เปิดใจให้ไบโพลาร์ ร่วมส่งต่อพลังบวก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/649376

วันที่ 01 เม.ย. 2564 เวลา 08:33 น.เปิดใจให้ไบโพลาร์ ร่วมส่งต่อพลังบวกไบโพลาร์ ทำดัชนีการสูญเสียสุขภาวะด้านความพิการสูงเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มโรคจิตเวช และเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย รณรงค์สร้างความเข้าใจและส่งต่อพลังบวกให้ผู้ป่วยไบโพลาร์ ในงาน World Bipolar Day “เปิดใจ ให้ไบโพลาร์”

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ระบุว่าโรคไบโพลาร์ หรือโรคอารมณ์แปรปรวนเป็นโรคที่มีดัชนีการสูญเสียสุขภาวะด้านความพิการ (disability-adjusted life years) สูงเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มโรคจิตเวชและยังพบว่ายังมีความเสี่ยงสูงต่อการฆ่าตัวตายมากกว่าโรคจิตเวชอื่นๆ โดยพบความชุกชั่วชีวิต (lifetime prevalence) ของการพยายามฆ่าตัวตายของผู้ป่วย อยู่ที่ร้อยละ 25.6 – 42 และร้อยละ 10 – 20 จะเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ซึ่งพฤติกรรมพยายามฆ่าตัวตายมีความสัมพันธ์กับระดับความรุนแรงของภาวะซึมเศร้า และจำเป็นต้องได้รับการรักษาและการบําบัดที่ถูกต้อง โดยทุกวันนี้สังคมไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค และมีผู้ป่วยเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่เข้ารับการรักษา ซึ่งยังเป็นปัญหาของสังคมไทยที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งหาแนวทางในการบริหารจัดการโรคจิตเวช รวมถึงโรคไบโพลาร์ ควบคู่ไปกับสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ภาคประชาชน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธาน ในพิธี กล่าวว่า “ปัญหาด้านสุขภาพจิตในปัจจุบันถือเป็นปัญหาที่ทุกคนควรหันมาให้ความสนใจ โดยเฉพาะวันไบโพลาร์โลกปีนี้ให้ใช้เป็นโอกาสในการทำความเข้าใจกับโรคไบโพลาร์ สำหรับผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ ถือว่าเป็นบุคคลที่มีความสามารถที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้นการที่ทุกคนมองผู้ป่วยไบโพลาร์ไม่ต่างจากผู้ป่วยโรคอื่นๆ ที่สามารถรักษาได้ ก็จะช่วยให้คนที่เป็นไบโพลาร์เข้าสู่กระบวนการรักษาและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขเช่นเดียวกับคนทั่วไป”

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า “กรมสุขภาพจิตมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้ผู้ป่วยทางจิตเวชสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้ปกติ โรคไบโพลาร์หรือโรคอารมณ์แปรปรวนหรือโรคอารมณ์สองขั้วเป็นโรคที่พบได้ประมาณร้อยละ 1.5 ถึง 5 โดยสาเหตุหลักของโรคไบโพลาร์ เกิดมาจากสารสื่อประสาทในสมองทำงานผิดปกติ และอาจเกิดในผู้ที่มีความเครียดสะสม ทำให้อาการเปลี่ยนแปลงไปจากนิสัยหรือบุคลิกเดิมของคนๆ นั้น ลักษณะอาการเด่นของโรคนี้คืออารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมาระหว่างช่วงที่อารมณ์ดีมากกว่าปกติ (mania หรือ hypomania) สลับกับอาการอารมณ์ซึมเศร้า (major depressive episode) หรืออาจมีอาการแมเนียเพียงอย่างเดียวก็ได้ โดยอาการในแต่ละช่วงอาจเป็นอยู่นานเป็นสัปดาห์ หรือหลายๆ เดือนก็ได้ ซึ่งการรักษาอย่างต่อเนื่องคือหัวใจของการควบคุมอาการและการลดอัตราการกลับมาเป็นซ้ำ ทั้งนี้ ครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยให้ใช้ชีวิตปกติในสังคมได้ อีกทั้งยังเป็นปัจจัยส่งเสริมให้ผู้ป่วยปฏิบัติตามแผนการรักษา รวมทั้งหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการกำเริบ ดังนั้น ญาติผู้ป่วยและบุคคลรอบข้างจึงมีความสำคัญอย่างมากที่จะต้องได้รับการสนับสนุนให้มีความเข้าใจและความสามารถในการดูแลผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งจะช่วยผู้ป่วยให้สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในชุมชนและสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพและมีความสุขต่อไป”

นางมารีน คินยาร์ค สตูยาโนวิช ผู้จัดการใหญ่ ซาโนฟี่ ประเทศไทย กล่าวว่า “ซาโนฟี่ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งและขอขอบคุณสำหรับโอกาสที่ได้ร่วมมือกับกรมสุขภาพจิต และสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ในการจัดงาน World Bipolar Day ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการรณรงค์และส่งเสริมให้ภาคประชาชนมีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคจิตเวชและโรคไบโพลาร์ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญในการช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างดี ภายใต้การเปิดใจ ยอมรับ และให้ความเข้าใจจากครอบครัวและบุคคลรอบข้างในสังคม”

ศ.นพ. ชวนันท์ ชาญศิลป์ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “พบคนไทยมีปัญหาสุขภาพจิตประมาณ 10 ล้านคน เป็นผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ถึง 1 ล้านคน แต่เข้ามารับการบำบัดรักษาเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ทั้งนี้ โรคไบโพลาร์จะเริ่มแสดงอาการเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น แต่คนไม่รู้ และคิดว่าเป็นเพียงอารมณ์แปรปรวนตามประสาวัยรุ่น หรือบางรายที่มีอารมณ์ซึมเศร้าเด่นกว่าแมเนีย ก็มักจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งทำให้เสียโอกาสในการวินิจฉัยและส่งผลต่อการรักษาที่ล่าช้าไปเฉลี่ยถึง 11 ปี ซึ่งอัตราการเกิดโรคครั้งแรกพบบ่อยที่สุดที่ช่วงอายุ 15-19 ปี และรองลงมา คือ อายุ 20-24 ปี โดยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยจะมีอาการครั้งแรกก่อนอายุ 20 ปี อีกทั้งโรคอารมณ์แปรปรวน ถือเป็นโรคที่มีการดำเนินโรคในระยะยาวเรื้อรัง และเป็นโรคที่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้สูง ประมาณร้อยละ 70-90 ประเทศไทยยังจำเป็นต้องเร่งพัฒนาด้านการจัดการสุขภาพจิตอย่างเป็นระบบ รวมถึงมุ่งเน้นการศึกษาในการพัฒนาศักยภาพเพื่อการจัดการกับอาการของตนเองด้วยตัวผู้ป่วยจิตเวชเองที่ชัดเจน โดยปัญหาและอุปสรรคที่ผ่านมา ยังพบว่าการดูแลช่วยเหลือยังขาดเรื่องการติดตามและการกระตุ้นให้ใช้ทักษะต่างๆ ในสถานการณ์จริงอย่างต่อเนื่อง และขาดแหล่งข้อมูลความรู้ที่ช่วยในการสนับสนุนผู้ป่วยขณะเผชิญปัญหาเมื่ออยู่ที่บ้าน จึงทําให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการปฏิบัติตัวที่ไม่ถูกต้อง เสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงของอาการที่มากขึ้น และเกิดการกลับมาเป็นซ้ำของผู้ป่วยได้ ”

จากการศึกษาในต่างประเทศ พบว่า การฝึกให้ผู้ป่วยมีความสามารถในการแก้ไขปัญหา ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถปรับปรุงและพัฒนาความรับผิดชอบต่อหน้าที่ตนเอง และทําให้ผู้ป่วยมีความรุนแรงของอาการลดลงได้ ที่สำคัญ ครอบครัวต้องดำเนินการแก้ไขโดยมีครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วม เพราะหากคนในครอบครัวเข้าใจและลดการแสดงออกทางอารมณ์ที่สูงในครอบครัว ก็จะช่วยลดความรุนแรงของอาการผู้ป่วยได้ สำหรับแนวทางการรักษาโรคจิตเวช และโรคไบโพลาร์ อันเป็นที่ยอมรับแล้ว คือ วิธีรักษาด้วยการใช้ยา ร่วมกับการบําบัดทางจิตสังคม (Psychosocial therapy) เช่น จิตบําบัดปรับความคิดและพฤติกรรม จิตบําบัดเพื่อสัมพันธภาพระหว่างบุคคล สุขภาพจิตศึกษา และการบําบัดที่เน้นครอบครัว และจากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า การให้สุขภาพจิตศึกษา

