สหรัฐอ้างนักวิจัยอู่ฮั่นป่วยคล้ายโควิดหลายเดือนก่อนโรคระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653706

วันที่ 24 พ.ค. 2564 เวลา 10:29 น.

สหรัฐอ้างนักวิจัยอู่ฮั่นป่วยคล้ายโควิดหลายเดือนก่อนโรคระบาดสื่อสหรัฐอ้างว่าพบ 3 นักวิจัยจากห้องแล็บในอู่ฮั่นป่วยคล้ายโควิด-19 หลายเดือนก่อนที่จีนจะเปิดเผยการระบาดของไวรัส

สำนักข่าวรอยเตอร์สอ้างรายงานของวอลสตรีทเจอร์นัลระบุว่ารายงานข่าวกรองของสหรัฐก่อนหน้านี้ชี้ว่า 3 นักวิจัยจากสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่นเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการป่วยคล้ายโควิด-19 ในเดือนพ.ย. 2019 หลายเดือนก่อนที่จีนจะเปิดเผยการระบาดของโรคโควิด-19

รายงานดังกล่าวระบุถึงระยะเวลาการเจ็บป้วยและการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลซึ่งอาจสร้างน้ำหนักให้มีการสอบสวนในวงกว้างถึงความเป็นไปได้เกี่ยวกับการที่เชื้อไวรัสอาจหลุดรอดออกจากห้องปฏิบัติการในอู่ฮั่น ซึ่งข่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกมาก่อนที่จะมีการประชุมขององค์การอนามัยโลก (WHO) โดยคาดว่าการประชุมดังกล่าวจะมีการสอบสวนเกี่ยวกับต้นตอของโควืด-19 ในขั้นต่อไป

ขณะที่โฆษกของสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อรายงานดังกล่าวแต่ระบุว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยังคงตั้งคำถามเกี่ยวกับต้นตอของการแพร่ระบาดของโควิด-19 และกำลังทำงานร่วมกับ WHO และประเทศสมาชิกอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการศึกษาถึงต้นตอของไวรัสโดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง

ด้านกระทรวงต่างประเทศของจีนกล่าวถึงข่าวนี้ว่าสหรัฐยังคงโฆษณาทฤษฎีที่ว่าไวรัสรั่วไหลออกจากห้องปฎิบัติการในอู่ฮั่นแม้การศึกษาโดย WHO จะกล่าวแล้วว่าเป็นทฤษฎีที่ไม่น่าเป็นไปได้อย่างยิ่ง โดยตั้งข้อสังเกตว่าสหรัฐกังวลเกี่ยวกับการสืบหาต้นตอจริงๆ หรือกำลังเบี่ยงเบนความสนใจอะไรอยู่หรือไม่

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมี.ค. สหรัฐ นอร์เวย์ แคนาดา สหราชอาณาจักร และอีกหลายประเทศแสดงความกังวลและเรียกร้องให้มีการสอบสวนเพิ่มเติม เมื่อ WHO เปิดเผยผลการศึกษาระบุว่าทฤษฎีที่ว่าไวรัสมีต้นตอมาจากห้องปฏิบัติการในอู่ฮั่นนั้นไม่น่าเป็นไปได้อย่างยิ่ง

Photo by HECTOR RETAMAL / AFP

ไขปริศนา “พระแก่นจันทน์พระเจ้าอุเทน” อยู่ในรัสเซีย? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652980

วันที่ 23 พ.ค. 2564 เวลา 20:19 น.

ไขปริศนา "พระแก่นจันทน์พระเจ้าอุเทน" อยู่ในรัสเซีย?เรื่องราวการของระพุทธรูปสำคัญของพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่เคารพนับถือกันในเอเชียตะวันออก แต่สูญหายไปจากจีนหลังชาติตะวันตกรุกรานปักกิ่งเมื่อ 100 กว่าปีก่อน

หลายปีก่อนผู้เขียนได้สนทนากับมิตรสหายในวงการประวัติศาสตร์เรื่องพระพุทธรูปองค์แรกของโลก ผู้เขียนบอกว่าก่อนการมาถึงของศิลปะชาวโยนก (กรีก) ในชมพูทวีปมีตำนานการสร้างพระพุทธรูปกันแล้ว ปรากฏในตำนานเรื่องพระแก่นจันทน์ ทางเถรวาทเรียกว่า “พระแก่นจันทน์แดง” ส่วนทางมหายานเรียก “พระแก่นจันทน์พระเจ้าอุเทน”

เดี๋ยวคนไทยเราไม่คุ้นปางแก่นจันทน์เท่าไหร่ แต่สมัยก่อนนิยมสร้างกัน ตามตำนานฝ่ายเถรวาทพระแก่นจันทน์สร้างโดยพระเจ้าปเสนทิโกสล มาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์แล้วไม่พบ จึงทรงดำริว่าหากวันหนึ่งพระศาสดาหาไม่แล้ว คงสลดพระทัยอย่างมาก จึงทรงสร้างพระพุทธรูปองค์แรกของโลกจากไม้ไม้แก่นจันทน์ แต่ฝ่ายมหายานว่าพระเจ้าอุเทน (อุทยานะ) เป็นผู้สร้างขึ้นเพราะรำลึกถึงพระศาสาดา คราวเสด็จไปโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์นานถึง 3 เดือน ดังประวัติกล่าวว่า

“… พระเจ้าอุเทนทรงเฝ้าคำนึงถึงพุทธองค์ยิ่งนัก ถึงกับอ้อนวอนให้พระโมคคัลลานะใช้อิทธิฤทธิเดินทางไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์พร้อมด้วยนายช่าง 32 คน เพื่อสร้างพระปฏิมาที่มีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับพุทธองค์ ทั้งหมดเดินทางไปสวรรค์ถึง 3 ครั้ง นายช่างจึงสามารถสลักพระปฏิมาจากไม้แก่นจันทน์ เมื่อเสร็จแล้วพระพุทธองค์เสด็จกลับสู่มนุษย์โลกอีกครั้งพอดี ครั้นเมื่อทอดพระเนตรพระปฏิมาทรงมีพุทธทำนายว่า “หนึ่งพันปีหลังตถาคตปรินิพพาน พระปฏิมานี้จะถูกอัญเชิญไปยังแผ่นดินจีน แผ่นดินนั้นพระศาสนาจะรุ่งเรือง เวไนยสัตว์ทั้งหลายจะได้รับคำสั่งสอนและบรรลุธรรม … “

เดิมพระแก่นจันทน์อยู่ที่เมืองสาวัตถี ต่อมาพระเจ้ากรุงกุษาณะอัญเชิญไปแผ่นดินของพระองค์ ซึ่งปัจจุบันคืออัฟกานิสถาน ราวศตวรรษที่ 3 และมีการสร้างองค์จำลองที่บามิยัน ต่อมาเกิดศึกสงครามที่แคว้นกุษาณะ พระสงฆ์ชื่อกุมารายันลักลอบนำพระแก่นจันทน์เดินทางมายังจีน ตำนานเล่าว่าตอนกลางวันท่านอุ้มพระ แต่กลางคืนพระช่วยอุ้มท่านพากันมาถึงแคว้นชิวฉือในที่สุด

