เลือกแอลกอฮอล์ล้างมืออย่างไร ให้มือไม่พัง แถมยังคงความนุ่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651588

วันที่ 29 เม.ย. 2564 เวลา 10:40 น.เลือกแอลกอฮอล์ล้างมืออย่างไร ให้มือไม่พัง แถมยังคงความนุ่ม5 เคล็ดลับวิธีเลือกเจลและสเปรย์แอลกอฮอล์สุดปัง! บอกลามือพัง มาถนอมผิวมือให้นุ่มชุ่มชื้น

นาทีนี้ต้องยอมรับว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ยังคงเป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสนใจ ในการป้องกันและระมัดระวังตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะจะสังเกตได้ว่าตั้งแต่มีการใช้ชีวิตแบบ New normal โดยเฉพาะเวลาอยู่นอกบ้าน หลายคนไม่ลืมที่จะใส่หน้ากากอนามัยและการเว้นระยะห่างเพื่อความปลอดภัย

ในขณะเดียวกันไอเท็มที่ต้องพกติดตัวเพื่อรักษาความสะอาดและป้องกันการแพร่เชื้อที่หลาย ๆ คนหยิบขึ้นมาใช้บ่อยสุด ๆ ก็คือ เจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ ตัวช่วยสุดปังที่ช่วยลดการสะสมของเชื้อโรคแทนการล้างมือ แต่ในขณะเดียวกันหลาย ๆ คนเมื่อใช้แอลกอฮอล์ติดต่อกันมากๆ ก็จะมีปัญหามือแสบ ผิวลอกเป็นขุย โดยเฉพาะสาว ๆ ที่ใส่ใจเรื่องความสวยงามเป็นพิเศษ ก็มีความกังวลว่าเมื่อใช้เจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์บ่อย ๆ อาจทำให้มือแห้ง และแถมกลิ่นไม่หอมด้วย วันนี้ขอแนะนำ 5 เคล็ดลับวิธีเลือกแอลกอฮอล์ที่มีคุณภาพเพื่อถนอมผิวมือให้นุ่ม สวย คงความชุ่มชื้น มาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

เลือกความมั่นใจกับเลข อย. การเลือกซื้อหรือใช้แอลกอฮอล์ที่มีคุณภาพ ทุก ๆ คนควรสังเกตเลขที่ขึ้นทะเบียนกับ อย. ซึ่งจะอยู่บนบรรจุภัณฑ์ ซึ่งหากมีเลข อย.ที่ถูกต้อง ก็สามารถมั่นใจได้ระดับหนึ่ง

เลือกความปลอดภัยด้วยเอทิลแอลกอฮอล์ทางการแพทย์ ควรเลือกอย่างมั่นใจว่าแอลกอฮอล์ที่เราใช้เป็นเกรดที่ดีที่สุดที่ทางการแพทย์เลือกใช้สำหรับฆ่าเชื้อ ดังนั้น หากคุณมีโอกาสไปช้อปปิ้งเลือกซื้อแอลกอฮอล์ มาดูแลความปลอดภัยของคุณและคนที่คุณรัก อย่าลืมที่จะสังเกตส่วนผสมของเจลหรือ สเปรย์แอลกอฮอล์ ที่คุณเลือกว่าต้องเป็นเอทิลแอลกอฮอล์ และไม่มีส่วนผสมของเมทิลแอลกอฮอล์ ที่เป็นอันตราย

เลือกประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อ เจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์นอกจากจะมีคุณสมบัติตาม 2 ข้อข้างต้นแล้ว อย่าลืมว่าเจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ ที่เลือกใช้ต้องมีเอทิลแอลกอฮอล์ ปริมาณ 75% ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ทางการแพทย์กำหนดว่าสามารถฆ่าเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งถ้าหากคุณใช้เอทิลแอลกอฮอล์ ในปริมาณที่ไม่ถึง ก็อาจไม่ได้ช่วยลดการสะสมของเชื้อโรค

เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ถนอมมือ แน่นอนว่าการใช้ชีวิตประจำวันท่ามกลางเชื้อไวรัส เราต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ เจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ คงเป็นไอเท็มที่หยิบมาใช้อยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นเราควรเลือกใช้แอลกอฮอล์ Food grade เกรดที่ดีที่สุด เพราะจะทำให้ไม่ระคายเคืองผิว ช่วยฆ่าเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อโรคต่างๆ ตามมือและสิ่งของเครื่องใช้ และจะเริ่ดมาก หากผลิตภัณฑ์นั้นมีสารสกัดที่ช่วยบำรุงผิว เพื่อถนอมมือให้นุ่ม ไม่แห้งกร้าน แม้จะใช้บ่อยแค่ไหน

เลือกกลิ่นหอมชวนน่าใช้ เคล็ดลับสุดท้ายในการเลือกเจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ ก็คือการเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหอม โดยเฉพาะพวกกลิ่นธรรมชาติ จะปังสุดๆ เพราะช่วยให้สดชื่น รู้สึกสะอาด ซึ่งแน่นอนว่าถ้าคุณหยิบเจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ ที่มีกลิ่นหอมขึ้นมาทาหรือฉีดใส่มือ คนรอบข้างต้องอยากใช้กับคุณแน่ๆ

ซึ่งหากใครกำลังมองหาเจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ที่มีคุณสมบัติสุดปังทั้ง 5 ข้อ แนะนำ Giffarine Hygienic Hand Spray Rose Peach สเปรย์แอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือและบริเวณที่ต้องการทำความสะอาด สามารถใช้พ่นตามมือ และสิ่งของเครื่องใช้ มีกลิ่นหอมจากโรสพีช แห้งเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะมือ ให้ความรู้สึกสะอาดอย่างมีอนามัย ที่สำคัญแพคเกจจิ้งเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของทุกคนเพราะพกพาสะดวก หรือ ถ้าหากใครชอบแบบเจล Giffarine Hygienic Hand Sanitizer Gel เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ สูตรแอลกอฮอล์เข้มข้น 75% ตอบโจทย์สุด ๆ เป็นสูตรพิเศษ แบบไม่ต้องล้างน้ำออก เนื้อเจลใส แห้งไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ พร้อมบำรุงผิวมือด้วยส่วนผสมของสารสกัดจากผลทับทิม และ Panthenol ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ถนอมมือให้นุ่ม ไม่แห้งกร้าน เพียงลูบไล้อย่างน้อย 20 วินาที ให้ความรู้สึกสะอาดอย่างมีอนามัย สามารถใช้ได้ทุกที่ พกพาสะดวก ไอเท็มดี ๆ แบบนี้ บอกเลยห้ามพลาด และคุณเตรียมบอกลามือพังจากการใช้แอลกอฮอล์ที่ไม่เวิร์คไปได้เลย

โอเอซิส อินเตอร์เนชั่นแนล วิทยาศาสตร์และธรรมชาติที่ลงตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651398

วันที่ 27 เม.ย. 2564 เวลา 12:40 น.โอเอซิส อินเตอร์เนชั่นแนล วิทยาศาสตร์และธรรมชาติที่ลงตัว“ถ้าคุณไม่หยุดสร้างมะเร็ง ก็ไม่สำคัญหรอกว่าหมอจะเก่งในการกำจัดมะเร็งแค่ไหน เพราะที่สุดแล้วมันก็จะกลับมาอีก จำไว้ว่าคำถามไม่ใช่ว่า ‘ฉันจะกำจัดมะเร็งได้อย่างไร?’ แต่เป็น ‘ฉันจะหยุดสร้างมะเร็งได้อย่างไร?’ ต่างหาก” นายแพทย์โทมัส โลดี้ แพทย์สุขวิทยา ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าที่ปรึกษาด้านการแพทย์เชิงบูรณาการจาก โอเอซิส อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว

คำกล่าวข้างต้นของคุณหมอโลดี้ ชี้ให้เห็นแล้วว่า หากผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรม หรือวิธีการดำเนินชีวิตประจำวัน เพื่อหยุดการสร้างมะเร็ง ถึงแม้ว่าคุณหมอจะมีความชำนาญแค่ไหนก็ตาม ในที่สุดแล้วคุณก็สามารถกลับมาป่วยเป็นมะเร็งได้อีก

นายแพทย์โทมัส โลดี้ ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าที่ปรึกษาด้านการแพทย์เชิงบูรณาการจาก โอเอซิส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการบำบัดมะเร็งแบบผสมผสานกว่า 20 ปี ที่ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นที่ยอมรับร่วมกับแนวทางธรรมชาติบำบัด ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตภายใต้ 3 เสาหลักในการรักษา ประกอบด้วย การหยุดก่อมะเร็ง, การมุ่งเป้าที่มะเร็ง, และการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อวางรากฐานให้กับกระบวนการรักษาแผนใหม่ในเชิงการป้องกันบำบัดและให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการฟื้นฟูสุขภาพที่ดีแทนที่จะเพียงแค่รอให้รอดชีวิตจากโรคมะเร็งแต่เพียงอย่างเดียว

คุณหมอได้แบ่งปันความเป็นจริงเกี่ยวกับ “สุข-บำบัดแบบองค์รวม ห่างไกลจากมะเร็ง” ซึ่งในปัจจุบันการใช้ชีวิตของคนเราทำให้มีอัตราเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะมาจากพันธุกรรมเท่านั้น ซึ่งเรามีแนวทางแบบบูรณาการที่ครอบคลุมในการดูแลโรคมะเร็ง การรักษา และการบำบัด ประกอบด้วย

โภชนาการและอาหารเสริม

ปัจจัยที่สำคัญสุดในการใช้ชีวิตคืออาหาร เราควรได้รับสารอาหารจากธรรมชาติโดยตรง โดยไม่ผ่านการปรุงแต่งซึ่งจะเป็นไปตามกฏของธรรมชาติ เพราะอาหารที่มีการปรุงแต่งจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมี เมื่อนำพาเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ร่างกายของเราได้รับการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ก่อให้เกิดโรคได้ เราต้องเข้าใจว่าอะไรคืออาหารของมนุษย์ และเราควรกินอย่างไร แต่การกินของเราส่วนใหญ่แล้ว เรากินตาม culture ไม่ใช่ nature จึงก่อให้เกิดปัญหากับร่างกาย ดังนั้น การรับประทานอาหารที่ถูกต้องสามารถช่วยหลีกเลี่ยงการเกิดเซลล์มะเร็งได้

