สถานทูตไทยในอิสราเอลแสดงความเสียใจครอบครัวผู้เสียชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653266

วันที่ 19 พ.ค. 2564 เวลา 13:00 น.

สถานทูตไทยในอิสราเอลแสดงความเสียใจครอบครัวผู้เสียชีวิตสถานทูตย้ำคนไทยในอิสราเอลติดตามข่าวสาร ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด พร้อมแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟประกาศเมื่อวันที่ 18 พ.ค. เรื่อง แรงงานไทยเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล

ระบุว่า ตามที่เกิดเหตุการณ์โจมตีจากพื้นที่ฉนวนกาซา เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 พ.ค.2564 ส่งผลให้แรงงานไทยในอิสราเอล ซึ่งพักอาศัยที่นิคมเกษตรกรรม Ohad ใกล้พื้นที่ฉนวนกาซา เสียชีวิตจำนวน 2 คน และได้รับบาดเจ็บจำนวน8 คนนั้น

สถานเอกอัครราชทูตฯ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ และครอบครัวผู้ได้รับบาดเจ็บ

ในการนี้สถานเอกอัครราชทูตฯ ขอย้ำให้พี่น้องชาวไทยในอิสราเอลทุกท่านติดตามข้อมูล ข่าวสาร ปฏิบัติตามมาตรการของทางการอิสราเอลอย่างเคร่งครัด และเมื่อมีเสียงไซเรนเตือนภัย ขอให้ทุกท่านรีบเข้าหลบภัยในสถานที่หลบภัยโดยเร็ว

ในกรณีฉุกเฉินและต้องการความช่วยเหลือ ติดต่อสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ที่ 054-636-8150 หรือ inbox ข้อความมาที่เฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูตฯ “Royal Thai Embassy, Tel Aviv” หรือ “ทุกเรื่องเมืองยิว”

Photo by MAHMUD HAMS / AFP

ยอดขายซูเปอร์ยอชต์กระฉูดเพราะคนรวยอยากหนีโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653243

วันที่ 19 พ.ค. 2564 เวลา 11:20 น.

ยอดขายซูเปอร์ยอชต์กระฉูดเพราะคนรวยอยากหนีโควิดคนรวยแห่ซื้อซูเปอร์ยอชต์ไว้หลบมาตรการล็อกดาวน์ Covid-19 และข้อจำกัดด้านการเดินทาง

สำนักพิมพ์ Boat International เจ้าของนิตยสารไลฟ์สไตล์หรูหราเผยว่า ปีนี้บรรดามหาเศรษฐีควักกระเป๋าซื้อซูเปอร์ยอชต์แล้วกว่า 1,000 ล้านปอนด์ หรือ 44,614.80 ล้านบาท เนื่องจากต้องการหลีกหนีมาตรการล็อกดาวน์และจำกัดการเดินทางเพื่อสกัด Covid-19

ความต้องการซื้อเรือยอชต์ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนของปีที่แล้วที่เพิ่มขึ้นนี้จะทำให้ปีนี้เป็นปีที่มีการซื้อขายเรือยอชต์มือสองมากที่สุด

นิยามของซูเปอร์ยอชต์ของ Boat International คือเรือที่มีความยาวเกิน 24 เมตรและมักจะต้องมีลูกเรือประจำเรือ

สจ๊วต แคมป์เบลล์ บรรณาธิการ Boat International เผยว่า ราคาซูเปอร์ยอชต์ลำเล็กมือสองอยู่ที่ราว 860,000-4.3 ล้านปอนด์ หรือ 38,373,604-191,868,021 บาท และมีค่าบริการของลูกเรือปีละประมาณ 172,392 ปอนด์ หรือ 7,691,914บาท รวมทั้งค่าท่าจอดเรือและค่าน้ำมันเชื้อเพลิง

“ยอดขายที่เพิ่มขึ้นเกิดจากความต้องการของบรรดามหาเศรษฐีที่ต้องการหลีกหนีจากมาตรการจำกัดการเดินทางและล็อกดาวน์ด้วยการซื้อเรือยอชต์ เพราะโรคระบาดทำให้การนั่งเครื่องบินเจ็ตไปเมดิเตอร์เรเนียนของคนรวยยากขึ้น” แคมป์เบลล์เผย

แคมป์เบลล์เผยอีกว่า กว่า 50% ของซูเปอร์ยอชต์ที่ขายได้อยู่ในสหรัฐ

อิสราเอล-ฮามาสไม่หยุดยิงหลังสังเวยชีวิต 2 แรงงานไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653235

วันที่ 19 พ.ค. 2564 เวลา 10:40 น.

อิสราเอล-ฮามาสไม่หยุดยิงหลังสังเวยชีวิต 2 แรงงานไทยอิราเอลและกลุ่มฮามาสปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิง ขณะแรงงานไทย 2 รายเสียชีวิต

การสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือดแม้ว่าสหประชาชาติและนานาประเทศจะพยายามเรียกร้องให้หยุดยิงโดยเมื่อคืนวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลแถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติว่าการสู้รบครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายครั้งใหญ่ให้แก่กลุ่มฮามาส และจะยังคงดำเนินต่อไปเท่าที่จำเป็น

ขณะที่เมื่อคืนที่ผ่านมามีรายงานว่าแรงงานเกษตรชาวไทยในเมืองเอชคอล ประเทศอิสราเอลซึ่งอยู่ห่างจากฉนวนกาซาประมาณ 14 กิโลเมตรได้รับแรงระเบิดเสียชีวิต 2 รายและบาดเจ็บอีก 8 ราย

อิสราเอลรายงานผู้เสียชีวิตในประเทศสืบจากการสู้รบครั้งนี้อย่างน้อย 11 รายรวมถึงแรงงานชาวไทย 2 รายและแรงงานอินเดีย 1 ราย โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 300 ราย

ด้านกระทรวงสาธารณสุขปาเลสไตน์รายงานว่าเหตุปะทะครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซาอย่างน้อย 217 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 1,500 ราย ขณะที่มีชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์เสียชีวิตอย่างน้อย 26 ราย

ทั้งนี้ แม้จะมีข้อเสนอหยุดยิงของสหประชาชาติและนานาประเทศไม่ว่าจะเป็นอียิปต์ กาตาร์ ฝรั่งเศส ตลอดจนสหรัฐอเมริกา แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงปฏิเสธ

WATCH: Prime Minister Benjamin Netanyahu’s remarks, following an assessment of the situation at IDF Southern Command headquarters and a tour of the Hatzerim Air Force Base. pic.twitter.com/G7ne1xlDnq— PM of Israel (@IsraeliPM) May 18, 2021

Photo by Mahmud Hams / AFP

Crypto กำลังตามรอยฟองสบู่ Dot-com หรือเปล่า? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653176

วันที่ 18 พ.ค. 2564 เวลา 21:48 น.

