ที่พักหรูติดชายหาด พักผ่อนบรรยากาศส่วนตัว @My Beach Resort Phuket

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/686222

วันที่ 24 มิ.ย. 2565 เวลา 10:10 น.

ที่พักหรูติดชายหาด พักผ่อนบรรยากาศส่วนตัว @My Beach Resort Phuket

My Beach Resort Phuket ทริปดีๆ ที่ภูเก็ต อีกความประทับใจไม่รู้ลืม กับที่พักหรูติดหาดส่วนตัว อาหารอร่อยถูกปาก และมาตรฐานการบริการสุดประทับใจ

: วารุณี มณีคำ

ที่พักหรูติดชายหาด พักผ่อนบรรยากาศส่วนตัว @My Beach Resort Phuket

มากี่ครั้งก็กลับไปเล่าให้คนอื่นฟังเหมือนเดิมว่า ดีมาก ประทับมาก ที่พักสวยมาก อาหารอร่อยมาก พร้อมชี้เป้าให้คนที่อยากมีประสบการณ์ดีๆ กับวันหยุดพักผ่อนมาตามรอยเช็กอินเช่นกัน กับ My Beach Resort Phuket รีสอร์ทสุดหรูที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันออกอันเงียบสงบของภูเก็ต  พรั่งพร้อมด้วยความงดงามของทะเลเขตร้อน การบริการที่เป็นมิตร สิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งยังสามารถฝากท้องไว้ได้ทุกมื้อจากฝีมือการรังสรรค์อาหารรสเลิศจากผู้ชายอบอุ่นอารมณ์ดีอย่าง เชฟดนัย โทตระกูล

ที่พักหรูติดชายหาด พักผ่อนบรรยากาศส่วนตัว @My Beach Resort Phuket

สำหรับคนที่ชอบความเป็นส่วนตัว บอกเลยว่าที่นี่เป็นอีกตัวเลือกที่ดีที่สุด ทั้งความใหม่และความทันสมัย มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นฟิตเนส สระว่ายน้ำแบบ infinity pool พร้อมสระว่ายน้ำสำหรับเจ้าตัวน้อย ลานอาบแดด รื่นรมย์กับเครื่องดื่มเย็นๆ ริมสระ อิ่มอร่อยกับเมนูฟิวชั่นที่ผสานความเป็นไทยในสไตล์อินเตอร์ที่ My Cafe เหมาะกับคู่รัก ครอบครัว หรืออยากมาเที่ยวแบบส่วนตัวก็ตอบโจทย์ นอกจากนี้ที่นี่ยังรองรับการจัดงาน จัดประชุม เพื่อทุกกลุ่มลูกค้าที่อยากมาใช้บริการ

ห้องพัก

ที่พักหรูติดชายหาด พักผ่อนบรรยากาศส่วนตัว @My Beach Resort Phuket
ที่พักหรูติดชายหาด พักผ่อนบรรยากาศส่วนตัว @My Beach Resort Phuket
ที่พักหรูติดชายหาด พักผ่อนบรรยากาศส่วนตัว @My Beach Resort Phuket
ที่พักหรูติดชายหาด พักผ่อนบรรยากาศส่วนตัว @My Beach Resort Phuket
  • ดีลักซ์ ผ่อนคลายไปกับห้องพักสไตล์เอิร์ทโทน ขนาด 48 ตาราง เมตร พร้อมระเบียงกว้างสำหรับการชมวิว
  • ดีลักซ์ พูลวิว รื่นรมย์กับการแช่ตัวในอ่างอาบน้ำพลางชมวิวริมสระน้ำ จากห้องดีลักซ์ พูลวิว ขนาด 38 ตารางเมตร ที่โอ่โถงและสะดวกสบาย
  • พรีเมียร์ พูล แอคเซส จะนั่งหย่อนเท้าแช่น้ำชมวิวสระน้ำแล้ว จิบเครื่องดื่มเย็น ๆ สบายอารมณ์ หรือกระโดดลงสระว่ายน้ำโดยตรงจากระเบียงส่วนตัวของคุณ ก็สามารถทำได้ที่ห้องพรีเมียร์ พูล แอคเซส ขนาด 38 ตารางเมตร ที่หรูหราและสะดวกสบาย
  • พรีเมียร์ ซีวิว กินลมชมวิวทะเลจากระเบียงกว้างของห้องพัก พรีเมียร์ ซีวิว สุดหรู ขนาด 48 ตารางเมตร
  • พรีเมียร์ ซีวิว สตูดิโอ รื่นนรมย์ไปกับทิวทัศน์ยามเช้าอันตระการตาของทะเลอันดามันจากอ่างอาบน้ำกลางแจ้งส่วนตัวในห้องพักแบบพรีเมียร์
  • พรีเมียร์ บีชฟร้อนท์ ห้องพรีเมียร์ บีชฟร้อนท์ ขนาด 48 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนชั้นที่ให้ความเป็นส่วนตัว สามารถเดินไปยังชายหาดได้อย่างสะดวกสบาย
  • ไพรเวท พูล บีชฟร้อนท์ ห้องพักสุดโรแมนติกขนาด 48 ตารางเมตร ที่อยู่ใกล้กับชายหาดที่สวยงามที่สุด และมีทางเดินตรงสู่สระว่ายน้ำจากเฉลียงส่วนตัว