ภูมิคุ้มกันบำบัด

มะเร็งเป็นสิ่งที่ยากในการรักษา เพราะเซลล์มะเร็งมีกลไกในการป้องกันตัวและหลอกภูมิคุ้มกันร่างกายให้ไม่สามารถเข้าไปทำลายตัวมันได้ เพราะฉะนั้น การส่งเสริมเซลล์ภูมิคุ้มกันเพื่อให้สามารถผ่านเกราะป้องกันเซลล์มะเร็งเพื่อเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งได้สำเร็จ เราจึงได้คัดเลือกสารสกัดเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายในผู้ป่วย อาทิเช่น GCMAF เป็นตัวกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย (GC = โปรตีน, MAF= กลไกการกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว) มีหน้าที่ในการกำจัดเซลล์ผิดปกติอันได้แก่ เซลล์มะเร็ง และมีหน้าที่ในการจดจำสิ่งแปลกปลอมที่ปะปนมากับเซลล์ และผลิตภูมิคุ้มกันมาทำลายเซล์มะเร็งนั้น เป็นต้น

การบำบัดทางกายภาพ

เป็นการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย เช่น การออกกำลังกาย, การส่งเสริมการไหลเวียนของระบบน้ำเหลือง และการดีท้อกซ์แบบทำความสะอาดภายในอวัยวะของร่างกาย อวัยวะภายในร่างกายที่สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมภายนอกมากที่สุดคือลำไส้ เพราะมีหน้าที่ในการดูดซึมอาหาร เมื่อเรากินอะไรที่ไม่ดีเข้าไป ส่งผลให้ลำไส้ดูดซึมสิ่งไม่ดี และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันส่งไปที่ตับ ทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักกับสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา (ภูมิคุ้มกันก็จะต่ำ) ดังนั้นการสวนล้างลำไส้จึงช่วยในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกไป พร้อมกับช่วยให้ภูมิคุ้มกันกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนั้นเรายังต้องปรับต้นเหตุของสุขภาพที่เกิดจากการรับประทานอาหารด้วยโปรแกรม Green Juice, Raw Food หรืออาหารมังสะวิรัติบ้าง เพื่อปรับค่าความสมดุลของร่างกาย เรามีวิธีการที่จะทำให้ภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรงด้วยการให้สารอาหาร อาทิ เกลือแร่ วิตามินซี เพื่อให้มีกำลังและการเสริมสร้างภูมิมีประสิทธิภาพที่ดี

การบำบัดทางด้านจิตใจ

การเยียวยาทางอารมณ์และจิตใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะทำให้ผู้ป่วยอยู่ในความสงบนิ่ง มีความหวัง มีสติอยู่กับโปรแกรมการบำบัดรักษา และยังสามารถเชื่อมโยงระหว่างสภาวะทางจิตใจกับระบบภูมิคุ้มกันของเรา ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ หากเราเข้าใจถึงผลของความเครียดที่มีต่อระบบภูมิคุ้มกันของเราและหน้าที่สำคัญอื่นๆ ในร่างกาย นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมการทำสมาธิ โยคะ การฝึกลมหายใจ ตลอดจนการนอนหลับอย่างไรให้มีสุขภาพที่ดีพร้อมด้วยคุณภาพ และชั่วโมงการนอนที่สอดคล้องกับวัยในแต่ละช่วง ถ้าจะให้สมบูรณ์แบบควรนอนให้ได้ 7 – 8 ชั่วโมง แต่ละวัยต้องการจำนวนการนอนจะไม่เท่ากัน ชั่วโมงการนอนของเด็ก 11 – 13 ชั่วโมง ผู้ใหญ่ 7 – 8 ชั่วโมง เป็นต้น รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ หรือ toxin เช่น การพาร่างกายเข้ารับการบำบัดจากพลังของธรรมชาติด้วยการอาบป่า (Forest Bath), การเดินป่า ออกสัมผัสดิน-หญ้า หรือไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ชอบเที่ยวต่างจังหวัด โดยให้ธรรมชาติเข้ามาช่วยบำบัดเยียวยารักษาร่างกายและจิตใจ หรือซึมซับธรรมชาติให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับร่างกายผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ซึ่งเกี่ยวโยงโดยตรงกับสภาพแวดล้อมของร่างกาย เช่น อากาศ อุณหภูมิ กลิ่น และเสียง เป็นต้น

ดังนั้น โปรแกรมการดูแลมะเร็งเฉพาะบุคคลโดย โอเอซิส อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ตระหนักถึงความแตกต่างของแต่ละบุคคล ด้วยการปรับแผนการรักษาให้เข้ากับผู้ป่วยแต่ละคน ด้วยการทำงานเป็นทีม นำเสนอแนวทางในการป้องกัน การรักษาและการฟื้นตัวจากมะเร็ง โดยโปรแกรมทั้งหมดนั้นจะเป็นไปตามหลักการของเสาหลักในการให้การรักษาแบบเดียวกัคืแ

  • การป้องกันมะเร็ง : เป็นโปรแกรมสำหรับผู้ที่มีความกังวลว่าจะเกิดมะเร็ง มีเซลล์ก่อนเป็นมะเร็ง มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง และ/ หรือ เพียงแค่ต้องการลดความเสี่ยงให้น้อยที่สุด
  • การรักษามะเร็ง : เป็นโปรแกรมสำหรับผู้ที่มีมะเร็ง และกำลังต้องการโปรแกรมการรักษาที่เข้มข้นและครอบคลุม เพื่อฟื้นฟูสุขภาพของตน
  • การฟื้นตัวจากมะเร็ง : เป็นโปรแกรมสำหรับผู้ที่อยู่ในภาวะทุเลาลงแล้ว ซึ่งได้รับการรักษาในแบบแผนปัจจุบัน (หรือแผนทางเลือก) และจำเป็นต้องชำระล้าง ฟื้นฟูการทำงานของภูมิคุ้มกัน และเรียนรู้ทักษะการดำเนินชีวิตที่จำเป็น เพื่อให้ปราศจากมะเร็ง

การรักษามะเร็งทางเลือก

จากงานวิจัย ในความจริงที่น่าเศร้าที่สุดอย่างหนึ่งของโลกทุกวันนี้ก็คือ คนส่วนใหญ่ที่เป็นป่วยมะเร็งจะเสียชีวิตจากการรักษาไม่ใช่จากการลุกลามตามธรรมชาติของโรค โอเอซิส อินเตอร์เนชั่นแนล มีความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ที่จะคอยให้คำแนะนำได้ว่า เมื่อใดจึงจำเป็นที่จะต้องผ่าตัด, ใช้เคมีบำบัด, หรือการฉายรังสี (ถ้ามี), ด้วยอินซูลินบำบัดในปริมาณน้อย (Insulin Potentiated Therapy) นอกจากนี้ เรายังมีวิธีการให้ยาเคมีบำบัดแบบอ่อนๆ และตรงเป้ามากขึ้นโดยไม่สร้างความเสียหายจากผลข้างเคียง และเป็นการให้สารเคมีในปริมาณที่น้อยที่สุดเข้าสู่ร่างกาย 

ต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับคำปรึกษาหรือการเข้ารับการรักษาที่ โอเอซิส อินเตอร์เนชั่นแนล ติดต่อได้ที่อีเมล: contact@oasis.international และโทร: +66(0)92-460-5000

ผู้ป่วยเบาหวานกับการดูแลตัวเองในช่วง Covid-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651374

วันที่ 27 เม.ย. 2564 เวลา 10:01 น.ผู้ป่วยเบาหวานกับการดูแลตัวเองในช่วง Covid-19Covid-19 : ทำความเข้าใจเรื่องความเสี่ยง ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงกว่าสำหรับผู้เป็นเบาหวาน พร้อมวิธีการดูแลตัวเองให้ปลอดภัยในช่วงสถานการณ์ Covid-19

ผู้เป็นเบาหวานมีโอกาสติดเชื้อไวรัส COVID-19 มากกว่าปกติหรือไม่

คำตอบโดย รศ. พญ.พิมพ์ใจ อันทานนท์ สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ ระบุว่า ผู้เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงในการติดเชื้อไม่แตกต่างจากผู้ที่ไม่เป็นเบาหวาน แต่ว่าถ้าติดเชื้อแล้วจะมีอาการหรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงกว่าผู้ที่ไม่เป็นเบาหวาน เช่นเดียวกับผู้สูงอายุ ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคอ้วน เนื่องจากผู้เป็นเบาหวาน หากควบคุมน้ำตาลไม่ดี จะมีภูมิคุ้มกันที่ต่ำกว่าคนปกติ และเชื้อไวรัสจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาวะที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง

ทั้งนี้ ยังมีข้อมูลจากการศึกษาวิจัยพบว่าผู้เป็นเบาหวานมีอาการที่รุนแรงจากตัวโรคหรือผลการรักษาที่แย่กว่าผู้ที่ไม่เป็นเบาหวานประมาณ 2 เท่า นอกจากนี้ ยังพบว่าอัตราการเสียชีวิตของผู้เป็นเบาหวานสูงถึงร้อยละ 7.3 เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราการเสียชีวิตโดยรวมที่พบเพียงร้อยละ 2.3

ผู้เป็นเบาหวานควรดูแลตัวเองอย่างไรในช่วง Covid-19

ข้อมูลโดย รศ.พญ.ระวีวรรณ เลิศวัฒนารักษ์ ระบุไว้ดังนี้

  • ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ ด้วยสบู่อย่างน้อย 20 วินาที หรือ ทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือบ่อยๆ
  • เวลาไอหรือจาม ควรนำต้นแขนหรือช้อพับแขนมาปิตบริวณากและจมูก ไม่ควรใช้มือปิดเนื่องจากมีออาจไปสัมผัสวัตถุสิ่งของอื่นต่อ เพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ
  • ทำความสะอาดวัตถุหรือบริเวณที่ถูกสัมผัสบ่อยๆ
  • ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน
  • ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร รับประทานอาหารสุกและร้อน โดยใช้ช้อนกลางเมื่อต้องรับประทานอาหารร่วมกัน
  • ถ้าต้องออกนอกบ้านให้ใส่หน้ากากป้องกันทุกครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสบริเวณใบหน้า ควรล้างมือและทำให้มือแห้งสะอาดก่อนสัมผัสใบหน้า
  • หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่สาธารณะหรือร่วมกิจกรรมกับคนจำนวนมากหรือหนาแน่น
  • หลีกเสี่ยงการเดินทางด้วยรถโดยสารที่แออัดหรือหลีกเสี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น
  • หลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อโรคไวรัส COVID-19
  • ผู้เป็นเบาหวานควรดื่มน้ำบ่อยๆ เช็คระดับน้ำตาลในเลือดเป็นระยะ
  • ผู้เป็นเบาหวานต้องรับประทานยาสม่ำเสมอ ไม่แนะนำให้ขาดยาแม้อยู่ในช่วงกักกันตนเอง
  • ผู้เป็นเบาหวานที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำ ถ้าได้รับยาม็คลดระดับน้ำตาลบางชนิด หรือยาฉีตยินซูลิน ดังนั้นควรมีลูกอม หรือน้ำหวาน เพื่อแก้ไขภาวะ
  • น้ำตาลในเลือดต่ำ โดยเฉพาะช่วงที่มีการรับประทานอาหารได้น้อยลง

ขอแนะนำกรณีผู้เป็นเบาหวานมีอาการเจ็บป่วย ให้ปฏิบัติตนดังนี้

  • พักดูอาการอยู่ที่บ้าน ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น ควรหาช่องทางในการปรึกษาแพทย์อย่างเหมาะสม
  • เช็กระดับน้ำตาลในเลือดเป็นระยะ
  • ดื่มน้ำบ่อยๆ
  • ถ้ามีอาการ ไข้ ไอ และ/หรือ หายใจติดขัดให้ไปพบแพทย์ทันที
  • ให้ข้อมูลที่เป็นจริง และปฏิบัติตามระบบของการคัตกรองของโรงพยาบาล

รวม 9 เรื่องสำคัญในวันที่ต้องอยู่ร่วมกับ Covid-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651262

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 05:50 น.รวม 9 เรื่องสำคัญในวันที่ต้องอยู่ร่วมกับ Covid-19สสส.รวม 9 ประเด็นสุขภาพสำคัญ ที่จะช่วยในการรับมือการแพร่ระบาดอีกระลอกของเชื้อ Covid-19 ได้อย่างมีสติและถูกต้องมากขึ้น

1) Recheck นิสัยการใส่ “หน้ากากอนามัย” อย่างไรให้ถูกต้อง

แม้ว่าเราจะใส่หน้ากากอนามัยกันจนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตปกติไปแล้ว แต่บางคนก็อาจจะยังสวมใส่ไม่ถูกต้อง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้เริ่มจากการล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนหยิบหน้ากากอนามัยขึ้นมาใส่ โดยหันด้านที่มีสีเข้มหรือผิวมันไว้ด้านนอก ดึงหน้ากากให้คลุมทั้งจมูกและปาก และบีบขอบลวดให้แนบกับจมูกมากที่สุด เมื่อใช้งานเสร็จควรถอดทิ้งทันที โดยพับทบกันให้ด้านที่สัมผัสจมูกและปากอยู่ข้างใน แล้วมัดด้วยสายรัดให้แน่น จากนั้นจึงทิ้งในถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิดเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ และสำหรับใครที่ใช้หน้ากากผ้า ก็ควรซักให้สะอาดก่อนนำมาใช้ซ้ำในทุก ๆ วัน

ด้านองค์การอนามัยโลกหรือ WHO ก็ออกมาย้ำว่า ไม่ควรใช้หน้ากากชนิดที่มีวาล์ว เนื่องจากมีโอกาสที่เชื้อโรคจะแพร่จากตัวเราไปสู่คนอื่นได้ ที่สำคัญ ไม่ควรใช้มือจับหน้ากากอนามัยระหว่างสวมใส่ และไม่ควรดึงหน้ากากอนามัยลงมาพักไว้ใต้คาง เพราะมีความเสี่ยงที่จะปนเปื้อนเชื้อโรคได้เช่นกัน

2) เชื้อโรค Covid-19 กลัว “อากาศร้อน” จริงหรือไม่

หลายคนอาจคิดว่า โชคดีจังที่อยู่เมืองไทย อากาศร้อนขนาดนี้ เชื้อโรค Covid-19 คงจะตายก่อนแน่ ๆ แต่ในความเป็นจริงนั้น เชื้อโรค Covid-19 ไม่ได้แคร์ว่าอากาศจะร้อนหรือหนาวแต่อย่างใด

งานวิจัยจาก The University of Texas สหรัฐอเมริกา บอกกับเราว่า สภาพอากาศซึ่งก็คืออุณหภูมิกับความชื้น ไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญต่อการระบาดของเชื้อโรค Covid-19 สาเหตุหลักก็คือพฤติกรรมของคนเรามากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน การใส่หน้ากากอนามัย หรือการเว้นระยะห่าง ส่วนสภาพอากาศอาจจะมีผลเล็กน้อย อย่างเช่นอากาศที่หนาวเย็นจัดอาจทำให้คนรวมตัวกันอยู่แต่ในบ้าน จนแพร่เชื้อถึงกันได้ง่ายขึ้น เรียกว่าสภาพอากาศส่งผลต่อพฤติกรรมของเรา มากกว่าจะส่งผลโดยตรงต่อการระบาดของโรค

ดังนั้นแล้ว ไม่ว่าเราจะอยู่ในสภาพอากาศแบบไหน ก็ควรเน้นที่การดูแลพฤติกรรมให้ถูกสุขอนามัย เพื่อป้องกันตัวเราและคนในครอบครัวให้ปลอดภัยจากเชื้อ Covid-19

3) “สบู่ VS เจลแอลกอฮอล์” ใครคือมือหนึ่งในการจัดการกับเชื้อ Covid-19

มือที่สะอาดหมดจดจะช่วยปกป้องตัวเราเองจากเชื้อ Covid-19 ได้ดีที่สุด แล้วระหว่างสบู่กับเจลแอลกอฮอล์ ตัวช่วยตัวไหนที่สามารถจัดการกับเชื้อโรคได้ดีกว่ากัน มาเริ่มจากตัวช่วยสามัญประจำบ้านอย่างสบู่ เวลาที่เราถูสบู่นั้น โมเลกุลส่วนหางของสบู่จะจับกับโมเลกุลของไขมัน ซึ่งเป็นเหมือนกับผนังหรือเกราะที่จับตัวห่อหุ้มไวรัสไว้แบบหลวม ๆ สบู่จะทำให้ไขมันเหล่านี้แยกออกจากกัน เมื่อเกราะคุ้มกันแตก เชื้อไวรัสจึงถูกทำลาย และถูกชะล้างออกไปจากมือเราทันทีเมื่อล้างน้ำ

ส่วนเจลแอลกอฮอล์ ที่มีแอลกอฮอล์มากกว่า 70% นั้น มีหลักการทำงานโดยจัดการชั้นไขมันของไวรัส ทำให้ไวรัสหมดฤทธิ์ ไม่สามารถทำให้ร่างกายเราติดเชื้อได้อีกต่อไป เราจึงมักได้ยินคนใช้คำว่า แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ อยู่บ่อย ๆ นั่นเอง

หลักการนี้ใช้ได้ผลกับเชื้อไวรัส Covid-19 ด้วย เนื่องจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้ถูกล้อมรอบไว้ด้วยไขมันและโปรตีนเช่นกัน ดังนั้น เราจึงสามารถเลือกใช้สบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ได้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์

4) เราจะมีโอกาสติดเชื้อ Covid-19 ผ่าน “อาหาร” ที่รับประทานเข้าไปได้หรือไม่

ทุกวันนี้ ยังไม่พบหลักฐานว่ามีคนติดเชื้อ Covid-19 จากการรับประทานอาหาร อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเชื้อไวรัสตัวนี้ไม่ได้ทนความร้อนได้เก่งกว่าเชื้อโรคตัวอื่น ๆ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย จึงแนะนำให้รับประทานอาหารที่ปรุงสุกอย่างน้อย 70 องศาเซลเซียส ส่วนบรรจุภัณฑ์อาหารที่หลายคนกังวลว่าจะมีการปนเปื้อนเชื้อโรคติดมาด้วยนั้น แค่เราล้างมือให้สะอาดหลังจับบรรจุภัณฑ์ก็เพียงพอ และสำหรับใครที่ชอบสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ และไม่แน่ใจว่า มีไวรัสส่งเป็นของแถมมากับอาหารด้วยหรือเปล่า ก็สามารถใช้วิธีการล้างมือให้สะอาด เป็นตัวช่วยสุดท้ายได้เสมอ ที่สำคัญ อย่าลืมรับประทานอาหารให้หลากหลาย โดยเน้นผักผลไม้ เพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของเราเอง

5) เราควรต้องกังวลแค่ไหน กับข่าว “การกลายพันธุ์” ของเชื้อไวรัส Covid-19

ความจริงก็คือ ไวรัส Covid-19 นั้นอาจค่อย ๆ กลายพันธุ์มาเรื่อย ๆ ตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว เพราะไวรัสก็มักจะพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเป็นปกติ ซึ่งก็ยังไม่พบหลักฐานว่า การกลายพันธุ์ไปสู่สายพันธุ์ใหม่นี้ จะทำให้อาการป่วยของคนรุนแรงหรือเป็นอันตรายมากขึ้น เพียงแต่ทำให้เชื้อแพร่ระบาดระหว่างคนสู่คนได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ดังนั้น วิธีที่เราควรปฏิบัติในการดูแลตัวเองให้ปลอดภัยจึงยังคงเหมือนเดิม

ส่วนคำถามที่ว่า วัคซีนที่ผลิตไว้แล้ว จะใช้ได้ผลกับไวรัสที่กลายพันธุ์ด้วยหรือไม่ เนื่องจากวัคซีนที่ผลิตขึ้นต้องผ่านการทดลองกับไวรัสมาแล้วหลากหลายสายพันธุ์จนแน่ใจในประสิทธิภาพ เราจึงค่อนข้างมั่นใจในผลลัพธ์ของวัคซีนที่ผ่านการทดสอบมาเป็นอย่างดีได้ โดยวัคซีนจะกระตุ้นให้แอนติบอดีในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเราทำงานได้ดีขึ้น  ทั้งแอนติบอดีส่วนที่เป็นตัวค้นหาและจัดการกับไวรัส และส่วนที่เป็นเหมือนเรดาร์คอยตรวจสอบสภาพความแข็งแรง และทำหน้าที่เหมือนระบบเตือนภัยเบื้องต้นให้แก่ร่างกาย

6) “คุณแม่ตั้งครรภ์” มีความเสี่ยงแค่ไหนในช่วงการระบาดของ Covid-19

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่า เชื้อ Covid-19 สามารถติดต่อจากคุณแม่ที่ติดเชื้อไปสู่ลูกระหว่างตั้งครรภ์หรือระหว่างคลอดใด้หรือไม่ และทุกวันนี้ก็ยังตรวจไม่พบไวรัสชนิดนี้ในตัวอย่างของเหลวในครรภ์ของคุณแม่ หรือในน้ำนมแม่แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถดูแลตัวเองได้ด้วยวิธีเดียวกับคนทั่วไป ส่วนคุณแม่ที่ติดเชื้อ Covid-19 ก็สามารถทำคลอดภายใต้การวินิจฉัยและการดูแลของทีมแพทย์ได้

เช่นเดียวกับการให้นมลูก ยังไม่มีการค้นพบว่าเชื้อ Covid-19 สามารถแพร่สู่ลูกผ่านน้ำนมแม่ ดังนั้น แม้ว่าคุณแม่จะติดเชื้อ ก็ยังสามารถสัมผัส อุ้ม และให้นมลูกได้ โดยควรใส่หน้ากากอนามัยทางการแพทย์และล้างมือให้สะอาด เพราะถึงอย่างไร นมแม่ก็มีความสำคัญต่อความอยู่รอดและเจริญเติบโตของทารกอย่างที่สุด

7) ชวน “ขยับร่างกาย” วันละนิด ฟิตร่างกายสู้ Covid-19

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO แนะนำให้เราทำกิจกรรมทางกาย หรือ physical activity อย่างสม่ำเสมอ แม้ในช่วงที่ต้องอยู่บ้านเป็นประจำระหว่างเกิดการระบาดของ Covid-19 โดยมีคำแนะนำสำหรับคนแต่ละวัย ดังนี้

– เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ควรทำกิจกรรมทางกายให้ได้วันละหลาย ๆ ครั้ง

– เด็กอายุ 1 – 2 ปี ควรทำกิจกรรมทางกาย โดยมีกิจกรรมระดับปานกลางถึงหนักร่วมด้วย อย่างน้อยวันละ 180 นาที

– เด็กอายุ 3 – 4 ปี ควรทำกิจกรรมทางกายอย่างน้อยวันละ 180 นาที โดยให้มีกิจกรรมระดับปานกลางถึงหนักอย่างน้อย 60 นาที

– เด็กและวัยรุ่นอายุ 5 – 17 ปี ควรทำกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนัก อย่างน้อยวันละ 60 นาที

-ผู้ใหญ่อายุ 18 – 64 ปี ควรทำกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง อย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 – 300 นาที หรือทำกิจกรรมทางกายระดับหนัก อย่างน้อยสัปดาห์ละ 75 – 150 นาที

– ผู้ใหญ่อายุ 65 ปีขึ้นไป ควรทำกิจกรรมทางกายเช่นเดียวกับผู้ใหญ่อายุ 18 – 64 ปี   แต่เพิ่มการฝึกการทรงตัวและกล้ามเนื้อในระดับปานกลางหรือมากกว่า ให้ได้ 3 วันต่อสัปดาห์ขึ้นไป 

กิจกรรมทางกายในที่นี้ อาจจะเป็นการเล่นกีฬา ออกกำลังกาย ทำงานบ้าน ทำสวน เล่น หรือเต้นประกอบเพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใครที่ต้องนั่งอยู่กับที่คราวละนานๆ ระหว่างทำงาน เรียนออนไลน์ หรือใช้เวลาอยู่หน้าจอโทรทัศน์หรือสมาร์ทโฟน แนะนำให้หยุดพักทุก 20 – 30 นาที แล้วลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย เดินผ่อนคลายในบ้านหรือในสวน ให้ได้ประมาณ 3 – 5 นาที ทั้งหมดนี้ เพื่อช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่างๆ รวมถึงลดความเครียด และเป็นโอกาสสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวด้วย

8) “อาการ” แบบไหน น่าสงสัยว่าอาจติดเชื้อ Covid-19

หากร่างกายของเราได้รับเชื้อ Covid-19 แล้ว ก็จะเริ่มแสดงอาการต่าง ๆ ภายในระยะเวลา 5 – 14 วัน ซึ่งอาการก็จะคล้าย ๆ กับอาการของโรคหวัดทั่วไป เพียงแต่แพร่กระจายเชื้อได้ง่ายกว่า ในคนไข้บางคนอาจส่งผลต่อระบบการทำงานของร่างกายมากกว่า ขณะที่บางคนก็สามารถดูแลร่ายกายจนหายได้เองโดยไม่ต้องไปพบแพทย์

มาลองหมั่นสังเกตตัวเองและคนรอบข้าง ว่ามีอาการต้องสงสัยเหล่านี้หรือไม่

  • อาการทั่วไป เช่น มีไข้ ไอแห้ง เหนื่อยง่าย
  • อาการที่อาจพบได้รองลงมา เช่น ปวดหัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เจ็บคอ น้ำมูกไหล คลื่นไส้อาเจียน รวมถึงการไม่รับรู้รสหรือไม่ได้กลิ่นอาหาร อาจมีอาการท้องเสีย หรือมีผื่นคันตามผิวหนังด้วย
  • อาการรุนแรง เช่น หายใจ พูด หรือเคลื่อนไหวร่างกายลำบาก รวมถึงอาการเจ็บหน้าอก หากพบสัญญาณฉุกเฉินเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

9) หากสงสัยว่า “ติดเชื้อ Covid-19” ควรทำอย่างไรดี

สำหรับใครที่สงสัยว่าตนเองหรือคนรอบข้างอาจจะติดเชื้อ Covid-19 โดยเฉพาะกลุ่มที่ควรได้รับการดูแลใกล้ชิดอย่างเช่น ผู้สูงอายุ เด็ก คุณแม่ตั้งครรภ์ หรือผู้มีประวัติป่วยด้วยโรคปอดและโรคเบาหวาน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แนะนำว่าหากมีอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ไม่ว่าจะเป็น ไอ เจ็บคอ หายใจเหนื่อย มีน้ำมูก จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ควรรีบไปรับการตรวจรักษาที่สถานพยาบาลใกล้บ้านโดยเร็ว โดยจะต้องปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ด้วยการรักษาระยะห่างจากผู้อื่น 1 – 2 เมตร ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาการเดินทาง หมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ และหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่แออัด ทั้งนี้ หากมาสถานพยาบาลช้าเกิน 48 ชั่วโมง มีโอกาสที่จะเสียชีวิตได้

และนี่ก็คือ 9 ประเด็นสุขภาพเพื่อรับมือกับ Covid-19 ซึ่งอีกข้อหนึ่งที่สำคัญ ก็คือการพยายามติดตามข้อมูลเพื่ออัพเดตความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ Covid-19 โดยเฉพาะยิ่ง ในยุคที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร และทุก ๆ บ้านมีอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสำคัญเช่นนี้ อย่าลืมช่วยกันตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ Covid-19 ที่ได้รับจากโลกอินเทอร์เน็ต เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข่าวลวงหรือ fake news ด้วยการลองสังเกตองค์ประกอบต่าง ๆ ของข่าว เช่น

  • ข้อความพาดหัวที่อาจดูน่าตระหนกเกินไป
  • URL ของเว็บไซต์ ซึ่งอาจพยายามเลียนแบบแหล่งข่าวจริง
  • แหล่งที่มา หรือการอ้างอิงแหล่งข้อมูล มีความน่าเชื่อถือหรือไม่
  • การจัดรูปแบบ การสะกดคำ วันที่ลำดับเหตุการณ์ หรือรูปภาพประกอบ มีความน่าเชื่อถือหรือไม่
  • ตรวจสอบแหล่งข่าวอื่น ๆ ด้วย ว่าให้ข้อมูลตรงกันหรือเปล่า

ทั้งหมดนี้ เพื่อช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร และก้าวผ่านสถานการณ์โรคระบาดนี้ไปอย่างมีสติ ไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป และเข้าใจวิธีปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันตนเองจากเชื้อ Covid-19 ได้อย่างถูกต้องนั่นเอง

ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ภาพ : freepik

เพราะทุกลมหายใจที่ได้คืนมา มีค่าเกินกว่าคำชื่นชม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651109

วันที่ 23 เม.ย. 2564 เวลา 15:38 น.เพราะทุกลมหายใจที่ได้คืนมา มีค่าเกินกว่าคำชื่นชมกรมการแพทย์ไม่ท้อ เปิดขั้นตอนการทำงาน “สายด่วนเฉพาะกิจ กรมการแพทย์ 1668” อย่างละเอียด