Crypto กำลังตามรอยฟองสบู่ Dot-com หรือเปล่า?มีบางอย่างที่คล้ายกันเกี่ยวกับความบ้าคลั่งคริปโตในเวลานี้กับความบ้าคลั่งธุรกิจดอตคอมเมื่อช่วงเปลี่ยนสหัสวรรษ

Background – ในช่วงต้นปี 2020 ราคาของ Bitcoin เพิ่มขึ้นอีกครั้งโดยพุ่งขึ้นมากกว่า 700% ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 และพุ่งขึ้นเหนือระดับ 40,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในวันที่ 7 มกราคม เมื่อวันที่ 11 มกราคมหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของสหราชอาณาจักร (FCA) เตือนนักลงทุนเกี่ยวกับการให้กู้ยืมหรือการลงทุนในสินทรัพย์เข้ารหัสลับว่าพวกเขาควรเตรียมพร้อมที่จะ “เสียเงินทั้งหมด”

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ Bitcoin ถึง 50,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 13 มีนาคม Bitcoin ทะลุ 61,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรก หลังจากการปรับฐานเล็กน้อยในเดือนกุมภาพันธ์ Bitcoin ดิ่งลงจากจุดสูงสุดเหนือ 64,000 ดอลลาร์ในวันที่ 14 เมษายนสู่ระดับต่ำกว่า 49,000 ดอลลาร์ในวันที่ 23 เมษายนดิ่งลงถึง 23% ในเวลาน้อยกว่า 10 วันซึ่งลดลงต่ำกว่าช่วงการซื้อขายที่ต่ำที่สุดในเดือนมีนาคมและมูลค่าหายไปครึ่งล้านล้านดอลลาร์จากมูลค่าตลาดรวมของคริปโตทั้งหมด

1. ฟองสบู่ดอทคอม (Dot-com bubble หรือฟองสบู่อินเทอร์เน็ต) เป็นฟองสบู่ในตลาดหุ้นที่เกิดจากการเก็งกำไรของบริษัท ที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตมากเกินไปในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งช่วงเวลาที่อินเทอร์เน็ตมีการเติบโตอย่างมากและเป็นช่วงแรกที่มีการใช้อินเทอร์เน็ตแบบมหาชน

2. ระหว่างปี 1990 ถึง 1997 เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนในสหรัฐอเมริกาที่เป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นจาก 15% เป็น 35% คอมพิวเตอร์กลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต รวมถึงการเข้ามายุคแรกของอินเทอร์เน็ตและเสิร์ชเอ็นจินทำให้เกิดการเปลี่ยนไปสู่ยุคสารสนเทศ (Information Age) ซึ่งเศรษฐกิจใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาขับเคลื่อน

3. มีบริษัทสายอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นมากมาย บางบริษัทเราอาจจะคาดไม่ถึงว่าในเวลานั้นมีเทคโนโลยีแบบนีแล้วหรือ เช่น บริษัทออนไลน์ช็อปปิ้งที่ตอนนี้บูมมาก แต่มันเคยบูมมาแล้วในช่วงทศวรรษที่ 90 เช่น Pets.com, Webvan, และ Boo.com หุ้่นของบริษัทพวกนี้ โดยเฉพ่ะที่มีคำว่า ดอตคอม (.com) ตามหลังได้รับความนิยมมาก

4. ระหว่างปี 1995 ถึงจุดสูงสุดในเดือนมีนาคมปี 2000 ดัชนีตลาดหุ้นแนสแด็กคอมโพสิตเพิ่มขึ้น 400% ในปี 2542 หุ้นของ Qualcomm ยักษ์ใหญ่ด้านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2,619% ยังมีหุ้นขนาดใหญ่อื่นๆ อีก 12 หุ้นที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000% และหุ้นขนาดใหญ่อีก 7 หุ้นที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า 900%

5. การใช้จ่ายเงินเพื่อลงทุนและเงินที่ได้มาจากการลงทุนเป็นไปอย่างบ้าคลั่ง บริษัทกระตุ้นเร้าให้คนมาลงทุน สื่อก็โหนกระแสรายงานข่าวการลงทุนแบบครึกโครม ภาพความหรูหราฟุ้งเฟ้อของพนักงานบริษัทดอตคอมเป็นภาพที่เห็นได้ทั่วไป

6. ตอนนี้เรากลับมาดูที่สาเหตุที่ทำให้ดอตคอมมบูม ไม่ใช่แค่มันเป็นอนาคตอันสวยสดอย่างใหม่แต่เพราะมันมีพลังของเงินตราจากการกระตุ้นเศรษฐกิจและดอกเบี้ยที่ต่ำติดดินอยู่เบื้องหลังด้วย ในจุดนี้ดอตคอมจึงคล่ายกับกระแสคริปโตเคอร์เรนซี่ คริปโตเป็นสิ่งที่นักลงทุนมองว่าเป็นอนาคต เป็น “New Economy” ซึ่งเหมือนกับธุรกิจดอตคอมเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว

7. ดอตคอมยังเหมือนคริปโตตอนนี้ตรงที่ในช่วงปลายทศวรรษที่้ 90 อัตราดอกเบี้ยลดต่ำลงมาก มีการผ่านกฎหมายการสงเคราะห์ผู้เสียภาษีปี 1997 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้ผู้คนเต็มใจที่จะลงทุนเพื่อเก็งกำไรมากขึ้นเพราะมีเงินในมือมากขึ้น เหมือนกับตอนนี้ที่รัฐบาลสหรัฐจ่ายเงินกระตุ้นเศรษฐกิจแต่เงินกระตุ้นจำนวนไม่น้อยไหลไปลงทุนคริปโต

8. อลัน กรีนสแปน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐในเวลานั้นรู้ดีว่ามันจะจบอย่างไร เขาเตือนถึง”ความฟุ่งเฟื่องที่ไร้เหตุผล” (Irrational exuberance) ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดพังพินาศ ในเดือนมกราคมปี 1999 เขาให้การต่อสภาคองเกรสโดยเตือนว่า “พฤติกรรมล่าสุดของผลกำไรยังเน้นย้ำถึงลักษณะที่ผิดปกติของการดีดตัวขึ้นของราคาตราสารทุนและความเป็นไปได้ที่ผลการดำเนินงานล่าสุดของตลาดตราสารทุนจะมีปัญหาในการทำให้ยั่งยืนต่อไปได้”

9. แล้วมันก็เป็นไปตามคำเตือนจริงๆ เหมือนกับการเก็งกำไรชนิดอื่นๆ หุ้นดอตคอมมีความเปราะบางอ่อนไหวกับสถานการณ์ง่ายเหลือเชื่อ ทั้งๆ มันดูเหมือนจะมีอนาคต เป็นยุคทองยุคใหม่ และการปฏิวัติทางเทคโนโลยี แต่หุ้นดอตคอมกลับล้มเอาง่ายๆ เพราะข่าวการประกาศขึ้นดอกเบี้ยของกรีนสแปน

10. กรีนสแปนที่เตือนนักเตือนหนาเรื่องตลาดไม่ยั่งยืนกลับมีส่วนทำให้มันสั่นคลอนในเดือนกุมภาพันธ์ 2000 เมื่อเขาประกาศแผนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างจริงจัง ทำให้เกิดความผันผวนของตลาดหุ้นอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากนักวิเคราะห์ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นดอกเบี้ย และบริษัทเทคโนโลยีอาจจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น

11. แต่กรีสแปนและเฟดไม่มีทางเลือกหลังจากดดอกเบี้ยมานานก็ถึงเวลาแล้วที่จะต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจเพื่อให้มันชะลอตัวลงแบบที่ควบคุมได้ หรือ Soft landing แต่พอถึงเดือนมีนาคมฟองสบู่ก็เริ่มสั่นคลอนอีกเพราะเศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะถดถอย นักลงทุนเริ่มหันหลังให้หุ้นดอตคอมไปหาหุ้นอื่นๆ ที่ผลตอบแทนต่ำกว่าแต่มั่นคงกว่า

12. หลังจากนั้นบริษัทดอตคอมทั้งหลายก็ซวนเซกันไปตามๆ กัน เช่น Microsoft ถูกฟ้องร้องคดีผูกขาดตลาดทำให้หุ้นตกพรวด หลังจากนั้นดอตคอมก็เสื่อมฤทธิ์เดชอย่างรวดเร็วจนมาถึงจุดล่มสลายที่สำคัญคือการปิดตัวลงของ Pets.com ธุรกิจออนไลน์ช็อปปิ้งที่ถูกปั่นกระแสกันมาก จนอยู่ในตลาดได้แค่ 9 เดือนก็ไปไม่รอดในเดือนพฤศจิกายน 2000

13. ถึงช่วงปลายปี หุ้นอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่มีมูลค่าลดลงถึง 75% จากระดับสูงสุด มูลค่าหายไปถึง 1.755 ล้านล้านดอลลาร์ ภาวะฟองสบู่แตกจะลากยาวไปถึงปี 2002 เมื่อถึงตอนนั้นหุ้นดอตคอมสูญเสียมูลค่าตลาด 5 ล้านล้านดอลลาร์นับตั้งแต่จุดสูงสุด และ ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2002 ดัชนี NASDAQ-100 ลดลงเหลือ 1,114 จุด ลดลง 78% จากจุดสูงสุดช่วงฟองสบู่

14. เหตุและปัจจัยของฟองสบู่ดอตคอมดูเหมือนจะต่างจากกระแสคริปโตในเวลานี้อย่างมาก หากดูแค่เป้าหมายการลงทุนคงจะต่างกัน แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดฟองสบู่เหมือนกันตรงที่ตอนนี้อัตราดอกเบี้ยต่ำและมีเงินกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการลดหย่อนภาษีที่รัฐบาล (สหรัฐ) ช่วยเหลือประชาชนช่วงการระบาดใหญ่ เงินจำนวนนี้ไม่น้อยถูกนำไปลงทุนคริปโต

15. ผู้ว่าการธนาคารกลางและแถลงการณ์ของธนาคารกลางยังเตือนการลงทุนในคริปโตว่าเป็นการเก็งกำไรล้วนๆ เช่น เจอโรม พาวเวล แห่งเฟดที่บอกว่ามันคือเครืองมือของการเก็งกำไร (Vehicles for Speculation) และในแง่ของสถานะการเป็รเงินเงินตราพวกมันยัง “ไม่มีประโยชน์จริงๆ ในแง่ของการรักษาคุณค่า” (not really useful stores of value) ไม่มีใครใช้มันจริงๆ เหมือนเงินดอลลาร์

16. พาวเวลไม่ได้บอกตรงๆ ว่ามันกำลังจะกลายเป็นฟองสบู่ แต่พาวเวลอีกคนคือ เจสซี พาวเวล ซีอีโอของบริษัทแลกเปลี่ยนคริปโต Kraken เตือนว่ารัฐบาลอาจควบคุมคริปโตมากขึ้นโดยบอกในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า “ผมคิดว่าอาจมีการปราบปราม” แน่นอนว่าความเห็นนี้เป็นไปได้ เพราะตลาดคริปโตร้อนเหมือนดอตคอม หากระเบิดขึ้นมาจะไม่มีผลดีต่อเงินที่รัฐบาลทุ่มไปกระตุ้นเศรษฐกิจ

17. มีคนหนึ่งที่เชื่อว่าคริปโตตอนนี้คือฟองสบู่ไปเรียบร้อยแล้ว คือมาร์ก คิวบัน มหาเศรษฐีชื่อดังชาวอเมริกันและเป็นผู้สนับสนุนคริปโตตัวยง แต่เขาเองยังบอกตอนที่ Bitcoin พุ่งสุดๆ ในเดือนมกราคมปีนี้ว่า “ดูการซื้อขายคริปโตมันเหมือนกับฟองสบู่หุ้นทางอินเทอร์เน็ตเป๊ะๆ ผมคิดว่า BTC, ETH และอื่นๆ อีกสองสามตัวจะคล้ายคลึงกับสิ่งที่สร้างขึ้นในยุคดอทคอมซึ่งรอดชีวิตจากฟองสบู่แตกและเฟื่องฟูเช่น AMZN, Ebay และ Priceline แต่หลายรายจะไม่เป็นอย่างนั้น”

18. มาร์ก คิวบันเอ่ยถึงสกุลหลักของวงการคริปโตคือ Bitcoin (BTC) และ Ether (ETH) จะเหมือนหุ้นที่เฟื่องฟูยุคดอตคอมอย่าง Amazon (AMZN) และอื่นๆ ที่รอดชีวิตจากภาวะตลาดพังพินาศมาได้แล้วเติบโตยิ่งใหญ่ในภายหลัง อาจจะหมายความว่าตลาดคริปโตไม่รอดภาวะฟองสบู่แน่ๆ แต่จะมีบางรายที่แน่จริงที่รอดมาได้ คริปโตก็เหมือนสินทรัพย์อื่นๆ ที่มีการลงทุนและเก็งกำไร ไม่อาจรอดพ้นภาวะฟองสบู่ไปได้

19. แน่นอนว่ามีคนไม่เห็นด้วยกับความเห็นของมาร์ก คิวบัน ส่วนหนึ่งธรรมชาติของคริปโตแตกต่างจากหุ้นและมันยังเป็นการเงินแบบกระจายอำนาจ คิวบันพยายามโต้เถียงโดยชี้ว่า “จะบอกว่า BTC เปรียบเสมือนทองคำ มันมีคุณค่าแต่ไม่คุณประโยชน์อื่นๆ อย่างน้อยผมก็กินกล้วยได้” แต่ถ้าเขาไม่ยกทองคำมาอ้าง ประเด็นนี้คงจะสะท้อนความเชื่อของเขาได้ดีว่า Bitcoin เหมือนเครื่องมือเก็งกำไรที่ไม่มีคุณประโยชน์อื่นๆ เพราะทองคำมีคุณประโยชน์ใช้สอยอื่นๆ นอกเหนือจากคุณค่าที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาด้วย

20. ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม แม้แต่คนสนับสนุนคริปโตตัวพ่ออย่างคิวบันก็ยังเปรยถึงเรื่องฟองสบู่ มันยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อเอลอน มัสก์ แสดงท่าทีกลับไปกลับมาเกี่ยวกับคริปโตที่เขาเชียร์คือ Bitcoin และ Dogecoin ทำให้ราคาพุ่งขึ้นเมื่อเขาพูดเชียร์แต่ราคาต่ำวูบเมื่อเขาแสดงอาการกังขาต่อมันหรือเปรยๆ ว่ามันไม่ได้ดีอย่างที่พูดไว้หรืออาจจะขายทิ้งด้วยซ้ำ ท่าทีของมัสก์ที่กลับไปกลับมาเรื่อง Bitcoin ในวันเดียว (17 พฤษภาคม) ทำให้หลายคนต้องทบทวนแล้วว่าถูกเขา “ปั่นหัว” หรือกำลังตามมัสก์แบบไม่ลืมหูลืมตาหรือไม่