ห้องอาหาร My Cafe

ที่พักหรูติดชายหาด พักผ่อนบรรยากาศส่วนตัว @My Beach Resort Phuket
ที่พักหรูติดชายหาด พักผ่อนบรรยากาศส่วนตัว @My Beach Resort Phuket
ที่พักหรูติดชายหาด พักผ่อนบรรยากาศส่วนตัว @My Beach Resort Phuket
ที่พักหรูติดชายหาด พักผ่อนบรรยากาศส่วนตัว @My Beach Resort Phuket
ที่พักหรูติดชายหาด พักผ่อนบรรยากาศส่วนตัว @My Beach Resort Phuket
ที่พักหรูติดชายหาด พักผ่อนบรรยากาศส่วนตัว @My Beach Resort Phuket
ที่พักหรูติดชายหาด พักผ่อนบรรยากาศส่วนตัว @My Beach Resort Phuket
ที่พักหรูติดชายหาด พักผ่อนบรรยากาศส่วนตัว @My Beach Resort Phuket
ที่พักหรูติดชายหาด พักผ่อนบรรยากาศส่วนตัว @My Beach Resort Phuket
ที่พักหรูติดชายหาด พักผ่อนบรรยากาศส่วนตัว @My Beach Resort Phuket

ตามมาสัมผัสกับที่พักหรูติดหาดบนทำเลอันเงียบสงบ ได้ที่ My Beach Resort Phuket ถนนอ่าวยน หมู่ 8 ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ห่างจากตัวเมืองเก่าภูเก็ตเพียง 15 นาที และอยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติภูเก็ตประมาณ 45 นาทีไม่ไกลกันนั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวเช่นจุดชมวิวเขาขาดสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำภูเก็ตแหล่งช็อปปิ้งและถนนคนเดินที่ล้วนน่าแวะไปสัมผัสบรรยากาศสักครั้ง

ที่พักหรูติดชายหาด พักผ่อนบรรยากาศส่วนตัว @My Beach Resort Phuket

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่อีเมล: info@mybeachphuket.com

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมทางเว็บไซต์: www.mybeachphuket.com

สอบถามโทร: +66 (0)76 305 066 ถึง 69 แฟกซ์: +66 (0)76 305 064

OAKBERRY กับคุณประโยชน์ดีๆ ที่สายเฮลท์ตี้ไม่ควรพลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/686272

วันที่ 23 มิ.ย. 2565 เวลา 19:55 น.

OAKBERRY กับคุณประโยชน์ดีๆ ที่สายเฮลท์ตี้ไม่ควรพลาด

เอาใจคนรักสุขภาพกับ OAKBERRY ACAI BOWLS ออร์แกนิคอาซาอิ SUPERFOOD กินสะดวก ประโยชน์เน้นๆ

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

OAKBERRY กับคุณประโยชน์ดีๆ ที่สายเฮลท์ตี้ไม่ควรพลาด

รีวิวบอกต่อของดีแบบตะโกน!! กับร้าน OAKBERRY ACAI BOWLS แบรนด์อาหารเพื่อสุขภาพชื่อดังฝั่งบราซิล ที่ครีเอทเมนูออร์แกนิคอาซาอิจากผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ที่อุดมไปด้วยสารอาหารและคุณประโยชน์มากมาย เป็น SUPERFOOD ที่พรั่งพร้อมด้วยคุณประโยชน์นานาประการ ทั้งโอเมก้า 6, 9 วิตามิน E และ B1 ไฟเบอร์สูง สารต้านอนุมูลอิสระที่สูงเทียบเท่ากับการทานมะเขือเทศ 188 ลูกที่จะช่วยในเรื่องของการลดน้ำหนักบำรุงผิวพรรณบำรุงหัวใจและระบบย่อยอาหาร

OAKBERRY กับคุณประโยชน์ดีๆ ที่สายเฮลท์ตี้ไม่ควรพลาด
OAKBERRY กับคุณประโยชน์ดีๆ ที่สายเฮลท์ตี้ไม่ควรพลาด
OAKBERRY กับคุณประโยชน์ดีๆ ที่สายเฮลท์ตี้ไม่ควรพลาด
OAKBERRY กับคุณประโยชน์ดีๆ ที่สายเฮลท์ตี้ไม่ควรพลาด
OAKBERRY กับคุณประโยชน์ดีๆ ที่สายเฮลท์ตี้ไม่ควรพลาด

ผ่านเมนูที่มีให้เลือก 2 แบบ เริ่มด้วย Bowls ที่เหมาะสำหรับทานเป็นของหวาน มื้อทานเล่น หรือกินแทนมื้ออาหาร 1 มื้อ!!  เมนูความอร่อยเย็นฉ่ำที่สลับชั้นระหว่างอาซาอิและท็อปปิ้ง ที่เลือกได้ตามความชอบกว่า 10 รายการ มาพร้อม 4 ขนาด เริ่มที่ ONE – 10OZ , CLASSIC – 12OZ  , WORKS – 16 OZ  , THE OAK – 20OZ และเมนู Smoothies ที่เหมาะสำหรับทานเป็นเครื่องดื่ม ซึ่งจะเป็นการปั่นรวมกันระหว่างอาซาอิและท็อปปิ้ง

OAKBERRY กับคุณประโยชน์ดีๆ ที่สายเฮลท์ตี้ไม่ควรพลาด

อยากอิ่มอร่อยแบบสุขภาพดีตามมากันได้ที่ OAKBERRY ACAI BOWLS สาขาล่าสุด CTW ชั้น 6 โซน Atrium เปิดทุกวัน: 10.00น – 21.30 น. และสาขา Siam Square One, ชั้น 3 (ฝั่ง BTS) เปิดทุกวัน: 10.00-21.30 น.