ร่วมกับการรักษาด้วยยามีประสิทธิภาพในการช่วยลดความรุนแรงของอาการและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้ดี อีกประเด็นที่ควรเฝ้าระวังคือ การนำคำว่า “ไบโพลาร์” มาพูดเล่นเชิงติดตลก จะเห็นได้ตามสื่อละครหรือรายการโทรทัศน์ที่มักจะนำส่วนหนึ่งของอาการมาพูดเล่นออกอากาศบ่อยครั้ง รวมถึงในระดับบุคคลทั่วไปที่การใช้คำและอาการ “ไบโพลาร์” มาเปรียบเปรยหรือล้อเล่น นับเป็นการสร้างความเข้าใจผิดๆ ให้แก่ผู้รับสื่ออีกด้วย

ด้านประสบการณ์ตรงของ ดีเจเคนโด้-เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร ในฐานะที่เคยป่วยเป็นไบโพลาร์ มาแชร์เพื่อเป็นกำลังใจและจุดประกายให้กับคนที่กำลังเผชิญกับโรคไบโพลาร์ ภาวะซึมเศร้า รวมถึงจิตเวชอื่นๆ ว่า “ไม่ต้องอายที่จะไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง เพราะโรคนี้สามารถควบคุมได้ ซึ่งในตอนแรกจริงๆ ผมก็ไม่รู้ว่าป่วยเป็นไบโพลาร์ เพราะช่วงแรกยังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการของโรค อารมณ์จะเป็นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งคนที่เป็นระยะแมเนีย (mania) จะออกแนวล้นๆ มีพลังเหลือเฟือ ไม่หลับไม่นอน แต่พออยู่ในระยะซึมเศร้า (depression) อาการก็ค่อยๆ ลง รู้สึกห่อเหี่ยว ไม่อยากทำอะไร จนวันหนึ่งเริ่มรู้ตัวว่าอาการหนัก เพราะใช้อารมณ์แค่ชั่ววูบทำร้ายตัวเอง ถึงแม้จะรู้ตัวแต่ก็ห้ามตัวเองไม่ได้ เพราะคิดอย่างเดียวว่าไม่อยากอยู่ ไม่มีคุณค่า หลังจากนั้นผมก็รีบปรึกษาจิตแพทย์ และเข้ารับการรักษาต่อเนื่องประมาณ 5 ปี จนสามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ อยากเรียกร้องให้สังคมและภาครัฐทำความเข้าใจกับโรคนี้ให้มากขึ้น ปรับทัศนคติว่าผู้ป่วยไม่ใช่บุคคลอันตราย และร่วมกันเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้กลับมาใช้ชีวิตได้ต่อไป”

ปัจจุบัน เราสามารถจัดการให้ความรู้หรือติดตามผลของการรักษาผ่านสื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว บุคลากรทางการแพทย์ ผ่านการพูดคุย แสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ หรือปรึกษาแพทย์ทาง Telemedicine ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งทุกวันนี้เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาททางการแพทย์และมีส่วนช่วยในการติดตามผู้ป่วยด้านจิตเวชได้มากขึ้น นอกเหนือจากการควบคุมอาการด้วยยาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม ทุกปัจจัยล้วนเป็นความท้าทายในการรักษาโรคไบโพลาร์ในอนาคต ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากตัวผู้ป่วยเอง ครอบครัวผู้ป่วย ภาคีเครือข่าย รวมถึงภาคประชาชน ในการสร้างทัศนคติที่ดีต่อผู้ป่วยโรคไบโพลาร์

‘ชาอู่หลง’ เครื่องดื่มทางเลือก ‘เบากาย-สบายอารมณ์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/649265

วันที่ 31 มี.ค. 2564 เวลา 08:02 น.‘ชาอู่หลง’ เครื่องดื่มทางเลือก ‘เบากาย-สบายอารมณ์’รู้จักกับหนึ่งในเครื่องดื่มทางเลือกเพื่อคนรักสุขภาพที่ถูกพูดถึงมากที่สุด อย่าง ‘ชาอู่หลง’ ดูคุณประโยชน์ดีๆ อย่าง ‘OTPP’ ที่ช่วยให้เบากาย สบายอารมณ์ ปิดท้ายที่วิธีการเลือกดื่มชาอู่หลงที่ปริมาณเหมาะสมและส่งผลดีต่อสุขภาพ

วิถีชีวิตทุกวันนี้ที่ผู้คนต่างยุ่งกับการหาเลี้ยงชีพ และเร่งรีบเพื่อก้าวให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนบางครั้งอาจไม่มีเวลาดูแลสุขภาพของตนเอง และเกิดความตึงเครียดโดยไม่รู้ตัว จนเกิดเป็นกระแสเรียกร้องให้ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพร่างกายมากขึ้น หนึ่งในกระแสที่แพร่หลายอย่างกว้างขวาง คือกระแสการออกกำลังกายให้พอเหมาะ และรับประทานอาหารที่ดีควบคู่กันไป  

โดยปัจจุบันคนไทยเริ่มตระหนักถึงการคัดสรรอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ รวมถึงเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ การดื่ม “ชา”…เครื่องดื่มที่เป็นที่รู้จักในด้านสุขภาพจึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และหนึ่งในตัวเลือกที่ถูกพูดถึงมากที่สุดก็คือ “ชาอู่หลง” ซึ่งเป็นชาประเภทกึ่งหมักที่ผ่านการหมักเพียงบางส่วน ทำให้มีสี กลิ่นหอม และรสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยกระบวนการหมักที่ไม่เหมือนใครนี้ ยังทำให้ชาอู่หลงอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมายที่จะช่วยให้วันที่ยุ่งเหยิงของคนยุคใหม่กลายเป็นวันเบาๆ สบายๆ ที่สุขภาพดีได้

‘เบากาย’ ด้วย OTPP (โอทีพีพี)

Oolong Tea polymerized-polyphenols สารธรรมชาติกลุ่มโพลีฟีนอล (Polyphenol) ที่มีในชาอู่หลงชนิดเดียวเท่านั้น สาร OTPP ที่ทำให้ชาอู่หลงมีความพิเศษแตกต่างจากชาชนิดอื่นนั้น เกิดจากกรรมวิธีการแปรรูปใบชาโดยการบ่มแบบกึ่งหมัก (Semi-fermentation) คือการนำใบชามาผึ่งแห้งด้วยแสงอาทิตย์เพื่อให้ใบชาคายน้ำ หลังจากนั้นจึงนำไปผึ่งในที่ร่มภายใต้การควบคุมอุณหภูมิและความชื้น เรียกว่า “การหมักบางส่วน” เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) 

จากผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายฉบับ พบว่า การดื่มชาอู่หลงที่มี OTPP สามารถลดการดูดซึมไขมัน โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไลเปส (Lipase) ที่มีหน้าที่สลายไขมันให้แตกตัวและดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ไขมันถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้น้อยลง จากการทดลองพบว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองที่ดื่มชาอู่หลงติดต่อกัน 3 วัน มีการดูดซึมไขมันเข้าสู่กระแสเลือดน้อยลง ไขมันถูกขับออกทางอุจจาระเพิ่มขึ้น รวมถึงมีรอบเอวเล็กลง ที่สำคัญขั้นตอนการหมักชาแบบพิเศษนี้ยังทำให้ชาอู่หลงมีรสชาติที่เข้มข้นไม่เหมือนชาชนิดอื่น และสามารถช่วยแก้เลี่ยนจากการรับประทานเนื้อสัตว์ติดมัน ชาอู่หลงจึงถือเป็นเครื่องดื่มคู่ใจสำหรับผู้ที่ชอบรับประทานอาหารมันๆ เป็นอย่างยิ่ง