21. มัสก์กำลังทำตัวคล้ายกับสื่อมวลชนในยุคดอตคอมที่ “ปั่น” ความสนใจในการลงทุนแบบบ้าคลั่ง บางสื่อรายงายข่าวหุ้นซะเร้าใจเหมือนกับขาวกีฬา หากไม่มีฉันทาคติเกิดนไปเราย่อมมองออกว่ามัสก์กำลัง “เล่น” กับกระแสสังคม การที่เขาชักเข้าชักออกเรื่อง Tesla กับ Bitcoin และพูดอะไรที่คลุมเครือเรื่อง Dogecoin นั้นเป็นการยั่วอาการติดกระแสของผู้คนในคริปโตเเสียยิ่งกว่าจอมปั่นในยุคดอตคอมเสียอีก อย่าลืมว่าทุกวันนี้ทุกคนมีสื่อในมือตัวเอง จะชี้นำไปในก็ได้ถ้าคนๆ นั้นมีอิทธิพลพอ

22. นอกจากปัจจัยเรื่องคนดังนั่งปั่นแล้ว สิ่งที่จะต้องระวังคือนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศราษฐกิจที่จะเห็นผลมากขึ้นหลังจากประทเทศตะวันตกเริ่มฉีดวัคซีนสำเร็จและคลายล็อคดาวน์ การใช้นโยบายการเงินแบบ Greenspan put ที่เฟดเคยใช้กระตุ้นเศรษฐกิจสมัยอลัน กรีนสแปนจะกลับมาอีกครั้ง และของมันอาจคล้ายกันคือกระตุ้นให้เกิดการเก็งกำไรในตลาดอยางบ้าคลั่งขึ้นมาอีก

23. ที่ผ่านมาผู้ว่าการเฟดคนต่างๆ ต้องใช้นโยบาย “put” ของตัวเองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น Greenspan put (แก้วิกฤตวันจันทร์ทมิฬ 1987 ที่ตลาดหุ้นพังพินาศ) Bernanke put (แก้ปัญหาวิกฤตการเงินโลกปี 2007 – 2008) และ Yellen put (แก้ปัญหาเศรษฐกิตสหรัฐอ่อนแรงในช่วงทศวรรษที่ 2020) การ “put” เหล่านี้มีเหตุและผล เหตุคือเพื่อกู้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ผลก็คือเศรษฐกิจดีขึ้น แต่มันมี “ผลพลอยได้” เหมือนกัน เช่น Greenspan put ที่ถูกมองว่า “นำไปสู่ยุคที่สนับสนุนให้เกิดความเสี่ยง” เพราะนักลงทุนรู้ว่าเฟดจะอุ้มตลาดทุน

24. ตอนนี้กำลังเกิดสิ่งที่เรียกว่า Powell put เมื่อเจอโรม พาวเวลงัดเอามาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณโดยตรงเพื่อกระตุ้นราคาสินทรัพย์ในช่วงเศรษฐกิจทรุดเพราะโควิด-19 สำนักข่าว Bloomberg ตั้งข้อสังเกตว่า Powell put นั้นเป็นยาแรงกว่าทั้ง Greenspan put หรือ Bernanke put ในขณะที่ Time ตั้งข้อสังเกตขนาดของการแทรกแซงทางการเงินของพาวเวลในปี 2020 มีความต้านทานต่อฟองสบู่และผลข้างเคียงต่อเศรษฐกิจได้

25. แต่มันไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีฟองสบู่ เพียงแต่พาวเวล “ยัง” ควบคุมได้ดี เป้าหมายของเขาอยู่ที่การจ้างงานส่วนเรื่องเงินเฟ้อและฟองสบู่นั้นเป็นเรื่องรอง ท่าทีแบบนี้ทำให้หลายคนกังวลว่าเฟดกับรัฐบาลไบเดนกำลังก่อฟองสบู่ด้วยความชะล่าใจ และในที่พาวเวลดิสเครดิตคริปโตหลายครั้ง มาตรการ Powell put และการอัดเงินของรัฐบาลไบเดนได้สร้างฟองสบู่ในตลาดคริปโตให้โตขึ้นเรื่อยๆ

PostScript – Adam Hayes แห่ง Investopedia อธิบายว่า “อลัน กรีนสแปนประธานเฟดเตือนตลาดเกี่ยวกับ”ความฟุ่งเฟื่องที่ไร้เหตุผล” (Irrational exuberance) ในวันที่ 5 ธันวาคม 1996  แต่เขาไม่ได้เข้มงวดนโยบายการเงินจนถึงฤดูใบไม้ผลิปี 2000 หลังจากที่ธนาคารและนายหน้าใช้สภาพคล่องส่วนเกินที่เฟดสร้างไว้ล่วงหน้าก่อนกรณี Y2K เพื่อระดมทุนหุ้นอินเทอร์เน็ต หลังจากเทน้ำมันลงบนกองไฟกรีนสแปนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำให้ฟองสบู่แตก”

Photo by Martin BUREAU / AFP

เมื่อคนดังในต่างประเทศตบเท้าฉีดวัคซีนโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653180

วันที่ 18 พ.ค. 2564 เวลา 20:06 น.

เมื่อคนดังในต่างประเทศตบเท้าฉีดวัคซีนโควิดนอกจากเซเลบไทยแล้ว โพสต์ทูเดย์พาไปดูว่าคนดังทั้งฝั่งฮอลลีซุดและเอเชียคนไหนที่เข้ารับการฉีดวัคซีน Covid-19 แล้วบ้าง

เริ่มกันที่ฝั่งฮอลลีวูด

Dwayne Johnson (ดเวย์น จอห์นสัน) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “เดอะร็อก” อัพเดทเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาว่าได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วพร้อมระบุข้อความสั้นๆ ถึงบุคลากรด่านหน้าและเจ้าหน้าที่ด้านสารธารณสุขทุกคน

John Legend (จอห์น เลเจนด์) ศิลปินชื่อดังได้รับวัคซีนจากไฟเซอร์พร้อมเผยว่าการฉีดวัคซีนมันทำให้เขาผ่อนคลายความกังวล และเขารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้รับวัคซีนที่พิสูจน์และว่ามีประสิทธิภาพและปลอดภัยพร้อมเผยว่าไม่มีผลข้างเคียงใดๆ หลังได้รับการฉีดวัคซีน เขายังทิ้งท้ายว่าการฉีดวัคซีนเป็นการป้องกันตัวเองและป้องกันการแพร่เชื้อให้คนรอบข้างและช่วยให้ประเทศค่อยๆ เปิดได้อย่างช้าๆ

https://uw-media.usatoday.com/embed/video/7413420002?placement=snow-embed

Britney Spears (บริตนีย์ สเปียส์) อีกหนึ่งศิลปินชื่อดังชาวอเมริกันก็ได้โพสต์คลิปวิดีโอลงอินสตาแกรมระบุว่าเธอได้รับวัคซีนเรียบร้อย

Ryan Reynolds (ไรอัน เรย์โนลส์) นักแสดงผู้รับบทเดดพูล โพสต์ภาพของตนเองขณะฉีดวัคซีนเมื่อวันที่ 31 มี.ค. พร้อมแคปชั่นสั้นๆ ว่า “Finally got 5G.” แซวทฤษฎีสมคบคิดที่ไม่เป็นจริงที่ว่าไวรัสมีไวรัสมีต้นกำเนิดมาจากโทรศัพท์มือถือและบริการ 5G

Finally got 5G. pic.twitter.com/PeLs2s8DOC— Ryan Reynolds (@VancityReynolds) March 31, 2021

Mariah Carey (มารายห์ แครี) แม้ว่าอาจจะดูตื่นเต้นสำหรับการฉีดวัคซีนครั้งนี้จนเธอถึงกับกรี๊ดออกมาแต่การฉีดวัคซีนของเธอก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

Jeff Goldblum (เจฟฟ์ โกลด์บลุม) วัย 68 ปีดาราดังจาก Jurassic Park กล่าวขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อความปลอดภัยของทุกคน และในฐานะพลเมืองเขาจึงเข้ารับการฉีดวัคซีน และจะสวมหน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่างทางสังคมต่อไป

Jane Fonda (เจน ฟอนดา) นักแสดงวัย 83 ปีโพสต์ภาพขณะฉีดวัคซีนแบบ Drive Thru เมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมาพร้อมยืนยันว่าไม่เจ็บเลย

Anthony Daniels (แอนโธนี แดเนียลส์) วัย 75 ปี นักแสดงจากภาพยนตร์ Star Wars 10 เชิญชวนให้ทุกคนมาฉีดวัคซีนพร้อมขอบคุณทีมแพทย์ผ่านอินสตาแกรม

Dolly Parton (ดอลลี พาร์ตัน) วัย 75 ปี อัดคลิปขณะฉีดวัคซีนของโมเดอร์นาเข็มแรก พร้อมเชิญชวนให้ทุกคนที่ยังลังเลมาฉีดวัคซีนด้วย

Dolly gets a dose of her own medicine. @VUMChealth pic.twitter.com/38kJrDzLqC— Dolly Parton (@DollyParton) March 2, 2021

ข้ามมาที่คนดังจากอินเดียที่กำลังเผชิญการแพร่ระบาดที่หนักที่สุดในโลกกันบ้าง

อมิตาภ ปัจจัน AFP PHOTO / DIBYANGSHU SARKAR 

อมิตาภ ปัจจัน ซูเปอร์สตาร์บอลลีวูดวัย 78 ปี โพสต์อินสตาแกรมว่าเมื่อวันอาทิตย์ (16 พ.ค.) ที่ผ่านมาเขาเพิ่งเข้ารับการวีดวัคซีนเข็มที่ 2 หลังจากที่เจ้าตัวและสมาชิกมนครอบครัว ยกเว้น อภิเษก ปัจจัน ลูกชาย เข้ารับวัคซีนเข็มแรกเมื่อเดือนที่แล้ว โดยครั้งนี้อมิตาภเขียนแคปชั่นว่า “รอบสองก็จบเรียบร้อยแล้ว โควิดนะ ไม่ใช่คริกเก็ต โทษที โทษที มันแย่มากเลย”

ซัลมาน ข่าน AFP PHOTO

ซัลมาน ข่าน พระเอกคนดังของอินเดีย เข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มแรกเมื่อเดือน มี.ค. โดยทวีตว่า “วันนี้เพิ่งฉีดวัคซีนเข็มแรก” และเมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าตัวและโซฮี ข่าน น้องชายซึ่งเป็นนักแสดงเช่นกัน เพิ่งฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ในเมืองมุมไบ

Took my first dose of vaccine today….— Salman Khan (@BeingSalmanKhan) March 24, 2021

ราฟฟี อาห์หมัด screen grab from January 13, 2021 handout video from Indonesian Presidential Palace via REUTERS

ราฟฟี อาห์หมัด คนดังชาวอินโดนีเซียที่มีผู้ติดตามในอินสตาแกรมเกือบ 50 ล้านคน โพสต์คลิปวิดีโอขณะกำลังรับการฉีดวัคซีนพร้อมแคปชั่น “ขอบคุณวัคซีน…อย่ากลัววัคซีนกันเลย”

ทั้งนี้ อินโดนีเซียจัดให้กลุ่มคนดังได้รับวัคซีนเป็นกลุ่มแรกๆ แต่ก็เกิดดราม่าหลังมีภาพของอาห์หมัดร่วมงานปาร์ตีกับกลุ่มเพื่อนหลังฉีดวัคซีนไม่กี่ชั่วโมง โดยไม่สวมหน้ากากอนามัยและไม่เว้นระยะห่าง โดยชาวโซเชียลวิจารณ์เป็นเสียงเดียวกันว่าเขาควรเป็นตัวอย่างที่ดีกว่านี้

พลิกปูมความขัดแย้งนับร้อยปี อิสราเอลกลืนปาเลสไตน์ยังไง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653172

วันที่ 18 พ.ค. 2564 เวลา 18:45 น.

พลิกปูมความขัดแย้งนับร้อยปี อิสราเอลกลืนปาเลสไตน์ยังไงด้วยความที่เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของ 3 ศาสนา คือ อิสลาม ยูดาย และคริสต์ เยรูซาเลมจึงเป็นพื้นที่ทีทั้งอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์ต้องการจนนำมาสู่ความขัดแย้งยาวนานนับร้อยปี

ครั้งหนึ่งปาเลสไตน์เคยอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรออตโตมัน แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงและอาณาจักรออตโตมันล่มสลาย ชาติมหาอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตรที่มีชัยชนะในสงครามได้กำหนดให้อังกฤษเข้ามาปกครองปาเลสไตน์

อังกฤษได้ประกาศให้ปาเลสไตน์เป็น “บ้านแห่งชาติของคนยิว” (a national home for the Jewish people) โดยกำหนดไว้ว่าจะต้องไม่เลือกปฏิบัติต่อสิทธิทางศาสนาและพลเมืองของชุมชนที่ไม่ใช่ชาวยิวที่อยู่ที่นั่น

หลังจากนั้นระหว่างทศวรรษ 1920-1940 ชาวยิวเข้ามาตั้งถิ่นฐานในปาเลสไตน์มากขึ้น โดยหลายคนหนีการไล่ล่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยนาซีในยุโรปเข้ามาในดินแดนแห่งนี้

หลังจากการสถาปนาอิสราเอลขึ้นเป็นรัฐในปี 1948 ก็เริ่มเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ขึ้น โดยขบวนการชาตินิยมยิวไซออนิสต์ได้ขับไล่ชาวปาเลสไตน์ราว 750,000 คนออกจากถิ่นฐานบ้านเกิดและทำลายบ้านเรือน

เหตุการณ์นี้ทำให้ชาติอาหรับ อาทิ อียิปต์และจอร์แดนไม่พอใจสิ่งที่อิสราเอลปฏิบัติกับชาวอาหรับด้วยกันจึงบุกโจมตีอิสราเอล

หลังการสู้รบสิ้นสุดในปี 1949 มีการตกลงแบ่งพรมแดนระหว่างอิสราเอลกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีการสร้างพรมแดนของพื้นที่ที่รู้จักกันในชื่อ ฉนวนกาซา (อียิปต์ยึดครอง) เยรูซาเลมตะวันออกและเขตเวสต์แบงก์ (จอร์แดนยึดครอง)

เท่ากับว่าอิสราเอลครอบครองพื้นที่ 78% ของปาเลสไตน์ ส่วนที่เหลือ 22% อยู่ภายใต้การปกครองของอียิปต์และจอร์แดน

นอกจากนี้ ในปี 1953 อิสราเอลยังลงมือสังหารหมู่ที่อ้างว่าเป็นการแก้แค้นครั้งใหญ่ในหมู่บ้าน Qibya ในเขตเวสต์แบงก์ ส่งผลให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 69 ราย บ้านเรือน 45 หลังพังเสียหาย