Facebook : https://web.facebook.com/Oakberryth

Instagram : https://www.instagram.com/Oakberryth/

จีนเปิดตัวแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าชาร์จครั้งเดียววิ่งได้ 1,000 กม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686366

วันที่ 25 มิ.ย. 2565 เวลา 15:04 น.

จีนเปิดตัวแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าชาร์จครั้งเดียววิ่งได้ 1,000 กม.

จุดเด่นของแบตเตอรี่นี้คือ ความปลอดภัย ความรวดเร็วในการชาร์จ

บริษัท คอนเทมโพรารี แอมเพอเร็กซ์ เทคโนโลยี จำกัด หรือซีเอทีแอล (CATL) ผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนสำหรับยานยนต์ชั้นนำของจีน เปิดตัวแบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร ด้วยการชาร์จเพียงครั้งเดียว

บริษัทฯ ระบุว่าแบตเตอรี่ “ฉีหลิน” (Qilin) ซึ่งใช้เทคโนโลยีซีทีพี (CTP) รุ่นที่ 3 มีประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากความจุร้อยละ 72 และความหนาแน่นพลังงานสำหรับระบบแบตเตอรี่เทอร์นารีสูงถึง 255 วัตต์ชั่วโมงต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับบูรณาการสูงที่สุดในโลก โดยแบตเตอรี่ฉีหลินได้รับการตั้งชื่อตาม “กิเลน” สัตว์ในตำนานของจีน

ทั้งนี้ เทคโนโลยีซีทีพีมุ่งปรับปรุงความหนาแน่นของพลังงานระบบ ลดความซับซ้อนในการผลิต และช่วยปรับลดต้นทุน ผ่านการผสานเซลล์ในชุดแบตเตอรี่โดยตรงโดยไม่มีโมดูล โดยแบตเตอรี่ฉีหลินยังมีจุดเด่นในด้านการปรับปรุงอายุการใช้งาน ความปลอดภัย ความรวดเร็วในการชาร์จ และการทำงานในอุณหภูมิต่ำ

นอกจากนั้น แบตเตอรี่รุ่นใหม่ยังได้รับการพัฒนาความน่าเชื่อถือของอายุการใช้งาน การต้านทานแรงกระแทกและการสั่นสะเทือน ผ่านหน่วยพลังงานแบบบูรณาการ ซึ่งประกอบด้วยเซลล์ และวัสดุคั่นกลางยืดหยุ่นอเนกประสงค์

รายงานระบุว่าแบตเตอรี่ฉีหลินมีเสถียรภาพทางความร้อนและความปลอดภัย ทำให้เข้ากันได้กับวัสดุที่มีความหนาแน่นพลังงานสูงกว่าสำหรับการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ โดยเซลล์แบตเตอรี่สามารถเย็นตัวอย่างรวดเร็วในสภาพแวดล้อมสุดขั้ว ซึ่งช่วยป้องกันการนำความร้อนที่ผิดปกติระหว่างเซลล์ได้ ขณะที่การชาร์จจะใช้เวลาเพียง 10 นาที ในโหมดชาร์จเร็ว

บริษัทคาดการณ์ว่าแบตเตอรี่ฉีหลินจะเข้าสู่กระบวนการผลิตขนานใหญ่และออกวางจำหน่ายสู่ตลาดในปี 2023

ที่มา: xinhuathai

นักวิทย์ชี้โรคฝีดาษลิงกลายพันธุ์มากกว่าที่คาดไว้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686369

วันที่ 25 มิ.ย. 2565 เวลา 16:02 น.

นักวิทย์ชี้โรคฝีดาษลิงกลายพันธุ์มากกว่าที่คาดไว้

WHO กำลังพิจารณาว่าจะประกาศให้ฝีดาษลิงเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศหรือไม่

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า นักวิจัยในโปรตุเกสเผยว่า ไว้รัสฝีดาษลิงอาจมีการกลายพันธุ์มากกว่าที่คาดไว้ ในขณะที่พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทั่วสหรัฐและสหราชอาณาจักร

ผลการวิจัยวึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Medicine พบว่า สายพันธุ์ล่าสุดของเชื้อไวรัสฝีดาษลิง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยระบาดอยู่เฉพาะในแถบแอฟริกา มีความแตกต่างทางพันธุกรรมราว 50 จุด เมื่อเทียบกับไวรัสฝีดาษลิงที่ระบาดในปี 2018-2019 ซึ่งเดิมนักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะมีความแตกต่างทางพันธุกรรมไม่เกิน 10 จุดเท่านั้น

ผลการวิจัยระบุอีกว่าอัตราการกลายพันธุ์อาจบ่งบอกถึงกรณี “การเร่งวิวัฒนาการ”

นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่า เชื้อไวรัสฝีดาษลิงมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องในช่วงการระบาดในปัจจุบัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในรหัสพันธุกรรม สายพันธุ์ย่อย และยีนที่หลุดหายไป

ชูเอา เปาลู โกเมส หนึ่งในผู้เขียนผลการวิจัยจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติในกรุงลิสบอนของโปรตุเกสเผยว่า “การพบการกลายพันธุ์มากมายในไวรัสโรคฝีดาษลิงในปี 2022 เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง เพราะเมื่อพิจารณาถึงลักษณะจีโนมของไวรัสชนิดนี้ ไม่น่าจะมีการกลายพันธุ์เกิน 1 หรือ 2 ครั้งในแต่ละปี”

