Coinbase จับมือ Apple Pay-Google Pay ใช้จ่ายด้วยบัตรคริปโต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654533

วันที่ 02 มิ.ย. 2564 เวลา 16:00 น

Coinbase จับมือ Apple Pay-Google Pay ใช้จ่ายด้วยบัตรคริปโตจุดเปลี่ยนการชำระเงินของโลกเมื่อ Apple Pay-Google Pay จับมือ Coinbase ให้ผู้ใช้ชำระเงินด้วยบัตรเดบิตคริปโต

การจับจ่ายใช้สอยด้วยเงินดิจิทัลใกล้ความจรริงขึ้นไปอีกเมื่อบริษัทแลกเปลี่ยนคริปโตเคอเรนซี่ Coinbase ร่วมมือกับ 2 บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ Apple และ Google เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้เงินดิจิทัลซึ่งผูกกับบัตรเดบิตของ Coinbase เพื่อชำระสินค้าและบริการแทนเงินสดผ่านแพลตฟอร์มชำระเงินของทั้ง Apple Pay และ Google Pay

Coinbase อธิบายว่าบัตรดังกล่าวเป็นบัตรเดบิตวีซ่าซึ่งไม่มีค่าธรรมเนียมในการสมัครซึ่งผู้ใช้สามารถเพิ่ม Coinbase Card ได้ทั้งในแอปพลิเคชัน Google Pay หรือ Apple Wallet เพื่อชำระเงินได้ทันที นอกจากนี้ยังมีโปรโมชันพิเศษสำหรับผู้ใช้ที่ใช้บัตร Coinbase ในการชำระเงินด้วยคริปโตด้วย

นอกจากนี้ยังมีบริการแลกหรียญคริปโตในบัตรเป็นเงินสด (ดอลลาร์สหรัฐ) ได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง โดยผู้ใช้สามารถใช้บัตรเดบิตดังกล่าวถอนเป็นเงินสดจากตู้ ATM

นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงวิธีการชำระเงินทั่วโลกและนับว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อนักลงทุนคริปโต ขณะที่ตอนนี้มีผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกที่ใช้บริการ Apple Pay และ Google Pay ในชีวิตประจำวัน

เช่นเดียวกับ Paypal ผู้ให้บริการชำระเงินยักษ์ใหญ่ซึ่งเคยออกมาประกาศก่อนหน้านี้ว่ากำลังดำเนินการเพื่อให้ผู้ใช้สามารถชำระเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัล

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้หลายฝ่ายยังคาดว่าทั้ง Apple และ Google เองก็กำลังพัฒนาโครงการด้านสกุลเงินดิจิทัลอยู่เช่นกัน โดยการร่วมมือกับ Coinbase ครั้งนี้ก็แสดงให้เห็นว่าทั้ง 2 บริษัทมีความสนใจในคริปโตเคอเรนซี่

Photo by Chris DELMAS / AFP

พนักงานฮ่องกงไม่ฉีดวัคซีน อดรับโบนัส-ขึ้นเงินเดือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654540

วันที่ 02 มิ.ย. 2564 เวลา 15:18 น

พนักงานฮ่องกงไม่ฉีดวัคซีน อดรับโบนัส-ขึ้นเงินเดือนสปอร์ตคลับแห่งหนึ่งในฮ่องกงบอกพนักงานให้เลือกระหว่างฉีดวัคซีนหรือไม่รับโบนัส

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าสปอร์ตคลับส่วนตัวของฮ่องกงแห่งหนึ่งได้สั่งให้พนักงานทุกคนรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ภายในสิ้นเดือนมิถุนายนหรือไม่เช่นนั้นจะไม่ได้รับโบนัสในอนาคต รวมถึงการการเลื่อนตำแหน่ง และการขึ้นเงินเดือน

คำขอนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อประชาชนในฮ่องกงให้มารับการฉีดวัคซีน ไม่กี่วันหลังจากที่รัฐบาลของเมืองเปิดตัวแคมเปญในวงกว้างเพื่อจูงใจให้ประชากร 7.5 ล้านคนได้รับการฉีดวัคซีน

ฮ่องกงซึ่งเป็ยนเขตบริหารพิเศษของจีนเริ่มโครงการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในเดือนกุมภาพันธ์ แต่มีประชากรเพียง 14% เท่านั้นที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วน

ในบันทึกภายของสโมสรฟุตบอลฮ่องกง (Hong Kong Football Club) มาร์ค พาวลีย์ ผู้จัดการทั่วไปกล่าวว่าพนักงานที่ฉีดวัคซีนแต่ละครั้งภายในสิ้นเดือนมิถุนายนจะได้รับ 2,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (258 ดอลลาร์) และวันหยุด ใครที่ไม่ยอมฉีดวัคซีนจะถูกปฏิเสธการขึ้นเงินเดือนและโบนัสในอนาคต

ฮ่องกงควบคุมไวรัสได้เป็นส่วนใหญ่โดยมีผู้ติดเชื้อประมาณ 11,800 รายและเสียชีวิต 210 ราย แต่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกที่จะชะลอการฉีดวัคซีน

โฆษณาเต็มหน้าของรัฐบาลในหนังสือพิมพ์รายใหญ่เมื่อวันพุธ ได้แนะนำให้ประชาชนได้รับการฉีดวัคซีน “โดยเร็ว” และเนเนย้ำว่าจะมีการให้รางวัลสำหรับคนที่ฉีดวัคซีนเช่นวันลาพิเศษ, สิทธิพิเศษในการรับประทานอาหาร และรางวัลอื่นๆ