พระแก่นจันทน์น่าจะมาถึงฉางอันในปี 384 จากนั้นย้ายสถานที่ประดิษฐานไปเรื่อยๆ ตลอดเวลาพันกว่าปี

จนกระทั่งมาประดิษฐานแห่งสุดท้ายที่วัดจันถานซื่อ (วัดจันทนะ) ใกล้ๆ กับทำเนียบจงหนานไห่ในปัจจุบัน แต่วัดนี้ถูกทำลายไปในช่วงกองทัพพันธมิตร 8 ชาติรุกรานจีนในปี ค.ศ. 1900 องค์พระก็หายไปด้วย ทางจีนเหลือแต่ภาพเหมือน แต่ต่อมาแม้แต่วิหารประดิษฐานภาพเหมือนก็ยังพังทลาย

การสูญหายของพระแก่นจันทน์เป็นปริศนาที่ชาวพุทธในจีนอยากจะรู้ความจริงมากที่สุด (แม้แต่ญี่ปุ่นเองก็อยากรู้เพราะทำองค์จำลองไว้ และอ้างว่าก่อนที่จะหายไปองค์จริงทำปาฏิหาริย์เหินฟ้ามาสลับกับองค์จำลองที่ญี่ปุ่น ที่วัดเซริวจิ ดังนั้นญี่ปุ่นจึงอ้างว่าตัวเองรักษาของจริงไว้)

นักวิชาการบางคนโยงว่า การที่พระแก่นจันทน์หายไปจากจีน เป็นเหตุให้ราชวงศ์ชิงถึงกาลสิ้นสุด ระบบศักดินาถึงกาลอวสาน

ไม่นานมานี้ มีนักวิชาการรัสเซียอ้างว่า พบเบาะแสของพระแก่นจันทน์แล้ว คาดว่าน่าจะอยู่ที่แคว้นบูเรียต ซึ่งเป็นแคว้นที่นับถือศาสนาพุทธในแถบไซบีเรีย สาเหตุที่ไปอยู่ที่นั่นเพราะทหารชาวบูเรียตไปร่วมกับทัพรัสเซียและทัพ 8 ชาติบุกปักกิ่งเมื่อปี 1900 ได้ฉวยโอกาสช่วงชุลมุนตอนฝรั่งเศสเผาปักกิ่ง บุกเข้าไปที่วัดจันถานแล้วลักลอบย้ายพระแก่นจันทน์ออกมาซ่อนไว้ระยะหนึ่งเพื่อไม่ให้พวกฝรั่งล่วงรู้ จากนั้นทำทีว่าเป็นพัสดุไปรษณีย์ของกองทัพบูเรียต แล้วส่งต่อๆ กันข้ามไปถึงรัสเซียในที่สุด โดยที่ทหารรัสเซียฝรั่งไม่ทราบเรื่อง แต่ทหารบูเรียตห่อผ้าคะตัก หรือผ้ามาลัยทิเบต สำหรับถวายพระไว้เป็นสัญลักษณ์

พระแก่นจันทน์อยู่บูเรียตอย่างสงบได้พักเดียว รัสเซียเกิดการปฏิวัติบอลเชวิก ศาสนาเริ่มถูกกดขี่ มีการทำลายศาสนสถานทุกศาสนา รวมถึงวัดพุทธในแคว้นบูเรียต ส่วนศาสนวัตถุถูกนำไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์รวมถึงพระแก่นจันทน์ แต่ชาวบูเรียที่พอจะมีเส้นสายมักพยายามหาทางเข้าไปไหว้เงียบๆ ในคลังพิพิธภัณฑ์ พระแก่นจันทน์เก็บอยู่ในคลังจนถึงกาลสิ้่นสุดของสหภาพโซเวียตได้มีการร้องขอพระแก่นจันทน์กลับไปยังแคว้นบูเรียต ในปี 1991 ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดเอกิตุย ดัตซัน

อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้กังขาว่าพระแก่นจันทน์ที่แคว้นบูเรียตเป็นองค์จริงหรือไม่ เพราะมีช่วงหนึ่งที่พระเจ้าคังซีทรงย้ายพระแก่นจันทน์มาที่วัดจันถานซื่อ ซึ่งอาจเป็นองค์จำลองเพราะจากการตรวจสอบองค์พระโดยเจ้าหน้ที่พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ ในเลนินกราด พบว่าสร้างจากไม้ Lime tree ไม่ใช่ไม้จันทน์ แต่อาบด้วยผงไม้จันทน์จนหนาแล้วลงรักปิดทอง 3 ชั้่น (ปิดทองในสมัยพระเจ้าว่านลี่ แห่งราชวงศ์หมิง)

ไม่ว่าจะสร้างตั้งแต่ยุคพระเจ้าอุเทน หรือยุคไหนก็ตาม ก็ยังนับเป็นพระแก่นจันทน์อยู่ดี

ภาพพระบฏ ปัจจุบันไม่ทราบว่าภาพพระบฎพระปฏิมาแก่นจันทน์สูญหาย หรือประดิษฐานอยู่ ณ ที่ใด

ประวัติสังเขปพระปฏิมาแก่นจันทน์องค์แรกของพระศากยมุนีพุทธเจ้า

โดย ว่านจิ่วหลิง เขียนขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน ปี 1932 ของปีจันทรคติ

หกปีหลังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ได้ทรงเสด็จไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อโปรดพุทธมารดา และทรงประทับอยู่ยาวนานหลายเดือน เป็นเหตุให้พระเจ้าอุเทนทรงเฝ้าคำนึงถึงพุทธองค์ยิ่งนัก ถึงกับอ้อนวอนให้พระโมคคัลลานะใช้อิทธิฤทธิเดินทางไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์พร้อมด้วยนายช่าง 32 คน เพื่อสร้างพระปฏิมาที่มีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับพุทธองค์ ทั้งหมดเดินทางไปสวรรค์ถึง 3 ครั้ง นายช่างจึงสามารถสลักพระปฏิมาจากไม่แก่นจันทน์ เมื่อเสร็จแล้วพระพุทธองค์เสด็จกลับสู่มนุษย์โลกอีกครั้งพอดี ครั้นเมื่อทอดพระเนตรพระปฏิมาทรงมีพุทธทำนายว่า “หนึ่งพันปีหลังเราปรินิพพาน พระปฏิมานี้จะถูกอัญเชิญไปยังแผ่นดินจีน ณ ที่ซึ่งพระศาสนาจะรุ่งเรือง เวไนยสัตว์ทั้งหลายจะได้รับคำสั่งสอนและบรรลุธรรม

