‘มาตรา 5’ สิ่งที่จะปกป้อง NATO หากรัสเซียไม่หยุดแค่ยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677505

วันที่ 08 มี.ค. 2565 เวลา 09:00 น.'มาตรา 5' สิ่งที่จะปกป้อง NATO หากรัสเซียไม่หยุดแค่ยูเครน

ด้วยหลักการนี้ การโจมตีประเทศสมาชิกประเทศเดียวเท่ากับโจมตี NATO ทั้งกลุ่ม และหมายถึงการทำสงครามกับหลายประเทศพร้อมกัน

• ปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครนยืดเยื้อมากว่าสิบวันแล้ว ขณะที่บรรดาประเทศที่อยู่ใกล้เคียงกำลังกลัวว่าสถานการณ์จะยิ่งรุนแรงขึ้น นำไปสู่ความขัดแย้งในวงกว้าง รวมถึง ประธานาธิบดีกิตานัส นาวเซดา ของลิทัวเนีย ซึ่งกล่าวกับ แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียจะไม่หยุดอยู่แค่ยูเครน พร้อมเรียกร้องให้นานาชาติให้ความช่วยเหลือยูเครน ก่อนที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งในระดับโลก หรือสงครามโลกครั้งที่ 3

• ขณะที่บลิงเคนเน้นย้ำถึง มาตรา 5 ภายใต้สนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือของ NATO อีกครั้ง โดยกล่าวกับผู้นำลิทัวเนียซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิก NATO ว่า “สหรัฐมีความมุ่งมั่นในการรับประกันมาตรา 5 ของ NATO ซึ่งว่าด้วยการป้องกันร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก” โดยหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเยือนลิทัวเนียแล้วบลิงเคนยังมีกำหนดการเยือนลัตเวียและเอสโตเนีย สมาชิก NATO ที่อยู่ใกล้เคียงด้วย

• นับตั้งแต่ที่รัสเซียประกาศเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน ประเทศสมาชิก NATO ได้พูดถึงมาตรา 5 หลายครั้ง เนื่องจากเพื่อนบ้านรอบๆ ยูเครนหลายประเทศเป็นสมาชิก NATO รวมถึงบลิงเคนเองก็ได้กล่าวเมื่อเดือนก.พ. หลังรัสเซียรุกรานยูเครนว่า “มีความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะไม่หยุดอยู่แค่ยูเครน แต่มีบางสิ่งที่ทรงพลังมากที่ขวางทางสิ่งนั้น และมันคือสิ่งเราเรียกว่ามาตรา 5”

• บลิงเคนกล่าวต่อว่า “หมายความว่า การโจมตีประเทศใดประเทศหนึ่งที่เป็นสมาชิก NATO คือการโจมตีทุกประเทศที่เป็นสมาชิก NATO ประธานาธิบดี (โจ ไบเดน) มีความชัดเจนมากว่าเราจะปกป้องทุกตารางนิ้วของดินแดน NATO”

• มาตรา 5 เป็นหัวใจสำคัญของสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือคือการป้องกันโดยรวม หมายถึง การโจมตีประเทศสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่งคือการโจมตีประเทศสมาชิกทั้งหมด กล่าวคือประเทศสมาชิกให้คำมั่นที่จะปกป้องดินแดนของกันและกัน โดยมีกองกำลังประจำการอยู่ในประเทศต่างๆ เพื่อสนับสนุนความพยายามในการป้องกันโดยรวมของประเทศสมาชิก

Photo by nato.int

• นี่คือสาเหตุที่ยูเครนต้องการเข้าร่วม NATO เพราะหากโดนรุกรานจากรัสเซีย ประเทศสมาชิกทั้ง 30 ประเทศ ได้แก่ แอลเบเนีย, เบลเยียม, บัลแกเรีย, แคนาดา, โครเอเชีย, สาธารณรัฐเช็ก, เดนมาร์ก, เอสโตเนีย, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, กรีซ, ฮังการี, ไอซ์แลนด์, อิตาลี, ลัตเวีย, ลิทัวเนีย, ลักเซมเบิร์ก, มอนเตเนโกร, เนเธอร์แลนด์, มาซิโดเนียเหนือ, นอร์เวย์, โปแลนด์, โปรตุเกส, โรมาเนีย, สโลวาเกีย, สโลวีเนีย, สเปน, ตุรกี, สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ก็จะสามารถเข้ามาช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่

• มาตรา 5 บัญญัติว่าหากประเทศสมาชิก NATO ตกเป็นเหยื่อการโจมตีด้วยอาวุธจะถือว่าการโจมตีนั้นเป็นการโจมตีต่อสมาชิกทุกประเทศ และจะดำเนินการตามที่เห็นสมควรเพื่อช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่ถูกโจมตี รวมทั้งการใช้กองกำลังติดอาวุธเพื่อฟื้นฟูและรักษาความมั่นคงของในแอตแลนติกเหนือ

• ในปี 1949 จุดมุ่งหมายหลักของสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือคือการสร้างข้อตกลงช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อตอบโต้ความเสี่ยงที่สหภาพโซเวียตจะพยายามขยายการควบคุมยุโรปตะวันออกไปยังส่วนอื่นๆ ของทวีป โดยหนึ่งในสนธิสัญญาคือมาตรา 5 ซึ่งถูกพูดถึงบ่อยในตอนนี้

• ในวันที่ 12 ก.ย. 2011 ภายหลังเหตุก่อการร้าย 9/11 ในสหรัฐ NATO เรียกมาตรา 5 ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ให้ประเทศสมาชิกยืนเคียงข้างสหรัฐเพื่อตอบโต้การโจมตี หลังจากนั้นมีการใช้มาตรการป้องกันร่วมหลายครั้ง รวมถึงการตอบสนองต่อสถานการณ์ในซีเรียด้วย

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

รัสเซียประกาศรายชื่อประเทศและดินแดนที่ ‘ไม่เป็นมิตร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677527

วันที่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 22:07 น.รัสเซียประกาศรายชื่อประเทศและดินแดนที่ 'ไม่เป็นมิตร'

สำนักข่าว TASS ของรัสเซียเปิดเผยรายชื่อของประเทศเหล่านี้ โดยระบุว่ารัฐบาลรัสเซียได้เผยรายชื่อ “ประเทศและดินแดนที่กล่าวถึงในรายการ ได้ทำการกำหนดหรือเข้าร่วมการคว่ำบาตรต่อรัสเซียหลังจากการเริ่มปฏิบัติการทางทหารพิเศษของกองทัพรัสเซียในยูเครน”

รายชื่อประเทศไม่เป็นมิตร (TASS ใช้คำว่า unfriendly countries and territories ส่วนสำนักข่าวต่างประเทศอื่นๆ ใช้คำว่า hostile states/counties ซึ่งมีนัยบ่งถึงความเป็นคู่กรณีหรือศัตรู) มีดังนี้ 

  1. สหรัฐอเมริกา
  2. แคนาดา
  3. รัฐในสหภาพยุโรป
  4. สหราชอาณาจักร (รวมถึงเจอร์ซีย์ แองกวิลลา หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ยิบรอลตาร์)
  5. ยูเครน
  6. มอนเตเนโกร
  7. สวิตเซอร์แลนด์
  8. แอลเบเนีย
  9. อันดอร์รา
  10. ไอซ์แลนด์
  11. ลิกเตนสไตน์
  12. โมนาโก
  13. นอร์เวย์
  14. ซานมารีโน
  15. มาซิโดเนียเหนือ
  16. ญี่ปุ่น
  17. เกาหลีใต้
  18. ออสเตรเลีย
  19. ไมโครนีเซีย
  20. นิวซีแลนด์
  21. สิงคโปร์
  22. ไต้หวัน (ถือว่าเป็นดินแดนของจีน แต่ปกครองโดยรัฐบาลของตนเองมาตั้งแต่ปี 2492)

Sputnik/Alexei Druzhinin/Kremlin via REUTERS

เมื่อแฟชั่นรวมกับเทคโนโลยี ส่อง realme บทเวที PARIS FASHION WEEK 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/677551

วันที่ 08 มี.ค. 2565 เวลา 10:35 น.เมื่อแฟชั่นรวมกับเทคโนโลยี ส่อง realme บทเวที PARIS FASHION WEEK 2022

realme ชูคอนเซ็ปต์ Light Shift Design เทรนด์ใหม่ของการออกแบบสมาร์ทโฟน สู่เวที PARIS FASHION WEEK 2022

realme (เรียลมี) แบรนด์เทคโนโลยีเพื่อคนรุ่นใหม่ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก นำเสนอผลิตภัณฑ์ครั้งแรกในงาน Paris Fashion Week 2022 เปิดตัว realme 9 Pro Series และกระเป๋าคาดหน้าอกรุ่นเอ็กซ์คลูซีฟซึ่งร่วมออกแบบกับดีไซเนอร์แบรนด์ชั้นนำระดับโลก

ด้วยปรัชญา “Dare to Leap” ทำให้ realme โดดเด่นท่ามกลางแบรนด์สมาร์ทโฟนในท้องตลาด ซึ่งไม่ได้จำกัดเพียงแค่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการออกแบบและแนวทางการสื่อสารกับผู้ใช้งาน realme ด้วย สำหรับกระเป๋าคาดหน้าอกรุ่นนี้ถูกออกแบบมา เพื่อใส่สมาร์ทโฟน realme 9 Pro Series โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนกลุ่ม Hero Product ของแบรนด์ โดย realme 9 Pro+ ได้ถูกนำเสนอในเรื่องเซ็นเซอร์กล้อง Sony IMX766 OIS เป็นรุ่นแรกในเซกเมนต์นี้ พร้อมลำโพงสเตอริโอคู่ที่มาพร้อมระบบเสียง Dolby Atmos โดดเด่นด้วยฝาหลังเปลี่ยนสีได้กับ Light Shift Design จอแสดงผลคุณภาพเยี่ยมด้วยอัตรา Refresh Rate สูง และประสิทธิภาพเร็วแรงด้วยชิปเซ็ต Dimensity 920 5G

เมื่อแฟชั่นมารวมกับเทคโนโลยี

เมื่อแบรนด์เสื้อผ้าของคนรุ่นใหม่มาพบกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัย การร่วมมือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่จึงเกิดขึ้น เช่นเดียวกับที่แบรนด์ HELIOT EMIL จากกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งได้ทุ่มเทให้กับการออกแบบและเทคนิคการผลิตแนวใหม่ เพื่อผสานรูปลักษณ์และประโยชน์ใช้สอยไว้ในผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าของแบรนด์ ซึ่งสิ่งนี้สอดคล้องกับปรัชญาด้านการออกแบบของ realme design studio ได้อย่างลงตัว

ด้วยเหตุนี้ HELIOT EMIL และ realme Design Studio จึงได้ร่วมมือกันออกแบบกระเป๋าคาดหน้าอกที่ได้แรงบันดาลใจมาจากคอนเซ็ปต์ Light Shift Design ของ realme 9 Pro Series เพื่อคนที่หลงรักแฟชั่นและเทคโนโลยี โดยแบรนด์ HELIOT EMIL ได้นำเสนอเรื่องราวของการร่วมมือครั้งสำคัญนี้ ผ่านผลงานกระเป๋าคาดหน้าอกรุ่นเอ็กซ์คลูซีฟอย่างเป็นทางการในงาน Paris Fashion Week 2022

กระเป๋าคาดหน้าอกสำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นแรกกับการออกแบบ Light Shift Design

กระเป๋าคาดหน้าอก realme 9 Pro Series ที่ร่วมกันออกแบบรุ่นนี้ ช่วยปกป้องเลนส์ สวมใส่ง่ายเหมาะสำหรับชีวิตในเมืองที่ต้องการความคล่องตัวในการหยิบจับสมาร์ทโฟน พร้อมโชว์ดีไซน์ Light Shift Design เมื่อออกไปสัมผัสแสงแดด ฝาหลังของสมาร์ตโฟนจะเปลี่ยนสีจากสีฟ้าเป็นสีแดง ราวกับการเปลี่ยนสีของท้องฟ้าในยามพระอาทิตย์ขึ้น

“แสงดาว (Starlight)” ได้กลายมาเทรนด์หลักของหลายแบรนด์ดัง ตัวอย่างเช่น Coca Cola Starlight ที่สร้างเอ็กเฟ็กต์ดาวระยิบระยับในลักษณะเดียวกัน โดยเปิดตัวไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งเครื่องประดับคอลเลกชั่น Starlight ของ Louis Vuitton ไปจนถึงแบรนด์ Maison Margiela และ Island Stone ก็เปิดตัวสินค้าที่มีดีไซน์นี้เช่นกัน

แบรนด์ผู้นำด้านเทคโนโลยีที่นำเทรนด์ด้านการออกแบบ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ realme ก้าวสู่โลกแห่งการออกแบบ เพราะ realme ได้ก่อตั้ง realme Design Studio ขึ้นในปี 2020 ซึ่งประกอบด้วยทีมนักออกแบบอิสระที่เชี่ยวชาญด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและการออกแบบเชิงสุนทรียภาพ และในฐานะสตูดิโอการออกแบบสมาร์ตโฟนแห่งแรกของวงการ realme Design Studio ได้ร่วมงานกับนักออกแบบชั้นนำมากมาย อาทิ เอ็ดดี โอพารา หัวหน้าทีมนักออกแบบแห่ง Pentagram, นาโอโตะ ฟุกาซาวะ มาสเตอร์ด้านการออกแบบอุตสาหกรรมร่วมสมัยแห่งญี่ปุ่น และ โจส เลวี ดีไซเนอร์แห่ง Hermès ซึ่งได้นำความเชี่ยวชาญมาใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ผ่านการร่วมมือกับ realme

ครั้งนี้ ผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ HELIOT EMIL ได้ร่วมเป็นนักออกแบบรับเชิญของ realme Design Studio เพื่อสร้างคลื่นลูกใหม่ในโลกการออกแบบระดับสากล ผ่านการผสานเทคโนโลยีสุดล้ำและไฮแฟชั่นเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน โดยชู Light Shift Design ของ realme 9 Pro Series ให้เป็นหนึ่งในผู้นำเทรนด์การออกแบบสมาร์ทโฟนแนวใหม่

ในฐานะแบรนด์ที่ก่อตั้งขึ้นตามความต้องการของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ realme จึงไม่ใช่แค่ผู้นำเทรนด์ผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังสร้างวัฒนธรรมการเป็นผู้นำเทรนด์ของตัวเอง เพราะนอกจากนำเสนอผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูงภายใต้ดีไซน์ที่ล้ำสมัย realme ยังมีส่วนร่วมในสร้างสรรค์เพลงต้นฉบับ การออกแบบแฟชั่น และการออกแบบอุตสาหกรรมใหม่ ด้วยการผสานวัฒนธรรมของคนหนุ่มสาวเข้ากับเทคโนโลยี ทำให้ realme สามารถสร้างภาพลักษณ์ของตนเองและได้มอบค่านิยมของแบรนด์สู่ผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ทั่วโลก นั่นก็คือ จงกล้าที่จะมุ่งไปข้างหน้าและก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง

เป็นเจ้าของ realme 9 Pro Series กับโปรโมชั่นพิเศษ ได้แล้ววันนี้ realme 9 Pro Series นำเสนอ 2 สี ได้แก่ Sunrise Blue และ Arora Green พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ และรับของสัมนาคุณพิเศษมากมาย พร้อมพบโปรโมชั่นพิเศษ และของสัมนาคุณ ดูรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage : realmeTH

SABINA คอลเลคชั่นใหม่ Friendly Earth ตอบโจทย์สายแฟชั่นรักษ์โลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/677547

วันที่ 08 มี.ค. 2565 เวลา 10:18 น.SABINA คอลเลคชั่นใหม่ Friendly Earth ตอบโจทย์สายแฟชั่นรักษ์โลก

SABINA เปิดตัวชุดชั้นในคอลเลคชั่น ‘เฟรนด์ลี่ เอิร์ธ” (Friendly Earth) เน้นวัตถุดิบ-กระบวนการผลิต ‘เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม’ ตอบโจทย์ลูกค้าสายแฟชั่นรักษ์โลก

งานนี้คนรักแฟชั่นหัวใจรักษ์โลกยิ้มแก้มปริกันเลยทีเดียว เมื่อ SABINA เดินหน้าเปิดตัวสินค้ากลุ่มยั่งยืน (Sustainable Product) วางขายคอลเลคชั่น “Friendly Earth” (เฟรนด์ลี่ เอิร์ธ) ที่ใส่ใจตั้งแต่วัตถุดิบที่ผลิตจากเส้นใยรีไซเคิล (Recycled Yarn) ลดการใช้วัตถุดิบที่สร้างขึ้นใหม่ ขณะที่กระบวนการผลิตเลือกใช้วิธีย้อมแบบประหยัดน้ำ (Light on Water) ลดการขาดแคลนน้ำและลดปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นในขั้นตอนย้อม และเลือกใช้สีพิมพ์รักษ์โลก (Eco Printing) ในขั้นตอนการพิมพ์ ลดโอกาสเกิดน้ำเสียจากสารเคมี มั่นใจตอบโจทย์ลูกค้าสายแฟชั่นที่รักษ์โลก และความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม วางเป้าเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มยั่งยืนให้ได้ 5% ในปี 2566 พร้อมเชิญชวนลูกค้าร่วมอนุรักษ์โลกได้ที่ซาบีน่า ช็อป และเคาน์เตอร์ ซาบีน่า รวมทั้งช่องทางออนไลน์ ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป

นางสาวพิชชา ธนาลงกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) หรือ SABINA ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชุดชั้นในแบรนด์ “ซาบีน่า” เปิดเผยว่า  “ซาบีน่า” แบรนด์ชุดชั้นในของคนไทยมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตลอดจนให้ความใส่ใจในการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกการสวมใส่ ช่วยลดการสร้างผลกระทบต่อโลกใบนี้ ภายใต้คอนเซ็ปต์  We care for your EVERYWEAR  จากความมุ่งมั่นดังกล่าวได้เผยโฉมให้เห็นครั้งแรกในรูปแบบแคปซูล คอลเลคชั่นในชื่อ “เฟรนด์ลี่ เอิร์ธ” (Friendly Earth) ซึ่งเป็นคอลเลคชั่นพิเศษที่ใช้กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังคงคุณภาพ ความสบาย และดีไซน์ ซึ่งเป็นจุดเด่นของซาบีน่า

“ต้องยอมรับว่าหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมคืออุตสาหกรรมเสื้อผ้าแฟชั่น ที่ถึงแม้จะมาไวไปไวแต่กลับทิ้งร่องรอยผลกระทบ และขยะบนโลกมหาศาล ซาบีน่าในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายชุดชั้นในรายใหญ่ในประเทศไทย จึงมองหาแนวทางในการบรรเทาผลกระทบจากการผลิต พร้อมหยิบยกความยั่งยืนเป็นวาระสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ทำการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้มาซึ่งชุดชั้นในที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่เพียงแค่เรื่องของวัสดุเท่านั้นที่เราให้ความสำคัญ แม้แต่ขั้นตอนการผลิตเราก็ไม่ได้ละเลย ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบที่ผลิตมาจากเส้นใยรีไซเคิล โดยนำเส้นด้ายที่เป็นวัตถุดิบเหลือใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอมารีไซเคิลเป็นผ้า นำมาผลิตเป็นชุดชั้นในเพื่อลดการใช้วัตถุดิบที่สร้างขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้ เรายังดูแลถึงขั้นตอนการผลิต เพราะเราตระหนักถึงความสิ้นเปลืองทั้งทรัพยากรและพลังงานจากการย้อมสีผ้า เนื่องจากต้องใช้น้ำในปริมาณมาก และยังเต็มไปด้วยสารเคมีหลายชนิด ดังนั้น ในคอลเลคชั่น “เฟรนด์ลี่ เอิร์ธ” (Friendly Earth) ทางแบรนด์จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีการย้อมผ้าที่เรียกว่า Light on Water หรือกระบวนการย้อมแบบประหยัดน้ำ เพื่อลดการสูญเสียน้ำสะอาด และลดการสร้างมลพิษจากการย้อมผ้า ขณะที่อีกหนึ่งขั้นตอนที่เราให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ การใช้ “สีพิมพ์รักษ์โลก” ที่เรามั่นใจว่า ไม่มีการปล่อยน้ำเสีย หรือสารเคมีใด ๆ ที่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม โดยในทุกขั้นตอน ซาบีน่ามุ่งมั่นที่จะใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุกๆ กระบวนการผลิตสินค้าแฟชั่น เพื่อก่อให้เกิดการผลิตแบบยั่งยืน (Sustainable Production) และเพื่อให้ชุดชั้นในคอลเลคชั่น “เฟรนด์ลี่ เอิร์ธ” (Friendly Earth) เป็นชุดชั้นในที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์ลูกค้าสายแฟชั่นที่รักษ์โลกอย่างแท้จริง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด SABINA

ทั้งนี้ SABINA ตั้งเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มที่เน้นความยั่งยืน (Sustainable Product) ให้มีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 5% ของสินค้าทั้งหมด โดยมีเป้าหมายจะทำให้สำเร็จภายในปี 2566 เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งบริษัทฯ และลูกค้าได้มีส่วนร่วมในการดูแลโลกไปด้วยกัน

สำหรับคอลเลคชั่น Friendly Earth เป็นสินค้ากลุ่มรักษ์โลกที่สามารถเพิ่มความมั่นใจให้ผู้สวมใส่ มีวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ผู้สนใจสามารถร่วมส่วนหนึ่งในการสนับสนุนคอลเลคชั่นที่สวย สวมใส่สบาย และดีต่อโลก จาก “ซาบีน่า” ได้แล้ววันนี้ ที่ซาบีน่า ช็อป รวมถึงเคาน์เตอร์ซาบีน่า ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ และซาบีน่าออนไลน์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านทาง Facebook : SabinaThailand  | Line@: @SabinaThailand |  Instagram : Sabina_ig  หรือ www.sabina.co.th

กลเม็ดเคล็ดไม่ลับช่วยให้ลูกน้อยทานอาหารมากขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/677522

วันที่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 20:52 น.กลเม็ดเคล็ดไม่ลับช่วยให้ลูกน้อยทานอาหารมากขึ้น

คลายกังวลเรื่องปัญหาการกินของลูกน้อย จินนี่ย์ (JINNY) ตัวช่วยพ่อแม่ยุคใหม่ สารอาหารครบถ้วนตามหลักโภชนาการ

พ่อแม่ต้องเจอ!! ปัญหาการกิน หนึ่งในเรื่องที่กังวลโดยเฉพาะเด็กเล็กในช่วงปฐมวัย ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการเลือกกิน การปฏิเสธการรับประทานอาหารมื้อหลัก ซึ่งอาจส่งผลต่อโภชนาการที่เป็นพื้นฐานของการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้น หลายบ้านจึงมีกลเม็ดเคล็ดไม่ลับแตกต่างกันไปในการช่วยให้ลูกน้อยรับประทานอาหารมากขึ้น ด้วยการรังสรรค์เมนูอาหารใหม่ ๆ ปรุงแต่งรสชาติให้อร่อยมากยิ่งขึ้น จินนี่ย์ (JINNY) ผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับเด็ก จึงเป็นหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่เลือกใช้ ช่วยให้การปรุงอาหารเป็นเรื่องง่าย มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยขั้นตอนการผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ 100% ปราศจากผงชูรสและวัตถุกันเสีย สะดวกปลอดภัย ครบถ้วนด้วยสารอาหารและคุณประโยชน์ ให้ทุกมื้ออาหารเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับครอบครัว  

ยศสรัล แต้มคงคา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม.เอส.กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ในวันที่ลูกสาว ‘น้องไอย’ เริ่มมีพฤติกรรมเลือกรับประทานอาหารและทานยากในแต่ละมื้อ ผมลองหาข้อมูลและพบว่าเป็นหนึ่งปัญหาใหญ่ของหลายครอบครัว ความคิดที่จะทำผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นตัวช่วยให้ลูกทานอาหารง่ายขึ้นและครบถ้วนด้วยสารอาหารจึงผุดขึ้นมา โดยใช้ประสบการณ์จากธุรกิจเกี่ยวกับอาหารของครอบครัว คิดค้นและพัฒนาเป็นอาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็กตามช่วงวัย ผลิตภัณฑ์ จินนี่ย์ (JINNY) จึงกำเนิดขึ้นเพื่อเจาะตลาดคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ที่มักประสบปัญหาการทานอาหารของลูก โดยเฉพาะเด็กในวัย 6 เดือนที่เปลี่ยนจากการดื่มนมสู่อาหารมื้อแรก พ่อแม่ต่างกังวลกับเมนูอาหาร อยากให้ลูกได้รับสารอาหารเหมาะสมตามวัย และเมื่อถึงวัย 1 ขวบเด็กจะเริ่มคุ้นชินกับรสชาติ บางรายมีพฤติกรรมในการต่อต้านอาหารบางประเภท เช่น ไม่ทานผัก ไม่เคี้ยวข้าว เลือกทานและทานยากมากขึ้น จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเริ่มปรุงแต่งรสชาติอาหารให้ลูกบ้าง แต่เครื่องปรุงที่มีอยู่ตามท้องตลาดทั่วไปอาจจะมีส่วนผสมที่มีสารปรุงแต่งที่ไม่เหมาะสมและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเด็กในระยะยาว จินนี่ย์ (JINNY) นับเป็นตัวช่วยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ 100% ไม่ใส่ผงชูรส ไม่มีวัตถุกันเสีย ไม่แต่งสีและกลิ่น ผลิตจากถั่วเหลืองอินทรีย์ และโซเดียมต่ำ สะดวกปลอดภัย ครบถ้วนด้วยสารอาหารและคุณประโยชน์ ช่วยให้ลูกน้อยทานอาหารได้มากยิ่งขึ้น มีสุขภาพที่ดีเหมาะสมตามวัย จินนี่ย์ (JINNY) มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลากหลาย ได้แก่ ซอสผัด ซอสปรุงรส และซอสเทอริยากิ ช่วยเสริมรสให้อาหารกลมกล่อม หอมอร่อย ข้าวผักรวม 3 สี และพาสต้าผสมผักหลากสีสัน ที่อุดมไปด้วยวิตามิน รวมทั้งแซลมอนหยอง 3 รสชาติ ให้มื้ออาหารของลูกน้อยอร่อยมากยิ่งขึ้น”

ผศ.นพ.วรวุฒิ เชยประเสริฐ กุมารแพทย์เจ้าของเพจเฟสบุ๊ค “เลี้ยงลูกตามใจหมอ” กล่าวถึงปัญหาพฤติกรรมการกินตั้งแต่การเริ่มอาหารมื้อแรกไว้ว่า “อาหารตามวัยที่เหมาะสมจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะกินเพื่ออิ่มและเติบโตได้ รวมถึงยังได้เรียนรู้อาหารชนิดต่าง ๆ ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ มองเห็น ได้กลิ่น ได้สัมผัส ได้เคี้ยวและลิ้มรส รวมถึงได้ยินเสียงการเคี้ยวของคนในครอบครัวบนโต๊ะอาหารร่วมกัน จะช่วยให้เด็กเปิดรับอาหารได้มากขึ้นและกล้าที่จะกิน รวมถึงสร้างพฤติกรรมเลียนแบบการกินของผู้ใหญ่บนโต๊ะอาหารที่เขาได้เห็นอีกด้วย ซึ่งอาหารตามวัยที่ดี เริ่มได้เมื่ออายุราว 6 เดือนเพราะก่อนหน้านั้นเด็กจะได้รับสารอาหารที่เพียงพอแล้วจากนมแม่ สามารถเริ่มอาหารได้ทุกชนิดโดยแบ่งออกเป็น 4 หมวดหลักได้แก่ ข้าว เนื้อสัตว์ ผักผลไม้ และไขมัน โดยเริ่มอาหาร 1 มื้อ เพิ่มเป็น 2 มื้อ เมื่ออายุราว 7-8 เดือน และ 3 มื้อเมื่ออายุ 9-12 เดือน ควรจัดให้กินเป็นเวลาและกินร่วมกับผู้ใหญ่ พออายุ 1 ขวบ คุณพ่อคุณแม่สามารถปรุงอาหารได้อ่อน ๆ เพื่อให้มีรสชาติมากขึ้นได้ การวางพื้นฐานของพฤติกรรมการกินที่ดี มีวินัย กินเป็นเวลา ไม่กินจุกจิก จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยเปิดรับความหลากหลายของชนิดอาหาร และทำให้ร่างกายเจริญเติบโตได้สมวัย”

ด้าน โอบอุ้ม-รัสรินทร์ ชุมสาย ณ อยุธยา เซเลบสาวคนดังตัวแทนคุณแม่ยุคใหม่ กล่าวว่า “โอบอุ้มทุ่มเทเวลาทั้งหมดในการดูแลลูกชายน้องไอออนวัย 3 ขวบด้วยตัวเองค่ะ ดังนั้นการเข้าครัวเพื่อปรุงอาหารให้ลูกถือเป็นสิ่งสำคัญ เน้นเสริมสร้างโภชนาการให้ครบ 5 หมู่ สะอาดและถูกหลักอนามัย จินนี่ย์ (JINNY) คือแบรนด์ที่โอบอุ้มไว้วางใจ และเป็นตัวช่วยที่ดีในทุกมื้ออาหารของลูกค่ะ เพราะนอกจากจะปลอดภัย มีมาตรฐานรับรอง และมีรสชาติอร่อยถูกปากน้องไอออนแล้ว ยังช่วยให้น้องทานอาหารได้มากขึ้นอีกด้วย เมนูประจำที่ทำบ่อยและอยากแนะนำ คือ ข้าวไก่ย่างค่ะ แค่นำจินนี่ย์ซอสผัดอเนกประสงค์ผสมปลาทูน่าญี่ปุ่น 2 ช้อนโต๊ะผสมคลุกเคล้ากับเนื้อไก่เท่านั้น และแช่ตู้เย็นหมักไว้ประมาณ 1 ชม. นำไก่มาย่างให้สุกแล้ววางบนข้าวผักรวม แค่นี้ก็พร้อมเสริฟแล้วค่ะ เรียกว่าเป็นเมนูโปรดของน้องไอออน ทำง่ายเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่อย่างอุ้มมากค่ะ” 

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่สนใจในผลิตภัณฑ์แบรนด์จินนี่ย์ (JINNY) เฟซบุ๊กแฟนเพจ Jinny 4kids

ถึงเวลาประเทศเล็ก ‘ประกาศเอกราช’ จากระเบียบโลกตะวันตก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677506

วันที่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 21:16 น.ถึงเวลาประเทศเล็ก 'ประกาศเอกราช' จากระเบียบโลกตะวันตก

บทความทัศนะ – การคว่ำบาตรรัสเซียแบบไม่ยั้งมืออาจทำลายรัสเซีย (ได้ระดับหนึ่ง) แต่มันจะทำลายโลกตะวันตกลงไปด้วย หรืออย่างน้อยมันจะสั่นคลอนระเบียบโลกที่ชี้นำโดย “พวกฝรั่ง”

หลายปีก่อน ตอนที่รัสเซียกับจีนร่วมกันผลักดัน “ระบบชำระเงินหยวน-รูเบิล” และปูตินประกาศลดการพึ่งพอเงินดอลลาร์ มีหลายคนวาดหวังไว้ว่ามันจะนำไปสู่จุดจบของเงินดอลลาร์ในฐานะมหาอำนาจสกุลเงินของโลก

แต่ “ระบบชำระเงินหยวน-รูเบิล” ไม่ได้มีเป้าหมายนั้นและการลดการพึ่งดอลลาร์ก็ไม่ได้หวังไปไกลกว่าการลดแรงกระแทกหากจีนหรือรัสเซียถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตร

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวช่วยหากรัสเซียกับจีนถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมเศรษฐกิจโลกเท่านั้น โดยเฉพาะรัสเซียมีโอกาสสูงที่จะเจอแบบนั้นหลังการการรุกรานยูเครนครั้งแรก

เราจะเห็นว่าเมื่อโลกตะวันตกคว่ำบาตรรัสเซีย สกุลเงินดอลลาร์เป็นที่ต้องการอย่างหนักในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัยสูง ขณะที่หุ้นตก น้ำมันแพง เงินเฟ้อพุ่ง ดอลลาร์แข็งก็ปั๋งตามเกมส์ เป็นเงินสกุลเดียว (ในหมู่ประเทศคู่กรณี) แล้วกระมังที่แกร่งและแข็งไม่หยุดในช่วงสงครามยูเครน

ความต้องเงินดอลลาร์ก็มีสูงในรัสเซียด้วยเหตุผลด้วยกัน มันสะท้อนให้เห็นว่า “ทฤษฎีรัสเซีย-จีนสมคบกันโค่นดอลลาร์” ไม่เป็นความจริง เพราะ “มันเป็นไปไม่ได้” อย่างน้อยก็ในชั่วชีวิตของเรา

ดอลลาร์มีสถานะดั่งทอง แม้มันจะถูกเฟดปั๊มออกมาได้ไม่มีที่สุดก็ตาม แต่เพราะความน่าเชื่อถือของมันมีสูงมาก ทำให้โค่นแทบไม่ได้ เพราะรากฐานทั้งหมดทั้งมวลของโลกการเงินนั้นขึ้นอยู่กับ “ความเชื่อถือและความเชื่อมั่น”

เป้าหมายของ “ระบบชำระเงินหยวน-รูเบิล” จึงเป็นแค่ฟูกช่วยรองรับรัสเซียในกรณีที่ “ถูกปิดล้อมทางการเงิน” เหมือนในเวลานี้ ซึ่งรัสเซียและจีนมองเกมออกมาหลายปีแล้ว ทั้งสองประเทศจีนจึงเตรียมการหาทางออกเอาไว้ เผื่อถูกตัดขาดจากระบบชำระเงินโลก

ซึ่งมันเป็นแบบบนั้นจริงๆ ในตอนนี้!

ดังที่ปรากฏในบทความของ Global Times (สื่อทางการจีน) Sputnik (สื่อในอาณัติทางการรัสเซีย) เมื่อปี 2018 ว่า “นี่เป็นการเคลื่อนไหวที่จำเป็นอย่างยิ่งเพราะมีความเสี่ยงในการพึ่งพาเงินดอลลาร์เพียงอย่างเดียว ด้วยอำนาจของเงินดอลลาร์ สหรัฐฯ อาจสร้างความเสียหายให้กับประเทศใดๆ ที่ตนต้องการได้ทุกเมื่อ แม้แต่บริษัทในสหรัฐฯ ก็ทำได้” (คำกล่าวของเฉินเฟิ่งอิง นักวิจัยจากสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศร่วมสมัยของจีน)

เป็นคำพูดที่แม่นเหมือนตาเห็น แต่เอาเข้าจริงหากใครอยู่ในสถานะเดียวกับรัสเซียหรือจีนย่อมคาดเดาได้อยู่แล้ว เพราะในเวลาต่อมาจีนถูกสหรัฐทำสงครามการค้า และต่อมาตามด้วยการคว่ำบาตรต่อรัสเซียที่หนักที่สุดเท่าที่โลกเคยพบพานกันมา

รัสเซียกับจีนย่อมสะเทือน แต่ไม่ตื่นตกใจ ที่ไม่ตกใจเพราะเตรียมใจไว้แล้ว และยังเตรียมตัวเอาไว้นานหลายปีด้วย

แต่ที่ตื่นตระหนกคือประเทศเล็กประเทศน้อย

ประเทศเล็กๆ (หมายถึงประเทศที่ไม่ใช่มหาอำนาจยุโรป อเมริกา รัสเซีย และจีน) จับตามองการรุมสรัมรัสเซียด้วยความหวั่นใจ

ประเทศพวกนี้ไม่ได้สนับสนุนรัสเซียหรือเป็นปากเป็นเสียงให้ยูเครน คือประเทศที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับความขัดแย้ง แต่เมื่อเห็นว่าแม้แต่รัสเซียก็ยังถูกคว่ำบาตรแบบไม่มีที่ยืน ต่างกันหันมารำพึงกับตัวเองว่า “ถ้าเป็นเราโดนแบบนั้นบ้างจะเป็นอย่างไร?”

เสียงรำพึงนี้ดังขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ชาวเน็ต เห็นได้ตามช่องคอมเมนต์ในข่าวยูเครน-รัสเซีย บางความเห็นมีบางคน (ที่เชื่อว่าเป็นอเมริกัน) มาท้วงว่า “หากประเทศของพวกคุณไม่ได้ไปรุกรานประเทศอื่นก็ไม่เห็นต้องกังวลอะไร”

แต่ชาวเน็ตประเทศเล็กๆ ตอบว่า แม้จะไม่มีแสนยานุภาพไปย่ำยีใคร แต่หาก “คิดต่าง” จากชาติตะวันตกแล้ว ก็คงไม่แคล้วถูกคว่ำบาตรเหมือนกัน

ตัวอย่างเช่นอินเดียที่ถูกสหรัฐขู่คว่ำบาตรฐานไม่ประณามการรุกราน และปากีสถานถูกทูตชาติตะวันตกกดดันให้ประณามรัสเซีย

ปกติสองชาตินี้ไม่ถูกกัน แต่มาเจอสถานการณ์แบบเดียวกัน ทำให้ง่ายที่จะเกิดความเห็นอกเห็นใจกัน เช่นเดียวกับอินเดียและจีน ที่ตอนนี้เกิดความรู้สึกเข้าอกเข้าใจกัน ทั้งๆที่เพิ่งจะรบกันเมื่อปีกลาย

ประเทศเหล่านี้เกิดความรู้สึกว่าหากยังไม่สามัคคีกันก็จะถูกพวกชาติใหญ่หาเรื่องบูลลี่เป็นแน่แท้ และหากยังพึ่งพาระบบการเงินและเศรษฐกิจของโลกตะวันตกมาเกินไป หากทำอะไรไม่ถูกใจพวกนั้น “พวกฝรั่ง” ก็จะกระทบให้จมดินเหมือนรัสเซียตอนนี้

รัสเซียนั้นเตรียมการมาหลายปี ยังสะเทือนเศรษฐกิจหนักกระทั้งเงินรูเบิลดิ่งเหว แล้วประเทศน้อยๆ จะไปเหลืออะไร?

ไม่ต้องอะไรมาก เอาแค่สหรัฐกับยุโรปดึงดันที่จะคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียทั้งๆ ที่ราคาน้ำมันโลกสูงเอาๆ อยู่แล้ว ย่อมแสดงว่าพวกนี้ไม่ได้สนอกสนใจใครเลยนอกจากเป้าหมายของตัวเอง

ความกังวลเหล่านี้จะเป็นตัวเร่งให้พวกประเทศเล็กประเทศน้อยต้องหารือกันเพื่อเลี่ยงหรือลดการพึ่งพาดอลลาร์หรือระบบการเงินตะวันตก เพื่อรักษาอธิปไตยของตนเองจากการคุกคาของมหาอำนาจ

แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่การเลิกใช้ดอลลาร์ แต่เป็นการหาทางเอาตัวรอดด้วยระบบอื่นนอกเหนือจากระบบที่กำหนดโดยโลกตะวันตก

ระบบทางเลือกเหล่านี้มีอยู่แล้ว เพียงแต่ใช้ในวงจำกัด เช่นระบบที่พัฒนาโดยรัสเซียและจีน ระบบเหล่านี้ไม่ได้มีเจตนาเพื่อแทนที่ระบบที่อิงกับดอลลาร์ เพราะมันเป็นไปไม่ได้

แต่มันจะช่วยทำให้ท่อน้ำเลี้ยงเศรษฐกิจการเงินประคองตัวไปได้ หากพวกชาติตะวันตกใช้มาตรการคว่ำบาตรแบบไร้ปราณี

เป็นทางหนีทีไล่นั่นเอง

บางคนอาจจะถามเหมือนอเมริกันบางคนว่า ถ้าไม่ได้กร่างแบบรัสเซียจะต้องไปกลัวอะไร?

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่รัสเซียกร่างหรือไม่กร่าง แต่อยู่ที่ชาติตะวันตกอาจจะไปกร่างใส่ประเทศที่ทำไม่สบอารมณ์ตัวเองต่างหาก

ตอนนี้เหมือนโลกของเรากลับไปสู่ “สงครามเย็นครั้งใหม่” ไปครึ่งค่อนตัวแล้ว หลังจากนี้กดดันให้ให้เลือกข้างอาจจะหนักขึ้นแบบเดียวกับ “สงครามเย็นครั้ง” ก่อน

แต่ในช่วงสงครามเย็น จีนเสนอแนวทางที่ 3 หรือ “ทฤษฎีสามโลก” นอกจากโลกตะวันตก (หรือโลกเสรี) โลกหลังม่านเหล็ก (เครืออำนาจสหภาพโซเวียต) ยังมีทางเลือกที่ 3 หรือ “โลกที่ 3” คือกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

สงครามเย็นครั้งนั้น โลกที่ 3 หมายถึงประเทศเป็นกลางที่มีเศรษฐกิจต่ำกว่าระดับพัฒนา แต่ตอนนี้หลายประเทศมีเศรษฐกิจที่เติบโตพอสมควรแล้ว แต่ระดับการพึ่งพา “โลกที่ 1” ค่อนข้างสูงอันเป็นผลมาจาก “โลกาภิวัฒน์”

แต่การทำสงครามการค้ากับจีนและการคว่ำบาตรับรัสเซียแบบไม่ยั้งมือ เช่น การถอนจากระบบ SWIFT การถอนตัวของบริการบัตรเครดิต การโจมตีค่าเงินรูเบิล การตัดสินใจถอนตัวของบริษัทตะวันตกจากรัสซีย (หรือสั่งให้ถอนตัว?) ฯลฯ ทำให้ระบบโลกาภิวัฒน์เริ่มสั่นคลอน

พูดตรงๆ ก็คือโลกาภิวัฒน์กำลังจะจบสิ้นลงแล้ว เพราะชาติตะวันตกต้องการทำลายจีนกับรัสเซียจนไม่สนหลักการที่ตัวเองสร้างขึ้นมา พร้อมที่ระงับการใช้งาน “โลกาภิวัฒน์” ตราบเท่าที่จำเป็น

เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกับจีนและรัสเซีย “โลกที่ 3” จึงควรหาทางลดจากการพึ่งพาระบบของตะวันตก จะไปใช้ระบบจีน หรือทำความตกลงสร้างระบบสว็อปทวิภาคีแบบจีน-รัสเซียก็สามารถทำได้ทั้งนั้น