เมื่อวันอังคารหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของฮ่องกงบอกกับธนาคาร นายหน้า และผู้จัดการสินทรัพย์ให้ระบุพนักงานที่มีบทบาทสำคัญซึ่งจะได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19

ธุรกิจบางแห่งได้ประกาศมาตรการจูงใจให้ไปฉีดวัคซีน ซึ่งรวมถึงการมอบแฟลตใหม่มูลค่า 10.8 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (1.4 ล้านดอลลาร์) ในขณะที่ร้านอาหารและบาร์ต่างเสนอส่วนลดให้กับลูกค้าที่ได้รับการฉีดวัคซีน

รัฐบาลยังได้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์บางประการเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา เช่น ระยะเวลากักกันที่สั้นลงสำหรับประชาชนที่ได้รับวัคซีน เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับอาการไม่พึงประสงค์และการขาดความมั่นใจในวัคซีน Sinovac ที่ผลิตในจีนส่งผลกระทบต่อความต้องการวัคซีน

ผู้อยู่อาศัยสามารถเลือกได้ว่าจะใช้วัคซีนชนิดใด ทั้ง Sinovac หรือ BioNTech ของเยอรมนี อย่างไรก็ตาม ยังมีวัคซีนของทั้งสองบริษัทที่ยังไม่ได้ใช้เพราะคนมาฉีดน้อย และรัฐบาลกล่าวว่าวัคซีน BioNTech จะเริ่มหมดอายุในเดือนสิงหาคม และเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสีย ฮ่องกงอาจบริจาควัคซีนหรือยกเลิกการสั่งในอนาคต

Photo by JEROME FAVRE / POOL / AFP

Elon Musk ทวีตปั่นอีกแล้ว ดันหุ้นเจ้าของเพลง Baby Shark #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654516

วันที่ 02 มิ.ย. 2564 เวลา 13:31 น

Elon Musk ทวีตปั่นอีกแล้ว ดันหุ้นเจ้าของเพลง Baby Sharkทวีตของ Elon Musk ยังคงมีอิทธิพลต่อราคาสินทรัพย์อย่างต่อเนื่องแม้กระทั่งทวีตเพลงเด็ก

เป็นอีกครั้งที่ตอกย้ำให้เห็นถึงอิทธิพลในการสั่งการราคาสินทรัพย์ของมหาเศรษฐีเจ้าของ Tesla อย่าง Elon Musk เมื่อเขาได้ทวีตข้อความ เกี่ยวกับเพลง Baby Shark เพลงไวรัลที่โด่งดังบนยูทูบเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (2 มิ.ย.) และมันสร้างปรากฏการณ์อีกครั้ง

Baby Shark crushes all! More views than humans. https://t.co/48Ol3ZzhjP

— Elon Musk (@elonmusk) June 1, 2021

ทวีตดังกล่าวส่งผลให้หุ้นของบริษัท Samsung Publishing Co. ผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับสองของ โปรดิวเซอร์เพลงดังกล่าวพุ่งขึ้นถึง 10% สู่ระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งเดือนด้วยทวีตของ Elon Musk

ทั้งนี้ เพลง Baby Shark ที่โด่งดังในยูทูบผลิตโดยบริษัท SmartStudy Co. ซึ่ง Samsung Publishing Co. มีสัดส่วนถือหุ้นอยู่ 19.43% ขณะที่เพลงดังกล่าวซึ่งเผยแพร่บนยูทูบเมื่อปี 2018 มีผู้เข้าชมเกือบ 8,700 ล้านครั้งและติดอันดับชาร์ต Billboard Hot 100 ในหลายสัปดาห์

นอกจากนี้ในวันเดียวกันของเดือนที่ผ่านมา Elon Musk ก็ได้ทวีตถึง Baby Shark เช่นกัน

Baby Shark & Shark Tank merge to form Baby Shark Tank— Elon Musk (@elonmusk) May 1, 2021

 

Photo by Brendan Smialowski / AFP

อาร์เจนตินากำลังจะเป็นแหล่งขุด Crypto และ Bitcoin รายใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654500

วันที่ 02 มิ.ย. 2564 เวลา 12:10 น

อาร์เจนตินากำลังจะเป็นแหล่งขุด Crypto และ Bitcoin รายใหญ่แม้หลายประเทศกำลังมีปัญหาในการขุดคริปโต แต่นักขุดอาร์เจนตินาสามารถกอบโกยรายได้สูงมาก

บลูมเบิร์กรายงานว่าในขณะที่หลายประเทศกำลังประสบปัญหากับการขุดคริปโตในปีนี้แต่นักขุดในอาร์เจนตินากำลังเฟื่องฟูด้วยต้นทุนพลังงานที่ต่ำจากเงินอุดหนุนด้านพลังงานจากรัฐบาล การควบคุมค่าเงิน และอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น

นิโคลัส เบอร์เบิน (Nicolas Bourbon) ผู้เชี่ยวชาญด้านการขุดสกุลเงินดิจิทัลจากบัวโนสไอเรสเมืองหลวงของอาร์เจนตินากล่าวว่าแม้จะมีการปรับฐานราคาของ Bitcoin แต่ค่าไฟของบรรดานักขุดก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวของรายได้ทั้งหมดเนื่องจากต้นทุนพลังงานที่ต่ำ

