Science Update : เปรูขึ้นแท่น ประเทศมีนกมากที่สุดในโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/779148

Science Update : เปรูขึ้นแท่น ประเทศมีนกมากที่สุดในโลก

Science Update : เปรูขึ้นแท่น ประเทศมีนกมากที่สุดในโลก

วันอาทิตย์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

แหล่งข่าวทางการเปรู เปิดเผยข้อมูลในสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า โครงการร่วมของสำนักงานแห่งชาติปกป้องเขตธรรมชาติโดยรัฐ หรือ SERNANP, คณะกรรมการบันทึกนกเปรู หรือ CRAP, ชุมชนวิทยาศาสตร์ และภาคเอกชน บันทึกสายพันธุ์นกในประเทศได้มากถึง 1,897 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้ เป็นสายพันธุ์ที่พบได้เฉพาะในเปรูเพียงแห่งเดียวเท่านั้นถึงกว่า 120 สายพันธุ์ ส่งผลให้เปรู กลายเป็นประเทศที่มีความหลากหลายสายพันธุ์ของนกชนิดต่างๆ มากที่สุดในโลก แซงหน้าแชมป์เก่าอย่างโคลอมเบีย ประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีนกสายพันธุ์ต่างๆ 1,869 สายพันธุ์ ส่วนอันดับ 3 เป็นของบราซิล อีกหนึ่งประเทศในอเมริกาใต้ มีนกทั้งหมด 1,859 สายพันธุ์

ตามข้อมูลของ เฟอร์นันโด อังกูโล ประธานสหภาพปักษีวิทยาแห่งเปรูและสมาชิกคณะกรรมการบันทึกนกเปรู จะต้องส่งหลักฐานสายพันธุ์ใหม่ของนกไปยังคณะกรรมการนกในอเมริกาใต้ หรือ SACC เพื่อตรวจสอบและอนุมัติต่อไป

Science Update : จีนส่งดาวเทียมทดลองวิทยาศาสตร์ 3 ดวงขึ้นสู่อวกาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/778090

Science Update : จีนส่งดาวเทียมทดลองวิทยาศาสตร์ 3 ดวงขึ้นสู่อวกาศ

Science Update : จีนส่งดาวเทียมทดลองวิทยาศาสตร์ 3 ดวงขึ้นสู่อวกาศ

วันอาทิตย์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศูนย์ปล่อยดาวเทียมไถ่หยวน ได้ส่งจรวดขนส่งลองมาร์ช-11 (Long March-11)เพื่อนำดาวเทียมทดลองทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศดวงใหม่ทั้ง 3 ดวง ขึ้นสู่วงโคจร จากฐานปล่อยดาวเทียมกลางทะเล นอกชายฝั่งหยางเจียง มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของประเทศ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ดาวเทียมทั้ง 3 ดวงนี้ อยู่ในกลุ่มดาวเทียมสือเยี่ยน-24 ซี (Shiyan-24C) ซึ่งจะใช้เพื่อการทดลองทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านอวกาศเป็นหลัก สำหรับจรวดขนส่งลองมาร์ช นั้น นี่เป็นภารกิจครั้งที่ 503 ของจรวดรุ่นนี้แล้ว

ในวันเดียวกัน จีนยังได้ส่งดาวเทียมอีก 2 ดวงขึ้นสู่วงโคจรด้วย เป็นดาวเทียมดวงที่ 57 และ 58 ของระบบดาวเทียมนำร่อง เป่ยโต๋ว-3 โดยศูนย์ปล่อยดาวเทียมซีชาง ในมณฑลเสฉวน เป็นผู้ปล่อยดาวเทียมทั้งสองดวงเมื่อเวลา 11.26 น. ของวันอังคารที่ผ่านมา โดยใช้จรวดขนส่งลองมาร์ชเช่นกัน นับเป็นภารกิจครั้งที่ 504ของลองมาร์ช

นักวิทยาศาสตร์ของจีนคาดหวังจะให้ระบบดาวเทียมนำร่องเป่ยโต๋ว-3 นี้ เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาด้านอวกาศตามที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำประเทศ เคยตั้งเป้าว่าต้องการให้ระบบมีความครอบคลุม บูรณาการ และชาญฉลาดมากขึ้น

Science Update : สายน้ำที่ดำมืดที่สุดในโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776865

Science Update : สายน้ำที่ดำมืดที่สุดในโลก

Science Update : สายน้ำที่ดำมืดที่สุดในโลก

วันอาทิตย์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะนักวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยซูริค (ETH Zurich) สวิตเซอร์แลนด์ ได้ค้นพบแม่น้ำสีดำที่สุดในโลก คือ แม่น้ำรูกิ (Ruki River) ที่ไหลพาดผ่านประเทศคองโก ทวีปแอฟริกาในการสำรวจและเก็บข้อมูล นักวิทยาศาสตร์พบว่า บางช่วงของแม่น้ำรูกิ ที่ไหลใกล้กับเขตเอมบานดากา มีความดำสนิทมาก ถึงขั้นที่เมื่อจุ่มมือลงไปในน้ำแล้ว ไม่สามารถเห็นมือที่อยู่ตรงหน้าได้

สาเหตุที่ทำให้แม่น้ำแห่งนี้มีน้ำสีดำสนิท เนื่องจากระดับของอินทรียวัตถุที่อุดมไปด้วยคาร์บอนละลายในน้ำในปริมาณที่สูงมาก โดยมาจากป่าดิบชื้นโดยรอบ เช่น ใบไม้ กิ่งไม้ที่เน่าเปื่อย และซากสัตว์ที่ไหลลงมายังแม่น้ำจนเกิดการหมักหมม ประกอบกับภูมิศาสตร์ที่มีสภาพพื้นที่ตั้งเป็นพื้นดินราบเรียบ ทำให้เมื่อฝนตกน้ำจะขังและหมักหมมสารอินทรีย์ต่างๆ เพิ่มมากขึ้นไปอีก

การค้นพบในครั้งนี้ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Limnology and Oceanography ที่ได้เผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า แม่น้ำรูกิมีสัดส่วนเพียง 5% ของลุ่มน้ำคองโก แต่ปริมาณคาร์บอนที่ละลายอยู่ในลุ่มน้ำคองโกทั้งหมด มาจากแม่น้ำรูกิถึง 20% และความมืดของแม่น้ำแห่งนี้ทำให้แม่น้ำมีระบบนิเวศที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของปลาหลากหลายสายพันธุ์ซึ่งหลายชนิดไม่มีที่ไหนเลย

Science Update : พื้นผิวดวงจันทร์กำลังเปลี่ยนไปเพราะน้ำมือมนุษย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/775534

Science Update : พื้นผิวดวงจันทร์กำลังเปลี่ยนไปเพราะน้ำมือมนุษย์

Science Update : พื้นผิวดวงจันทร์กำลังเปลี่ยนไปเพราะน้ำมือมนุษย์

วันอาทิตย์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มนุษย์ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทำลายล้างโลกมากที่สุด จนนักวิทย์คาดการณ์ว่า โลกอาจเข้าสู่ยุคสมัย “แอนโทรโพซีน” (Anthropocene) หรือยุคที่โลกเกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งทางธรณีวิทยา บรรยากาศ และชีววิทยา ที่มีสาเหตุมาจากฝีมือมนุษย์ ล่าสุด นักวิจัยกลุ่มหนึ่งออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้ ดวงจันทร์ก็กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงเพราะน้ำมือมนุษย์เช่นกัน ทำให้ยุคทางธรณีวิทยาใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นบนดวงจันทร์แล้ว ให้ชื่อว่า “ลูนาร์แอนโทรโพซีน” (Lunar Anthropocene)

จัสติน โฮลโคมบ์ นักวิจัยด้านโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยแคนซัส หนึ่งในทีมวิจัย กล่าวว่า นับตั้งแต่ปี 1959 ที่ยานอวกาศ ลูนา 2 (Luna 2) ของสหภาพโซเวียต เป็นวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นชิ้นแรกที่พุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์ และสร้างหลุมที่เหมือนหลุมอุกกาบาตขึ้น ต่างกันที่มันเป็นหลุมที่ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ของการเปลี่ยนแปลง และตลอดหลายปีที่ผ่านมา มนุษย์ได้ทิ้งสิ่งของต่างๆ ไว้บนพื้นผิวดวงจันทร์จำนวนมาก ทั้งรอยเท้า รางรถแลนด์โรเวอร์ลูกกอล์ฟ ธง หรือแม้กระทั่งถุงใส่อุจจาระของมนุษย์

ทีมวิจัยบอกว่า กิจกรรมของมนุษย์นี้มีความสำคัญมากกว่าที่ใครหลายคนคิด เพราะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงบนพื้นผิวดวงจันทร์ เช่น จากการชนของอุกกาบาต ร่องรอยหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นก็จะคงอยู่เป็นเวลานานมาก เนื่องจากดวงจันทร์ไม่มีชั้นบรรยากาศ ไม่มีการกัดเซาะของลมหรือฝน ผลกระทบใดๆ ที่มนุษย์ทำต่อพื้นผิวดวงจันทร์นั้น โดยทฤษฎีแล้วจะอยู่ถาวรตลอดไป

งานวิจัยนี้เกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสมเป็นพิเศษ เนื่องจากหลายประเทศทั่วโลกกำลังมีแผนภารกิจเดินทางไปยังดวงจันทร์จำนวนมากในอนาคตอันใกล้นี้ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวอวกาศ การขุดแร่บนดวงจันทร์ ตลอดจนความพยายามในการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์และสร้างฐานขึ้นที่นั่น

Science Update : จีนเปิดใช้ ‘ห้องแล็บใต้ดินลึกสุด-ใหญ่สุด’ ในโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774221

Science Update : จีนเปิดใช้ ‘ห้องแล็บใต้ดินลึกสุด-ใหญ่สุด’ ในโลก

Science Update : จีนเปิดใช้ ‘ห้องแล็บใต้ดินลึกสุด-ใหญ่สุด’ ในโลก

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

จีนเปิดใช้งานห้องปฏิบัติการทางฟิสิกส์ ซึ่งตั้งอยู่ลึกลงไปใต้ดิน 2,400 เมตร ในมณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 ธ.ค. โดยห้องปฏิบัติการแห่งนี้ถือเป็นห้องปฏิบัติการใต้ดินขนาดใหญ่ที่สุดและตั้งอยู่ลึกมากที่สุดในโลก คณะนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าห้องปฏิบัติการใต้ดินแห่งนี้จะเป็นพื้นที่สะอาด สำหรับการแสวงหาสสารที่มองไม่เห็น หรือสสารมืด (dark matter) โดยการตั้งอยู่ลึกลงไปใต้ดินอย่างมากจะช่วยสกัดกั้นรังสีคอสมิกส่วนใหญ่ที่เป็นอุปสรรคต่อการสังเกตการณ์

ห้องปฏิบัติการใต้ดินลึกและรังสีพื้นหลังต่ำพิเศษสำหรับการทดลองทางฟิสิกส์แนวหน้า(DURF) ตั้งอยู่ข้างใต้ภูเขาจิ่นผิง แคว้นปกครองตนเองเหลียงซาน กลุ่มชาติพันธุ์อี๋ ของเสฉวนมีความจุของห้องรวม 330,000 ลูกบาศก์เมตร จัดเป็นระยะที่ 2 ของห้องปฏิบัติการใต้ดินจิ่นผิงแห่งประเทศจีน เริ่มต้นก่อสร้างเดือนธันวาคม 2020 ร่วมสร้างโดยมหาวิทยาลัยชิงหัวและบริษัท ยาหลง ริเวอร์ ไฮโดรพาวเวอร์ เดเวลอปเมนต์

ห้องปฏิบัติการฯ นี้มีจุดเด่นหลายประการ ทั้งปริมาณรังสีคอสมิกต่ำพิเศษ รังสีในสิ่งแวดล้อมต่ำมาก ความเข้มข้นของเรดอนต่ำมาก และพื้นที่สะอาดพิเศษ ซึ่งเกื้อหนุนการตรวจจับสสารมืด

ทั้งนี้ คณะนักวิทยาศาสตร์อนุมานว่าสสารที่มองเห็นได้คิดเป็นเพียงราวร้อยละ 5 ของจักรวาล ขณะสสารมืดและพลังงานมืดคิดเป็นราวร้อยละ 95 ของจักรวาล

Science Update : เตือนพายุแม่เหล็กระดับ G3 กระทบโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772900

Science Update : เตือนพายุแม่เหล็กระดับ G3 กระทบโลก

Science Update : เตือนพายุแม่เหล็กระดับ G3 กระทบโลก

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NOAA เผยว่า พบการระเบิดหลายครั้งบนดวงอาทิตย์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดการระเบิดของพลาสมา 4 ครั้งจากโคโรนาของดวงอาทิตย์มายังโลก การระเบิดเหล่านี้รู้จักกันในชื่อการดีดมวลโคโรนา หรือ CMEs ซึ่งสามารถรวมตัวกันเป็น CME ขนาดใหญ่พิเศษที่สามารถก่อให้เกิดพายุแม่เหล็กโลกที่รุนแรงและแสงออโรร่าที่มองเห็นได้ทางตอนเหนือของสหรัฐฯ และยุโรป

กิจกรรมเปลวสุริยะ (solar flare) ที่ทรงพลังนี้ ทำให้เกิดการปะทุของพลาสมาที่ร้อนจัดที่เรียกว่า CME ดีดมวลโคโรนามายังโลก ในระดับรุนแรง G3 หรือระดับ3 อาจทำให้เกิดปัญหาเป็นระยะๆ กับการนำทางด้วยความถี่ต่ำและการนำทางด้วยดาวเทียม การลากที่เพิ่มขึ้นสำหรับดาวเทียมที่โคจรรอบต่ำ และอาจต้องใช้ระบบไฟฟ้าบางอย่างเพื่อทำการปรับแรงดันไฟฟ้า

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า อาจมีการปะทุของพายุสุริยะอีกจำนวนมาก และอาจอยู่ในระดับที่รุนแรงที่สุด จนรบกวนสนามแม่เหล็กโลก

Science Update : พบออกซิเจนในชั้นบรรยากาศดาวศุกร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771453

Science Update : พบออกซิเจนในชั้นบรรยากาศดาวศุกร์

Science Update : พบออกซิเจนในชั้นบรรยากาศดาวศุกร์

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา และศูนย์การบินและอวกาศเยอรมนี เปิดเผยข้อมูลใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับดาวศุกร์ หลังจากใช้เครื่องมือบนหอดูดาวโซเฟีย ซึ่งเป็นเครื่องบินโบอิ้ง 747 SP ที่ติดตั้งกล้องโทรทรรศน์อินฟราเรดไว้ ได้ตรวจพบออกซิเจนในชั้นบรรยากาศดาวศุกร์โดยตรงเป็นครั้งแรก โดยพบในด้านที่ดาวศุกร์ หันหน้าไปทางดวงอาทิตย์ ซึ่งออกซิเจนถูกผลิตขึ้นมาจริงในชั้นบรรยากาศบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้ ยังพบออกซิเจนด้านที่ดาวศุกร์หันหน้าออกจากดวงอาทิตย์ด้วย

นักวิจัยของนาซาระบุว่า ออกซิเจนถูกสร้างขึ้นบนฝั่งกลางวัน โดยรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ ซึ่งสลายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ และคาร์บอนมอนอกไซด์เป็นอะตอมออกซิเจน และสารเคมีอื่นๆ จากนั้นออกซิเจนบางส่วนจะถูกลมพัดพาไปยังด้านกลางคืนของดาวศุกร์

Science Update : เตรียมทดลอง ให้กำเนิดมนุษย์บนอวกาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/770051

Science Update : เตรียมทดลอง ให้กำเนิดมนุษย์บนอวกาศ

Science Update : เตรียมทดลอง ให้กำเนิดมนุษย์บนอวกาศ

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สเปซบอร์น ยูไนเต็ด บริษัทวิจัยด้านอวกาศสัญชาติเนเธอร์แลนด์ กำลังค้นคว้าและวิจัยครั้งสำคัญ เกี่ยวกับการสร้างตัวอ่อนสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก ที่อาจนำไปสู่การให้กำเนิดมนุษย์คนแรกในอวกาศ ด้วยการส่งกระสวยอวกาศขึ้นสู่วงโคจร ภายในบรรจุแผ่นดิสก์ที่ผสมเซลล์เอาไว้ด้วยกันจนเกิดการปฏิสนธิเป็นตัวอ่อน จากนั้นนำตัวอ่อนที่ได้เข้าสู่กระบวนการแช่เยือกแข็งด้วยสารไครโอเจนเพื่อชะลอการเจริญเติบโตของตัวอ่อน แล้วนำเอาตัวอ่อนที่มีการปฏิสนธิแล้วกลับมาเพื่อให้ถือกำเนิดบนโลก ถือเป็นบริษัทเดียวในโลกที่ทำการทดลองลักษณะนี้

ซีอีโอของสเปซบอร์น ยูไนเต็ด บอกว่าการทดลองนี้สำคัญต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติในอนาคต เนื่องจากมนุษย์อาจจะต้องอพยพโยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานบนดาวอื่นนอกโลกในอนาคตข้างหน้า จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีทดลองและเรียนรู้เรื่องของการเพิ่มจำนวนประชากรมนุษย์จากนอกโลกหรือบนอวกาศ ซึ่งเป็นความท้าทายและละเอียดอ่อนอย่างมาก นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องความถูกต้องทางศีลธรรมมาเกี่ยวข้องด้วย เพราะการปฏิสนธิจนเกิดตัวอ่อนเกิดขึ้นนอกโลกบนอวกาศที่มีสภาพแวดล้อมสุดขั้วและอันตราย โดยเฉพาะจากรังสีต่าง ๆ ที่มีความเข้นข้นรุนแรงกว่าบนโลกหลายเท่า อีกทั้งแรงโน้มถ่วงนอกโลกยังมากมายมหาศาล ซึ่งอาจเป็นอันตรายหรือส่งผลรุนแรงต่อตัวอ่อนที่ทำการทดลอง

สำหรับการทดลองขั้นแรกที่จะเริ่มจากการใช้เซลล์ของหนูมีแผนจะเริ่มได้ในช่วงปลายปีหน้า จากนั้น ยังต้องใช้เวลาอีกราว 5-6 ปี กว่าจะสามารถเริ่มการทดลองกระบวนการปฏิสนธิจนเกิดตัวอ่อนของมนุษย์บนอวกาศ เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนอีกหลายขั้นตอน โดยเฉพาะการนำตัวอ่อนที่ผ่านการปฏิสนธิแล้วบนอวกาศกลับมาถือกำเนิดยังโลก เพราะยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการอนุญาตให้นำตัวอ่อนดังกล่าว กลับมาใส่ในมดลูกของมนุษย์เพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์และคลอดเป็นทารกออกมาได้หรือไม่

Science Update : นาซาเผยแผนที่ผืนน้ำโลกจากดาวเทียม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768641

Science Update : นาซาเผยแผนที่ผืนน้ำโลกจากดาวเทียม

Science Update : นาซาเผยแผนที่ผืนน้ำโลกจากดาวเทียม

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา เผยแพร่ภาพดาวเทียม พื้นผิวน้ำและมหาสมุทรทั่วโลก เป็นแผนที่ใหม่ ของระดับน้ำทะเลทั่วโลก ที่รวบรวมจากดาวเทียม SWOT ที่นาซาส่งเข้าสู่วงโคจรโลกเมื่อวันที่ 16 ธันวาคมปีที่แล้ว สำหรับภารกิจรับมือโลกร้อน นับเป็นแผนที่มหาสมุทรโลกที่ละเอียดที่สุด สามารถเห็นความลึกจากพื้นผิวของมหาสมุทร ตลอดจนทะเลสาบ และแหล่งน้ำจืดของโลก เป็นแผนที่ภาพเคลื่อนไหว ลงรายละเอียดทั้งระดับน้ำ โดยสีแดงและส้มคือพื้นที่ระดับน้ำสูงกว่าค่าเฉลี่ย และสีน้ำเงินคือพื้นที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ข้อมูลนี้จะอธิบายถึงกระแสน้ำในมหาสมุทร เช่น กระแสน้ำจากชายฝั่งต่างๆ และปรากฏการณ์เอลนีโญ

ข้อมูลนี้ถูกรวบรวมระหว่างวงโคจรวิทยาศาสตร์ 21 วันแรกของดาวเทียม SWOT ซึ่งเริ่มเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม และสิ้นสุดเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม เป็นภารกิจร่วมกันระหว่างนาซา และองค์การอวกาศฝรั่งเศส

ดาวเทียม SWOT โคจรรอบโลกที่ระดับความสูงประมาณ 857 กิโลเมตร วัดความสูงของน้ำมากกว่าร้อยละ 90 ของพื้นผิวโลก เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทั่วโลก ในภารกิจพัฒนาการวิจัยผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับโลกร้อน

Science Update : ยานลูซีถ่ายภาพดาวเคราะห์ลึกลับสำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767228

Science Update : ยานลูซีถ่ายภาพดาวเคราะห์ลึกลับสำเร็จ

Science Update : ยานลูซีถ่ายภาพดาวเคราะห์ลึกลับสำเร็จ

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งขาติของสหรัฐฯ หรือนาซา ยืนยันว่ายานอวกาศลูซี ประสบความสำเร็จในการบินผ่านดาวเคราะห์น้อยดินคิเนช (Dinkinesh)ตามเป้าหมายแล้ว นับเป็นการประสบความสำเร็จครั้งสำคัญในการเดินทางของยานลูซีเนื่องจากดินคิเนช เป็นดาวเคราะห์น้อยดวงแรกใน 10 ดวง ที่ยานอวกาศลูซีจะเดินทางไปเยือนในช่วง 12 ปีข้างหน้า นาซายืนยันด้วยว่า ลูซียังทำงานได้ปกติ ระบบและเครื่องยนต์สมบูรณ์มาก ล่าสุด ได้ถ่ายภาพของดินคิเนชมาแล้ว กำลังอยู่ระหว่างส่งข้อมูลกลับมายังโลก โดยลูซีได้ใช้เครื่องสร้างภาพสี กล้องความละเอียดสูง และสเปกโตรมิเตอร์อินฟราเรด ในภารกิจนี้

หลังจากนี้ ยานลูซีจะโคจรไปเฉียดใกล้ดาวเคราะห์น้อยอีก 2-3 ดวง ที่โคจรอยู่ในวงโคจรของดาวพฤหัสบดี ก่อนจะเข้าใกล้ดาวเคราะห์น้อยโทรจัน ที่เชื่อว่า เป็นโบราณวัตถุของระบบสุริยะ ที่อาจเป็นเศษซากส่วนหนึ่งของโลก ที่จะไขปริศนาจุดกำเนิดของโลกได้ เพราะเท่ากับว่าดาวเคราะห์น้อยโทรจันน่าจะมีอายุอย่างน้อย 4.6 พันล้านปี ซึ่งการศึกษาองค์ประกอบของดาวเคราะห์น้อยโทรจัน จะเปิดเผยความลับองค์ประกอบของโลก คาดว่าลูซีจะเข้าใกล้โทรจันได้ราว เดือนมีนาคม 2576