นักวิจัยเผยว่า เชื้อไวรัสดาษลิงมีความเสถียรและกลายพันธุ์ช้ากว่าเชื้อโคโรนาไวรัสที่ก่อให้เกิดโรค Covid-19 ในอดีตโรคฝีดาษลิงไม่ได้แพร่ง่ายจากคนสู่คน และยังไม่แน่ชัดว่าการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฝีดาษลิงที่ระบาดอยู่ในขณะนี้จะเปลี่ยนแปลงลักษณะเหล่านั้น หรือความรุนแรงของโรคหรือไม่ ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของไวรัส

ด้านคณะกรรมการฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลก (WHO) จะประกาศเร็วๆ นี้ว่าจะประกาศให้การระบาดของโรคฝีดาษลิงเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการเตือนภัยระดับสูงสุดหรือไม่

ทั้งนี้ โรคฝีดาษลิงมักมีอาการคล้ายไข้หวัด ตามด้วยผื่นซึ่งจะเริ่มจากใบหน้าและกระจายไปตามพื้นที่ส่วนล่างของร่างกาย ในบางเคสอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต โดยเชื้อจะแพร่ผ่านสารคัดหลั่งของร่างกาย หรือการใช้เสื้อผ้าร่วมกันกับผู้ป่วยหรือสัตว์ที่ติดเชื้อ รวมทั้งแพร่กระจายเชื้อจากฝอยละอองน้ำมูก น้ำลายจากผู้ป่วยขณะพูดคุย

ขณะนี้พบผู้ป่วยรวมกว่า 3,500 รายใน 44 ประเทศทั่วโลก

CDC/Brian W.J. Mahy/Handout via REUTERS

สู้ไม่ไหว! ยูเครนถอนกำลังทหารออกจากเมืองสมรภูมิหลัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686355

วันที่ 25 มิ.ย. 2565 เวลา 11:45 น.

สู้ไม่ไหว! ยูเครนถอนกำลังทหารออกจากเมืองสมรภูมิหลัก

ยูเครนยอมถอนทหารออกจากเมืองซีเวียโรโดเนตสก์เพื่อลดการสูญเสีย

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า กองกำลังทหารยูเครนได้รับคำสั่งให้ถอนกำลังออกจากเมืองซีเวียโรโดเนตสก์ซึ่งเป็นสมรภูมิหลักหลังสู้รบกับรัสเซียอย่างหนักมาหลายสัปดาห์ เพื่อจำกัดการสูญเสียกำลังพลและจัดทัพใหม่ แต่การเคลื่อนไหวนี้จะถูกรัสเซียมองว่าเป็นชัยชนะที่สำคัญ

เจ้าหน้าที่ยูเครนหลายคนเผยว่าแทบจะไม่มีอะไรเหลือให้ป้องกันในเมืองซีเวียโรโดเนตสก์ทางตะวันออกของประเทศที่ถูกรัสเซียทิ้งระเบิดใส่อย่างหนัก

เซอร์ฮี ไฮได ผู้ว่าราชการภูมิภาคลูฮันสก์เผยว่า กองกำลังในเมืองซีเวียโรโดเนตสก์ได้รับคำสั่งให้เคลื่อนย้ายไปยังตำแหน่งใหม่

ไฮไดเผยกับสถานีโทรทัศน์ยูเครนว่า “การอยู่ในตำแหน่งที่ถูกระเบิดเป็นชิ้นๆ เป็นเวลาหลายเดือนเพียงเพื่อให้ได้อยู่ที่นั่นไม่สมเหตุสมผล”

การถอนกำลังทหารออกจากเมืองซีเวียโรโดเนตสก์ถือเป็นการถอยครั้งใหญ่ที่สุดสำหรับยูเครนนับตั้งแต่การเสียเมืองท่ามารีอูปอลทางตอนใต้เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

ขณะที่การรุกคืบหน้าของรัสเซียทำให้รัสเซียเข้าใกล้การควบคุมลูฮันสก์ได้อย่างสมบูรณ์เข้าไปทุกที และทำให้เมืองแฝดของซีเวียโรโดเนตสก์อย่างลูวินชันสก์กลายเป็นจุดสนใจหลักต่อไปของการต่อสู้

วิตาลี คือเซเยฟ เจ้าหน้าที่ในกระทรวงมหาดไทยของสาธารณรัฐประชาชนลูฮันสก์เผยกับสำนักข่าว TASS ของรัสเซียว่า ต้องใช้เวลาอีกราว 1 สัปดาห์จึงจะควบคุมลูวินชันสก์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

REUTERS/Oleksandr Ratushniak

สหรัฐเป็นแกนนำตั้งกลุ่มสานสัมพันธ์ประเทศแปซิฟิกสู้อิทธิพลจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686350

วันที่ 25 มิ.ย. 2565 เวลา 10:35 น.

สหรัฐเป็นแกนนำตั้งกลุ่มสานสัมพันธ์ประเทศแปซิฟิกสู้อิทธิพลจีน

สหรัฐจับมือพันธมิตรทุ่มทรัพยากรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกสู้กับอิทธิพลจีน

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ทำเนียบขาวเผยว่าสหรัฐ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และสหราชอาณาจักร เปิดตัวกลุ่มที่ไม่เป็นทางการซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการทูตกับประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก

รัฐบาลไบเดนได้ให้คำมั่นว่าจะมอบทรัพยากรเพิ่มเติมให้กับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ในขณะที่จีนพยายามที่จะส่งเสริมการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การทหาร และตำรวจกับประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกที่ต้องการการลงทุนจากต่างประเทศ

กลุ่มใหม่นี้มีชื่อว่า Partners in the Blue Pacific (PBP) จะพยายามสนับสนุนความเป็นภูมิภาคนิยมและกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างหมู่เกาะแปซิฟิกและส่วนอื่น ๆ ของโลก

ทำเนียบขาวระบุว่า “เราเป็นหนึ่งเดียวกันในความมุ่งมั่นร่วมกันในการสนับสนุนภูมิภาคที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คนในมหาสมุทรแปซิฟิก นอกจากนี้เรายังเป็นหนึ่งเดียวกันในการบรรลุวิสัยทัศน์นี้ ตามหลักการของภูมิภาคแปซิฟิก อธิปไตย ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และที่สำคัญที่สุดคือ นำและชี้นำโดยหมู่เกาะแปซิฟิก”

เคิร์ด แคมป์เบลล์ ผู้ประสานงานภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกของทำเนียบขาวเผยว่า เขาหวังให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐเดินทางเยือนประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกมากขึ้น ในขณะที่สหรัฐเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในการตอบโต้จีนในภูมิภาคที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์นี้

แคมป์เบลล์กล่าวว่า สหรัฐต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกทางการทูตทั่วทั้งภูมิภาคมากขึ้น และการติดต่อกับประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกมากขึ้น ซึ่งบางครั้ง “ได้รับความสนใจน้อยลง”

Photo by MCS 3rd Class Matt BROWN / US NAVY / AFP

นักลงทุนชื่อดังเตือนนี่ยังไม่ใช่จุดต่ำสุดของ Bitcoin

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686311

วันที่ 24 มิ.ย. 2565 เวลา 14:36 น.

นักลงทุนชื่อดังเตือนนี่ยังไม่ใช่จุดต่ำสุดของ Bitcoin

มาร์ก โมเบียส นักลงทุนชื่อดังเผยตอนนี้ยังไม่ถึงจุดต่ำสุดของ Bitcoin

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า มาร์ก โมเบียส นักลงทุนชื่อดังและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทบริหารจัดการการลงทุน Mobius Capital Partners เผยว่า Bitcoin ยังไม่ถึงจุดต่ำสุดหลังจากอยู่ในช่วงขาลงติดต่อกัน

โมเบียสบอกว่า “คริปโตเคอร์เรนซีเป็นตัววัดอารมณ์และความเชื่อมั่น (sentiment) ของนักลงทุน พอ Bitcoin ร่วง วันถัดมาดาวน์โจนส์ก็ร่วงตาม นั่นคือรูปแบบที่เกิดขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Bitcoin คือตัวชี้วัดของตลาดหุ้น”

โมเบียสกล่าวอีกว่า “เมื่อนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยโยนผ้ายอมแพ้อย่างแท้จริงและหยุดใส่เงินเข้าไปในตลาดเพราะขาดทุน นั่นตือตอนที่ sentiment ต่ำสุด เมื่อนั้นก็ถึงเวลาช้อนซื้อหุ้น”

ความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกส่งผลให้มูลค่าทางการตลาดของ Bitcoin หายไปหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ โดย Bitcoin ร่วงลงราว 70% จากจุดสูงสุดลงมาซื้อขายกันในแนว 20,000 เหรียญสหรัฐ

ขาลงของ Bitcoin เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับการเข้าสู่ภาวะตลาดหมี โดยนักลงทุนวิตกกังวลผลกระทบจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในหลายประเทศ รวมทั้งปัญหาซัพพลายเชนสะดุดในจีนและยุโรป

โมเบียสเผยว่า ตราบใดที่นักลงทุน Bitcoin ยังพูดคุยเกี่ยวกับการช้อนซื้อในช่วงตลาดขาลงนั่นหมายความว่ายังมีความหวัง และยังหมายถึงว่าเรายังไม่ถึงจุดต่ำสุดของตลาดหมี

โมเบียสเผยต่อว่า ระยะนี้เขาชอบถือเงินสดมากกว่า และอาจนำเงินนี้ไปซื้อหุ้นอินเดียในกลุ่มอุปกรณ์ก่อสร้างและซอฟท์แวร์

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

นายกฯ ศรีลังกายอมรับเศรษฐกิจ ‘ล่มสลายอย่างสิ้นเชิง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686300

วันที่ 24 มิ.ย. 2565 เวลา 11:52 น.

นายกฯ ศรีลังกายอมรับเศรษฐกิจ ‘ล่มสลายอย่างสิ้นเชิง’

ในที่สุดความร่อยหรอของทุนสำรองระหว่างประเทศก็ทำให้เศรษฐกิจศรีลังกาล่มสลายอย่างสิ้นเชิง

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า นายกรัฐมนตรี รานิล วิกรมสิงเห ของศรีลังกาประกาศในรัฐสภาว่า เศรษฐกิจของศรีลังกา “ล่มสลายอย่างสิ้นเชิง” แล้ว และข้อตกลงกับองค์การการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คือทางออกเดียวที่จะฟื้นประเทศกลับมา

วิกรมสิงเหกล่าวว่า “ตอนนี้เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่รุนแรงมากกว่าแค่การขาดแคลนเชื้อเพลิง ก๊าซ ไฟฟ้า และอาหาร” และว่าศรีลังกาไม่สามารถซื้อน้ำมันนำเข้า หรือแม้แต่จะจ่ายเป็นเงินสด เนื่องจากบริษัทปิโตรเลียมของประเทศมีหนี้จำนวนมหาศาล “เราเห็นสัญญาณของการตกไปอยู่ในจุดต่ำสุด”

การวิเคราะห์ออกมาในแง่ร้ายนี้เกิดขึ้นในขณะที่ทางการศรีลังกากำลังพูดคุยกับ IMF เพื่อขอกู้ยืมเงิน โดยศรีลังกาต้องการเงิน 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐเข้ามาเสริมทุนสำรองระหว่างประเทศ จ่ายบิลค่าสินค้านำเข้า และพยุงเสถียรภาพให้กับสกุลเงินของตัวเอง

วิกรมสิงเกเผยว่า การหารือครั้งแรกกับ IMF เสร็จสิ้นลงแล้ว และมีการแลกเปลี่ยนไอเดียเกี่ยวกับการคลังสาธารณะ ความยั่งยืนของหนี้ ภาคการธนาคารและสวัสดิการสังคม “เราตั้งจะทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการกับ IMF ภายในสิ้นเดือน ก.ค.”

ทางการศรีลังกายังมีแผนประชุมขอความช่วยเหลือด้านการเงินกับประเทศที่เป็นมิตร รวมทั้งอินเดีย ญี่ปุ่น และจีน เพื่อขอความช่วยเหลือเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ศรีลังกาไม่สามารถหยุดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 7 ทศวรรษ ภาวะขาดแคลนอาหาร เชื้อเพลิง และสินค้าจำเป็นอื่นๆ ที่ลากยาวต่อเนื่องเสี่ยงต่อการประท้วงและสั่นคลอนเสถียรภาพทางการเมือง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากตำรวจว่า เฉพาะสัปดาห์นี้มีชาวศรีลังกาเสียชีวิตจากการเข้าคิวซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงถึง 11 คน

REUTERS/Dinuka Liyanawatte/FILE PHOTO

ก้าวสำคัญสู่สหภาพยุโรป ยูเครนได้ ‘สถานะผู้สมัคร’ เข้าอียู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686297

วันที่ 24 มิ.ย. 2565 เวลา 11:15 น.

ก้าวสำคัญสู่สหภาพยุโรป ยูเครนได้ 'สถานะผู้สมัคร' เข้าอียู

สหภาพยุโรปรับรอง ‘สถานะผู้สมัคร’ เข้าอียู แก่ยูเครน-มอลโดวา

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนย่องย่องว่านี่คือ “ช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่พิเศษ” หลังจากที่สหภาพยุโรป (อียู) รับรองสถานะผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกอียูแก่ยูเครนและมอลโดวา เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น

“นี่เป็นช่วงเวลแห่งประวัติศาสตร์และเป็นช่วงเวลาที่พิเศษในความสัมพันธ์ระหว่างยูเครนและสหภาพยุโรป อนาคตของยูเครนอยู่ในสหภาพยุโรป” เซเลนสกีกล่าว ในขณะที่ยูเครนยังคงถูกโจมตีจากกองกำลังรัสเซีย

“เราเพิ่งได้รับสถานะผู้สมัคร นี่คือชัยชนะของเรา” เซเลนสกีกล่าวในวิดีโอที่โพสต์บนอินสตาแกรม “เรารอวันนี้มา 120 วัน และ 30 ปีแล้ว” หมายถึงจำนวนวันที่ยูเครนอยู่ในภาวะสงครามนับตั้งแต่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารเมื่อวันที่ 24 ก.พ. และ 3 ทศวรรษที่ยูเครนประกาศอิสรภาพหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต

เช่นเดียวกับชาร์ล มีแชล ประธานคณะมนตรียุโรป ซึ่งกล่าวว่านี่คือช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์และเป็นก้าวสำคัญบนเส้นทางสู่สหภาพยุโรปของยูเครนและมอลโดวา

ทั้งนี้ มอลโดวา ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกนาโต และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป เช่นเดียวกับยูเครน กำลังอยู่ภายใต้สถานการณ์อันตึงเครียดโดยนักวิเคราะห์มองว่าหากความขัดแย้งขยายออกไปนอกยูเครน มอลโดวาก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงมากที่สุด

Photo by REUTERS/Valentyn Ogirenko

โดนลูกหลงกันทั้งโลก เงินเฟ้อคือสะเก็ดระเบิดสงคราม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/686251

วันที่ 23 มิ.ย. 2565 เวลา 20:38 น.

โดนลูกหลงกันทั้งโลก เงินเฟ้อคือสะเก็ดระเบิดสงคราม

ข้าวยากหมากแพงต้องโทษใคร? โทษรัฐบาล โทษสงคราม หรือว่าโทษตัวเอง?

ในวันที่บทความนี้ถูกเขียนขึ้นและเผยแพร่ (22 – 23 มิถุนายน 2022) มีสถานการณ์อันระทึกเกิดขึ้นในโลกเศรษฐกิจ

อย่างแรกคือ นายกรัฐมนตรีศรีลังกาบอกว่าเศรษฐกิจของประเทศพังพินาศแล้ว (collapsed) เพราะไม่เงินซื้อน้ำมันอีก – เรื่องของศรีลังกาคงไม่ต้องเสียเวลาอธิบายกันอีกเวลาพังพินาศเพราะอะไร แต่ที่ทำให้พินาศไวและไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดหนักเข้าไปอีก เพราะเงินเฟ้อที่ถาโถมเข้ามา

บางคนอาจจะมองว่าศรีลังกาเป็นประเทศเล็กประเทศน้อย และแถมบางคนก็อาจจะบอกว่ามันปั่นป่วนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ถ้าอย่างนั้นมาดู สถานการณ์ที่ 2 ที่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน

วันเดียวกันนั้น นายกรัฐมนตรีอิสมาอิล ซาบรี ยาคอบ ของมาเลเซียกล่าวว่ารัฐบาลจะแจกจ่าย 1,740 ล้านริงกิต (395.19 ล้านดอลลาร์) ให้กับครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำในเดือนนี้ ท่ามกลางปัญหาค่าครองชีพและค่าอาหารที่สูงขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นมาเลเซียอาจเพิ่มเงินอุดหนุนน้ำมันปรุงอาหารจาก 4,000 ล้านริงกิตที่วางแผนไว้ในปีนี้ด้วย

แผนการแจกเงินช่วยประชาชนรับมือกับเงินเฟ้อของมาเลเซียนี้ถอดแบบมาจากสิงคโปร์ มันแสดงให้เห็นว่าเพื่อนบ้านของไทยเริ่มตั้งการ์ดกันแล้ว หากช้าไปอาจบ่อนทำลายเศรษฐกิจของพวกเขา

ถามว่ารัฐบาลไทยทำอะไรบ้างแล้วในตอนนี้ และที่ทำไปแล้วเพียงพอหรือยัง?

คำถามนี้ไม่ใช่ตั้งแง่ แต่เพื่อช่วยย้ำเตือนว่านี่ไม่ใช่ “ปัญหาขาจรทางเศรษฐกิจ” แล้ว แต่จะกลายเป็นหายนะระดับโลกเอาง่ายๆ

ถ้าบางคนยังคิดว่าเรื่องทีเกิดขึ้นรอบๆ บ้านเรายังไม่ถือว่าใหญ่ไป ก็ขอให้ดูเรื่องที่ 3

วันเดียวกันนั้นมีรายงานว่าด้วยราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของราคาผู้บริโภคในสหราชอาณาจักรทำสถิติสูงสุดในรอบ 40 ปีในเดือนพฤษภาคมมาอยู่ที่ 9.1% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในกลุ่ม G7

ไม่เท่านั้น ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ (BoE) กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มว่าจะยังคงอยู่เหนือ 9% ในช่วงหลายเดือนข้างหน้าก่อนที่จะถึงจุดสูงสุดที่ระดับ 11% ในเดือนตุลาคมเล็กน้อย เมื่อค่าไฟฟ้าในครัวเรือนขึ้นอีกครั้ง

ค่าไฟและค่าพลังงานนี่แหละคือตัวการสำคัญ เช่นเดียวกับศรีลังกา

ดังที่สำนักข่าว Reuters รายงานว่านักลงทุนบางคนตัดสินว่าอังกฤษมีความเสี่ยงต่อทั้งเงินเฟ้อและภาวะถดถอยที่สูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงต้นทุนพลังงานนำเข้าจำนวนมากและปัญหาจาก Brexit

และถ้าสหราชอาณาจักรยังไม่ใหญ่พออีก ก็ลองดู “อภิมหาอำนาจ” อย่างสหรัฐ ซึ่งอัตราเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 8.6% ที่ระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี

ในวันเดียวกันนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐเสนอให้หยุดพักเก็บภาษีน้ำมัน ซึ่งมันอาจจะช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้ “บ้าง” แต่ไม่วายถุกนักเศรษฐศาสตร์ติงว่ามันไม่น่าจะช่วยอะไรมากนัก

นั่นก็เพราะการไม่เก็บภาษีก็เท่ากับกระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งตอนนี้มันไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะจะกระตุ้นการใช้จ่าย เพราะเงินเฟ้อมันแรงอยู่แล้ว

ความยอกย้อนของสถานการณ์ช่วงนี้เหมือนกับที่นักวิเคราะห์บอกว่าสหราชอาณาจักอาจจะเจอ “ความเสี่ยงต่อทั้งเงินเฟ้อและภาวะถดถอย” และสหรัฐเองอาจจะเจอความยอกย้อนแบบเดียว ซึ่งในภาษาเศรษศาสตร์เรียกว่า Stagflation

คือภาวะที่เงินเฟ้อโคจรมาพบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย สับสนจนไม่รู้จะใช้ยาตัวไหนเยียวยากันดี

ดังนั้น จะคิดมาตรการอะไรขึ้นมาจะต้องทบทวนกันให้ดี เพราะยาที่ใช้รักษาอาจกลายเป็นตัวเร่งอาการของโรคได้เหมือนกัน เหมือนกับที่บางคนใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ จนทำให้เชื้อโรคดื้อยาในที่สุด

“กระสุนเงิน” ในการจัดกการกับ Stagflation มันมีอยู่ และสหรัฐก็เคยใช้มาแล้วในช่วงเงินเฟ้อสูงปรี๊ด

แต่ปรากฎว่ารัฐบาลไบเดนไม้ได้ใช้กระสุนเงินทางเศรษฐกิจ แต่ใช้วิธี “หาแพะรับบาป” โดยโยนความผิดเรืองเงินเฟ้อให้มั่วไปหมดว่าเกิดจากนั่นเกิดจากนี่ ราวกับตัวเองไม่ได้ส่วนรับผิดชอบอะไร

“แพะ” (หรืออันที่จริงก็ตัวการหนึ่งนั่นแหละ) ที่ถูกรัฐบาลไบเดนโยนบาปให้มากที่สุดเห็นจะเป็นปูติน/รัสเซีย

ฐานที่ก่อสงครามยูเครนจนทำให้ราคาน้ำมันพุ่งพรวด จนทำให้การส่งสินค้าอาหารจากประเทศผู้ผลิตหลักถูกขวางกั้น จนทำให้ซัพพลายเชนสะดุด และอีกมากหมายหลายข้อหา

แพะตัวนี้ถูกรัฐบาลไบเดนยกขึ้นมาบังหน้าตลอด จนกระทั่งแม้แต่คนในประเทศตัวเองก็เริ่มเอียน

หลังจากนั้นก็หันมาแพะตัวใหม่ ตัวล่าสุดคือบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ โดยไบเดนบอกว่า “ในช่วงเวลาแห่งสงคราม อัตรากำไรจากโรงกลั่นที่สูงกว่าปกติที่ถูกโยนให้ครัวเรือนชาวอเมริกัน (แบกรับ) โดยตรงนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้”

แต่ก็ไม่วายโยนบาปกลับไปที่ปูตินอีก โดยบอกว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่า วลาดิมีร์ ปูตินเป็นผู้รับผิดชอบหลักสำหรับความเจ็บปวดทางการเงินที่รุนแรงที่ชาวอเมริกันและครอบครัวของพวกเขาเผชิญอยู่ แต่ท่ามกลางสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันเบนซินสูงขึ้นมากกว่า 1.70 ดอลลาร์ต่อแกลลอน อัตรากำไรจากโรงกลั่นที่สูงเป็นประวัติการณ์กลับทำให้ความเจ็บปวดนั้นแย่ลงไปอีก”

สรุปก็คือคนผิดคือปูตินกับบริษัทน้ำมัน ส่วนรัฐบาลสหรัฐนั้นไม่ผิด

ยังไม่พอแค่นั้น ไบเดน (ซึ่งตอนนี้ถูกแซะเรื่องโบ้ยความผิดไม่เว้นแต่ละวัน) ยังบอกว่า “หากเป็นความผิดของผม ทำไมประเทศอุตสาหกรรมหลักอื่นๆ ในโลกถึงมีอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น?”

ถ้ารัฐบาลไหนตอบนี้มีหวังโดนด่ากันทั้งบ้านทั้งเมือง

ถามว่ามันเป็นความผิดของใคร? ถ้าเป็นฝ่ายโลกตะวันตก (หรือเอียงไปทางนั้น) ก็คงต้องตอบว่ามันเป็นความผิดขจองรัสเซียที่ก่อสงครามขึ้น แต่ถ้าเป็นฝ่ายรัสเซีย (หรือเห็นใจรัสเซีย) ก็ต้องบอกว่าเพราะโลกตะวันตกยั่วยุให้รัสเซียก่อสงคราม

เมื่อสงครามเกิดน้ำมันย่อมแพง ทองย่อมแพง ของย่อมแพง หุ้นย่อมตก การลงทุนย่อมแปรปรวน

ดังนั้นกับคำถามที่ว่าใครเป็นตัวการทำให้โลกเจอกับเงินเฟ้อที่รุนแรงเพียงนี้ ก็ต้องถามตัวเองว่าเราเชื่อคำอธิบายของฝ่ายไหน?

แต่อีกคำถามคือ ในเมื่อแต่ละฝ่ายย่อมรู้ว่าสงครามหลีกเลี่ยงไม่ได้และผลของสงครามคืออะไร ทำไมรัฐบาลเหล่านั้นถึงไม่เตรียมการอะไรเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อรับมือกับแรงกระเพื่อมที่จะตามมา?

คำตอบมีไม่กี่ชอยส์คือ ถ้าไม่ประเมินเรื่องสงครามผิด ก็คงเป็นเพราะไร้ความสามารถในเรื่องการบริหารเศรษฐกิจ

หรือไม่ก็คงต้องพูดภาษาฝรั่งคือ Didn’t See It Coming คือไม่รู้ตัวเลยว่ามันจะออกมาอีหรอบนี้

มีบทความหนึ่งโดย Yahoo Finance ที่พาดหัวไว้อย่างตรงใจผู้เขียน บอกว่า “Stagflation คือการแก้แค้นของของปูติน: ทุกคนบอกว่าสงครามของเขาจะทำลายเศรษฐกิจของรัสเซีย แต่เขาก็ฆ่าอเมริกาไปด้วย”

ตอนที่สงครามมาใหม่ๆ ที่อเมริกายังกระหยิ่มยิ้มย่องว่าเราไม่ได้ซื้อก๊าซซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ไม่เห็นต้องห่วงอะไร แต่มาตอนนี้เริ่มที่จะเจอลูกหลงเข้าไปเต็มๆ

นั่นก็เพราะสงครามนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดลูกหลงทางเศรษฐกิจแบบสะเก็ดระเบิดโดนกันฉพาะใกล้ๆ สมรภูมิ แต่มันคือ Nuclear fallout ที่หย่อนบอมบ์ไปลูกหนึ่ง เกิดฝุ่นรังสีนิวเคลียร์แผ่ขยายไปทั่วโลกหล้า

ต่อให้อยู่ไกลสุดหล้าฟ้าเขียว อเมริกาก็อเมริกาเถอะ หนีภยันตรายนี้หาพ้นไม่

โดย กรกิจ ดิษฐาน