ในช่วง 1280 ปีต่อมา พระปฏิมาแก่นจันทน์ประดิษฐานที่แว่นแคว้นภาคตะวันตกของภารตวรรษ ต่อมาราชันแห่งอาณาจักรกุษาณนำไปยังแคว้นตนและประดิษฐานที่นั่นนาน 66 ปี ต่อมาถูกอัญเชิญไปยังเมืองเหลียงโจว (เมืองโบราณในมณฑลกานซู) นาน 14 ปี ไปยังนครฉางอาน (นครซีอานในปัจจุบัน) 17 ปี เจียงหนาน (แว่นแคว้นแถบลุ่มน้ำทางใต้แม่น้ำแยงซีเกียง) 173 ปี และที่ไหวหนาน (เมืองหยางโจวในปัจจุบัน) เป็นเวลา 367 ปี จนถูกอัญเชิญกลับมาที่เจียงหนานและประดิษฐานอยู่นาน 21 ปี

จากนั้นพระปฏิมาแก่นจันทน์ถูกอัญเชิญไปยังเปี้ยนจิง (เมืองไคฟงในปัจจุบัน) นาน 176 ปี ต่อมาไปประดิษฐานที่เมืองเยียนจิง (ปักกิ่งในปัจจุบัน) ณ อารามเซิ่งอานนาน 12 ปี จากนั้นอัญเชิญขึ้นไปทางทิศบูรพายังเมืองซ่างจิง (เมืองโบราณในมณฑลเหลียวหนิง) 11 ปี และเป็นที่สักการะของมหาชนที่มหาอารามจูชิง 120 ปี ต่อมาอัญเชิญลงสู่เบื้องทักษิณทิศไปยังนครจงตู (ปักกิ่งในปัจจุบัน) ประดิษฐาน ณ พระราชฐานชั้นในเป็นเวลา 15 ปี

นับแต่ช่วงเวลาก่อนสถาปนาราชวงศ์หยวนถึงรัชสมัยติ้งโจว (ค.ศ. 1217) พระปฏิมาแก่นจันทน์ประดิษฐาน ณ อารามเซิ่งอาน นับจากปีที่ 12 แห่งราชวงศ์หยวน (ค.ศ. 1275) ถูกอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ วิหารเหรินจื้อ ที่ภูเขาว่านโซ่ว ต่อมาย้ายไปยังอารามต้าเซิง ว่านอาน ในช่วงเริ่มต้นราชวงศ์หมิงพระปฏิมาแก่นจันทน์อยู่ที่อารามชิงโซ่ว ทว่า อารามได้รับความเสียหายในปีที่ 4 แห่งรัชสมัยเจี่ยจิ้ง พระปฏิมาถูกอัญเชิญไปยังอารามจิ่วเฟิง และอยู่ที่นั่นนาน 128 ปี

ในปีที่ 4 แห่งรัชสมัยคังซี (ค.ศ. 1665) ฮ่องเต้ทรงมีพระบัญชาให้สร้างอารามหงเหริน เพื่อที่พระองค์จักได้กระทำสักการะแก่พระปฏิมาแก่นจันทน์ ทว่า ในรัชสมัยกวงซวี่ เกิดขบถเกิงจื่อ (กองทัพพันธมิตร 8 ชาติรุกรานจีนในปี ค.ศ. 1900) อารารมหงเหรินได้เสียหายย่อยยับจากสงคราม และเป็นเหตุให้พระปฏิมาแก่นจันทน์สูญหายนับแต่บัดนั้น เหลือเพียงภาพพระบฏวาดจากองค์จริงที่รอดพนจากหายนะครั้งนั้น

ต่อมาภาพพระบฏนี้ถูกไปประดิษฐานที่วิหารไท่เหอ ทว่า วิหารไท่เหอต่อมาพังทลายลง จึงนำไปเก็บรักษาไว้ที่หอจัดแสดงสิ่งของโบราณ โดยเหตุที่ประเทศจีนต้องเผชิญกับภัยสงครามและภัยธรรมชาตินานาในช่วงไม่กี่ปีมานี้ สมาชิกสมาคมธรรมะพิทักษ์ชาติ จึงจัดพิธีสักการะพระปฏิมาแก่นจันทน์องค์แรก ในวันที่ 9 กันยายน ถึง 28 กันยายน 1932 ตามปฏิทินจันทรคติ

(ปัจจุบันไม่ทราบว่าภาพพระบฎพระปฏิมาแก่นจันทน์สูญหาย หรือประดิษฐานอยู่ ณ ที่ใด)

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

หมายเหตุ

• เรื่อง “ไขปริศนา “พระแก่นจันทน์พระเจ้าอุเทน” อยู่ในรัสเซีย?” เผยแพร่ครั้งแรกในเฟซบุ๊คของ Kornkit Disthan เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2016

• เรื่อง “ประวัติสังเขปพระปฏิมาแก่นจันทน์องค์แรกของพระศากยมุนีพุทธเจ้า”  เผยแพร่ครั้งแรกในเฟซบุ๊คของ Kornkit Disthan เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2013

สายพันธุ์แอฟริกาใต้ วัคซีนไหนเอาอยู่บ้าง? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653665

วันที่ 23 พ.ค. 2564 เวลา 17:22 น.

สายพันธุ์แอฟริกาใต้ วัคซีนไหนเอาอยู่บ้าง?การปรากฎตัวของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์แอฟริกาใต้ หรือ Lineage B.1.351 ในประเทศทำให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชน เราจะมาสำรวจกันว่าวัคซีนตัวไหนบ้างที่สามารถควบคุมมันได้

สายพันธุ์แอฟริกาใต้ หรือ Lineage B.1.351 หรือ 501.V2 พบครั้งแรกในอ่าวเนลสันแมนเดลา เขตปริมณฑลของจังหวัดอีสเทิร์นเคปของแอฟริกาใต้ในเดือนตุลาคม 2020 ซึ่งรายงานโดยกรมอนามัยของประเทศแอฟริกาใต้เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2020 แต่จากการวิเคราะห์พบว่ามันอาจระบาดมาตั้งแต่ในเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคม 2020

หลังจากนั้นมันพบที่สหราชอาณาจักรในเดือนธันวาคม 2020 และก่อนจะพบในไทย ประเทศที่ใกล้ไทยที่สุดที่พบสายพันธุ์นี้คือมาเลเซีย เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2021 มาเลเซียตรวจพบผู้ป่วยรายแรก ภายในวันที่ 2 พฤษภาคมมีการตรวจพบผู้ป่วยทั้งหมด 48 รายใน 5 คลัสเตอร์อย่างน้อย 5 แห่งโดยพบ 20 รายใน 2 คลัสเตอร์ที่รัฐเประและรัฐกลันตัน ซึ่งรัฐกลันตันมีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดนราธิวาส ประเทศไทย ทางทิศเหนือ (อำเภอตากใบมีพรมแดนติดกับรัฐกลันตัน)

ต่อไปนี้เราจะมาสำรวจดูว่าวัคซีนตัวไหนบ้างที่มีประสิทธิภาพกับสายพันธุ์แอฟริกาใต้

1. Oxford–AstraZeneca – เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2021 The Financial Times รายงานว่าข้อมูลการทดลองเฉพาะกาลจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยวิทวอเทอร์สแรนด์ของแอฟริกาใต้ร่วมกับมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่ลดลงของวัคซีนโควิด -19 ของ AstraZeneca กับสายพันธุ์แอฟริกาใต้ จากการศึกษาพบว่าในตัวอย่างการทดลอง 2,000 คนปรากฏว่าวัคซีน AstraZeneca สามารถให้ “การป้องกันน้อยที่สุด” ในทุกกรณี ยกเว้นกรณีติดเชื้อที่รุนแรงที่สุด