แต่แล้วก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อพรมแดนอิสราเอลอีกครั้งในปี 1967 อิสราเองสู้รบกับอียิปต์ จอร์แดน และซีเรียในสงครามที่รู้จักกันในชื่อ สงคราม 6 วัน (Six-Day War) อิสราเอลสร้างความช็อกให้ชาวโลกด้วยการเข้ายึดครองเขตเวสต์แบงก์ที่เหลือของปาเลสไตน์ เยรูซาเลมตะวันออก ฉนวนกาซา รวมทั้งที่ราบสูงโกลันของซีเรียและคาบสมุทรไซนายของอียิปต์ภายในเวลาเพียง  6 วัน

ถึงจุดนี้อิสราเอลได้ขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากพื้นที่อีกราว 300,000 คน ส่งผลให้พื้นที่ของดินแดนภายใต้การควบคุมของอิสราเอลเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าตัว และอิสราเอลยังผนวกเยรูซาเลมตะวันออกและอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเมืองเยรูซาเลมทั้งเมืองให้เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล แต่การกระทำเช่นนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลก รวมทั้งจากชาวปาเลสไตน์ที่ต้องการใช้เยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของรัฐในอนาคต

อิสราเอลเริ่มก่อตั้งชุมชนชาวยิวในพื้นที่ที่ตัวเองไม่มีกรรมสิทธิ์เหนือซึ่งขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน โดยหลังจากสงครามในปี 1967 เพียง 1 ปี อิสราเอลก่อตั้งชุมชนชาวยิวบนที่ราบสูงโกลันของซีเรีย 6 แห่ง ในปี 1973 ก่อตั้ง 17 ชุมชนชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ และ 7 แห่งในฉนวนกาซา ปี 1977 อิสราเอลราว 11,000 คนอาศัยอยู่ในเขตเวสต์แบงก์ ฉนวนกาซา ที่ราบสูงโกลัน และคาบสมุทรไซนาย

โครงการก่อสร้างชุมชนชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลอิสราเอลดำเนินการโดยฝ่ายการตั้งถิ่นฐานขององค์การไซออนิสต์สากลที่สนับสนุนให้ชาวยิวเข้าไปตั้งถิ่นฐานในปาเลสไตน์

ที่น่าสังเกตคือ เมื่ออิสราเอลผนวกรวมเยรูซาเลมตะวันออกแล้วก็กำหนดนโยบายที่แบ่งแยกชนชาติอย่างชัดเจน โดยชาวยิวที่เกิดในเยรูซาเลมตะวันออกถือเป็นพลเมืองของอิสราเอล ขณะที่ชาวปาเลสไตน์ได้สิทธิ์เพียงผู้พำนักถาวรซึ่งจะถูกเพิกถอนหากบุคคลดังกล่าวอาศัยอยู่นอกเยรูซาเลมตะวันออกเกินกำหนด ซึ่งไม่ต่างจากการจำกัดการเดินทางของชาวปาเลสไตน์

จนถึงวันที่ 30 ม.ค.2020 มีชุมชนชาวยิวที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลอิสราเอล 130 แห่ง และที่ไม่ได้รับอนุญาตอีก 100 แห่ง ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชาวอิสราเอลราว 400,000 คนในเขตเวสต์แบงก์ และอีก 200,000 คนในเยรูซาเลมตะวันออก ทำให้ชาวปาเลสไตน์ไม่สามารถขยับขยายชุมชนของตัวเอง และต้องอยู่ในพื้นที่นั้นด้วยความแออัด

ความเห็นของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศว่าด้วยกำแพงเวสต์แบงก์ (West Bank barrier) เมื่อปี 2004 ระบุว่า การตั้งชุมชนชาวยิวของอิสราเอลในปาเลสไตน์ผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับนานาชาติที่มองว่าชุมชนดังกล่าวขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และองค์การสหประชาติที่ย้ำหลายครั้งว่าการก่อสร้างชุมชนชาวยิวของอิสราเอลฝ่าฝืนอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4

ขณะที่สหรัฐมีความเห็นเช่นเดียวกันนี้มานานหลายทศวรรษ จนกระทั่งสมัยของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เปลี่ยนท่าทีเมื่อเดือน พ.ย. 2019 ด้วยการประกาศว่า การก่อสร้างชุมชนชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ไม่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

AFP PHOTO / MOHAMMED ABED

สตาร์ทอัพที่เปลี่ยนมลพิษที่สุดในโลกให้เป็นผลกำไรสีเขียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653163

วันที่ 18 พ.ค. 2564 เวลา 17:10 น.

สตาร์ทอัพที่เปลี่ยนมลพิษที่สุดในโลกให้เป็นผลกำไรสีเขียวเทคโนโลยีสีเขียวเพื่อกระบวนการรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษมากที่สุดในโลก

โดยปกติแล้วกระบวนการหลอมตะกั่วจากการรีไซเคิลแบตเตอรี่จะใช้เตาเผาที่ร้อนเป็นพิเศษที่อุณหภูมิมากกว่า 1,000 องศาเซลเซียส ซึ่งมีผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากประกอบไปด้วยวัสดุและสารพิษมากมาย ท่ามกลางยอดขายรถยนต์และแบตเตอรี่รถยนต์ที่สูงขึ้นทุกวัน แหล่งรีไซเคิลหลายแห่งไม่ได้รับการควบคุมส่งผลให้มีมลพิษกระจายอยู่ในอากาศและสะสมในแหล่งน้ำใต้ดิน

ยิ่งไปกว่านั้นองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม Pure Earth และ Green Cross กล่าวว่าการรีไซเคิลแบตเตอรี่แบบตะกั่ว-กรดเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษมากที่สุดในโลก

แล้วจะทำอย่างไร?

สตาร์ทอัพจำนวนหนึ่งกำลังพยายามหาวิธีใหม่ในการรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ที่ใช้แล้วโดยใช้น้ำ สารเคมี และไฟฟ้า เพื่อผลิตเป็นตะกั่ว แทนการหลอมด้วยความร้อนสูงที่เป็นอันตราย

หนึ่งในกลุ่มแรกๆ ที่นำเทคโนโลยีรีไซเคิลรูปแบบใหม่ออกสู่ตลาดคือ ACE Green Recycling Inc ซึ่งได้พัฒนากระบวนการผลิตตะกั่วจากแบตเตอรี่ที่ใช้งานแล้วเป็นตะกั่วบริสุทธิ์ 99.5%

โดย Nishchay Chadha ซีอีโอจากสิงคโปร์กล่าวกับรอยเตอร์สว่าที่โรงงานรีไซเคิลในกรุงนิวเดลีเมืองหลวงของอินเดียมีการหลอมละลายเพื่อปรับแต่งก้อนตะกั่วให้เป็นแท่ง ซึ่งจะนำไปขายต่อให้กับผู้ผลิตแบตเตอรี่ สำหรับพลาสติกและส่วนประกอบอื่นๆ จะถูกรีไซเคิลแยกกัน การแยกโลหะหนักและพลาสติกออกจากกันเพื่อให้ทุกวัตถุดิบสามารถนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ใหม่ได้

“เราใช้ไฟฟ้าและโรงงานของเราทำงานที่อุณหภูมิห้องดังนั้นจึงไม่มีการปล่อยก๊าซและน้ำเสียจากโรงงานของเรา” Dhruvendra Kumar Tyagi ผู้จัดการทั่วไปของ ACE Green กล่าวถึงการรีไซเคิลรูปแบบใหม่ของพวกเขา

