Science Update : จีนเปิดใช้ ‘ห้องแล็บใต้ดินลึกสุด-ใหญ่สุด’ ในโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774221

Science Update : จีนเปิดใช้ ‘ห้องแล็บใต้ดินลึกสุด-ใหญ่สุด’ ในโลก

Science Update : จีนเปิดใช้ ‘ห้องแล็บใต้ดินลึกสุด-ใหญ่สุด’ ในโลก

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

จีนเปิดใช้งานห้องปฏิบัติการทางฟิสิกส์ ซึ่งตั้งอยู่ลึกลงไปใต้ดิน 2,400 เมตร ในมณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 ธ.ค. โดยห้องปฏิบัติการแห่งนี้ถือเป็นห้องปฏิบัติการใต้ดินขนาดใหญ่ที่สุดและตั้งอยู่ลึกมากที่สุดในโลก คณะนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าห้องปฏิบัติการใต้ดินแห่งนี้จะเป็นพื้นที่สะอาด สำหรับการแสวงหาสสารที่มองไม่เห็น หรือสสารมืด (dark matter) โดยการตั้งอยู่ลึกลงไปใต้ดินอย่างมากจะช่วยสกัดกั้นรังสีคอสมิกส่วนใหญ่ที่เป็นอุปสรรคต่อการสังเกตการณ์

ห้องปฏิบัติการใต้ดินลึกและรังสีพื้นหลังต่ำพิเศษสำหรับการทดลองทางฟิสิกส์แนวหน้า(DURF) ตั้งอยู่ข้างใต้ภูเขาจิ่นผิง แคว้นปกครองตนเองเหลียงซาน กลุ่มชาติพันธุ์อี๋ ของเสฉวนมีความจุของห้องรวม 330,000 ลูกบาศก์เมตร จัดเป็นระยะที่ 2 ของห้องปฏิบัติการใต้ดินจิ่นผิงแห่งประเทศจีน เริ่มต้นก่อสร้างเดือนธันวาคม 2020 ร่วมสร้างโดยมหาวิทยาลัยชิงหัวและบริษัท ยาหลง ริเวอร์ ไฮโดรพาวเวอร์ เดเวลอปเมนต์

ห้องปฏิบัติการฯ นี้มีจุดเด่นหลายประการ ทั้งปริมาณรังสีคอสมิกต่ำพิเศษ รังสีในสิ่งแวดล้อมต่ำมาก ความเข้มข้นของเรดอนต่ำมาก และพื้นที่สะอาดพิเศษ ซึ่งเกื้อหนุนการตรวจจับสสารมืด

ทั้งนี้ คณะนักวิทยาศาสตร์อนุมานว่าสสารที่มองเห็นได้คิดเป็นเพียงราวร้อยละ 5 ของจักรวาล ขณะสสารมืดและพลังงานมืดคิดเป็นราวร้อยละ 95 ของจักรวาล

Science Update : เตือนพายุแม่เหล็กระดับ G3 กระทบโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772900

Science Update : เตือนพายุแม่เหล็กระดับ G3 กระทบโลก

Science Update : เตือนพายุแม่เหล็กระดับ G3 กระทบโลก

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NOAA เผยว่า พบการระเบิดหลายครั้งบนดวงอาทิตย์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดการระเบิดของพลาสมา 4 ครั้งจากโคโรนาของดวงอาทิตย์มายังโลก การระเบิดเหล่านี้รู้จักกันในชื่อการดีดมวลโคโรนา หรือ CMEs ซึ่งสามารถรวมตัวกันเป็น CME ขนาดใหญ่พิเศษที่สามารถก่อให้เกิดพายุแม่เหล็กโลกที่รุนแรงและแสงออโรร่าที่มองเห็นได้ทางตอนเหนือของสหรัฐฯ และยุโรป