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2021 รัฐบาลแอฟริกาใต้ระงับการใช้วัคซีน AstraZeneca ตามแผนประมาณ 1 ล้านโดสขณะที่ทำการตรวจสอบข้อมูลและรอคำแนะนำว่าจะดำเนินการอย่างไร ในเวลาต่อมารัฐบาลแอฟริกาใต้ได้ยกเลิกการใช้วัคซีน AstraZeneca โดยจำหน่ายวัคซีนให้กับประเทศอื่นๆ ในแอฟริกาและเปลี่ยนโครงการฉีดวัคซีนไปใช้วัคซีนไวรัสโควิด -19 ของ Johnson & Johnson

2. Johnson & Johnson – ในเดือนมกราคม Johnson & Johnson ซึ่งจัดการทดลองวัคซีน Ad26.COV2.S ในแอฟริกาใต้รายงานระดับการป้องกันการติดเชื้อ ในระดับปานกลางถึงรุนแรงอยู่ที่ 72% ในสหรัฐ แต่ในแอฟริกาใต้ป้องกันการติดเชื้อได้ 57%

อย่างไรก็ตาม ตามงานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 21 เมษายนใน New England Journal of Medicine วัคซีน COVID-19 แบบฉีดครั้งเดียวของ Johnson & Johnson มีผลกับสายพันธุ์ B.1.351 ที่พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้และสายพันธุ์ P.2 ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในบราซิล โดยในแอฟริกาใต้ซึ่งพบสายพันธุ์ B.1.351 ใน 95% ของผู้ป่วยทั้งหมดพบว่าการฉีดวัคซีนของบริษัทนี้ได้ผล 64% ต่อการติดเชื้อระดับปานกลางถึงรุนแรง และมีประสิทธิผล 82% ในการต่อต้านโควิด -19 ขั้นรุนแรงโดยเริ่มจากการฉีดวัคซีน 28 วันหลังการฉีดวัคซีน

3. Pfizer–BioNTech – เมื่อวันที่ 1 เมษายน จากการอัปเดตเกี่ยวกับการทดลองวัคซีนของแอฟริกาใต้ระบุว่าวัคซีน Pfizer–BioNTech ได้ผล 100% จนถึงขณะนี้ (กล่าวคือไม่พบการติดเชื้อในหมู่ผู้เข้าร่วมที่ได้รับการฉีดวัคซีน) และเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม จดหมายสรุปผลจากกลุ่มศึกษาแห่งชาติกาตาร์เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนโควิด-19 พบว่า Pfizer–BioNTech มีประสิทธิผล 75% ในการต่อต้านการติดเชื้อ และยังไม่มีผู้ป่วยโรครุนแรง

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 10 เมษายน จากการศึกษาของอิสราเอลพบว่ายังพบสายพันธุ์แอฟริกาใต้แม้กระทั่งในคนที่ได้รับวัคซีนทั้งสองโดสของ Pfizer–BioNTech จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟและ Clalit ผู้ให้บริการด้านการแพทย์รายใหญ่ที่สุดของอิสราเอลพบว่าสายพันธุ์แอฟริกาใต้ B.1.351 คิดเป็นประมาณ 1% ของผู้ป่วยโควิด-19 ทั้งหมดจากทุกคนที่เข้าร่วมการศึกษา และพบว่าแผู้ป่วยที่ได้รับวัคซีนสองครั้งมีอัตราความชุกของสายพันธุ์แอฟริกาใต้สูงกว่าผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนถึง 8 เท่า คือ – 5.4% เทียบกับ 0.7%

รายงานของรอยเตอร์ระบุว่ารายงานของอิสราเอลบ่งชี้ให้เห็นว่าวัคซีน Pfizer–BioNTech มีประสิทธิภาพน้อยกว่าเมื่อใช้กับสายพันธุ์ของแอฟริกาใต้เทียบกับโคโรนาไวรัสดั้งเดิมและสายพันธุ์สหราชอาณาจักรซึ่งพบในผู้ป่วยเกือบทั้งหมดในอิสราเอล

4. Moderna – ในเดือนกุมภาพันธ์ Moderna รายงานว่าวัคซีนในปัจจุบันผลิตแอนติบอดีเพียงหนึ่งในหกของแอนติบอดีที่ตอบสนองต่อสายพันธุ์แอฟริกาใต้เมื่อเทียบกับไวรัสดั้งเดิม และมีรายงานว่า Moderna ได้เริ่มการทดลองวัคซีนใหม่เพื่อรับมือกับสายพันธุ์ 501.V2 ของแอฟริกาใต้ ต่อมาในวันที่ 6 พฤษภาคมมีรายงานจาก Moderna กล่าวว่าผลการวิจัยเบื้องต้นพบว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนครั้งที่สามของสูตรเดิมหรือช็อตที่สามซึ่งเป็นส่วนผสมที่ได้รับการแก้ไขซึ่งออกแบบมาเพื่อรับมือสายพันธุ์แอฟริกาใต้ สามารถเพิ่มระดับของแอนติบอดีต่อทั้งสายพันธุ์แอฟริกาใต้และบราซิล

5. CoronaVac (Sinovac) – วัคซีน CoronaVac ของบริษัท Sinovac ยังไม่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในแอฟริกาใต้จนถึงขณะนี้ Sinovac ได้เสนอให้จัดหาวัคซีน 5 ล้านโดสในแอฟริกาใต้

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 10 มีนาคมมีรายงานว่า CoronaVac ที่ร่วมพัฒนาโดย Butantan Institute ของบราซิลและ Sinovac บริษัทยาของจีนที่นำไปใช้ในบราซิลมีประสิทธิภาพในการต่อต้านโคโรนาไวรัสสามสายพันธุ์ที่แพร่กระจายในประเทศ ได้แก่สายพันธุ์อังกฤษ B.1.1.7, สายพันธุ์ B.1.351 ของแอฟริกาใต้ และ B.1.1.28 ของบราซิล

Dimas Covas ผู้บริหารของ Butantan Institute กล่าวว่า “เราต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าวัคซีนสร้างแอนติบอดีต่อสายพันธุ์เหล่านี้หรือไม่ และนั่นคือสิ่งที่เราทำ เราทราบแล้วว่าแอนติบอดีที่ผลิตโดยวัคซีนของ Butantan มีประสิทธิภาพกับสายพันธุ์ของอังกฤษและแอฟริกาใต้”

Photo by PEDRO PARDO / AFP

โอบามากับความลับเรื่อง UFO #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653655

วันที่ 23 พ.ค. 2564 เวลา 15:17 น.

