Science Update : สหรัฐฯ ส่ง ‘นักบินอวกาศเอกชน’ ชุดที่ 3 สู่สถานีอวกาศ ISS

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/782013

Science Update : สหรัฐฯ ส่ง ‘นักบินอวกาศเอกชน’ ชุดที่ 3 สู่สถานีอวกาศ ISS

Science Update : สหรัฐฯ ส่ง ‘นักบินอวกาศเอกชน’ ชุดที่ 3 สู่สถานีอวกาศ ISS

วันอาทิตย์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2567, 07.30 น.

สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) และแอกเซียม สเปซ (Axiom Space) ปล่อยยานอวกาศภารกิจส่งนักบินอวกาศเอกชนชุดที่ 3 ไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ หรือไอเอสเอส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการเปิดการเข้าถึงอวกาศขององค์การการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา โดยภารกิจแอกเซียม มิชชัน 3 (Axiom Mission 3) หรือเอเอ็กซ์-3 (Ax-3) เป็นเที่ยวบินอวกาศเชิงพาณิชย์ภารกิจแรกที่มุ่งส่งนักบินอวกาศสัญชาติยุโรปทั้งหมดไปยังสถานีอวกาศดังกล่าว

ภารกิจนี้ประกอบด้วยนักบินอวกาศ 4 คน ได้แก่ ผู้บัญชาการภารกิจ ไมเคิล โลเปซ-อะเลเกรีย สัญชาติอเมริกัน และสเปน วอลเตอร์ วิลลาดี จากอิตาลีรับหน้าที่นักบิน รวมถึงอัลเปอร์ เกเซราฟชี จากตุรกี กับมาร์คัส แวนดท์ นักบินอวกาศโครงการองค์การอวกาศยุโรปจากสวีเดน ที่ทำหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญประจำภารกิจ ซึ่งปัจจุบันนักบินอวกาศทั้ง 4 ได้อยู่ในวงโคจรและกำลังมุ่งหน้าสู่สถานีอวกาศฯ เมื่อเทียบท่าแล้ว นักบินอวกาศจะใช้เวลา 14 วันในห้องปฏิบัติการที่โคจรอยู่เพื่อปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มรูปแบบ อาทิ การวิจัยสภาวะไร้น้ำหนักการสาธิตเทคโนโลยี และการเข้าไปมีส่วนร่วมในงานต่างๆ

แอกเซียม สเปซ ระบุว่าภารกิจนี้ถือเป็นโอกาสแห่งยุคใหม่สำหรับนานาประเทศในการเข้าร่วมประชาคมอวกาศระหว่างประเทศ และเข้าถึงวงโคจรระดับต่ำของโลกเพื่อเดินหน้าการสำรวจและการวิจัยในสภาวะไร้น้ำหนัก

Science Update : ทำไม ‘ฉี่’ ถึงเป็นสีเหลือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/780560

Science Update : ทำไม ‘ฉี่’ ถึงเป็นสีเหลือง

Science Update : ทำไม ‘ฉี่’ ถึงเป็นสีเหลือง

วันอาทิตย์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เรามักจะได้รับคำเตือนจากแพทย์ ให้คอยสังเกตสีปัสสาวะของตนเองให้ดี เพราะหากมันเริ่มปรากฏให้เห็นเป็นสีอื่น นอกจากสีเหลืองทองอร่ามตามธรรมชาติ นั่นคือสัญญาณบ่งชี้ว่ามีความผิดปกติในร่างกาย ซึ่งอาจจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บที่ร้ายแรงก็เป็นได้

ว่าแต่ทำไม ฉี่ถึงเป็นสีเหลือง?