เพราะหากไม่กันทางเลือกไว้ แม้แต่ระบบที่ดูเหมือนจะปลอดภัยจากการเมืองอย่าง DeFi (การเงินไม่รวมศูนย์/คริปโต) เองก็อาจจะเป็นอาวุธทางการเมืองได้ เพราะหลังการคว่ำบาตรรัสเซีย บริการการเงิน DeFi ในอิหร่านและเวเนซุเอลาเข้าถึงแหล่งทุนดิจิทัลของตนไม่ได้เพราะถูกหางเลขไปด้วย

อย่าง OpenSea ตลาด NFTs ที่ใหญ่ที่สุดในโลกปิดการเข้าถึงจากอิหร่าน ทำให้นักลงทุนถูกลอยแพจากสินทรัพย์ดิจิทัลของตน OpenSea บอกแค่ว่า “OpenSea บล็อกผู้ใช้และดินแดนในรายการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ”

นั่นหมายความว่ามือของรัฐบาลตะวันตกเอื้อมไปถึงอาณาจักร DeFi แล้ว โดยไม่ต้องรอให้ผ่านกฎหมายควบคุมหรือออกเงินดิจิทัลของธนาคารกลางมายันแต่อย่างใด

เราจะเห็นว่าเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ (หรือ 7 วันก่อนการรุกรานยูเครน) กระทรวงการคลังรัสเซียเสนอให้รัฐบาลออกกฎหมายรับรองคริปโต แต่ธนาคารกลางรัสเซียคัดค้าน ซึ่งแบงก์ชาติรัสเซียมีท่าทีแบบนี้มานานแล้ว

นักวิเคราะห์ในตลาดคริปโตมองว่า กระทรวงการคลังรัสเซียเสนอเรื่องนี้อาจเพื่อหาทางใช้คริปโตเป็นตัวเลี่ยงการคว่ำบาตร และชี้ว่าข้อเสนอนี้เป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งชี้ว่ารัสเซียจะบุกยูเครน

หากกูรูในตลาดคริปโตมองแบบนี้ ผู้เขียนอยากจะเสริมว่าการที่ธนาคารกลางรัสเซียต้านการใช้คริปโตอาจเพราะรู้เช่นเห็นชาติว่ามันไม่ได้ปลอดจากการแทรกแซงขนาดนั้น ตรงกันข้ามคริปโต/DeFi เป็นเครื่องมือสนองการคว่ำบาตรที่ดีด้วยซ้ำ เพราะสามารถสาวถึงหลักฐานธุรกรรมได้ง่ายกว่าการเงินแบบเดิม แถมยังถูกรัฐบาลบางแห่งใช้กฎหมายสั่งบล็อกการเข้าถึงได้ด้วย

ดังจะเห็นจาก OpenSea ที่แช่แข็งสินทรัพย์ดิจิทัลของอิหร่านในพลัน โดยไม่ให้ผู้ที่มี IP จากอิหร่านเข้าถึง

การคว่ำบาตรรัสเซียคราวนี้แสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจทางการเงินของชาติตะวันตกที่หนักหน่วงเหมือน “ระเบิดนิวเคลียร์ทางการเงิน” จริงๆ

จากกรณีนี้เราจะเห็นว่ากติกาโลกที่ชาติตะวันตกสร้างขึ้น ครอบงำโลกเอาไว้ขนาดไหน และเกิดคำถามว่าประเทศที่เรียกตัวเองว่ามีเอกราชและอธิปไตยนั้น มีเอกราชสักแค่ไหนยามอยู่ต่อหน้ามหาอำนาจโลกตะวันตก

ดังนั้น ความกังวลเรื่องระบบโลกเดิมจึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และข้อเสนอระบบทางเลือกเป็นเรื่องจำเป็น

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อสร้างระเบียบโลกใหม่ เพราะด้วยกำลังของประเทศเล็กๆ ย่อมทำไม่ได้แม้จะประเทศเป็นส่วนใหญ่ของโลกก็ตาม

แต่เพื่อรักษาอธิปไตยของตนไม่ให้ถูกตะวันตกหรือแม้แต่จีนกับรัสเซียคุกคาม

ป.ล. มันเป็นไปไม่ได้ที่จะโค่นระบบที่ผูกกับดอลลาร์ แต่เพราะระบบมันอิงกับความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่น ความเชื่อมั่นส่วนหนึ่งถูกบั่นทอนไปเพราะระบบดอลลาร์ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งเรื่องนี้แม้จะทราบกันดีมานานแล้ว แต่ภาพหายนะที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตากับรัสเซียทำให้หลายคนยิ่งปักใจเชื่อว่าระบบ/ระเบียบแบบเดิมมัน “ไม่แฟร์” และไม่ปลอดภัย

ยิ่งดุลอำนาจโลกกำลังพังทลาย โลกาภิวัฒน์ถูกทำลายย่อยยับ โลกที่สหรัฐหวังจะเป็นมหาอำนาจเดี่ยวๆ มันเป็นไปไม่ได้แล้ว

ประเทศไทยเจ็บปวดมาแล้วกับการผูกตัวเองไว้กับระบบเดียว บางทีกรณีนี้จะน่าจะช่วยย้ำกับเราได้ว่าควรจะมีทางหนีทีไล่เอาไว้ ถ้าระดับผู้บริหารประเทศไม่กล้าทำเพราะกลัว “เสียดุลอำนาจ” กับประเทศใหญ่่ ประชาชนตัวเล็กๆ ก็ควรมองหาทางออกให้ตัวเองเอาไว้บ้าง 

โดย กรกิจ ดิษฐาน

REUTERS/Henry Nicholls/Pool

รัสเซียขู่ตะวันตกราคาน้ำมันอาจพุ่ง 300 ดอลลาร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677590

วันที่ 08 มี.ค. 2565 เวลา 14:46 น.รัสเซียขู่ตะวันตกราคาน้ำมันอาจพุ่ง 300 ดอลลาร์

รองนายกฯ รัสเซียแนะยุโรปสหรัฐฯ อย่าคว่ำบาตรนำเข้าน้ำมัน ชี้ยุโรปควรซื่อสัตย์กับผู้บริโภคเกี่ยวกับราคาที่สูงขึ้น และมอสโกเตือนอาจหยุดการจ่ายก๊าซผ่าน Nord Stream 1

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างคำพูดของรัฐมนตรีอาวุโสของรัสเซียที่เตือนว่า ประเทศตะวันตกอาจเผชิญกับราคาน้ำมันที่สูงกกว่า 300 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและอาจมีการปิดท่อส่งก๊าซหลักที่เชื่อมต่อรัสเซีย – เยอรมนี หากรัฐบาลยุโรปดำเนินการตัดอุปทานพลังงานจากรัสเซีย 

ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2551 เมื่อวันจันทร์ หลังจากรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แอนโทนี บลิงเคน กล่าวว่าวอชิงตันและพันธมิตรยุโรปกำลังพิจารณาห้ามการนำเข้าน้ำมันของรัสเซีย

“เป็นที่แน่ชัดว่าการปฏิเสธน้ำมันของรัสเซียจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายสำหรับตลาดโลก” อเล็กซานเดอร์ โนวัค รองนายกรัฐมนตรีรัสเซียกล่าวในแถลงการณ์ทางโทรทัศน์ของรัฐ

“การเพิ่มขึ้นของราคาไม่อาจคาดการณ์ได้ มันจะเป็น 300 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแต่อาจจะไม่มากกว่านั้น”

โนวัคกล่าวว่ายุโรปจะใช้เวลามากกว่าหนึ่งปีในการหาแหล่งมาแทนที่ปริมาณน้ำมันที่ได้รับจากรัสเซียและจะต้องจ่ายราคาที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“นักการเมืองยุโรปจำเป็นต้องเตือนพลเมืองและผู้บริโภคของตนอย่างตรงไปตรงมาถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น” โนวัคกล่าว

“ถ้าคุณต้องการปฏิเสธการจัดหาพลังงานจากรัสเซีย ก็เชิญเลย เราพร้อมแล้ว เรารู้ว่าเราจะเปลี่ยนเส้นทางการส่งจ่ายไปที่ใด”

โนวัคกล่าวว่ารัสเซียซึ่งจ่ายก๊าซ 40% ของยุโรปกำลังปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างเต็มที่ แต่มีสิทธิเต็มที่ในการตอบโต้สหภาพยุโรปหลังจากที่เยอรมนีระงับการรับรองท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 เมื่อเดือนที่แล้ว

“ในส่วนของ … การสั่งห้าม Nord Stream 2 เรามีสิทธิ์ทุกประการในการตัดสินใจที่ตรงกันและกำหนดให้มีการห้ามส่งก๊าซผ่านท่อส่งก๊าซ Nord Stream 1” Novak กล่าว

“จนถึงตอนนี้ เรายังไม่ได้ตัดสินใจเช่นนี้” เขากล่าว “แต่นักการเมืองยุโรปที่มีถ้อยแถลงและข้อกล่าวหาต่อรัสเซียผลักดันเราให้ทำเรื่องนั้น”

REUTERS/Maxim Shemetov/File Photo

จีนชี้อาเซียนไม่ใช่ ‘หมาก’ ในการชิงอำนาจการเมืองโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677600

วันที่ 08 มี.ค. 2565 เวลา 15:29 น.จีนชี้อาเซียนไม่ใช่ 'หมาก' ในการชิงอำนาจการเมืองโลก

หวังอี้เผย จีนจะยังคงยกให้อาเซียนเป็นทิศทางทางการทูตที่สำคัญของจีน ยืนหยัดปกป้องโครงสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคที่มีอาเซียนเป็นศูนย์กลาง

หวังอี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้พูดคุยเกี่ยวกับความสัมพันธ์จีน-อาเซียน ระหว่างงานแถลงข่าวประจำการ “ประชุมสองสภา” ได้แก่ การประชุมครั้งที่ 5 ของคณะกรรมการแห่งชาติชุดที่ 13 ของสภาที่ปรึกษาทางการเมืองประชาชนจีน (CPPCC) และการประชุมครั้งที่ 5 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) ชุดที่ 13

หวังกล่าวว่า เมื่อ 30 ปีก่อน จีนและอาเซียนได้ก่อตั้งความสัมพันธ์คู่เจรจา ก่อนจะพัฒนามาสู่ความร่วมมือระดับภูมิภาคระดับแนวหน้า และร่วมกันจัดตั้งความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านใน 30 ปีถัดมา  โดยตลอดระยะเวลาข้างต้น จีนและอาเซียนมีพร้อมทั้งจังหวะและโอกาส ข้อดีทางภูมิศาสตร์ และความสามัคคีของประชาชน จนเกิดเป็นความร่วมมือที่สมประโยชน์ระหว่างกัน และได้สร้างรูปแบบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่มีพลวัตและศักยภาพมากที่สุด

หวังชี้ว่าความสัมพันธ์จีน-อาเซียนดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจีนยินดีทำงานร่วมกับกลุ่มประเทศอาเซียนในอนาคต โดยที่ยังยึดมั่นในความตั้งใจแรกที่จะรักษาเสถียรภาพและความสงบสุข ยึดมั่นในพันธกิจการพัฒนาร่วมกันและแนวทางการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความเข้าใจและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  ส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีให้โลดแล่นอย่างรวดเร็วดังเช่นรถไฟจีน-ลาว และไม่หยุดผลักดันผลสำเร็จในการสร้างประชาคมจีน-อาเซียนที่มีอนาคตร่วมกัน

หวังกล่าวว่าทั้งสองฝ่ายควรสนับสนุนงานป้องกันโรคระบาดระหว่างประเทศร่วมกัน กระชับความร่วมมือในด้านต่างๆ อาทิ การผลิตวัคซีนและการวิจัย-พัฒนายา เพื่อปกป้องชีวิตและสุขภาพของประชาชนจากทั่วทุกภูมิภาค

ทั้งสองฝ่ายยังควรเป็นผู้นำในความร่วมมือระดับภูมิภาค ส่งเสริมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุม เร่งการดำเนินงานเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน เวอร์ชัน 3.0 โดยเร็วที่สุด ขยายความร่วมมือในด้านใหม่ๆ เช่น เศรษฐกิจสีน้ำเงิน เศรษฐกิจสีเขียว และเศรษฐกิจดิจิทัล ตลอดจนร่วมกันจัดตั้งช่องทางการค้าทางบก-ทะเลระหว่างประเทศแห่งใหม่

หวังระบุว่าทั้งสองฝ่ายควรเป็นผู้ปกป้องเสถียรภาพของเอเชียแปซิฟิก เพราะการเรียกร้องสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองล้วนเป็นความปรารถนาร่วมกันของนานาประเทศในภูมิภาค พร้อมกล่าวว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกไม่ใช่ “กระดานหมากรุก” ในเกมของมหาอำนาจ ส่วนประเทศในอาเซียนก็มิใช่ “หมาก” ในการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่เป็น “ผู้เล่นหมากรุก” คนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

หวังกล่าวว่า จีนจะยังคงยกให้อาเซียนเป็นทิศทางทางการทูตที่สำคัญของจีน ยืนหยัดปกป้องโครงสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคที่มีอาเซียนเป็นศูนย์กลาง รักษาสถานะเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค สนับสนุนวิธีการของอาเซียนในการไกล่เกลี่ยปัญหาที่สำคัญในภูมิภาค ควบคู่กับคัดค้านการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายหรือสร้างความเป็นปรปักษ์ในกลุ่มประเทศอาเซียน

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

วิจัยใหม่พบติดโควิดทำให้สูญเสียเนื้อสมอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677585

วันที่ 08 มี.ค. 2565 เวลา 13:53 น.วิจัยใหม่พบติดโควิดทำให้สูญเสียเนื้อสมอง

Covid-19 ทำให้สูญเสียเนื้อสมองและเนื้อเยื่อเสียหายมากกว่าที่เกิดในคนปกติ

The New York Times รายงานว่า การวิจัยขนาดใหญ่ชิ้นใหม่พบว่า Covid-19 อาจทำให้สูญเสียเนื้อสมองสีเทาและเนื้อเยื่อในสมองเสียหายมากกว่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในผู้ที่ไม่ได้ติดเชื้อ

ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature เป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่ได้รับการสแกนสมองทั้งก่อนติดCovid-19 และในหลายเดือนต่อมา

การวิจัยซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้อายุ 51-81 ปีพบการหดตัวและเนื้อเยื่อถูกทำลายโดยส่วนใหญ่ในพื้นที่สมองที่เกี่ยวข้องกับการได้กลิ่น บางส่วนของพื้นที่สมองเหล่านี้ยังเกี่ยวข้องกับการทำงานอื่นของสมองอีกด้วย

การวิจัยทำในอาสาสมัคร 785 รายใน Biobank ซึ่งเป็นคลังเก็บข้อมูลทางการแพทย์และข้อมูลอื่นๆ จากผู้คนในอังกฤษเกือบครึ่งล้านคน โดยผู้เข้าร่วมแต่ละคนเข้ารับการสแกนสมอง 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันราว 3 ปี รวมทั้งการทดสอบความจำพื้นฐาน

ระหว่างการสแกน 2 ครั้งนั้น ผู้เข้าร่วม 401 คนติด Covid-19 โดยทั้งหมดติดเชื้อระหว่างเดือน มี.ค. 2020- เม.ย. 2021 ส่วนผู้เข้าร่วมอีก 384 คนอยู่ในกลุ่มควบคุม เนื่องจากพวกเขาไม่ได้ติด Covid-19 และมีลักษณะเฉพาะคล้ายกับกลุ่มผู้เข้าร่วมที่ติดเชื้อ อาทิ อายุ เพศ ประวัติผู้ป่วย และสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม

โดยปกติเมื่ออายุมากขึ้นเราจะเสียเนื้อสมองสีเทาไปเล็กน้อยในแต่ละปี อาทิ ในพื้นที่ส่วนที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำ การสูญเสียเนื้อสมองสีเทาโดยทั่วไปแต่ละปีอยู่ระหว่าง 0.2-0.3%

ทว่าผู้ป่วย Covid-19 ที่เข้าร่วมการวิจัย ซึ่งเข้ารับการสแกนสมองครั้งที่ 2 หลังจากติดเชื้อเฉลี่ย 4 เดือนครึ่ง สูญเสียเนื้อสมองสีเทามากกว่าผู้เข้าร่วมกลุ่มที่ไม่ติดเชื้อ คือสูญเสียเนื้อสมองสีเทาเพิ่มขึ้นอีก 0.2-2% ในพื้นที่สมองส่วนต่างๆ ในช่วง 3 ปีที่สแกนสมอง ทั้งยังสูญเสียปริมาตรสมองโดยรวมและพบความเสียหายของเนื้อเยื่อในบางพื้นที่มากขึ้น

ผลกระทบนี้โดดเด่นเป็นพิเศษ เนื่องจากการศึกษานี้เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยส่วนใหญ่ซึ่งไม่ป่วยมากพอที่จะต้องรักษาในโรงพยาบาล เช่นเดียวกับผู้ป่วย Covid-19 ส่วนใหญ่ในประชากรทั่วไปที่ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยจากการติด Covid-19 ครั้งแรก

เกว็นนาเอล ดูโอ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและผู้วิจัยอาวุโสของงานวิจัยชิ้นนี้เผยว่า แม้ว่าตัวเลขของผู้ป่วยที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลในการวิจัย (15 คน) ยังน้อยเกินไปที่จะนำมาสู่ข้อสรุป แต่ผลการวิจัยบ่งชี้ว่าการฝ่อของสมองของพวกเขาแย่กว่าผู้ป่วย Covid-19 ที่มีอาการไม่รุนแรง

การทดสอบความจำที่เกี่ยวข้องกับสมาธิและประสิทธิภาพในการทำงานที่ซับซ้อนยังพบว่าผู้ป่วย Covid-19 ลดลงมากกว่าผู้ที่ไม่ติดเชื้อ

ผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยและดูโอเองเตือนว่า การทดสอบความทรงจำเป็นเพียงการทดสอบพื้นฐาน ดังนั้นการศึกษาจึงมีข้อจำกัดในการบ่งชี้ว่าการสูญเสียเนื้อสมองสีเทาและเนื้อเยื่อเสียหายที่ผู้ป่วย Covid-19 ประสบนั้นกระทบกับทักษะด้านการคิดหรือไม่

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานวิจัยชิ้นนี้เตือนว่า นัยของการเปลี่ยนแปลงยังไม่ชัดเจนและไม่จำเป็นต้องหมายความว่าอาจมีความเสียหายถาวร หรือการเปลี่ยนแปลงอาจส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อความคิด ความจำ หรือหน้าที่อื่นๆ

REUTERS/Neil Hall TPX IMAGES OF THE DAY

จะเกิดอะไรขึ้นกับโลก หากตะวันตกคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677576

วันที่ 08 มี.ค. 2565 เวลา 13:23 น.จะเกิดอะไรขึ้นกับโลก หากตะวันตกคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย

จะเกิดอะไรขึ้นหากสหรัฐและชาติตะวันตกแบนน้ำมันจากรัสเซีย

ท่าทีของสหรัฐที่มีความตั้งใจจะแบนน้ำมันนำเข้าจากรัสเซียส่งผลให้น้ำมันดิบเบรนด์พุ่งขึ้นแตะระดับเกือบ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008

รัสเซียเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก ซึ่งคิดเป็นประมาณ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน (bpd) หรือ 7% ของอุปทานน้ำมันทั่วโลก เมื่อมีแนวโน้มว่าผู้ส่งออกรายใหญ่อาจถูกแบน ทำให้เกิดกระทบตามมาเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่พุ่งเป็นประวัติการณ์ ความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อ และปัญหาอื่นๆ ซึ่งรอยเตอร์สได้รวบรวมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญไว้ดังนี้

ราคาน้ำมันพุ่งเป็นประวัติการณ์

JP Morgan คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 185 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในสิ้นปี 2022 หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น

โดยขณะนี้ราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับ 2 ปีก่อนท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ความต้องการน้ำมันลดลงจนดิ่งต่ำกว่า 0 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอยู่ช่วงหนึ่ง

โจวันนี สเตาโนโว นักวิเคราะห์จากบริษัทการเงิน UBS กล่าวว่า “สงครามที่ยืดเยื้อทำให้เกิดการหยุดชะงักเป็นวงกว้าง ซึ่งอาจทำให้เบรนท์เคลื่อนไหวเหนือระดับ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”

ภาวะเงินเฟ้อ

ด้วยราคาก๊าซธรรมชาติที่พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นปะวัติการณ์ คาดว่าต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจะผลักดันให้ทั้งสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกประสบกับเงินเฟ้อเหนือ 7% ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และอาจกระทบถึงกำลังซื้อของครัวเรือน

รายงานระบุว่าตามหลักการทั่วไปทุกๆ 10% ที่เพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในรูปสกุลเงินยูโร จะเพิ่มอัตราเงินเฟ้อในยูโรโซน 0.1% ถึง 0.2% นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. น้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้นประมาณ 80% ในรูปสกุลเงินยูโร ขณะที่ในสหรัฐอเมริการาคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.2%

นอกจากจะเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ของน้ำมันและก๊าซแล้ว รัสเซียยังเป็นผู้ส่งออกธัญพืชและปุ๋ยรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นผู้ผลิตแพลเลเดียม นิกเกิล ถ่านหิน และเหล็กกล้ารายใหญ่ที่สุด การตัดขาดรัสเซียออกจากการค้าโลกจะส่งผลกระทบต่อหลายอุตสาหกรรม และทำให้เกิดความกลัวต่อความมั่นคงด้านอาหารทั่วโลก

ชะลอการเติบโต

การแบนน้ำมันจากรัสเซียจะทำให้การฟื้นตัวจากโควิด-19 ของทั่วโลกช้าลง โดยการคำนวณเบื้องต้นโดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) ชี้ให้เห็นว่าสงครามสามารถลดการเติบโตในยูโรโซนได้ 0.3% ถึง 0.4% ในปีนี้ และอาจถึง 1% ในกรณีที่สถานการณ์ย่ำแย่

รายงานชี้ว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้ามีความเสี่ยงสูงที่เศรษฐกิจจะซบเซา หรือมีการเติบโตไม่เท่าที่ควร ควบคู่ไปกับอัตราเงินเฟ้อที่สูง

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประมาณการว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจะทำให้การเติบโตเศรษฐกิจของประเทศลดลง 0.1%

ส่วนในรัสเซีย JP Morgan ประมาณการว่าความเสียหายน่าจะมีขนาดใหญ่และเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเศรษฐกิจของประเทศอาจหดตัวถึง 12.5% จากจุดสูงสุดสู่ระดับต่ำสุด

ธนาคารกลางเคลื่อนไหว

ภาวะเงินเฟ้อได้พิสูจน์แล้วว่ากระทบต่อธนาคารกลางสหรัฐอย่างมาก โดยเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดกล่าวว่าจะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยใรเดือนนี้

สำหรับธนาคารกลางยุโรป (ECB) ความเร่งด่วนของการดำเนินการตามนโยบายนั้นรุนแรงน้อยกว่า เนื่องจากตลาดแรงงานยังคงมีกำลังการผลิตสำรองและมีอัตราเงินเฟ้อในครัวเรือนเพียงเล็กน้อย

คาร์สเตน เบอร์สกี นักเศรษฐศาสตร์ของ ING กล่าวว่าไม่สามารถคาดหวังอย่างจริงจังว่า ECB จะเริ่มปรับนโยบายการเงินให้เป็นปกติในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนสูงเช่นนี้

ผลกระทบระยะยาว

พลังงานหมุนเวียนอาจได้รับแรงหนุนในระยะกลางถึงระยะยาว เนื่องจากประเทศต่างๆ พยายามจะเลิกใช้พลังงานของรัสเซีย

ด้วยความต้องการเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ฟื้นตัวจากการระบาดใหญ่ แต่อุปทานทั่วโลกยังตึงตัว ซูซานนาห์ สตรีเตอร์ นักวิเคราะห์การลงทุนและการตลาดอาวุโสของ Hargreaves Lansdown กล่าวว่าจะมีโครงการริเริ่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะสั้น เพื่อพยายามทดแทนการจัดหาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่หดตัว

ศาสตราจารย์โวล์ฟกัง เคตเตอร์ จาก Rotterdam School of Management ในเนเธอร์แลนด์กล่าวว่าควรนำงบประมาณที่ใช้กับก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และปิโตรเลียม ไปใช้ในการผลิตพลังงานหมุนเวียน หรืออะไรก็ตามที่จะนำไปสู่ความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาวโดยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

รายงานระบุว่าขณะที่มีการกระตุ้นการลงทุนในการผลิตน้ำมันจากหินดินดานของสหรัฐ แต่อุปทานอาจไม่เร็วพอที่จะสามารถแทนที่ผลผลิตจากรัสเซีย

คาโฮ หยู นักวิเคราะห์จาก Verisk Maplecroft ที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงมองว่าทางตันระหว่างรัสเซียและตะวันตกสามารถกระตุ้นความสัมพันธ์ของรัสเซียและจีนได้ แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานระหว่างทั้งสองประเทศยังขาดแคลน แม้ว่า Pivot to the East ของรัสเซียจะเร่งความร่วมมือด้านก๊าซกับจีนผ่านโครงสร้างพื้นฐาน แต่การพัฒนาทั้งหมดเหล่านี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเมื่อเทียบกับตลาดอิ่มตัวในยุโรป

Photo by REUTERS/Sergei Karpukhin/File Photo