กิจกรรมเปลวสุริยะ (solar flare) ที่ทรงพลังนี้ ทำให้เกิดการปะทุของพลาสมาที่ร้อนจัดที่เรียกว่า CME ดีดมวลโคโรนามายังโลก ในระดับรุนแรง G3 หรือระดับ3 อาจทำให้เกิดปัญหาเป็นระยะๆ กับการนำทางด้วยความถี่ต่ำและการนำทางด้วยดาวเทียม การลากที่เพิ่มขึ้นสำหรับดาวเทียมที่โคจรรอบต่ำ และอาจต้องใช้ระบบไฟฟ้าบางอย่างเพื่อทำการปรับแรงดันไฟฟ้า

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า อาจมีการปะทุของพายุสุริยะอีกจำนวนมาก และอาจอยู่ในระดับที่รุนแรงที่สุด จนรบกวนสนามแม่เหล็กโลก

Science Update : พบออกซิเจนในชั้นบรรยากาศดาวศุกร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771453

Science Update : พบออกซิเจนในชั้นบรรยากาศดาวศุกร์

Science Update : พบออกซิเจนในชั้นบรรยากาศดาวศุกร์

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา และศูนย์การบินและอวกาศเยอรมนี เปิดเผยข้อมูลใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับดาวศุกร์ หลังจากใช้เครื่องมือบนหอดูดาวโซเฟีย ซึ่งเป็นเครื่องบินโบอิ้ง 747 SP ที่ติดตั้งกล้องโทรทรรศน์อินฟราเรดไว้ ได้ตรวจพบออกซิเจนในชั้นบรรยากาศดาวศุกร์โดยตรงเป็นครั้งแรก โดยพบในด้านที่ดาวศุกร์ หันหน้าไปทางดวงอาทิตย์ ซึ่งออกซิเจนถูกผลิตขึ้นมาจริงในชั้นบรรยากาศบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้ ยังพบออกซิเจนด้านที่ดาวศุกร์หันหน้าออกจากดวงอาทิตย์ด้วย

นักวิจัยของนาซาระบุว่า ออกซิเจนถูกสร้างขึ้นบนฝั่งกลางวัน โดยรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ ซึ่งสลายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ และคาร์บอนมอนอกไซด์เป็นอะตอมออกซิเจน และสารเคมีอื่นๆ จากนั้นออกซิเจนบางส่วนจะถูกลมพัดพาไปยังด้านกลางคืนของดาวศุกร์

Science Update : เตรียมทดลอง ให้กำเนิดมนุษย์บนอวกาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/770051

Science Update : เตรียมทดลอง ให้กำเนิดมนุษย์บนอวกาศ

Science Update : เตรียมทดลอง ให้กำเนิดมนุษย์บนอวกาศ

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สเปซบอร์น ยูไนเต็ด บริษัทวิจัยด้านอวกาศสัญชาติเนเธอร์แลนด์ กำลังค้นคว้าและวิจัยครั้งสำคัญ เกี่ยวกับการสร้างตัวอ่อนสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก ที่อาจนำไปสู่การให้กำเนิดมนุษย์คนแรกในอวกาศ ด้วยการส่งกระสวยอวกาศขึ้นสู่วงโคจร ภายในบรรจุแผ่นดิสก์ที่ผสมเซลล์เอาไว้ด้วยกันจนเกิดการปฏิสนธิเป็นตัวอ่อน จากนั้นนำตัวอ่อนที่ได้เข้าสู่กระบวนการแช่เยือกแข็งด้วยสารไครโอเจนเพื่อชะลอการเจริญเติบโตของตัวอ่อน แล้วนำเอาตัวอ่อนที่มีการปฏิสนธิแล้วกลับมาเพื่อให้ถือกำเนิดบนโลก ถือเป็นบริษัทเดียวในโลกที่ทำการทดลองลักษณะนี้

