Science Update : ค้นพบดวงจันทร์ในระบบสุริยะจักรวาลอื่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/643851

Science Update : ค้นพบดวงจันทร์ในระบบสุริยะจักรวาลอื่น

วันอาทิตย์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ถือเป็นครั้งที่สองแล้วที่นักวิจัยได้ค้นพบสิ่งที่ดูเหมือนดวงจันทร์โคจรอยู่รอบๆ ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่น โดยข้อมูลที่บันทึกโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ขององค์การนาซาก่อนที่จะปลดระวางในปี 2018 บ่งชี้ว่า ดวงจันทร์ดังกล่าวมีขนาด 2.6 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางของโลก ใหญ่กว่าดวงจันทร์อื่นๆ ราว 220 ดวงที่โคจรรอบดาวเคราะห์ในระบบสุริยะของเรา นอกจากนี้ยังมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่าดวงจันทร์บนโลกของเรามากกว่า 9 เท่าตัวอีกด้วย

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า วัตถุที่อาจจะเป็นดวงจันทร์นี้โคจรรอบดาวเคราะห์ที่รวมตัวจากกลุ่มก๊าซขนาดเท่าดาวพฤหัสบดีที่อยู่ห่างจากระบบสุริยะของเราประมาณ 5,700 ปีแสง แต่ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรายังไม่ทราบเกี่ยวกับจักรวาลวัตถุนี้ เช่น มันอาจมีลักษณะเป็นแกนหินที่มีเปลือกนุ่มบางๆ หรือมีบรรยากาศที่หนาทึบไปจนถึงแกนกลางที่มีความหนาแน่นสูง เป็นต้น

นักวิจัยกล่าวว่า มีการค้นพบ exoplanet หรือดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะของเราเกือบ5,000 ดวง แต่พบ exomoon หรือดวงจันทร์นอกระบบสุริยะเพียง 2 ดวงเท่านั้น นั่นไม่ใช่เพราะว่าดวงจันทร์เป็นวัตถุที่หาได้ยากกว่าในระบบสุริยะอื่นๆ แต่เป็นเพราะว่าโดยทั่วไปแล้วดาวเคราะห์จะมีขนาดใหญ่กว่าและค้นหาได้ง่ายกว่าเท่านั้นเอง

Science Update : จรวดสำรวจดวงจันทร์รุ่นใหม่สูงเท่าตึก 32 ชั้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/642447

Science Update : จรวดสำรวจดวงจันทร์รุ่นใหม่สูงเท่าตึก 32 ชั้น

วันอาทิตย์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา เปิดตัวจรวดสำหรับระบบการส่งจรวด หรือเอสแอลเอส (Space Launch System) ที่มีความสูงเท่าตึก 32 ชั้น และแคปซูลโอไรออน (Orion) ที่ใช้บรรทุกลูกเรือในโครงการ “อาร์เทมีส” (Artemis) ซึ่งเป็นโครงการสำรวจดวงจันทร์ครั้งใหม่ของนาซาและถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของสหรัฐฯ ในการฟื้นโครงการดังกล่าว หลังประสบปัญหาขัดข้องมาเป็นเวลาหลายปี โดยได้เริ่มปฏิบัติการขนย้ายจรวดเอสแอลเอสที่มีน้ำหนักราว 2,600 ตันออกจากอาคารประกอบยานพาหนะของศูนย์อวกาศจอห์น เอฟ เคนเนดี ในรัฐฟลอริดา ไปยังแหลมคะแนเวอรัลที่ใช้เป็นฐานส่งจรวดแล้วในวันศุกร์ ทั้งนี้ นาซาได้ใช้งบราว 37,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.2 ล้านล้านบาท) ในการพัฒนาจรวดเอสแอลเอสและระบบภาคพื้นดิน ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของโครงการอาร์เทมีส

บิล เนลสัน ผู้อำนวยการของนาซา กล่าวหลังเริ่มปฏิบัติการขนย้ายจรวดเอสแอลเอสไปยังฐานส่งจรวดว่า จรวดลำนี้เป็นจรวดที่ทรงพลังมากที่สุดของโลก และถือเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ในการสำรวจของมนุษยชาติ และยังระบุว่า ทอม สแตฟฟอร์ วัย 91 ปี อดีตนักบินอวกาศและผู้บัญชาการโครงการอะพอลโล 10 ที่เดินทางไปโคจรรอบดวงจันทร์เมื่อปี 2512 ได้เดินทางมาร่วมงานนี้ด้วย