โอบามากับความลับเรื่อง UFO อดีตประธานาธิบดีสหรัฐร่วมแสดงความเห็นเรื่องยานบินลึกลับที่อาจมาจากต่างดาว

1. ช่วงนี้ความสนใจเรื่อง UFO หวนกลับมาอีกครั้งอันเป็นผลมาจากรายการ 60 Minutes ของสถานีโทรทัศน์ CBS เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วเกี่ยวกับการยอมรับของรัฐบาลเรื่องจานบิน ซึ่งทางรายการได้สัมภาษณ์พยานที่น่าเชื่อถือจำนวนหนึ่งรวมถึงอดีตนักบินกองทัพเรือที่กล่าวว่าเขาได้เห็นยานลึกลับที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ “ทุกวันอย่างน้อยสองสามปี”

2. ต่อมาอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามาแห่งสหรัฐกล่าวแบบทีเล่นทีจริงในรายการ “The Late Late Show with James Corden” ของ CBS ว่า “สิ่งที่เป็นเรื่องจริง และผมซีเรียสจริงๆ เลยในตอนนี้ คือมีฟุตเทจและบันทึกเกี่ยวกับวัตถุบนท้องฟ้าซึ่งเราไม่รู้แน่ชัดว่าพวกมันคืออะไร เราอธิบายไม่ได้ว่าพวกมันเคลื่อนไหวอย่างไร วิถีของพวกมัน (เป็นอย่างไร)”

3. โอบมายังบอกว่า “พวกมันไม่มีรูปแบบที่อธิบายได้ง่ายๆ คุณก็รู้ว่าผมคิดว่าผู้คนยังคงพยายามอย่างจริงจังในการตรวจสอบและค้นหาว่ามันคืออะไร แต่ผมไม่มีอะไรจะรายงานให้คุณทราบในวันนี้”

4. คำพูดของโอบามาทำให้เกิดความสนใจเรื่องจานบินในวงกว้างขึ้นมาอีกครั้ง ประจวบเหมาะกับมีกระแสคาดการณ์ว่าหน่วยข่าวกรองของสหรัฐจะส่งรายงาน “ปรากฏการณ์ทางอากาศที่ระบุตัวตนไม่ได้ ” ให้กับสภาคองเกรสในเดือนหน้า แต่เรื่องนี้ต้องเลื่อนออกไปท่ามกลางกระแสความสนใจที่มากขึ้น

5. แม้แต่โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐคนปัจจุบันก็ถุกซักเรื่องนี้ด้วย มีนักข่าวถามไบเดนช่วงใกล้สิ้นสุดการแถลงข่าวร่วมกับประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ของเกาหลีใต้ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันศุกร์ว่า “ประธานาธิบดีโอบามากล่าวว่ามีฟุตเทจและบันทึกของวัตถุบนท้องฟ้าซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถระบุได้ – และเขาบอกว่าเราไม่รู้แน่ชัดว่าคืออะไร คุณคิดอย่างไร?”

6. ไบเดนเพียงแค่ยิ้มและตอบว่า “ผมจะถามเขาอีกครั้ง” ก่อนที่จะขอบคุณทุกคนและจากไปอย่างรวดเร็วโดยที่ขาดูเร่งรีบจนไม่ได้ถอดหูฟังแปลภาษาออกด้วยซ้ำ

7. ย้อนกลับไปสมัยที่โอบามายังดำรงตำแหน่ง (โดยที่ไบเดนเป็นรองประธานาธิบดี) เขายังเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่เอ่ยถึง Area 51 โดยเขาเอ่ยถึงมันในงาน Kennedy Center Honors ประจำปี 2013 โดยเขาพูดแบบติดตลกเหมือนครั้งนี้ว่า “ตอนนี้เมื่อคุณได้เป็นประธานาธิบดีครั้งแรก คำถามหนึ่งที่ผู้คนถามคุณคือเกิดอะไรขึ้นใน Area 51”

8. Area 51 เป็นชื่อที่โด่งดังมากในประวัติศาสตร์การค้นหา UFO เป็นพื้นที่ความลับขั้นสูงของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา (USAF) ซึ่งตั้งอยู่ภายในเขตทดสอบและฝึกอบรมของเนวาดา ฐานนี้ไม่เคยถูกประกาศว่าเป็นฐานลับ แต่การวิจัยและสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดใน Area 51 ถือเป็นข้อมูลลับสุดยอด/ข้อมูลที่ละเอียดอ่อน

9. CIA เพิ่งจะยอมเปิดเผยต่อสาธารณชนเกี่ยวกับการมีอยู่ของฐาน Area 51 เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2013 ตามคำขอให้เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนตามกฎหมาย Freedom of Information Act (FOIA) ที่ยื่นคำร้องในปี 2005 พร้อมกับเปิดเผยประเภทเอกสารที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติและวัตถุประสงค์ของ Area 51 ซึ่งประจวบเหมาะกับที่โอบามาเป็นผู้นำสหรัฐคนแรกเผยถึง Area 51 เป็นคนแรกในปีนั้นเหมือนกัน

10. Area 51 ถูกใช้ทดสอบอากาศยานของกองทัพและยังทดสอบอากศยานของต่างชาติด้วย แต่ด็ถูกตั้งข้อสัวงสัยจากผู้สนใจเรื่องลึกลับและทฤษฎีสมคบคิดว่ามันอาจเป็นฐานที่เก็บและทดสอบจานบินโดยเฉพาะวัตถุลึกลับที่พบที่รอสเวลเมื่อปี 1947 ซึ่งมีผู้เชื่อว่ามันคือ UFO แม้รัฐบาลสหรัฐจะออกมาประกาศว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นบอลลูนเฝ้าตรวจทางทหารของรัฐบาลก็ตาม

11. ในวันที่โอบามาเป็นผู้นำคนแรกที่เอ่ยถึง Area 51 เขายังพูดแซวแขกในงานด้วยว่า “ตอนที่ผมอยากรู้ (เรื่อง Area 51) ผมจะโทรหาเชอร์ลีย์ แมคเลน … ผมคิดว่าผมเพิ่งกลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่พูดถึง Area 51 ต่อสาธารณะ เป็นยังไงบ้างล่ะเชอร์ลีย์?”

12. เชอร์ลีย์ แมคเลน (Shirley MacLaine) ที่โอบามาเอ่ยถึงเป็นนักแสดงหญิงเจ้าของรางวัลออสการ์และเป็นนักเคลื่อนไหวที่ป่าวประกาศว่าเธอเชื่อในเรื่องจานบินและยังเคยเผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาว แมคเลนเอ่ยถึงดรื่แงการเผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาวของเธอในหนังสือ “Sage-ing While Age-ing” ในปี 2007

13. ในระหว่างการสัมภาษณ์กับโอปราห์ วินฟรีย์ในปี 2011 เธอยังเล่าเรื่องราวการพบเห็นยูเอฟโอที่บ้านไร่ของเธอในรัฐนิวเม็กซิโกด้วยเธอเล่าว่า “ฉันเคยเห็นยานแม่ที่นี่และฉันเคยเห็นพวกมันที่ฟาร์มปศุสัตว์ของฉัน มีวันหนึ่งซึ่งโด่งดังมาก เพื่อนของฉันนั่งแช่อยู่ในอ่างน้ำร้อนของฉันที่นั่นและมียูเอฟโอสามลำมาลอยอยู่เหนืออ่างน้ำร้อนประมาณ 10 นาที”

Photo by Martin BUREAU / AFP

ผู้สร้าง Ethereum ชี้กำลังเกิดฟองสบู่ในตลาดคริปโต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653641

วันที่ 23 พ.ค. 2564 เวลา 13:17 น.

