กว่าจะเป็นปูตินคนนี้ สายลับ KGB ต้องผ่านอะไรมาบ้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677729

วันที่ 09 มี.ค. 2565 เวลา 19:16 น.กว่าจะเป็นปูตินคนนี้ สายลับ KGB ต้องผ่านอะไรมาบ้าง

KGB ผ่านอะไรมาบ้างถึงได้ชื่อว่าเป็นหน่วยสุดโหดที่ถูกพูดถึงมาจนทุกวันนี้

หลายคนทราบแล้วว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียเคยเป็นสายลับ KGB มาก่อน แต่รู้หรือไม่ว่าหน่วยสืบราชการลับ KGB ต้องผ่านอะไรมาบ้างถึงได้ชื่อว่าเป็นหน่วยสุดโหดที่ถูกพูดถึงมาจนทุกวันนี้

ก่อนที่จะพูดถึงภารกิจของ KGB ต้องบอกก่อนว่านี่คือความฝันของปูตินตั้งแต่เด็กๆ ที่อยากจะเข้าร่วมหน่วยสืบราชการลับแห่งนี้ จนในที่สุดเขาได้เข้าร่วมกับกองกำลังสายลับ KGB อย่างที่ฝัน เขาได้รับคัดเลือกจากโครงการใหม่ที่สร้างขึ้นโดยยูรี อันโดรปอฟ ประธาน KGB ซึ่งต้องการรับสมัครคนรุ่นใหม่และฝึกฝนพวกเขาตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อเป็นเจ้าหน้าที่ KGB 

โดยปูตินทำงานด้านข่าวกรองทั้งในและต่างประเทศ ด้วยความสามารถด้านภาษาเยอรมัน ทำให้เขาได้ทำภารกิจสำคัญอยู่หลายครั้ง รวมถึงการได้รับคัดเลือกส่งไปปฏิบัติการเป็นสายลับในเมือง เดรสเดน เยอรมนีตะวันออกด้วย เมื่ออายุได้ 33 ปี โดยภารกิจหลักคือปฏิบัติภารกิจด้านข่าวกรองจากประเทศฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะเยอรมนีตะวันตกซึ่งติดตั้งขีปนาวุธพุ่งเป้ามาที่สหภาพโซเวียต 

มีรายงานจากผู้คนที่อาศัยอยู่ในเยอรมนีตะวันออกในช่วงเวลานั้นและจำได้ว่าเคยเห็นหน้าเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันที่ 5 ธันวาคม 1989 เมื่อมีการวางแผนการจลาจลที่ชตาซี ว่ากันว่าปูตินได้โน้มน้าวฝูงชนให้ปฏิเสธการจลาจลด้วยการหลอกล่อด้วยทักษะสายลับที่ยอดเยี่ยมของเขาที่ได้รับการฝึกฝนมาจาก KGB

ไม่ค่อยมีใครรู้เกี่ยวกับภารกิจที่ปูตินได้รับมอบหมายจาก KGB มากนัก เนื่องจากคนส่วนใหญ่ที่เคยทำงานใน KGB มักไม่พูดถึงอดีตของพวกเขา เพราะพวกเขารู้ว่ามันจะทำให้ชีวิตของพวกเขาตกอยู่ในอันตราย

ปูตินไต่เต้าขึ้นมาเรื่อยๆ จนเป็นผู้ช่วยผู้บังคับบัญชา KGB ประจำเดรสเดน ก่อนที่จะลาออกในปี 1991 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่สหภาพโซเวียตล่มสลาย ปูตินเป็นสายลับ KGB นานถึง 16 ปี

KGB ต้องทำอะไรบ้าง?

คณะกรรมการความมั่นคงแห่งรัฐ หรือ KGB (Komitet Gosudarstvennoy Bezopasnosti) เป็นหน่วยสืบราชการลับของสหภาพโซเวียตตั้งแต่ปี 1954-1991 ก่อนที่โซเวียตจะล่มสลายและกลายมาเป็น FSB (Federalnaya sluzhba bezopasnosti) แทน

หน่วยสืบราชการลับ KGB ทำหน้าที่เหมือนกับหน่วยข่าวกรองหรือสายลับอื่นๆ ของโลก คือ การดูแลด้านข่าวกรอง การป้องกันประเทศ แฝงตัวเข้าไปในหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศเพื่อเก็บข้อมูลสำคัญ และจำกัดบุคคลที่เป็นภัยความมั่นคง พวกเขาถูกฝึกให้สอดแนม พรางตัว ต่อสู้ และลอบสังหาร

ในปี 2018 New York Post เผยว่า KGB ได้สร้าง “เมืองอเมริกัน” ในยูเครนเพื่อให้สายลับเรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตอย่างลับๆ ในสหรัฐอเมริกา ฝึกหัดขับรถอเมริกันโดยใช้กฎจราจรของสหรัฐ และดูหนังอเมริกัน

พวกเขาต้องเรียนรู้หลายภาษา รวมถึงทักษะด้านข่าวกรอง ทักษะการสืบสวน ยิงปืน ศิลปะการต่อสู้ การต่อสู้ระยะประชิด เรียนรู้วิธีการใช้เทคโนโลยีและทริคต่างๆ เพื่อเอาชนะศัตรู รวมถึงการใช้อุปกรณ์เครื่องมืออย่างรองเท้าซ่อนกล้องเล็กๆ เนคไทที่มีเลนส์ และกระเป๋าที่มีไมโครโฟนซ่อนอยู่

รายงานระบุว่า KGB เป็นมากกว่าสายลับ เป็นเหมือนกับ CIA และ FBI รวมกันเป็นหนึ่งเดียว และถือได้ว่าเป็นคู่อริโดยตรงกับหน่วยสืบราชการลับ CIA โดยเฉพาะในยุคสงครามเย็นที่ต่างฝ่ายต่างจ้องล้วงข้อมูลของกันและกัน

ในปี 2019 มีการเปิดเผยเอกสารคู่มือการฝึกอบรม KGB ในช่วงปี 1970-1980 ซึ่งไม่เคยเปิดเผยมาก่อน เอกสารเหล่านั้นมาพร้อมกับชื่ออย่าง “ข้อมูลที่บิดเบือนในเอกสารข่าวกรอง” (1968), “การฝึกอบรมตัวแทนและอิทธิพลทางจิตวิทยาบางประการแก่ชาวต่างชาติ” (1985) และ “โอกาสในการใช้วิธีการทางจิตวิทยา” (1988)

เมื่อค้นเอกสารเหล่านั้นจะพบคำแนะนำวิธีการต่างๆ มากมาย อาทิ วิธีการสรรหาคนและควบคุมจิตใจบนดินแดนตะวันตกวิธีการขจัดแผนการบิดเบือนข้อมูลของศัตรู, วิธีการแทรกซึมการประชุมทางวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ และ วิธีการจู่โจมผู้ต้องสงสัยที่ยั่วยุ

คู่มือเหล่านี้เป็นคู่มือเมื่อหลายปีมาแล้ว แต่ยังคงอยู่ในรัสเซียจนถึงทุกวันนี้ และวิธีการเหล่านี้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางปฏิบัติของปูติน

ไมเคิล ไวส์ (Michael Weiss) นักข่าวและนักเขียนชื่อดังชาวอเมริกันกล่าวว่า KGB เชี่ยวชาญในการอ่านใจคน ทำความเข้าใจว่าจุดอ่อนของพวกเขาคืออะไร เรียนรู้วิธีการเข้าถึงพวกเขา และทำให้พวกเขายอมทำในสิ่งที่ไม่เต็มใจ

“สายลับ KGB คือการผสมผสานระหว่างนักบวช นักบำบัดโรค เพื่อนรัก และยังเป็นศัตรูตัวฉกาจอีกด้วย เขาเป็นคนที่พยายามจะให้คุณทำในสิ่งต่างๆ ที่จะทำลายตัวคุณเองในที่สุด”