กรมการแพทย์ ยืนยันสายด่วนเฉพาะกิจ 1668 ทำด้วยใจ ใช้จิตอาสาจากบุคลากรทางการแพทย์หลายร้อยชีวิต หวังช่วยบรรเทาทุกข์ประชาชนที่ติดเชื้อโควิด-19 ให้ได้รับการเข้ารักษาในโรงพยาบาล สถานพยาบาล หรือสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานอย่างทันท่วงที วอนให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ แม้มีข้อจำกัดในการทำงานบ้าง แต่ไม่ย่อท้อ เผยเปิดให้บริการมากกว่า 2 สัปดาห์ ภูมิใจสามารถช่วยเหลือผู้ติดเชื้อให้ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลแล้ว 1,584 ราย รับสายประชาชนไปแล้วกว่า 3,477 สาย ปลื้มใจมีบุคลากรจิตอาสาทั้งที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ และอีกหลากหลายสาขาอาชีพ อาสาช่วยงานโดยไม่หวังผลตอบแทน เชื่อมั่นหากทุกคนร่วมมือร่วมใจกัน มีสติ สื่อสาร และสามัคคี จะสามารถผ่านวิกฤตินี้ไปได้ด้วยกัน

สำหรับกรณีมีผู้วิจารณ์ในโลกโซเชียลถึงศักยภาพในการดำเนินงานสายด่วนเฉพาะกิจ 1668 นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ภาพที่ปรากฏออกมานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำงานเฉพาะกิจ จิตอาสาของพวกเรา เป็นเพียงภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ทีมตอบสนอง และประสานงาน ซึ่งจะทำงานในส่วนของการโทรศัพท์กลับหาประชาชนที่ให้ข้อมูลไว้ทั้งทางโทรศัพท์ และทางไลน์ @sabaideebot (สบายดีบอต) ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเร่งโทรกลับเพื่อซักประวัติ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ต้องมีพื้นที่ในการจดข้อมูล และต้องทำอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สามารถโทรติดตามประชาชนที่ให้ข้อมูลไว้ และประสานงานได้อย่างทั่วถึง ไม่ใช่ส่วนทีมรับสาย Hotline และทีมข้อมูล ซึ่งมีคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์การสื่อสารใช้งานอย่างแน่นอน จึงอยากให้ประชาชนเข้าใจถึงการทำงาน และความตั้งใจของเจ้าหน้าที่จิตอาสาที่ต่างทำงานกันอย่างทุ่มเท พร้อมยืนยันจะทุ่มเททำงานต่อไป

“ผมยืนยันว่าเรามีคอมพิวเตอร์ เครื่องไม้เครื่องมือในการบันทึก ตลอดจนจัดเก็บข้อมูลเพียงพอกับปริมาณงานที่เราทำอยู่ตอนนี้ ซึ่งการทำงานเราแบ่งออกเป็น 4 ทีม คือทีมรับสาย ทีมข้อมูล ทีมแพทย์ และทีมตอบสนอง ทำงานสอดประสานกันอย่างลงตัว แต่อย่างที่ผมเรียนย้ำเสมอว่า 1668 คือสายด่วนเฉพาะกิจ ทุกท่านคือจิตอาสาที่เป็นแพทย์ พยาบาล นักวิชาการสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่ในตำแหน่งต่าง ๆ ที่สามารถให้คำแนะนำเบื้องต้น โดยใช้ทักษะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ทางการแพทย์ จิตวิทยาในการสื่อสารกับผู้ป่วยและการให้กำลังใจ เปรียบเสมือนผู้ป่วยคือคนในครอบครัว เพื่อคลายความกังวลใจแก่ผู้ติดเชื้อได้ แม้ทุกท่านมีงานประจำที่ต้องปฏิบัติเป็นจำนวนมาก แต่ก็อาสาเข้ามาทำงานสายด่วนดังกล่าวโดยไม่มีวันหยุดอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั้งยังยินดีให้โอนสายเรียกเข้าต่าง ๆ เข้าหมายเลขโทรศัพท์ส่วนตัวของตนเอง ผมจึงอยากจะขอกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์เหล่านี้ด้วย”

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการวิพากวิจารณ์ถึงเครื่องมือ และอุปกรณ์การทำงานว่าไม่มีความพร้อมนั้น นายแพทย์ สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบายว่า แม้ว่า 1668 เป็นสายด่วนเฉพาะกิจที่เปิดให้บริการทุกวันระหว่างเวลา 08.00 -22.00 น. แต่มีการทำงานอย่างละเอียดโดยแบ่งเป็น 4 ทีมหลัก คือ 1. ทีมรับสาย Hotline 1668 จากผู้ป่วยโควิด 19 สอบถามข้อมูลรายละเอียดของผู้ป่วย 2. ทีมข้อมูล มีหน้าที่ในการรวบรวมข้อมูลจากทีมงานสายด่วนและทีมประสานงาน วิเคราะห์ข้อมูล จัดทำฐานข้อมูล สรุปข้อมูลรายวัน 3. ทีมแพทย์ มีทีมแพทย์ประเมินอาการระดับความรุนแรงของผู้ป่วย ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับ ตามความรุนแรงของโรค และ 4. ทีมตอบสนองและประสานงาน มีหน้าที่ประสานขอเตียงจากโรงพยาบาลเป้าหมาย (ผ่านศูนย์ส่งต่อโรงพยาบาลราชวิถี กรณีเป็นผู้ติดเชื้อในความรับผิดชอบของกรมการแพทย์ และประสานผ่านศูนย์เอราวัณ กรุงเทพมหานคร กรณีเป็นผู้ติดเชื้อในความรับผิดชอบของโรงพยาบาลนอกสังกัดกรมการแพทย์) รวมทั้งโทรเยี่ยมติดตามอาการของผู้ป่วย ซึ่งแต่ละสายใช้เวลาในการพูดคุยกับผู้ป่วยประมาณ 20 – 40 นาที

สำหรับการดำเนินการรับสายที่โทรเข้ามา จนถึงวันที่ 21 เมษายน 2564 รวม 3,477 สาย โทรเยี่ยมติดตาม 3,277 สาย ผู้ติดต่อขอเตียง 1,584 คน รับเข้ารักษาในโรงพยาบาลแล้ว ทั้งนี้ กรณีที่โทร 1668 แล้วไม่มีผู้รับสายนั้น เกิดจากแต่ละวันมี โดยในปัจจุบันมีผู้โทรเข้า 1668 มากกว่า 200 สาย จนทำให้คู่สายล้น ทางกรมการแพทย์ได้จัดให้มีการส่งต่อข้อมูล ด้วยเทคนิค convert สายเข้าโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของจิตอาสาจากทั่วประเทศ ทำให้สามารถรับสายเพิ่มได้อีกกว่า 10 คู่สาย ทั้งนี้ หากไม่สามารถติดต่อ 1668 ได้ ขอให้ติดต่อทางแอปพลิเคชันไลน์ โดยการเพิ่มเพื่อน Line @sabaideebot กรอกข้อมูลชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการประสานติดต่อเจ้าหน้าที่อีกทาง กรมการแพทย์ขอยืนยันว่ามีการปรับปรุงระบบการทำงานอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรวดเร็วขึ้น

“ย้ายประเทศกันเถอะ” ถอดบทเรียนฮ่องกงเผ่นหนีรัฐบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651928

วันที่ 03 พ.ค. 2564 เวลา 19:00 น. "ย้ายประเทศกันเถอะ" ถอดบทเรียนฮ่องกงเผ่นหนีรัฐบาลเมื่อคนรุ่นใหม่ไม่ทนจึงหาหนทางย้ายออกจากประเทศบ้านเกิด

จากปรากฏการณ์ “ย้ายประเทศกันเถอะ” กลุ่มเฟซบุ๊กที่มีสมาชิกกว่าครึ่งล้านหลังสร้างขึ้นมาได้เพียงไม่กี่วันอาจสะท้อนให้เห็นอะไรหลายอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนรุ่นใหม่เกิดแนวคิดดังกล่าว

โดยเมื่อปี 2019 นับตั้งแต่เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในฮ่องกงก็มีชาวฮ่องกงจำนวนไม่น้อยที่พากันย้ายถิ่นฐานออกจากบ้านเกิด โดย Youth I.D.E.A.S. ศูนย์วิจัยเพื่อขับเคลื่อนการสร้างข้อเสนอเชิงนโยบายในฮ่องกงเผยว่า “ฮ่องกงอาจเข้าสู่ภาวะสมองไหลภายใน 5 ปี”

หลังผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าเกือบ 1 ใน 4 ของแรงงานฮ่องกงอายุต่ำกว่า 35 ปีอยากย้ายไปทำงานต่างประเทศ โดยกว่า 15% ระบุว่าไม่มีแผนที่จะกลับฮ่องกงหากได้งานทำที่ต่างประเทศ โดยพวกเขามี 3 เหตุผลหลักคือต้องการชีวิตการทำงานที่สมดุลมากขึ้น ต่างประเทศมีแผนเปิดรับคนฮ่องกง รวมถึงต้องการเสถียรภาพทางสังคมและการเมือง

ซึ่งนั่นจะทำให้ฮ่องกงขาดแคลนแรงงานรุ่นใหม่ฝีมือดีและเคลื่อนเข้าสู่สังคมสูงวัยในที่สุด

อยากให้ลูกๆ มีอนาคตที่ดีกว่านี้

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา BBC รายงานถึงผู้อพยพจากฮ่องกงที่คิดเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสหราชอาณาจักรซึ่งให้วีซ่าประเภทใหม่แก่ชาวฮ่องกง 5.4 ล้านคนหรือคิดเป็นประมาณ 70% ของประชากรทั้งหมดในฮ่องกงให้มีสิทธิย้ายเข้ามาอาศัยและกลายเป็นพลเมืองอังกฤษในที่สุด