ซีอีโอของสเปซบอร์น ยูไนเต็ด บอกว่าการทดลองนี้สำคัญต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติในอนาคต เนื่องจากมนุษย์อาจจะต้องอพยพโยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานบนดาวอื่นนอกโลกในอนาคตข้างหน้า จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีทดลองและเรียนรู้เรื่องของการเพิ่มจำนวนประชากรมนุษย์จากนอกโลกหรือบนอวกาศ ซึ่งเป็นความท้าทายและละเอียดอ่อนอย่างมาก นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องความถูกต้องทางศีลธรรมมาเกี่ยวข้องด้วย เพราะการปฏิสนธิจนเกิดตัวอ่อนเกิดขึ้นนอกโลกบนอวกาศที่มีสภาพแวดล้อมสุดขั้วและอันตราย โดยเฉพาะจากรังสีต่าง ๆ ที่มีความเข้นข้นรุนแรงกว่าบนโลกหลายเท่า อีกทั้งแรงโน้มถ่วงนอกโลกยังมากมายมหาศาล ซึ่งอาจเป็นอันตรายหรือส่งผลรุนแรงต่อตัวอ่อนที่ทำการทดลอง

สำหรับการทดลองขั้นแรกที่จะเริ่มจากการใช้เซลล์ของหนูมีแผนจะเริ่มได้ในช่วงปลายปีหน้า จากนั้น ยังต้องใช้เวลาอีกราว 5-6 ปี กว่าจะสามารถเริ่มการทดลองกระบวนการปฏิสนธิจนเกิดตัวอ่อนของมนุษย์บนอวกาศ เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนอีกหลายขั้นตอน โดยเฉพาะการนำตัวอ่อนที่ผ่านการปฏิสนธิแล้วบนอวกาศกลับมาถือกำเนิดยังโลก เพราะยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการอนุญาตให้นำตัวอ่อนดังกล่าว กลับมาใส่ในมดลูกของมนุษย์เพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์และคลอดเป็นทารกออกมาได้หรือไม่

Science Update : นาซาเผยแผนที่ผืนน้ำโลกจากดาวเทียม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768641

Science Update : นาซาเผยแผนที่ผืนน้ำโลกจากดาวเทียม

Science Update : นาซาเผยแผนที่ผืนน้ำโลกจากดาวเทียม

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา เผยแพร่ภาพดาวเทียม พื้นผิวน้ำและมหาสมุทรทั่วโลก เป็นแผนที่ใหม่ ของระดับน้ำทะเลทั่วโลก ที่รวบรวมจากดาวเทียม SWOT ที่นาซาส่งเข้าสู่วงโคจรโลกเมื่อวันที่ 16 ธันวาคมปีที่แล้ว สำหรับภารกิจรับมือโลกร้อน นับเป็นแผนที่มหาสมุทรโลกที่ละเอียดที่สุด สามารถเห็นความลึกจากพื้นผิวของมหาสมุทร ตลอดจนทะเลสาบ และแหล่งน้ำจืดของโลก เป็นแผนที่ภาพเคลื่อนไหว ลงรายละเอียดทั้งระดับน้ำ โดยสีแดงและส้มคือพื้นที่ระดับน้ำสูงกว่าค่าเฉลี่ย และสีน้ำเงินคือพื้นที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ข้อมูลนี้จะอธิบายถึงกระแสน้ำในมหาสมุทร เช่น กระแสน้ำจากชายฝั่งต่างๆ และปรากฏการณ์เอลนีโญ

ข้อมูลนี้ถูกรวบรวมระหว่างวงโคจรวิทยาศาสตร์ 21 วันแรกของดาวเทียม SWOT ซึ่งเริ่มเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม และสิ้นสุดเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม เป็นภารกิจร่วมกันระหว่างนาซา และองค์การอวกาศฝรั่งเศส

ดาวเทียม SWOT โคจรรอบโลกที่ระดับความสูงประมาณ 857 กิโลเมตร วัดความสูงของน้ำมากกว่าร้อยละ 90 ของพื้นผิวโลก เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทั่วโลก ในภารกิจพัฒนาการวิจัยผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับโลกร้อน

Science Update : ยานลูซีถ่ายภาพดาวเคราะห์ลึกลับสำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767228

Science Update : ยานลูซีถ่ายภาพดาวเคราะห์ลึกลับสำเร็จ

Science Update : ยานลูซีถ่ายภาพดาวเคราะห์ลึกลับสำเร็จ

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งขาติของสหรัฐฯ หรือนาซา ยืนยันว่ายานอวกาศลูซี ประสบความสำเร็จในการบินผ่านดาวเคราะห์น้อยดินคิเนช (Dinkinesh)ตามเป้าหมายแล้ว นับเป็นการประสบความสำเร็จครั้งสำคัญในการเดินทางของยานลูซีเนื่องจากดินคิเนช เป็นดาวเคราะห์น้อยดวงแรกใน 10 ดวง ที่ยานอวกาศลูซีจะเดินทางไปเยือนในช่วง 12 ปีข้างหน้า นาซายืนยันด้วยว่า ลูซียังทำงานได้ปกติ ระบบและเครื่องยนต์สมบูรณ์มาก ล่าสุด ได้ถ่ายภาพของดินคิเนชมาแล้ว กำลังอยู่ระหว่างส่งข้อมูลกลับมายังโลก โดยลูซีได้ใช้เครื่องสร้างภาพสี กล้องความละเอียดสูง และสเปกโตรมิเตอร์อินฟราเรด ในภารกิจนี้

หลังจากนี้ ยานลูซีจะโคจรไปเฉียดใกล้ดาวเคราะห์น้อยอีก 2-3 ดวง ที่โคจรอยู่ในวงโคจรของดาวพฤหัสบดี ก่อนจะเข้าใกล้ดาวเคราะห์น้อยโทรจัน ที่เชื่อว่า เป็นโบราณวัตถุของระบบสุริยะ ที่อาจเป็นเศษซากส่วนหนึ่งของโลก ที่จะไขปริศนาจุดกำเนิดของโลกได้ เพราะเท่ากับว่าดาวเคราะห์น้อยโทรจันน่าจะมีอายุอย่างน้อย 4.6 พันล้านปี ซึ่งการศึกษาองค์ประกอบของดาวเคราะห์น้อยโทรจัน จะเปิดเผยความลับองค์ประกอบของโลก คาดว่าลูซีจะเข้าใกล้โทรจันได้ราว เดือนมีนาคม 2576

Science Update : ดาวอังคารเคยเอื้อต่อสิ่งมีชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765723

Science Update : ดาวอังคารเคยเอื้อต่อสิ่งมีชีวิต

Science Update : ดาวอังคารเคยเอื้อต่อสิ่งมีชีวิต

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะนักวิจัยแห่ง เพนน์ สเตท ยูนิเวอร์ซิตี ในรัฐเพนซิลเวเนียของสหรัฐฯ ศึกษาข้อมูลที่ยานสำรวจ คิวริออสซิตี ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือนาซา ที่เก็บได้ที่ปากปล่อง เกล บนดาวอังคาร สร้างโมเดลจำลองทางคอมพิวเตอร์เปรียบเทียบกับข้อมูลการสแกนชั้นของตะกอนดินใต้ท้องทะเลบริเวณอ่าวเม็กซิโกที่ได้มาจากบริษัทขุดเจาะน้ำมันเมื่อ 25 ปีก่อน จนค้นพบหลักฐานเพิ่มเติมที่นำไปสู่ความเข้าใจใหม่ที่ว่า ครั้งหนึ่ง เคยมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านทั่วดาวอังคาร หรืออาจมีแม่น้ำบนดาวอังคารมากกว่าเคยคิดกันไว้สังเกตได้จากสภาพพื้นผิวดาวอังคารที่มีลักษณะเป็นเนินและที่ราบต่ำสลับกัน

ทั้งนี้ หลักฐานเรื่องแม่น้ำบนดาวอังคาร เป็นที่รับรู้กันตั้งแต่ยานอวกาศลำแรกที่โคจรรอบดาวอังคาร คือ ยาน มาริเนอร์ 9 ได้ถ่ายภาพช่องทางน้ำของแม่น้ำที่เหือดแห้ง และที่ราบน้ำท่วมบนพื้นผิวดาวอังคาร และที่ผ่านมา ยานสำรวจดาวอังคารหลายลำ ยังพบหลักฐานทางแร่ธาตุในรูปของจาโรไซต์ หรือ แร่ที่มีองค์ประกอบของโปแตสเซียม เหล็ก และซัลเฟตซึ่งก่อตัวขึ้นในน้ำ และยังพบแนวสันปันน้ำซึ่งก่อตัวขึ้นจากตะกอนในพื้นที่ที่เคยเป็นเส้นทางน้ำของแม่น้ำอายุหลายพันล้านปีบนดาวอังคารด้วย หลักฐานเกี่ยวกับแม่น้ำที่ว่านี้ บ่งบอกว่าครั้งหนึ่งดาวอังคารเคยมีเงื่อนไขที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิต

Science Update : นาซาจ่อบิน ‘เฮลิคอปเตอร์อินเจนูอิตี’ ครั้งใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764338

Science Update : นาซาจ่อบิน ‘เฮลิคอปเตอร์อินเจนูอิตี’ ครั้งใหม่

Science Update : นาซาจ่อบิน ‘เฮลิคอปเตอร์อินเจนูอิตี’ ครั้งใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ นาซา (NASA)เผยว่า “อินเจนูอิตี” (Ingenuity) เฮลิคอปเตอร์สำรวจดาวอังคารของนาซา กำลังตั้งเป้าหมายทำการบินครั้งที่ 63 บนดาวอังคารในสัปดาห์นี้ โดยคาดการณ์ว่าเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวจะขึ้นบินราว 574 เมตร เป็นระยะเวลา 137 วินาที เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งของเครื่องในลานบินแห่งใหม่

จนถึงปัจจุบัน เฮลิคอปเตอร์ลำนี้ดำเนินการบินบนดาวอังคารเสร็จสิ้น 62 ครั้ง เป็นระยะเวลารวม 113 นาที และมีระยะทางทั้งหมด 13.9 กิโลเมตร

เฮลิคอปเตอร์อินเจนูอิตี ซึ่งถูกติดกับส่วนท้องยานสำรวจพื้นผิวเพอร์เซเวียแรนส์ (Perseverance) ได้ลงจอดบนหลุมอุกกาบาตเจซีโรของดาวอังคาร เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2021 โดยนาซาระบุว่าเฮลิคอปเตอร์ดังกล่าวถือเป็นการสาธิตเทคโนโลยีเพื่อทดสอบการบินด้วยพลังงานบนดาวเคราะห์ดวงอื่นครั้งแรก

ทั้งนี้ เฮลิคอปเตอร์อินเจนูอิตีถูกออกแบบให้บินได้นาน 90 วินาที เป็นระยะทางเกือบ 300 เมตรต่อครั้ง และสูงจากพื้นผิวราว 3-4.5 เมตร

Science Update : รูโหว่ชั้นโอโซนเกิดใหม่ ใหญ่มาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762829

Science Update : รูโหว่ชั้นโอโซนเกิดใหม่ ใหญ่มาก

Science Update : รูโหว่ชั้นโอโซนเกิดใหม่ ใหญ่มาก

วันอาทิตย์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ข้อมูลล่าสุดจากดาวเทียมคอเปอร์นิคัส เซนทิเนล (Copernicus Sentinel) ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) พบว่าเกิดรูโหว่ใหม่ขนาดยักษ์ในชั้นโอโซนของบรรยากาศโลก โดยรูโหว่นี้อยู่เหนือขั้วโลกใต้ มีพื้นที่ถึง 26 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าทวีปอเมริกาเหนือ และคิดเป็นสองเท่าของพื้นที่ทวีปแอนตาร์กติกาเอง เหล่านักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากเหตุภูเขาไฟใต้น้ำระเบิดที่ประเทศตองกา เมื่อช่วงต้นปี 2022

บรรยากาศชั้นโอโซนอยู่ที่ระดับความสูง 15-30 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก ประกอบไปด้วยโมเลกุลของก๊าซที่มีอะตอมของธาตุออกซิเจน 3 ตัว (O3) ซึ่งช่วยปกป้องสิ่งมีชีวิตบนโลกจากอันตรายของรังสีอัลตราไวโอเล็ต (ยูวี) จากดวงอาทิตย์

ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 มีการค้นพบรูโหว่ขนาดยักษ์ในชั้นโอโซนแถบขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ ทำให้ประชาคมโลกร่วมกันทำอนุสัญญาห้ามการใช้สารซีเอฟซี (Chlorofluorocarbons – CFCs) ซึ่งส่งผลให้รูโหว่ในชั้นโอโซนบางแห่งปิดตัวและหลายแห่งมีขนาดเล็กลง แต่มวลอากาศเย็นของฤดูหนาวในแต่ละปี ทำให้เกิดเมฆบางชนิดที่ทำลายก๊าซโอโซนได้จนในปัจจุบันยังคงเกิดรูโหว่ตามฤดูกาลในชั้นโอโซนเหนือขั้วโลกทั้งสองแห่งอยู่

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า การเกิดรูโหว่ยักษ์ในชั้นโอโซนตามฤดูกาลเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่น่าวิตก และมันน่าจะปิดลงได้เองภายในเวลาอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ส่วนแนวโน้มการเยียวยารูโหว่ในชั้นโอโซนทั่วโลกนั้น หากปริมาณของสารซีเอฟซีที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศยังคงต่ำอยู่เช่นนี้ คาดว่ารูโหว่จะปิดตัวลงได้อย่างสมบูรณ์ในปี 2050

Science Update : เขา ‘มองบลังค์’ ความสูงลดลง 2 เมตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761506

Science Update : เขา ‘มองบลังค์’ ความสูงลดลง 2 เมตร

Science Update : เขา ‘มองบลังค์’ ความสูงลดลง 2 เมตร

วันอาทิตย์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักวิจัยฝรั่งเศสและทีมผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิศาสตร์ แถลงข่าวในเมืองชาโมนิกซ์ ในเทือกเขาแอลป์ของฝรั่งเศสว่า ยอดเขามองบลังค์ (Mont Blanc) ในฝรั่งเศส ภูเขาที่สูงที่สุดในเทือกเขาแอลป์ และเป็นยอดเขาสูงที่สุดในยุโรปตะวันตก ความสูงลดลงมากกว่า 2 เมตรในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะนี้ ภูเขาลูกนี้มีความสูง 4,805.59 เมตร (1,5766.37 ฟุต) ลดลงจากการวัดครั้งล่าสุด ที่ 4,807.81 เมตร(1,5773.65 ฟุต) ในเดือนกันยายน 2564 ขณะนี้ขึ้นอยู่กับนักอุตุนิยมวิทยา, นักธรณีวิทยา และนักวิทยาศาสตร์อื่นๆ ที่จะพิจารณาข้อมูลที่รวบรวมและเสนอทฤษฎีทั้งหมดเพื่ออธิบายปรากฏการณ์นี้ แต่การหดตัวอาจมีสาเหตุมาจากฝนตกน้อยในช่วงฤดูร้อนนี้

ในขณะที่ทั่วโลกตื่นตระหนกเรื่องธารน้ำแข็งที่กำลังละลาย, ความสูงอย่างเป็นทางการของยอดเขามองบลังค์ ก็ลดลงอย่างต่อเนื่องมานานกว่าทศวรรษ โดยในปี 2550 ความสูงอยู่ที่4,810.90 เมตร (15,783.79 ฟุต) เช่นเดียวกับธารน้ำแข็งในสวิตเซอร์แลนด์ ที่ประสบปัญหาอัตราการละลายที่เลวร้ายที่สุดเป็นอันดับสองในปีนี้ หลังจากที่ละลายเป็นประวัติการณ์ในปี 2565โดยปริมาณโดยรวมลดลงร้อยละ 10 ในช่วงสองปีที่ผ่านมา

ยอดเขามองบลังค์ ฉายา “หลังคายุโรป” ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวระหว่าง 20,000-30,000 คน พยายามไปเที่ยวเที่ยวปีนเขาลูกนี้ แต่เส้นทางปีนเขาที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ถูกจำกัดนักปีนเขา 214 คนต่อวันเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัด