จีนกล่าวหาสินค้า Nike-H&M-Zara เป็นอันตรายกับเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654634

วันที่ 03 มิ.ย. 2564 เวลา 17:30 น

จีนกล่าวหาสินค้า Nike-H&M-Zara เป็นอันตรายกับเด็กจีนขึ้นทะเบียนแบรนด์จากตะวันตกหลายเจ้าจำหน่ายสินค้าที่เป็นอันตรายกับเด็ก 

สำนักข่าว South China Morning Post รายงานว่า กระทรวงศุลกากรจีนขึ้นทะเบียนสินค้าเด็กนำเข้า 81 รายการ อาทิ เสื้อผ้า รองเท้า ของเล่น แปรงสีฟัน และขวดนมจากแบรนด์สัญชาติตะวันตก เป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและอาจเป็นอันตรายกับเด็ก หลังจากทำการตรวจสอบสินค้าประจำปีระหว่างเดือน มิ.ย. 2020-พ.ค. 2021

ระหว่างการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ศุลกากรพบเดรสของแบรนด์ H&M 9 แบบมีสีหรือสารที่เป็นอันตรายอย่างอื่นตกค้างซึ่งสามารถกลืนกลินหรือดูดซึมผ่านผิวหนัง เจ้าหน้าที่ยังพบสารตกค้างลักษณะเดียวกันในเสื้อยืดผ้าถักสำหรับเด็กผู้ชายของ Nike และชุดนอนและกางเกงขาสั้นผ้าถักของ Zara รวมทั้งจากแบรนด์ Gap และ Uniqlo  

เจ้าหน้าที่ศุลกากรเผยกับ South China Morning Post ว่า สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานทั้งหมดจะถูกยึด ทำลาย หรือส่งคืนผู้จัดจำหน่าย

ด้านแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบ อาทิ H&M, Zara, Nike และ Gap ยังไม่เคลื่อนไหวต่อกรณีนี้  

การขึ้นทะเบียนครั้งนี้ถือเป็นคลื่นระลอกสองที่ซัดใส่แบรนด์สินค้าจากตะวันตกที่เพิ่งถูกลูกค้าชาวจีนแบนหลังประกาศว่าจะไม่ใช่ฝ้ายจากซินเจียง เนื่องจากมีการบังคับใช้แรงงานเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา   

ทั้งนี้ ประกาศล่าสุดมีขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ศุลกากรกล่าวหาว่า H&M และ Zara นำเข้าเสื้อผ้าที่เป็นอันตรายกับเด็ก แต่ประกาศล่าสุดมีสินค้าของแบรนด์ Nike และ GAP เป็นครั้งแรก

Photo by GREG BAKER / AFP

ศรีลังกาเตรียมรับมือเรือสินค้าจมหวั่นน้ำมันหลายร้อยตันรั่วไหล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654626

วันที่ 03 มิ.ย. 2564 เวลา 16:30 น

ศรีลังกาเตรียมรับมือเรือสินค้าจมหวั่นน้ำมันหลายร้อยตันรั่วไหลหวั่นเกิดหายนะทางทะเลครั้งใหญ่เมื่อเรือบรรทุกสินค้าจมทะเลพร้อมน้ำมันและสารเคมีหลายร้อยตัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าเจ้าหน้าที่ศรีลังกากำลังเตรียมพร้อมรับมือกับสารเคมีและน้ำมันหลายร้อยตันที่อาจรั่วไหลจากเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติสิงคโปร์ MV X-Press Pearl ที่เกิดระเบิดและเพลิงไหม้มาตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค. ซึ่งขณะนี้กำลังจมลงอยู่บริเวณนอกชายฝั่งกรุงโคลอมโบ

ขณะที่หลายฝ่ายกังวลถึงหายนะทางสิ่งแวดล้อมเนื่องจากเรือดังกล่าวมีน้ำมันเกือบ 350 ตันในถังเชื้อเพลิง รวมถึงกรดไนตริก 25 ตันและสารเคมีจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเชื่อว่าเรือดังกล่าวบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์สินค้าอันตราย 81 ตู้ และน้ำมันดิบอีกราว 400 ถัง

ขณะที่ก่อนหน้านี้มีเม็ดพลาสติกปริมาณมหาศาลรั่วไหลจากเรือก่อนถูกคลื่นซัดเข้าเต็มชายหาดสร้างหายนะทางทะเลครั้งร้ายแรงที่สุดของศรีลังกา จนต้องสั่งห้ามทำการประมงในบริเวณ 80 กิโลเมตรจากชายฝั่ง และสร้างความกังวลเกี่ยวกับสัตว์ทะเลและสิ่งแวดล้อม

โดยขณะนี้หน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเลได้เตรียมสารช่วยกระจายตัวของน้ำมัน ทุ่นกักน้ำมัน และเครื่องเก็บคราบน้ำมันหากเกิดน้ำมันรั่วไหลออกจากเรือลงสู่มหาสมุทรอินเดีย