สหภาพโซเวียตปฏิบัติการลอบสังหารบุคคลสำคัญหลายครั้งรวมถึง ยอซีป บรอซ ตีโต อดีตประธานาธิบดีสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย ที่พยายามหลายครั้งจนต้องถึงขึ้นเขียนจดหมายไปถึงโจเซฟ สตาลิน อดีตนายกรัฐมนตรีสหภาพโซเวียต ว่าให้เลิกส่งคนมาฆ่าตนเสียที ตอนนี้จับได้ 5 คนแล้ว คนหนึ่งมีระเบิด อีกคนมีปืนไรเฟิล “ถ้าคุณไม่หยุดส่งนักฆ่ามา ผมจะส่งไปมอสโกเหมือนกัน”

นอกจากนี้ยังมีจอร์จี มาร์คอฟ นักข่าว BBC ของบัลแกเรียซึ่งเสียชีวิต 3 วันหลังถูกแทงด้วยร่มบัลแกเรียเข้าที่ต้นขาบนถนนในลอนดอนในปี 1978 ก่อนจะเสียชีวิตเขาเล่าว่าชายคนหนึ่งพูดว่า “ขอโทษ” ด้วยสำเนียงต่างประเทศก่อนที่จะแทงเขาและขึ้นแท็กซี่หนีไป คดีนี้ถูกสงสัยว่าเป็นฝีมือสายลับ KGB อย่างไรก็ตามยังไม่มีใครถูกตั้งข้อหา

เลฟ รีเบท ผู้นำทางการเมืองยูเครนเสียชีวิตในปี 1957 ในตอนแรกดูเหมือนจะเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย แต่ความจริงถูกเปิดเผยในอีก 4 ปีให้หลังเมื่อนักฆ่า KGB ออกมายอมรับว่าเป็นฝีมือของเขาเอง

นอกเหนือจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่ฉาวโฉ่ KGB ยังขึ้นชื่อในการสอดแนม และการสรรหาชาวต่างชาติมาทำงานให้ เช่น จอห์น แอนโทนี วอล์กเกอร์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ประจำเรือรบของกองทัพเรือสหรัฐ ซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานสอดแนมให้สหภาพโซเวียตระหว่างปี 1967-1985 และโรเบิร์ต ฮันเซน เจ้าหน้าที่ FBI ที่ทำงานให้โซเวียตร่วมสิบปี

หลังจากที่ออกจากหน่วยสืบราชการลับ KGB ปูตินชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีรัสเซียคนใหม่ ต่อจากบอริส เยลต์ซิน อดีตผู้นำที่วางมือไปในปี 2000

Photo by Michael Weiss

เปิด ‘แผนก 13’ ทีมลอบสังหารของสายลับรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677735

วันที่ 09 มี.ค. 2565 เวลา 18:02 น.เปิด ‘แผนก 13’ ทีมลอบสังหารของสายลับรัสเซีย

สหภาพโซเวียตและรัสเซียเคยส่งทีมลอบสังหารจากแผนก 13 ไปปลิดชีพผู้นำประเทศและฝ่ายต่อต้านชาวยูเครนมาแล้วหลายคน และผู้นำยูเครนคนล่าสุดก็บอกว่าเขาเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของปูติน

เพียง 1 สัปดาห์หลังจากรัสเซียบุกยูเครนก็มีข่าวว่า ประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ถูกลอบสังหารแล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง โดย 2 ใน 3 ครั้งเป็นฝีมือกลุ่มว้ากเนอร์ (Wagner) ทหารรับจ้างชื่อดังของรัสเซีย แต่ยูเครนได้รับการแจ้งข่าวจากเจ้าหน้าที่ FSB ของรัสเซียก่อน ทีมลอบสังหารจึงลงมือไม่สำเร็จ

แหล่งข่าวเผยกับ Times of London ว่า มีสมาชิกกกลุ่มว้ากเนอร์แฝงตัวอยู่ในรุงเคียฟอย่างน้อย 400 ราย โดยมีรายชื่อของเจ้าหน้าที่คนสำคัญของยูเครนที่ตกเป้าหมาย 24 คนอยู่ในมือ ส่วนอีกครั้งหนึ่งเป็นฝีมือของ Kadyrovites ทีมสังหารจากสาธารณรัฐเชเชนที่ลงมือย่านชานกรุงเคียฟ

อันที่จริงรัสเซียมีหน่วยงานเฉพาะสำหรับลงมือสังหารเป้าหมายที่เป็นภัยคุกคามสหภาพโซเวียตที่รู้จักกันในชื่อ Thirteenth Department หรือแผนก 13 ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ภายใต้การนำของ วิกเตอร์ วลาดิมีรอฟ เจ้าหน้าที่สายลับ KGB ที่ปฏิบัติการในฟินแลนด์

เอกสารที่ได้รับการปลดออกจากการเป็นเอกสารลับของ CIA ระบุว่า Thirteenth Department มีเจ้าหน้าที่ประจำการอยู่ที่สำนักงานใหญ่ในกรุงมอสโกราว 60 คน และยังดำเนินการหน่วยดาวเทียมหลายครั้งในเยอรมนีตะวันออก จีน และออสเตรีย

เป้าหมายของ Thirteenth Department คือ พลเมืองสหภาพโซเวียต ผู้อพยพชาวโซเวียต และชาวต่างชาติ โดยใช้อาวุธทุกรูปแบบ รวมทั้งการฉีดพ่นของเหลวให้เป็นละออง และการใช้ยาพิษอย่างสตริกนินเคลือบช็อกโกแลต (อ่านบทความเรื่อง “เปิด ‘Lab X’ โรงงานผลิตยาพิษของสายลับปูติน” ได้ที่นี่)

การลงมือสังหารคนดังหลายคนที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับ Thirteenth Department มีหลายเคส อาทิ การสังหารอดีตประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี ของสหรัฐ

มีหลายทฤษฎีสมคบคิดที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารอดีตผู้นำสหรัฐเมื่อวันที่ 22 พ.ย. 1963 รวมทั้งทฤษฎีที่ว่าสหภาพโซเวียตอยู่เบื้องหลัง

ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ อดีตนาวิกโยธินสหรัฐที่ถูกตั้งข้อหาลอบสังหารเคนเนดี มีความเกี่ยวข้องกับโซเวียต เขาหนีออกจากประเทศไปอยู่สหภาพโซเวียต แต่งงานกับภรรยาชาวโซเวียต แล้วกลับมาสหรัฐในปี 1961

เอกสารของ CIA ระบุว่า ออสวอลด์เดินทางไปสถานทูตโซเวียตในกรุงเม็กซิโกซิตีเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 1963 และพูดคุยกับ วาเลรี โคสทิคอฟ ที่ถูกระบุว่าเป็นสมาชิกหน่วยลอบสังหารของ KGB โดยโคสทิคอฟเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองที่ทำหน้าที่เฟ้นหาสายข่าวและบริหารจัดการการทำงานของสายข่าวในปฏิบัติการที่ได้รับการสนับสนุนจาก Thirteenth Department

ยอซิป บรอซ ตีโต (Josip Broz Tito)

อดีตผู้นำยูโกสลาเวียรายนี้เคยถูกโซเวียตลอบสังหารหลายครั้งแต่ก็รอดมาได้ทุกครั้ง ช่วงปลายทศวรรษ 1940 เขาตัดสินใจเขียนจดหมายไปยัง โจเซฟ สตาลิน ผู้นำสหภาพโซเวียตว่า “หยุดส่งคนมาฆ่าผมเสียที เราจับพวกเขาได้ 5 คนแล้ว หนึ่งในนั้นมีระเบิดและอีกคนหนึ่งมีไรเฟิล 1 กระบอก…ถ้าคุณยังไม่หยุดส่งมือสังหารมา ผมจะส่งไปที่มอสโกสักคน และผมไม่จำเป็นต้องส่งคนอื่นตามไปอีก”

ข้อมูลบางแหล่งบอกว่า สตาลินเก็บจดหมายฉบับนี้ไว้ในลิ้นชักโต๊ะตลอดชีวิตของเขา แต่การลอบสังหารตีโตก็ยังดำเนินต่อไป รวมทั้งหมดตั้งแต่แรกเริ่มคือ 22 ครั้ง

จอร์จี โอโคโลวิช (Georgi Okolovich)

โอโคโลวิชเป็นแกนนำ People’s Labor League องค์กรเกี่ยวกับผู้อพยพในปี 1954 เขาตกเป็นเป้าสังหารของ MGB หน่วยงานข่าวกรองของสหภาพโซเวียต ทว่า นิโคไล โคคลอฟ ของ KGB ซึ่งจะต้องทำหน้าที่สั่งการการลอบสังหาร เปลี่ยนใจไปเตือนโอโคโลวิชที่เมืองแฟรงค์เฟิร์ตของเยอรมนีและหลบอยู่ที่นั่น

โคคลอฟนำกล่องใส่บุหรี่ขนาดใหญ่ที่ทำจากหนังติดตัวไปด้วย 2 กล่อง ในนั้นบรรจุเข็มฉีดไซยาไนด์หลายเข็ม และปืนพกสั้นยาว 4 นิ้ว สูง 4 นิ้ว 1 กระบอก ปืนกระบอกนี้ยิงกระสุน 3 ชนิดคือ นัดแรกทำให้เป้าหมายขยับไม่ได้ นัดต่อมาเป็นกระสุนยาพิษสำหรับใช้ในระยะประชิด และกระสุนโลหะเป็นนัดปิดเกม โดยทั้งสามนัดยิงออกมาแบบไร้เสียง

เลฟ เรเบท (Lev Rebet) และสเตปัน บันเดรา (Stepan Bandera)

เรเบทเป็นหนึ่งในคณะรัฐบาลยูเครนและนักต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่อาศัยอยู่ในเมืองมิวนิกของเยอรมนี เขาเสียชีวิตในปี 1957 ส่วนบันเดรา ผู้อพยพและฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทรุดหมดสติกลางถนนในเมืองมิวนิกเสียชีวิตเมื่อปี 1959 ทั้งคู่ถูกระบุอย่างเป็นทางการว่าเสียชีวิตจากอาการหัวใจวาย

ทว่า สาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงของทั้งคู่ได้รับการเปิดเผยในปี 1961 หลังจากการหลบหนีออกนอกประเทศของ บอห์ดาน สตาชินสกี (Bohdan Stashinsky) มือสังหารของ KGB ที่ลงมือปลิดชีพทั้งสองคน

เดือน พ.ย. 1961 สตาชินสกี ยอมมอบตัวกับตำรวจเยอรมนีตะวันตกและเปิดปากเล่าว่า ขณะลงมือเขาอายุ 19 ปีโดยถูกบังคับข่มขู่ให้เป็นนักฆ่าของ KBG แลกกับความปลอดภัยของครอบครัว เขาซุ่มอยู่ในออฟฟิศของเรเบทและปลิดชีพเป้าหมายด้วยการพ่นไซยาไนด์ซึ่งทำให้เสียชีวิตแทบจะทันทีหลังจากสูดดม และใช้สารพิษเดียวกันนี้พ่นใส่บันเดราเช่นกัน

สตาชินสกียังคายความลับเกี่ยวกับห้องปฏิบัติการวิจัย 2 ห้องที่เกี่ยวข้องกับ Thirteenth Department เขาบอกว่า ห้องหนึ่งใช้เป็นที่ผลิตอาวุธพิเศษและระเบิด อีกห้องหนึ่งทำหน้าที่พัฒนายาพิษและยาต่างๆ สำหรับ “ภารกิจพิเศษ”

ภาพ: สเตปัน บันเดรา หนึ่งในเหยื่อลอบสังหาร/Wikimedia

‘หินสังหาร’ ญี่ปุ่นที่ผนึกวิญญาณปีศาจไว้นับพันปีแตกออกแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677701

วันที่ 09 มี.ค. 2565 เวลา 13:35 น.‘หินสังหาร’ ญี่ปุ่นที่ผนึกวิญญาณปีศาจไว้นับพันปีแตกออกแล้ว

จู่ๆ หินสังหารที่เชื่อกันว่ากักวิญญาณปีศาจไว้นับพันปีก็แตกออกจากกัน ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าจะเป็นลางบอกเหตุอะไรหรือไม่

หินสังหาร (killing stone) หรือหินเซ็ตโชเซกิ (Sessho-seki) ในเมืองนะสุ จังหวัดโทชิงิใกล้กับกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น ที่เชื่อกันว่าเป็นหินที่ผนึกวิญญาณของจิ้งจอกเก้าหางไว้นับพันปี แตกออกเป็นสองส่วนแล้ว ทำให้ชาวญี่ปุ่นที่มีความเชื่อพากันหวั่นเกรงว่าจะเป็นลางไม่ดี

ตามตำนานเล่ากันว่าหินเซ็ตโชเซกิเป็นที่ผนึกวิญญาณของทามาโมโนะมาเอะ ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางที่ปลอมตัวมาเป็นหญิงสาวสวยซึ่งแฝงตัวเข้ามาอยู่ในราชสำนักของญี่ปุ่นเพื่อสังหารจักรพรรดิโทบะที่ปกครองญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1107-1123 เมื่อถูกจับได้ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางจึงหนีมาที่เมืองนะสุที่ขึ้นชื่อเรื่องบ่อน้ำพุร้อนจากกัมมะถันและถูกฆ่าที่นั่น

หินลาวาก้อนนี้มีสารพิษออกมาทำให้สัตว์หรือผู้คนที่เฉียดเข้าไปใกล้เสียชีวิต ทำให้ได้ชื่อว่าหินสังหาร ภายหลัง เก็นโน ชินโช นักบวชในสมัยศตวรรษที่ 14 ได้ทำพิธีสยบวิญญาณแล้วแยกหินก้อนใหญ่นี้ออกเป็น 3 ก้อน โดย 2 ก้อนถูกขว้างไปบริเวณอื่น และอีก 1 ก้อนอยู่ที่ภูเขานะสุ

ตำนานที่ค่อนข้างน่ากลัวนี้ทำให้ชาวญี่ปุ่นพากันหวาดหวั่นว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น หลังจากนักท่องเที่ยวแชร์ภาพหินสังหารที่แตกออกจากกันในโลกออนไลน์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งโพสต์ภาพหินที่แตกพร้อมกับคอมเม้นต์ว่า “รู้สึกเหมือนเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นอ่ะ” ซึ่งมียอดไลค์เกือบ 170,000 ครั้ง และอีกหลายคอมเม้นต์ อาทิ “ที่กักขังจิ้งจอกแตกแล้ว นี่คือจุดท่องเที่ยวที่น่ากลัว”, “มีใครสังเกตมั้ยว่าด้านในของหินเป็นสีจิ้งจอก”, “จิ้งจอกเก้าหางที่น่ากลัวฟื้นคีนชีพแล้วใช่มั้ย”, “สำนักพระราชวังควรจัดพิธีล้างบาปด่วน” และ “รู้สึกเหมือนจะเป็นลางบอกเหตุการณ์ใหญ่ๆ เลย”