ผู้สร้าง Ethereum ชี้กำลังเกิดฟองสบู่ในตลาดคริปโตเขาไม่ใช่คนเดียวที่มองเห็นสัญญาณอันตรายนี้ ความผันผวนขึ้นๆ ลงๆ ที่เกิดกับ Bitcoin ช่วงสัปดาห์นี้เป็นสิ่งบอกถึงความเปราะบางในตลาดคริปโตได้เป็นอย่างดี

วิตาลิก บูเทอริน (Vitalik Buterin) วัย 27 ปีผู้ร่วมสร้างสกุลเงินคริปโตเคอรเรนซี่มที่ใหญ่เป็นอันดับสอง คือ Ethereum ให้สัมภาษณ์เอ็กซ์คลูซีฟกับสำนักข่าว CNN Business ว่าคริปโตกำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่

อย่างไรก็ตามเขาเน้นว่า “ยากที่จะคาดเดาได้” ว่าเมื่อไรที่ฟองสบู่จะแตก เขาบอกว่า “มันอาจจะจบลงไปแล้ว มันอาจจะสิ้นสุดลงหลายเดือนนับจากนี้” และเขาบอกว่าที่ผ่านมามีฟองสบู่คริปโตขนาดใหญ่อย่างน้อยสามครั้งแล้ว

บูเทอริน ยอมรับว่าตลาดคริปโตมีแนวโน้มที่จะ “เสี่ยง” ต่อเหตุการณ์รบก่อกวนก่อนที่มันจะสามารถ “สร้างระบบภูมิคุ้มกันเมื่อเวลาผ่านไป” และชี้ถึงตัวแปรสำคัญในตลาดนี้คืออีลอน มัสก์ (Elon Musk)

“การทวีตของอีลอน มัสก์ เป็นสิ่งที่วงการคริปโตเพิ่งจะเจอเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วและปีนี้ ผมคิดว่ามันสมเหตุสมผลที่จะคาดหวังความบ้าคลั่ง แต่ผมคิดว่าตลาดจะเรียนรู้อีลอนจะไม่มีอิทธิพลเช่นนี้ตลอดไป” บูเทอริน กล่าว

ในส่วนของการแทรกแซงโดยรัฐบาลตางๆ ที่เล้งเป้าหมายจะ “ควบคุม” คริปโต บูเทอรินกล่าวว่า แม้ว่าเทคโนโลยีบล็อคเชนจะเป็นกระจายอำนาจและ “รัฐบาลไม่สามารถกำจัดมันได้อย่างสมบูรณ์” แต่รัฐบาลสามารถปิดกั้นหรือจำกัดการเข้าถึงได้ ดังนั้นผู้ลงทุนควรจะฟังภาครัฐและชี้แจงความกังวลของภาครัฐ และชี้ว่ามันมีความเสี่ยงที่คริปและภาครัฐจะเผชิญหน้ากันโดยไม่จำเป็น

Photo – @VitalikButerin • twitter

จีนอากาศวิปริตคร่าชีวิตนักวิ่งอัลตร้ามาราธอนดับ 21 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653630

วันที่ 23 พ.ค. 2564 เวลา 11:17 น.

จีนอากาศวิปริตคร่าชีวิตนักวิ่งอัลตร้ามาราธอนดับ 21 นักวิ่ง 21 คนเสียชีวิตเนื่องจากสภาพอากาศที่รุนแรงแบบไม่คาดฟันระหว่างการแข่งขันอุลตร้ามาราทอนของจีน

สื่อของรัฐบางจีนรายงานเมื่อวันอาทิตย์ว่ามีผู้เสียชีวิต 21 คนหลังจากลูกเห็บ, ฝนเยือกแข็งและลมแรงปะทะขบวนนักวิ่งที่เข้าร่วมการแข่งขันวิ่งวิบากข้ามภูเขาแบบครอส-คันทรี่ระยะทาง 100 กิโลเมตรในมณฑลกานซู่ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้สภาพอากาศแจ่มใสไร้วี่แววความแปรปรวน

นักวิ่งคนหนึ่งที่หายสาบสูญไปเมื่อเวลา 09.30 น. แต่ “สูญเสียสัญญาณชีพไปแล้ว” ผู้ประกาศข่าว CCTV ของรัฐรายงานโดยอ้างจากสำนักงานใหญ่ของหน่วยบัญชาการกู้ภัยในพื้นที่

“รายงานชี้ให้เห็นว่าจากเหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 21 ราย” CCTV กล่าว ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ของเมืองได้ยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิต 20 รายและมีผู้สูญหายอีก 1 คนในการบรรยายสรุปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่ของเมืองกล่าวว่าสภาพอากาศที่รุนแรงส่งผลกระทบต่อส่วนความสูงระดับสูงของการแข่งขันที่จัดขึ้นในป่าหินแม่น้ำเหลืองใกล้เมืองไป๋อิ๋นทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลกานซู่ในบ่ายวันเสาร์เจ้าหน้าที่ของเมืองกล่าว

เมื่อวันเสาร์ จาง ซวีเฉินนายกเทศมนตรีเมืองไป๋อิ๋นกล่าวว่าในเวลาประมาณเที่ยงวันว่าช่วงหนึ่งของการแข่งขันอัลตร้ามาราธอนระหว่างกิโลเมตรที่ 20 ถึง 31 – “ได้รับผลกระทบอย่างกะทันหันจากสภาพอากาศที่เลวร้าย”

เขาบอกว่า “ในช่วงเวลาสั้นๆ จู่ๆ ก็มีลูกเห็บและฝนน้ำแข็งตกลงมาในพื้นที่และมีลมแรงอุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว

ไม่นานหลังจากได้รับข้อความขอความช่วยเหลือจากผู้เข้าร่วมบางคน ผู้จัดงานวิ่งมาราธอนได้ส่งทีมกู้ภัยที่สามารถช่วยชีวิตผู้เข้าร่วมได้ 18 คนจาก 172 คน

เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. สภาพอากาศเลวร้ายลงและการแข่งขันถูกยกเลิกทันทีเนื่องจากทางการท้องถิ่นส่งหน่วยกู้ภัยมาช่วยเหลือเพิ่มเติมจางกล่าวและเสริมว่าทางการจังหวัดจะตรวจสอบสาเหตุต่อไป

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่านักวิ่งบางคนได้รับความทุกข์ทรมานจากภาวะอุณหภูมิต่ำเนื่องจากสภาพอากาศ ก่อนหน้านี้ว่ามีผู้ได้รับการรักษาอาการบาดเจ็บเล็กน้อยในโรงพยาบาล 8 คนและมีอาการคงที่แล้ว

ภาพวิดีโอที่ออกอากาศทางสื่อของรัฐแสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยฉุกเฉินอยู่ในอาการเหนื่อยล้าขณะที่ต้องถือไฟฉายพร้อมกับปีนผ่านภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยหินในตอนกลางคืน ซินหัวรายงานว่าอุณหภูมิในพื้นที่ภูเขาลดลงอีกในชั่วข้ามคืน ทำให้การค้นหาและช่วยเหลือ “ยากขึ้น”

ตามรายงานของ China Daily ป่าหินแม่น้ำเหลืองมีชื่อเสียงในด้านทิวทัศน์ภูเขาที่ขรุขระซึ่งมีหินงอกหินย้อยและเสาหินสวยงามและถูกใช้เป็นสถานที่ในรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์ของจีนหลายเรื่อง เชื่อกันว่าการก่อตัวของหินมีอายุสี่พันล้านปี

มาราธอนและกีฬาผาดโผนได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ชนชั้นกลางของจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามการวิ่งมาราธอนของจีนมักได้รับผลกระทบจากเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการโกง ในปี 2018 นักวิ่งมากกว่า 250 คนถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขันฮาล์ฟมาราธอนที่เซินเจิ้นหลังจากพบว่าพวกเขาใช้ทางลัดหรือโกรงด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง

ครูเมียนมากว่า 125,000 คนถูกพักงานเพราะต่อต้านการรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653627

วันที่ 23 พ.ค. 2564 เวลา 10:50 น.

ครูเมียนมากว่า 125,000 คนถูกพักงานเพราะต่อต้านการรัฐประหารกองทัพหันมาสวนกลับการทำอารยะขัดขืนของข้าราชการภาคส่วนต่างๆ เป้าหมายล่าสุดคือจัดการกับบุคลากรด้านการศึกษา

รอยเตอร์รายงานว่าครูโรงเรียนมากกว่า 125,000 คนในเมียนมาถูกทางการทหารสั่งพักงานเนื่องจากเข้าร่วมขบวนการอารยะขัดขืนเพื่อต่อต้านการรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่ของสหพันธ์ครูเมียนมาร์กล่าว

การหยุดพักชั่วคราวมีขึ้นก่อนเปิดปีการศึกษาใหม่หลายวันซึ่งครูและผู้ปกครองบางคนร่วมกันคว่ำบาตรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์อารยะขัดขืนที่ทำให้ประเทศเป็นอัมพาตนับตั้งแต่การรัฐประหาร

เจ้าหน้าที่ของสหพันธ์ครูกล่าวซึ่งปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อเพราะกลัวการตอบโต้จากรัฐระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ของสมาพันธ์ครูจำนวน 125,900 คนถูกสั่งพักงานเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่วนเจ้าหน้าที่ที่เผยเรื่องนี้ก็มีชื่ออยู่ในบัญชีผู้ที่รัฐบาลทหารต้องการตัวเช่นกันในข้อหายุยงให้เกิดความบาดหมาง

ทั้งนี้ เมียนมามีครูในโรงเรียน 430,000 คนตามข้อมูลล่าสุดจาก 2 ปีที่แล้ว

“สิ่งทีเกิดขึ้นเป็นเพียงคำพูดเพื่อขู่ให้ผู้คนกลับมาทำงาน หากพวกเขาไล่คนจำนวนมากนี้จริงๆ ระบบทั้งหมดก็จะหยุดชะงัก” เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นอาจารย์กล่าว และเขาบอกว่าเขาได้รับแจ้งว่าข้อหาที่เขาเผชิญจะถูกยกเลิกหากเขากลับมาทำงาน

สำนักข่าวรอยเตอร์ไม่สามารถติดต่อโฆษกรัฐบาลทหารหรือกระทรวงศึกษาธิการเพื่อขอความคิดเห็นได้ หนังสือพิมพ์ Global New Light of Myanmar ที่ดำเนินการโดยรัฐได้เรียกร้องให้ครูและนักเรียนกลับไปที่โรงเรียนเพื่อเริ่มต้นระบบการศึกษาอีกครั้ง

การหยุดชะงักในโรงเรียนสอดคล้องกับการหยุดชะงักใตภาคสาธารณสุขและภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนนับตั้งแต่ประเทศเมียนมาตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายจากการรัฐประหารและการจับกุมอองซานซูจีผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง

ตามรายงานของกลุ่มอาจารย์มีอาจารย์มหาวิทยาลัยประมาณ 19,500 คนถูกพักงานเช่นกัน

การลงทะเบียนเข้าเรียนจะเริ่มในสัปดาห์หน้าสำหรับภาคเรียนที่จะเริ่มในเดือนมิถุนายน แต่ผู้ปกครองบางคนกล่าวว่าพวกเขาวางแผนที่จะให้บุตรหลานอยุ่กับบ้านไปก่อน

“ฉันจะไม่ลงทะเบียนให้ลูกสาวของฉันเพราะฉันไม่ต้องการให้การปกครองแบบเผด็จการทหารให้การศึกษากับลุกของฉัน ฉันยังกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของลูกด้วย” มยินต์วัย 42 ปีซึ่งมีลูกสาวอายุ 14 ปีกล่าว

นักเรียนซึ่งเป็นแนวหน้าของการประท้วงประจำวันซึ่งมีผู้คนหลายร้อยคนถูกสังหารโดยกองกำลังความมั่นคงกล่าวว่าพวกเขาวางแผนที่จะคว่ำบาตรชั้นเรียนด้วย

“ผมจะกลับไปโรงเรียนก็ต่อเมื่อเราได้ประชาธิปไตยกลับคืนมา” ลวินอายุ 18 ปีกล่าว

ระบบการศึกษาของเมียนมาเป็นระบบการศึกษาที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคและติดอันดับ 92 จาก 93 ประเทศในการสำรวจทั่วโลกเมื่อปีที่แล้ว

แม้จะอยู่ภายใต้การนำของซูจีซึ่งมีการสนับสนุนด้านการศึกษา แต่งบประมาณด้านนี้ก็ต่ำกว่า 2% ของจีดีพีถือเป็นหนึ่งในอัตราที่ต่ำที่สุดในโลกตามตัวเลขของธนาคารโลก

รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติที่ตั้งขึ้นโดยฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาลทหารกล่าวว่าจะทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อสนับสนุนครูและนักเรียนโดยเรียกร้องให้ผู้บริจาคจากต่างประเทศยุติการให้เงินทุนแก่กระทรวงการศึกษาที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลโดยรัฐบาลทหาร

“เราจะทำงานร่วมกับนักการศึกษาของเมียนมาที่ปฏิเสธที่จะสนับสนุนทหารที่โหดร้าย” ดร. ซาซา โฆษกของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติกล่าวในอีเมลถึงรอยเตอร์ “ครูผู้ยิ่งใหญ่และครูผู้กล้าเหล่านี้จะไม่มีวันถูกทิ้ง”

Photo by Handout / FACEBOOK / AFP

Pfizer เตรียมบริจาควัคซีน 2,000 ล้านโดสให้ประเทศยากจน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653595

วันที่ 22 พ.ค. 2564 เวลา 18:00 น.

