดา ตรวจได้รวดเร็ว ประสิทธิภาพสูง สามารถตรวจพบมะเร็งปอดได้ตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งมีโอกาสรักษาหายได้สูงถึง 90% นอกจากนี้ยังบ่งบอกถึงสมรรถภาพปอดเมื่อเทียบกับคนปกติได้

ผู้ที่ควรได้รับการตรวจคัดกรอง ได้แก่

  • ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือได้รับควันบุหรี่สะสมเป็นเวลานาน
  • ผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง
  • ผู้ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีมลพิษสูง เช่น โรงงานอุตสาหกรรม เหมืองแร่ ถ่านหิน สารกัมมันตภาพรังสี ท้องถนน เป็นต้น

นอกจากการตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกปีแล้ว การล้างสารพิษ (Chelation Therapy) โดยการใช้โปรตีน EDTA (Ethyline Diamine Tetra Acetic Acid) ที่มีคุณสมบัติพิเศษ เข้าไปจับกับสารพิษและโลหะหนักในร่างกาย เช่น ปรอท ตะกั่ว นิกเกิล สารหนู แคดเมียม ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยกำจัดสารพิษ โลหะหนัก และสารอนุมูลอิสระที่เป็นตัวเร่งการเกิดมะเร็งอีกทางหนึ่งด้วย

‘ไวรัสตับอักเสบซี’ ภัยเงียบไร้วัคซีน ตรวจรู้ไวรักษาหายขาดได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/655019

วันที่ 09 มิ.ย. 2564 เวลา 09:20 น.

‘ไวรัสตับอักเสบซี’ ภัยเงียบไร้วัคซีน ตรวจรู้ไวรักษาหายขาดได้ศ.นพ.พิสิฐ ตั้งกิจวาณิชย์ นายกสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย เผยข่าวดียารักษาใหม่ให้ผลการรักษามีโอกาสหายมากกว่า 95% พร้อมรู้สิ่งที่ทำได้เพื่อต้านไวรัสตับอักเสบซี

พูดถึง “ไวรัสตับอักเสบซี” หลายคนอาจสงสัยว่าโรคนี้เกิดจากอะไร มีอาการอย่างไรในการสังเกตตนเอง แล้วอันตรายหรือไม่ วันนี้เรามาไขข้อข้องใจ พร้อมบอกข่าวดี! สำหรับวิธีรักษา และการใช้ยารักษา หากรู้ตัวเร็วและเข้ารับการรักษาเร็ว ทำให้หายขาดได้! แต่ก็กลับมาเป็นใหม่ได้เช่นกัน

โรคไวรัสตับอักเสบซี เกิดจากอะไร?

โรคไวรัสตับอักเสบซี เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี สามารถติดต่อกันทางเลือดหรือเพศสัมพันธ์คล้ายกับไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเมื่อเข้าไปในร่างกายจะแบ่งตัวและอาศัยอยู่ในตับ ระยะแรกทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลัน ส่วนมากผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการทำให้ผู้รับเชื้อไม่ทราบว่ามีการติดเชื้อ จะทราบได้ก็ต่อเมื่อไปตรวจเลือดแล้วพบค่าการทำงานของตับผิดปกติ หรือบริจาคเลือดแล้วพบว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี หากมีอาการแสดงอาจมีอาการไข้ อ่อนเพลียจากการอักเสบของตับ คลื่นไส้ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม เบื่ออาหาร น้ำหนักลดและอ่อนเพลีย โดยทั่วไปประมาณ 70-80% ของผู้ติดเชื้อเฉียบพลันจะเข้าสู่ระยะติดเชื้อเรื้อรังเนื่องจากไม่สามารถขจัดเชื้อไวรัสออกจากร่างกายได้ ซึ่งถ้าหากเป็นนานๆ หลายปีอาจมีภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ทำให้เกิดพังผืดหรือแผลเป็นในตับ นำไปสู่ภาวะตับแข็งและมีโอกาสเกิดมะเร็งตับในที่สุด ที่สำคัญการที่จะทราบได้ว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีนั้น จะต้องใช้วิธีตรวจทางห้องปฏิบัติเท่านั้นถึงจะทราบ “ไวรัสตับอักเสบ ซี เจอช้ารักษายาก เจอเร็วรักษาง่าย แถมหายขาดได้”

สาเหตุการติดต่อของเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

ไวรัสชนิดนี้สามารถติดต่อเข้าสู่ร่างกายทางเลือดเป็นหลัก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีประวัติการรับเลือดก่อนปี 2534 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มมีการตรวจกรองหาเชื้อไวรัส ยังพบได้บ่อยในผู้ที่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด การสักด้วยเครื่องมือที่ไม่สะอาด การฉีดยากับหมอเถื่อน และผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ที่รักษาด้วยการล้างไต ยิ่งไปกว่านั้นยังพบได้มากขึ้นสำหรับผู้ที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีร่วมกับการติดเชื้อ HIV โดยมีอัตราการติดเชื้อในผู้ป่วยกลุ่มนี้สูงถึง 8–10 % และสามารถก่อให้เกิดพยาธิสภาพได้ทั้งภายในตับและภายนอกตับ

แนวทางการวินิจฉัย และรักษาเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

การตรวจคัดกรองเบื้องต้นที่บ่งชี้ว่ายังมีการติดเชื้อในร่างกาย คือการตรวจแอนตี้-เอชซีวี (Anti-HCV) ถ้ามีผลบวกแสดงว่าเคยติดเชื้อไวรัสมาก่อน แต่ไม่สามารถแยกได้ว่ายังมีการติดเชื้อไวรัสในร่างกายหรือหายขาดแล้ว นอกจากนี้ anti-HCV ยังให้ผลบวกลวงได้ด้วย ดังนั้น เมื่อตรวจแอนตี้-เอชซีวี (Anti-HCV) ให้ผลบวกจึงต้องตรวจยืนยันว่ากำลังมีการติดเชื้อจริงโดยการตรวจปริมาณไวรัสในเลือด (HCV RNA) ด้วยวิธีพีซีอาร์ (PCR) ถ้าตรวจไม่พบปริมาณไวรัสหลังแอนตี้-เอชซีวีให้ผลบวก แนะนำให้ตรวจซ้ำอีกครั้งใน 3-6 เดือน การตรวจหาปริมาณไวรัสอาจต้องรอผลจากห้องปฏิบัติการ 3 -14 วัน จากนั้นแพทย์จึงจะวางแผนการรักษา และการตรวจปริมาณไวรัสนี้ยังใช้ติดตามการรักษาเพื่อประเมินผลว่ารักษาหายขาดหรือไม่