หนึ่งในนั้นคือครอบครัวของแอนดี ลี และเทรี หว่อง และลูกๆ เหตุผลหลักของพวกเขาคือต้องการให้ลูกได้รับโอกาสที่ดีกว่าทั้งด้านการศึกษาและอนาคต ตลอดจนหลักนิติรัฐ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่พวกเขาต้องการมาตลอด

แม้ว่าการขอสัญชาติของพวกเขาต้องใช้เวลานานถึง 6 ปี โดยระหว่างนี้พวกเขาต้องหาเงินเลี้ยงดูตัวเอง แต่ก็ได้รับสวัสดิการรักษาพยาบาล และเงินสนับสนุนการศึกษาให้บุตรเรียนฟรี ซึ่งขณะนี้ลูกๆ ของพวกเขาได้เข้าโรงเรียนใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

พวกเขากล่าวว่า “อยากให้ลูกๆ สามารถพูดในสิ่งที่ต้องการในโรงเรียนไม่เหมือนกับในฮ่องกงที่ต้องคอยระมัดระวัง”

โดยในเดือนกันยายนปีที่ผ่านมามีนักเรียนในฮ่องกงถูกสั่งพักการเรียน 1 สัปดาห์หลังแสดงข้อความในชั้นเรียนว่า “ปลดปล่อยฮ่องกง ปฏิวัติเดี๋ยวนี้”

ฝันร้ายจากกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ

นอกจากนี้ยังมีชาวฮ่องกงอีกจำนวนมากที่อพยพไปยังประเทศอื่นๆ อาทิ แคนาดา ออสเตรเลีย และไต้หวันที่เปิดรับผู้อพยพชาวฮ่องกงหลังจากที่จีนออกกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติซึ่งแอมเนสตี้มองว่าเป็นการคุกคามสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์

ผลการสำรวจจาก Stand News เว็บไซต์ข่าวไม่แสวงหาผลกำไรในฮ่องกงพบว่าชาวฮ่องกงต้องการย้ายถิ่นฐานถึง 76% หลังการประใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่ก่อนการประกาศมีประชาชนต้องการย้ายถิ่นฐานเพียง 37%

ขายบ้านย้ายประเทศ

Centaline Property Agency ตัวแทนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของฮ่องกงเผยข้อมูลเมื่อปลายปีที่แล้วว่ามีชาวฮ่องกงประกาศขายบ้านกว่า 26,000 หลังซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 44% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นการส่งสัญญาณว่าพวกเขาต้องการย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศอื่น

นอกจากนี้ CNBC ยังระบุว่ากระแสลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในสหราชอาณาจักรและประเทศอื่นๆ ของชาวฮ่องกงก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน เนื่องจากการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศถือเป็นใบเบิกทางในการขอวีซ่าแบบพำนักถาวรตลอดจนการขอสัญชาติในประเทศนั้นๆ

ขณะที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ต่างชาติหลายแห่งมีการยิงโฆษณาบนโซเชียลมีเดียเชิญชวนให้ซื้ออสังหาฯ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในต่างแดน

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญประมาณการว่าปรากฏการณ์นี้อาจเป็นการเคลื่อนย้ายการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดของฮ่องกงนับตั้งแต่ปี 1997 และสถิติที่เผยเปิดโดยสำนักงานสถิติแห่ชาติชี้ให้เห็นว่าใน 2019 มีชาวฮ่องกงย้ายไปอยู่ต่างประเทศถึง 29,200 คนซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2012 โดยจุดหมายปลายทางหลักคือสหราชอาณาจักร แคนาดา สหรัฐ ออสเตรเลีย และไต้หวัน

เส้นทางอาจไม่สวยงามเสมอไป

หลายคนวาดฝันไว้ว่าการย้ายไปอาศัยในต่างแดนอาจได้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีอิสระเสรีมากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีเส้นทางที่สวยงามกับการย้ายถิ่นฐาน

กระแสการย้ายถิ่นฐานของชาวฮ่องกงทำให้เกิดบริษัทรับจ้างพาไปต่างประเทศซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึงหลายแสนเหรียญฮ่องกงหรือนับล้านบาท นอกจากนี้ยังมีมิจฉาชีพใช้ลู่ทางนี้หลอกลวงประชาชนโดยมีประชาชนจำนวนมากถูกหลอกลวงและออกมาร้องเรียนในปี 2019

บางครอบครัวจ่ายเงินไปเป็นจำนวนหลายแสนเหรียญฮ่องกงให้บริษัทเพื่อทำเรื่องอพยพไปยังต่างประเทศโดยใช้เวลานานนับปีก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งยังหายไปพร้อมเงินจำนวนดังกล่าว

หรือบางรายได้ย้ายถิ่นฐานแล้วแต่ก็ต้องเผชิญกับปัญหาในต่างแดน อย่าง ทอม เหลา ชาวฮ่องกงคนหนึ่งซึ่งย้ายไปยังลอนดอนเขาต้องจ่ายค่าเช่าบ้านเป็นเงิน 6,300 เหรียญฮ่องกงหรือกว่า 25,000 บาทต่อเดือน โดยเจ้าของบ้านแบ่งห้องนอน 3 ห้องของบ้านออกเป็น 6 ห้องเพื่อรองรับผู้อาศัยถึง 8 คน เขากล่าวว่ามันเป็นเหมือนตลาดมืดเพราะเขาไม่มีแม้แต่สัญญาเช่าบ้านแต่ก็ทำอะไรไม่ได้

โดย ณิชมน โลหะขจรพันธ์ 

Photo by Isaac LAWRENCE / AFP

Warren Buffett เตือนอย่าพนันหุ้น-อย่าคิดว่าการลงทุนมันง่าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651922

วันที่ 03 พ.ค. 2564 เวลา 17:01 น.Warren Buffett เตือนอย่าพนันหุ้น-อย่าคิดว่าการลงทุนมันง่ายวอร์เรน บัฟเฟตต์ เซียนการลงทุนแนะถือกองทุนดีกว่าจะไปเดิมพันกับหุ้นตัวเดียว พร้อมเตือนภาวะเงินเฟ้อสหรัฐกำลังแดงเดือด

การประชุมประจำปีของบริษัท Berkshire Hathaway ที่เพิ่งจบสิ้นลงไปเมื่อวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ (หรือวันอาทิตย์ตามเวลาประเทศไทย) เป็นอีกครั้งที่มหาเศรษฐีนักลงทุนระดับเซียน วอร์เรน บัฟเฟตต์ ชี้แนะทิศทางการลงทุนในที่ประชุม ครั้งนี้เขามีข้อคิดคมๆ ออกมาเตือนนักลงทุนน้อยใหญ่อีกครั้ง รวมถึงคาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจด้วย

1. วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) เตือนผู้คนว่าอย่าคิดว่าการลงทุนเป็นวิธีที่ง่ายในการสร้างรายได้ เขาบอกว่าการเลือกผู้ชนะในระยะยาวอาจเป็นเรื่องยาก เขาชี้ให้เห็นว่าในปี 1903 มีบริษัทรถยนต์มากกว่า 2,000 แห่งและเกือบทั้งหมดล้มเหลว แม้ว่ารถยนต์จะเปลี่ยนโฉมประเทศสหรัฐตั้งแต่นั้นมา

2. เขาบอกว่า “การเลือกหุ้นมีอะไรอีกมากมายมากกว่าการคิดว่าอุตสาหกรรมอะไรที่จะน่าทึ่งในอนาคต ผมแค่อยากจะบอกคุณว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด” และกล่าวว่าแพลตฟอร์มการซื้อขายหุ้นที่อนุญาตให้ผู้คนซื้อและขายหุ้นได้ฟรีเช่น Robinhood เป็นเพียงการสนับสนุนการพนันเท่านั้น

3. บัฟเฟตต์กล่าวว่าคนส่วนใหญ่จะมีฐานะดีขึ้นด้วยการเป็นเจ้าของกองทุนดัชนี S&P 500 แทนที่จะเดิมพันหุ้นเป็นตัวๆ ไป เขากล่าวว่านักลงทุนมือใหม่หลายคนที่เข้ามาในตลาดเมื่อเร็วๆ นี้และผลักดันมูลค่าของ GameStop ผู้ค้าปลีกวิดีโอเกมจนทะลุฟ้า คนเหล่านี้บัฟเฟตต์เป็นพวกนักพนันแท้ๆ

4. บัฟเฟตต์กล่าวว่า Robinhood ได้ดึงดูดหรือ “อาจจะดึงดูด” ผู้คนจำนวนมากที่เอาแต่เล่นการพนันเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้นในหุ้นเช่น Apple Inc. เขาบอกว่า “ไม่มีอะไรผิดกฎหมาย ไม่มีอะไรผิดศีลธรรม แต่ผมไม่คิดว่าคุณจะสร้างสังคมขึ้นมาได้จากผู้คนที่ทำเช่นนั้น”

5. บัฟเฟตต์กล่าวว่าในขณะที่โอกาสในการทำกำไรจากการซื้อขายหุ้นและอนุพันธ์ในแต่ละวันนั้นดีกว่าการเล่นสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่นักลงทุนรายใหม่จำนวนมากจะมีผลลัพธ์ที่ดีกว่าในการซื้อและถือหุ้นของบริษัทที่ดี เขาบอกว่า “ แรงกระตุ้นในการพนันนั้นแข็งแกร่งมากในผู้คนทั่วโลกและบางครั้งมันก็ได้รับแรงผลักดันมหาศาล มันสร้างโลกแห่งจริงในตัวมันเองมาระยะหนึ่ง แล้วก็ไม่มีใครบอกคุณว่าเมื่อนาฬิกาจะตี 12 ครั้งเมื่อไหร่และทุกอย่างก็เปลี่ยนเป็นฟักทองและหนู” เขาใช้อุปมาเรื่องซินเดอเรลลาที่กลายเป็นหญิงงามชั่วครู่ก่อนที่ทุกอย่างจะกลายเป็นมายาไป