แม้บริษัทจะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของอุตสาหกรรมการรีไซเคิลแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด ซึ่งคาดว่าเป็นธุรกิจที่สร้างมูลค่าราว 17,500 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี แต่พวกเขามั่นใจว่าเทคโนโลยีรีไซเคิลแบบใหม่นี้มีการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์เมื่อเทียบกับกระบวนการแบบดั้งเดิม

Richard Fuller ซีอีโอของหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม Pure Earth กล่าวชื่นชมไว้ว่า “ผมคิดว่ามันเป็นก้าวที่ยอดเยี่ยมและถ้ามันเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจมันก็เป็นขั้นตอนที่ยอดเยี่ยมมาก”

Farid Ahmed หัวหน้านักวิเคราะห์หลักของ Wood Mackenzie กล่าวว่าเทคโนโลยีใหม่นี้มีศักยภาพในการ “เปลี่ยนเกม” ของอุตสาหกรรมการรีไซเคิลแบตเตอรี

ทั้งนี้ การรีไซเคิลแบตเตอรี่แบบตะกั่ว-กรดคิดเป็นประมาณ 2 ใน 3 ของอุปทานตะกั่วที่ผ่านการกลั่นแล้วทั่วโลกซึ่งใช้ในสายเคเบิล กระสุน และสีด้วย โดยปัจจุบันมีการซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 2,000 เหรียญต่อตัน

ตะกั่ว 1% ของทั้งโลก

ACE Green กล่าวว่าบริษัทได้ทำข้อตกลงด้านการออกใบอนุญาตและการร่วมทุนเพื่อรีไซเคิลแบตเตอรี่ตะกั่วกรดที่ใช้แล้ว 90,000 ตันต่อปีกับผู้รีไซเคิลเชิงพาณิชย์ 4 รายใน 11 ประเทศ

ซึ่งจะผลิตตะกั่วได้ประมาณ 55,800 ตันต่อปี นอกจากนี้ยังมีการวางแผนโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่ตะกั่วกรดใช้แล้ว 12,000 ตันต่อปีในออสเตรเลียซึ่งจะผลิตตะกั่วได้ 7,440 ตันต่อปี

ทั้งหมดนี้เทียบเท่ากับ 1% ของตะกั่วรีไซเคิลทั่วโลก

Luminous Power Technologies หนึ่งในผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์รายใหญ่ที่สุดของอินเดียส่งมอบแบตเตอรี่ที่ใช้แล้วมากกว่า 200 ตันต่อเดือนให้แก่ ACE Green ด้วย ซึ่ง ACE กล่าวว่ามีการเปลี่ยนเป็นตะกั่ว 120-130 ตันและขายคืนให้กับบริษัท

นอกจากนี้ ACE Green ได้ลงนามในข้อตกลงกับ Altus Asia Group ในสิงคโปร์เพื่ออนุญาตให้ใช้เทคโนโลยีในการรีไซเคิลแบตเตอรี่ตะกั่วกรดที่ใช้แล้ว 5,000 ตันต่อปีตั้งแต่ปี 2022 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในปี 2023

David Leong กรรมการผู้จัดการ Altus Asia Group กล่าวว่า “โดยพื้นฐานแล้วเทคโนโลยีนี้ช่วยแก้ปัญหาทั้งหมดในการดำเนินการโรงหลอมรีไซเคิลตะกั่วแบบดั้งเดิม” พร้อมระบุว่าบริษัทมีแผนที่จะตั้งโรงงานในมาเลเซีย เวียดนาม และเกาหลีใต้โดยใช้เทคโนโลยีนี้่นกัน

เป้าหมายในปี 2025

ACE Green ต้องการเปลี่ยนคาร์บอนเป็นอากาศบริสุทธิ์ สร้างงานที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถรีไซเคิลพลาสติกได้ 130,000 ตัน, ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 3.5 ล้านตัน, ลดการฝังกลบขยะ 280 ล้านกิโลกรัม, ปล่อยออกซิเจนบริสุทธิ์ 625 ล้านกิโลกรัม และสร้างงาน 2,500 ตำแหน่ง

ภาพโดย Alchemist-hp/Wikipedia

เมื่อผู้สร้าง Ether ประกาศเผาเหรียญ Shiba Inu เหยียบ 2 แสนล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653143

วันที่ 18 พ.ค. 2564 เวลา 15:37 น.

เมื่อผู้สร้าง Ether ประกาศเผาเหรียญ Shiba Inu เหยียบ 2 แสนล้านการเผาเหรียญในโลกของคริปโต (Coin Burn) คืออะไร และทำไมจึงต้องเผา?

เหรียญดิจิทัลอย่าง Shiba Inu (SHIB) ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาถึงกับมีคนขนานนามว่าเป็นเหรียญสุนัขที่จะมาโค่น Dogecoin แม้ราคาจะยังต่างกันอยู่มาก และยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีกเมื่อนักพัฒนาได้มอบครึ่งหนึ่งของเหรียญ SHIB ทั้งหมดให้แก่ Vitalik Buterin ผู้ก่อตั้ง Ethereum

แต่เหมือนว่า Buterin จะไม่ได้ต้องการถือเหรียญนั้นเท่าไรนักโดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเขาเพิ่งบริจาคเหรียญ SHIB กว่า 50 ล้านล้านเหรียญคิดเป็นมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทในแก่กองทุนบรรเทาทุกข์โควิด-19 ในอินเดีย

ล่าสุดยังได้ประกาศเผาเหรียญ SHIB ไปอีก 410 ล้านล้านเหรียญหรือประมาณ 90% ของเหรียญทั้งหมดที่เขาถือครองซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท และขอร้องว่าอย่างมอบเหรียญใดให้กับเขาอีกหากยังไม่ได้รับความยินยอม

เผาเหรียญคืออะไร?

Crypto News BTC อธิบายไว้ว่าบนโลกของคริปโตหรือสกุลเงินดิจิทัลการเผา (Coin Burn) หมายถึงการนำเหรียญนั้นๆ ออกจากการหมุนเวียนโดยเจตนา โดยการโอนเหรียญไปยัง wallet ที่ไม่มีใครสามารถเปิดเพื่อนำเหรียญออกมาได้

ซึ่งการเผาเหรียญในจำนวนมหาศาลเช่นนี้อาจส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนของเหรียญนั้นๆ และการเผาเหรียญแต่ละครั้งยังส่งผลต่อราคาของเหรียญอย่างเห็นได้ชัด

ยกตัวอย่างเหรียญ BNB ที่ออกโดย Binance เว็บแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็มีการเผาเหรียญในทุกไตรมาสโดยจะนำกำไร 20% ของบริษัทมาซื้อเหรียญคืนและเผาทิ้งเพื่อจำกัดจำนวนอุปทานของเหรียญในตลาดให้อยู่ที่เพียง 100 ล้านเหรียญเท่านั้น

ซึ่งการจำกัดจำนวนเหรียญในตลาดให้น้อยลงก็จะส่งผลให้ราคาเหรียญสูงขึ้นนั่นเอง หมายความว่ายิ่งเหรียญถูกเผามากราคาก็จะยิ่งปรับตัวขึ้นมาก อย่างการเผาเหรียญ BNB ครั้งที่ 14 มีการเผาไปมากถึง 3,619,888 เหรียญซึ่งมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของ Binance และส่งผลให้ราคาของมันพุ่งกว่า 800% ในเวลา 3 เดือน ขณะที่การเผาเหรียญครั้งที่ 15 เผาทำลายไปเพียง 1,099,888 เหรียญ

ภาพโดย Romanpoet/Wikipedia

รู้จัก “2-DG” ยารักษาโควิดตัวใหม่จากอินเดีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653126

วันที่ 18 พ.ค. 2564 เวลา 14:42 น.