Pfizer เตรียมบริจาควัคซีน 2,000 ล้านโดสให้ประเทศยากจนModerna กับ Johnson&Johnson ร่วมบริจาคด้วยรวม 300,000 โดส

อัลเบิร์ต บัวร์ลา (Albert Bourla) ซีอีโอ Pfizer ประกาศในการประชุมสุขภาพโลกว่าด้วยความไม่เท่าเทียมกันในการกระจายวัคซีนผ่านวิดีโอว่า Pfizer-BioNTech ซึ่งเป็นบริษัทร่วมจากสหรัฐและเยอรมนีจะบริจาควัคซีน Covid-19 ให้ประเทศรายได้ปานกลางและประเทศยากจน 2,000 ล้านโดส เพื่อลดช่องว่างของวัคซีนระหว่างประเทศร่ำรวยและประเทศยากจน

วัคซีน 1,000 ล้านโดสแรกของ Pfizer-BioNTech จะส่งมอบภายในปีนี้ และอีก 1,000 ล้านโดสที่เหลือจะส่งมอบในปี 2022

ขณะที่ Moderna และ Johnson & Johnson ประกาศจะบริจาค 200,000 และ 100,000 โดสตามลำดับ ส่วนสหภาพยุโรปจะบริจาคอย่างน้อย 100 ล้านโดส

นายกรัฐมนตรี มาริโอ ดรากี ของอิตาลีซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในกรุงโรม ชื่นชมการบริจาคดังกล่าวว่า “มีความหมายและ (เป็นจำนวนที่) น่าทึ่ง”

ในการกล่าวเปิดการประชุมนายกรัฐมนตรีดรากีเผยว่า ในจำนวนวัคซีนเกือบ 1,500 ล้านโดสที่ฉีดไปแล้วใน 180 ประเทศทั่วโลก มีเพียง 0.3% เท่านั้นที่ถูกส่งไปถึงประเทศยากจน ขณะที่ 85% เป็นของประเทศร่ำรวยที่สุดในโลก

นับตั้งแต่ Covid-19 ระบาด เทดรอส อัดฮานอม กรีเบเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก เตือนเรื่องวัคซีนชาตินิยม หรือภาวะที่ประเทศร่ำรวยกักตุนวัคซีนในขณะที่ประเทศยากจนขาดแคลนวัคซีนมาตลอด และยังย้ำว่าโรคระบาดจะไม่หมดไปจนกว่าทุกประเทศจะจะได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว

Photo by JOHN THYS / POOL / AFP

ศพเหยื่อโควิดถูกฝนชะโผล่เกลื่อนฝั่งแม่น้ำคงคา (ภาพชุด) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653598

วันที่ 22 พ.ค. 2564 เวลา 17:00 น.

ศพเหยื่อโควิดถูกฝนชะโผล่เกลื่อนฝั่งแม่น้ำคงคา (ภาพชุด)พายุฝนที่กระหน่ำอินเดียทำให้ร่างผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 ที่ฝังไว้ถูกชะจนโผล่ขึ้นมา

ภาพวิดีโอที่บันทึกจากโดรน เผยให้เห็นศพชาวอินเดียที่เสียชีวิตจาก Covid-19 ถูกนำมาฝังไว้บริเวณริมฝั่งแม่น้ำคงคา ในเมืองอิลลาฮาบัด รัฐอุตตรประเทศ เป็นจำนวนมาก เนื่องจากไม่มีที่ให้ประกอบพิธีฌาปนกิจ เมื่อฝนตกพัดทรายออกไป ศพที่ฝังไว้ตื้นๆ ก็โผล่ขึ้นมาให้เห็นอย่างชัดเจน

Photo by SANJAY KANOJIA / AFP,REUTERS/Ritesh Shukla

Moderna เล็งผลิตวัคซีน Covid-19 ในญี่ปุ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653594

วันที่ 22 พ.ค. 2564 เวลา 16:00 น.

Moderna เล็งผลิตวัคซีน Covid-19 ในญี่ปุ่นซีอีโอโมเดอร์นากำลังเจรจากับหุ้นส่วนเล็งผลิตวัคซีนต้าน Covid-19 ในญี่ปุ่นเพราะมีศักยภาพ

Nikkei Asia รายงานว่า สตีเฟน บ็องเซล (Stephane Bancel) ซีอีโอของบริษัท Moderna (โมเดอร์นา) ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า บริษัทกำลังพิจารณาผลิตวัคซีนต้าน Covid-19 ในญี่ปุ่น “เรากำลังเจรจากับหลายประเทศในเอเชีย รวมทั้งญี่ปุ่น”

ข่าวนี้มีขึ้นไม่นานหลังจากกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นอนุมัติการผลิตและจำหน่ายวัคซีนที่พัฒนาโดย Moderna และ AstraZenea (แอสตราเซเนกา) อย่างเป็นทางการเมื่อวันศุกร์ (21 พ.ค.)

บ็องเซลเผยว่า การหารือนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น แต่ Moderna อยู่ระหว่างเจรจากับบริษัทหลายแห่งในญี่ปุ่น และกล่าวอีกว่า Moderna สนใจขยายธุรกิจและการผลิตในเอเชีย โดย Moderna สนใจญี่ปุ่นเพราะเป็นประเทศที่แรงงานมีคุณภาพสูงและมีประสิทธิภาพในการวิจัย

สำหรับการผลิตในญี่ปุ่น เป็นไปได้ที่ Moderna อาจขอสัญญาการผลิตหรือให้ใบอนุญาตกับบริษัทในญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเริ่มนำเข้าวัคซีนต้าน Covid-19 ของ Moderna ที่ผลิตในยุโรปแล้ว และคาดว่าจะนำมาใช้ในศูนย์ฉีดวัคซีนขนาดใหญ่ที่กรุงโตเกียวและเมืองโอซากา โดยดำเนินการโดยกองกำลังป้องกันตนเองซึ่งจะเปิดในสัปดาห์หน้า รวมทั้งใช้ในศูนย์ฉีดวัคซีนตามจังหวัดและเมืองต่างๆ

รัฐบาลญี่ปุ่นทำสัญญาซื้อขายวัคซีนกับ Moderna และคาดว่าจะได้รับวัคซีน 50 ล้านโดสในเดือน ก.ย. ด้านบ็องเซลเผยว่า ทางบริษัทกำลังเจรจากับรัฐบาลญี่ปุ่นเกี่ยวกับการจัดซื้อวัคซีนเพิ่มเติมสำหรับปีหน้า “หากรัฐบาลต้องการ 50 ล้านโดส (สำหรับปี 2022) เราก็จัดหาให้ได้”

ขณะนี้ Moderna กำลังเร่งการผลิตวัคซีนต้าน Covid-19 โดยเมื่อปลายเดือนที่แล้ว บริษัทเพิ่มแนวโน้มการผลิตสำหรับปี 2022 เป็น 3,000 ล้านโดส มากกว่าจำนวนที่คาดว่าจะผลิตในปีนี้ถึง 3 เท่า

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration