Uniqlo เดินหน้าธุรกิจในรัสเซียต่อไป ชี้เสื้อผ้าเป็นสิ่งจำเป็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677557

วันที่ 08 มี.ค. 2565 เวลา 11:07 น.Uniqlo เดินหน้าธุรกิจในรัสเซียต่อไป ชี้เสื้อผ้าเป็นสิ่งจำเป็น

แม้หลายบริษัทตบเท้าออกจากรัสเซีย แต่ซีอีโอ Uniqlo ประกาศเปิดร้านค้าต่อไป ชี้ชาวรัสเซียมีสิทธิใช้ชีวิตเหมือนกับทุกคน

Bloomberg รายงานว่าบริษัท Fast Retailing ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในเอเชียและบริษัทแม่ของ Uniqlo ยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าทำธุรกิจในรัสเซียต่อไป แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากนานาชาติให้คว่ำบาตรรัสเซีย ขณะที่บรรดาธุรกิจจากชาติตะวันตกทยอยถอนตัวออกจากรัสเซีย เป็นการตอบโต้ที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน

ทาดาชิ ยานาอิ (Tadashi Yanai) CEO ของ Fast Retailing และผู้ก่อตั้ง Uniqlo ให้เหตุผลว่า “เสื้อผ้าเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ชาวรัสเซียก็มีสิทธิที่จะใช้ชีวิตแบบเดียวกับพวกเรา”

แม้ว่ายานาอิจะแสดงจุดยืนต่อต้านสงครามมาโดยตลอด และเรียกร้องให้ทุกประเทศคัดค้านการรุกรานยูเครนของรัสเซีย แต่ร้านค้าของ Uniqlo ทั้ง 50 แห่งจะยังคงเปิดดำเนินการในรัสเซียต่อไป

คำพูดของยานาอิสวนทางกับการเคลื่อนไหวของแบรนด์ระดับโลกหลายรายที่ประกาศถอนตัวหรือระงับการดำเนินการในรัสเซียไปแล้ว นับว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการลงทุนในรัสเซียจากชาติตะวันตกและประเทศอื่นๆ หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991

อย่างไรก็ตาม ยานาอิถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับมุมมองทางการเมืองของเขา โดยในเดือนเม.ย. ปีที่แล้วเขาปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดหาฝ้ายจากเขตปกครองตนเองซินเจียงของจีน ก่อนที่สหรัฐจะระงับการจัดส่งเสื้อผ้าจาก Uniqlo เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงาน

Photo by REUTERS/Issei Kato/File Photo

‘มาตรา 5’ สิ่งที่จะปกป้อง NATO หากรัสเซียไม่หยุดแค่ยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677505

วันที่ 08 มี.ค. 2565 เวลา 09:00 น.'มาตรา 5' สิ่งที่จะปกป้อง NATO หากรัสเซียไม่หยุดแค่ยูเครน

ด้วยหลักการนี้ การโจมตีประเทศสมาชิกประเทศเดียวเท่ากับโจมตี NATO ทั้งกลุ่ม และหมายถึงการทำสงครามกับหลายประเทศพร้อมกัน

• ปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครนยืดเยื้อมากว่าสิบวันแล้ว ขณะที่บรรดาประเทศที่อยู่ใกล้เคียงกำลังกลัวว่าสถานการณ์จะยิ่งรุนแรงขึ้น นำไปสู่ความขัดแย้งในวงกว้าง รวมถึง ประธานาธิบดีกิตานัส นาวเซดา ของลิทัวเนีย ซึ่งกล่าวกับ แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียจะไม่หยุดอยู่แค่ยูเครน พร้อมเรียกร้องให้นานาชาติให้ความช่วยเหลือยูเครน ก่อนที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งในระดับโลก หรือสงครามโลกครั้งที่ 3

• ขณะที่บลิงเคนเน้นย้ำถึง มาตรา 5 ภายใต้สนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือของ NATO อีกครั้ง โดยกล่าวกับผู้นำลิทัวเนียซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิก NATO ว่า “สหรัฐมีความมุ่งมั่นในการรับประกันมาตรา 5 ของ NATO ซึ่งว่าด้วยการป้องกันร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก” โดยหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเยือนลิทัวเนียแล้วบลิงเคนยังมีกำหนดการเยือนลัตเวียและเอสโตเนีย สมาชิก NATO ที่อยู่ใกล้เคียงด้วย

• นับตั้งแต่ที่รัสเซียประกาศเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน ประเทศสมาชิก NATO ได้พูดถึงมาตรา 5 หลายครั้ง เนื่องจากเพื่อนบ้านรอบๆ ยูเครนหลายประเทศเป็นสมาชิก NATO รวมถึงบลิงเคนเองก็ได้กล่าวเมื่อเดือนก.พ. หลังรัสเซียรุกรานยูเครนว่า “มีความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะไม่หยุดอยู่แค่ยูเครน แต่มีบางสิ่งที่ทรงพลังมากที่ขวางทางสิ่งนั้น และมันคือสิ่งเราเรียกว่ามาตรา 5”

• บลิงเคนกล่าวต่อว่า “หมายความว่า การโจมตีประเทศใดประเทศหนึ่งที่เป็นสมาชิก NATO คือการโจมตีทุกประเทศที่เป็นสมาชิก NATO ประธานาธิบดี (โจ ไบเดน) มีความชัดเจนมากว่าเราจะปกป้องทุกตารางนิ้วของดินแดน NATO”

• มาตรา 5 เป็นหัวใจสำคัญของสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือคือการป้องกันโดยรวม หมายถึง การโจมตีประเทศสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่งคือการโจมตีประเทศสมาชิกทั้งหมด กล่าวคือประเทศสมาชิกให้คำมั่นที่จะปกป้องดินแดนของกันและกัน โดยมีกองกำลังประจำการอยู่ในประเทศต่างๆ เพื่อสนับสนุนความพยายามในการป้องกันโดยรวมของประเทศสมาชิก

Photo by nato.int

• นี่คือสาเหตุที่ยูเครนต้องการเข้าร่วม NATO เพราะหากโดนรุกรานจากรัสเซีย ประเทศสมาชิกทั้ง 30 ประเทศ ได้แก่ แอลเบเนีย, เบลเยียม, บัลแกเรีย, แคนาดา, โครเอเชีย, สาธารณรัฐเช็ก, เดนมาร์ก, เอสโตเนีย, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, กรีซ, ฮังการี, ไอซ์แลนด์, อิตาลี, ลัตเวีย, ลิทัวเนีย, ลักเซมเบิร์ก, มอนเตเนโกร, เนเธอร์แลนด์, มาซิโดเนียเหนือ, นอร์เวย์, โปแลนด์, โปรตุเกส, โรมาเนีย, สโลวาเกีย, สโลวีเนีย, สเปน, ตุรกี, สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ก็จะสามารถเข้ามาช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่

• มาตรา 5 บัญญัติว่าหากประเทศสมาชิก NATO ตกเป็นเหยื่อการโจมตีด้วยอาวุธจะถือว่าการโจมตีนั้นเป็นการโจมตีต่อสมาชิกทุกประเทศ และจะดำเนินการตามที่เห็นสมควรเพื่อช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่ถูกโจมตี รวมทั้งการใช้กองกำลังติดอาวุธเพื่อฟื้นฟูและรักษาความมั่นคงของในแอตแลนติกเหนือ

• ในปี 1949 จุดมุ่งหมายหลักของสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือคือการสร้างข้อตกลงช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อตอบโต้ความเสี่ยงที่สหภาพโซเวียตจะพยายามขยายการควบคุมยุโรปตะวันออกไปยังส่วนอื่นๆ ของทวีป โดยหนึ่งในสนธิสัญญาคือมาตรา 5 ซึ่งถูกพูดถึงบ่อยในตอนนี้

• ในวันที่ 12 ก.ย. 2011 ภายหลังเหตุก่อการร้าย 9/11 ในสหรัฐ NATO เรียกมาตรา 5 ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ให้ประเทศสมาชิกยืนเคียงข้างสหรัฐเพื่อตอบโต้การโจมตี หลังจากนั้นมีการใช้มาตรการป้องกันร่วมหลายครั้ง รวมถึงการตอบสนองต่อสถานการณ์ในซีเรียด้วย

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

รัสเซียประกาศรายชื่อประเทศและดินแดนที่ ‘ไม่เป็นมิตร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677527

วันที่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 22:07 น.รัสเซียประกาศรายชื่อประเทศและดินแดนที่ 'ไม่เป็นมิตร'

สำนักข่าว TASS ของรัสเซียเปิดเผยรายชื่อของประเทศเหล่านี้ โดยระบุว่ารัฐบาลรัสเซียได้เผยรายชื่อ “ประเทศและดินแดนที่กล่าวถึงในรายการ ได้ทำการกำหนดหรือเข้าร่วมการคว่ำบาตรต่อรัสเซียหลังจากการเริ่มปฏิบัติการทางทหารพิเศษของกองทัพรัสเซียในยูเครน”

รายชื่อประเทศไม่เป็นมิตร (TASS ใช้คำว่า unfriendly countries and territories ส่วนสำนักข่าวต่างประเทศอื่นๆ ใช้คำว่า hostile states/counties ซึ่งมีนัยบ่งถึงความเป็นคู่กรณีหรือศัตรู) มีดังนี้ 

  1. สหรัฐอเมริกา
  2. แคนาดา
  3. รัฐในสหภาพยุโรป
  4. สหราชอาณาจักร (รวมถึงเจอร์ซีย์ แองกวิลลา หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ยิบรอลตาร์)
  5. ยูเครน
  6. มอนเตเนโกร
  7. สวิตเซอร์แลนด์
  8. แอลเบเนีย
  9. อันดอร์รา
  10. ไอซ์แลนด์
  11. ลิกเตนสไตน์
  12. โมนาโก
  13. นอร์เวย์
  14. ซานมารีโน
  15. มาซิโดเนียเหนือ
  16. ญี่ปุ่น
  17. เกาหลีใต้
  18. ออสเตรเลีย
  19. ไมโครนีเซีย
  20. นิวซีแลนด์
  21. สิงคโปร์
  22. ไต้หวัน (ถือว่าเป็นดินแดนของจีน แต่ปกครองโดยรัฐบาลของตนเองมาตั้งแต่ปี 2492)

Sputnik/Alexei Druzhinin/Kremlin via REUTERS

รวมแฟชั่นรองเท้าหน้าร้อนคอลเลคชั่นใหม่ ซัมเมอร์นี้มีหรือยัง!!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/677398

วันที่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 14:55 น.รวมแฟชั่นรองเท้าหน้าร้อนคอลเลคชั่นใหม่ ซัมเมอร์นี้มีหรือยัง!!

ส่องรองเท้าคอลเลคชั่นใหม่ ดีไซน์ที่ใช่ ในหลากหลายความต่าง

KEEN UNEEK MIMOSA รองเท้ารุ่นพิเศษฉลองวันสตรีสากล

สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรี่ยม ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำทางด้านความคิดสร้างสรรค์ที่ล้ำสมัย พร้อมให้ทุกคนเข้ามาค้นพบ (Experiment), สร้างสรรค์ (Create) และพัฒนา (Cultivate) ได้อย่างไม่รู้จบ พร้อมนำเสนอความพิเศษมอบให้กับทุกคน โดยเฉพาะช่วงเวลาพิเศษอย่างวันสตรีสากล โดย KEEN แบรนด์รองเท้าที่ตอบโจทย์ปกป้องเท้าได้อย่างมั่นใจ ออกรุ่นใหม่ UNEEK MIMOSA เพื่อร่วมฉลองวันสตรีสากล ที่ Element 72 ชั้น 1 สยามดิสคัฟเวอรี่

รองเท้ารุ่น KEEN UNEEK MIMOSA ได้รับแรงบันดาลใจจากดอก MIMOSA เป็นดอกไม้ตัวแทนสำหรับวันสตรีสากล มาพร้อมลวดลายของดอกไม้ที่อยู่ด้านในและด้านข้างรองเท้า เชือกถักสีทอง ทำให้รองเท้ามีความพิเศษเหนือใคร

มาพบกับความพิเศษนี้ได้ที่ Element 72 ชั้น 1 สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรี่ยม ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

 

Arizona New Shades of Summer

ฤดูร้อนปีนี้ Birkenstock (เบอร์เคนสต๊อก) นำเสนอโทนสีใหม่อย่าง สี Lavender Fog และ Dusty Blue มารับร้อนนี้ โดยมาพร้อมรุ่นคลาสสิกประจำแบรนด์อย่าง Arizona มีทั้งแบบ Footbed (พื้นรองเท้า) พื้นไม้ค็อกวีแกน และแบบโฟมยาง EVA คุณภาพสูง ให้สาวๆ ได้เลือกแมทช์กับเสื้อผ้าในสไตล์ที่เป็นตัวเอง

Arizona BFBC Earthy VEG Lavender Fog (ราคา 4,290 บาท)

ดีไซน์สายคาดสองเส้นในตำนานอย่างรุ่น Arizona นำความเป็นเอกลักษณ์ที่คุ้นเคยมาพร้อมโทนสีม่วงลาเวนเดอร์นำ    เทรนด์และความสวมใส่สบายของ Footbed ในรูปแบบวีแกน พร้อมด้วยอัปเปอร์ทำจากผ้าใยสังเคราะห์

Arizona EVA Dusty Blue (ราคา 2,290 บาท)

ดีไซน์สายคาดสองเส้นในตำนานอย่างรุ่น Arizona รองเท้าแตะรุ่นนี้นำต้นแบบมาจากรุ่นออริจินัลที่ทำจากไม้คอร์ก ทว่าเลือกใช้วัสดุหลักในการผลิตจาก EVA น้ำหนักเบาพิเศษและมีความยืดหยุ่นสูงแทน รองเท้าแตะเหล่านี้ดูดซับแรงกระแทก กันน้ำ และไม่ทำลายผิวยามสวมใส่ สามารถแมทช์กับลุคสบายๆ ริมชายหาด ในสวน หรือหลังการออกกำลังกายก็ยังได้

รีบจับจองเป็นเจ้าของ Birkenstock รุ่นล่าสุดนี้ได้ บนเว็บไซต์ www.ikonthailand.com และร้านเบอร์เคนสต๊อกทุกสาขา

เรียบง่ายสไตล์ธรรมดาครั้งแรกกับ นันยาง ซาฟารี

อีกขั้นกับแรงบันดาลใจครั้งใหม่ที่ไม่เคยหยุดของ นันยาง กับการพัฒนา “ตำนานบทใหม่” นันยาง ไวท์ ซาฟารี (Nanyang White Zafari) โดยได้นำสไตล์รองเท้านันยางในยุค 60’s รุ่น 121 มาพัฒนาใหม่สู่เจนเนอเรชั่นที่ 5 ในปี 2022 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผลิตเป็นสีขาว ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘การผลิตแบบดั้งเดิม’ ที่กระบวนการผลิตกว่า 95% ถูกทำขึ้นด้วยมืออย่างมีศิลปะด้วยความปราณีต และใช้กาวสูตรเฉพาะ ‘นันยาง-07’ ที่มีคุณสมบัติเหนียวพิเศษ ทำให้รองเท้ามีความทนทาน พิถีพิถันในการเลือกใช้วัถตุดิบ วัสดุทุกชิ้นผลิตขึ้นในประเทศไทย 100%

นันยาง ไวท์ ซาฟารี (Nanyang White Zafari) ราคา 299 บาท มีให้เลือกตั้งแต่เบอร์ 35-45 มีให้เลือก 3 สี 3 สไตล์ ขาว ดำ โกโก้ วางจำหน่ายที่ร้านรองเท้าใกล้บ้าน และ ออนไลน์ https://linktr.ee/NanyangLegend

รองเท้านันยาง ซาฟารี รุ่นแรก 121 ได้เปิดตัวครั้งแรกในปี 1961 จนเกิดเป็นเทรนด์รองเท้าผ้าใหม่รูปแบบใหม่ในไทย และได้รับการพัฒนาอีกครั้งในปี 1990 กับรุ่น 121-S ก่อนจะปรับโฉมอีกครั้งในปี 1998 รุ่น 121-N และเพื่อให้ได้รองเท้าที่ใช่สำหรับผู้ที่รักและชื่นชอบ นันยาง ซาฟารี โดยในปี 2018 นันยางได้ทำการสำรวจความต้องการของลูกค้าเพื่อปรับโฉมนันยาง ซาฟารี อีกครั้งกับรุ่น 2018 จนกลายเป็นผ้าใบยอดนิยมของคนทุกวัยที่มีไลฟ์สไตล์เป็นของตนเอง

TRIPLE STITCHTM  รองเท้าผ้าใบสุดไอคอนนิค : Anytime, Anywhere, Anyplace

อาร์ทิสติคไดเร็คเตอร์ Alessandro Sartori สรรค์สร้างจินตนาการใหม่ให้รองเท้าผ้าใบสุดไอคอนนิค Zegna Triple Stitch ด้วยการเสริมมุมมองที่แปลกใหม่ขึ้นมาในแต่ละซีซั่นและยังคงครองตำแหน่งไอเท็มขายดีสุดคลาสสิคสำหรับเสื้อผ้าสุภาพบุรุษอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่มีการพัฒนาออกแบบสีสันใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งและยังคงเป็นรองเท้าผ้าใบที่ขายดีที่สุด และยังคงเป็นไฮไลท์หลักๆ ประจำตู้เสื้อผ้าของคนรุ่นใหม่จาก Zegna นับตั้งแต่ได้มีการเปิดตัวมา รองเท้าผ้าใบ Triple Stitch เน้นการใช้งานได้จริง มีประสิทธิภาพ และสามารถใช้ได้หลากหลายสถานการณ์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมและเส้นทางแห่งวิวัฒนาการที่ก้าวหน้ามาอย่างยาวนานถึง 112 ปีของ Zegna ซึ่งตอบสนองความต้องการของผู้ชายที่มีต้องการความคลาสสิคและความทันสมัยในเสื้อผ้าลักชัวรี่

รองเท้าผ้าใบ Triple Stitch Sneaker ก้าวข้ามการแต่งกายและการจัดหมวดหมู่ที่ท้าทาย เป็นสัญลักษณ์ของสไตล์ทันสมัย สร้างมาเพื่อทุกช่วงเวลา ดีไซน์โดดเด่นด้วยซิลลูเอทเพรียวบางที่มอบความรู้สึกที่สวยงามและเรียบหรู ผลิตจากวัสดุชั้นสูงที่คัดสรรคุณภาพตั้งแต่หนังแท้ไปจนถึงผ้าใบและหนังกลับเนื้อนุ่ม ตกแต่งด้วยสายรัดยางยืดที่ทำให้การสวมถอดกลายเป็นเรื่องง่าย Triple Stitch รองเท้าผ้าใบรุ่นนี้ถูกดีไซน์มาเพื่อรองรับความสะดวกสบายในทุกครั้งที่สวมใส่ นำเสนอโครงสร้างรองเท้าที่สามารถยืดหยุ่นได้อย่างน่าทึ่งและพื้นยางรองเท้าที่มีน้ำหนักเบา

ออกแบบตามแนวทางการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปในยุคปัจจุบัน รองเท้าผ้าใบรุ่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการแบบไดนามิกของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเผชิญสภาพแวดล้อมและสถานที่ใหม่ๆอย่างไร้กังวลเพราะได้รับการออกแบบมาเพื่อให้เหมาะสำหรับสวมใส่ในวันสบายๆ หรือสำหรับการเดินทางที่สะดวกสบาย รองเท้าผ้าใบรุ่นนี้ผสานประโยชน์อเนกประสงค์ได้อย่างแท้จริงสามารถเข้ากับเสื้อผ้าทางการและเสื้อผ้าลำลอง สามารถมิกซ์แอนด์แมทช์กับกางเกงขายาวที่เรียบหรูหรือว่าจะเป็นลุคสปอร์ต รองเท้าผ้าใบ Triple Stitch จาก Zegna ก็สามารถทำได้ดีและกลายเป็นไอคอนหลักสุดฮิตสำหรับผู้ชายที่มีสไตล์อย่างแท้จริง เพราะพร้อมสวมใส่ได้ทุกที่ทุกเวลา

 

 

กลับมาอีกครั้งกับ TRIPLE STITCH SNEAKER รักษ์โลกจาก ZEGNA

กลับมาอีกครั้ง Triple Stitch Sneaker รองเท้าสุดฮิตที่นอกจากจะมีดีไซน์ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์แล้วยังรักษ์โลกอีกด้วย ด้วยสีสันและวัสดุที่ร่วมสมัย โดยรวมถึงเวอร์ชัน #UseTheExistingTM ที่เป็นการลดรอยเท้าทางนิเวศวิทยา (ecological footprint) ของ Zegna โดยรองเท้าผ้าใบ #UseTheExistingTM ถือเป็นขั้นต่อไปของมรดกแห่งความยั่งยืนและวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องของ @Zegnaofficial

ครอบคลุมไปถึงวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมของแบรนด์สำหรับอนาคตใน 2 เส้นทางของโครงการ #UseTheExistingTM ที่ถูกนำไปใช้ในเวอร์ชันปรับปรุงและเวอร์ชันใหม่ของ Triple Stitch Sneaker มาพร้อมกับอัปเปอร์ผ้าขนสัตว์เนื้อนุ่มซึ่งทำจากเส้นใย 14MILMIL14 ที่นำกลับมาใช้ใหม่ อีกทั้งด้ายและผ้าที่ใช้ในทุกขั้นตอนการผลิตอีกด้วย ในขณะเดียวกันซับในและพื้นรองเท้าทำมาจากผ้าฝ้ายและยางรีไซเคิลบางส่วน ถือเป็นการเข้าใกล้ถึงเป้าหมายของ Zegna ไปอีกขั้นที่จะลดขยะเหลือทิ้งให้เป็นศูนย์

#UseTheExistingTM เป็นพันธะสัญญาแห่งวิวัฒนาการของแบรนด์และเป็นหลักการในการชี้นำที่รวบรวมความพยายามของเราทั้งหมดในการปรับปรุงกระบวนการผลิตที่แทรกอยู่ในคอลเลกชันของแบรนด์ทั้งหมด เปิดตัวโดยอาร์ทิสติกไดเรกเตอร์ของแบรนด์อย่าง Alessandro Sartori ที่ร่วมพัฒนาด้วยความเชี่ยวชาญและนวัตกรรมของแผนกสิ่งทอของกลุ่มแบรนด์ Zegna โดย #UseTheExistingTM เป็นสิ่งที่แสดงถึงคำมั่นสัญญาที่เป็นรูปธรรมของ Zegna ที่จะลดขยะในขั้นสุดท้ายให้เหลือศูนย์

โมเดล #UseTheExistingTM นี้ได้ร่วมกับคอลเลกชันรองเท้า Triple Stitch Sneaker ที่ขายดีระดับโลกของ Zegna ออกแบบมาสำหรับความคิดสมัยใหม่และไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย รองเท้ารุ่นนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่มีความคงทนโดยผสมผสานสไตล์และความเอนกประสงค์ให้เข้ากับโครงสร้างที่ยืดหยุ่นและน้ำหนักที่เบาอย่างน่าทึ่ง

รองเท้า Triple Stitch Sneaker ที่มาในเวอร์ชัน #UseTheExistingTM ซึ่งถูกจินตนาการออกมาใหม่พร้อมวางจำหน่ายแล้ว โดยใช้วัสดุที่ยกระดับขึ้น ได้แก่ หนังกลับเนื้อนุ่ม หนังลูกวัว หนังกวาง และผ้าใบ ตกแต่งสายรัดยางยืดด้วยโลโก้ XXX อันเป็นเอกลักษณ์ จึงสามารถสวมใส่และถอดออกได้อย่างสะดวกสบาย เข้ากันได้กับทั้งเสื้อผ้าสั่งตัดและเสื้อผ้าลำลอง ถือว่ารองเท้าอันทันสมัยคู่นี้คือนิยามของความเอนกประสงค์และถูกสร้างขึ้นเพื่อทุกช่วงเวลา

ผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการสร้างทีมงานเชิงรุก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/677431

วันที่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 09:35 น.ผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการสร้างทีมงานเชิงรุก

โดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เพราะโลกไม่แน่นอน อ่อนไหว ซับซ้อน และคลุมเครือ นำมาซึ่งความท้าทาย อีกทั้งการแข่งขันที่สูงขึ้นบนฐานของเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ธุรกิจจึงมีความเสี่ยง องค์กรจึงต้องปรับตัว แต่เราขาดบุคลากรที่มีคุณภาพ และดูเหมือนจะ “ติดกับดัก” ของศักยภาพที่ตีบตัน จึงไม่สามารถก้าวข้ามพ้นขีดจำกัดของตนเองได้ ไม่สามารถสร้างการนำตนเอง จึงไม่อาจเล่นชิงรุกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องพิจารณาภาพรวม และต้องการผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างทีมงานเข้มแข็งและนำองค์กรให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน

เมื่อพิจารณาถึงการสร้างการนำตนเองเพื่อเล่นเชิงรุก มันคือการระเบิดศักยภาพจากภายใน เมื่อพูดถึงศักยภาพภายใน เราลองพิจารณาชีวิตผีเสื้อ วงจรชีวิตของมันมี 4 ระยะ เริ่มด้วยระยะเป็นไข่ จากนั้นจะเป็นตัวหนอน ในช่วงนี้ หากนกเห็น มันจะกลายเป็นเหยื่อแน่นอน แต่หากมันรอด มันจะขับใยเหนียวๆ ออกมาห่อหุ้มตัวมันเอง กลายเป็นดักแด้ จากนั้นไม่นาน มันจะใช้ขาดันเปลือกให้แตกออก กลายเป็นชีวิตใหม่ เรียกว่า ผีเสื้อชีวิตใหม่ที่เกิดขึ้นนี้แตกต่างจากสภาพเดิมอย่างสิ้นเชิง และสามารถแสดงศักยภาพที่แตกต่างและสูงกว่าเดิม สามารถบินหลบหลีก ซ่อนเร้นจากศัตรูได้ สามารถบินหาน้ำหวานเพื่อยังชีพและดำรงเผ่าพันธุ์เพื่อความอยู่รอดจะเห็นได้ว่า ศักยภาพใหม่ที่ว่านี้ต้องระเบิดจากภายใน

มนุษย์เราก็เช่นกัน แรงบันดาลใจ ความมุ่งมั่น แรงขับเคลื่อนชีวิต ย่อมต้องมาจากภายใน เมื่อมาจากภายใน นั่นแสดงว่ามันอยู่ในอำนาจของตนเอง เมื่อตนมีอำนาจเหนือมัน นั่นคือ เราสามารถจัดการกับมันได้ นั่นคือ เราสามารถนำตนเองได้

การพัฒนาศักยภาพในการนำตนเอง ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกตอบสนอง นั่นคือ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกว่าเราจะโต้ตอบอย่างไร เพราะการตอบสนองใดๆ มันล้วนมาจากกรอบความคิดตนเอง

กรอบความคิดเปลี่ยนได้ และตนมีอำนาจเหนือมัน ดังนั้น การตอบสนองใดๆ ในรูปของพฤติกรรม มันจึงมาจากการเลือกของตนเองทั้งสิ้น ความสามารถในการเลือกนี้เองคือ อำนาจ

อำนาจดังกล่าวคือ ความเป็นอิสระ คืออิสระจากแรงกดดันภายนอก อิสระจากข้อจำกัดภายนอก บุคคลประเภทนี้จะไม่บ่น จะไม่โวยวาย ไม่ตีโพยตีพาย ไม่โทษโน่นนี่นั่น หรือโทษใคร หรืออ้างเหตุภายนอกว่าเป็นสาเหตุ นั่นคือ เขาจะไม่เอาข้อจำกัดภายนอกมากำหนดชะตาชีวิตตนเอง เพราะถ้าทำอย่างนั้น นั่นเท่ากับว่าตนพาเอาตนเองไปอยู่ภายใต้เงื่อนไขบางอย่างที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ซึ่งสะท้อนถึงความอ่อนแอ ความอ่อนด้อย ความไร้สมรรถภาพ แต่จะตระหนักว่า ตนอยู่เหนือสถานการณ์นั้นๆ เพราะเรามีอำนาจเหนือมัน ตนจึงไม่กวัดแก่วงไปตามกระแส จะไม่ยอมให้มันมามีอิทธิพลเหนือตนเอง แต่จะดูว่าตนมีทางเลือกอะไรบ้างที่พอจะทำได้ในสถานการณ์ดังกล่าว และไม่ว่าจะเกิดผลอะไรที่ตามมา ตนก็พร้อมที่จะรับผิดชอบ

ภาวะนี้เองคือ ศักยภาพสูงสุด มันคือ ความสามารถในการนำตนเอง เพราะนำตนเองได้ จึงปรับตัวได้และด้วยสามารถในการคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ตนจึงสามารถสร้างทางเลือกได้หลากหลาย เพื่อรองรับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ความสามารถในการปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่นล่วงหน้านี้เอง บุคคลจึงเล่นเชิงรุกได้ และด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง หากว่าผลที่ออกมาไม่เป็นไปตามที่คาด ตนก็รู้ว่ามันพลาดที่ตรงไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องมองว่านั่นคือ กระบวนการเรียนรู้ แล้วจะหาทางปรับแก้ไขอย่างไร เพื่อทางออกที่ดีกว่า ดังนั้น ไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ ด้วยข้อจำกัดอย่างไรก็ตาม ขอให้เข้าใจว่า ตนมีศักยภาพในการนำตนเอง นั่นคือ เรามีอำนาจในการเลือกที่จะเล่นเชิงรุก เล่นเชิงบวกได้

การนำตนเองเชิงรุกจึงเป็นภาวะที่บุคคลสามารถระเบิดศักยภาพภายในออกมา เพื่อขับเคลื่อนตนเองได้อย่างเต็มที่ สามารถปรับฟื้นคืนสภาพตนเองได้ แม้ในภาวะที่ยากลำบาก สามารถควบคุม กำหนดทิศทาง และจัดการตนเองได้ นั่นคือ รู้ว่าจะเลือกตอบสนองอย่างไรให้เหมาะสม เมื่อมีความท้าทายผ่านเข้ามาในชีวิต

ภาวะที่บุคคลเลือกได้นี้เองสะท้อนถึงศักยภาพภายใน และต้องเกิดจากการปรับกรอบความคิด (Mindset) เพราะกรอบความคิดเป็นของตนเอง บุคคลจึงสามารถเลือกตอบสนองได้ การที่บุคคลตระหนักว่าชีวิตมีทางเลือก จึงสามารถนำตนเองได้ เมื่อนำตนเองได้ ก็เล่นเชิงรุกได้ สามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นใจ การที่บุคคลสามารถเลือกที่จะนำตนเองเพื่อเล่นเชิงรุกนี้เองเป็นรากฐานสำคัญของความยั่งยืนขององค์กร

คำถามสำคัญคือ ท่านในฐานะผู้นำ ท่านมีวิธีการอย่างไรที่จะเหนี่ยวนำทีมงานให้เกิดการปรับกรอบความคิด ออกจากกรอบความคิดเดิมๆ ออกจากภาพความสำเร็จเก่าๆ สามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองและทีมงานให้กลับมาเข้มแข็ง มีความเชื่อมั่น มีความมั่นคงภายใน ไม่หวั่นไหว มีภูมิต้านทาน มีทัศนคติเชิงบวก มองปัญหาเป็นความท้าทาย มองความพลาดพลั้งเป็นกระบวนการเรียนรู้ ปลูกฝังการเรียนรู้ให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ตลอดชีวิต สร้างแรงขับเคลื่อนภายในให้สามารถนำตนเองได้ เพื่อเล่นเชิงรุก และมีความมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ ให้สอดคล้องไปในแนวเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ

รวบตึงอาหารบุฟเฟ่ต์ฝั่งธนฯ เพื่อพลพรรคนักกิน @All I Need is BUFFET

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/677419

วันที่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 08:28 น.รวบตึงอาหารบุฟเฟ่ต์ฝั่งธนฯ เพื่อพลพรรคนักกิน @All I Need is BUFFET

พลพรรคนักกินมีฟิน! ไอคอนสยาม สนับสนุนชุมชนจัดงาน “All I Need is BUFFET” ชวนมาอร่อยแบบจัดเต็มกับร้านบุฟเฟ่ต์เจ้าดังย่านฝั่งธน ฯ ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2565 ณ ชั้น UG

ด้วยความห่วงใยพร้อมความตั้งใจส่งเสริมสนับสนุนชุมชน ไอคอนสยาม จัดงาน “All I Need is BUFFET” เปิดพื้นที่ให้พันธมิตรร้านค้าผู้ประกอบการและร้านค้าจากชุมชนชาวฝั่งธนบุรี มาจำหน่ายอาหารคาว อาหารหวาน เบเกอรี่ ผลไม้ และเครื่องดื่ม แบบจัดเต็มในรูปแบบบุฟเฟ่ต์ งานนี้พลพรรคนักกินต้องฟิน! รวบตึงอาหารบุฟเฟ่ต์ มาไว้ที่นี่ที่เดียว ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2565 ณ โซน ICON AROI (ไอคอนอร่อย) ชั้น UG ไอคอนสยาม

ภายในงาน “All I Need is BUFFET” สายบุฟเฟ่ต์ จะได้ชิมอาหารทั้งคาว หวาน แบบเต็มอิ่มจากร้านค้าย่านคลองสาน มาจัดจำหน่ายในรูปแบบของบุฟเฟ่ต์ แบบจัดเต็ม ที่มีมาให้เลือกทานกว่า 17 ร้านค้ายอดนิยม อาทิ ก๋วยเตี๋ยวไก่บุฟเฟ่ต์ จากร้านพอร์ชโภชนา @อยุธยา ขนมจีนบุฟเฟ่ต์ จากร้านขนมจีน 4 ภาค ตักได้ไม่อั้น บุฟเฟต์ผัดไทย & ยำแซ่บ ร้านผัดไทยอาฉัน (ผัดไทย & ยำแซ่บ) บุฟเฟ่ต์ไข่เจียวทรงเครื่อง ที่มีท้อปปิ้งให้เลือกหลากหลาย ราดข้าวร้อน ๆ จากร้านคุณเล็กข้าวไข่เจียวบุฟเฟ่ต์

อิ่มอร่อยจากอาหารจานหลักแล้ว ก็ยังมีขนมเบเกอรี่มาให้สายหวานได้ลิ้มรส อาทิ ร้านบัวลอยเจ๊หมวย ที่จัดสรรบัวลอยรสชาติหวานมัน ร้านขนมฝรั่งกุฎีจีน ผลไม้และเค้ก จากร้านสวนบ้านเราเอง น้ำสมุนไพร จากร้าน Bangkok Hub รวมไปถึงร้านน้ำอ้อยหลักทรัพย์ และร้านอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ขนทัพความอร่อยเต็มอิ่มในรูปแบบบุฟเฟ่ต์มาให้ทานกันอีกด้วย

มาลิ้มรสความอร่อย จัดเต็มแบบบุฟเฟ่ต์ ที่คัดสรรอาหารสุดพิเศษมาให้ลิ้มลองได้ พร้อมทั้งช่วยอุดหนุนชุมชน ที่งาน “All I Need is BUFFET” ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2565 ณ โซน ICON AROI (ไอคอนอร่อย) ชั้น UG ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร โดยงานนี้จัดขึ้นภายใต้มาตรการสุขอนามัยและความปลอดภัยในทุกมิติอย่างสูงสุด เพื่อให้ทุกท่านได้รับประทานอาหารและเลือกซื้อสินค้าได้อย่างมั่นใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.1338 หรือ http://www.iconsiam.com

หยิน-หยาง กินสร้างสมดุลผ่านเมนูพิเศษโดยเชฟบรูซ ฮุย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/677395

วันที่ 06 มี.ค. 2565 เวลา 16:58 น.หยิน-หยาง กินสร้างสมดุลผ่านเมนูพิเศษโดยเชฟบรูซ ฮุย

เย่า เรสเตอรองท์ ชวนปรับสมดุลให้ร่างกายตามทฤษฎีหยิน-หยาง ปรัชญาชาวจีน ผ่านเมนูพิเศษจากวัตถุดิบล้ำค่า ‘ไข่หอยเม่นญี่ปุ่น’ ปรุงโดยเชฟชาวจีน บรูซ ฮุย ตลอดเดือน มี.ค. และ เม.ย.นี้

ห้องอาหารจีน เย่า เรสเตอรองท์ โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ ชวนทุกคนปรับสมดุลให้ร่างกายตามทฤษฎีหยิน-หยาง ปรัชญาของชาวจีน ผ่านอาหารจีนเมนูพิเศษโดยมีวัตถุดิบล้ำค่า ‘ไข่หอยเม่น’ จากญี่ปุ่นผ่านการรังสรรค์โดยเชฟชาวจีนมาประสบการณ์ เชฟบรูซ ฮุย ที่ใส่ใจทุกรายละเอียด ตั้งแต่เลือกวัตถุดิบและวิธีทำที่หลากหลาย

ซึ่งทฤษฎีหยิน-หยาง เป็นแนวคิดปรัชญาของชาวจีนที่มีมาแต่โบราณกาล จากความเชื่อที่ว่าของทุกอย่างในธรรมชาติประกอบด้วย 2 ด้านที่ขัดแย้งกันแต่พึ่งพากัน และไม่สามารถแยกจากกันได้ เช่น มีกลางวันก็ต้องมีกลางคืน มีความร้อนก็ต้องมีความเย็น แม้แต่ในหลักการแพทย์และการปรุงอาหาร เราก็สามารถใช้ทฤษฎีหยิน-หยางมาประกอบเพื่อสร้างสมดุลให้ร่างกายได้

สำหรับ “หยิน” เปรียบได้กับธาตุเย็นในร่างกาย ในทางกลับกัน “หยาง” นั้นก็เป็นเสมือนธาตุร้อน การรักษาสมดุลของร่างกายอย่างง่ายๆ ก็คือ การเลือกรับประทานอาหารที่สมดุลหยินหยาง ข่มความร้อนและเย็นให้เป็นปกติ อาหาร “หยิน” อาหารเสริมธาตุเย็น นั้น มักจะเป็นอาหารที่รสชาติเค็ม เปรี้ยว และขม ลักษณะชุ่มฉ่ำ อาทิเช่นเต้าหู้ เป็ด แครอท ยังไม่เพียงเท่านั้น การปรุงโดยการต้มและนึ่งก็จัดว่าเป็น ‘หยิน’ เช่นเดียวกัน ส่วนอาหาร ‘หยาง’ เสริมธาตุร้อนมักมีรสหวานและเผ็ด มีสีสว่างอย่างเช่นสีส้มหรือสีแดง ลักษณะแห้งและมักกำเนิดจากดิน เช่นพริก มันฝรั่ง และเนื้อแกะ รวมถึงการปรุงโดยการผัด การอบก็ถือว่าเป็น ‘หยาง’

ตลอดเดือนมีนาคมและเมษายนนี้ เชฟบรูซ ฮุย นำเสนอเมนูพิเศษที่คัดสรรมาอย่างดีเพื่อปรับสมดุลร่างกายและปรุงจากวัตถุดิบพรีเมียมอย่างไข่หอยเม่นจากญี่ปุ่น ผนวกกับส่วนผสมที่หลากหลายเพื่อความสมดุลของธาตุร้อนเย็น เพิ่มสารอาหาร และรสชาติที่กลมกล่อม อาทิ

เต้าหู้หยินทอดราดซอสไข่หอยเม่น
ติ่มซำไข่หอยเม่นและกุ้ง
ซุปกระเพราะปลาสดและไก่ดำตุ๋นเก๋ากี้
กุ้งมังกรบอสตันราดซอสไข่หอยเม่นเสิร์ฟพร้อมไข่ปลาคาร์เวียร์
โจ๊กสีทองเสิร์ฟพร้อมกระเพราะปลาสดและไข่หอยเม่น
ปลาเก๋าแดงเสิร์ฟพร้อมซอสหยินหยาง

มาพิสูจน์ความอร่อยของเมนูหยิน หยาง เพื่อปรับสมดุลร่างกายปรุงโดยไข่หอยเม่น จัดเสิร์ฟทั้งในแบบเซตเมนูราคา 3,580++บาทต่อเซต  และแบบเมนูตามสั่ง ให้บริการในมื้อกลางวัน และมื้อค่ำ ตลอดเดือนมีนาคม และเมษายนนี้ ที่ห้องอาหารจีนเย่า เรสเตอรองท์ โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.yaobangkok.com สำรองโดยตรงบนเว็บไซต์ http://sevn.ly/x5bHV2dd ไลน์ (LINE) @marriottsurawongse หรือโทร 02 088 5666

Q&A แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรม ผ่าทุกประเด็นศัลยกรรมที่คนอยากรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677423

วันที่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 08:57 น.Q&A แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรม ผ่าทุกประเด็นศัลยกรรมที่คนอยากรู้

สัมภาษณ์พิเศษ นพ.สุรสิทธิ์ อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างใบหน้า ประธานกรรมการบริหารโรงพยาบาลบางมด สมาชิกสมาคมศัลยกรรมตกแต่ง–เสริมสวย แห่งอเมริกา ญี่ปุ่น และนานาชาติ

Q : ศัลยกรรมยอดฮิตที่คนไทยนิยมทำกันมาก คือศัลยกรรมประเภทใด?

A : ปัจจุบันคนไทยใส่ใจดูแลตัวเองกันมาก ทำให้เห็นการเติบโตของสถานเสริมความงามกันอย่างแพร่หลาย เรียกได้ว่าเป็นเทรนด์กันไปแล้ว โดยศัลยกรรมยอดฮิต 5 อันดับแรกของคนไทย คือ

1. ทำตา

2. ทำจมูก

3. ทำหน้าอก

4. ดึงหน้า

5. เสริมสะโพก-ก้น 

ด้วยเพราะเทคนิคทางการแพทย์ที่ทำให้การผ่าตัดศัลยกรรมเป็นเรื่องที่ปลอดภัยและทำได้ง่าย ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน ความเจ็บปวดน้อยลง แผลมีขนาดเล็ก รวมทั้งการดูแลหลังการผ่าตัด ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยาก จึงทำให้การตัดสินใจทำศัลยกรรมของคนไทยเป็นเรื่องง่าย และนิยมทำกันมากขึ้น

Q : เพราะเหตุใดในปัจจุบัน คนจึงมองเรื่องการทำศัลยกรรมเป็นเรื่องปกติ และกล้าเปิดเผยมากขึ้น

A : เนื่องด้วยค่านิยมการทำศัลยกรรมในประเทศไทยเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ผู้คนต่างชื่นชอบการมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม และให้ความสำคัญกับการดูแลตนเอง แตกต่างจากเมื่อก่อน ที่หากมีคนทำศัลยกรรมจะถูกมองในแง่ลบ แต่ปัจจุบันการทำศัลยกรรม แสดงถึงการดูแลเอาใจใส่ตัวเอง ซึ่งสังคมก็จะมองในแง่บวกมากขึ้น  ทำให้ผู้ที่มาทำศัลยกรรมกล้าที่จะพูด กล้าเปิดเผย รวมทั้งบอกต่อเรื่องการทำศัลยกรรมมากขึ้น เพราะค่านิยมของสังคมเรื่องการทำศัลยกรรมที่เปลี่ยนไปในทางบวก ผู้ที่ทำศัลยกรรมจะมีความมั่นใจ และมีความสุขในชีวิตอย่างมาก ทุกครั้งที่ได้รับคำชื่นชม หรือส่องกระจกเห็นใบหน้า รูปร่างของตนเองที่ดูดีขึ้น ส่งผลต่อการใช้ชีวิต โอกาสที่ดีในการทำงานต่าง ๆ ที่ล้วนมาจากความมั่นใจในตัวเองทั้งสิ้น

นอกจากนี้ อีกประการหนึ่งที่ทำให้คนสนใจทำศัลยกรรมมากขึ้นกว่าแต่ก่อน คือเทคนิคและเทคโนโลยีการผ่าตัดที่ดีขึ้น สมัยก่อนถ้าทำศัลยกรรมแต่ละครั้งจะบวมช้ำนาน แผลผ่าตัดก็ยาว ทำไปแล้วผลลัพธ์ก็ไม่เป็นธรรมชาติ แต่ปัจจุบันเทคนิคการผ่าตัดทำศัลยกรรมความงามแผลเล็กมาก เจ็บน้อย หายเร็ว และให้ความเป็นธรรมชาติมา คนก็เลยนิยมหันมาทำศัลยกรรมมากขึ้น

Q : เมื่อพูดถึงเรื่องปลอดภัยในการทำศัลยกรรม ควรพิจารณาถึงปัจจัยใดบ้าง

A : การทำศัลยกรรมเมื่อเป็นการผ่าตัดขนาดใหญ่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เนื่องจากการผ่าตัดต้องอาศัยความชำนาญการเฉพาะทางจึงจะมีความปลอดภัยสูง อีกทั้งสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ มีที่พักฟื้นและการดูแลที่ดี ซึ่งหากเป็นการผ่าตัดขนาดใหญ่ที่ต้องดมยาสลบ ก็จำเป็นต้องมีวิสัญญีแพทย์ที่ชำนาญการคอยดูแล ต่อมาควรพิจารณาเรื่องคุณภาพ ดูผลลัพธ์จากการผ่าตัด ซึ่งต้องศึกษาดูเคสตัวอย่างประกอบ แต่วิธีที่ดีที่สุดอาจจะพิจารณาจากประสบการณ์ตรงจากคนใกล้ชิด เช่น ญาติ พี่น้อง คนในครอบครัว หรือเพื่อน ที่อาจจะทำศัลยกรรมมาแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดี ก็ย่อมมีความน่าเชื่อถือได้ ซึ่งหากเมื่อพิจารณาจากความปลอดภัย และคุณภาพแล้วค่อยมาดูเรื่องความเหมาะสมของของราคากันอีกที

Q : แนะนำวิธีการเลือกแพทย์และสถานพยาบาลอย่างไรให้ปลอดภัย

A : สามารถเช็กได้โดยการนำชื่อศัลยแพทย์ ไปเช็กจากฐานข้อมูลบนเว็บไซต์แพทยสภา ที่ดูได้ว่ามีประสบการณ์กี่ปี เรียนจบเฉพาะทางด้านใด

สำหรับสถานพยาบาลสามารถเช็กจากเว็บไซต์กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เพื่อความมั่นใจ ก่อนการตัดสินใจเพื่อทำศัลยกรรม

Q : การเตรียมตัว สำหรับผู้ที่สนใจทำศัลยกรรม

A : เมื่อมีความมั่นใจและตั้งใจที่จะทำศัลยกรรมแล้ว การเตรียมความพร้อมก่อนการทำศัลยกรรมก็เป็นเรื่องสำคัญผู้ที่จะเข้ารับการทำศัลยกรรมควรเตรียมร่างกายให้พร้อม พักผ่อนให้เต็มที่ ไม่เครียด ไม่กังวล สำหรับผู้ที่เป็นโรคความดันสูง ก็ต้องควบคุมความดันให้ปกติเสียก่อน หรือหากมีโรคประจำตัวหรือประวัติการใช้ยาใด ก็ควรแจ้งประวัติให้แพทย์และพยาบาลทราบ เนื่องจากยาบางตัวอาจส่งผลกระทบต่อการผ่าตัด และควรงดดื่มเครื่องดื่มแอลกออฮอล์และบุหรี่อย่างน้อย 1 สัปดาห์ เนื่องจากเครื่องดื่มแอลกออฮอล์และบุหรี่มีผลต่อหลอดเลือดและการแข็งตัวของเลือด ทำให้แผลหายช้าและบวมช้ำได้นาน โดยเฉพาะการผ่าตัดใหญ่ เช่น การผ่าตัดดึงหน้า หรือการตัดไขมันหน้าท้อง การสูบบุหรี่ เพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดเลือดของผิวหนังและเกิดผิวหนังตายได้

Q : มองทิศทางวงการศัลยกรรมในประเทศไทย เป็นอย่างไร

A : ในอนาคตประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการผ่าตัดศัลยกรรมความงามอย่างแน่นอน เนื่องจากคุณภาพ เทคนิคการผ่าตัดและฝีมือศัลยแพทย์ไทยทัดเทียมและไม่เป็นรองประเทศใด โดยเน้นการทำศัลยกรรมให้น้อยแต่มีประสิทธิภาพ  ซึ่งสำคัญมากที่ต้องให้ศัลยแพทย์วิเคราะห์อย่างละเอียดก่อนการผ่าตัด 

อย่างไรก็ตาม แม้ที่ผ่านมาและในปัจจุบันจะยังอยู่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 แต่ศูนย์ศัลยกรรมความงามโรงพยาบาลบางมด ก็มีโอกาสได้ดูแลผู้เข้ารับบริการศัลยกรรมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทั้งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ที่ให้ความเชื่อมั่นและเลือกเข้ามาผ่าตัดศัลยกรรมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เล็งเห็นถึงพฤติกรรมของการใส่ใจดูแลตัวเองของคนในปัจจุบัน โดยศูนย์ศัลยกรรมความงามโรงพยาบาลบางมด ยึดมั่นในการดูแลคนไข้ด้วยมาตรฐานความปลอดภัย และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด เพื่อคลายความกังวลใจ พร้อมสร้างความมั่นใจให้คนไข้จากการผ่าตัดศัลยกรรม

Q : ความคิดเห็นเกี่ยวกับ “ศัลยกรรมเจนใหม่ ไม่จำกัดเพศ”

A : เมื่อตลาดศัลยกรรมปัจจุบันเปิดกว้างมากขึ้นและได้รับความสนใจจากทุกเพศ ทุกวัย จากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิง เพศชาย หรือกลุ่ม LGBT เพศทางเลือกก็หันมาสนใจทำศัลยกรรมเพื่อเสริมจุดด้อยให้สวยงาม เสริมจุดเด่นให้ยิ่งโดดเด่น สร้างบุคลิกและความมั่นใจให้กับตนเอง จากที่ผ่านมาอาจจะเห็นว่าการศัลยกรรมอยู่ที่เพศหญิงวัยเริ่มทำงาน หรือกลุ่ม LGBT เพศทางเลือก แต่ปัจจุบันจะเห็นการทำศัลยกรรมเสริมความงามในผู้ชายก็เป็นที่ยอมรับมากขึ้น หรือแม้กระทั่งในผู้สูงอายุก็ตัดสินใจมาทำศัลยกรรม เพราะเทคนิคทางการแพทย์มีความปลอดภัย ใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน ดูสวยขึ้น และผลลัพธ์ของการทำศัลยกรรมที่ให้ความเป็นธรรมชาติอีกด้วย

จะเกิดอะไรขึ้นหากสหรัฐ-รัสเซียเปิดฉากสงครามนิวเคลียร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677491

วันที่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 18:30 น.จะเกิดอะไรขึ้นหากสหรัฐ-รัสเซียเปิดฉากสงครามนิวเคลียร์

ภาพจำลองจากทีมวิจัย จะเกิดอะไรขึ้นหากสหรัฐ-รัสเซียเปิดฉากสงครามนิวเคลียร์

• ทีมวิจัยจากโครงการ Science and Global Security ของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สหรัฐอเมริกา ได้สร้างการจำลองที่เรียกว่า Plan A เมื่อปี 2019 เพื่อประเมินว่าจะเกิดอะไรขึ้นบนโลกหากสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐและรัสเซียเปิดฉากขึ้นจริงๆ

• อย่างที่ทราบกันดีว่าสหรัฐและรัสเซียเป็นประเทศที่มีหัวรบนิวเคลียร์มากเป็นอันดับแรกของโลก โดยข้อมูลล่าสุดในปี 2021 พบว่ารัสเซียมีหัวรบนิวเคลียร์พร้อมใช้งานราว 6,257 ลูก ส่วนสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 5,550 ลูก ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนขณะนี้ทำให้หลายคนพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาไปสู่สงครามนิวเคลียร์ นอกจากนี้แหล่งข่าวรัสเซียยังอ้างว่าสหรัฐกำลังช่วยยูเครนพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ด้วย

• แบบจำลองที่เรียกว่า Plan A ถูกสร้างขึ้นขณะที่สหรัฐเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรง ซึ่งทีมวิจัยระบุว่าความเสี่ยงในการเกิดสงครามนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากทั้งสองประเทศเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ชนิดใหม่ ขณะที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียยอมรับว่า ความสัมพันธ์กับสหรัฐกำลังตกต่ำ และแย่ลงเรื่อยๆ ช่วงเวลาเดียวกับที่สหรัฐประกาศส่งทหาร 1,000 นายไปยังโปแลนด์

• ทีมวิจัยได้ประเมินกำลังนิวเคลียร์ของสหรัฐและรัสเซีย รวมถึงจำนวนหัวรบ แผนการทำสงคราม และเป้าหมาย ของทั้งสองประเทศ โดยใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนั้นเพื่อสร้างแบบจำลองและพบว่า หากเกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐและรัสเซียขึ้นจริง อาจทำให้ผู้คน 34.1 ล้านคนเสียชีวิต และอีก 57.4 ล้านคนได้รับบาดเจ็บ ภายในไม่กี่ชั่วโมงแรกของการทำสงครามนิวเคลียร์

• แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด ทีมวิจัยระบุว่ายอดผู้เสียชีวิตโดยรวมจะสูงขึ้นอีกเนื่องจากผลกระทบระยะยาวของสงครามนิวเคลียร์ รวมถึงกัมมันตภาพรังสีที่ตกลงมา การเย็นตัวของชั้นบรรยากาศโลก การขาดแคลนอาหาร และผลกระทบระยะยาวอื่นๆ

• Plan A ตอกย้ำให้เห็นถึงความร้ายแรงในการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่นักรณรงค์จำนวนไม่น้อยสนับสนุนสนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์

• คณะกรรมการรณรงค์เพื่อยกเลิกอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างประเทศ กล่าวว่า “สิ่งที่น่าตกใจพอๆ กับจำนวนผู้เสียชีวิตจากการจำลองสงครามนิวเคลียร์ครั้งนี้ คือความน่าจะเป็นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่มันจะกลายเป็นความจริง”

• หลุยซา โรดริเกซ (Luisa Rodriguez) นักวิจัยอาวุโสที่ Rethink Priorities เขียนบทความเรื่อง “สงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐและรัสเซียมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด” ในปี 2019 ปีเดียวกับที่ปูตินยอมรับว่าความสัมพันธ์กับสหรัฐกำลังแย่

• โรดริเกซระบุว่า แม้สงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐและรัสเซียจะดูเหมือนยังไม่ใกล้เข้ามา แต่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศกำลังไม่ปลอดภัย โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความขัดแย้งในซีเรีย การผนวกไครเมีย และการกล่าวหาว่ารัสเซียแทรกแซงการเมืองของสหรัฐ ซึ่งหากความสัมพันธ์เลวร้ายลงไปอีก ความตึงเครียดอาจทวีความรุนแรงไปสู่สงคราม แต่จะเป็นสงครามนิวเคลียร์หรือไม่นั้นยังไม่ชัดเจน แต่ก็มีความเสี่ยง

• โรดริเกซชี้ว่าหากประเทศใดประเทศหนึ่งตัดสินใจที่จะเริ่มการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ก็มีความเป็นไปได้สูงอย่างยิ่งที่จะต้องเผชิญกับการตอบโต้ด้วยนิวเคลียร์อย่างแน่นอน และในขณะที่ทั้งสหรัฐและรัสเซียดูเหมือนจะเพ่งเล็งไปที่กองกำลังนิวเคลียร์ของกันและกัน

• พร้อมเสริมว่าหากเรารวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ มุมมองและการประมาณการของผู้เชี่ยวชาญ เราสามารถเริ่มเห็นภาพคร่าวๆ ว่าสงครามนิวเคลียร์มีความน่าจะเป็นมากน้อยเพียงใด ซึ่งโรดริเกซระบุว่าโอกาสที่จะเกิดสงครามนิวเคลียร์บนโลกอยู่ที่ประมาณ 1.1% ในแต่ละปี ส่วนสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐและรัสเซียมีโอกาสเกิดขึ้นราว 0.38% ต่อปี

• Great Power Conflict Report โครงการศึกษาประวัติศาสตร์ศตวรรษที่ 21 ซึ่งเผยแพร่ในปี 2015 ขอให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงแห่งชาติ 50 คนจากทั่วโลกประเมินความน่าจะเป็นในการเกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐและรัสเซีย โดยพบว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าความน่าจะเป็นอยู่ที่ประมาณ 4.72% หรือ 0.24% ต่อปี

• นอกจากสงครามนิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นโดยเจตนาแล้ว โรดริเกซยังได้พูดถึงสงครามโดยบังเอิญหรือไม่ได้ตั้งใจให้เกิดสงคราม โดยนับตั้งแต่มีการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นเกิดอุบัติเหตุหลายครั้ง อุปกรณ์ทำงานผิดปกติ และความผิดพลาดขิงมนุษย์ที่ทำให้โลกเข้าใกล้สงครามนิวเคลียร์ ตัวอย่างเช่นในปี 1961 เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ที่บรรทุกหัวรบนิวเคลียร์ 2 หัวเกิดแตกออกจากกันกลางอากาศเหนือเมืองงโกลด์สโบโร รัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา “จึงไม่ยากที่จะจินตนาการว่าความผิดพลาดของมนุษย์หรือเทคโนโลยีอาจนำเราไปสู่สงคราม” บทความระบุ

Photo by Science and Global Security

จีนเตือนอเมริกันอย่าคิดตั้ง NATO เวอร์ชันใหม่ในเอเชีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677508

วันที่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 19:35 น.จีนเตือนอเมริกันอย่าคิดตั้ง NATO เวอร์ชันใหม่ในเอเชีย

ขณะที่ไต้หวันกล่าวว่ายูเครนคือแรงบันดาลใจในการต่อสู้ให้กับตน

สำนักข่าว Bloomberg และ RT รายงานว่า หวางอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน กล่าวว่าว่าเป้าหมายที่แท้จริงของยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกคือการจัดตั้ง NATO เวอร์ชันใหม่ในเอเชีย โดยเตือนทำเนียบขาวว่าความพยายามใดๆ ที่จะทำเช่นนั้นจะถูกขัดขวาง

“เอเชียแปซิฟิกเป็นดินแดนแห่งความหวังสำหรับความร่วมมือและการพัฒนา ไม่ใช่กระดานหมากรุกสำหรับการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์” หวางอี้กล่าวนอกรอบการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติครั้งที่ 13 เมื่อวันจันทร์

จากการรายงานของ RT หวางอี้ยังอ้างว่าแนวทางของอเมริกาคิดแต่จะครอบงำ”การเมืองแบบกลุ่ม” ในภูมิภาค ซึ่งจีนเชื่อว่าจะบ่อนทำลายสหภาพการเมืองและเศรษฐกิจของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่มีอยู่แล้ว

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโจ ไบเดนแห่งสหรัฐประกาศเชิญผู้นำอาเซียนไปร่วมประชุมที่วอชิงตันในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้ โดย Reuters รายงานว่า การประชุมสุดยอดทำเนียบขาว เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของสหรัฐฯ ในการเพิ่มการมีส่วนร่วมกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่วอชิงตันเห็นว่ามีความสำคัญต่อความพยายามที่จะต่อต้านอำนาจของจีนที่กำลังขยายตัว

Bloomberg รายงานว่า ประเด็นความพยายามของสหรัฐฯ ในการเสริมสร้างเครือข่ายพันธมิตรในเอเชียเป็นหนึ่งในหลายประเด็นที่หวางยกขึ้นในการบรรยายสรุปเกือบ 2 ชั่วโมงต่อสภาประชาชนแห่งชาติในกรุงปักกิ่ง โดยหวางอี้ได้พาดพิงถึงสหรัฐฯ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็นต้นตอของปัญหากับประเทศต่างๆ ทั่วโลก และที่จีนคัดค้านมากที่สุดคือการขยายความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ กับไต้หวัน

“เรื่องนี้ไม่เพียงแต่จะผลักดันไต้หวันให้เข้าสู่สถานการณ์ที่ล่อแหลม แต่ยังจะนำมาซึ่งผลที่ฝ่ายสหรัฐฯ ไม่อาจแบกรับได้” หวางอี้กล่าว และเสริมว่า “ในที่สุดไต้หวันจะกลับมาสู่อ้อมแขนของ มาตุภูมิ” จากกรายงานของ Bloomberg

วันเดียวกันนั้น Reuters รายงานว่า โจเซฟ อู๋ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันกล่าวว่าชาวยูเครนที่ต่อสู้กับผู้รุกรานชาวรัสเซียได้สร้างแรงบันดาลใจให้ชาวไต้หวัน

อู๋กล่าวในการแถลงข่าวประกาศบริจาคเงินหลายล้านดอลลาร์เพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวยูเครนว่า “แม้จะเผชิญความยากลำบากอย่างใหญ่หลวง แต่รัฐบาลและประชาชนของยูเครนก็ต่อสู้กันอย่างกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวอย่างมาก”

“ให้ผมพูดจากก้นบึ้งของหัวใจ คุณมอบรับแรงบันดาลใจให้ชาวไต้หวันที่กำลังเผชิญกับภัยคุกคามและการบีบบังคับจากอำนาจเผด็จการ”

REUTERS/Ryan Woo