รู้จัก "2-DG" ยารักษาโควิดตัวใหม่จากอินเดียอินเดียเริ่มใช้ยาที่ผลิตเองในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19

อินเดียได้อนุมัติใช้ยาต้านโควิด-19 ชุดแรกที่พัฒนาขึ้นเองในประเทศกับผู้ป่วยโควิด-19 ในโรงพยาบาลกรุงนิวเดลี โดยยาดังกล่าวมีชื่อว่า 2-deoxy-D-glucose หรือ “2-DG” ซึ่งพัฒนาโดยสถาบันเวชศาสตร์นิวเคลียร์และสหเวชศาสตร์ (INMAS) ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการขององค์การวิจัยและพัฒนาการป้องกัน (DRDO) และได้รับความร่วมมือจากบริษัทยาด็อกเตอร์เรดดีส์ โดย The Indian Express ได้อธิบายตัวยาดังกล่างไว้ดังนี้

ยาทำงานอย่างไร?

จากข้อมูลการทดลองทางคลินิกที่เปิดเผยโดยรัฐบาลแสดงให้เห็นว่ายา 2-DG ช่วยให้ผู้ป่วยโควิด-19 ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลฟื้นตัวเร็วขึ้นและลดการพึ่งพาออกซิเจนช่วยหายใจ โดยตัวยาจะสะสมในเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสและยับยั้งการเติบโตของไวรัส ซึ่งรายงานในการแถลงเปิดตัวยาระบุว่ายาดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่เป็นโรคโควิด-19

การทดลองทางคลินิก

ยาดังกล่าวเริ่มทดลองในห้องปฏิบัติการตั้งแต่การแพร่ระบาดระลอกแรกในช่วงเดือนเมษายน 2020 ซึ่งดำเนินการโดยนักวิทยาศาสตร์ของ INMAS-DRDO ร่วมกับศูนย์ชีววิทยาเซลล์และโมเลกุล (CCMB) และพบว่าตัวยาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกับไวรัส SARS-CoV-2 ที่เป็นสาเหตุของโรคโควิด-19 และยับยั้งการเติบโตของไวรัส

ในเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม 2020 ได้ดำเนินการทดลองระยะที่ 2 ในผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 110 คนจาก 17 โรงพยาบาลทั่วประเทศ

การทดลองระยะที่ 3 เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2020 ไปจนถึงมีนาคม 2021 โดยทำการทดลองในผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 220 รายที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทั้งหมด 27 แห่งทั้งในรัฐเดลี, อุตตรประเทศ, เบงกอลตะวันตก, คุชราต, ราชสถาน, มหาราษฏระ, อานธรประเทศ, เตลังคานา กรณาฏกะ และทมิฬนาฑู

ข้อมูลการทดลอง

การทดลองระยะที่ 2 ดำเนินการเพื่อทดสอบความผลอดภัยและประสิทธิของยาในผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งผลการทดลองพบว่าการรักษาด้วย 2-DG มีความปลอดภัยและการฟื้นตัวของผู้ป่วยดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการรักษาในผู้ป่วยทั่วไป

การทดลองระยะที่ 3 แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนของผู้ป่วยที่มีอาการดีขึ้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและลดการพึ่งพาเครื่องช่วยหายใจเมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาในผู้ป่วยทั่วไป

สำหรับอาสาสมัครที่มีอายุมากกว่า 65 ขึ้นไปพบแนวโน้มที่คล้ายคลึงกัน

ข้อดีของยา

รัฐบาลระบุว่า 2-DG เป็นโมเลกุลของกลูโคสซึ่งสามารถผลิตได้ง่ายและมีจำหน่ายในปริมาณมาก รวมถึงสามารถผลิตได้ทันทีทั่วประเทศ นอกจากนี้ยาดังกล่าวสามารถรับประทานได้ง่ายโดยอยู่ในรูปแบบผงที่ต้องละลายน้ำ

ข้อถกเถียง

อย่างไรก็ตามการอนุมัติใช้ยาครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์และกังวลถึงความปลอดภัยเนื่องจากยาดังกล่าวยังไม่มีข้อมูลการทดลองในมนุษย์มากพอว่าสามารถรักษาอาการป่วยได้เพียงใดจึงถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของยา นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยว่าเดิมทียาตัวนี้ได้รับการพัฒนาและทดลองเพื่อรักษามะเร็งแต่ยังไม่ได้รับการรับรอง

Photo by NARINDER NANU / AFP

ไบเดนไฟเขียวขายอาวุธให้อิสราเอลท่ามกลางความขัดแย้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653116

วันที่ 18 พ.ค. 2564 เวลา 11:40 น.

ไบเดนไฟเขียวขายอาวุธให้อิสราเอลท่ามกลางความขัดแย้งรัฐบาลไบเดนไฟเขียวดีลขายอาวุธมูลค่ามหาศาลให้อิสราเอลท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ 

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า รัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน อนุมัติดีลซื้อขายอาวุธนำวิถีมูลค่า 735 ล้านเหรียญสหรัฐให้อิสราเอล โดยแหล่งข่าวจากสภาคองเกรสเผยว่ามีแนวโน้มว่าสภาคองเกรสจะเห็นชอบกับการซื้อขายดังกล่าว แม้ว่าความขัดแยงระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์จะทวีความรุนแรงขึ้น  

เจ้าหน้าที่ประจำสภาคองเกรสเผยว่า สภาคองเกรสได้รับการบอกกล่าวอย่างเป็นทางการว่าจะมีการขายอาวุธดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยขั้นตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบก่อนที่จะทำสัญญาซื้อขายอาวุธกับต่างประเทศ  

ตามกฎหมายแล้ว หลังจากได้รับแจ้งอย่างป็นทางการ สภาคองเกรสมีเวลา 15   วันในการคัดค้านการซื้อขาย ซึ่งคาดว่าจะไม่เกิดขึ้นกับดีลครั้งนี้ 

เจ้าหน้าที่จากสภาคองเกรสเผยอีกว่า การซื้อขายระเบิดนำวิถี (JDAMs) ซึ่งผลิตโดยบริษัท โบอิง ในขณะนั้นถือเป็นเรื่องปกติ ก่อนที่การปะทะระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์จะเริ่มขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และขณะนั้นก็ไม่มีการคัดค้านจากทั้งคณะกรรมาธิการด้านกิจการต่างประเทศของพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันที่ตรวจสอบการซื้อขาย 

ที่ผ่านมาสมาชิกสภาคองเกรสจากทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตสนับสนุนอิสราเอลอย่างชัดเจน แม้ว่าจะมีเสียงเรียกร้องจากสมาชิกพรรคเดโมแครตสายก้าวหน้าส่วนน้อยให้สหรัฐใช้มาตรการที่เด็ดขาดกับรัฐบาลประธานาธิบดี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล

ทั้งนี้ กฎหมายสหรัฐเปิดโอกาสให้สภาคองเกรสคัดค้านการซื้อขายอาวุธ แต่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับดีลนี้ เนื่องจากอิสราเอลเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ดีลซื้อขายอาวุธกับสหรัฐจะได้รับการอนุมัติภายใต้กระบวนการที่รวดเร็วกว่าปกติ

Photo by Nicholas Kamm / AFP