คริปโตได้รับความสนใจในอาร์เจนตินามานานแล้วเพื่อเป็นแนวทางสำหรับประชาชนในการป้องกันวิกฤตเศรษฐกิจที่เป็นวัฏจักรรวมถึงการลดค่าเงินซ้ำ การผิดสัญญา ภาวะเงินเฟ้อรุนแรง และตอนนี้ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมายิ่งเลวร้ายลงจากโรคระบาด

นอกจากต้นทุนพลังงานที่ราคาถูกแล้ว การกลับมาของการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมายังทำให้ชาวอาร์เจนตินาถูกสั่งห้ามไม่ให้ซื้อดอลลาร์ นั่นเป็นการสร้างแรงจูงใจในให้พวกเขาหันมาขุดเหรียญดิจิทัล

แม้ว่าอาร์เจนตินาเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าก๊าซ แต่ค่าไฟของผู้บริโภคคิดเป็นเพียง 2% ถึง 3% ของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าเป็นสองเท่าเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดอื่นๆ ในลาตินอเมริกาอย่างบราซิล โคลอมเบีย หรือชิลี ตามการประมาณการของเอซเซควิล เฟอร์นานเดซ (Ezequiel Fernandez) นักวิเคราะห์จาก Balanza Capital Valores ในอาร์เจนตินา

นอกจากนี้ ด้วยอัตราเงินเฟ้อที่ประมาณ 50% ต่อปี และการจำกัดสกุลเงิน ทำให้ชาวอาร์เจนตินาสามารถแลกเปลี่ยนเงินได้เพียง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนอย่างถูกกฎหมาย ขณะที่เงินเปโซดิ่งลงในตลาดคู่ขนาน ซึ่งตอนนี้อ่อนค่าลงกว่าอัตราอย่างเป็นทางการประมาณ 70%

นิโคลัส เบอร์เบิน ระบุว่าโดยทั่วไปแล้วนักขุดจะขายคริปโตในอัตราแลกเปลี่ยนแบบคู่ขนานแต่จ่ายค่าไฟในอัตราที่ได้รับเงินอุดหนุน ซึ่งตอนนี้นับว่ามีรายได้สูงมาก หากราคาของคริปโตไม่ผันผวนนัก บรรดานักขุดจะยังคงทำกำไรได้ต่อไปตราบใดที่ยังมีเงินอุดหนุนค่าไฟจากรัฐบาลแม้จะเป็นนโยบายที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อหวังผลทางการเมือง

ขณะที่ Bitfarms Ltd. บริษัทเหมืองแร่ระหว่างประเทศจากแคนาดาเล็งเห็นโอกาสเมื่อเดือนที่แล้วโดยกล่าวว่าได้บรรลุข้อตกลงในการขุดโรงไฟฟ้าในท้องถิ่นโดยตรงเพื่อดึงพลังงานไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติได้มากถึง 210 เมกะวัตต์ เพื่อที่จะดำเนินการโรงงานเหมือง Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาใต้

Photo by JACK GUEZ / AFP

แบงก์ชาติรัสเซียชี้สกุลเงินดิจิทัลคืออนาคตของระบบการเงิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654505

วันที่ 02 มิ.ย. 2564 เวลา 11:35 น

แบงก์ชาติรัสเซียชี้สกุลเงินดิจิทัลคืออนาคตของระบบการเงินและเผยว่ารัสเซียจะยังคงนโยบายลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ต่อไป ในระหว่างที่สหรัฐคว่ำบาตรต่อรัสเซีย

เอลวิรา นาบิอุลลินา (Elvira Nabiullina) ผู้ว่าการธนาคารกลางของรัสเซียกล่าวกับ CNBC ว่าสกุลเงินดิจิทัลจะเป็นอนาคตของระบบการเงินในรัสเซีย

“ฉันคิดว่ามันเป็นอนาคตของระบบการเงินของเรา เพราะมันสัมพันธ์กับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล” เธอกล่าว

นาบิอุลลินาเปิดเผยว่ารัฐบาลรัสเซียตีพิมพ์เอกสารการปรึกษาหารือเกี่ยวกับเงินรูเบิลดิจิทัลในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว และตั้งเป้าว่าจะมีต้นแบบพร้อมใช้ภายในสิ้นปี 2021 นโครงการนำร่องและการทดลองต่างๆ อาจเริ่มในปีหน้า

ทั้งนี้ คริปโเตอร์เรนซี่เคยเป็นเรื่องผิดกฎหมายในรัสเซียจนกระทั่งเมื่อปีที่แล้วมีการอนุมัติสถานะใหม่ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2021 เป็นต้นไปสกุลเงินดิจิทัลจะได้รับอนุญาต (ให้มีอยู่) ในรัสเซีย แต่จะไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เพื่อแลกกับสินค้าหรือบริการใดๆ

นาบิอุลลินายังให้ความสำคัญกับการคว่ำบาตรของสหรัฐซึ่งเธออธิบายว่าเป็น “ความเสี่ยงที่คงอยู่” สำหรับรัสเซีย

ในส่วนของ “การลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์” (De-dollarization) ซึ่งถือเป็นนนโยบายการเงินที่รัสเซียพยายามโปรโมตมาโดยตลอดนั้นนาบิอุลลินากลาวว่าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายกว้างๆ ในการจัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า รัสเซียค่อยๆ เลิกใช้เงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อป้องกันตัวเองจากผลกระทบจากการคว่ำบาตรที่สามารถเล่นงานบริษัทรัสเซียหรือบริษัทที่ค้าขายกับรัสเซียที่ใช้เงินดอลลาร์ได้

Photo by Kirill KUDRYAVTSEV / AFP

นักยุทธศาสตร์ชี้ขาลงของ Bitcoin ยังไม่จบลงง่ายๆ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654494

วันที่ 02 มิ.ย. 2564 เวลา 10:50 น

นักยุทธศาสตร์ชี้ขาลงของ Bitcoin ยังไม่จบลงง่ายๆ คริปโตยังไม่หลุดจากความปั่นป่วนง่ายๆ นักลงทุนสถาบันอาจถอนตัวมากขึ้นอีก

นิโคลาส พานิเกอร์ซอกลู (Nikolaos Panigirtzoglou) นักยุทธศาสตร์ของ J.P. Morgan และผู้เชี่ยวชาญด้าน Bitcoin ระบุในการให้ข้อมูลไปถึงลูกค้าว่าอาจจะต้องรอไปอีกกว่าที่ Bitcoin จะพ้นจากช่วงขาลงที่ลากยาวมานานนับเดือนในเวลานี้และจะต้องจับตาความเคลื่อนไหวให้ดี

“เราเคยโต้เถียงกันก่อนหน้านี้ว่าความทล้มเหลวของ Bitcoin จะทะลุระดับ 60,000 ดอลลาร์จะทำให้สัญญาณโมเมนตัมกลายเป็นตลาดหมีมากขึ้น และทำให้สถานะของมันคลายตัวลง และนี่เป็นปัจจัยสำคัญในการปรับฐานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วในการผลักดัน CTA [ที่ปรึกษาการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์] และนักลงทุนอื่นๆ ที่ตามโมเมนตัมของมันต้องลดการลงทุนไป สัญญาณระยะยาวยังคงเป็นปัญหาเนื่องจากยังยังไม่เกิดการขายช็อร์ต โดยราคาจะลดลงไปที่ระดับ 26,000 ดอลลาร์ก่อนที่โมเมนตัมในระยะยาวจะส่งสัญญาณคลายตัวลง”

สถานการณ์ของคริปโตปั่นป่วนมากในเดือนพฤษภาคม ส่วนหนึ่งเพราะท่าทีที่ไม่คงที่ของอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ที่เดี๋ยวสนับสนุนเดี๋ยวถอนตัวจากการลงทุนคริปโต นอกจากจี้ตลาดยังกลัวว่าสหรัฐและจีนจะกำหนดกฎระเบียบควบคุมคริปโต ราคา Bitcoin ร่วงลงประมาณ 37% ในเดือนพฤษภาคม และลดลง 43% จากจุดสูงสุดกลางเดือนเมษายนที่ 64,829 ดอลลาร์ ส่วนนักยุทธศาสตร์ของ J.P. Morgan คาดว่ามูลค่าระยะกลางของ Bitcoin จะอยู่ที่ช่วง 24,000 ถึง 36,000 ดอลลาร์

นักยุทธศาสตร์ของ J.P. Morgan กล่าวว่า ความผันผวนอย่างรวดเร็วในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้เกิดความกังขาต่อการยอมรับตลาดคริปโตของสถาบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อ Bitcoin และ Ethereum และความผันผวนที่รุนแรงขึ้นโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับทองคำจำทำให้นักลงทุนสถาบันลดการลงทุนในคริปโต เมหือนกับที่พวกเขาลดการลงทุนในทองคำดิจิทัลเมื่อเทียบกับทองคำจริง

Photo by Martin BUREAU / AFP

WHO อนุมัติ Sinovac ของจีนแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654461

วันที่ 01 มิ.ย. 2564 เวลา 22:40 น

WHO อนุมัติ Sinovac ของจีนแล้วองค์การอนามัยโลกได้อนุมัติวัคซีน Sinovac สำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉินซึ่งเป็นวัคซีนจีนตัวที่สองที่ได้รับไฟเขียวจาก WHO

วันอังคารที่ 1 มิถุนายน องค์การอนามัยโลก (WHO ) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสาธารณสุขของสหประชาชาติได้อนุมัติวัคซีน CoronaVac จากบริษัท Sinovac ของจีนซึ่งกำลังนำไปใช้แล้วในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประทเศไทย

“วันนี้ WHO ได้ตรวจสอบวัคซีนโควิด-19 ของ Sinovac-CoronaVac เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน” แถลงการณ์ระบุ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ประเทศผู้ให้ทุน หน่วยงานจัดหา และชุมชน “มั่นใจได้ว่าเป็นไปตามมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และการผลิต”

เมื่อเดือนที่แล้ว Sinopharm กลายเป็นวัคซีนจีนตัวแรกที่ได้รับการรับรองจาก WHO

องค์กรยังได้ระบุรายการการใช้ในกรณีฉุกเฉินสำหรับวัคซีนที่ผลิตโดย Pfizer/BioNTech, Moderna, Johnson & Johnson และ AstraZeneca jab ที่ผลิตในอินเดีย เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรป ซึ่งนับแยกกัน

รายชื่อวัคซีนที่ได้รับการอนุมัติของ WHO ปูทางให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกอนุมัติและนำเข้าวัคซีนเพื่อแจกจ่ายได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะรัฐที่ไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลมาตรฐานสากลของตนเอง

นอกจากนี้ยังเปิดประตูให้วัคซีนเหล่านี้เข้าสู่โครงการแบ่งปันวัคซีนทั่วโลกของ Covax ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้สามารถเข้าถึงปริมาณวัคซีนทั่วโลกได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่ยากจนกว่า

ขณะนี้มีเพียง AstraZeneca และ Pfizer บางส่วนเท่านั้นที่ไหลเข้าโครงการนี้

Mariangela Simao ผู้ช่วยผู้อำนวยการทั่วไปของ WHO ด้านการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ กล่าวว่า “โลกต้องการวัคซีนป้องกันโควิด-19 หลายตัวอย่างมากเพื่อจัดการกับความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงอย่างมหาศาลทั่วโลก

“เราขอเรียกร้องให้ผู้ผลิตเข้าร่วมในโรงงาน Covax แบ่งปันความรู้และข้อมูลและมีส่วนร่วมในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค”

Sinovac มีการใช้งานแล้วใน 22 ดินแดนทั่วโลกตามการนับของ AFP

นอกเหนือจากจีนแล้ว ประเทศที่ใช้ Sinovac ได้แก่ ชิลี บราซิล อินโดนีเซีย เม็กซิโก ไทย และตุรกี

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างภูมิคุ้มกันของ WHO ได้ตรวจสอบและเผยแพร่คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้

“องค์การอนามัยโลกแนะนำวัคซีนสำหรับใช้ในผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป โดยแบ่งเป็นสองโดสโดยมีระยะห่างระหว่างสองถึงสี่สัปดาห์” หน่วยงานกล่าว

“ผลประสิทธิภาพของวัคซีนแสดงให้เห็นว่าวัคซีนป้องกันโรคตามอาการในร้อยละ 51 ของผู้ที่ได้รับวัคซีนและป้องกันโควิด-19 ที่รุนแรงและการรักษาในโรงพยาบาลในร้อยละ 100 ของประชากรที่ทำการศึกษา”

Photo by Luis ROBAYO / AFP

เมื่อธุรกิจกีฬาไม่ปราณีกับ Naomi Osaka #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654405

วันที่ 01 มิ.ย. 2564 เวลา 17:30 น

เมื่อธุรกิจกีฬาไม่ปราณีกับ Naomi Osakaเมื่อกฎเกณฑ์ของธุรกิจกีฬาสร้างบาดแผลในใจ ไม่เพียงแต่นาโอมิ โอซากะ แต่ยังมีนักกีฬาอีกหลายคนต้องเจ็บปวด

เรียกได้ว่าเป็นข่าวช็อกวงการเมื่อ “นาโอมิ โอซากะ” (Naomi Osaka) นักเทนนิสมือ 2 ของโลกชาวญี่ปุ่นประกาศถอนตัวจากการแข่งขันเทนนิสแกรนด์สแลม เฟรนช์ โอเพ่น 2021 พร้อมประกาศขอวางมือจากการแข่งขันเทนนิสสักระยะด้วยสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ของเธอในขณะนี้ และจะกลับมาลงสนามอีกครั้งเมื่อทุกอย่างดีขึ้น

โดยโอซากะเผยว่าเธอมีภาวะซึมเศร้าตั้งแต่ปี 2018 หลังคว้าแชมป์แกรนด์สแลมในปีนั้น เธอมักกังวลทุกครั้งเมื่อต้องให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนจากทั่วโลกหลังจบเกม และปัญหาครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเธอปฏิเสธการให้สัมภาษณ์หลังเอาชนะแพทริเซีย มาเรีย ทิก จากโรมาเนีย 2 เซ็ตรวดในการแข่งขันเมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมาเพราะกลัวว่าจะมีผลกระทบต่อสภาพจิตใจ

ส่งผลให้โอซากะโดนคาดโทษและถูกปรับเงินจำนวน 15,000 เหรียญสหรัฐหรือกว่า 460,000 บาท ขณะที่ฝ่ายจัดการแข่งขันเทนนิสแกรนด์สแลมทั้ง 4 รายการได้ออกแถลงการณ์ว่าโอซากะกระทำผิดกฎที่ระบุว่านักกีฬาต้องพูดคุยกับสื่อมวลชนหลังจบการแข่งขัน และพฤติกรรมดังกล่าวอาจทำให้เธอโดนโทษปรับที่แพงกว่านี้หรืออาจถูกถอดออกจากการแข่งขันเลยก็ได้

ทั้งนี้ ตามกฎของแกรนด์สแลม 4 รายการทั้ง เฟรนช์ โอเพ่น, ยูเอส โอเพ่น, ออสเตรเลีย โอเพ่น และวิมเบิลดันระบุว่าผู้เล่นจะต้องร่วมพูดคุยกับสื่อภายใน 30 นาทีหลังจบการแข่งขันในแต่ละนัดมิเช่นนั้นจะถูกปรับไม่เกิน 20,000 เหรียญสหรัฐเว้นแต่ผู้เล่นจะได้รับบาดเจ็บ

ขณะที่สมาคมเทนนิสหญิง (WTA) แถลงว่าการพูดคุยกับสื่อหลังการแข่งขันเป็นความรับผิดชอบต่อกีฬาและแฟนๆ ของพวกเขา ทำให้พวกเขามีโอกาสแบ่งปันมุมมองและบอกเล่าเรื่องราว อย่างไรก็ตาม WTA ยินดีที่จะพูดคุยกับโอซากะและผู้เล่นทุกคนเพื่อหารือถึงแนวทางที่จะช่วยสนับสนุนนักกีฬา แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อแฟนๆ และสาธารณชน

ในที่สุด โอซากะก็ประกาศถอนตัวออกจากการแข่งขันด้วยตัวเองเพื่อรักษาสภาพจิตใจของเธอแม้ว่าผลการแข่งขันของเธอกำลังไปได้ด้วยดี พร้อมแถลงผ่านทวิตเตอร์ระบุว่าการถอนตัวครั้งนี้เป็นเรื่องที่เธอไม่คาดคิดมาก่อน พร้อมเปิดเผยว่าเธอมีภาวะซึมเศร้ามาตั้งแต่ยูเอส โอเพ่น 2018

“ฉันมีช่วงเวลาที่ยากลำบากมากในการจัดการกับสิ่งนั้น หากใครรู้จักฉันจะรู้ว่าฉันเป็นอินโทรเวิร์ต (Introvert) ใครที่สังเกตฉันในทัวร์นาเมนต์จะเห็นว่าฉันสวมหูฟังตลอดเวลาเพราะมันช่วยลดความวิตกกังวลทางสังคมของฉันได้” โอซากะกล่าว

พร้อมระบุว่านักข่าวใจดีกับเธอเสมอและเธออยากขอโทษกำสิ่งที่เกิดขึ้น เธอไม่ใช่คนชอบพูดในที่สาธารณะและมักเกิดความวิตกกังวลมากมายเมื่อต้องพูดคุยกับสื่อทั่วโลก

“ฉันรู้สึกประหม่ามากและพบว่ามันเครียดที่จะพยายามมีส่วนร่วมและให้คำตอบที่ดีที่สุดกับพวกคุณ”

เธอจึงเลือกที่จะรักษาสภาพจิตใจของตัวเองและปฏิเสธที่จะแถลงข่าวหลังจบการแข่งขัน พร้อมเผยอย่างตรงไปตรงมาว่าเธอไม่เห็นด้วยกับกฎเกณฑ์ที่บังคับให้นักกีฬาต้องให้สัมภาษณ์ต่อสื่อและมองว่ากฎนั้นค่อนข้างล้าสมัย

พร้อมทิ้งท้ายด้วยการขอโทษและจะกลับมาลงสนามอีกครั้งเมื่อสภาพจิตใจของเธอดีขึ้นแล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีแนวทางที่จะทำให้สิ่งต่างๆ ดีขึ้นได้ทั้งต่อนักกีฬา สื่อมวลชน และแฟนๆ

pic.twitter.com/LN2ANnoAYD— NaomiOsaka????? (@naomiosaka) May 31, 2021

ด้านโนวัค ยอโควิช นักเทนนิสมือวางอันดับ 1 ของโลกคนปัจจุบันเผยว่าเขาเข้าใจดีว่างานแถลงข่าวอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกใจและสนุกสำหรับทุกคน โดยเฉพาะหากเราแพ้ในแมตช์นั้น แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของกีฬาและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในทัวร์นาเมนนต์ มันคือสิ่งที่เราจะต้องทำ มิฉะนั้นเราจะถูกปรับ พร้อมมองว่านี่คือเรื่องที่จำเป็นต้องพูดคุยทำความเข้าใจร่วมกันเพื่อให้ผู้เล่นรู้สึกดีขึ้น

ยอโควิชเองก็เคยโดนโทษปรับ 7,500 เหรียญสหรัฐจากการปฏิเสธที่จะพูดคุยกับสื่อหลังถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขันยูเอส โอเพ่น 2019

อย่างไรก็ตามโอซากะไม่ใช่นักกีฬาเพียงคนเดียวที่เกิดปัญหาด้านสุขภาพจิต ยกตัวอย่างเช่น ไมเคิล เฟ็ลปส์ นักว่ายน้ำโอลิมปิกชาวอเมริกันที่ได้รับการยกย่องให้เป็นนักกีฬาว่ายน้ำที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ก็เคยเปิดเผยว่าเขาต่อสู้กับภาวะซึมเศร้าและความคิดที่จะฆ่าตัวตาย และ เควิน เลิฟ นักบาสเก็ตบอลมืออาชีพเคยเกิดอาการแพนิกในระหว่างการแข่งขันเช่นกัน

BizShifts-Trends ได้เปิดเผยบทความด้านมืดของกีฬาโดยระบุว่ากีฬาที่เคยเป็นเรื่องเกม ความสนุก ความบันเทิง ตอนนี้ล้วนกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่สร้างรายได้และอิทธิพลมหาศาล ตามการวิจัยในปี 2019 พบว่าตลาดกีฬาทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ กีฬาช่วยให้ชาติมีความน่าเชื่อถือและยังจุดประกายความขัดแย้งระหว่างประเทศได้อีกด้วย

โลกของกีฬานั้นทรงอิทธิพลมากกว่าที่เคยโดยบทความเรื่องด้านมืดของกีฬา (Dark Side of Sport) โดยโดมินิก ฮอบสันระบุว่ากีฬาคือสงครามที่ไม่มีการยิง มันเกี่ยวกับการสูญเสีย ซึ่งผูกไว้ด้วยความเกลียดชัง ความอิจฉาริษยา ความโอ้อวด ชัยชนะ การดูหมิ่น ความภาคภูมิใจ ความรักในอำนาจและการครอบงำ จึงเป็นเหตุที่ว่ากีฬามีบางอย่างที่เหมือนกันกับสงคราม

บ่อยครั้งที่การแข่งขันกีฬามีการถุยน้ำลาย สบถ ตะโกน ชกต่อย จ้องเขม็ง หรือแสดงความรุนแรง ซึ่งมันสร้างความเสียหายไม่เพียงแต่ผู้เล่นแต่ผู้ชมก็เช่นกัน