ด้านสื่อท้องถิ่นของญี่ปุ่นรายงานว่า หินสังหารก้อนนี้เริ่มเกิดรอยร้าวเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งอาจทำให้น้ำซึมเข้าไปข้างในและทำให้โครงสร้างของหินอ่อนลงจนแตกออกจากกันในที่สุด

Shimotsuke Shimbun รายงานว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและรัฐบาลจะหารือกันว่าจะทำอย่างไรกับหินก้อนนี้ โดยเจ้าหน้าที่ของการท่องเที่ยวเมืองนะสุเผยกับ Shimotsuke Shimbun ว่า ต้องการให้ฟื้นฟูหินให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม

九尾の狐の伝説が残る、殺生石にひとりでやってきました。縄でぐるっと巻かれた真ん中の大きな岩がそれ…のはずなのですが、なんと岩は真っ二つに割れて、縄も外れていました。漫画だったらまさに封印が解かれて九尾の狐に取り憑かれるパターンで、見てはいけないものを見てしまった気がします。 pic.twitter.com/wwkb0lGOM9— Lillian (@Lily0727K) March 5, 2022

ภาพ: Twitter @Lily0727K

สหรัฐเตือนบริษัทจีนที่ส่งสินค้าให้รัสเซียจะต้องถูกลงโทษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677697

วันที่ 09 มี.ค. 2565 เวลา 12:50 น.สหรัฐเตือนบริษัทจีนที่ส่งสินค้าให้รัสเซียจะต้องถูกลงโทษ

รมว.พาณิชย์สหรัฐเตือนบริษัทจีนที่ต่อต้านมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย

จีน่า ไรมอนโด (Gina Raimondo) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐกล่าวกับ The New York Times โดยเตือนว่าบริษัทจีนที่ขัดขืนข้อจำกัดของสหรัฐ ต่อต้านมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย โดยยังคงส่งสินค้าไปยังรัสเซีย อาจถูกตัดขาดการเข้าถึงอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ของสหรัฐอเมริกา ที่บริษัทเหล่านั้นจำเป็นต้องใช้ในการผลิตสินค้าของตน

ไรมอนโดกล่าวว่าหากสหรัฐพบว่าบริษัทอย่างเช่น Semiconductor Manufacturing International Corporation ในเซี่ยงไฮ้ หรือบริษัทจีนใดๆ ที่ต่อต้านการคว่ำบาตรของสหรัฐ โดยยังคงจัดหาชิปและเทคโนโลยีอื่นๆ ให้กับรัสเซีย สหรัฐจะปิดกั้นไม่ให้พวกเขาเข้าถึงอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ของสหรัฐ

ไรมอนโดกล่าวต่อไปว่าจีนและรัสเซียกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และรัฐบาลจีนได้แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับรัฐบาลรัสเซีย แม้ว่าจะมีการรุกรานยูเครน

แต่จีนไม่สามารถผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่ล้ำสมัยได้เองและต้องพึ่งพาอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ของสหรัฐ ซึ่งไรมอนโดกล่าวว่าบริษัทจีนที่ยังคงจัดหาสินค้าให้รัสเซียจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ สหรัฐ สหภาพยุโรป และประเทศอื่นๆ ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรและควบคุมการส่งออกเพื่อตอบโต้การรุกรานยูเครนของรัสเซีย โดยมีการควบคุมการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีบางรายการ รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงไปยังรัสเซียและเบลารุส เพื่อป้องกันไม่ให้มีการส่งออกเทคโนโลยีให้กับกองทัพรัสเซีย

การควบคุมการส่งออกของสหรัฐไม่ได้บังคับใช้กับบริษัทอเมริกันเท่านั้น แต่รวมไปถึงทุกบริษัทในโลกที่ใช้ซอฟต์แวร์หรือเทคโนโลยีของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงบริษัทจีนหลายแห่ง

Photo by REUTERS/Kevin Lamarque/File Photo

รัสเซียเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ เตือนกระทบถึงจีน-ตลาดเกิดใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677681

วันที่ 09 มี.ค. 2565 เวลา 11:10 น.รัสเซียเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ เตือนกระทบถึงจีน-ตลาดเกิดใหม่

เศรษฐกิจรัสเซียมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ หลังถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ

ก่อนหน้านี้สถาบันการจัดอันดับระดับโลกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของรัสเซีย โดยชี้ว่าเศรษฐกิจรัสเซียมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้

ขณะที่ตะวันตกได้เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียอันเป็นผลมาจากการรุกรานยูเครน รวมถึงการระงับการถือเงินตราต่างประเทศของธนาคารกลาง การระงับการซื้อขายหุ้นรัสเซียที่สำคัญ และการตัดรัสเซียออกจากระบบการชำระเงินระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Business Insider อ้างบทสัมภาษณ์ของสตีเฟน โรช อาจารย์เศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Morgan Stanley ประจำเอเชียที่กล่าวต่อ Squawk Box Asia ว่าหากรัสเซียผิดนัดชำระหนี้จะมีผลกระทบเป็นวงกว้างต่อหนี้สาธารณะในตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก และอาจกระทบไปถึงจีนด้วย

โรชกล่าวว่าจีนไม่สามารถอยู่ข้างรัสเซียได้ในขณะที่รัสเซียยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในยูเครน “ยิ่งจีนถอยห่างจากรัสเซียได้เร็วเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น และเราจะต้องรอดูและจับตาดูอย่างใกล้ชิด”

ก่อนหน้านี้นักยุทธศาสตร์การตลาดของ JPMorgan คาดการณ์ว่ามาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตกและทั่วโลกต่อรัสเซียเพิ่มโอกาสที่รัสเซียจะผิดนัดชำระหนี้ หลังจากที่เคยผิดนัดชำระหนี้ครั้งล่าสุดในปี 1998

ด้าน Moody’s สถาบันการจัดอันดับ Credit Rating ประกาศปรับลดอันดับเครดิตภายในประเทศของรัสเซียเป็น Ca และ Fitch Ratings บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือด้านศักยภาพการชำระหนี้ยักษ์ใหญ่ ประกาศลดระดับความน่าเชื่อถือของรัสเซียเป็น C เนื่องจากมีแนวโน้มสูงที่จะผิดนัดชำระหนี้

ส่วน S&P ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของรัสเซียลงสู่ CCC- ซึ่งเป็นอันดับขยะ หลังจากที่โดนคว่ำบาตรจากนานาชาติ

ขณะที่ MSCI และ FTSE Russell ถอดหุ้นรัสเซียออกจากออกจากการคำนวณดัชนี ซึ่ง MSCI แถลงว่า “ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดจากทั่วโลก รวมถึงเจ้าของสินทรัพย์ ผู้จัดการสินทรัพย์ ตัวแทนนายหน้า โดยส่วนใหญ่ยืนยันว่าตลาดตราสารทุนของรัสเซียในปัจจุบันไม่สามารถลงทุนได้ และหลักทรัพย์ของรัสเซียควรถูกลบออกจากดัชนี MSCI Emerging Markets”

Photo by REUTERS/Maxim Shemetov/File Photo

ไบเดนลั่นน้ำมันแพงต้องโทษรัสเซีย เพื่อโค่นปูตินก็ต้องทนกันไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677669

วันที่ 09 มี.ค. 2565 เวลา 09:47 น.ไบเดนลั่นน้ำมันแพงต้องโทษรัสเซีย เพื่อโค่นปูตินก็ต้องทนกันไป

หลังมีคำสั่งคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย บอกชาวอเมริกันต้องแบกรับภาระเช่นกันเพื่อโค่นปูติน