ซึ่งอินดิกา เดอ ซิลวา โฆษกกองทัพเรือระบุว่าขณะนี้ยังไม่มีน้ำมันรั่วไหลแต่หากเกิดขึ้นจริงๆ จะนับว่าเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ขณะที่กองทัพเรือศรีลังกาได้ขอความช่วยเหลือจากเรือยามฝั่งของอินเดียในการเตรียมอุปกรณ์รับมือกับคราบน้ำมันด้วย

ด้านบริษัทเจ้าของเรือของสิงคโปร์กล่าวว่าเรือเริ่มจมลงอย่างช้าๆ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาหลังจากที่ทีมกู้ภัยพยายามลากเรือให้ออกห่างจากชายฝั่งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

Photo by Sri Lanka Air Force / AFP

ญี่ปุ่นพบเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654625

วันที่ 03 มิ.ย. 2564 เวลา 15:30 น

ญี่ปุ่นพบเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ทางการญี่ปุ่นพบเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่เคยพบในประเทศ

สำนักข่าว NHK รายงานว่า ทางการเมืองโกเบทางตะวันตกของญี่ปุ่นยืนยันพบเชื้อโคโรนาไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่เคยมีการพบมาก่อนในผู้ป่วยชายวัย 50 ปี ซึ่งไม่เคยมีประวัติการเดินทางไปทางประเทศ จึงคาดว่าเชื้อไวรัสเกิดการกลายพันธุ์ในร่างกายของผู้ป่วย โดยตรวจพบว่าติด Covid-19 เมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา

สถาบันวิทยาศาสตร์สุขภาพทำการตรวจสอบสายพันธุ์ของเชื้อและพบว่าเป็นสายพันธุ์กลายพันธุ์ชนิดใหม่ที่ยังไม่เคยพบมาก่อน จึงเป็นการพบเชื้อกลายพันธุ์ครั้งแรกในญี่ปุ่น

เบื้องต้นพบว่าเชื้อนี้มีความคล้ายคลึงกับเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์อัลฟ่าซึ่งพบครั้งแรกในประเทศอังกฤษ จึงคาดว่าสายพันธุ์ใหม่นี้เป็นเชื้อที่กลายพันธุ์เพิ่มเติมจากสายพันธุ์อัลฟ่า

ขณะนี้ทางการเมืองโกเบกำลังตรวจสอบเชื้อเพิ่มเติมและคาดว่าความเสี่ยงในการแพร่ระบาดจะไม่ต่างจากเชื้อสายพันธุ์อัลฟ่ามากนัก

ด้าน ยะสุโนริ คุมะงะอิ รองผู้อำนวยการกระทรวงสาธารณสุขเมืองโกเบเผยว่า “เราอาจจะพบเชื้อกลายพันธุ์แบบนี้อีกและจะยังดำเนินมาตรการอย่างถี่ถ้วนเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ”

Photo by Charly TRIBALLEAU / AFP

เมืองในบราซิลใช้ชีวิตเกือบปกติหลังฉีดซิโนแวคแล้ว 75% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654615

วันที่ 03 มิ.ย. 2564 เวลา 14:00 น

เมืองในบราซิลใช้ชีวิตเกือบปกติหลังฉีดซิโนแวคแล้ว 75%ยอดตายโควิดลด 95% หลังเมืองในบราซิลฉีดวัคซีนของซิโนแวคไปแล้ว 3 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด

เมื่อวันที 2 มิ.ย. สำนักข่าวเอพีรายงานว่าขณะนี้ในเมืองเมืองเซร์รานา (Serrana) รัฐเซาเปาลู ประเทศบราซิล มีผู้ป่วยโควิด-19 ที่อยู่ในขั้นอาการหนักเพียงรายเดียวจากประชากรทั้งหมดเกือบ 46,000 คน หลังจากที่ได้ฉีดวัคซีนของซิโนแวค (Sinovac) ให้แก่ประชากรในเมืองไปแล้ว 75% ซึ่งพบว่าสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ดีกว่าผลการทดลองทางคลินิก

โดย 3 ใน 4 หรือ 75% ของประชากรทั้งหมดได้รับวัคซีนดังกล่าวครบ 2 เข็มแล้ว แต่หากนับเฉพาะผู้ใหญ่อัตราดังกล่าวจะสูงถึง 95% ซึ่งภายใน 5 สัปดาห์หลังจากที่ระดมฉีดวัคซีนพบว่าอัตราการเสียชีวิตลดลง 95% อัตราการป่วยหนักและการรักษาในโรงพยาบาลลดลง 86% และอัตราการติดเชื้อแบบมีอาการลดลง 80%

ขณะที่ผลข้างเคียงรุนแรงจากวัคซีนและการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 เป็นศูนย์ในระยะเวลา 14 วัน หลังจากได้รับวัคซีนเข็มที่ 2

นอกจากนี้ ริการ์โด ปาลาซิออส ผู้อำนวยการฝ่ายการวิจัยของสถาบันบูตันตันผู้ทำการทดลองควบคุมการแพร่ระบาดในครั้งนี้ที่มีชื่อว่า “โปรเจกต์ เอส” เผยว่าวัคซีนของซิโนแวคยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิดสายพันธุ์ P.1 หรือแกมมา ที่พบครั้งแรกในบราซิลอีกด้วย

ทั้งนี้ ผลการทดลองควบคุมการแพร่ระบาดในครั้งนี้ชี้ว่าเราสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ในระดับหนึ่งแม้ประชาชนยังฉีดวัคซีนไม่ครบทุกคน เนื่องจากมีการหมุนเวียนของไวรัสลดลงส่งผลให้ผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนได้รับการป้องกันไปด้วย อย่างไรก็ตามการศึกษาดังกล่าวยังไม่ได้รับการตรวจสอบยืนยันจากนักวิชาการอื่นๆ

ขณะที่เดนิส การ์เร็ตต์ รองประธานสถาบันวัคซีนซาบินซึ่งสนับสนุนการเพิ่มการเข้าถึงวัคซีนทั่วโลกกล่าวว่าผลลัพธ์ของวัคซีนซิโนแวคครั้งนี้เป็นเรื่องน่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง

แต่ยังคงมีคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบและจำเป็นต้องได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อวิเคราะห์ผลลัพธ์อย่างเหมาะสม รวมถึงการที่ผู้ได้รับวัคซีนบางคนไม่เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันด้วย

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

คนไต้หวันแห่บินไปฉีดวัคซีนที่สหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654611

วันที่ 03 มิ.ย. 2564 เวลา 13:05 น.

คนไต้หวันแห่บินไปฉีดวัคซีนที่สหรัฐ ชาวไต้หวันโพ้นทะเลพากันบินกลับสหรัฐเพื่อไปฉีดวัคซีนและหนี Covid-19 ที่บ้านเกิด 

สำนักข่าว Taiwan News รายงานว่า ชาวไต้หวันโพ้นทะเลที่กลับบ้านเกิดเพื่อหนี Covid-19 ในสหรัฐเมื่อปีที่แล้ว พากันเดินทางกลับไปสหรัฐเพื่อหนีการแพร่ระบาดในไต้หวันและไปฉีดวัคซีน 

สายการบินในไต้หวันรายงานจำนวนผู้โดยสารที่จองเที่ยวบินไปยังสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเดือน พ.ค. เนื่องจากไต้หวันกำลังเผชิญการระบาดระลอกใหม่ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ Covid-19 เริ่มระบาด โดยในเดือน พ.ค.มีชาวไต้หวันเดินทางไปสหรัฐมากกว่าเดือนก่อนหน้าถึง 2,400 คน

เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นสายการบิน EVA Air จึงเพิ่มจำนวนเที่ยวบินจากไต้หวันไปลอสแองเจลิสเป็น 2 เท่าจากสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบินเป็นบินทุกวัน ส่วนสายการบิน China Airlines ซึ่งกำลังขาดแคลนนักบินใช้วิธีนำเครื่องบินลำใหญ่มาให้บริการแทนการเพิ่มเที่ยวบิน

จากการรายงานพบว่า ผู้โดยสารหลายคนยอมรับตามตรงว่าบินไปสหรัฐเพื่อฉีดวัคซีน โดยบางคนยอมจ่ายเงิน 7.5 ล้านเหรียญไต้หวัน หรือ 8,439,280 บาทต่อคนเพื่อเช่าเครื่องบินเหมาลำซึ่งถูกจองจนเต็มไปถึงปลายเดือน ก.ค.แล้ว

ก่อน Covid-19 ระบาดตั๋วเครื่องบินไปกลับไทเป-ลอสแองเจลิสของสายการบิน EVA Air ในช่วงที่ไม่ใช่ไฮซีซันสนนราคาเพียง 20,000 เหรียญไต้หวัน หรือ 22,502 บาท แต่ปัจจุบันราคาที่นั่งชั้นประหยัดขยับขึ้นไปอยู่ที่กว่า 70,000 เหรียญไต้หวัน หรือ 78,842 บาท ชั้นประหยัดพรีเมี่ยมอยู่ที่กว่า 80,000 เหรียญไต้หวัน หรือ 90,106 บาท และชั้นธุรกิจอยู่ที่ 200,000 เหรียญไต้หวัน หรือ 225,087 บาท

Taiwan News รายงานอีกว่า มีภาพผู้โดยสารทั้งครอบครัวสวมชุดป้องกันตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าต่อแถวเช็กอินเที่ยวบินไปสหรัฐ โดยส่วนให้บริการของที่นั่งชั้นธุรกิจและเฟิร์สคลาสหนาแน่นอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในช่วงก่อน Covid-19 ระบาด โดยหลายคนบอกว่ายอมจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินราคาแพงเพื่อไปฉีดวัคซีนที่สหรัฐ

“ตอนนี้การแพร่ระบาดในไต้หวันหนักมากจึงตัดสินใจกลับสหรัฐเพื่อความปลอดภัย เพราะที่สหรัฐมีวัคซีน ฉันไม่เชื่อถือวัคซีนของไต้หวัน วัคซีนในประเทศยังไม่ผ่านการทดลองทางคลินิกขั้นที่ 3” ผู้โดยสารรายหนึ่งเผย

ขณะที่บุคคลวงในในธุรกิจการบินเผยว่า เที่ยวบินไปลอสแองเจลิสของสายการบิน EVA Air ถูกจองเกือบเต็ม โดยผู้โดยสารเหล่านี้หลายคนมีกรีนการ์ดของสหรัฐหรือถือสองสัญชาติ

ส่วนข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไต้หวันพบว่า มีผู้โดยสาร 5,946 รายบินไปสหรัฐในเดือน เม.ย. และในเดือน พ.ค. ตัวเลขเพิ่มมาอยู่ที่ 8,346 ราย หรือเพิ่มขึ้น 40% โดยในจำนวนนี้ 80% เป็นพลเมืองไต้หวัน

REUTERS/Ann Wang

นาซาเปิดตัว 2 โครงการใหญ่ค้นหาความลับดาวศุกร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654603

วันที่ 03 มิ.ย. 2564 เวลา 11:45 น

นาซาเปิดตัว 2 โครงการใหญ่ค้นหาความลับดาวศุกร์นาซาเผย 2 ภารกิจใหญ่สำรวจชั้นบรรยากาศและพื้นผิวดาวศุกร์ด้วยงบกว่า 30,000 ล้านบาท

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือนาซา เปิดตัวโครงการสำรวจดาวศุกร์ 2 โครงการใหญ่ เพื่อสำรวจชั้นบรรยากาศและพื้นผิวของดาวศุกร์ โดยแต่ละโครงการได้รับงบประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 15,555 ล้านบาท รวม 2 โครงการใช้เงิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 31,110 ล้านบาท โดยคาดว่าจะส่งยานสำรวจภายในปี 2028-2030

บิลล์ เนลสัน ผู้อำนวยการนาซาเผยว่า “ภารกิจนี้เป็นโอกาสในการสำรวจดาวเคราะห์ที่เราไม่ได้ไปมานานกว่า 30 ปี” โดยครั้งสุดท้ายที่มีการลงจอดที่ดาวศุกร์คือเมื่อปี 1990 โดยยานมาเจลลัน (Magellan) ส่วนยานลำอื่นเพียงบินผ่านเท่านั้น

ภารกิจแรกมีชื่อว่า Davinci+ จะสำรวจชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์แบบเจาะลึก เพื่อศึกษาการก่อตัวและวิวัฒนาการของดาว รวมทั้งสำรวจมาเคยมีมหาสมุทรบนดาวศุกร์หรือไม่ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าดาวศุกร์มีการแปรสัณฐานแผ่นธรณีภาค(plate tectonics) เช่นเดียวกับโลกของเรา 

ส่วนภารกิจที่ 2 มีชื่อว่า Veritas จะทำแผนที่พื้นผิวดาวศุกร์เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยาและหาสาเหตุว่าทำไมดาวศุกร์จึงมีสภาพที่แตกต่างจากโลกของเราอย่างสิ้นเชิง รวมทั้งใช้เรดาร์สำรวจว่ายังมีภูเขาไฟและแผ่นดินไหวเกิดขึ้นบนดาวหรือไม่

ทั้งนี้ ดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 2 นับจากดวงอาทิตย์ และเป็นดาวที่ร้อนที่สุดในระบบสุริยะ โดยมีอุณหภูมิพื้นผิวถึง 500 องศาเซลเซียสซึ่งเพียงพอที่จะหลอมตะกั่ว

Photo by – / NASA/JPL-CALTECH / AFP

สหรัฐย้ำช่วยไทยสู้โควิด พร้อมหารือวิกฤตเมียนมา-ประชาธิปไตย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654600

วันที่ 03 มิ.ย. 2564 เวลา 10:54 น

สหรัฐย้ำช่วยไทยสู้โควิด พร้อมหารือวิกฤตเมียนมา-ประชาธิปไตยรมช.ต่างประเทศสหรัฐเยือนไทยพร้อมหารือแนวทางสู้โควิด ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความมั่นคงในภูมิภาค ตลอดจนสิทธิเสรีภาพของประชาชน

เมื่อวันที่ 1-2 มิ.ย. ที่ผ่านมาเวนดี อาร์.เชอร์แมนรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศสหรัฐแถลงหลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนประเทศไทยและเข้าพบหารือกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

โดยในภารกิจเยือนประเทศไทยครั้งนี้เวนดีกล่าวย้ำถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐที่มีต่อประชาชนชาวไทยในการต่อสู้กับโควิด-19 ซึ่งรวมไปถึงความช่วยเหลือด้านการรับมือกับโรคดังกล่าวรวมมูลค่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐแก่ประเทศไทย ขณะที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันเพื่อต่อสู้กับโควิด-19 ต่อไป

นอกจากนี้เวนดี้ยืนยันว่าสหรัฐให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และวัฒนธรรมระหว่างประเทศอย่างยิ่ง พร้อมเน้นย้ำถึงความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศที่มีมายาวนานหลายทศวรรษ

ตลอดจนมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการต่อสู้กับโควิด-19 กระชับความร่วมมือด้านความมั่นคง การค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันถึงความสำคัญของมิตรภาพระหว่างสหรัฐและไทยในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในภูมิภาค รวมถึงวิกฤตการณ์ในเมียนมา ปัญหาภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง นอกจากนี้ยังได้หารือเกี่ยวกับคุณค่าของประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน เสรีภาพขั้นพื้นฐาน รวมทั้งเสรีภาพในการแสดงออก

ทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือในเวทีระดับภูมิภาค เช่น กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) อาเซียน และหุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-สหรัฐ

Productive meeting with Prime Minister @Prayutofficial today as we reaffirmed the importance of the U.S.-Thai alliance, addressed economic and security challenges, including the COVID-19 pandemic, and discussed democracy and human rights. pic.twitter.com/BKf3zvu7Lk— Wendy R. Sherman (@DeputySecState) June 2, 2021

ทั้งที่ถูกแฉไม่รู้กี่ครั้ง สหรัฐก็ยังไม่หยุดสอดแนมพันธมิตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654541

วันที่ 02 มิ.ย. 2564 เวลา 20:23 น

ทั้งที่ถูกแฉไม่รู้กี่ครั้ง สหรัฐก็ยังไม่หยุดสอดแนมพันธมิตรแม้จะเคยถูก เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน แฉว่าสอดแนมพันธมิตร แต่สหรัฐก็ไม่เคยยอมรับตรงๆ และไม่เคยหยุดจนกระทั่งถูกเปิดโปงอีกครั้ง

ในเดือนสิงหาคม 2013 เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดนให้ข้อมูลกับ The Guardian ว่าสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ (NSA) มีโครงการหนึ่งที่ชื่อ XKeyscore เป็นโปรแกรมขนาดใหญ่ที่ดูดข้อมูลอีเมล กิจกรรมโซเชียลมีเดีย และประวัติการท่องเว็บทั้งหมด ข้อมูลจะถูกวิเคราะห์, กรอง ละจัดเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ทั่วโลก โดยมีเซิร์ฟเวอร์มากกว่า 700 เซิร์ฟเวอร์ใน 150 ไซต์โดยประมาณซึ่งเป็น “ความลับสุดยอด”

หนึ่งในเซิร์ฟเวอร์นั้นตั้งอยู่ในประเทศไทย 

ต่อมาในเดือนมกราคม 2014 (หรือไม่กี่เดือนก่อนรัฐประหารในไทย) Der Spiegel รายงานว่า NSA สามารถเจาะข้อมูลการสื่อสารตามเคเบิลใยแก้วนำแสงจำนวนมากที่มีต้นกำเนิดใกล้เมืองมาร์เซย์ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส และเชื่อมโยงยุโรปกับแอฟริกาเหนือและประเทศในอ่าวเปอร์เซีย ต่อเนื่องผ่านปากีสถานและอินเดียไปยังมาเลเซียและไทย เครือข่ายนี้เรียกว่า  Sea-Me-We 4  และสหรัฐล้วงข้อมูลลับสุดยอดเอามาได้ 

Der Spiegel อ้างเอกสารของ NSA ที่บอกว่า “ในอนาคตจะมีการดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งนี้ (ระบบ Sea-Me-We 4 ) และระบบเคเบิลอื่นๆ”

ต่อมาในเดือนมิถุนายน WikiLeaks รายงานว่า NSA สอแนมโทรศัพท์ติดต่อที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรีเยอรมนี อังเกลา แมร์เคิล และที่ปรึกษาที่ใกล้ชิดที่สุดของเธอมาหลายปีแล้ว และ NSA ยังตั้งเป้าหมาย 125 หมายเลขโทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเยอรมนีเพื่อการเฝ้าจับตาระยะยาว

กรณีนี้และกรณีสโนว์เดนทำให้สหรัฐหน้าแหกแบบจังๆ เพราะถูกจับได้ว่าล้วงตับ “มหามิตร” แต่มหามิตรก็แค่ทวงถามถึงความจริงไม่ได้กดดันเหมือนจะขอแยกวง ทำให้สหรัฐยังทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ จนกระทั่งมาถึงปีนี้สหรัฐก็โดนจับได้อีกครั้ง

ข้อสงสัยเรื่องการสอดแนมประเทศอื่นของสหรัฐได้รับความสนใจอีกครั้งหลังจาก Danmarks Radio สถานีวิทยุของเดนมาร์ก ตีแผ่ว่า NSA ใช้ประโยชน์จากความร่วมมือด้านข่าวกรองกับสำนักข่าวกรองกลาโหมเดนมาร์ก (FE) ดักฟังโทรศัพท์ของผู้นำประเทศพันธมิตรในยุโรปใน “ปฏิบัติการดันแฮมเมอร์” (Operation Dunhammer)

ครั้งนี้สหรัฐลอบดักฟังข้อมูลจากเคเบิลอินเทอร์เน็ตใต้น้ำของเดนมาร์กระหว่างปี 2012-2014 เพื่อสอดแนมนักการเมืองระดับสูงในเยอรมนี สวีเดน นอร์เวย์ และฝรั่งเศส รวมทั้งของนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี แฟรงก์-วอลเตอร์ สไตน์ไมเออร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของเยอรมนีในเวลานั้น และเพียร์ สไตน์บรูก ผู้นำฝ่ายค้านเยอรมนีขณะนั้น

แม้จะมีชื่อของสองประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องคือ สหรัฐกับเดนมาร์ก แต่ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าเวลานั้นเดนมาร์กรู้ตัวหรือไม่ว่าสหรัฐกำลังใช้สายเคเบิลใต้น้ำของเดนมาร์กในการลอบสอดแนมเพื่อนบ้านของเดนมาร์ก ทัวร์จึงไปลงที่สหรัฐเต็มๆ

หลังทราบเรื่องผู้นำยุโรปประสานเสียงกันเรียกร้องให้สหรัฐชี้แจงกรณีนี้ ไล่ตั้งแต่ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส อังเกลา แมร์เคิล ผู้นำเยอรมนีที่ถูกดักฟังโดยตรง ทรีเน บรัมเซิน รัฐมนตรีกลาโหมเดนมาร์ก และอาร์นา ซูลแบร์ก นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ ที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การสอดแนมพันธมิตรที่มีความใกล้ชิดกันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้และไม่ควรเกิดขึ้น

การสอดแนมของสหรัฐครั้งนี้เหมือนเป็นการย้ำแผลเดิมของยุโรปจึงไม่แปลกที่หลายประเทศจะออกมาแสดงจุดยืนร่วมกันอย่างแข็งขัน

เมื่อปี 2013 เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตเจ้าหน้าที่ NSA แฉข้อมูลช็อกโลกและสะเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระหว่างสหรัฐกับเยอรมนี เปิดโปงการลอบสอดแนมอย่างมโหฬารของสหรัฐภายหลังเหตุวินาศกรรม 11 ก.ย. 2011 ว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังสอดแนมพลเมืองของตนเอง และลอบดักฟังอย่างกว้างขวางทั่วโลกรวมถึงโทรศัพท์มือถือแมร์เคิล

ในเวลานั้นทำเนียบขาวไม่ได้ปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา โดย เจย์ คาร์นีย์ โฆษกทำเนียบขาวเพียงแต่บอกว่า โทรศัพท์ของแมร์เคิลไม่ได้กำลังถูกดักฟังอยู่ในขณะนั้น และจะไม่เกิดเรื่องเช่นนั้นในอนาคต

แต่ยังไม่พอคลายความสงสัย เนื่องจากสหรัฐไม่พูดให้ชัดเจนว่าไม่เคยทำในอดีตที่ผ่านมา

และก่อนที่สโนว์เดนจะนำหลักฐานมาเปิดเผย เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของสหรัฐยังยืนกรานต่อสาธารณชนว่า NSA ไม่เคยล่วงรู้ว่ามีการเก็บข้อมูลจากบันทึกโทรศัพท์ส่วนตัว

แต่หากปฏิบัติการดันแฮมเมอร์ได้รับการยืนยันจะเป็นหลักฐานฟ้องได้อย่างดีว่า สหรัฐยังเดินหน้าสอดแนมพันธมิตรต่อไปทั้งระหว่างและหลังถูกสโนว์เดนเปิดโปง

และล่าสุดนี้สโนว์เดนกลับมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้อีกครั้งโดยกล่าวหาว่า ประธานาธิบดี โจ ไบเดน “มีส่วนร่วมในเรื่องอื้อฉาวนี้ตั้งแต่แรก” โดยในช่วงที่มีรายงานว่าเกิดการสอดแนมขึ้นในสมัยโอบามา ไบเดนดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐ

สโนว์เดนยังทวีตเรียกร้องให้ “มีการเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างเต็มที่ ไม่ใช่จากทางเดนมาร์กเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพันธมิตรระดับสูงของเดนมาร์กด้วย”

แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวจากสหรัฐ

วีรกรรมสอดแนมของสหรัฐยังไม่หมดเท่านั้น NSA ยังมีโครงการสอดแนมที่เรียกว่า MYSTIC ที่เริ่มปฏิบัติการเก็บข้อมูลบันทึกในโทรศัพท์ในหลายประเทศ อาทิ เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ เคนยา บาฮามาส มาตั้งแต่ปี 2009

กว่าชาวโลกจะรู้ว่ามีโครงการนี้อยู่ ก็ต้องรอจนถึงปี 2014 เมื่อสำนักข่าว Washington Post นำเรื่องนี้มาเปิดโปงโดยอาศัยข้อมูลจากเอกสารลับที่สโนว์เดนนำออกมาเผยแพร่

โธมัส เวกเนอร์ ฟริส ผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองจาก University of Southern Denmark บอกกับ AFP ว่า การแฉครั้งล่าสุดนี้เป็น “จิ๊กซอว์ชิ้นใหม่” และ “มันคือเรื่องฉาวทำนองเดียวกันกับที่เยอรมนีเคยช่วยสหรัฐสอดแนมเมื่อไม่กี่ปีก่อน”

แสดงว่าทุกประเทศต่างก็เคยหรืออาจกำลังสอดแนมซึ่งกันและกัน เพราะไม่มีใครต้องการเพลี่ยงพล้ำในเรื่องข่าวกรองซึ่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐที่มีบทบาทระหว่างประเทศมาก ก็ย่อมต้องมีขีดความสามารถด้านข่าวกรองสูง

Photo by MANDEL NGAN / AFP

สีจิ้นผิงสั่งปรับภาพลักษณ์จีนให้น่าเชื่อถือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654567

วันที่ 02 มิ.ย. 2564 เวลา 18:10 น

สีจิ้นผิงสั่งปรับภาพลักษณ์จีนให้น่าเชื่อถือผู้นำจีนสั่งเจ้าหน้าที่ช่วยกันปรับภาพลักษณ์ประเทศให้ดูน่าเชื่อถือและเป็นมิตร

สำนักข่าว Xinhua News รายงานว่า ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีนเผยกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์ว่า จีนต้องปรับภาพลักษณ์ของประเทศให้ดูน่าเชื่อถือ เป็นมิตร และน่าเคารพนับถือ รวมทั้งต้องผูกมิตรอย่างกว้างขวาง และขยายวงมิตรกับประเทศที่เข้าใจและเป็นมิตรกับจีนอย่างต่อเนื่อง

จีนต้อง “ระมัดระวังโทนเสียงที่ใช้ในการสื่อสารกับโลก” และต้อง “เปิดใจและมั่นใจ ขณะเดียวกันก็ต้องอ่อนน้อมถ่อมตัวด้วย” สีจิ้นผิงกล่าว

Bloomberg ระบุว่า คำพูดดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าสีจิ้นผิงอาจทบทวนยุทธศาสตร์ในการสื่อสารในเวทีโลก ในขณะที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน กำลังฟื้นฟูความสัมพันธ์ของสหรัฐที่เปราะบางจากนโยบายอเมริกาต้องมาก่อนของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจีนมักจะตอบโต้ประเทศที่จีนมองว่าละเมิดผลประโยชน์หลักของจีนด้วยมาตรการทางการค้าและการประท้วงทางการทูต ซึ่งเป็นวิธีที่หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการทูตแบบนักรบหมาป่า (Wolf Warrior diplomacy) ที่ตอบโต้กลับอย่างดุเดือด ทำให้จีนเสียพันธมิตรอย่างสหภาพยุโรปและฟิลิปปินส์

หวังอี้เหวย อดีตนักการทูตจีนและผู้อำนวยการสถาบันกิจการต่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยเหรินหมินเผยว่า จีนใช้การทูตแบบดุเดือดเพื่อตอบโต้ตะวันตกที่มองว่าจีนเป็นภัยคุกคาม แต่กลับทำให้เกิดความไม่พอใจทั้งในและนอกประเทศ อีกทั้งภาพลักษณ์ของจีนในสายตาตะวันตกก็แย่ลงนับตั้งแต่ Covid-19 ระบาด และจีนต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

อย่างไรก็ดี หลังจากนี้ต้องจับตาดูว่าแนวทางใหม่นี้จะส่งผลกระทบกับนโยบายของจีนต่อประเทศที่ขัดแย้งกันอย่างสหรัฐ ออสเตรเลีย สหภาพยุโรปอย่างไรบ้าง

ทั้งนี้ ผลการสำรวจโดยศูนย์วิจัย Pew เมื่อปลายปีที่แล้วพบว่า 14 ประเทศในยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชียตะวันออกมองจีนในแง่ลบ

AFP PHOTO/MARK RALSTON

ญี่ปุ่นแจกบ้านแถมเงินขจัดปัญหาบ้านร้างล้นเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654554

วันที่ 02 มิ.ย. 2564 เวลา 17:00 น

ญี่ปุ่นแจกบ้านแถมเงินขจัดปัญหาบ้านร้างล้นเมืองเมื่อบ้านร้างล้นเมืองส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องงัดโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม

มีบ้านถูกทิ้งร้าง (อากิยะ) กว่า 8 ล้านหลังในญี่ปุ่น ซึ่งรัฐบาลกำลังใช้วิธีต่างๆ เพื่อจูงใจให้ประชาชนมาจับจองบ้านเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอบ้านราคาแสนถูก เงินสนับสนุนจากรัฐบาลในการปรับปรุงซ่อมแซมบ้าน หรือแม้กระทั่งการแจกบ้านฟรี เป็นต้น

โดยการสำรวจที่อยู่อาศัยและที่ดินของญี่ปุ่นซึ่งดำเนินการทุกๆ 5 ปีพบว่าในปี 2018 มีบ้านถูกทิ้งร้างอยู่ที่ 8.48 ล้านหลังหรือ 1 ใน 7 ของประเทศซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดเท่าที่เคยปรากฏ และเพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบกับปี 2013

การสำรวจในช่วงต้นปียังพบว่าในบ้านทุก 8 หลังจะมีบ้านร้าง 1 หลังซึ่งมันสร้างบรรยากาศวังเวงและไม่น่าอยู่เอาเสียเลยต่อคนในชุมชน ไม่เพียงเท่านั้นแต่บ้านเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้จึงมีความเสี่ยงที่จะพังถล่มได้ง่ายเมื่อปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานโดยไม่บำรุงรักษา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดวาคายามะ โทคุชิมะ คาโงชิมะ และโคจิ ซึ่งทั้งหมดนี้มีอัตราบ้านร้างมากกว่า 18% ซึ่งบ้านเหล่านั้นถูกทิ้งร้างเมื่อเจ้าของบ้านคนเก่าเสียชีวิตหรือย้ายออกไป

ทั้งนี้ การผลักดันให้ฟื้นฟูพื้นที่ชนบทของญี่ปุ่นเป็นส่วนสำคัญของแผนเศรษฐกิจและสังคมของนายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซุกะ ซึ่งได้เคยให้คำมั่นว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจในชนบทตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวและสนับสนุนการปฏิรูปการเกษตร

รัฐบาลจึงพยายามทำให้มีผู้สนใจจับจองและเข้าถึงบ้านร้างเหล่านั้นมากขึ้นโดยเทศบาลบางเมืองอย่างโทจิงิและนากาโนะมีการพัฒนาเว็บไซต์ “ธนาคารอากิยะ” เพื่อแสดงรายการบ้านร้าง และบางหลังขายในราคาเพียง 50,000 เยนหรือ 14,000 บาทเท่านั้น หรือมีการให้เงินสนับสนุนในการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านด้วย

ยิ่งไปกว่านั้นเมืองโอคุทามะทางตะวันตกของโตเกียวมีการแจกตึกร้างที่ไม่มีเจ้าของไปเลยฟรีๆ โดยเจ้าของใหม่บางคนก็นำไปสร้างสรรค์ต่อยอดเป็นสถานที่เวิร์คช็อปหรือร้านอาหาร

โฆษกสำนักงานเทศบาลเมืองโอคุทามะกล่าวกับนิคเคอิว่า “โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเจ้าของเก่าในเรื่องของการจ่ายภาษีและนำอาคารสถานที่ไปใช้ให้เกิดประโยชน์เท่านั้น แต่ยังเป็นการลดจำนวนอาคารร้างที่อาจถล่มหรือก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆ ในอนาคต”

รัฐบาลท้องถิ่นบางแห่งพบว่าข้อเสนอเงินสดเป็นวิธีหนึ่งที่ดีที่สุดในการจูงใจ โดยเมืองมิคาสะทางตอนเหนือของฮอกไกโดระบุว่ามีจำนวนบ้านร้างลดลง 11% หลังจากที่รัฐบาลท้องถิ่นออกเงินสนับสนุนในการซื้อบ้านและดูแลบุตรหลาน

เช่นเดียวกับเมืองไดเซ็นซึ่งพบว่าจำนวนอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีเจ้าของลดลง 7.9% เมื่อรัฐบาลท้องถิ่นเสนอเงินช่วยเหลือจำนวน 2 ล้านเยน (570,000 บาท) สำหรับการปรับปรุงบ้าน

ทั้งนี้ ปัญหาบ้านถูกทิ้งร้างไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ญี่ปุ่น แต่ข้อมูลจาก Business Insider ระบุว่าเมืองต่างๆ ในสหรัฐก็มีการเสนอเงินร่วมหมื่นดอลลาร์หรือในบางกรณีอาจมีที่ดินฟรีเพื่อให้ผู้คนรีบมาจับจอง

เช่นเดียวกับหมู่บ้านทางตอนใต้ของ Cinquefrondi ในอิตาลีซึ่งประกาศขายบ้านในราคา 1 ยูโร (ไม่ถึง 40 บาท) เพื่อเพิ่มประชากรในเมือง หรืออย่างเมือง Locana ทางตอนเหนือของอิตาลีก็ยื่นข้อเสนอแบบเดียวกัน แต่เพิ่มแรงจูงใจสำหรับผู้ที่มีที่ทำงานอยู่ไกลและมีลูกด้วยเงินอีก 9,000 ยูโร (กว่า 340,000 บาท) เพื่อย้ายไปเป็นเจ้าของบ้านร้างเหล่านั้น

Photo by Philip FONG / AFP