OTPP กับชีวิตประจำวัน

ชาอู่หลงที่มีสาร OTPP จะช่วยให้รู้สึกเบาสบาย ผ่อนคลายทั้งใจและกาย ด้วยรสชาติที่กลมกล่อมและกลิ่นหอมที่ลงตัวของชาอู่หลง จะช่วยให้สัมผัสถึงความสดชื่น สาร OTPP ในชาอู่หลงจะช่วยให้ลิ้มรสอาหาร ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลกับไขมันหรือน้ำมัน

‘สบายอารมณ์’ ด้วยกลิ่นหอมละมุนและรสชาติกลมกล่อม 

เพราะชาอู่หลงที่ผ่านกระบวนการกึ่งหมักแล้วจะถูกนำไปอบแห้งทำให้เกิดรสชาติที่อยู่ระหว่างชาสดและชาบ่ม และยังจัดได้ว่าเป็นชาที่กลมกล่อมที่สุดในบรรดาชาเพราะให้รสชาติที่เข้มกว่าชาเขียว แต่ฝาดน้อยกว่าชาดำ จึงเกิดเป็นรสชาติที่ลงตัว กลิ่นหอมที่ได้ก็แตกต่างจากชาอื่น เพราะเป็นการผสานระหว่างกลิ่นใบชาคั่วและกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ การจิบชาอู่หลงเย็นๆ ที่อุดมไปด้วยวิตามินและสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ซึ่งช่วยกระตุ้นสมอง พร้อมกลิ่นหอมละมุนชวนผ่อนคลายในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญการทำงานอันยุ่งเหยิง จะช่วยให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า และผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยตึงเครียดได้ดี ชาอู่หลงจึงเป็นเครื่องดื่มที่เป็นตัวช่วยสำหรับมนุษย์วัยทำงานเป็นอย่างยิ่ง

วิธีการเลือกดื่มชาอู่หลงเพื่อสุขภาพที่ดี

การเลือกดื่มชาอู่หลงที่ปริมาณเหมาะสมและส่งผลดีต่อสุขภาพ คือควรเลือกดื่มชาอู่หลงที่มีปริมาณ OTPP 70 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอสำหรับประสิทธิภาพการลดการดูดซึมไขมัน และส่งผลดีต่อร่างกายมากที่สุด การดื่มชาอู่หลง ไม่ควรดื่มเกิน 2 แก้วต่อวัน เพราะหากบริโภคมากเกินไปอาจส่งผลต่อการดูดซึมธาตุเหล็กของร่างกายได้

การดื่มชาอู่หลงเป็นประจำจึงเป็นตัวช่วยที่เหมาะเป็นอย่างยิ่งกับวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ที่ต้องทุ่มเทพละกำลังกาย และกำลังสมองอย่างหนักในการทำงานตลอดทั้งวัน จนไม่ค่อยมีเวลาให้กับตัวเอง เพื่อมอบช่วงเวลาที่ผ่อนคลาย เบากาย และสบายใจ ในทุกๆ วันของชีวิต และยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย หากอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ OTPP เพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ https://bit.ly/3qtdvs9

‘สิว’ ปัญหาที่ไม่ใช่เรื่องสิวๆ ของทุกช่วงวัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/649205

วันที่ 30 มี.ค. 2564 เวลา 11:35 น.'สิว' ปัญหาที่ไม่ใช่เรื่องสิวๆ ของทุกช่วงวัยแพทย์ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสิว เผยปัจจัยที่เป็นสาเหตุหลักของคนแต่ละช่วงอายุ พร้อมบอก Tips ในการดูแลผิวที่เป็นสิว

‘สิวๆ’ ในภาษาไทย คำนี้บางคนใช้เป็นสแลงที่มีความหมายถึงเรื่องง่ายๆ กระจอกๆ แต่สำหรับใครหลายๆ คน การเป็นสิวไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเค้าเลย จริงอยู่ว่าสิวอาจจะไม่ได้เป็นโรคที่ร้ายแรง แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ การเป็นสิวส่งผลกระทบทางด้านจิตใจ เพราะมีผลต่อภาพลักษณ์ หลายครั้งทำให้สูญเสียความมั่นใจ ทุกครั้งที่ต้องเห็น สิวเม็ดเล็กเม็ดใหญ่ สลับกันขึ้นไม่หยุดหย่อน

พ.ญ.พนิดา จรรย์ศุภรินทร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสิว ดังนี้

สิวคืออะไร?

สิวคืออาการทางผิวหนังชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจาการที่รูขุมขน มีน้ำมัน หรือเซลล์ผิวที่ตายแล้วมาอุดตัน ซึ่งอาจทำทำให้เกิดสิวอุดตัน สิวอุดตันหัวดำๆ ที่เราอาจเรียกกันว่าสิวเสี้ยน และถ้าหากมี แบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวร่วมด้วย อาจลามไปจนเป็นสิวที่มีลักษณะอักเสบ และกลายเป็นหนอง สิวสามารถเป็นได้ในผิวทุกส่วนในร่างกายที่มีต่อมไขมัน (Sebaceous Glands) ไม่ใช่เฉพาะบริเวณผิวหน้าเท่านั้น ในหลายๆ ครั้ง เราพบว่าบางคนมีสิวเรื้อรังที่บริเวณแผ่นหลัง หรือหน้าอกก็ได้เช่นกัน

สาเหตุของการเกิดสิว

แต่ละคนมีลักษณะสิวที่แตกต่างกัน ไม่มีใครสามารถบ่งบอกสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวได้แน่นอนและชัดเจน แต่มักจะมีปัจจัยหลายประการที่อาจส่งเสริม ทำให้เกิดสิว ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่

1. สาเหตุที่มาจากปัจจัยภายใน เช่น กรรมพันธุ์ เราพบว่าเด็กที่ พ่อหรือแม่มีประวัติมีปัญหาเรื่องสิวเยอะ มีแนวโน้มที่จะมีสิวเยอะได้เช่นกัน แต่ก็ไม่เสมอไป, เรื่องของฮอร์โมน เช่น ในช่วงวัยรุ่น หรือช่วงก่อนหรือหลัง มีประจำเดือน, ปัจจัยจากความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งอาจไม่ใช้สาเหตุหลักของการเกิดสิว แต่อาจทำให้สิวแย่ลง หรือรุนแรงมากขึ้น , การรับประทานอาหารบางชนิด, ภาวะท้องผูกหรือการขับถ่ายไม่ดี

2. สาเหตุที่มาจากปัจจัยภายนอก เช่น การใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับผิว, การเล่นกีฬา เหงื่อออก, การทำความสะอาดผิว, การกินยาบางชนิด สามารถทำให้เกิดสิวได้ เช่น ยาที่ส่วนผสมของสเตียรอยด์ เป็นต้น การสูบบุหรี่, การเผชิญกับฝุ่นควัน หรือมลภาวะ เป็นต้น

สิวในทุกช่วงวัย

หลายคนอาจคิดว่า สิวมักจะเป็นแต่เฉพาะในช่วงวัยรุ่น จริงๆ แล้วสิวเป็นอาการทางผิวหนังที่สามารถเกิดได้ทุกช่วงวัย

· ในเด็กวัยแรกเกิด ก็มีสิวได้เช่นกัน เราพบว่า ร้อยละ 20-40 ของเด็กวัยแรกเกิด ในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก จะพบเป็นสิวเม็ดเล็กๆที่บริเวณหน้าผาก จมูก หรือคางโดยสิวในเด็กแรกเกิดส่วนใหญ่มีปัจจัยมาจากฮอร์โมนของแม่ที่มาสู่ลูก และมักจะหายไปเอง ภายใน 3-4 เดือน

· ในช่วงวัยรุ่น ปัจจัยหลักๆ ก็จะมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน จากวัยเด็ก เข้าสู่วัยหนุ่มสาว ซึ่งในวัยนี้เป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย ในเด็กผู้หญิง ก็จะเริ่มมีประจำเดือน ส่วนในเด็กผู้ชายก็จะเริ่มยืดตัว สูงขึ้น เสียงเริ่มแตกหนุ่ม ซึ่งเป็นลักษณะที่บ่งบอกว่าเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น สิวในวัยนี้ส่วนใหญ่จึงมีความรุนแรงกว่าในวัยอื่นๆ ได้ ในบางคน อาจไม่ได้เป็นสิวเฉพาะที่หน้า สิวยังสามารถขึ้นที่หลัง หน้าอก ได้อีกเช่นกัน