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน มีคำสั่งห้ามใช้น้ำมันของรัสเซียและการนำเข้าพลังงานอื่นๆ ของรัสเซียเพื่อตอบโต้การรุกรานยูเครน โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะห้ามการลงทุนใหม่ของสหรัฐฯ ในภาคพลังงานของรัสเซีย และห้ามชาวอเมริกันไม่ให้มีส่วนร่วมในการลงทุนจากต่างประเทศใดๆ ที่เม้ดเงินไหลเข้าสู่ภาคพลังงานของรัสเซีย

“เรากำลังห้ามการนำเข้าน้ำมันและพลังงานก๊าซของรัสเซียทั้งหมด” ไบเดนกล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว “นั่นหมายความว่าน้ำมันของรัสเซียจะไม่เป็นที่ยอมรับในท่าเรือของสหรัฐฯ อีกต่อไป และชาวอเมริกันจะจัดการกับการโจมตีอันทรงพลังอีกครั้งต่อเครื่องจักรสงครามของ (ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์) ปูติน”

Reuters รายงานว่าไบเดนยังกล่าวว่าราคาพลังงานจะสูงขึ้น และกล่าวโทษปูตินในเรื่องนี้ โดย New York Post รายงานเสริมว่ามีนักข่าวถามไบเดนเมื่อเขามาถึงเมืองฟอร์ทเวิร์ธ รัฐเท็กซัสว่า “คุณมีข้อความถึงคนอเมริกันเกี่ยวกับราคาน้ำมันไหม”

“ราคาพวกมันขึ้นไปอีก” ไบเดนกล่าว

นักข่าวถามว่า “คุณจะทำอะไรกับมันได้บ้าง”

“ตอนนี้ยังทำอะไรไม่ได้มาก… รัสเซียต้องรับผิดชอบ”

เขาบอกว่า “นี่เป็นขั้นตอนที่เรากำลังดำเนินการเพื่อสร้างความเจ็บปวดให้ปูตินมากขึ้น แต่จะมีตนทุนที่ต้องแบกรับเช่นกันในสหรัฐอเมริกา”

ไบเดน ซึ่งให้คำมั่นว่าทหารสหรัฐฯ จะไม่ไปสู้รบที่ยูเครน ได้แสดงท่าทีว่าอเมริกาให้การสนับสนุนชาวยูเครน และทำนายชัยชนะสูงสุดของพวกเขา

“รัสเซียอาจเดินหน้าบดขยี้ด้วยความเสียหายอันน่าสยดสยองต่อไป แต่สิ่งนี้ชัดเจนแล้ว: ยูเครนจะไม่มีวันเป็นชัยชนะของปูติน ปูตินอาจสามารถยึดเมืองได้ แต่เขาจะไม่สามารถยึดครองประเทศได้” ไบเดนกล่าว

ทนแรงกดดันไม่ไหว McDonald’s ถึง Coca-Cola และ Pepsi หยุดกิจการในรัสซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677666

วันที่ 09 มี.ค. 2565 เวลา 09:26 น.ทนแรงกดดันไม่ไหว McDonald's ถึง Coca-Cola และ Pepsi หยุดกิจการในรัสซีย

เชนร้านอาหารฟาสต์ฟ๊ด McDonald’s Corp, ร้านกาแฟชื่อดัง Starbucks และ L’Oreal ปิดสาขาทั้งหมดในรัสเซียชั่วคราว รวมถึง Coca-Cola และ Pepsi ระงับการขายซอฟต์ดริ้งก์เช่นกัน

หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการรายงานว่า McDonald’s รวมถึง Coca-Cola และ Pepsi ซึ่งเป็นกิจการสัญชาติอเมริกันที่ยังเปิดกิจการในรัสเซีย และยังไม่ยอมปิดกิจการในรัสเซียหลังการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก จนทำให้เกิดกระแสกดดันในโซเชียลมีเดียและจากสื่อตะวันตก ล่าสุด บริษัทใหญ่เหล่านี้ต้องยอมศิโรราบต่อแรงกดดันในประเทศตัวเองในที่สุด

Pepsi และ McDonald’s เป็นผู้บุกเบิกกิจการอเมริกันกับสหภาพโซเวียตและรัฐรัสเซียหลังการล่มสลายของโซเวียตเมื่อหลายสิบปีก่อน บริษัททั้งสองถูกมองว่าช่วยการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้ดีขึ้นในยุคนั้น แต่ล่าสุด เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ย่ำแย่ลง บริษัทเหล่านี้ต้องถูกแรงกระแทกไปด้วย

เช่นมีรายงานว่า “มีการเรียกร้องให้คว่ำบาตร Coca-Cola, McDonald’s และ PepsiCo เนื่องจากบริษัทใหญ่ๆ เหล่านี้ยังคงอยู่ในรัสเซีย

McDonald’s กล่าวว่าจะจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน 62,000 คนในรัสเซีย หลังปิดร้านอาหาร 847 แห่ง ซึ่งสาขาที่แรกที่เปิดในรัสเซียคือที่จัตุรัสพุชกินของมอสโกตอนกลางในปี 1990 กลายเป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยมอเมริกันที่เฟื่องฟูเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย

“ผมดีใจที่พวกเขามายอมคล้อยตามและตัดสินใจได้ถูกต้อง” เจฟฟรีย์ ซอนเนนเฟลด์ ศาสตราจารย์จาก Yale School of Management ซึ่งกำลังติดตามจุดยืนของบริษัทใหญ่ๆ ในรัสเซีย กล่าวหลังจาก McDonald’s ย้ายออกจากรัสเซีย “มันเป็นผลกระทบที่สำคัญจริงๆ และมันเป็นสัญลักษณ์มากพอๆ กับที่มีสาระสำคัญ”

Starbucks Corp ปิดร้านค้าหลายร้อยแห่งชั่วคราว PepsiCo Inc จะระงับการโฆษณาทั้งหมดในรัสเซียและหยุดการขายแบรนด์เครื่องดื่มของตน ในขณะที่ยังคงขายของที่จำเป็น เช่น นมและอาหารสำหรับทารกต่อไป ส่วน Coca-Cola Co กล่าวว่าจะระงับธุรกิจที่นั่น

Coca-Cola เป็นเครื่องดื่มอย่างเป็นทางการของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 1980 ที่กรุงมอสโก แม้ว่าสหรัฐฯ จะคว่ำบาตรการแข่งขันดังกล่าวเพื่อประท้วงการรุกรานอัฟกานิสถานของสหภาพโซเวียต

บริษัทอื่นๆ หลายแห่งก็ตอบโต้รัสเซียเช่นกัน และ Amazon.com Inc กล่าวเมื่อวันอังคารว่าจะหยุดรับลูกค้าใหม่สำหรับบริการคลาวด์ในรัสเซียและยูเครน Universal Music ระงับการดำเนินการทั้งหมดในรัสเซีย และบริการหาคู่ออนไลน์ Bumble Inc จะลบแอพออกจากร้านค้าในรัสเซียและเบลารุส

Unilever กลายเป็นบริษัทอาหารยุโรปรายใหญ่แห่งแรกที่หยุดการนำเข้าและส่งออกนอกรัสเซีย

REUTERS/Mike Blake/File Photo

คนสิงคโปร์วิจารณ์รัฐบาลพาประเทศไปเสี่ยงจนถูกรัสเซียหมายหัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677625

วันที่ 08 มี.ค. 2565 เวลา 19:15 น.คนสิงคโปร์วิจารณ์รัฐบาลพาประเทศไปเสี่ยงจนถูกรัสเซียหมายหัว

ชาวสิงคโปร์เปิดประเด็นถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่คว่ำบาตรรัสเซียจนได้เรื่องถูกปูตินหมายหัวเป็นประเทศที่ไม่เป็นมิตร

จากกรณีที่รัสเซียเผยรายชื่อประเทศและดินแดนที่ไม่เป็นมิตรกับรัสเซีย บริษัทสัญชาติรัสเซีย และพลเมืองรัสเซีย ซึ่งหนึ่งในนั้นมีประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างสิงคโปร์อยู่ด้วย มีชาวสิงคโปร์เข้าไปแสดงความคิดเห็นในเพจเฟซบุ๊คของสำนักข่าว The Strait Times ของรัสเซียกว่า 1,200 คอมเม้นต์ อาทิ

Calvin Cheng นักธุรกิจชาวสิงคโปร์และสมาชิกรัฐสภาที่มาจากการแต่งตั้งของสิงคโปร์เผยว่า “ตอนนี้ไม่มีใครต้องการรูเบิลแล้ว มันร่วงทุกวัน ปูตินคือตัวตลก”

Sari Riani Sarah บอกว่า “ปูตินทำให้เรานึกถึงว่าพวกนาซีปฏิบัติกับคนอื่นยังไง ถ้าปล่อยให้เขารุกรานประเทศเล็กๆ ไปเรื่อยๆ เขาก็จะรุกรานอยู่อย่างนั้น คนรัสเซียเท่านั้นที่จะโค่นเขาได้ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นประธานาธิบดีรัสไปไปตลอดกาลนะ”

Chen Poser อ้างคำพูดของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐ เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ ว่า “ชายชราประกาศสงคราม แต่กลับเป็นเยาวชนที่ต้องสู้และเสียชีวิต”

Augustine Appadurai บอกว่า “เราน่าจะทำอะไรเงียบๆ แทนที่จะตีฆ้องร้องป่าว พวกเราไม่ใช่มหาอำนาจ ประเทศใหญ่ๆ อื่นๆ ยังอยู่เงียบๆ เลย”

Serene Wong บอกว่า “น่าเศร้าที่ปูตินค่อยๆ บ่มเพาะความหวดกลัวให้กับทุกคนที่หวั่นเกรงผลกระทบที่จะตามมา…เวลาของเขาเหลือไม่มากแล้ว…แค่รอหน่อย”

Glenda Wang บอกว่า “ฉันต่อต้านสงคราม แต่หวังว่าสิงคโปร์จะคิดทบทวนถึงการกระทำต่อรัสเซียอีกครั้ง เราเข้าใจจริงๆ มั้ยว่าทำไมรัสเซียถึงเริ่มสงครามนี้? ทำไมเราต้องเข้าไปแทรกแซงและทำให้ตัวเองมีปัญหา? เราจำเป็นต้องเลือกข้างมั้ย? สหรัฐกับนาโตกำลังทะสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่? ใครยั่วยุให้สงครามเปิดฉากขึ้น เป็นรัสเซียจริงๆ หรือ?”

Hanzo Oznah บอกว่า “นักการเมืองของเราไม่ฉลาดในการรับมือกับสถานการณ์การเมืองต่างประเทศ”

Cherlyn Leng บอกว่า “ว่าละว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อเราถูกเอ่ยถึงในทีวีต่างประเทศว่าเป็นประเทศเล็กๆ แต่ห้าวหาญเหมือนเสือ แล้วไงล่ะ มาแล้วไง ปูตินขี่หมีออกมา แล้วเสือเป็นตัวอะไรสำหรับเขาล่ะ”

Gioia Ng บอกว่า “ประณามคนทำผิด คนทำผิดควรถูกลงโทษ”

Brandie Deng บอกว่า “มันง่ายมากที่จะตกลงไปในกับดักของการคิดว่าการไม่ทำอะไรคือการกระทำที่ปลอดภัยที่สุด แต่มันไม่ใช่ การรุกรานของรัสเซียสั่งสะเทือนพลวัตรของโลก ถ้าเราทำอะไรไม่ชัดเจน การไม่ทำอะไรก็ไม่ใช่วิธีที่ปลอดภัยที่สุดเช่นกัน”

C Shiyun Liu บอกว่า “เราเป็นประเทศเล็กๆ ที่ทำอะไรที่กล้าหาญเช่นนี้ การทำตัวเงียบๆ ในเวลาที่สำคัญเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป การเล่นใหญ่ไม่ได้หมายความว่าคุณกล้าหาญจริงๆ บางครั้งมันหมายถึงความโง่เขลาและความมั่นใจแบบผิดๆ การลงมือทำแบบผิดๆ ”

Dennis Cheng บอกว่า “ว้าว รัสเซียเป็นมิตรมากจนกระทั่งบุกยูเครนทั้งที่ไม่มีการยั่วยุและไร้เหตุผล (อีโมจิตบมือ) ต้องร่วมมือกับเขาเหรอถึงจะถูกมองว่าเป็นมิตร”

Lau Swee Kwong บอกว่า “สหรัฐและพันธมิตรคือผู้คุมกฎ ใครที่กล้าท้าทายกฎจะเป็นเป้าหมายต่อไปของการรุกรานหรือการปลดปล่อย ดังนั้นพวกนักภูมิรัฐศาสตร์ระดับปริญญาตรีทุกคนต้องรู้เรื่องนี้ไว้ด้วย”

Paul Tan คอมเม้นต์ในเชิงเสียดสีว่า “เราเป็นหนึ่งในเอเชียอีกครั้งจากการถูกรัสเซียหมายหัวว่า ‘กระทำการไม่เป็นมิตร’ เยี่ยมจริงๆ ช่างน่าภูมิใจ”

Shaoyang FengShui บอกว่า “บอกแล้วว่า เราประณามสงครามได้ เพื่อที่จุดยืนของเราจะได้ไม่ขัดกับความรู้สึกผิดชอบของเราและยูเอ็น ไม่ต้องทำมากกว่านี้”

Chia Louis บอกว่า “นักการเมืองของเราไม่ฉลาดจริงๆ แม้แต่สหรัฐยังกลับคำในการซื้อก๊าซและน้ำมัน (อีโมจิหัวเราะน้ำตาไหล)”

KS Gopal บอกว่า “เราเป็นประเทศเล็กๆ ควรวางตัวเป็นกลาง และป้องกันตัวเอง”

Glenn Fang มีท่าทีหนุนรัฐบาลสิงคโปร์โดยบอกว่า “เสียเพื่อนที่ค่าเงินกลายเป็นเศษกระดาษ ได้เพื่อน 141 คน คุ้มค่าแล้ว”

Steven Lim บอกว่า “นี่คือทักษะการรับมือวิกฤตโลกแบบ 3G/4G สักวันหนึ่งคนสิงคโปร์จะมีปัญหาเพราะการกระทำของคนที่เปิดเกมรุกฝั่งตัวเอง ปัญหา Covid-19 ในประเทศยังแก้ไม่ได้ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว จนถึงตอนนี้คนสิงคโปร์ยังเสียชีวิตจากโรคประจำตัวอยู่เลย”

Samuel Tee บอกว่า “ผมหวังว่าพวกเราจะได้อะไรที่คุ้มค่ากับการตกลงเป็นศัตรูกับประเทศที่ยิ่งใหญ่และมีอิทธิพลอย่างรัสเซีย อะไรดีล่ะ? เครื่องบิน F-35 เพิ่มเหรอ ”

ส่วนอีกข่าวหนึ่งที่รัสเซียขู่ว่าจะตัดการส่งก๊าซธรรมชาติจากท่อส่งก๊าซนอร์ด สตรีม 1 ให้ยุโรป เพื่อตอบโต้ที่ชาติตะวันตกและยุโรป และชาติเอเชียบางประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออกมาตรการคว่ำบาตรหลังจากรัสเซียบุกยูเครน คอมเม้นต์ของชาวสิงคโปร์ออกมาหลากหลาย เช่น

Tan Kia Sin บอกว่า “ไม่ใช่การกระทำที่ฉลาด สหรัฐอาจเข้ามาเทกโอเวอร์ในฐานะซัพพลายเออร์” ซึ่ง Aidan Seow เข้ามาตอบกลับว่า “สหรัฐทำนายไว้แล้วเพราะมันเป็นประโยชน์กับพวกเขา”

Abwin Property บอกว่า “ตอนนี้หนาวมาก ไม่มีก๊าซให้ใช้ จะอยู่ยังไง”

Young Yun Fui บอกว่า “ทรัมป์เข้าใจ แต่ไบเดนไม่เข้าใจ…ทีนี้แหละ หายนะทั้งสหรัฐทั้งยุโรป”

Gerry Carroll คอมเม้นต์ว่า “ตัดก็ตัด ประเทศอื่นก็มี”

Arthur Teo คอมเม้นต์ว่า “ยุโรปทุบหัวตัวเองด้วยค้อนของตัวเอง รัสเซียคือผู้ผลิตข้าวสาลีรายใหญ่ที่สุด ยุโรปนำเข้าข้าวสาลี แป้ง ข้าวโพด และอื่นๆ จากรัสเซีย”

Hasyim Jumadi บอกว่า “ตัดเลย แล้วให้สหรัฐจัดหาให้ พวกเขาอยากเป็นฮีโร่ก็ให้เป็นไปเลย”

Daniel Marcotte บอกว่า “มันคือแหล่งรายได้เดียวที่รัสเซียเหลืออยู่ ขุดขึ้นมาอีก ขุดขึ้นมาอีก”

Rizzy Rampz บอกว่า “เยี่ยมมาก ลดการส่งก๊าซ และด้วยความที่โลกมีกำลังการผลิตต่ำอยู่แล้ว มาดูกันว่ายุโรปจะอยู่ได้นานแค่ไหนท่ามกลางเงินเฟ้อสูงและปริมาณก๊าซมีน้อย จะนำเข้าจากสหรัฐก็เอาเลย แล้วมาดูกันว่ากระเป๋าใครจะฉีก”

Joel lee บอกว่า “ปูตินทำการบ้านมาแล้ว เขาไม่ได้โง่ เขารู้ว่าโลกจะคว่ำบาตร เขาได้เปรียบเรื่องก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน”

Jellisa Soon บอกว่า “ก็รู้ดีว่ารัสเซียอันตรายแต่พวกเขายังพึ่งพาน้ำมันและก๊าซอย่างหนัก นั่นคือผลลัพธ์ของการพึ่งพาน้ำมันรัสเซีย ผู้นำโลกเสรีพวกนั้นช่างโง่นัก”

Jonathan Tang บอกว่า “ตัดเลย มันอาจเจ็บปวดแต่โลกต้องเรียนรู้ที่จะอยู่โดยไม่มีรัสเซีย”

Seah YM บอกว่า “รัสเซียจะเอาตัวรอดจากการคว่ำบาตรยาวนานของตะวันตกและยุโรปและปูตินจะอยู่ในอำนาจต่อไป แต่มันจะเป็นหายนะสำหรับยุโรปถ้าก๊าซและน้ำมันถูกตัดเนื่องจากความวุ่นวายทางสังคม และประชาชนจะผละงานหรือประท้วง และรัฐบาลจะถูกโหวตออก ยุโรปต้องจ่ายราคาทางการเมืองสูงกว่าเมื่อเทียบกับรัสเซีย”

Mark Seah บอกว่า “อียูและนาโตจะลงมือก็ต่อเมื่อมันกระทบกับพวกเขา กระเป๋าเงินของเขา ถ้าเป็นเรื่องอื่นมันก็จะมีแต่การคุย คุย และคุยที่ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ รัสเซียแค่ตัดก๊าซพวกเขาก็ตายแล้ว ไม่มีแม้ไฟฟ้าจะเปิดไฟสำหรับการคุย”

Sandra Parriott จากนิวเซาท์เวลส์ ออสเตรเลีย บอกว่า “บางทีมันอาจจะถึงเวลาแบนให้คนรัสเซียเดินทางไปไหน ถึงเวลาให้คนที่ต้องการออกออกมา แล้วปูตินก็จะเหลือแต่คนสูงอายุที่ยังเชื่อทุกอย่างที่เขาพูดและยังโหยหาวันเวลาเก่าๆ ของสหภาพโซเวียต ถึงตอนนั้นก็ไม่คิดว่าปูตินจะแฮปปี้นะ”

Allen Sim บอกว่า “มันจะรุนแรงขึ้นอีก หากสหรัฐคว่ำบาตรก๊าซและน้ำมันรัสเซีย มันจะแตะนิวไฮ (140 เหรียญสหรัฐหรือมากกว่านั้น) นี่คือไพ่ตัวสำคัญของรัสเซียต่อตะวันตก ถ้าโอเปกไม่เพิ่มกำลังการผลิตก็จะยิ่งมีปัญหา โชคดีละกันนะ”

Tan Chuan Hock บอกว่า “รัสเซียเข้าสู่โหมดอยู่คนเดียวดีกว่า เป็นพี่น้องกับเกาหลีเหนือ”

Hasyim Jumadi บอกว่า “เอาเลย แล้วให้สหรัฐหาน้ำมันให้ นั่นคือสิ่งที่สหรัฐต้องการ ควบคุมเศรษฐกิจโลก ทำให้ดอลลาร์แข็ง ปล่อยให้พวกเขาทำ”

杨尊福 บอกว่า “รัสเซียอาจร่วมกับเวเนซุเอลาและประเทศอาหรับเพื่อลดการผลิตน้ำมัน และอาจจะจ้างนักรบเชเชนและตะวันออกกลาง ผู้นำที่ฉลาดๆ จะเป็นกลางและให้ความสำคัญกับการปกป้องประชาชนของตัวเองเป็นอันดับแรก”

Koey Yi Xiang บอกว่า “…สิงคโปร์ช่วยหยุดเลือกข้างได้มั้ย เราอยู่ในลิสต์ประเทศที่ไม่เป็นมิตรกับรัสเซียแล้วนะ”

Alan Lin บอกว่า “ตาต่อตามีแต่จะทำให้โลกมืดมน”

Jasmine P’ng Siok Lee บอกว่า “มาตรการคว่ำบาตรทำงานทั้งสองฝั่ง ทุกประเทศที่ออกมาตรการจะได้รับผลกระทบด้วย เช่น ราคาพลังงานพุ่งขึ้น ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มและกระทบซัพพลายเชน แล้วยังจะราคาอาหารขึ้นอีก และอื่นๆ”

Phua Ch บอกว่า “ความขัดแย้งไม่มีผู้ชนะผู้แพ้ ระหว่างนั้นโลกจะเป็นแผลลึก”

Davis Lemar บอกว่า “พวกมหาอำนาจตะวันตกควรหยุดโลภและหิวอำนาจแล้วเคารพประเทศอื่นบ้าง”

Sayeem Chowdhury บอกว่า “รัสเซียควรตัดก๊าซและน้ำมันสัก 2-3 สัปดาห์แล้วคอยดูเยอรมนีและพวกที่เหลือเต้นเหมือนหางจิ้งจกที่หลุดออกมา ฮ่าฮ่า ตะวันตกไม่เคยคิดก่อนออกมาตรการลงโทษหรอก”

REUTERS/Evelyn Hockstein/Pool/File Photo

ชาวตะวันตกเริ่มไม่เห็นด้วย ธุรกิจร่วมคว่ำบาตรรัสเซียสุดโต่งเกินไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677620

วันที่ 08 มี.ค. 2565 เวลา 18:00 น.ชาวตะวันตกเริ่มไม่เห็นด้วย ธุรกิจร่วมคว่ำบาตรรัสเซียสุดโต่งเกินไป

ความเห็นอีกด้านจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการระงับการให้บริการในรัสเซียของบรรดาบริษัทต่างชาติ

ขณะที่บริษัทต่างชาติแห่ถอนตัวออกจากรัสเซียเป็นการแสดงจุดยืนตอบโต้ที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารรุกรานยูเครน แต่ก็ยังมีบางแบรนด์ที่ยังคงเดินหน้าทำธุรกิจในรัสเซียต่อไป อย่างเช่น Uniqlo ซึ่งให้เหตุผลว่า “เสื้อผ้าเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต และชาวรัสเซียมีสิทธิที่จะใช้ชีวิตเหมือนกับคนอื่นๆ”

รวมถึง McDonalds, Pepsi และ Coca-Cola ที่ยังคงไม่เคลื่อนไหว และถูกกดดันจากบรรดาผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียในหลายประเทศทั่วโลก จนแฮชแท็ก #BoycottMcDonalds, #BoycottPepsi และ #BoycottCocaCola ติดเทรนด์บนทวิตเตอร์ตลอดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยชาวเน็ตจำนวนมากประกาศว่าจะไม่อุดหนุนสินค้าตราบใดที่บริษัทเหล่านี้ยังคงดำเนินธุรกิจในรัสเซีย

Can you stop drinking Coca Cola please. They are refusing to withdraw from Russia. Let’s show them some people power.— Deborah Meaden (@DeborahMeaden) March 4, 2022

ขณะที่ The Independent ยืนยันว่าเครือซูเปอร์มาร์เก็ตในยูเครน 2 แห่งจะไม่จะวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ Coca-Cola อีกต่อไป เนื่องจากบริษัทยังคงทำธุรกิจในรัสเซีย

ด้านโฆษกของบริษัท Coca-Cola Hellenic ผู้บรรจุขวดของ Coca-Cola ที่ควบคุมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไปยังรัสเซียและประเทศอื่น ๆ กล่าวกับ TASS สำนักข่าวรัสเซียว่าการผลิตและโลจิสติกส์ของบริษัทในรัสเซียจะยังคงดำเนินงานตามปกติ บริษัทให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพนักงานในรัสเซีย ขณะที่บริษัท Coca-Cola เองกล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าจะบริจาคเงิน 1 ล้านยูโร เพื่อสนับสนุนสภากาชาดยูเครน โรมาเนีย ฮังการี สโลวาเกีย และโปแลนด์

สำหรับ McDonalds และ Pepsi ยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อะไร แต่บริษัททำรายได้ในรัสเซียคิดเป็น 9% และ 7% ของรายได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นด้วยกับการที่บรรดาบริษัทต่างชาติระงับการให้บริการในรัสเซีย อย่างการระงับของ Netflix ส่งผลกระทบผู้ใช้งานร่วม 1 ล้านคน ขณะที่ยังมีอีกหลายบริษัท อาทิ Microsoft, Apple, Spotify, Volkswagen, Dell, Ikea, H&M, Nike, Adidas, Disney และ Warner Bros. ที่ประกาศระงับดำเนินการในรัสเซีย

แม้ว่าจะมีผู้เห็นด้วยจำนวนมาก แต่อีกส่วนหนึ่งมองว่าวิธีนี้กระทบต่อพนักงานชาวรัสเซียซึ่งไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเลยและหวังว่าบริษัทจะชดเชยให้แก่พนักงานเหล่านั้น คนที่ถูกลงโทษจะกลายเป็นชาวรัสเซียไม่ใช่รัฐบาล

If you are going to be collateral damage, it’s better to be the non-blown up kind.I feel for them too, but it’s just necessary.— Billy Hill (@Billy___Hill) March 3, 2022

ชาวเน็ตจำนวนไม่น้อยรู้สึกแย่แทนชาวรัสเซีย แต่ก็มองว่ามีความจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนี้

I feel sorry for ordinary Russians who don’t want any part of this war but inherit this suffering. However, they aren’t being blown out of their home by missiles like the Ukrainian people. All suffering because of one dictator.— Susan Davis (@SusanDa54582747) March 3, 2022

“ฉันรู้สึกเสียใจกับชาวรัสเซียที่ไม่สนับสนุนสงครามแต่ต้องได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่ได้ถูกขีปนาวุธถล่มจนต้องทิ้งบ้านทิ้งเมืองเหมือนชาวยูเครน ความทุกข์ทั้งหมดนี้เกิดจากเผด็จการเพียงคนเดียว”

ขณะที่ ZUBY แร็ปเปอร์ชาวอังกฤษกล่าวว่า “Apple และ Nike ระงับการขายผลิตภัณฑ์ในรัสเซีย เป็นการกระทำที่ไร้ความหมายและเสแสร้ง”

โดยมีชาวเน็ตตั้งคำถามต่อว่า “วิธีนี้จะกดดันปูตินและรัฐบาลรัสเซียได้อย่างไร “หยุดทำสงครามซะ มิเช่นนั้นทุกคนจะต้องเดินเท้าเปล่า” แบบนี้หรอ”…“วันหนึ่งวัฒนธรรมแคนเซิล (การแบนใครออกจากสังคม) จะกลายเป็นการแคนเซิลตัวเอง”

One day cancel culture will cancel itself.— John N. Muthama (@jnmuthama) March 4, 2022

Photo by REUTERS/Marton Monus

Uniqlo เดินหน้าธุรกิจในรัสเซียต่อไป ชี้เสื้อผ้าเป็นสิ่งจำเป็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677557

วันที่ 08 มี.ค. 2565 เวลา 11:07 น.Uniqlo เดินหน้าธุรกิจในรัสเซียต่อไป ชี้เสื้อผ้าเป็นสิ่งจำเป็น

แม้หลายบริษัทตบเท้าออกจากรัสเซีย แต่ซีอีโอ Uniqlo ประกาศเปิดร้านค้าต่อไป ชี้ชาวรัสเซียมีสิทธิใช้ชีวิตเหมือนกับทุกคน

Bloomberg รายงานว่าบริษัท Fast Retailing ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในเอเชียและบริษัทแม่ของ Uniqlo ยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าทำธุรกิจในรัสเซียต่อไป แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากนานาชาติให้คว่ำบาตรรัสเซีย ขณะที่บรรดาธุรกิจจากชาติตะวันตกทยอยถอนตัวออกจากรัสเซีย เป็นการตอบโต้ที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน

ทาดาชิ ยานาอิ (Tadashi Yanai) CEO ของ Fast Retailing และผู้ก่อตั้ง Uniqlo ให้เหตุผลว่า “เสื้อผ้าเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ชาวรัสเซียก็มีสิทธิที่จะใช้ชีวิตแบบเดียวกับพวกเรา”

แม้ว่ายานาอิจะแสดงจุดยืนต่อต้านสงครามมาโดยตลอด และเรียกร้องให้ทุกประเทศคัดค้านการรุกรานยูเครนของรัสเซีย แต่ร้านค้าของ Uniqlo ทั้ง 50 แห่งจะยังคงเปิดดำเนินการในรัสเซียต่อไป

คำพูดของยานาอิสวนทางกับการเคลื่อนไหวของแบรนด์ระดับโลกหลายรายที่ประกาศถอนตัวหรือระงับการดำเนินการในรัสเซียไปแล้ว นับว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการลงทุนในรัสเซียจากชาติตะวันตกและประเทศอื่นๆ หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991

อย่างไรก็ตาม ยานาอิถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับมุมมองทางการเมืองของเขา โดยในเดือนเม.ย. ปีที่แล้วเขาปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดหาฝ้ายจากเขตปกครองตนเองซินเจียงของจีน ก่อนที่สหรัฐจะระงับการจัดส่งเสื้อผ้าจาก Uniqlo เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงาน

Photo by REUTERS/Issei Kato/File Photo