นิวยอร์กไทม์สเปิดเผยข้อมูลจาก Athletes for Hope แสดงให้เห็นว่านักกีฬาระดับหัวกะทิถึง 35% เกิดปัญหาด้านสุขภาพจิตไม่ว่าจะเป็นความเครียด ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล ความเหนื่อยหน่าย หรือความผิดปกติทางการกิน

Photo by Paul CROCK / AFP

‘เมดอินเวียดนาม’ เมื่อเวียดนามฝันสูงอยากผลิตวัคซีนป้อน COVAX #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654399

วันที่ 01 มิ.ย. 2564 เวลา 16:00 น

‘เมดอินเวียดนาม’ เมื่อเวียดนามฝันสูงอยากผลิตวัคซีนป้อน COVAXเวียดนามอยากเป็นผู้ผลิตวัคซีนเอง แต่ขณะเดียวกันมีข่าวว่ารัฐบาลยังขอให้ซัมซุงหาวัคซีนให้พนักงานของตัวเองที่อยู่ในเวียดนามเอง

ท่ามกลางการกลับมาระบาดระลอกใหม่ของ Covid-19 ในอาเซียนและความต้องการวัคซีนที่มีมากขึ้น ทางการเวียดนามประกาศข่าวใหญ่ว่า เวียดนามจะซื้อเทคโนโลยีสำหรับผลิตวัคซีนต้าน Covid-19 และจะตั้งโรงงานผลิตวัคซีนส่งให้โครงการแจกจ่ายวัคซีน COVAX ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ทั้งที่ตอนนี้วัคซีนในประเทศแทบไม่พอใช้

“เวียดนามจะสร้างโรงงานและต้องการขอสิทธิบัตรเพื่อให้ได้ผลิตวัคซีนให้ COVAX ให้ประเทศอื่นๆ รวมทั้งเวียดนามเอง” แถลงการณ์กระทรวงสาธารณสุขระบุ

ทว่า ความฝันของเวียดนามอาจจะยากสักหน่อย เพราะการเจรจาระงับการให้ความคุ้มครองด้านสิทธิบัตรวัคซีนต้าน Covid-19 ที่สหรัฐประกาศหนุนหลังเมื่อเดือนที่แล้ว กับองค์กรการค้าโลก (WTO) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (31 พ.ค.) ล้มเหลว

นั่นหมายความว่า บรรดาประเทศรายได้ปานกลางหรือรายได้ต่ำยังไม่สามารถนำเทคโนโลยีของบริษัทผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ไปผลิตเองได้

นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้ของบริษัทผู้ผลิตยาเจ้าใหญ่อย่างไฟเซอร์ (Pfizer) ยังมีท่าทีไม่เห็นด้วยกับการระงับการคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพราะไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาขาดแคลนวัคซีนที่ถูกต้องและกังวลเรื่องคุณภาพวัคซีนจากผู้ผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน

อีกอุปสรรคคือ ขณะนี้จำนวนวัคซีนในเวียดนามยังตามหลังเพื่อนบ้าน โดยจนถึงตอนนี้ได้รับวัคซีนเพียง 2.9 ล้านโดส (ได้จาก COVAX 2.6 ล้านโดส) จนต้องเร่งเจรจาและขอความช่วยเหลือผ่านช่องทางการทูต เช่น การขอให้ทูตสหรัฐช่วยให้เข้าถึงวัคซีนของ Pfizer และ Moderna และให้ช่วยเร่งโครงการฉีดวัคซีนของเวียดนาม

ทั้งยังต้องขอให้บรรดาบริษัทต่างชาติที่เข้าไปตั้งฐานการผลิตในเวียดนาม อาทิ ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ (Samsung Electronics Co.) และบริษัทอื่นจัดหาวัคซีนต้าน Covid-19 ให้พนักงานของตัวเอง

ด้วยเหตุผลข้างต้น การขอซื้อเทคโนโลยีและขอสิทธิบัตรมาผลิตของเวียดนามเพื่อส่งออกวัคซีนอาจไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้

แต่ถึงอย่างนั้น เวียดนามก็กำลังผลิตวัคซีนของตัวเอง โดยขณะนี้มีบริษัท 4 แห่งที่กำลังวิจัยและเตรียมผลิตวัคซีน “เมดอินเวียดนาม” ได้แก่ บริษัทสำหรับผลิตวัคซีนและชีวภาพหมายเลข 1 (Vabiotech), ศูนย์วิจัยและผลิตวัคซีนและชีววิทยา (Polyvac), สถาบันวัคซีนและชีววิทยาทางการแพทย์ (IVAC) และนาโนเจน ฟาร์มาซูติคอล ไบโอเทคโนโลยี เจเอสซี (Nanogen)

โดย 2 ตัวอยู่ในขั้นตอนการทดลองในมนุษย์ คือ NanoCovax ของ Nanogen ซึ่งอยู่ระหว่างการทดลองในมนุษย์ในระยะที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยการแพทย์ทหารเวียดนามและศูนย์การแพทย์ในจังหวัดเบ๋ญลึก ที่คาดว่าจะสำเร็จในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ และจะนำมาใช้ในปี 2022 และ Covivac ของ IVAC ที่อยู่ระหว่างการทดลองในมนุษย์ขั้นที่ 1  

แม้ว่า โด๋หมิ่นสี ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาของ Nanogen เผยกับ Sydney Morning Herald และ The Age ว่า บริษัทมีศักยภาพในการผลิตวัคซีน 120 ล้านโดสต่อปี และอยู่ระหว่างเจรจาขยายการผลิตกับผู้ผลิตในอินเดียและญี่ปุ่น

ทว่า เหงียนทูอัน ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจากสถาบันวิจัยวูลค็อคในกรุงฮานอยเผยว่า “แม้ว่าวัคซีนจะได้รับการพัฒนาในท้องถิ่นและปลอดภัย แต่การมีทรัพยากรที่เพียงพอในการผลิตจำนวนมากเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเวียดนาม ฉันไม่แน่ใจว่าประเทศจะมีเงินเพียงพอที่จะทำให้มันเกิดขึ้นได้”

และแม้ว่าก่อนหน้านี้เวียดนามจะเคยผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ แต่ โรเคียร์ ฟาน ดอร์น นักจุลชีววิทยาชาวดัตช์และผู้อำนวยการหน่วยวิจัยทางคลินิกของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในกรุงฮานอย แสดงความกังวลเรื่องปริมาณการผลิตเช่นเดียวกัน โดยบอกว่า เวียดนามมีศักยภาพในการควบคุมคุณภาพ แต่ปริมาณวัคซีนต้าน Covid-19 ที่ต้องผลิตให้ได้ถึง 200 ล้านโดสนั้น แตกต่างจากจำนวนที่เวียดนามผลิตได้ในตอนนี้

การผลิตวัคซีนส่งมอบให้ COVAX มีกรณีศึกษาของสถาบันเซรุ่มของอินเดีย (SII) เป็นตัวอย่าง 

เดิมที SII ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ที่สุดของโลก และผู้ได้รับสิทธิ์ในการผลิตวัคซีน Covishield ของ AstraZeneca ให้คำมั่นว่าจะส่งมอบวัคซีน 200 ล้านโดสให้โครงการ COVAX แต่จนถึงวันอังคาร (25 พ.ค.) SII ส่งมอบวัคซีนให้ COVAX เพียง 30 ล้านโดสเท่านั้น

และหลังจากอินเดียพบผู้ติดเชื้อระลอกใหม่วันละกว่า 2 แสนคน ทางการอินเดียก็ประกาศหยุดการส่งออกวัคซีนของ SII ทันทีเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และล่าสุดยังขยายเวลาระงับการส่งออกไปถึงสิ้นปีนี้

ประกาศนี้ทำให้ COVAX ประกาศว่าต้องการวัคซีนต้าน Covid-19 อย่างเร่งด่วนภายในสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ 190 ล้านโดสเพื่อนำมาเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหายไปเนื่องจากอินเดียหยุดส่งออกวัคซีน

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อของเวียดนามแม้จะไม่มากเท่าอินเดีย แต่ก็ยังน่าห่วง เพราะมี Covid-19 สายพันธุ์กลายพันธุ์ที่พบครั้งแรกในอินเดียระบสดในชุมชน และยังเพิ่งพบสายพันธุ์ลูกผสมระหว่างอินเดียกับอังกฤษซึ่งหวั่นว่าจะแพร่กระจายได้ในอากาศจนทำให้มีผู้ติดเชื่้อเพิ่มขึ้นอีกหลากคุมไม่อยู่

อีกทั้งคนที่ได้รับวัคซีนในเวียดนามยังต่ำตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน จากสถิติของ Bloomberg Vaccine Tracker การฉีดวัควีนของเวียดนามครอบคลุมประชากรเพียง 0.5% เท่านั้น

ดังนั้นหากผลิตวัคซีนได้เองคงต้องสำรองไว้ใช้ในประเทศเป็นอันดับแรก ไม่น่าจะเพียงพอส่งมอบให้ COVAX 

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

จีนเจอผู้ป่วยหวัดนก H10N3 คนแรกของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654406

วันที่ 01 มิ.ย. 2564 เวลา 15:01 น

จีนเจอผู้ป่วยหวัดนก H10N3 คนแรกของโลกจีนยืนยันพบผู้ป่วยไข้หวัดนกสายพันธุ์ H10N3 เป็นคนแรกของโลก 

คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีน (NHC) ยืนยันพบผู้ป่วยชายวัย 41 ปี ติดเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H10N3 ที่มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของประเทศ โดยเป็นผู้ป่วยรายแรกของโลก 

รายงานของ NHC ระบุว่าผู้ป่วยคนดังกล่าวซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองเจิ้นเจียงของมณฑลเจียงซูเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 28 เม.ย. หลังมีอาการไข้และอาการอื่น และตรวจพบว่าติดเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H10N3 เมื่อวันที่ 28 พ.ค. แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าชายคนดังกล่าวติดเชื้อได้อย่างไร 

ล่าสุดผู้ป่วยอาการดีขึ้นแล้วและเตรียมจะออกจากโรงพยาบาล ส่วนการติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยไม่พบผู้ติดเชื้อรายอื่น 

อย่างไรก็ดี NHC ระบุว่า เชื้อ H10N3 เป็นเชื้อที่ไม่รุนแรง และมีความเสี่ยงในการแพร่กระจายเป็นวงกว้างต่ำมาก  

ทั้งนี้ จีนเป็นประเทศที่พบเชื้อไขหวัดนกหลายสายพันธุ์ โดยบางสายพันธุ์ติดมาสู่คนโดยเฉพาะคนที่ทำงานเกี่ยวกับปศุสัตว์ และมีสายพันธุ์ H7N9 ทำให้มนุษย์เสียชีวิตจำนวนมากเมื่อปี 2016-2017 ถึง 300 ราย

CHINA OUT AFP PHOTO