Science Update : เห็บแอฟริกันสายพันธุ์ทนทายาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/640992

Science Update : เห็บแอฟริกันสายพันธุ์ทนทายาด

วันอาทิตย์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.จูเลียน เชปเพิร์ด นักกีฏวิทยาจากมหาวิทยาลัยบิงแฮมตันของสหรัฐฯ เผยผลการติดตามศึกษาชีวิตของเห็บแอฟริกันสายพันธุ์ Argas Brumpti มาเป็นเวลานานถึง 45 ปี ลงในวารสาร Journal of Medical Entomology ซึ่งเกี่ยวกับการศึกษาแมลงเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ โดยพบว่าเห็บแอฟริกันที่เขาได้รับมาเมื่อปี 1976 และได้เลี้ยงไว้ในห้องปฏิบัติการจนถึงปัจจุบันนั้น มีคุณสมบัติพิเศษที่อาจนำมาประยุกต์ใช้ในการดูแลสุขภาพมนุษย์ให้แข็งแรงและยืนยาวกว่าเดิมได้ เนื่องจากมันมีอายุยืนเกินเห็บทั่วไปนับสิบเท่า บางตัวมีชีวิตอยู่ถึงเกือบ 30 ปี ต่างจากเห็บทั่วไปที่มีอายุขัยเฉลี่ยเพียง 2-3 ปีเท่านั้น จัดว่าอายุยืนที่สุดในบรรดาเห็บด้วยกัน อีกทั้งยังสามารถปรับตัวให้ทนทานต่อภาวะขาดน้ำและอาหารได้เป็นเวลานาน บางตัวมีชีวิตอยู่ได้สูงสุดถึง 8 ปี โดยไม่ต้องกินเลือด นอกจากนี้ ตัวเมียบางตัวยังสามารถวางไข่ได้ หลังตัวผู้ตัวสุดท้ายในกลุ่มตายไปแล้วถึง 4 ปี ถือว่าน่าอัศจรรย์มากที่เก็บน้ำเชื้อของตัวผู้เอาไว้ได้นานขนาดนั้น

เห็บสายพันธุ์ Argas Brumpti จัดว่ามีขนาดใหญ่ โดยมีลำตัวยาวประมาณ 20 มิลลิเมตร มีผิวหนังนิ่มและไม่มีเปลือกแข็งด้านนอกเหมือนเห็บทั่วไป ตามปกติมักจะแฝงตัวอยู่ในหลุมหรือรูตามพื้นดิน จอมปลวก และสถานที่คลุกฝุ่นของสัตว์ต่างๆ เพื่อรอเกาะดูดเลือดคนและสัตว์ที่ผ่านไป-มา แต่ยังไม่พบว่ามันเป็นพาหะก่อโรคชนิดใดๆ ในมนุษย์

Science Update : มลพิษคร่าชีวิตผู้คนมากกว่าโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/639556

Science Update : มลพิษคร่าชีวิตผู้คนมากกว่าโควิด-19

วันอาทิตย์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รายงานด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การสหประชาชาติพบว่า มลพิษที่เกิดจากการกระทำของบริษัทและผู้คนในประเทศต่างๆ นั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 โดยมลพิษจากยาฆ่าแมลง พลาสติก และขยะอิเล็กทรอนิกส์ เป็นปัญหาที่มักจะถูกมองข้ามเรื่อยมา อีกทั้งยังทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างแพร่หลายอีกด้วย และทำให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรอย่างน้อย 9 ล้านคน มากกว่าผู้เสียชีวิตจากการระบาดของโควิด-19 ที่อยู่ที่เกือบ 6 ล้านคนทั่วโลก

รายงานฉบับนี้จะถูกนำเสนอในที่ประชุมของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเคยประกาศไว้ว่าสภาพแวดล้อมที่สะอาดปลอดภัยนั้นเป็นสิทธิมนุษยชน ในขณะที่ มิเชล บาเชเลต์ ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้เคยกล่าวไว้ว่าภัยทางสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นความท้าทายต่อสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ขณะที่ของเสียสารเคมี หรือ chemical waste ถูกบรรจุเป็นวาระหนึ่งของการเจรจาในที่ประชุมว่าด้วย สิ่งแวดล้อมที่จัดโดยองค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา

Science Update : ระดับทะเลอาจเพิ่มขึ้นรวดเร็วในอีก 30 ปีจากนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/638100

Science Update : ระดับทะเลอาจเพิ่มขึ้นรวดเร็วในอีก 30 ปีจากนี้

วันอาทิตย์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หน่วยงานด้านสภาพมหาสมุทรและบรรยากาศโลกของสหรัฐฯ หรือ NOAA ชี้ว่า ระดับน้ำทะเลตามชายฝั่งของสหรัฐฯ ในอีก 30 ปีจากนี้อาจสูงขึ้นด้วยความรวดเร็ว และมีหลายเมืองในภาคตะวันออกของประเทศที่อาจเผชิญความเสี่ยงสูงในเรื่องดังกล่าว โดยภายในปี 2050 หรือ 28 ปีจากนี้ ระดับน้ำทะเลตามชายฝั่งของอเมริกาอาจสูงขึ้น 10 ถึง 12 นิ้ว และบางส่วนของรัฐลุยเซียนา และเท็กซัสอาจมีระดับน้ำสูงขึ้น 1 ฟุตครึ่ง และชายฝั่งด้านตะวันออกมีความเสี่ยงมากกว่าด้านตะวันตก การประเมินสะท้อนว่าในช่วงเวลาดังกล่าวระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเทียบได้กับช่วงศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นช่วงที่ระดับน้ำที่ชายฝั่งมหาสมุทรแอตเเลนติกเพิ่มในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 2,000 ปี

รายงานระบุว่าผลทางเศรษฐกิจต่ออเมริกาอาจเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางเพราะร้อยละ 40 ของประชากรอเมริกันอยู่ตามแนวชายฝั่ง ส่วนผลระยะยาวที่รุนเเรงที่สุดจากการละลายของแผ่นน้ำเเข็งที่เเอนตาร์กติกและกรีนเเลนด์ อาจยังไม่เห็นชัดเจนจนกระทั่งผ่านปี 2100 ไปแล้ว

แม้จะดูว่าไกลจากปัจจุบัน แต่นักวิชาการ แอนเดรีย ดัทตัน จากมหาวิทยาลัย University of Wisconsin-Madison เปรียบเทียบว่า ปรากฏการณ์นี้เหมือนกับรถไฟกำลังมุ่งหน้ามาเข้าชนบ้านของเรา พร้อมกับตั้งคำถามว่าเราจะนิ่งดูดายอย่างนั้นหรือ

Science Update : ล็อกดาวน์เอี่ยวฝนตกหนักในจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/636628

Science Update : ล็อกดาวน์เอี่ยวฝนตกหนักในจีน

วันอาทิตย์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

งานวิจัยที่เพิ่งได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature Communication พบว่า การลดลงของก๊าซเรือนกระจก และ แอโรซอล ซึ่งเป็นอนุภาคฝุ่นหรือละอองของเหลวที่เล็กมากจนแขวนลอยค้างอยู่ในอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรมและการเผาไหม้ซึ่งเป็นมลภาวะ ตามคำสั่งล็อกดาวน์ในหลายเมืองของทางการจีน เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นผลทำให้ความหนาแน่นของชั้นบรรยากาศเปลี่ยนแปลง จนทำให้เกิดฝนตกลงมา และเป็นเหตุให้มีคนเสียชีวิตหลายร้อยคนและต้องอพยพประชาชนหลายล้านคน ระหว่างที่เกิดฝนตกหนัก และน้ำท่วมรุนแรงเมื่อปีที่ผ่านมา ที่เรียกกันว่าเป็นน้ำท่วมในรอบพันปีในจีน ซึ่งนักวิจัยระบุว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีส่วนทำให้เกิดฝนฤดูร้อนที่รุนแรงถึง 1 ใน 3

นักวิทยาศาสตร์ที่ทำการศึกษาชิ้นนี้ ได้เปิดเผยข้อมูล เรื่องปริมาณฝนในช่วงฤดูร้อนที่ตกลงมาแถบตอนกลางและตะวันออกของจีนตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ลดปริมาณลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อพบว่ามี แอโรซอล ในชั้นบรรยากาศมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า การลดการปล่อยก๊าซระยะยาว ไม่น่าจะทำให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้มากนัก และความเชื่อมโยงที่แท้จริงระหว่างการปิดเมืองช่วงการระบาดของโรค และน้ำท่วมนั้น ยังคงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนอย่างมาก