· ในวัยทำงาน ในช่วงวัยทำงาน สาเหตุหลักของการเกิดสิวอาจต่างไปจากในช่วงวัยรุ่น อาจมีในเรื่องของ ความเครียด การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ หรือปัจจัยในที่ทำงาน การเผชิญมลพิษ ฝุ่นควันต่างๆ การแต่งหน้า เครื่องสำอางทั้งหลาย ทำให้ในบางคนก็ยังสามารถเป็นสิวเรื้อรังได้

· ในวัยผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่แล้วในวัยผู้ใหญ่สิวอาจไม่ได้มีความรุนแรงมาก อาจเป็นได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการดูแลรักษารอยแผลเป็น หลุมสิวที่เกิดขึ้นมาแล้วมากกว่า

Tips ในการดูแลผิวที่เป็นสิว

· ไม่ควรล้างหน้าบ่อยจนเกินไป บ่อยครั้งที่บางคนคิดว่าเราเป็นสิวเพราะผิวเราสกปรก จริงๆแล้วเราควรทำความสะอาดผิวให้เหมาะสม เพราะการรบกวนผิวด้วยการล้างหน้าบ่อยๆ หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่รุนแรงเกินไป จะเป็นการทำลายเกราะป้องกันผิวที่มีอยู่ตามธรรมชาติ อาจส่งผลเสียมากกว่าผลที่ดีนะคะ

· อย่าบีบสิว เพราะหลายๆครั้งการบีบสิวด้วยมือหรือเครื่องมือที่ไม่สะอาดอาจเป็นการนำพาเอาเชื้อโรคที่ไม่พึ่งประสงค์กลับเข้าไปในผิว สิวอาจลุกลาม ลึกและแย่กว่าเดิม

สุดท้ายนี้ หากเราพยามยามทำความเข้าใจผิวของเรา ดูแลผิวให้ถูกวิธี ปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการรักษา เพียงเท่านี้เรื่องสิว ก็จะเป็นแค่เรื่องเล็กๆ สิวๆ เท่านั้นเอง

8 อาการปวดหัวที่น่ากลัวจนอยากให้ไปปรึกษาแพทย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/649024

วันที่ 28 มี.ค. 2564 เวลา 10:15 น.8 อาการปวดหัวที่น่ากลัวจนอยากให้ไปปรึกษาแพทย์อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท เผยอาการปวดหัวเป็นประจำอาจนำไปสู่โรคเรื้อรังและร้ายแรง รวมทั้งอาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้ หากไม่รีบรักษา

ปวดหัว อาการที่ใครๆ ต่างก็เคยเป็น และหลายคนอาจมองว่าเป็นอาการปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ กินยาแก้ปวดเดี๋ยวก็หาย ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ความจริงแล้วอาการปวดหัวนั้นมีหลายชนิด อาการบางอย่างสามารถบ่งบอกถึงโรคร้ายแรงได้ โดยเฉพาะการปวดหัวที่มาพร้อมกับอาการผิดปกติอื่นๆ

แพทย์หญิงจุฑาทิพย์ รัตนพันธ์ อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า อาการปวดหัวที่อันตรายและเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง แบ่งออกเป็น 8 อาการ ดังนี้ 

1. ปวดหัวรุนแรงแบบเฉียบพลัน ปวดขึ้นมาทันทีทันใดหรือปวดจนหมดสติ ไม่รู้สึกตัว อาจเกิดจากการมีเลือดออกในสมอง เช่น หลอดเลือดสมองแตก หลอดเลือดสมองโป่งพอง ซึ่งพบได้บ่อย 

2. ปวดหัวร่วมกับคอแข็งเกร็ง มีไข้ อาจเกิดจากมีภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือมีสมองอักเสบร่วมด้วย ซึ่งอาจเป็นการติดเชื้อที่รุนแรง จนทำให้เสียชีวิตได้ 

3. ปวดหัวร่วมกับมีอาการทางระบบประสาทผิดปกติ เช่น แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ชาครึ่งซีก ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด เวียนศีรษะ เดินเซ เห็นภาพซ้อน เป็นต้น อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคเนื้องอกในสมอง โรคหลอดเลือดสมองตีบตันซึ่งเป็นได้ทั้งชนิดหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำอุดตัน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้อัมพฤกษ์ อัมพาตได้ 

4. ปวดหัวร่วมกับมีอาการชักเกร็งหรือกระตุก อาจเกิดจากโรคหลอดเลือดสมองตีบตันใกล้บริเวณผิวสมอง เป็นได้ทั้งชนิดหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำอุดตัน หรือโรคเส้นเลือดขอดในสมอง ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำบางตำแหน่งในสมองเชื่อมต่อกันผิดปกติ 

5. ปวดหัวบริเวณท้ายทอย บางครั้งปวดจนตาพร่ามัวหรือชักเกร็ง อาจเกิดจากความดันโลหิตสูงหรือภาวะความดันในกระโหลกศีรษะสูงผิดปกติ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ 

6. ปวดหัวมากขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่าทาง เช่น นั่ง ยืน นอน อาจเกิดจากภาวะน้ำคั่งในโพรงสมองมากกว่าปกติ หรือ ภาวะความดันในกระโหลกศีรษะสูงหรือต่ำผิดปกติ 

7. ปวดหัวในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น เนื้องอกในสมอง โรคไต โรคความดันโลหิตสูง โรคติดเชื้อบางชนิด เช่น HIV โรคทางภูมิคุ้มกันบกพร่องบางชนิด เช่น SLE 

8. ปวดหัวตลอดเวลาและไม่ตอบสนองต่อการรักษา อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ จำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติม 

นอกจากนี้ ยังมีอาการปวดหัวแบบที่ไม่เป็นอันตราย แต่อาจเป็นสัญญาณของโรคเรื้อรังได้ นั่นคือการปวดหัวข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ แต่ปวดแบบเป็น ๆ หาย ๆ โดยสาเหตุที่พบบ่อยมักเกิดจากโรคไมเกรนหรือการตึงตัวของกล้ามเนื้อ ซึ่งไม่อันตรายแต่เป็นโรคเรื้อรังและรบกวนคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ อาการปวดหัวจากไมเกรนสามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยารักษาชนิดรับประทานหรือชนิดฉีดใต้ผิวหนัง หรือการรักษาทางเลือกด้วยการฉีดโบทูลินัม ท็อกซิน เพื่อป้องกันอาการปวดหัวไมเกรน ร่วมกับหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น ส่วนอาการปวดหัวจากกล้ามเนื้อตึงตัวหรือออฟฟิศซินโดรม สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาร่วมกับการกายภาพบำบัด ซึ่งอาการปวดหัวเหล่านี้หากไม่ได้รับการรักษาจะเรื้อรังและรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดโรคร่วมอื่น เช่น ภาวะซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน นอนไม่หลับ เป็นต้น

เพราะฉะนั้น อาการปวดหัวจึงไม่ใช่อาการเพียงเล็กน้อยที่เราจะมองข้ามได้ แม้ว่าจะปวดไม่มากแต่ถ้าเกิดขึ้นเป็นประจำหรือมีอาการร่วมดังกล่าว ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพื่อรักษาให้ตรงโรค ตรงจุดและทันท่วงที

เรามีสุขภาพช่องปากที่แย่ลงเพราะโควิด-19 จริงหรือ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/648934

วันที่ 26 มี.ค. 2564 เวลา 16:34 น.เรามีสุขภาพช่องปากที่แย่ลงเพราะโควิด-19 จริงหรือ?จีเอสเค เผยสถิติใหม่ โควิด-19 ส่งผลกระทบสุขภาพช่องปากที่แย่ลง พร้อมแนะคนไทยปรับพฤติกรรมการดูแลช่องปาก และพบหมอฟันให้มากขึ้น

เชื่อหรือไม่ว่า การระบาดของโรคโควิด-19 มีผลต่อการบริโภคขนมขบเคี้ยวและอาหารที่มีน้ำตาลและเป็นกรดมากขึ้น แต่คนส่วนใหญ่กลับยังคงมีวิธีดูแลสุขภาพช่องปากในรูปแบบเดิมๆ และพบทันตแพทย์น้อยลง

ผลสำรวจล่าสุดจาก จีเอสเค คอนซูเมอร์ เฮลธ์แคร์ ซึ่งจัดทำโดยบริษัทสำรวจและวิจัยตลาด อิปซอส เปิดเผยว่า การระบาดของ โรคโควิด-19 ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้บริโภคอย่างชัดเจน โดยมีการสำรวจความคิดเห็นออนไลน์กับผู้บริโภคจำนวน 4,500 คน ซึ่งมีอายุมากกว่า 18 ปี จาก 5 ประเทศในยุโรป (ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร สเปนและรัสเซีย) และ 4 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย)

ข้อค้นพบที่สำคัญของผู้บริโภคในประเทศไทยจากผลสำรวจ มีดังนี้

ผู้บริโภคในประเทศไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าการมีปัญหาสุขภาพช่องปาก อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ตามมา แต่ยังไม่มีแนวทางดีพอในการจัดการสุขภาพช่องปากให้ดีขึ้น

การแพร่ระบาดของโรคของโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคในประเทศไทยเปลี่ยนแนวทางการดำเนินชีวิต มาตรการล็อคดาวน์ในหลายพื้นที่ทำให้ผู้คนใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการบังคับให้ต้องทำงานจากที่บ้าน ดังนั้น จากผลการศึกษาจึงสังเกตเห็นได้ว่า การเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวันและพฤติกรรมของผู้บริโภคอาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพช่องปากโดยรวมของพวกเขา

ในประเทศไทย ผู้บริโภค 9 ใน 10 คน หรือกว่า 92% กล่าวว่า การดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีจะส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม 63% เชื่อว่าการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีสามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ 85% เชื่อว่าการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีสามารถส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีได้ และ 66% เชื่อว่าการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีจะส่งผลดีต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหรือการจัดการกับโรคเบาหวานได้ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ผู้บริโภคในประเทศไทยส่วนใหญ่ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากการดูแลสุขภาพช่องปากที่ไม่ดี แต่ผลสำรวจก็ชี้ให้เห็นว่าพวกเขายังมีแนวทางในการจัดการสุขภาพช่องปากที่ไม่ดีพอ ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตโดยรวม

ในบรรดาผู้ที่เผชิญปัญหาเกี่ยวกับช่องปากอย่างน้อยหนึ่งอาการ พบว่ามีผู้บริโภคในประเทศไทยเพียง 38% เท่านั้นที่ระบุว่ามีการใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะทางเพื่อดูแลช่องปาก และมีเพียง 6% เท่านั้นไปเข้ารับการตรวจเช็คหรือทำความสะอาดช่องปากกับผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมเป็นประจำเพื่อรักษาปัญหาดังกล่าว ถึงแม้มีข้อเท็จจริงที่ระบุว่า 79% ของผู้บริโภคในประเทศไทยอ้างว่าตนเองมีปัญหาเสียวฟัน โดย 68% กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้วรู้สึกเจ็บฟันเมื่อรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่ม ผลสำรวจเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของคนไทยที่ไม่กระตือรือร้นในการรักษาสุขภาพช่องปากโดยรวม แม้หลายคนจะเผชิญกับปัญหาสุขภาพช่องปากอย่างน้อยหนึ่งอาการอยู่แล้วก็ตาม

การเพิกเฉยต่อการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดำเนินไปในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อภาวะสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้บริโภคและอาจจะเกิดความเสี่ยงอื่นๆ ตามมา

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในช่วงของการระบาดของโควิด-19 ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ซึ่งส่งผลให้สุขภาพช่องปากโดยรวมแย่ลงเช่นกัน

ผู้บริโภคในประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงระหว่างการระบาดของโควิด-19 พวกเขารับประทานขนมขบเคี้ยวเพิ่มขึ้น 20% กาแฟหรือชา 22% ขนมที่มีส่วนประกอบของไอศกรีม 19% น้ำผลไม้บรรจุกล่อง 21% และน้ำดื่มอัดลม 12% การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มประเภทนี้ที่เพิ่มขึ้นส่งผลชัดเจนต่อสุขภาพช่องปาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นปัจจัยที่เข้าไปเร่งการสึกหรอของสารเคลือบฟันซึ่งร่างกายไม่สามารถฟื้นฟูได้ตามธรรมชาติ

ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ผู้บริโภคในประเทศไทยประสบปัญหาสุขภาพช่องปากที่แย่ลงอยู่แล้ว ซึ่งเกิดจากการบริโภคอาหารและดื่มเครื่องดื่มดังกล่าว 79% ระบุว่ามีอาการเสียวฟัน 47% ระบุว่ามีปัญหาฟันเหลือง และ 60% ระบุว่ามีปัญหาคราบหินปูน และนี่คือ 3 ปัญหาหลักเกี่ยวกับช่องปากที่ผู้บริโภคในประเทศไทยกำลังเผชิญ

เมื่อสำรวจความคิดเห็นว่าพวกเขามีแนวทางในการจัดการกับปัญหาช่องปากของตนเองอย่างไร 26% ระบุว่าหนึ่งในแนวทางสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหา คือการแปรงฟันเป็นประจำ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการขาดเป้าหมายและแนวทางเฉพาะในการดูแล

สุขภาพช่องปากของผู้บริโภค นอกจากนี้ มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 14% เท่านั้นที่เข้าไปรับการตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำกับทันตแพทย์เพื่อจัดการกับสภาวะสุขภาพช่องปากของพวกเขาอย่างกระตือรือร้น

โควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคในประเทศไทยเกิดความลังเลที่จะไปพบทันตแพทย์ 

67% กังวลกับการไปพบทันตแพทย์ด้วยตนเอง เนื่องจากเหตุผลที่ต้องการยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 34% ของผู้ตอบแบบสอบถามในประเทศไทยลดหรือหยุดการไปพบทันตแพทย์ในทันที ในบรรดาผู้บริโภคที่อ้างว่ารู้สึกกังวลหรือค่อนข้างกังวลที่จะไปพบทันตแพทย์ด้วยตนเอง 39% ระบุว่า ด้วยจำนวนคนในคลินิกทันตกรรมที่มากเกินไป จึงเกรงว่าจะไม่ได้ปฏิบัติตนตามมาตรการในการเว้นระยะห่างทางสังคมได้ 45% กล่าวว่า กลัวจะติดเชื้อโควิด -19 จากการสัมผัสอุปกรณ์ทันตกรรม และ 36% ระบุว่า ไม่มั่นใจว่าคลินิกทันตกรรมได้มีการฆ่าเชื้อและทำความสะอาดอย่างทั่วถึงและเรียบร้อยดีแล้วหรือไม่

คีธ ชอย หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ธุรกิจคอนซูเมอร์ เฮลธ์แคร์ กล่าวว่า “การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนและแนวทางการดูแลสุขภาพอย่างเห็นได้ชัด แต่เป็นสิ่งที่น่ายินดีว่าในขณะนี้มีการรับรู้อย่างกว้างขวางในหมู่ผู้บริโภคเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากปัญหาสุขภาพช่องปาก อย่างไรก็ดี เราจำเป็นต้องเร่งดำเนินงานเพิ่มเติมหลายอย่าง เพราะการดูแลสุขภาพช่องปากให้ดีมีความสำคัญต่อการดูแลตนเองและสุขภาพโดยรวมในระยะยาว ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพช่องปาก จีเอสเค คอนซูเมอร์ เฮลธ์แคร์ พร้อมเข้าไป

ช่วยเหลือผู้บริโภคในการจัดการและพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพช่องปากโดยรวม ผ่านความเข้ารู้ความเข้าใจที่ได้รวบรวมมาเกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภคผสานกับนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์”

“ปัจจุบันผู้บริโภคกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพช่องปากมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคราบหินน้ำลายที่สะสมหรืออาการเสียวฟันขณะรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่ม ปัญหาเหล่านี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ความกังวลในการไปพบทันตแพทย์เป็นเหตุให้ได้รับการรักษาที่ล่าช้าส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ ดังนั้น การพบทันตแพทย์เพื่อรับการรักษาเป็นประจำและการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากอย่างดีเป็นสิ่งจำเป็น การแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพช่องปากที่ดี” รศ.ทพ.ยสวิมล คูผาสุข ทบ. ประกาศนียบัตรบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิก (ปริทันตวิทยา) ปริญญาโท (ปริทันตวิทยา) กล่าว

เมื่อเจ้ามหาอุปราชแห่งราชอาณาจักรลาว “ปราบผี” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651033

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 19:30 น.

 เมื่อเจ้ามหาอุปราชแห่งราชอาณาจักรลาว "ปราบผี"บุคคลสำคัญที่มีส่วนในการสร้างเอกราชของลาว เป็นผู้มีบารมีและราศีของผู้นำ ผู้คนยังเคารพบูชาท่านจนถึงทุกวันนี้

เจ้ามหาอุปราชเพ็ชร์ราช รัตนวงศา (หรือเจ้าเพชรราช รัตนวงศา) เป็นเจ้าวังหน้าของพระราชอาณาจักรลาว มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับฝรั่งเพื่อกอบกู้เอกราช ทรงมีความห้าวหาญ เด็ดเดี่ยว ได้สมญานามว่า “บุรุษเหล็กแห่งราชอาณาจักรลาว” ปรีชาสามารถทั้งบู๊และบุ๋น นับเป็นพหูสูตท่านหนึ่งแห่งยุคสมัย

เล่ากันว่า เจ้าเพ็ชร์ราชทรงมีวิทยาคมแก่กล้า คงกระพันชาตรีปืนยิงไม่ระคาย สามารถแปลงร่างเป็นสรรพสิ่งต่างๆ เช่นครั้งหนึ่งทรงแปลงเป็นแมลงหนีพวกเวียดนามที่ลอบเข้ามาปองร้ายพระองค์ ทรงเคยว่ายน้ำทวนแม่น้ำโขงไปโผล่ยังจุดหนึ่งที่ห่างไกลมาก จนคนลือกันว่าพระองค์สามารถแปลงกายเป็นปลาแล้วว่ายน้ำอย่างสะดวกไปตามลำน้ำเชี่ยวกราก และยังลือกันว่า พวกฝรั่งไม่เชื่อในเรื่องเหล่านี้ จึงทรงแปลงเป็นแมลงต่อหน้าพวกนั้น จนเกิดความเกรงกลัวไปตามๆ กัน เรื่องนี้บันทึกไว้โดย โจล เอม. เฮพเพิร์น (Joel M. Halpern) นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกิจการในลาวในยุคพระราชอาณาจักร

โจล เอม. เฮพเพิร์น เล่าเหตุการณ์ตอนหนึ่งระหว่างติดตามเจ้าเพ็ชร์ราชเสด็จเยี่ยมราษฎรในแถบหลวงพระบางเมื่อปี 1959 ไว้ว่า ชาวบ้านคนหนึ่งมาขอให้พระองค์ช่วยไล่ผีที่เข้าสิงลูกสาว เจ้าเพ็ชร์ราชทรงขึ้นไปบนเรือนโดยไม่ถอดรองพระบาทนัยว่าเพื่อแสดงพระองค์ในฐานะเจ้าผู้ปกครอง เมื่อทอดพระเนตรเห็นเด็กสาวแล้ววินิจฉัยว่าป่วยเป็นไข้ป่า จึงทรงมอบยาควินินให้ แต่ขณะเดียวกันก็ทรงเจรจากับผีผ่านคนทรง ซึ่งเป็นข้าราชการเก่าผู้หนึ่ง ครั้นแล้วก็ทรงไล่ผีจากครัวเรือนนั้น

คราวนี้วันต่อมา ผู้หลักผู้ใหญ่หมู่บ้านนั้นถึงกับขอให้พระองค์ช่วยไล่ผีจากหมู่บ้าน เพราะกลัวผีจะทำร้าย หลังจากได้รับคำสั่งจากพระองค์ให้ถางป่ารอบๆ เพื่อทำลายแหล่งเพาะยุงป้องกันไข้ป่า แต่ชาวบ้านเกรงว่าผีจะโกรธ เจ้าเพ็ชร์ราชจึงทรงประกอบพิธีอีก อาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและอำนาจเจ้าบ้านเจ้าเมืองของพระองค์ขับไล่ผีไป พวกทหารติดตามยิงปืนไล่เข้าไปในป่า แล้วทำการเผาหอผี หรือศาลปู่ตาจนวอดวาย จากนั้นถึงจะถางป่ากันได้

มหาสิลา วีระวงส์ ปราชญ์ชาวลาวที่เคยติดตามเจ้าเพ็ชร์ราช ก็เล่าว่า “ถ้ามีที่ใดราษฎรว่าเข็ดขวาง หนองใด ห้วยใด แม่น้ำใด ที่เขาว่ามีผีร้าย ประชาชนลงหากินไม่ได้ พระองค์ก็ไปเที่ยวปราบให้เสมอ”

นอกจากผีแล้วพระองค์ยังปราบสัตว์ร้ายในป่าที่คอยทำร้ายผู้คนทั้งเสือ จระเข้ และช้างร้าย

ในช่วงที่ฝรั่งเศสกลับมามีอิทธิพลในลาวอีกครั้ง เจ้าเพ็ชร์ราชได้ลี้ภัยมาอยู่ในไทย นอกจากจะให้ความช่วยเหลือขบวนการกู้ชาติสายต่างๆ แล้ว พระองค์ยังทรงร่วมกลุ่มนักนิยมไพรในไทย ที่นำโดย นพ.บุญส่ง เลขะกุล เจ้าเพ็ชร์ราชทรงเดินทางไปทั่วพงไพรในไทยเพื่อล่าสัตว์ นัยหนึ่งก็เพื่อทรงปลีกตัวจากความวุ่นวายทางการเมืองในบ้านเกิดเมืองนอน

โดย กรกิจ ดิษฐาน

หมายเหตุประวัติ – เจ้าเพชรราช รัตนวงศา (ชาตะ 19 มกราคม พ.ศ. 2443 – มรณะ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2502) วีรบุรุษของชาวลาว ผู้ทรงจัดตั้งรัฐบาลลาวอิสระเพื่อปลดแอกจากการปกครองของฝรั่งเศส และรวมแผ่นดินลาวทั้งหมดให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงเป็นพระมหาอุปราชพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์ของประเทศลาวในสมัยประเทศลาวยังเป็นพระราชอาณาจักรลาว และทรงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของลาวในช่วง พ.ศ. 2485 – 2488 ทรงได้รับการนับถือจากชาวลาวเป็นอย่างมากตราบจนถึงทุกวันนี้ (ข้อมูลจาก เจ้าเพชรราช รัตนวงศา)

Luminar สตาร์ทอัพดาวรุ่งที่เกิดจากคนจบมัธยม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651021

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 18:00 น.

Luminar สตาร์ทอัพดาวรุ่งที่เกิดจากคนจบมัธยมLuminar Technologies สตาร์ทอัพยานยนต์ไร้คนขับจากเด็ก 17 กำลังมาแรงหลังได้อดีตพนักงานตัวท็อปจาก Tesla มาร่วมงานด้วย

Luminar Technologies บริษัทสตาร์ทอัพยานยนต์ไร้คนขับกำลังถูกพูดถึงอย่างหนักในแวดวงด้วยหุ้นที่พุ่งกระฉุดหลังจากที่สามารถดึงตัว Alan Prescott อดีตรองประธานฝ่ายกฎหมายและรักษาการที่ปรึกษาทั่วไปจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Tesla มาได้

การได้หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายคนใหม่ครั้งนี้ส่งผลให้หุ้นของ Luminar Technologies ปรับตัวขึ้นถึง 18.1% นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือสตาร์ทอัพรายนี้ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี LiDAR (การวัดระยะด้วยแสงเลเซอร์) ซึ่ง Elon Musk ซีอีโอของ Tesla ยืนกรานมาตลอดว่ามีราคาแพงเกินไปและไม่จำเป็นต่อการพัฒนายานยนต์ไร้คนขับ แต่ก็ดูเหมือนว่า Prescott จะให้การรับรองเทคโนโลยีดังกล่าว

ขณะนี้ Luminar Technologies สามารถระดมทุนได้รวมทั้งสิ้น 9.94 ร้อยล้านเหรียญสหรัฐแม้ว่าจะเพิ่งก่อตั้งมาได้เพียง 9 ปีเท่านั้น และเพิ่งจะเปิดตัวในตลาดหุ้นไปหมาดๆ เมื่อปลายปีที่แล้ว ส่งผลให้ Austin Russell ซีอีโอหนุ่มผู้ก่อตั้งบริษัทกลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านด้วยวัยเพียง 25 ปีเท่านั้น จนทำให้นิตยสารฟอร์บส์เรียกเขาว่าเป็นมหาเศรษฐีผู้สร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตนเองที่อายุน้อยที่สุดในโลก

ความสำเร็จจากเด็กม.ปลาย

มหาเศรษฐีพันล้านวัยเพียง 25 ปีคงฟังดูน่าทึ่งแล้ว แต่ทุกคนจะทึ่งกว่านั้นเมื่อทราบว่าเส้นทางความสำเร็จนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ Austin Russell ยังไม่จบมัธยมปลายเลยเสียด้วยซ้ำ

Russell เคยให้สัมภาษณ์อัจฉรืยะของตนว่า ตนนั้นท่องจำตำแหน่งของธาตุในตารางธาตุได้ตั้งแต่อายุประมาณ 2 ขวบ และเริ่มเขียนซอฟต์แวร์ด้วยตนเองตั้งแต่ 11 ขวบ จากนั้น 2 ปีต่อมาเขาก็ยื่นจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ของตนเองเป็นครั้งแรก

ไม่นานหลังจากนั้น Russell เริ่มศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยี LiDAR ซึ่งเป็นที่ถูกพูดถึงกันอย่างมากในขณะนี้ แต่ในตอนนั้นแทบจะยังไม่มีใครสนใจเลยเสียด้วยซ้ำ

เขาศึกษาจนรู้สึกว่าอยากนำไปต่อยอดจึงตัดสินใจก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพเกี่ยวกับยานยนต์ไร้คนขับโดยใช้เทคโนโลยี LiDAR จึงเกิดเป็น บริษัท Luminar Technologies ขึ้นมาด้วยวัยเพียงแค่ 17 ปีในตอนนั้น

จากเงินแสนสู่ร้อยล้าน

Russell ก่อตั้ง Luminar ด้วยเงินทุน 100,000 เหรียญสหรัฐ ผ่านมา 9 ปีขณะนี้บริษัทสามารถระดมทุนได้ถึง 9.94 ร้อยล้านเหรียญสหรัฐโดยการเปิดระดมทุนครั้งล่าสุดเพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ Luminar ยังร่วมมือกับบริษัทยานยนต์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกโดยการพัฒนาระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยี LiDAR ให้แก่หลายบริษัทด้วยกันรวมถึง Toyota และ Volvo

Luminar เคลมว่าเทคโนโลยี LiDAR ของตนเป็นระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพสูง และได้รับการยอมรับจากค่ายยานยนต์ยักษ์ใหญ่หลายแห่ง ทั้งยังสามารถจับภาพได้ชัดกว่าคู่แข่งถึง 50 เท่า

ภาพโดย Collision Conf/Wikipedia

Bitcoin กำลังแสดงอาการขาลงหรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651022

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 16:30 น.

Bitcoin กำลังแสดงอาการขาลงหรือไม่?นักวิเคราะห์และสื่อธุรกิจเริ่มจับตาแนวโน้มของ Bitcoin ที่อาจจะหมดแรงลง กลายสภาพจากจากตลาดกระทิงกลายเป็นตลาดหมี

เริ่มจากสำนักข่าว Bloomberg ที่รายงานว่าจนถึงกางสัปดาห์นี้ Bitcoin ก็ยังไม่ฟื้นตัวจากความสับสนในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นภาวะที่ยังไม่สามารถอธิบายได้และตอนนี้นักลงทุนต่างก็จับตาดูความเคลื่อนไหวครั้งต่อไปของมันที่มีความผันผวน

ก่อนหน้านี้นักยุทธศาสตร์ของ JPMorgan Chase & Co. นำโดย Nikolaos Panigirtzoglou กล่าวว่าสองสามครั้งที่ผ่านมาพวกเขาเห็นการเคลื่อนไหวของราคาใน Bitcoin ในเชิงลบ แต่ผู้ซื้อกลับมากอบกู้สถานการณ์ทันเวลาเพื่อป้องกันการตกต่ำที่ลึกลงไป แต่คราวนี้พวกเขากลับกังวล เพราะหาก Bitcoin ไม่สามารถกลับมาสูงกว่า 60,000 ดอลลาร์ในไม่ช้าสัญญาณ โมเมนตัมจะพังทลายลง

ด้าน Michael Purves จาก Tallbacken Capital Advisors ทำการวิเคราะห์ทางเทคนิคเกี่ยวกับรูปแบบการซื้อขายของ Bitcoin พบว่าจุดสูงสุดล่าสุดของ Bitcoin ไม่ได้อิงกับดัชนีกำลังสัมพัทธ์ (Relative strength index – คือตัวบ่งชี้ทางเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์ตลาดการเงิน มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างแผนภูมิจุดแข็งหรือจุดอ่อนในปัจจุบันและในอดีตของหุ้นหรือตลาดโดยพิจารณาจากราคาปิดของช่วงเวลาการซื้อขายล่าสุด) และเหนือสิ่งอื่นใดและโมเมนตัมที่พุ่งสูงของมันกำลังจางหายไป

เว็บไซต์ของ Fortune ก็ตั้งข้อสังเกตในทำนองเดียวกันโดยตั้งคำถามว่าตอนนี้ตลาดกระทิงของ Bitcoin สิ้นสุดลงแล้วหรือยังหลังจากพุ่งขึ้นมาถึง 700% นับตั้งแต่เดือนเมษายปีที่แล้ว? คำตอบก็คือ “อาจจะเป็นอย่างนั้น” David Z. Morris นักเขียนของ Fortune ให้เหตุผลว่า Bitcoin เป็นจำพวกหุ้นยุคการระบาดใหญ่ หรือ pandemic stock

ตัวอย่างของ pandemic stock เช่น Netflix ซึ่งเพิ่งจะประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกปรากฎว่ามีลูกค้าใหม่มีจำนวนทั้งสิ้น 3.98 ล้านคนหลุกจากเป้าคาดการณ์ 6.29 ล้านคนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ นอกจากนี้ยังมี Zoom ซึ่งตอนนี้ราคาหุ้นลดลง 45% จากระดับสูงสุดตลอดกาลถึงปลายปีที่แล้ว บริษัทเหล่านี้บูมในช่วงการระบาดใหญ่เพระาเป้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการล็อคดาวน์หรือติดอยู่กับบ้าน และตอนนี้ถึงช่วงขาลงของพวกมัน

David Z. Morris ชี้ว่า Bitcoin ก็เข้าข่ายธุรกิจที่บูทในช่วงการระบาดใหญ่ เพราะมีหลักฐานวาชาวอเมริกันใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไปซื้อ Bitcoin และนักลงทุนยังเข้ามาเล่นคริปโตเพราะติดอยู่กับล็อคดาวน์และเป็นการลงทุนมาแบบมาราธอนเพ 24 ชั่วโมงต่อวัน

Scott Minerd ซีไอโอของบริษัท Guggenheim ยังได้เตือนถึง“การปรับฐานครั้งใหญ่” ของ Bitcoin ในระยะเวลาอันใกล้นี้ โดยอ้างว่า Bitcoin นั้น “มีฟองมาก” และเขาคาดการณ์ว่าราคาของสกุลเงินดิจิทัลจะลดลง 50%

เขาบอกกับ CNBC ว่า Bitcoin ไปไกลเกินไปเร็วเกินไป “ผมคิดว่าเราสามารถดึง Bitcoin กลับมาที่ 20,000 ถึง 30,000 ดอลลาร์ซึ่งจะลดลง 50% แต่สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Bitcoin คือเราเคยเห็นการลดลงประเภทนี้มาก่อน”

อย่างไรก็ตาม Minerd ตั้งข้อสังเกตว่าเขาคิดว่าการปรับฐานครั้งใหญ่เป็นส่วนหนึ่งของ “วิวัฒนาการตามปกติของตลาดกระทิงในระยะยาว”

Photo by JACK GUEZ / AFP

เพราะค่าแรงต่ำติดดิน คนอเมริกันจึงพึ่งพาทิป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650948

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 15:00 น.

เพราะค่าแรงต่ำติดดิน คนอเมริกันจึงพึ่งพาทิป เมื่อค่าจ้างพนักงานโดนหักแทบไม่เหลือ จึงเป็นหน้าที่ของลูกค้าที่ต้องให้ทิป?

การให้ทิปโดยทั่วไปแล้วอาจเป็นทางเลือกของผู้บริโภคว่าจะให้หรือไม่ให้ก็ได้ แต่ในสหรัฐอเมริกาแล้วการให้ทิปนั้นถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ผู้บริโภคเหมือนจะถูกบังคับให้ต้องจ่ายทิป และการที่พนักงานเรียกทิปเพิ่มหรือต่อว่าหากลูกค้าไม่จ่ายทิปหรือจ่ายไม่ครบนั้นก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลก

ฟังดูอาจขัดใจใครหลายคนแต่หากได้ฟังเรื่องราวของผู้ที่ประกอบอาชีพบริการในสหรัฐแล้วคงเข้าใจมากขึ้น

ช่วงเวลาที่บรรดาร้านอาหาร บาร์ และร้านตัดผมเปิดให้บริการอีกครั้ง พนักงานหลายคนตั้งเผชิญกับเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19

Aaliyah Cortez คือหนึ่งในพนักงานเหล่านั้น เธอถ่ายใบเสร็จเงินเดือนของเธอลงในติ๊กต็อกเพื่อบอกเล่าความยากลำบากของอาชีพของเธอ เธอได้รับค่าจ้างอยู่ที่เพียง 2.13 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมงเท่านั้น ขณะที่เธอจะทำงาน 70.80 ชั่วโมง เธอควรจะได้ค่าจ้างทั้งหมด 150.81 เหรียญสหรัฐ แต่เมื่อหักภาษีและประกันสังคมไปแล้วเธอได้รับเงินเพียง 9.28 เหรียญสหรัฐเท่านั้น

หรือกล่าวคือเธอทำงานกว่า 70 ชั่วโมงแต่ได้ค่าจ้างเพียง 290.96 บาท

ในทางกลับกันรายได้หลักของเธอกลับมาจากทิปที่ได้จากลูกค้า การถ่ายวิดีโอครั้งนี้ของเธอเพื่อให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการให้ทิปพนักงานบริการทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นพนักงานร้านอาหาร บาร์เทนเดอร์ ช่างตัดผม เป็นต้น

แม้ว่าเธอจะทำเงินได้จากทิปที่ลูกค้าให้มาแต่ลูกค้าก็ไม่ได้ให้ทิปเสมอไป อย่างไรก็ตามเธอกล่าวว่าเธอไม่เห็นด้วยเลยที่รัฐกำหนดค่าแรงขั้นต่ำไว้น้อยเกินไปและคาดหวังว่าลูกค้าจะต้องให้ทิปพนักงานเพิ่ม

ขณะนี้ค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลกลางถูกกำหนดไว้ที่ 7.25 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง แต่ก็จะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ โดยสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 12 ถึง 14 เหรียญสหรัฐอย่างเช่นรัฐแอริโซนา โคโลราโด แคลิฟอร์เนีย และวอชิงตัน ขณะที่ค่าครองชีพเฉลี่ยของชาวอเมริกันอยู่ที่ 5,000 เหรียญสหรัฐต่อเดือน

เมื่อเร็วๆ นี้วุฒิสภาได้ปฏิเสธความพยายามที่จะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลกลางซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเยียวยาโควิด-19 โดยฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งตั้งเป้าที่จะเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 15 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง

การออกมาตีแผ่ค่าแรงของเธอในครั้งนี้ทำให้เกิดความคิดเห็นแตกออกเป็น 2 เสียง บางฝ่ายก็มองว่าในโลกที่ค่าแรงขั้นต่ำเป็นเรื่องนั้นสร้างความทุกข์ทรมาน การให้ทิปก็เป็นสิ่งดีๆ ที่เราจะมอบให้กันเพื่อแสดงความมีน้ำใจและช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

ขณะที่อีกฝ่ายตั้งคำถามว่าเป็นหน้าที่ของลูกค้าจะต้องให้ทิป หรือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องแก้ไขปัญหาค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่มีการปรับขึ้นมาหลายปีแล้ว

AP Photo/Don Ryan

แกะรอยเรือดำน้ำอินโดนีเซีย สูญหายพร้อมลูกเรือ 53 คน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650987

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 14:00 น.

แกะรอยเรือดำน้ำอินโดนีเซีย สูญหายพร้อมลูกเรือ 53 คนเปิดประวัติความเป็นมาเรือดำน้ำ KRI Nanggala-402 ของอินโดนีเซีย พบเคยยกเครื่องใหม่มาแล้ว 1 ครั้ง

ภารกิจค้นหาเรือดำน้ำ KRI Nanggala-402 ของอินโดนีเซียที่ขาดการติดต่อพร้อมลูกเรือ 53 คน ระหว่างฝึกซ้อมทางทะเลนอกชายฝั่งเกาะบาหลี เข้าสู่วันที่ 2 โดยล่าสุดการค้นหาทางอากาศพบคราบน้ำมันที่ใกล้กับจุดที่เรือดำน้ำดำลงทะเล ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างออสเตรเลีย สิงคโปร์ และอินเดีย เตรียมส่งทีมช่วย  ต่อไปนี้คือประวัติความเป็นมาของเรือดำน้ำ KRI Nanggala-402 

เรือดำน้ำ KRI Nanggala-402 อยู่ในชั้น Cakra ของอินโดนีเซีย ต่อขึ้นในปี 1977 ที่เยอรมนี และเข้าประจำการในกองทัพอินโดนีเซียเมื่อปี 1981 ปัจจุบันเป็น 1 ใน 5 เรือดำน้ำที่ประจำการในกองทัพอินโดนีเซีย

เรือดำน้ำ KRI Nanggala-402 เข้ารับการประกอบใหม่ที่เกาหลีใต้เป็นเวลา 2 ปี แล้วเสร็จเมื่อปี 2012 สำนักข่าว Antara ของอินโดนีเซียรายงานในขณะนั้นว่า การประกอบใหม่นี้เป็นการยกเครื่องโครงสร้าง ระบบนำทาง และอาวุธใต้น้ำและระบบโซนาร์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

Antara ระบุอีกว่า เรือดำน้ำลำนี้สามารถบรรทุกน้ำหนัก (deadweight) 1,395 ตัน มีความเร็วเดินทาง (cruising speed) อยู่ที่ 21.5 น็อต หรือ 39.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นเรือดำน้ำพลังดีเซลที่สามารถสลับมาใช้พลังงานจากแบตเตอรีไฟฟ้าขณะอยู่ใต้น้ำ บรรทุกลูกเรือได้ 34 คน และทนแรงบีบอัดของน้ำได้ที่ความลึกไม่เกิน 250 เมตร

ฮาดี จายานโต ผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโดนีเซียเผยกับรอยเตอร์สว่า เรือดำน้ำ KRI Nanggala-402 อยู่ระหว่างการซ้อมรบทางเรือนอกชายฝั่งเกาะบาหลี และขาดการติดต่อราว 04.30 น.

แถลงการณ์ของกองทัพเรือระบุว่า เป็นไปได้ว่าระหว่างกำลังดำน้ำ กระแสไฟฟ้าอาจขัดข้องจึงทำให้เรือเสียการควบคุม และระบบฉุกเฉินก็ไม่ทำงาน จากนั้นเรือจึงดิ่งลงไปที่ความลึก 600-700 เมตร ซึ่งเกินจากความสามารถของเรือ ทั้งยังระบุอีกว่าทะเลในบริเวณที่เรือดำน้ำ KRI Nanggala-402 ซ้อมรบตื้นกว่าบริเวณอื่นของเกาะ แต่ก็อาจลึกกว่า 1,500 เมตร

ทางกองทัพเรือคาดว่าคราบน้ำมันที่ลอยออกมาอาจเป็นสัญญาณว่าเรือได้รับความเสียหาย หรืออาจเป็นการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือมาจากลูกเรือ

Photo by Handout / INDONESIA MILITARY / AFP