เรื่องนี้ ทีมนักชีววิทยาระดับโมเลกุลจากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ และจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐฯ ได้ตีพิมพ์ผลการค้นพบล่าสุดว่าด้วยต้นตอของสีเหลืองในปัสสาวะ ลงเผยแพร่ในวารสาร Nature Microbiology ฉบับวันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยชี้ว่าเอนไซม์ บิลิรูบินรีดักเทส (bilirubin reductase) ซึ่งแบคทีเรียในลำไส้ผลิตขึ้น คือสาเหตุแท้จริงที่ทำให้ปัสสาวะมีสีเหลืองทองอย่างที่คุ้นเคยกัน เอนไซม์ดังกล่าวผลิตขึ้นโดยแบคทีเรียในตระกูล เฟอร์มิคิวเทส (Firmicutes) ซึ่งมีอยู่เป็นปริมาณมากและหนาแน่นยิ่งกว่าแบคทีเรียกลุ่มอื่นในลำไส้ของมนุษย์

ทีมผู้วิจัยยังตรวจสอบสภาพของจุลชีวนิเวศในลำไส้ กับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี 1,801 คน ซึ่งพบว่า 99.9% ของคนกลุ่มนี้ มียีนของแบคทีเรียที่สร้างเอนไซม์บิลิรูบิน รีดักเทส ในร่างกาย ขณะที่แค่ 68% ของผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือไอบีดี มียีนดังกล่าว และเพียง 40% ของทารกที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะดีซ่าน มียีนที่ทำให้ปัสสาวะเหลือง

ทีมผู้วิจัยระบุว่า พวกเขายังต้องศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมอีก เพื่อให้ทราบชัดถึงความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง ระหว่างการขาดแบคทีเรียตัวสร้างเอนไซม์ที่ทำให้ปัสสาวะเหลืองกับการเกิดโรคภัยต่างๆ เพื่อพัฒนาวิธีตรวจรักษาที่ดีขึ้นต่อไป

Science Update : เปรูขึ้นแท่น ประเทศมีนกมากที่สุดในโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/779148

Science Update : เปรูขึ้นแท่น ประเทศมีนกมากที่สุดในโลก

Science Update : เปรูขึ้นแท่น ประเทศมีนกมากที่สุดในโลก

วันอาทิตย์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

แหล่งข่าวทางการเปรู เปิดเผยข้อมูลในสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า โครงการร่วมของสำนักงานแห่งชาติปกป้องเขตธรรมชาติโดยรัฐ หรือ SERNANP, คณะกรรมการบันทึกนกเปรู หรือ CRAP, ชุมชนวิทยาศาสตร์ และภาคเอกชน บันทึกสายพันธุ์นกในประเทศได้มากถึง 1,897 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้ เป็นสายพันธุ์ที่พบได้เฉพาะในเปรูเพียงแห่งเดียวเท่านั้นถึงกว่า 120 สายพันธุ์ ส่งผลให้เปรู กลายเป็นประเทศที่มีความหลากหลายสายพันธุ์ของนกชนิดต่างๆ มากที่สุดในโลก แซงหน้าแชมป์เก่าอย่างโคลอมเบีย ประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีนกสายพันธุ์ต่างๆ 1,869 สายพันธุ์ ส่วนอันดับ 3 เป็นของบราซิล อีกหนึ่งประเทศในอเมริกาใต้ มีนกทั้งหมด 1,859 สายพันธุ์

ตามข้อมูลของ เฟอร์นันโด อังกูโล ประธานสหภาพปักษีวิทยาแห่งเปรูและสมาชิกคณะกรรมการบันทึกนกเปรู จะต้องส่งหลักฐานสายพันธุ์ใหม่ของนกไปยังคณะกรรมการนกในอเมริกาใต้ หรือ SACC เพื่อตรวจสอบและอนุมัติต่อไป

Science Update : จีนส่งดาวเทียมทดลองวิทยาศาสตร์ 3 ดวงขึ้นสู่อวกาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/778090

Science Update : จีนส่งดาวเทียมทดลองวิทยาศาสตร์ 3 ดวงขึ้นสู่อวกาศ

Science Update : จีนส่งดาวเทียมทดลองวิทยาศาสตร์ 3 ดวงขึ้นสู่อวกาศ

วันอาทิตย์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศูนย์ปล่อยดาวเทียมไถ่หยวน ได้ส่งจรวดขนส่งลองมาร์ช-11 (Long March-11)เพื่อนำดาวเทียมทดลองทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศดวงใหม่ทั้ง 3 ดวง ขึ้นสู่วงโคจร จากฐานปล่อยดาวเทียมกลางทะเล นอกชายฝั่งหยางเจียง มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของประเทศ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ดาวเทียมทั้ง 3 ดวงนี้ อยู่ในกลุ่มดาวเทียมสือเยี่ยน-24 ซี (Shiyan-24C) ซึ่งจะใช้เพื่อการทดลองทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านอวกาศเป็นหลัก สำหรับจรวดขนส่งลองมาร์ช นั้น นี่เป็นภารกิจครั้งที่ 503 ของจรวดรุ่นนี้แล้ว