ทั้งนี้ แม่น้ำแยงซีพบว่ามีฝนตกลงมามากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1961 โดยเพิ่มขึ้นถึง 79% ในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของช่วงเวลาเดียวกันตลอด 41 ปีที่ผ่านมา

Science Update : ‘แอสตรา สเปซ’ล้มเหลวส่งดาวเทียมครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/635117

Science Update : ‘แอสตรา สเปซ’ล้มเหลวส่งดาวเทียมครั้งแรก

วันอาทิตย์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

แอสตรา สเปซ อิงค์ (Astra Space Inc) บริษัทผู้ให้บริการปล่อยดาวเทียมของสหรัฐฯที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เผยว่า จรวดขับดันของแอสตรา สเปซ ไม่ประสบความสำเร็จในการนำส่งดาวเทียมขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซาขึ้นสู่วงโคจร ซึ่งเป็นเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของบริษัทสตาร์ทอัพ ที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี้แหลมคานาเวอรัลในรัฐฟลอริดา โดยจรวดขับดัน Launch Vehicle 0008 ไม่สามารถนำดาวเทียมเข้าสู่วงโคจร หลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าได้เพียง 5 นาที ในวันพฤหัสบดี ก่อนดิ่งหัวกลับมายังพื้นโลก

สำหรับภารกิจ ElaNa 41 ของแอสตรา สเปซ อิงค์ จะบรรทุกดาวเทียมวิจัยขนาดเล็ก 4 ดวง หรือ CubeSats ของนาซาเข้าสู่วงโคจรโลก ดาวเทียม 3 ใน 4 ดวงพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยของรัฐ ส่วนดาวเทียมอีกดวงพัฒนาโดยศูนย์เที่ยวบินอวกาศจอห์นสันของนาซาในเมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส

ความล้มเหลวของแอสตรา สเปซ อิงค์ ครั้งนี้ ถือเป็นความพยายาม ครั้งที่ 3 ก่อนหน้านี้ เคยมีความพยายามปล่อยจรวดขับดันมาแล้ว แต่ต้องล้มเหลวในระหว่างการนับถอยหลัง และการจุดเชื้อเพลิง

Science Update : นาซาเตรียมเลิกใช้สถานีอวกาศในปี 2030

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/633460

Science Update : นาซาเตรียมเลิกใช้สถานีอวกาศในปี 2030

วันอาทิตย์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

องค์การบริหารการบินและอวกาศ (นาซา) ของสหรัฐฯ วางแผนที่จะปลดประจำการสถานีอวกาศนานาชาติ หรือไอเอสเอส ภายในปี 2030 เพื่อเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามาพัฒนาและบริหารจัดการสถานีอวกาศเชิงพาณิชย์แทนนาซา ซึ่งจะทำหน้าที่ช่วยเหลือและให้คำปรึกษา โดยนาซาวางแผนจะนำสถานีอวกาศทิ้งตัวกลับสู่พื้นโลกบริเวณ “พอยต์เนโม” พื้นที่ซึ่งห่างไกลจากแผ่นดินมากที่สุดในมหาสมุทรแปซิฟิก และเป็นเหมือนกับสุสานของวัตถุอวกาศที่ตกสู่พื้นโลกจำนวนมาก พอยต์เนโม จะอยู่ห่างจากชายฝั่งนิวซีแลนด์ไปทางตะวันออกราว 4,828 กิโลเมตร ห่างจากแอนตาร์กติกาไปทางเหนือราว 3,200 กิโลเมตร ซึ่งที่ผ่านมา ชาติที่มีความก้าวหน้าทางอวกาศอย่างสหรัฐฯ รัสเซีย ญี่ปุ่น และชาติในยุโรป นำวัตถุอวกาศให้ตกลงพื้นที่ พอยต์เนโม มาแล้วมากกว่า 263 ชิ้น นับตั้งแต่ปี 1971

สถานีอวกาศนานาชาติ ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อปี 2000 โคจรอยู่เหนือพื้นโลก 365 กิโลเมตร ล่าสุดมีนักบินอวกาศมากกว่า 200 คนจาก 19 ประเทศที่ถูกส่งขึ้นไปอาศัยและทำการทดลองต่างๆอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด

Science Update : พบวัตถุปริศนาในทางช้างเผือก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/631966

Science Update : พบวัตถุปริศนาในทางช้างเผือก

วันอาทิตย์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.10 น.

นักวิทยาศาสตร์ในประเทศออสเตรเลียเปิดเผยว่า พบวัตถุปริศนาในทางช้างเผือก (Milky Way) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน วัตถุลึกลับดังกล่าวสามารถปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุออกมาได้เป็นระยะเวลา 1 นาที ในทุกๆ 18 นาที ซึ่งปกติแล้ว วัตถุที่สามารถปล่อยพลังงานออกมาได้ในจักรวาลของเรา ส่วนใหญ่จะได้รับการบันทึกเอาไว้แล้ว แต่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า วัตถุที่สามารถปล่อยพลังงานได้ตลอดระยะเวลา 1 นาทีเต็มๆ เช่นนี้ ไม่ได้พบเห็นบ่อยนัก ทำให้ตอนนี้ทีมนักวิจัยกำลังเร่งทำงานเพื่อหาข้อมูลเชิงลึกของวัตถุปริศนานี้ให้มากยิ่งขึ้น

สำหรับนักศึกษาคนแรกที่ค้นพบวัตถุชิ้นนี้คือ ไทรัน โอ’โดเฮอร์ตี้ แห่งมหาวิทยาลัยเคอร์ตินในออสเตรเลียตะวันตก ด้วยการใช้กล้องโทรทัศน์พร้อมกับเทคนิคใหม่ที่เขาพัฒนาขึ้นมาในการส่องจักรวาล โอ’โดเฮอร์ตี้ เป็นส่วนหนึ่งของทีมดาราศาสตร์ที่นำโดย ดร.นาตาชา เฮอร์เลย์-วอล์คเกอร์ จากมหาวิทยาลัยเคอร์ติน ซึ่งเผยว่า ระหว่างที่ทำการสำรวจ วัตถุชนิดนี้ ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงมาก่อน และนับเป็นเรื่องที่น่าแปลกประหลาดอย่างมากสำหรับนักดาราศาสตร์ เพราะไม่เคยมีวัตถุชนิดใดมาก่อนที่มีลักษณะเช่นนี้ เพราะปกติแล้ววัตถุบนจักรวาล จะปล่อยคลื่นเป็นระยะๆ แต่วัตถุที่ปล่อยคลื่นออกมานานนับนาทีเช่นนี้ เป็นเรื่องแปลกประหลาดอย่างมาก

Science Update : ดาวเคราะห์น้อยขนาดมหึมาพุ่งเฉียดโลก

https://www.naewna.com/lady/630428

Science Update : ดาวเคราะห์น้อยขนาดมหึมาพุ่งเฉียดโลก

วันอาทิตย์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.45 น.

ดาวเคราะห์น้อย 7482 (1994 PC1) ซึ่งได้รับการค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 1994 มีขนาดกว้างถึง 1 กิโลเมตร หรือเทียบเท่ากับขนาดของสะพานที่นาซ่าประเมินไว้ เคลื่อนที่เข้าใกล้โลกมากที่สุดในวันอังคารที่ 18 มกราคม ในระยะ 1.93 ล้านกิโลเมตร ซึ่งเป็นระดับที่ต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กเพื่อชมปรากฏการณ์นี้ ทางองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือนาซ่าเพิ่มเติมว่า จะมีเหตุการณ์ดาวเคราะห์น้อยเคลื่อนเฉียดโลกอีกครั้งในเดือนกรกฎาคมนี้ แต่จะไม่ได้อยู่ในระยะใกล้เช่นนี้อีก ซึ่งหลังจากนี้จะต้องรอไปอีกจนถึง 18 มกราคม ปี 2105 ที่จะมีเหตุการณ์ดาวเคราะห์น้อยเคลื่อนที่เฉียดโลกในระยะ 2.32 ล้านกิโลเมตร

ที่ผ่านมา เคยมีดาวเคราะห์น้อยเคลื่อนที่เข้าใกล้โลก เมื่อ 17 มกราคม 1933ซึ่งครั้งนั้นถือว่าเข้าใกล้โลกอย่างมาก ที่ระยะ 1.12 ล้านกิโลเมตรเท่านั้น