6. ในส่วนของแนวโน้มเศรษฐกิจ บัฟเฟตต์กล่าวว่าเศรษฐกิจกำลังขยับออกจากโซนการระบาด และการฟื้นตัวที่เร็วกว่าที่คาดไว้มาจากการดำเนินมาตรการช่วยเหลือที่รวดเร็วและเด็ดขาดของธนาคารกลางสหรัฐและรัฐบาลสหรัฐซึ่งช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจ 85% เข้าสู่ระดับ “เกียร์ที่สูงมาก”

7. เขาบอกว่า “มันเกือบจะเป็นการซื้อที่บ้าคลั่ง ผู้คนมีเงินในกระเป๋าและจ่ายในราคาที่สูงขึ้น” แต่เมื่อการเติบโตกลับมาแรงขึ้นและอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับต่ำ ธุรกิจหลายแห่งรวมถึง Berkshire ด้วยจึงกำลังขึ้นราคาและทำให้เกิดอัตราเงินเฟ้อ “มากกว่าที่ผู้คนคาดการณ์ไว้เมื่อหกเดือนก่อน”

AFP PHOTO/Nicholas KAMM/FILES

Jihan Wu เศรษฐีคริปโตแดนมังกรผู้เชื่อว่าคริปโตจะเหนือกว่าอินเตอร์เน็ต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651905

วันที่ 03 พ.ค. 2564 เวลา 15:03 น.Jihan Wu เศรษฐีคริปโตแดนมังกรผู้เชื่อว่าคริปโตจะเหนือกว่าอินเตอร์เน็ต“อู๋จี้หาน” ชายที่ทำให้บางคนคิดว่าเขาคือผู้กุมชะตากรรมของ Bitcoin เขามีวิสัยทัศน์เรื่องคริปโตแบบนี้

ใครๆ ในวงการคริปโตเคอร์เรนซี่ต้องรู้จัก Jihan Wu หรือ “อู๋จี้หาน” เป็นอย่างดี เขาเป็นมหาเศรษฐีผู้ประกอบการสกุลเงินดิจิทัลของจีน และร่วมกับ Micree Zhan หรือ “จ้านเค่อถวน” เพื่อร่วมชาติ ร่วมก่อตั้ง Bitmain ในปี 2013 ซึ่งได้กลายเป็นบริษัทชิปคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกสำหรับการขุดบิตคอยน์ (Bitcoin) และติดอันดับ 1 ใน 5 มหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในเอเชียในปี 2020 ของฟอร์บส์ ปัจจุบันเขายังเป็นประธานของ Bitdeer ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการทำเหมืองขุด Bitcoin

เขาเป็นผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งในวงการคริปโตคำพูดของเขาบอกถึงอนาคตของวงการนี้ได้ไม่มากก็น้อย ล่าสุด ในระหว่างการประชุม 421 Wet Season Festival และ Mining Ecology Conference ครั้งที่สอง อู๋จี้หานได้บอกว่า “ในระยะยาวอุตสาหกรรมบล็อกเชนอยู่ในภาวะขาขึ้นและเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นวัตกรรมในอุตสาหกรรมนี้อาจเหนือกว่าอินเทอร์เน็ตด้วยซ้ำ”

อู๋ยังย้ำว่าบริษัทที่มีชื่อเสียงเข้าสู่วงการคริปโตจะมากขึ้นและเขาคาดว่าเศรษฐกิจคริปโตจะขยายตัว แต่ความท้าทายก็คืออุตสาหกรรมนี้จำเป็นต้องสร้าง “มูลค่าที่น่าเชื่อถือ” ซึ่งเป็นประเด็นที่วงการคริปโตถูกท้าทายจากธนาคารกลางสำคัญๆ ของโลกโดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ชี้แล้วชี้อีกว่าคริปโตฯ เป็นแค่เป้าหมายเก็งกำไรไม่สามารถนำมาใช้แทนที่เงิ้นสกุลจริง (Fiat currency) ได้

แต่อู๋จี้หานชี้ว่าคริปโตไม่ใช่เรื่องนอกกระแสอีกต่อไปและได้รับการยอมรับจากอำนาจทางการเงินของโลก เขาบอกว่า “นี่เป็นสิ่งที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมเนื่องจากบ่งชี้ว่ามันได้รับการยอมรับมากจากการเงินกระแสหลักขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นทิศทางการดำเนินงานใหม่ของบริษัท หรือเป็นการลงทุนทางการเงินรูปแบบใหม่ ผมเชื่อว่าบริษัทใหญ่ๆ จะยังคงเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ต่อไปในอนาคต”

อู๋จี้หานพยายามผลักดันสิ่งที่เรียกว่า Bitcoin Unlimited นั่นคือการเปิดทางให้มีจำนวน Bitcoin ไม่จำกัด ซึ่งภายใต้ระบบปัจจุบันที่เรียกว่า Bitcoin Core บล็อก Bitcoin มีความจุจำกัด ที่ 1MB ตั้งแต่เริ่มต้น อย่างไรก็ตาม Bitcoin Unlimited โต้ว่าขนาดของบล็อกเหล่านี้ควรจะเพิ่มขึ้นเนื่องจาก Bitcoin ได้รับความนิยมมากขึ้น ขีดจำกัดความจุทำให้เกิดความแออัดและนำไปสู่ความล่าช้าในการทำธุรกรรม

อู๋จี้หานดัน Bitcoin Unlimited อย่างหนักหน่วง แต่แนวคิดนี้ก็ถูกต่อต้านไม่น้อยเช่นกัน พวกเขาชี้ว่ามันจะเปิดโอกาสให้รายใหญ่ (เช่น อู๋จี้หาน) ที่มีเทคโนโลยีเหนือกว่าจะมีโอกาสในการขุดมากขึ้นส่วนรายย่อยจะมีโอกาสน้อยลง มันจะนำไปสู่การผูกขาดซึ่งสวนทางกับหลักการเริ่มต้นของ Bitcoin

“อู๋จี้หาน” ภาพจาก Twitter

เส้นทางในโลกคริปโตของอู๋จี้หาน

• อู๋จี้หานเกิดเมื่อปี 1986 ที่เมืองฉงชิ่งประเทศจีน หลังจากจบการศึกษาระดับมัธยมที่ฉงชิ่งเขาได้เข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งซึ่งเขาได้รับปริญญาเศรษฐศาสตร์และจิตวิทยาสองปริญญาในปี 2009

• หลังจากเรียนจบวิทยาลัย อู๋จี้หานทำงานเป็นนักวิเคราะห์การเงินของบริษัทหุ้นเอกชนแห่งหนึ่ง ในเดือนพฤษภาคม 2011 เขาได้รู้จักกับ Bitcoin และระดมทุน 100,000 หยวนด้วยเงินจากครอบครัวและเพื่อนเพื่อซื้อ Bitcoin 900 โทเคน

• เขาและเพื่อนผู้คลั่งไคล้ Bitcoin ชื่อ จางเจี๋ยร่วมกันก่อตั้ง Babite (ปาปี่เท่อ) ซึ่งเป็นไซต์ชุมชน Bitcoin แห่งแรกของจีน ในช่วงปลายปี 2011 เขาเป็นคนแรกที่แปลสมุดปกขาวของซาโตชิ นากาโมโต (Satoshi Nakamoto) ผู้สร้าง Bitcoin เป็นภาษาจีน

• ในปี 2012 เขาลงทุนใน Kaomao (เข่ามาว) ซึ่งเป็นบริษัทฮาร์ดแวร์สำหรับการขุด Bitcoin แม้ว่าจะประสบความสำเร็จในตอนแรก Kaomao ก็ประสบปัญหาทางเทคนิคและออกจากธุรกิจในเวลาต่อมา นอกจากนี้เขายังสูญเสียการลงทุนในบริษัท ฮาร์ดแวร์การขุดคริปโตอื่นๆ ด้วย

• อู๋จี้หานตระหนักถึงความสำคัญของความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคในปี 2013 เขาจึงติดต่อจ้านเค่อถวนวิศวกรไมโครอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเขาเคยพบเมื่อสองสามปีก่อนและโน้มน้าวให้จ้านร่วมก่อตั้งบริษัท Bitmain กับเขาในเดือนพฤศจิกายน 2013 โดยจ้านได้พัฒนา Antminer S1 ซึ่งเป็นอุปกรณ์ขุดเครื่องแรกของบริษัท

• Bitmain เติบโตเป็นบริษัทชิปคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกสำหรับการขุด Bitcoin โดยมีรายรับ 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2017 ในปี 2018 อู๋จี้หานถือหุ้น 20% ของ Bitmain ส่วนจ้านเค่อถวนถือหุ้น 36%

• ในการจัดอันดับ Blockchain Rich List 2018 ของ Hurun Report ซึ่งเป็นการจัดอันดับมหาเศรษฐีจีน อู๋เป็นผู้ประกอบการคริปโตเคอเรนซีที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 2 ในจีนโดยมีมูลค่าสุทธิ 16.5 หมื่นล้านหยวนรองจากจ้านเค่อถวนเพียงคนเดียว และเขาอยู่ในอันดับที่ 3 ในการจัดอันดับ The Ledger 40 ของ Fortune จากการพลิกโฉมธุรกิจที่เป็นผู้นำด้านการเงินและเทคโนโลยี

• ในปี 2019 อู๋จี้หานก้าวลงจากตำแหน่งซีอีโอร่วมของ Bitmain และก่อตั้งบริษัท Matrixport ซึ่งเป็นบริษัทในสิงคโปร์ที่ให้บริการทางการเงินสำหรับสกุลเงินดิจิทัล เพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามของจีนในการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล

• ในปี 2021 อู๋จี้หานได้ออกจาก Bitmain อย่างเป็นทางการโดยกล่าวว่าได้เคลียร์เรื่องบาดหมางกับจ้านเค่อถวนด้วยดีแล้ว เขาจึงออกมาตั้ง Bitdeer และ Antpool โดยที่ตัวเขาเป็นประธานบริษัท

ชาวญี่ปุ่น 80% สนับสนุนผู้หญิงครองบัลลังก์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651904

วันที่ 03 พ.ค. 2564 เวลา 14:27 น.ชาวญี่ปุ่น 80% สนับสนุนผู้หญิงครองบัลลังก์ประชาชนญี่ปุ่นสนับสนุนให้สตรีสามารถสืบทอดบัลลังก์ในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังขาดแคลนเชื้อพระวงศ์ชาย

สำนักข่าวเกียวโดรายงานผลสำรวจความคิดเห็นจาก Kyodo News ชี้ว่าประมาณ 80% ของผู้ตอบแบบสอบถามสนับสนุนให้สตรีสามารถสืบทอดบัลลังก์เป็นจักรพรรดินีในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังขาดแคลนเชื้อพระวงศ์ชาย

แบบสำรวจดังกล่าวจัดขึ้นในเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมาโดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายไปยังประชาชนญี่ปุ่นที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป 3,000 ทั่วประเทศ อัตราการตอบกลับอยู่ที่ 61.3%

ซึ่งผลสำรวจที่ได้นั้นสอดคล้องกับผลการสำรวจความคิดเห็นของเกียวโดในประเด็นเดียวกันเมื่อปี่ที่แล้วซึ่งแสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงข้อจำกัดเดิมที่กำหนดให้ผู้สืบทอดราชบัลลังก์เป็นรัชทายาทชายและสืบทอดผ่านเชื้อพระวงศ์ชายเท่านั้น

ทั้งนี้ การสืบทอดราชบัลลังก์ในญี่ปุ่นกลายเป็นภารกิจเร่งด่วนนับตั้งแต่ที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะสละราชบัลลังก์ในปี 2019

โดยพระจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะมีรัชทายาทเพียง 3 พระองค์ ได้แก่ มกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะ พระอนุชาของจักรพรรดิพระชนมายุ 55 พรรษา, เจ้าชายฮิตาชิพระปิตุลาของจักรพรรดิพระชนมายุ 85 พรรษา และเจ้าชายฮิซาฮิโตะพระโอรสของมกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะพระชนมายุ 14 พรรษา ขณะที่พระจักรพรรดิทรงมีพระธิดา 1 พระองค์คือเจ้าหญิงไอโกะพระชนมายุ 19 พรรษา

ท่ามกลางจำนวนสมาชิกราชวงศ์ญี่ปุ่นที่ลดน้อยลงไปเนื่องจากกฎหมายบัญญัติไว้ว่าเชื้อพระวงศ์เพศหญิงต้องสละฐานันดรศักดิ์หากแต่งงานกับชายสามัญชน และลูกๆ ที่เกิดมาก็จะไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์อีกต่อไป

โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่นได้หารืออย่างเป็นทางการเกี่ยวกับแนวทาการสร้างความมั่นคงในการสืบทอดราชบัลลังก์ โดยมีการจัดตั้งคณะที่ปรึกษาเพื่อขอความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในประเด็นดังกล่าว

แม้ว่าจะมีประชาชนจำนวนมากสนับสนุนการสถาปนาจักรพรรดิหญิงและจักรพรรดิสืบเชื้อสายจากตระกูลของมารดา แต่แนวคิดดังกล่าวยังถูกคัดค้านในหมู่นักวิชาการ ผู้ร่างกฎหมาย รวมถึงกลุ่มอนุรักษ์นิยม ตลอดจนพรรคเสรีประชาธิปไตยของนายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซุงะ

เปิดสาเหตุที่โควิดสายพันธุ์อินเดียคือหายนะของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651895

วันที่ 03 พ.ค. 2564 เวลา 13:00 น.เปิดสาเหตุที่โควิดสายพันธุ์อินเดียคือหายนะของโลกนี่คือสาเหตุที่ไวรัสโคโรนากลายพันธุ์ที่พบในอินเดียจะเป็นอันตรายต่อทั้งโลก

ขณะนี้การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในอินเดียนั้นเกินกว่าคำว่าวิกฤตด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันทะลุ 4 แสนรายเป็นประเทศแรกของโลก ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อสะสมทั่วประเทศสูงถึงกว่า 19.5 ล้านราย ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดในเอเชีย และมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐ และมีผุ้เสียชีวิตจากโควิด-19 แล้วกว่า 2 แสนราย

หลังจากที่ทางการอินเดียประกาศลดมาตรการป้องกันโรคเมื่อต้นปีเนื่องจากมีผู้ติดเชื้อรายวันลดลงต่ำกว่า 10,000 ราย ประชาชนจำนวนมากรวมตัวกันจัดกิจกรรมทั้งทางการเมืองและศาสนาส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นมา โดยเฉพาะเดือนเมษายนเพียงเดือนเดียวอินเดียมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นราว 7 ล้านราย

บทความจาก The new York Times ระบุว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งใหญ่ในอินเดียนั้นจะเป็นอันตรายต่อโลก โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการแพร่ระบาดที่ไม่สามารถควบคุมได้จะยืดเวลาการระบาดของโรคและอาจส่งผลให้เกิดไวรัสกลายพันธุ์ที่เป็นอันตรายมากยิ่งขึ้น แพร่ระบาดได้รวดเร็วขึ้น ตลอดจนอาจหลบเลี่ยงภูมิคุมกันของวัคซีน

มันกลายพันธุ์แบบไหน?

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ B.1.617 ที่พบใหม่ในประเทศอินเดียสร้างความกังวลไปทั่วโลกหลังมีการแพร่ระบาดไปแล้วเกือบ 20 ประเทศ ซึ่งองค์การอนามัยโลกระบุว่าไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวอาจมีความสามารถในการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนกังวลว่าอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีน

ทั้งนี้ ไวรัสสายพันธุ์ B.1.617 มีการกลายพันธุ์ใน 2 ตำแหน่ง คือ E484Q และ L452R โดยไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์อื่นๆ ที่พบก่อนหน้านี้จะมีการกลายพันธุ์ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเท่านั้น แต่ไวรัสที่พบในอินเดียมีการกลายพันธุ์ทั้ง 2 ตำแหน่ง นอกจากนี้การกลายพันธุ์ที่หนามโปรตีนของไวรัสจะทำให้ไวรัสสามารถยึดเกาะกับเซลล์ในร่างกายของมนุษย์ได้ดีขึ้นทำให้แพร่ระบาดได้รวดเร็วขึ้นนั่นเอง

ท่ามกลางหลายประเทศที่ประกาศระงับการเดินทางขาเข้าจากอินเดียเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ B.1.617 แต่การระงับลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในสหรัฐเมื่อสมัยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งได้สั่งระงับการเดินทางจากประเทศจีนในช่วงแรกๆ ที่เกิดการแพร่ระบาดของโรคนั้นพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผล

ดร.อาชิช จา แพทย์ชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดียซึ่งดำรงตำแหน่งคณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบราวน์ระบุว่า “เราสามารถระงับการเดินทางทั้งหมดที่ต้องการได้ แต่ไม่มีทางที่จะป้องกันไม่ให้เชื้อโรคที่ติดต่อง่ายเหล่านี้แพร่กระจาย” ขณะที่ในอินเดียมีประชากรไม่ถึง 2% ที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 โดส

แล้ววัคซีนเอาอยู่ไหม?

ดร.เซลิน กานเดอร์ แพทย์โรคติดเชื้อและนักระบาดวิทยาจากนิวยอร์กเผยว่า “ขณะนี้วัคซีนยังคงมีประสิทธิภาพ แต่ก็มีแนวโน้มที่ประสิทธิผลจะต่ำลง” ท่ามกลางการกลายพันธุ์ของไวรัสที่แพร่กระจายไปทั่วโลกซึ่งผู้เชี่ยวชาญเผยว่าวิธีที่ดีที่สุดคือลดอัตราการติดเชื้อและรีบสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่มนุษยชาติโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ ดร.ไมเคิล ไดมอนด์ นักภูมิคุ้มกันไวรัสจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันในเซนต์หลุยส์กล่าวว่ายิ่งไวรัสโคโรนาแพร่ระบาดไปอีกนานเท่าไหรก็ยิ่งมีเวลาในการกลายพันธุ์มากขึ้นเท่านั้นซึ่งนั่นอาจทำให้คุกคามประสิทธิภาพของวัคซีนในที่สุด วิธีเดียวที่จะทำลายวงจรนี้คือทำให้แน่ใจว่าประเทศต่างๆ รวมถึงอินเดียได้รับวัคซีนเพียงพอ

“เพื่อหยุดการแพร่ระบาดนี้เราต้องฉีดวัคซีนให้แก่คนทั้งโลก จะมีการติดเชื้อระลอกใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเว้นแต่เราจะฉีดวัคซีนในระดับโลก” ดร.ไดมอนด์กล่าว

อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าไวรัสกลายพันธุ์ทำให้เกิดโรคที่รุนแรงขึ้นหรือลดประสิทธิภาพของวัคซีนในปัจจุบัน

ดับฝันเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว

บลูมเบิร์กยังรายงานว่าอินเดียซึ่งเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของโลกรองจากสหรัฐและจีนเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนสำคัญของการฟื้นตัวของอุปสงค์น้ำมันขณะที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวอีกครั้ง

แต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งใหญ่นี้ดับฝันนั้นลงไปอย่างน่าใจหายท่ามกลางความวิตกกังวลจากผู้ค้าน้ำมันและผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่หลายรายทั่วโลก

ไมค์ ลินช์ ประธานฝ่ายวิจัยพลังงานเชิงกลยุทธ์และเศรษฐกิจจากสหรัฐกล่าวว่าหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงสหรัฐกำลังมีความหวังจากการฟื้นตัวของเศรฐกิจ แต่วิกฤตการแพร่ระบาดของโรคในอินเดียทำให้เกิดความไม่แน่นอนว่าราคาน้ำมันจะไปได้ไกลแค่ไหน

Photo by TAUSEEF MUSTAFA / AFP