ข่าวดี !…ยารักษาใหม่ ให้ผลการรักษามีโอกาสหายมากกว่า 95%

ศ.นพ.พิสิฐ ตั้งกิจวาณิชย์ นายกสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย อธิบายว่า ในปัจจุบัน บัญชียาหลักแห่งชาติ (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2564 ได้มีการอนุมัติการใช้ยาที่สามารถรักษาครอบคลุมทุกสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสตับอักเสบซี คือยาสูตรผสม Sofosbuvir/Velpatavir (SOF/VEL) ซึ่งเป็นยาที่มีกลไกการออกฤทธิ์โดยตรงในการยับยั้งไวรัสตับอักเสบซี (Direct Acting Antivirals; DAAs) และมีประสิทธิภาพในการรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีได้หายขาดสูงถึง 95% จึงสามารถกล่าวได้ว่าโรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี เป็นโรคที่สามารถรักษาหายขาดได้ ปัจจุบันยาสูตรนี้อยู่ในสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีที่เข้าเกณฑ์การรักษาตามประกาศของบัญชียาหลักแห่งชาติ ภายใต้การดูแลรักษาของอายุรแพทย์สาขาระบบทางเดินอาหารหรืออายุรแพทย์ทั่วไปที่ปฏิบัติงานด้านโรคระบบทางเดินอาหารไม่น้อยกว่า 5 ปี

ความก้าวหน้าของนวัตกรรมทางการแพทย์ ตรวจคัดกรองรู้ผลใน 2 ชั่วโมง

ในยุคนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ก็ทำให้มีนวัตกรรมทางการแพทย์อย่างเครื่อง “อะลินิตี้ เอ็ม (Alinity m)” ใช้ตรวจวินิจฉัยเพื่อยืนยันการติดเชื้อและติดตามการรักษาที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว สามารถออกผลการทดสอบได้ภายใน 2 ชั่วโมง ได้ผลเร็วขึ้น 3-4 เท่า จากการตรวจรูปแบบเดิม ซึ่งสามารถตรวจร่วมกับการใช้ยาและระบบติดตามการตรวจและรักษาคนไข้ที่มีคุณภาพและครบวงจร ลดปัญหาการเดินทางเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลหลายครั้งโดยไม่จำเป็น ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วย อีกทั้งทำให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบัน เครื่องดังกล่าวนำไปใช้ตรวจไวรัสตับอักเสบ บี และไวรัสตับอักเสบ ซี แล้วที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และโรงพยาบาลรามาธิบดี

สิ่งที่ทำได้เพื่อต้าน “ไวรัสตับอักเสบซี”

หลักสำคัญคือ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อ เช่น หลีกเลี่ยงการใช้ของมีคมหรือเข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น สวมถุงมือถ้าต้องสัมผัสเลือด คู่สมรสที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบซีสามารถอยู่ร่วมกันได้ตามปกติ มารดาที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีสามารถให้นมบุตรได้ ไม่ใช้มีดโกนหนวด แปรงสีฟันร่วมกัน

· ห้ามใช้อุปกรณ์ในการสักร่วมกัน

· ใช้ถุงยางอนามัยหากมีเพศสัมพันธ์หลายคน

· รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ทานอาหารปรุงสุก ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ

· ตรวจร่างกายสม่ำเสมอเพื่อประเมินการทำงานของตับอย่างน้อยปีละครั้ง

ดูแลสุขภาพกาย-ใจ ผู้สูงวัย รับมือโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/654875

วันที่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 13:58 น.

ดูแลสุขภาพกาย-ใจ ผู้สูงวัย รับมือโควิด-19กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เผยแนวทางการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุในสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 แนะนำควรฉีดวัคซีนลดอัตราการป่วยหนักและเสียชีวิต

นายแพทย์สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร เพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ เปิดเผยแนวทางการดูแลผู้สูงอายุภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโรคโควิด – 19 กับผู้สื่อข่าวว่า ในช่วงระยะเวลาเช่นนี้ สิ่งที่ส่งผลกระทบกับผู้สูงอายุนอกจากทางร่างกายที่ผู้สูงอายุจะมีโอกาสติดเชื้อแล้วมีอาการรุนแรงหรือเสียชีวิตมากกว่ากลุ่มวัยอื่นแล้ว ยังกระทบกับสุขภาพสมองและสุขภาพจิตอีกด้วย เนื่องด้วยสภาพสังคม เศรษฐกิจจากมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาด ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง การไปมาหาสู่ในหมู่ญาติมิตรเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะการเว้นระยะห่างทางสังคม รวมถึงการเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจของลูกหลานที่กระทบถึงความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ เหล่านี้ล้วนมีผลต่อสภาพจิตใจของผู้สูงอายุได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นความเหงา ความเครียด ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า

โดยลักษณะของผู้สูงอายุที่พบได้ทั่วไปมักแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

  1. กลุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรง มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตตามปกติ
  2. กลุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาพทั้งแข็งแรงและไม่แข็งแรง แต่ยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง และมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตค่อนข้างติดบ้าน
  3. กลุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง และมีภาวะติดเตียง

โดยแต่ละกลุ่ม ต่างมีความต้องการด้านวิธีปฏิบัติเพื่อดูแลสุขภาพกาย สมอง และสุขภาพจิตแตกต่างกันออกไป โดยกลุ่มแรก ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรง มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตตามปกติ เป็นกลุ่มที่ต้องการกิจกรรมที่ค่อนข้างสร้างความตื่นตัว สอดคล้องกับสุขภาพกายที่ยังแข็งแรง อยู่ในภาวะ Active aging จึงเหมาะกับกิจกรรมเช่น การเดินเร็วออกกำลังกายทั้งในและนอกบ้าน การปลูกต้นไม้ ซึ่งอาจเลือกทำกิจกรรมในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น ช่วงเช้าตรู่ที่ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน เพื่อลดการพบปะและการสัมผัสกับผู้อื่น กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาพทั้งแข็งแรงและไม่แข็งแรง แต่ยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง และมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตค่อนข้างติดบ้าน กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความต้องการกิจกรรมที่ไม่จำเป็นต้องออกแรงมาก แต่เน้นไปที่การดูแลสุขภาพจิตใจ กล่าวคือ การมีงานอดิเรกที่สามารถทำได้เองที่บ้าน เช่น ร้องเพลง ทำงานศิลปะที่แปลกใหม่เพื่อฝึกสมอง หรือหากออกกำลังกาย ควรเป็นไปในลักษณะไม่หักโหม และมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด และกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง และมีภาวะติดเตียง กลุ่มนี้จะไม่สามารถทำกิจกรรมใดๆที่ออกแรงได้มากอยู่แล้ว หัวใจสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มนี้จะเน้นที่ผู้ดูแลเป็นสำคัญ การรักษาความสะอาด การกายภาพบำบัด เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะข้อติดและการพลิกตัวเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ คือภารกิจสำคัญของผู้ดูแล อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาที่จำเป็นต้องเว้นระยะห่างทางสังคม บุตรหลานยังควรให้ความใส่ใจในเรื่องการติดต่อสื่อสารอย่างสม่ำเสมอแม้ไม่ได้พบปะ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุกลุ่มใด ควรโทรศัพท์ หรือ สื่อสารทาง VDO Call เมื่อสะดวกเพื่อประคับประคองสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ

สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่สะดวกทำกิจกรรมนอกบ้าน สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร เพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ ได้จัดทำแอปพลิเคชัน “สูงอายุ 5G” สำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันใช้สำหรับประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการสูงอายุและแนวทางการจัดการ โดยพัฒนาแอปพลิเคชันร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นอกเหนือจากจะเป็นเครื่องมือประเมินความเสี่ยงอาการสูงอายุแล้ว ยังมีเกมส์ฝึกสมอง รวมทั้งเกมส์ที่ช่วยให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายได้เองที่บ้าน ซึ่งสามารถดูแลสุขภาพกาย-ใจ ของผู้สูงอายุได้พร้อม ๆ กัน โดยขณะนี้สามารถดาวน์โหลดได้ในระบบ Android และในอนาคตอันใกล้จะสามารถดาวน์โหลดในระบบ IOS

ส่วนประเด็นเรื่องการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับกลุ่มผู้สูงอายุนั้นสามารถช่วยลดอัตราการติดเชื้อ และเสียชีวิตจากโควิดได้ค่อนข้างมาก แต่ขึ้นอยู่กับโรคประจำตัวของแต่ละบุคคล ซึ่งบางโรคอาจมีผลทำให้วัคซีนตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันได้น้อย อย่างไรก็ตาม แม้วัคซีนไม่สามารถป้องกันโรคได้ 100% แต่ก็ช่วยลดความรุนแรงในการต้องนอนโรงพยาบาลหรือห้องไอซียูได้ถึง 80-90% แต่สิ่งที่สำคัญคือผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อและนำเชื้อมาแพร่สู่ผู้สูงอายุ แม้ว่าจะได้รับการฉีดวัคซีนครบแล้ว เพื่อลดการสูญเสียที่จะเกิดขึ้น นพ.สกานต์ กล่าวทิ้งท้าย

Sworn Virgins หญิงแอลเบเนียที่ครองโสดด้วยการทำตัวเป็นชาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656094

วันที่ 21 มิ.ย. 2564 เวลา 20:01 น.

Sworn Virgins หญิงแอลเบเนียที่ครองโสดด้วยการทำตัวเป็นชายสังคมชายเป็นใหญ่ในแอลเบเนียบีบให้ผู้หญิงต้องเป็นผู้ชาย เมื่อไม่มีพื้นที่สำหรับผู้หญิงพวกเขาจึงเลือกใช้ชีวิตแบบผู้ชาย แต่นั่นต้องแลกมากับอะไรบ้าง

ในคาบสมุทรบอลข่านบริเวณตอนเหนือของประเทศแอลเบเนีย โคโซโว และมอนเตเนโกร มีแนวปฏิบัติที่เรียกว่า Sworn Virgins คือการที่ผู้หญิงสาบานตนใช้ชีวิตเฉกเช่นเดียวกับเป็นผู้ชายคนหนึ่ง ทั้งการแต่งกาย การใช้ชีวิต การทำงาน และจะต้องครองตัวเป็นโสดไปตลอดชีวิต แนวปฏิบัตินี้ยังพบในส่วนอื่นๆ ของคาบสมุทรบอลข่านตะวันตก รวมทั้งบอสเนีย โครเอเชีย เซอร์เบีย และมาซิโดเนียเหนือ

พวกเขาทำเพื่อหลีกเลี่ยงการกดขี่ภายใต้สังคมปิตาธิปไตย

ผู้หญิงจำนวนมากเลือกปฏิบัติเองเพราะมันทำให้พวกเขาเป็นอิสระมากกว่าการเป็นสตรีอยู่ในสังคมชายเป็นใหญ่ ซึ่งมีข้อกำหนดของผู้หญิงมากมาย หรือบางคนก็ต้องทำเพราะความต้องการของครอบครัวที่ไม่มีลูกชาย

พวกเขาไม่ใช่เกย์ ไม่ใช่ทรานส์เจนเดอร์ แต่เลือกปฏิบัติเป็นผู้ชาย โดยพวกเขาต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับผู้ชายส่วนใหญ่ในท้องถิ่น มักมีภาพพวกเขาแต่งกายเหมือนผู้ชาย ใช้ชื่อผู้ชาย พกปืน สูบบุหรี่ ดื่มสุรา เข้าสังคมผู้ชาย ทำงานของผู้ชาย และทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวดูแลแม่ พี่สาว หรือน้องสาว

บ้างก็ว่าบางคนสาบานตนเพื่อที่จะไม่ได้ไม่ต้องแยกจากครอบครัว หรือบางคนทำเพื่อหลีกเลี่ยงการแต่งงานที่ไม่สมัครใจ เพราะ Sworn Virgins เป็นวิธีเดียวที่พวกเขาจะสามารถปฏิเสธการแต่งงาน

หรือบางคนเลือกที่จะสาบานตนเพราะมันทำให้พวกเขามีอิสระมากกว่าการเป็นผู้หญิงในสังคมปิตาธิปไตยที่มีข้อกำหนดสำหรับผู้หญิงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นต้องรักษาพรหมจรรย์จนกว่าจะแต่งงาน ถูกบังคับให้แต่งงานโดยไม่สมัครใจ ต้องให้กำเนิดลูก เลี้ยงดูลูก ต้องให้เกียรติผู้ชายอยู่เสมอ หรือแม้กระทั่งต้องยอมถูกทำร้ายร่างกาย

แนวปฏิบัติ Sworn Virgins มีรากฐานมาจาก Kanuni i Lekë Dukagjinit หรือ Kanun ซึ่งเป็นบัญญัติกฎหมายที่ใช้ทางตอนเหนือของแอลเบเนียและโคโซโวตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 20

ภายใต้ Kanun ครอบครัวต้องสืบสกุลจากฝ่ายชาย โดยเมื่อแต่งงานแล้วภรรยาต้องย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านของสามี ขณะที่ผู้หญิงได้รับการปฏิบัติราวกับเป็นทรัพย์สินของครัอบครัว มีการริดรอนสิทธิหลายประการ พวกเขาไม่สามารถสูบบุหรี่ สวมนาฬิกา ซื้อที่ดิน หรือแม้กระทั่งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในท้องถิ่น ตลอดจนไม่สามารถทำงานบางงาน และไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในบางสถานที่ด้วย

ทั้งนี้ พิธีสาบานเข้าสู่แนวปฏิบัติ Sworn Virgins ได้รับการรายงานครั้งแรกโดยมิชชันนารี นักเดินทาง นักภูมิศาสตร์ และนักมานุษยวิทยา ซึ่งไปเยือนภูเขาทางตอนเหนือของแอลเบเนียในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

โดยพวกเขาสามารถเข้าสู่แนวปฏิบัติ Sworn Virgins เมื่ออายุเท่าใดก็ได้ทั้งด้วยความสมัครใจของตนเองหรือทำตามความต้องการของบิดามารดา โดยหากสาบานตนแล้วพวกเขาจะต้องใช้ชีวิตหลังจากนั้นเป็นผู้ชายและไม่สามารถเพิกถอนได้ และการผิดคำสาบานครั้งหนึ่งมีโทษถึงชีวิต

ทุกวันนี้ Sworn Virgins เริ่มลดน้อยลงไปแล้วโดยไม่มีอยู่ในโครเอเชียและบอสเนียแล้ว แต่ยังคงหลงเหลืออยู่บ้างในแอลเบเนียตอนเหนือและมาซิโดเนีย

ขณะที่รัฐบาลแอลเบเนียไม่สนับสนุนให้ผู้หญิงสาบานตน และพวกเขาเริ่มได้รับสิทธิตามกฎหมายและเข้าใกล้สถานะทางสังคมที่เท่าเทียมกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคกลางและภาคใต้

โดยปัจจุบัน Sworn Virgins ค่อยๆ หายไปอย่างช้าๆ เหลือเพียงหลักสิบถึงร้อยคนในแอลเบเนีย และอีกไม่กี่คนในประเทศใกล้เคียง ซึ่งส่วนใหญ่พวกเขามีอายุมากกว่า 50 ปี ความทันสมัยและความเท่าเทียมค่อยๆ คืบคลานเข้าไปในทุกภูมิภาคและอีกไม่ช้าประเพณีนี้คงสิ้นสุดลง

ภาพโดย Edith Durham/Wikipedia

Blinkist ตัวช่วยคนอยากอ่านยาวๆ แต่ความอดทนน้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656097

วันที่ 21 มิ.ย. 2564 เวลา 18:32 น.

Blinkist ตัวช่วยคนอยากอ่านยาวๆ แต่ความอดทนน้อยคนที่ชอบแสวงหาความรู้แต่ไม่ชอบอ่าน มันฟังดูเหมือนจะขัดแย้งกัน แต่มีธุรกิจหนึ่งช่วยคลายปมความขัดแย้งนี้ได้ง่ายๆ

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็วและมากมายมหาศาล ต่อให้เรามีความกระหายที่จะกลืนกินข้อมูลเหล่านั้นมากเท่าไร ก็ไม่มีทางที่จะกลืนมันเข้าไปได้หมด

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่ไม่อยากจะอ่านข้อมูล แต่จะเป็นจะต้องใช้มัน หรืออยากจะเสพแต่ไม่อยากจะอ่าน

นี่คือความลักลั่นของโลกยุคใหม่ ที่เรามีโอกาสได้เข้าถึง “อินโฟ” มากขึ้น แต่ไม่มีเวลาจะ “เอ็นจอย” กับมัน เพราะมันทั้งมีมากเกินไป และเรามีเวลาเหลือน้อยเกินไปในยุคที่เร่งรีบ

นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดแอพพลิเคชั่นต่างๆ ขึ้นมาเพื่อตอบสนองคนอยากเสพข้อมูลแต่เวลาจำกัด เช่น Blinkist เป็นแอพสำหรับคนอยากอ่านแต่ไม่อยากยาว โฆษณาว่าใช้เวลาเพียง 15 นาที คุณก็จะ “ได้ไอเดียสำคัญจากหนังสือขายดีประเภทสารคดีที่สรุปย่อแบบตกผลึกโดยผู้เชี่ยวชาญ ให้กลายเป็นข้อความตัวอักษรและข้อความเสียง”

ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของแอพนี้คือ 4 สหาย ได้แก่ โฮลเกอร์ ไซม์ (CEO), นิคลาส ยานเซน, เซบาสเตียน ไคลน์ และ โทเบียส บัลลิง (CFO) ทั้งหมดเป็นชาวเยอรมันจากกรุงเบอร์ลิน และแน่นอนว่า สำนักงานของแอพจะอยู่ที่กรุงเบอร์ลิน ในเขตนอยเคิลล์น โดยริเริ่มแอพนี้ขึ้นมาในปี 2012 พร้อมกับแรงบันดาลใจที่อยากจะให้ผู้คนอย่าหยุดที่จะแสวงหาความรู้ พร้อมกับแสวงหาผู้ที่จะมาร่วมงานด้วย ในฐานะผู้ผลิตคอนเทนต์อยู่ตลอดเวลา สะท้อนถึงการเติบโตของแอพ

อย่างเช่น เมื่อปี 2017 แอพได้รับการเสนอชื่อจาก Apple ให้เป็นแอพที่ดีที่สุดใน App Store และยังเคยได้รางวัลจาก Google มาแล้วด้วย แต่นี่ยังธรรมดา เพราะเป็นรางวัลในด้านธุรกิจ เทียบไม่ได้กับรางวัล World Summit Award ที่ได้รับจากสหประชาชาติ ในด้านการเรียนรู้และการศึกษา เพราะให้บริการเกี่ยวกับการเข้าถึงแหล่งความรู้โดยตรง

และเมื่อเดือน ต.ค. 2018 แอพนี้ยังสามารถระดมทุนได้ถึง 18.8 ล้านเหรียญสหรัฐ มีทุนรวม 35 ล้านเหรียญสหรัฐ (ตัวเลขปี 2018) ในปี 2021 มีผู้ใช้บริการมากถึง 18 ล้านคน

วิธีการให้บริการและใช้บริการของ Blinkist ก็ง่ายๆ พร้อมกับแพ็กเกจแบบรายเดือน รายไตรมาส ไปจนถึงรายปี ในราคาที่ไม่แพงนัก สำหรับคนที่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ทางแอพก็ได้จัดทำหนังสือแนะนำและสรุปย่อคร่าวๆ ให้ เช่น เล่มนี้ใช้เวลาอ่าน (สรุปย่อ) นานเท่าไร ซึ่งหลายกรณีไม่ใช่ 15 นาที อย่างที่บอกไว้ แต่อาจนานเกือบ 20 นาทีก็มี บางเล่มมีบริการเสียงอ่านให้ด้วย

ตัวอย่างเช่น หน้าแนะนำหนังสือประเภทประวัติศาสตร์ เล่มแรกที่นำมาแนะนำคือ Sapiens หนังสือขายดิบขายดีของ ยูวัล โนอาห์ ฮารารี ซึ่งเล่มจริงมีจำนวนหน้าถึง 443 เพราะเนื้อหาครอบครัวประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติถึง 300,000 ปี แต่ถ้าอ่านสรุปย่อจากแอพ จะใช้เวลาเพียง 15 นาที (ก่อนหน้านี้พวกเขาย่อเวลาได้ 19 นาที) จากที่น่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย (หรือถ้าอ่านแบบไม่วางมือเลยก็อาจจะใช้เวลาประมาณ 2 วัน)

หรือแม้แต่หนังสือวิชาการที่อ่านเข้าใจยากที่สุดถึงที่สุดอย่าง Orientalism ของ เอ็ดเวิร์ด ซาอิด ที่นี่ใช้เวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น ในการสรปุย่อให้ฟัง ซึ่งน่าจะถูกใจนักศึกษาที่ต้องการขมวดความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดทางสังคมศาสตร์อย่าง Orientalism (การสร้างความเป็นตะวันออกกลางที่ป่าเถื่อนโดยตะวันตกยุคใหม่) ให้ได้กระชับก่อนที่จะสอบ

แค็ตตาล็อกแนะนำหนังสือประเภทต่างๆ จะนำเสนอผ่านเว็บไซต์ Magazine ของทางแอพ ซึ่งนับว่ามีส่วนช่วยทำให้ผู้ใช้บริการยุ่งยากน้อยลง เพราะรู้ว่าจะค้นข้อมูลได้จากส่วนไหน

ตอนนี้ Blinkist มีหนังสือให้บริการ 4,500 เล่ม และจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะจะเติมหนังสือใหม่ทุกๆ เดือน เดือนละ 70 เล่ม หนังสือที่ให้บริการส่วนใหญ่มี 6 กลุ่มหลัก คือ การพัฒนาตัวเองและการสร้างบุคลิก ประวัติศาสตร์ ทักษะการสื่อสาร การบริหารและภาวะความเป็นผู้นำ การกระตุ้นและการสร้างแรงบันดาลใจ และจิตวิทยา เป็นต้น แต่ยังมีประเภทย่อยๆ มากกว่านี้

Blinkist บอกว่า แม้จะอัพเดทหนังสือใหม่อยู่เรื่อยๆ แต่ต้องมีหนังสือเก่าที่ขายดี (และขึ้นแท่นคลาสสิคร่วมสมัยด้วย) เช่น กรณีของ Sapiens เป็นต้น

ธุรกิจนี้กำลังไปได้สวย และในช่วงล็อคดาวน์ที่หลายๆ ต้องอยู่ติดบ้านมากขึ้น น่าจะทำให้คนอ่านหนังสือมากขึ้นด้วย เราจะพบว่าคู่แข่งของ Blinkist มีไม่น้อยเลยเช่น Sumizeit, BUUK App, Booknotes, Snapreads, ReadingIQ, getAbstract, Instaread, BookRags และ Quiddit

เมื่อค่านิยมลูกค้าเปลี่ยน Victoria’s Secret ก็ต้องปรับมาตรฐานความงามใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656072

วันที่ 21 มิ.ย. 2564 เวลา 16:36 น.

เมื่อค่านิยมลูกค้าเปลี่ยน Victoria's Secret ก็ต้องปรับมาตรฐานความงามใหม่Victoria’s Secret กับการก้าวข้ามมาตรฐานความงามแบบเดิมๆ เมื่อมุมมองความงามของสังคมเปลี่ยนแปลงธุรกิจแฟชั่นก็เปลี่ยนไปด้วย

1. เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้วที่แบรนด์ชุดชั้นในชื่อดังอย่าง Victoria’s Secret ปิดตำนานเหล่านางฟ้าด้วยการยกเลิกการจัดงานแฟชั่นโชว์ประจำปีจากนางแบบหุ่นเป๊ะที่มีมานานกว่า 20 ปี จนกลายเป็นงานอีเวนท์สำคัญแห่งปีที่มีผู้ชมหลายล้านคน

2. แต่ระยะหลังมานี้สังคมเริ่มเปลี่ยนไปโดยให้ความสำคัญกับความงามที่หลากหลายมากขึ้น นางแบบสูงโปร่ง เอวคอด ขายาว ใบหน้าสวยงามตามมาตรฐานความงาม (beauty standard) แบบเดิมๆ เริ่มใช้ไม่ได้อีกต่อไป

3. Victoria’s Secret จึงต้องปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ครั้งใหญ่ ซึ่งนอกจากจะยกเลิกแฟชั่นโชว์จากเหล่านางฟ้าแล้ว ได้มีการเปิดตัวแอมบาสเดอร์ 7 คนในนาม “VS Collective” ประกอบไปด้วย Megan Rapinoe นักกีฬาทีมฟุตบอลผู้รณรงค์แคมเปญความเท่าเทียมทางเพศ, Eileen Gu นักกีฬาสกีชาวอเมริกันเชื้อสายจีน, Paloma Elsesser นางแบบพลัสไซซ์ชื่อดัง, Adut Akech นางแบบผู้ลี้ภัยจากเซาธ์ซูดาน, Amanda de Cadenet ช่างภาพผู้ก่อตั้งองค์กรเพื่อช่างภาพสตรี, Valentina Sampaio นางแบบข้ามเพศคนแรกของ Victoria’s Secret และ Priyanka Chopra Jonas นักแสดงสาวและนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ

4. เพื่อสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ ทัศคติเชิงบวกต่อร่างกาย และเป็นตัวแทนของความหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดย Martin Waters ซีอีโอของ Victoria’s Secret กล่าวว่านี่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของ Victoria’s Secret

5.การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่านางฟ้า Victoria’s Secret เป็นการส่งเสริมค่านิยมมาตรฐานความงามของผู้หญิง อีกทั้้งคอลเล็กชันของ Victoria’s Secret จัดทำขึ้นสำหรับสาวๆ ตัวเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามุมมองของคนในสังคมเริ่มเปลี่ยนแปลงไป และนั่นทำให้ยอดขายของ Victoria’s Secret ลดลง

6. ถึงกระนั้น Victoria’s Secret ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1977 ด้วยภาพลักษณ์ของนางแบบสาวเซ็กซี่ก็ยังถูกมองว่าค่อนข้างช้าต่อการเปลี่ยนแปลง ขณะที่หลายแบรนด์ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางเพศและรูปร่างมาก่อนหน้านี้แล้ว

7. ขณะนี้ Victoria’s Secret กำลังเผชิญกับตลาดที่มีการแข่งขันสูงและครอบคลุมมากขึ้น โดยแบรนด์ต่างๆ เช่น Aerie ของ American Eagle และ Savage X Fenty ของ Rihanna วางตำแหน่งตัวเองโดยชใช้ช่องโหว่ของ Victoria’s Secret ป็นโอกาส รวมถึง ThirdLove และ CUUP ที่มุ่งหมายที่จะกำหนดขนาดชุดชั้นในใหม่ทั้งหมด

8. ในปี 2015 Karlie Kloss หนึ่งในนางฟ้า Victoria’s Secret แยกตัวออกมาโดยให้เหตุผลกับ Vogue ในปี 2019 ว่าเธอไม่รู้สึกว่ามันเป็นภาพที่สะท้อนตัวตนของเธอได้อย่างแท้จริง และเธอต้องการส่งข้อความบางอย่างถึงหญิงสาวทั่วโลกเกี่ยวกับความหมายของการเป็นคนสวย

9. นอกจากนี้ในปี 2018 Ed Razek หัวหน้าเจ้าหน้าที่การตลาดของ L Brands เผชิญกับคำวิจารณ์หลังให้สัมภาษณ์ต่อนิตยสาร Vogue ซึ่งเขากล่าวว่าเขาไม่คิดว่างานแสดงประจำปีของแบรนด์ควรมี “คนข้ามเพศ” ด้วย นั่นทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนความหลากหลายทางเพศมองว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และการแสดงในปีนั้นกลายเป็นปีสุดท้าย โดยมีผู้ชมเพียง 3.3 ล้านคน เทียบกับ 9.7 ล้านคนในปี 2013

10. ในปีถัดมา Victoria’s Secret จึงได้ว่าจ้างนางแบบข้ามเพศคนแรกคือ Valentina Sampaio ซึ่งปัจจุบันเข้าร่วมใน VS Collective ด้วย

11. เมื่อปีที่แล้ว Victoria’s Secret ยังได้เปิดตัว Ali Tate Cutler เป็นนางแบบพลัสไซซ์คนแรกของแบรนด์ โดยร่วมมือกับ Bluebella แบรนด์ชุดชั้นในจากอังกฤษภายใต้สโลแกน “รักตัวเอง ยอมรับตัวเอง และจงเป็นตัวเอง”

12. Chantal Fernandez นักข่าวอาวุโสจาก The Business of Fashion มองว่าการรีแบรนด์ครั้งนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า Victoria’s Secret กำลังผลักดันการตลาดไปข้างหน้าอย่างไร ถึงกระนั้นก็ยังคงมีความเห็นว่าการปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ครั้งนี้อาจจะน้อยเกินไปและสายเกินไปสำหรับ Victoria’s Secret

“เป็นเวลานานแล้วที่ Victoria’s Secret ได้สร้างมาตรฐานความงามในทั่วโลก ซึ่งได้ผลักดันยอดขายหลายพันล้านดอลลาร์และสร้างกระแสฮือฮาให้กับบริษัท แต่วัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไปในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ลูกค้าต้องการแบรนด์ที่มีบางอย่างสอดคล้องกับพวกเขา” เขากล่าวเสริม

13. อย่างไรก็ตามแม้ลูกค้าในปัจจุบันจะมีทางเลือกมากกว่าในสมัย 1990 ถึง 2000 แต่ Fernandez มองมองว่า “Victoria’s Secret ยังคงมีหนทางที่จะครองความเป็นแบรนด์ชั้นนำ โดยขณะนี้ยังคงมีส่วนแบ่งการตลาดที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาและเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับมาก หากพวกเขาสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และการจัดจำหน่ายได้ก็อาจจะสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วอีกครั้ง” Fernandez กล่าว “มันต้องการมากกว่าแค่กลุ่มโฆษกหญิงที่น่าสนใจ”

14. แม้จะผ่านมาการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ไปแล้วแต่ยอดขายของ Victoria’s Secret ระยะหลังกลับตกต่ำ เพราะไม่ค่อยได้รับความสนใจจากกลุ่มคนรุ่นใหม่อีกทั้งยังแบรนด์อื่นๆ เป็นตัวเลือกมากขึ้น

15. ซ้ำยังเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 เมื่อปีที่แล้วทำให้ต้องปิดสาขาไปถึง 250 สาขาในสหรัฐและแคนาดาจากทั้งหมด 849 สาขา ขณะที่ยอดขายลดลงเกือบครึ่งหนึ่งตั้งแต่ต้นปีก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19

16. อย่างไรก็ตามในไตรมาสแรกของปีนี้ Victoria’s Secret รายงานถึงยอดขายที่เพิ่มขึ้น 25% ขณะที่หุ้นของ L Brands บริษัทแม่เพิ่มขึ้นประมาณ 70% ในปีนี้ โดยบริษัทระบุว่าเป็นการตอบสนองเชิงบวกของลูกค้าต่อสินค้าและการตลาดแบบใหม่ รวมถึงแคมเปญวันแม่กับครั้งแรกของนางแบบตั้งครรภ์

ที่มา CNNBusiness InsiderForbesBBCCNBC

ภาพโดย TIMOTHY A. CLARY / AFP

จีนไล่ขยี้เหมือง Crypto ไม่หยุด Bitcoin กระอักราคาตกในพลัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656069

วันที่ 21 มิ.ย. 2564 เวลา 14:38 น.

จีนไล่ขยี้เหมือง Crypto ไม่หยุด Bitcoin กระอักราคาตกในพลันประเทศจีนได้ขยายการปราบปรามอุตสาหกรรมการขุดคริปโตเคอร์เรนซี่ขนาดใหญ่ด้วยการห้ามทำเหมืองมณฑลเสฉวนตามที่โพสต์ทูเดย์รายงานไปก่อนหน้านี้

การกวาดล้างของจีนทำให้คริปโตต่างๆ ราคาร่วงลงในวันจันทร์ โดย Bitcoin ตกลงสู่ระดับต่ำสุดที่ 32,288 ดอลลาร์ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน และล่าสุดตกลง 7.9% ที่ประมาณ 32,781 ดอลลาร์

Ether คู่แข่งของ Bitcoin ร่วงลงต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม ก่อนซื้อขายลดลง 10% ที่ 2019.01

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นผลมาจากการกวาดล้างเหมือนขุดคริปโตของทางการจีนที่ดุดันขึ้นเรื่อยๆ

เหมืองของจีนมีสัดส่วนเกือบร้อยละ 80 ของการค้าขายคริปโตทั่วโลก แม้ว่าจะมีการห้ามการค้าภายในประเทศตั้งแต่ปี 2017 แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลายมณฑลได้สั่งให้เหมืองปิดตัวลง เนื่องจากปักกิ่งหันมาจับตาดูอุตสาหกรรมนี้อย่างเฉียบขาด

เจ้าหน้าที่ในมณฑลเสฉวนสั่งปิดเหมือง 26 แห่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตามประกาศที่เผยแพร่อย่างกว้างขวางบนโซเชียลมีเดียของจีนและได้รับการยืนยันจากอดีตนักขุด Bitcoin

มีรายงานว่าประกาศดังกล่าวสั่งให้บริษัทพลังงานหยุดจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับเหมืองคริปโตทั้งหมดภายในวันอาทิตย์

จีนประกาศว่าจะ “กวาดล้างอย่างสมบูรณ์” และสั่งให้รัฐบาลท้องถิ่นดำเนินการ “การสืบสวนแบบปูพรม” เพื่อค้นหาและปิดกิจการที่น่าสงสัยว่าจะเป็นเหมืองคริปโต

ทั้งนี้ มณฑลเสฉวนเป็นหนึ่งในฐานที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการขุดในประเทศ อดีตคนงานเหมืองคริปโตบอก AFP ว่าพวกเขา “ปิดทุกอย่าง” ตามข้อกำหนดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

“มีคณะทำงานมาตรวจสอบ… ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเราปิดปฏิบัติการและนำเครื่องจักรออกไป” เขากล่าว

มณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เป็นที่ตั้งของเหมืองคริปโตเคอเรนซีจำนวนมาก ซึ่งต้องใช้พลังงานมหาศาลจากไฟฟ้าพลังน้ำราคาถูกและอุดมสมบูรณ์ของมณฑล

ตามรายงานใน Global Times สื่อแท็บลอยด์ของรัฐการปิดเหมืองในมณฑลเสฉวนได้ส่งผลให้มีการปิดมากกว่าร้อยละ 90 ของความสามารถในการขุด Bitcoin ของประเทศ

รัฐบาลจีนหันมาเข้มงวดกับคริปโตเพื่อขจัดความเสี่ยงทางการเงินจากการเก็งกำไร แม้ว่าความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับเหมืองที่ใช้พลังงานมหาศาลก็เป็นปัจจัยหนึ่งเช่นกัน

สื่อจีนรายงานว่าการจ่ายไฟฟ้าให้กับเหมืองคริปโตทั้งหมดทั่วทั้งมณฑลหยุดในเวลาเที่ยงคืนของวันอาทิตย์ และกรณีนี้ยังกลายเป็นเทรนด์ยอดนิยมในโซเชียลมีเดียของจีน

เสฉวนเป็นภูมิภาคการขุดที่มีความเข้มข้นมากที่สุดเป็นอันดับสองของจีนรองจากเขตปกครองตนเองซินเจียงทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ตามดัชนีการใช้ไฟฟ้า Bitcoin ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

คริปโตทั้งหมดถูกขุดในพื้นที่ที่มีประชากรเบาบางแต่อุดมไปด้วยถ่านหินและพลังน้ำ คือเขตมองโกเลียในและชิงไห่ แต่ทั้งสองเขตก็ได้รับคำสั่งให้ปิดตัวลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยประชาชนได้รับการสนับสนุนให้คอยสอดส่องรายงานการทำเหมืองที่ผิดกฎหมาย

เมื่อเดือนที่แล้ว มูลค่าของ Bitcoin ลดลงหลังจากสมาคมการเงินจีน 3 แห่งได้ออกมายืนยันอีกครั้งว่าห้ามสถาบันการเงินให้บริการคริปโตเคอเรนซีเตือนถึงการเก็งกำไรที่มีความเสี่ยงโดยผู้ค้าสกุลเงินดิจิทัล

Photo by JACK GUEZ / AFP

COVAX ไปต่อลำบาก โครงการดีแต่ปฏิบัติไม่ได้จริงเพราะ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656047

วันที่ 21 มิ.ย. 2564 เวลา 12:33 น.

COVAX ไปต่อลำบาก โครงการดีแต่ปฏิบัติไม่ได้จริงเพราะ?ขณะที่ประเทศยากจนซึ่งไม่มีกำลังซื้อวัคซีนต้องรอจาก COVAX แต่โครงการกลับสะดุดเมื่อวัคซีนทั่วโลกขาดแลคน

ขณะที่กว่าครึ่งหนึ่งของประชากรผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาได้รับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ครบ 2 เข็มแล้ว ส่วนประเทศใหญ่อย่างจีนก็ได้ฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 1 พันล้านโดสหรือคิดเป็นเกือบร้อยละ 40 ของวัคซีนที่ฉีดทั่วโลก

แต่สถานการณ์ในประเทศอื่นๆ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงโดยเฉพาะประเทศที่มีรายได้น้อยหลายประเทศเพิ่งฉีดวัคซีนเข็มแรกให้แก่ประชากรไม่ถึง 1%

การจัดการกับความไม่เท่าเทียมกันนี้คือภารกิจของ COVAX โครงการที่ได้รับความร่วมมือระหว่างองค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีนกาวี (Gavi), กลุ่มพันธมิตรความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อรับมือโรคระบาด และองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งเปิดตัวตั้งแต่เดือนเมษายน 2020 เพื่อแจกจ่ายวัคซีน 2 พันล้านโดสภายในสิ้นปีนี้ โดยให้ประเทศที่มีเพียงพอบริจาคเงินและวัคซีนให้แก่ประเทศยากจนเพื่อการจัดสรรวัคซีนอย่างเท่าเทียม

แต่จนถึงขณะนี้ COVAX ยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว โดยมีการบริจาควัคซีนเพียง 4% เท่านั้นจากเป้าหมาย 2 พันล้านโดส โดยส่วนใหญ่เป็นเพราะประเทศร่ำรวยกว้านซื้อวัคซีนไปตั้งแต่ก่อนที่จะได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล

อีกประการสำคัญที่ชะลอการดำเนินการของ COVAX คือการที่อินเดียระงับการส่งออกวัคซีนที่ผลิตในประเทศเมื่อช่วงต้นปีนี้เนื่องจากมีการระบาดร้ายแรงในประเทศ ทั้งนี้ COVAX ได้พึ่งพาวัคซีนที่ผลิตในอินเดียมากกว่าครึ่งหนึ่ง เมื่ออินเดียไม่สามารถส่งออกวัคซีนได้โครงการจึงไม่สามารถส่งมอบวัคซีนไปยังประเทศต่างๆ ได้

ตลอดจนเหตุไฟไหม้ที่โรงงานผลิตในอินเดียนำมาสู่การสูญเสียอุปกรณ์และความล่าช้าในการวางสายการผลิตเพิ่มเติม ส่งผลให้ COVAX และประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศดิ้นรนเพื่อหาแหล่งวัคซีนใหม่หลังจากที่อินเดียเผยว่าจะไม่กลับมาส่งออกจนถึงสิ้นปีนี้

การส่งมอบวัคซีนผ่าน COVAX เกิดความล่าช้าในหลายประเทศรวมถึงเกาหลีเหนือซึ่งควรจะได้รับวัคซีนชุดแรกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยองค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีนกาวีระบุว่าเกาหลีเหนือยังไม่ได้รับวัคซีนเนื่องจากปัญหาขาดแคลนวัคซีนทั่วโลก โดยคาดว่าเกาหลีเหนือจะได้รับวัคซีนภายในปีนี้

โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมามีประเทศและภูมิภาคได้รับวัคซีนผ่านโครงการ COVAX รวมประมาณ 150 ล้านโดส ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายการส่งมอบระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ขาดอีกประมาณ 200 ล้านโดส โดยผู้ประสานงานโครงการ COVAX ของ WHO กล่าวว่า “หากยังไม่มีวัคซีนเข้ามาในช่วงเวลานี้ COVAX ก็ไม่ต่างอะไรกับโครงการที่ล้มเหลว”

Scientific American ระบุว่าองค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีนกาวีคาดว่าจะส่งมอบวัคซีน 1.8 พันล้านโดสภายในสิ้นไตรมาสแรกของปีหน้า

อย่างไรก็ตามสถานการณ์อาจดีขึ้นเมื่อสหรัฐประกาศว่าจะแบ่งปันวัคซีน 19 ล้านโดสให้แก่โครงการ COVAX ภายในสิ้นดือน พร้อมจัดสรรวัคซีนอีก 6 ล้านโดสให้แก่ประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือโดยตรง ขณะที่อังกฤษก็ให้คำมั่นว่าจะจัดสรรวัคซีน 870 ล้านโดสให้แก่ COVAX โดยจะพยายามให้ครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้มาถึงภายในสิ้นปีนี้

แม้ว่า COVAX จะบรรลุเป้าหมายอย่างสมบูรณ์แต่ก็จะคิดเป็นเพียง 20% ของประชากรของประเทศที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้นซึ่งยังไม่เพียงพอต่อสัดส่วนที่นักระบาดวิทยาประเมินไว้เพื่อให้โลกมีภูมิคุ้มกันหมู่

ผู้เชี่ยวชาญมองว่านอกจากโครงการ COVAX แล้วยังจำเป็นต้องมีความพยายามอื่นๆ ร่วมด้วยโดยเฉพาะการจัดสรรวัคซีนไปยังพื้นที่ห่างไกล, การจัดการกับความลังเลใจในการฉีดวัคซีน และการขยายโรงงานเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตวัคซีน

Krishna Udayakumar ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมด้านสุขภาพระดับโลก มหาวิทยาลัยดุ๊ก มองว่า COVAX จำเป็นแต่ไม่เพียงพอ จนกว่าประเทศและบริษัทที่ร่ำรวยจะเพิ่มความพยายามในการแบ่งปันวัคซีนและช่วยแจกจ่ายวัคซีนไปทั่วโลก

“น่าเสียดายที่ประเทศที่มีรายได้ต่ำยังคงอยู่ข้างหลัง หรืออยู่ในความเมตตาของประเทศที่มีรายได้สูง” เขากล่าวเสริม

ขณะที่องค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีนกาวีกล่าวว่าเงินทุนเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความล่าช้า เนื่องจาก COVAX จะตกลงกับบริษัทผู้ผลิตวัคซีนทันทีที่ได้รับเงินทุนจากผู้เข้าร่วมโครงการ หากได้รับเงินทุนเร็วกว่านี้ก็อาจล็อกปริมาณวัคซีนได้เร็วกว่าเดิมเช่นกัน

นอกจากนี้กาวียังระบุว่าความท้าทายในการเข้าถึงวัคซีนในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้นแตกต่างจากการระบาดครั้งอื่นๆ เนื่องจากทุกประเทศต้องการวัคซีนในเวลาเดียวกัน การผลิตและอุปทานโดยรวมจึงซับซ้อนกว่ามาก

นอกจากการรอวัคซีนจาก COVAX แล้วประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลางจำนวนมากจึงทำข้อตกลงกับบริษัทผู้ผลิตวัคซีนและประเทศอื่นๆ โดยตรงด้วย

แต่การดีลกับบางประเทศโดยตรงนั้น Krishna Udayakumar มองว่าอาจเป็นวิธีที่เสี่ยงจะเป็น “วัคซีนการทูต” โดยประเทศที่บริจาควัคซีนเพื่อแลกกับอิทธิพลทางการเมืองในภูมิภาค นั่นทำให้ประเทศยากจนที่ไม่มีกำลังซื้อวัคซีนได้เองต้องยอมรับวัคซีนยี่ห้อนั้นๆ โดยไม่มีวัคซีนชนิดอื่นเป็นทางเลือก

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

เตือนประเทศที่ใช้ Bitcoin เต็มที่ระวังเศรษฐกิจพังพินาศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656043

วันที่ 21 มิ.ย. 2564 เวลา 11:19 น.

เตือนประเทศที่ใช้ Bitcoin เต็มที่ระวังเศรษฐกิจพังพินาศคำเตือนนี้มีไปถึงประเทศเอลซัลวาดอร์ที่เดินหน้าจะใช้ Bitcoin ในระบบเศรษฐกิจอยางถูกกฎหมายประเทศแรกของโลก

สตีฟ แฮงค์ (Steve Hanke) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ที่ Johns Hopkins University และผู้ช่วยปฏิรูประบบการเงินของหลายๆ ประเทศแสดงความเห็นเกี่ยวกับการที่เอลซัลวาดอร์จะใช้ Bitcoin อย่างถูกกฎหมยประเทศแรกของโลก โดยแฮงค์ บอกมันไม่ใช่ความคิดที่ดีและกล่าวว่ามันอาจ “ทำให้เศรษฐกิจพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง”

แฮงค์บอกว่าถึงแม้ว่าเอลซัลวาดอร์จะประกาศให้ Bitcoin มีสถานะทางการเงินอย่างถูกกฎหมายแต่ Bitcoin จะยังคงไม่ถูกใช้ในการทำธุรกรรมประจำวันเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจของเอลซัลวาดอร์ไม่เอื้ออำนวย นอกจากนี้ ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมของ Bitcoin จะสูงเมื่อแปลงเป็นดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสกุลเงินที่เอลซัลวาดอร์ใช้เพราะไม่มีสกุลเงินของตนเอง

“มันมีศักยภาพที่จะพังทลายทางเศรษฐกิจได้อย่างสมบูรณ์เพราะเงินดอลลาร์ในเอลซัลวาดอร์ทั้งหมดอาจถูกดูดกลืน และไม่มีเงินในประเทศ พวกเขาไม่มีสกุลเงินในประเทศ คุณจะไม่จ่ายค่าแท็กซี่ด้วย Bitcoin หรอกมันเป็นเรื่องตลก […] คุณมีคน 70% ในเอลซัลวาดอร์ที่ไม่มีแม้แต่บัญชีธนาคาร” แฮงค์กล่าวระหว่างการสัมภาษณ์กับเดวิด ลินแห่ง Kitco

เขายังบอกด้วยว่าปัญหาใหญ่ของคริปโตโดยทั่วไปคือเราไม่สามารถแปลงเป็นเงินที่ถูกกฎหมายที่แท้จริงซึ่งใช้งานได้ในราคาถูกและรวดเร็ว “คุณไม่สามารถแปลง Bitcoin เป็นดอลลาร์สหรัฐในราคาถูกและง่ายดาย” แฮงค์ยังยกตัวอย่างอีกประเทศ โดยเขาได้แชร์บทความบน Twitter ที่เขียนโดย Terence Zimwara ผู้เขียนข่าว Bitcoin.com บทความอธิบายว่าธนาคารกลางของไนจีเรีย (CBN) ได้หารือเรื่องที่จะใช้สกุลเงินดิจิทัลภายในสิ้นปีนี้ แต่แฮงค์มีความเห็นพ่วงบทความนี้โดยชี้ว่ามันจะทำให้ให้เศรษฐกิจพังพินาศเหมือนกับเอลซัลวาดอร์

“หากแผนของไนจีเรียสำหรับสกุลเงินดิจิทัลเป็นเหมือนแผน Bitcoin ของเอลซัลวาดอร์ มันจะล้มเหลว แทนที่จะล้อเล่นกับความคิดบ้าๆ บอๆ ไนจีเรียจำเป็นต้องจัดตั้งคณะกรรมการสกุลเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเช่นเดียวกับที่เคยมีระหว่างปี 1913-1959”

แฮงค์ดูเหมือนจะให้น้ำหนักกับคณะกรรมการสกุลเงิน (Currency boards) ที่อิงสกุลดอลลาร์สหรัฐก้เพราะเชขาทำงานสายนี้มานาน ซึ่งคณะกรรมการสกุลเงินคือหน่วยงานทางการเงินที่ออกสกุลเงินท้องถิ่นที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่โดยสกุลเงินสำรองต่างประเทศ และสามารถแปลงได้อย่างอิสระด้วยสกุลเงินสำรองต่างประเทศที่อัตราแลกเปลี่ยนคงที่

นอกจากนี้ แฮงค์ยังเคยทำการวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการพึ่งพาเงินดอลลาร์ (dollarization) โดยที่ประเทศหนึ่งแทนที่สกุลเงินในประเทศด้วยสกุลเงินต่างประเทศที่มีเสถียรภาพ เช่น ดอลลาร์ และสร้างระบบการเงินอัตราแลกเปลี่ยนคงที่โดยพฤตินัยระหว่างสองประเทศ หนึ่งในประเทศที่ใช้วิธีนี้คือเอลซัลวาดอร์ แต่ตอนนี้เอลซัลวาดอร์กำลังแยกตัวไปใช้ Bitcoin พร้อมๆ กับ dollarization และในปีนี้ ครอบรอบ 20 ปีที่เอลซัลวาดอร์หันมาใช้วิธี dollarization พอดี