ในวันเดียวกัน จีนยังได้ส่งดาวเทียมอีก 2 ดวงขึ้นสู่วงโคจรด้วย เป็นดาวเทียมดวงที่ 57 และ 58 ของระบบดาวเทียมนำร่อง เป่ยโต๋ว-3 โดยศูนย์ปล่อยดาวเทียมซีชาง ในมณฑลเสฉวน เป็นผู้ปล่อยดาวเทียมทั้งสองดวงเมื่อเวลา 11.26 น. ของวันอังคารที่ผ่านมา โดยใช้จรวดขนส่งลองมาร์ชเช่นกัน นับเป็นภารกิจครั้งที่ 504ของลองมาร์ช

นักวิทยาศาสตร์ของจีนคาดหวังจะให้ระบบดาวเทียมนำร่องเป่ยโต๋ว-3 นี้ เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาด้านอวกาศตามที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำประเทศ เคยตั้งเป้าว่าต้องการให้ระบบมีความครอบคลุม บูรณาการ และชาญฉลาดมากขึ้น

Science Update : สายน้ำที่ดำมืดที่สุดในโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776865

Science Update : สายน้ำที่ดำมืดที่สุดในโลก

Science Update : สายน้ำที่ดำมืดที่สุดในโลก

วันอาทิตย์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะนักวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยซูริค (ETH Zurich) สวิตเซอร์แลนด์ ได้ค้นพบแม่น้ำสีดำที่สุดในโลก คือ แม่น้ำรูกิ (Ruki River) ที่ไหลพาดผ่านประเทศคองโก ทวีปแอฟริกาในการสำรวจและเก็บข้อมูล นักวิทยาศาสตร์พบว่า บางช่วงของแม่น้ำรูกิ ที่ไหลใกล้กับเขตเอมบานดากา มีความดำสนิทมาก ถึงขั้นที่เมื่อจุ่มมือลงไปในน้ำแล้ว ไม่สามารถเห็นมือที่อยู่ตรงหน้าได้

สาเหตุที่ทำให้แม่น้ำแห่งนี้มีน้ำสีดำสนิท เนื่องจากระดับของอินทรียวัตถุที่อุดมไปด้วยคาร์บอนละลายในน้ำในปริมาณที่สูงมาก โดยมาจากป่าดิบชื้นโดยรอบ เช่น ใบไม้ กิ่งไม้ที่เน่าเปื่อย และซากสัตว์ที่ไหลลงมายังแม่น้ำจนเกิดการหมักหมม ประกอบกับภูมิศาสตร์ที่มีสภาพพื้นที่ตั้งเป็นพื้นดินราบเรียบ ทำให้เมื่อฝนตกน้ำจะขังและหมักหมมสารอินทรีย์ต่างๆ เพิ่มมากขึ้นไปอีก

การค้นพบในครั้งนี้ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Limnology and Oceanography ที่ได้เผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า แม่น้ำรูกิมีสัดส่วนเพียง 5% ของลุ่มน้ำคองโก แต่ปริมาณคาร์บอนที่ละลายอยู่ในลุ่มน้ำคองโกทั้งหมด มาจากแม่น้ำรูกิถึง 20% และความมืดของแม่น้ำแห่งนี้ทำให้แม่น้ำมีระบบนิเวศที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของปลาหลากหลายสายพันธุ์ซึ่งหลายชนิดไม่มีที่ไหนเลย

Science Update : พื้นผิวดวงจันทร์กำลังเปลี่ยนไปเพราะน้ำมือมนุษย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/775534

Science Update : พื้นผิวดวงจันทร์กำลังเปลี่ยนไปเพราะน้ำมือมนุษย์

Science Update : พื้นผิวดวงจันทร์กำลังเปลี่ยนไปเพราะน้ำมือมนุษย์

วันอาทิตย์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มนุษย์ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทำลายล้างโลกมากที่สุด จนนักวิทย์คาดการณ์ว่า โลกอาจเข้าสู่ยุคสมัย “แอนโทรโพซีน” (Anthropocene) หรือยุคที่โลกเกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งทางธรณีวิทยา บรรยากาศ และชีววิทยา ที่มีสาเหตุมาจากฝีมือมนุษย์ ล่าสุด นักวิจัยกลุ่มหนึ่งออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้ ดวงจันทร์ก็กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงเพราะน้ำมือมนุษย์เช่นกัน ทำให้ยุคทางธรณีวิทยาใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นบนดวงจันทร์แล้ว ให้ชื่อว่า “ลูนาร์แอนโทรโพซีน” (Lunar Anthropocene)

จัสติน โฮลโคมบ์ นักวิจัยด้านโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยแคนซัส หนึ่งในทีมวิจัย กล่าวว่า นับตั้งแต่ปี 1959 ที่ยานอวกาศ ลูนา 2 (Luna 2) ของสหภาพโซเวียต เป็นวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นชิ้นแรกที่พุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์ และสร้างหลุมที่เหมือนหลุมอุกกาบาตขึ้น ต่างกันที่มันเป็นหลุมที่ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ของการเปลี่ยนแปลง และตลอดหลายปีที่ผ่านมา มนุษย์ได้ทิ้งสิ่งของต่างๆ ไว้บนพื้นผิวดวงจันทร์จำนวนมาก ทั้งรอยเท้า รางรถแลนด์โรเวอร์ลูกกอล์ฟ ธง หรือแม้กระทั่งถุงใส่อุจจาระของมนุษย์

ทีมวิจัยบอกว่า กิจกรรมของมนุษย์นี้มีความสำคัญมากกว่าที่ใครหลายคนคิด เพราะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงบนพื้นผิวดวงจันทร์ เช่น จากการชนของอุกกาบาต ร่องรอยหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นก็จะคงอยู่เป็นเวลานานมาก เนื่องจากดวงจันทร์ไม่มีชั้นบรรยากาศ ไม่มีการกัดเซาะของลมหรือฝน ผลกระทบใดๆ ที่มนุษย์ทำต่อพื้นผิวดวงจันทร์นั้น โดยทฤษฎีแล้วจะอยู่ถาวรตลอดไป

งานวิจัยนี้เกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสมเป็นพิเศษ เนื่องจากหลายประเทศทั่วโลกกำลังมีแผนภารกิจเดินทางไปยังดวงจันทร์จำนวนมากในอนาคตอันใกล้นี้ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวอวกาศ การขุดแร่บนดวงจันทร์ ตลอดจนความพยายามในการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์และสร้างฐานขึ้นที่นั่น

Science Update : จีนเปิดใช้ ‘ห้องแล็บใต้ดินลึกสุด-ใหญ่สุด’ ในโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774221

Science Update : จีนเปิดใช้ ‘ห้องแล็บใต้ดินลึกสุด-ใหญ่สุด’ ในโลก

Science Update : จีนเปิดใช้ ‘ห้องแล็บใต้ดินลึกสุด-ใหญ่สุด’ ในโลก

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

จีนเปิดใช้งานห้องปฏิบัติการทางฟิสิกส์ ซึ่งตั้งอยู่ลึกลงไปใต้ดิน 2,400 เมตร ในมณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 ธ.ค. โดยห้องปฏิบัติการแห่งนี้ถือเป็นห้องปฏิบัติการใต้ดินขนาดใหญ่ที่สุดและตั้งอยู่ลึกมากที่สุดในโลก คณะนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าห้องปฏิบัติการใต้ดินแห่งนี้จะเป็นพื้นที่สะอาด สำหรับการแสวงหาสสารที่มองไม่เห็น หรือสสารมืด (dark matter) โดยการตั้งอยู่ลึกลงไปใต้ดินอย่างมากจะช่วยสกัดกั้นรังสีคอสมิกส่วนใหญ่ที่เป็นอุปสรรคต่อการสังเกตการณ์

ห้องปฏิบัติการใต้ดินลึกและรังสีพื้นหลังต่ำพิเศษสำหรับการทดลองทางฟิสิกส์แนวหน้า(DURF) ตั้งอยู่ข้างใต้ภูเขาจิ่นผิง แคว้นปกครองตนเองเหลียงซาน กลุ่มชาติพันธุ์อี๋ ของเสฉวนมีความจุของห้องรวม 330,000 ลูกบาศก์เมตร จัดเป็นระยะที่ 2 ของห้องปฏิบัติการใต้ดินจิ่นผิงแห่งประเทศจีน เริ่มต้นก่อสร้างเดือนธันวาคม 2020 ร่วมสร้างโดยมหาวิทยาลัยชิงหัวและบริษัท ยาหลง ริเวอร์ ไฮโดรพาวเวอร์ เดเวลอปเมนต์

ห้องปฏิบัติการฯ นี้มีจุดเด่นหลายประการ ทั้งปริมาณรังสีคอสมิกต่ำพิเศษ รังสีในสิ่งแวดล้อมต่ำมาก ความเข้มข้นของเรดอนต่ำมาก และพื้นที่สะอาดพิเศษ ซึ่งเกื้อหนุนการตรวจจับสสารมืด

ทั้งนี้ คณะนักวิทยาศาสตร์อนุมานว่าสสารที่มองเห็นได้คิดเป็นเพียงราวร้อยละ 5 ของจักรวาล ขณะสสารมืดและพลังงานมืดคิดเป็นราวร้อยละ 95 ของจักรวาล

Science Update : เตือนพายุแม่เหล็กระดับ G3 กระทบโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772900

Science Update : เตือนพายุแม่เหล็กระดับ G3 กระทบโลก

Science Update : เตือนพายุแม่เหล็กระดับ G3 กระทบโลก

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NOAA เผยว่า พบการระเบิดหลายครั้งบนดวงอาทิตย์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดการระเบิดของพลาสมา 4 ครั้งจากโคโรนาของดวงอาทิตย์มายังโลก การระเบิดเหล่านี้รู้จักกันในชื่อการดีดมวลโคโรนา หรือ CMEs ซึ่งสามารถรวมตัวกันเป็น CME ขนาดใหญ่พิเศษที่สามารถก่อให้เกิดพายุแม่เหล็กโลกที่รุนแรงและแสงออโรร่าที่มองเห็นได้ทางตอนเหนือของสหรัฐฯ และยุโรป

กิจกรรมเปลวสุริยะ (solar flare) ที่ทรงพลังนี้ ทำให้เกิดการปะทุของพลาสมาที่ร้อนจัดที่เรียกว่า CME ดีดมวลโคโรนามายังโลก ในระดับรุนแรง G3 หรือระดับ3 อาจทำให้เกิดปัญหาเป็นระยะๆ กับการนำทางด้วยความถี่ต่ำและการนำทางด้วยดาวเทียม การลากที่เพิ่มขึ้นสำหรับดาวเทียมที่โคจรรอบต่ำ และอาจต้องใช้ระบบไฟฟ้าบางอย่างเพื่อทำการปรับแรงดันไฟฟ้า

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า อาจมีการปะทุของพายุสุริยะอีกจำนวนมาก และอาจอยู่ในระดับที่รุนแรงที่สุด จนรบกวนสนามแม่เหล็กโลก

Science Update : พบออกซิเจนในชั้นบรรยากาศดาวศุกร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771453

Science Update : พบออกซิเจนในชั้นบรรยากาศดาวศุกร์

Science Update : พบออกซิเจนในชั้นบรรยากาศดาวศุกร์

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา และศูนย์การบินและอวกาศเยอรมนี เปิดเผยข้อมูลใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับดาวศุกร์ หลังจากใช้เครื่องมือบนหอดูดาวโซเฟีย ซึ่งเป็นเครื่องบินโบอิ้ง 747 SP ที่ติดตั้งกล้องโทรทรรศน์อินฟราเรดไว้ ได้ตรวจพบออกซิเจนในชั้นบรรยากาศดาวศุกร์โดยตรงเป็นครั้งแรก โดยพบในด้านที่ดาวศุกร์ หันหน้าไปทางดวงอาทิตย์ ซึ่งออกซิเจนถูกผลิตขึ้นมาจริงในชั้นบรรยากาศบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้ ยังพบออกซิเจนด้านที่ดาวศุกร์หันหน้าออกจากดวงอาทิตย์ด้วย

นักวิจัยของนาซาระบุว่า ออกซิเจนถูกสร้างขึ้นบนฝั่งกลางวัน โดยรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ ซึ่งสลายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ และคาร์บอนมอนอกไซด์เป็นอะตอมออกซิเจน และสารเคมีอื่นๆ จากนั้นออกซิเจนบางส่วนจะถูกลมพัดพาไปยังด้านกลางคืนของดาวศุกร์

Science Update : เตรียมทดลอง ให้กำเนิดมนุษย์บนอวกาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/770051

Science Update : เตรียมทดลอง ให้กำเนิดมนุษย์บนอวกาศ

Science Update : เตรียมทดลอง ให้กำเนิดมนุษย์บนอวกาศ

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สเปซบอร์น ยูไนเต็ด บริษัทวิจัยด้านอวกาศสัญชาติเนเธอร์แลนด์ กำลังค้นคว้าและวิจัยครั้งสำคัญ เกี่ยวกับการสร้างตัวอ่อนสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก ที่อาจนำไปสู่การให้กำเนิดมนุษย์คนแรกในอวกาศ ด้วยการส่งกระสวยอวกาศขึ้นสู่วงโคจร ภายในบรรจุแผ่นดิสก์ที่ผสมเซลล์เอาไว้ด้วยกันจนเกิดการปฏิสนธิเป็นตัวอ่อน จากนั้นนำตัวอ่อนที่ได้เข้าสู่กระบวนการแช่เยือกแข็งด้วยสารไครโอเจนเพื่อชะลอการเจริญเติบโตของตัวอ่อน แล้วนำเอาตัวอ่อนที่มีการปฏิสนธิแล้วกลับมาเพื่อให้ถือกำเนิดบนโลก ถือเป็นบริษัทเดียวในโลกที่ทำการทดลองลักษณะนี้

ซีอีโอของสเปซบอร์น ยูไนเต็ด บอกว่าการทดลองนี้สำคัญต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติในอนาคต เนื่องจากมนุษย์อาจจะต้องอพยพโยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานบนดาวอื่นนอกโลกในอนาคตข้างหน้า จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีทดลองและเรียนรู้เรื่องของการเพิ่มจำนวนประชากรมนุษย์จากนอกโลกหรือบนอวกาศ ซึ่งเป็นความท้าทายและละเอียดอ่อนอย่างมาก นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องความถูกต้องทางศีลธรรมมาเกี่ยวข้องด้วย เพราะการปฏิสนธิจนเกิดตัวอ่อนเกิดขึ้นนอกโลกบนอวกาศที่มีสภาพแวดล้อมสุดขั้วและอันตราย โดยเฉพาะจากรังสีต่าง ๆ ที่มีความเข้นข้นรุนแรงกว่าบนโลกหลายเท่า อีกทั้งแรงโน้มถ่วงนอกโลกยังมากมายมหาศาล ซึ่งอาจเป็นอันตรายหรือส่งผลรุนแรงต่อตัวอ่อนที่ทำการทดลอง

สำหรับการทดลองขั้นแรกที่จะเริ่มจากการใช้เซลล์ของหนูมีแผนจะเริ่มได้ในช่วงปลายปีหน้า จากนั้น ยังต้องใช้เวลาอีกราว 5-6 ปี กว่าจะสามารถเริ่มการทดลองกระบวนการปฏิสนธิจนเกิดตัวอ่อนของมนุษย์บนอวกาศ เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนอีกหลายขั้นตอน โดยเฉพาะการนำตัวอ่อนที่ผ่านการปฏิสนธิแล้วบนอวกาศกลับมาถือกำเนิดยังโลก เพราะยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการอนุญาตให้นำตัวอ่อนดังกล่าว กลับมาใส่ในมดลูกของมนุษย์เพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์และคลอดเป็นทารกออกมาได้หรือไม่