Science Update : พบรอยเท้าไดโนเสาร์ยาว 200 เมตรในอังกฤษ

Science Update : พบรอยเท้าไดโนเสาร์ยาว 200 เมตรในอังกฤษ

Science Update : พบรอยเท้าไดโนเสาร์ยาว 200 เมตรในอังกฤษ

วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักบรรพชีวินวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาสิ่งมีชีวิตยุคโบราณจากซากดึกดำบรรพ์ หรือฟอสซิล ค้นพบรอยเท้าไดโนเสาร์ที่ทอดยาวต่อเนื่องกว่า 200 เมตร ภายในเหมืองหินแห่งหนึ่งในมณฑลออกซ์ฟอร์ดเชียร์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งเคยมีการพบรอยเท้าไดโนเสาร์ในช่วงทศวรรษ 1990 และเมื่อปีที่แล้ว แต่การค้นพบครั้งนี้อยู่ในพื้นที่อีกส่วนหนึ่งของเหมือง ซึ่งต้องมีการใช้การระเบิดควบคุม เพื่อลอกชั้นหินปูนที่สะสมมาตลอดหลายล้านปีออก ก่อนที่นักบรรพชีวินวิทยาจะเข้าไปขุดรอยเท้าที่จมอยู่ในชั้นดินอย่างละเอียด

สำหรับรอยเท้าที่พบมีหลายเส้นทาง แต่เส้นหนึ่งมีความต่อเนื่องยาวเป็นพิเศษ จนถูกขนานนามว่า ‘ทางหลวงไดโนเสาร์’ (Dinosaur Superhighway) ในจำนวนนี้ รมถึงรอยเท้าขนาดเล็กที่เชื่อว่าเป็นของไดโนเสาร์กินเนื้อสองขา เมกาโลซอรัส (Megalosaurus) ขนาดความยาวราว 9 เมตร และรอยเท้าของเซทิโอซอรัส (Cetiosaurus) ไดโนเสาร์กินพืชเดิน 4 ขา คอยาว ขนาดลำตัวยาวกว่า 18 เมตร นอกจากนี้ ทีมนักวิจัยยังพบเปลือกหอยทะเลและเม่นทะเล ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่า เหมืองหินเก่าที่ไดโนเสาร์เคยเดินอยู่อาจเคยเป็นบริเวณทะเลสาบหรือลากูนโบราณ

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า รอยเท้าไดโนเสาร์เหล่านี้ให้ข้อมูลที่แตกต่างจากฟอสซิลทั่วไป เพราะมันแสดงให้เห็นการเคลื่อนไหวจริงของพวกมันในขณะมีชีวิต รวมถึงสามารถวิเคราะห์ได้จากรอยเท้าว่า ไดโนเสาร์เหล่านี้เดินลำพังหรือเป็นฝูง กำลังล่าเหยื่อ ถูกล่า หรือเพียงเดินเล่นช้าๆ ขณะที่ตั้งแต่ยุคที่ภาพยนตร์อย่าง Jurassic Park สร้างไดโนเสาร์จำลองด้วยคอมพิวเตอร์ พฤติกรรมของพวกมันบนจอภาพยนตร์ ก็อิงมาจากหลักฐานที่พบในสถานที่แบบนี้

Science Update : ประมวลผลแบบควอนตัม คว้าโนเบลฟิสิกส์ 2025

Science Update : ประมวลผลแบบควอนตัม คว้าโนเบลฟิสิกส์ 2025

Science Update : ประมวลผลแบบควอนตัม คว้าโนเบลฟิสิกส์ 2025

วันอาทิตย์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ จากราชบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดน ประกาศมอบรางวัลในปีนี้ให้แก่แก่คือ ศาสตราจารย์จอห์น คลาร์ก นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ (UC Berkeley) ของสหรัฐฯ, ศาสตราจารย์มิเชล เอช. เดอโวเรต์ นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศสจากมหาวิทยาลัยเยล และศาสตราจารย์จอห์น เอ็ม. มาร์ตินิส นักฟิสิกส์ชาวอเมริกันจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตซานตาบาร์บารา (UCSB) จากผลงานการค้นพบ “การลอดอุโมงค์ควอนตัมเชิงกลในระดับมหภาค (macroscopic quantum mechanical tunnelling) และการควอนไทซ์พลังงาน (energy quantisation) ในวงจรไฟฟ้า” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ที่พวกเขาได้ค้นพบ ระหว่างทำการทดลองกับวงจรไฟฟ้าหลายครั้ง ในช่วงทศวรรษ 1980

ผลงานของพวกเขาเป็นการทดลองวงจรไฟฟ้าที่สร้างจากตัวนำยิ่งยวด โดยได้แสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติเชิงควอนตัมในระบบที่มีขนาดใหญ่พอที่จะจับต้องได้ ซึ่งการค้นพบนี้เป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนา คิวบิตตัวนำยิ่งยวด (Superconducting Qubits) และเทคโนโลยี ควอนตัมคอมพิวติง ในปัจจุบัน

ตัวอย่างหนึ่งของเทคโนโลยีควอนตัมที่ใช้หลักการดังกล่าว ซึ่งพบได้ทั่วไปในชีวิตประจำวันของคนเรา ได้แก่ทรานซิสเตอร์ (transistor) ในไมโครชิปของคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ ผลการศึกษาวิจัยของผู้ครองรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ประจำปี 2025 ยังเปิดโอกาสสู่การพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมรุ่นใหม่ รวมถึงการเข้ารหัสควอนตัมของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (quantum cryptography), คอมพิวเตอร์ควอนตัม, และอุปกรณ์ตรวจจับ หรือเซนเซอร์ควอนตัมด้วย

Science Update : ยานอวกาศจีนถ่ายรูปเซลฟีคู่โลก

Science Update : ยานอวกาศจีนถ่ายรูปเซลฟีคู่โลก

Science Update : ยานอวกาศจีนถ่ายรูปเซลฟีคู่โลก

วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

องค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน (CNSA) เปิดเผยภาพถ่ายยานอวกาศเทียนเวิ่น-2 (Tianwen-2) เคียงคู่โลก ซึ่งกล้องสังเกตการณ์ที่ติดตั้งบนแขนกลของยานฯ บันทึกได้ระหว่างเดินทางในอวกาศห้วงลึก โดยจุดเด่นของภาพคือธงแดงดาวห้าดวงหรือธงชาติจีนและแคปซูลส่งกลับสีขาว พร้อมโลกสีฟ้าที่อยู่ห่างไกลเป็นฉากหลัง

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ยานอวกาศเทียนเวิ่น-2 อยู่ห่างจากโลกราว 43 ล้านกิโลเมตร และอยู่ห่างจากดาวเคราะห์น้อย 2016เอชโอ3 (2016HO3) ราว 45 ล้านกิโลเมตร สามารถทำการทดสอบในวงโคจรหลายรายการ อาทิ ใช้อุปกรณ์เก็บตัวอย่างและตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยตนเอง โดยทุกระบบทำงานเป็นปกติและเครื่องมือบนยานฯ เริ่มต้นเก็บข้อมูลสภาพแวดล้อมอวกาศ

Science Update : นาซาเตรียมส่งนักบินอวกาศไปดวงจันทร์ต้นปีหน้า

Science Update : นาซาเตรียมส่งนักบินอวกาศไปดวงจันทร์ต้นปีหน้า

Science Update : นาซาเตรียมส่งนักบินอวกาศไปดวงจันทร์ต้นปีหน้า

วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา ประกาศแผนการส่งนักบินอวกาศขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์ในเดือนกุมพาพันธ์ปีหน้า เป็นครั้งแรกในรอบ 54 ปี ในภารกิจอาร์ทีมิส 2 (Artemis II)  ซึ่งเป็นโครงการลำดับที่ 2 ของโครงการอาร์ทีมิส ที่นาซาตั้งเป้าดำเนินการระยะยาวบนพื้นผิวของดวงจันทร์

นักบินอวกาศที่จะเดินทางไปสำรวจดวงจันทร์ครั้งนี้มีทั้งหมด 4 คน ประกอบด้วย รีด ไวส์แมน ผู้บัญชาการภารกิจ, วิคเตอร์ โกลเวอร์ นักบิน, คริสตินา คอช ผู้เชี่ยวชาญภารกิจ 1 และนักบินอวกาศ เจเรมี แฮนเซน จะใช้เวลาทำภารกิจ 10 วัน ทั้งหมดจะไม่ได้ลงไปเหยียบพื้นผิวของดวงจันทร์ แต่จะเดินทางรอบดวงจันทร์ไกลกว่าภารกิจ Apollo ด้วยยาน Orion ซึ่งจะโคจรเลยดวงจันทร์ออกไปกว่า 9,200 กิโลเมตร ถือเป็นการซ้อมการเดินทางเพื่อปูทางสู่การลงจอดจริงบนดวงจันทร์และเตรียมการเดินทางไปดาวอังคารในอนาคต

หากภารกิจอาร์ทีมิส 2 ประสบความสำเร็จ ก็จะเข้าสู่ขั้นถัดไปคือ ภารกิจ “อาร์ทีมิส 3” (Artemis III)  ที่จะนำนักบินอวกาศลงเหยียบพื้นผิวของดวงจันทร์ ซึ่งนาซาคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะเกิดขึ้นหลังช่วงกลางปี 2027

Science Update : ‘โดรนตรวจจับความร้อน’ ติดตามสัตว์พื้นเมืองใกล้สูญพันธุ์

Science Update : ‘โดรนตรวจจับความร้อน’ ติดตามสัตว์พื้นเมืองใกล้สูญพันธุ์

Science Update : ‘โดรนตรวจจับความร้อน’ ติดตามสัตว์พื้นเมืองใกล้สูญพันธุ์

วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ในรัฐวิกตอเรียของออสเตรเลีย เปิดเผยการใช้โดรนติดกล้องตรวจจับความร้อนในการเฝ้าติดตามสัตว์ป่าพื้นเมืองที่ใกล้สูญพันธุ์และหายากที่สุดบางชนิดอย่างมีประสิทธิภาพ คณะนักวิจัยพบว่า โดรนสามารถสำรวจพื้นที่ป่าได้มากกว่าการส่องไฟสปอตไลท์แบบเดิมถึง 10 เท่า เนื่องจากการส่องไฟสปอตไลท์แบบเดิมต้องใช้แรงงานคนเดินเท้าตอนกลางคืนอย่างช้าๆ และมักพลาดที่จะพบเจอสัตว์ รวมถึงก่อความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของนักสำรวจด้วย

ผลการศึกษาที่เผยแพร่ผ่านวารสาร Ecological Applications สังกัดสมาคมนิเวศวิทยาแห่งอเมริกา ระบุว่า กล้องตรวจจับความร้อนบนโดรนสามารถตรวจจับความร้อนในร่างกายจากระยะห่างที่ปลอดภัยเหนือยอดไม้ ทำให้รบกวนสัตว์น้อยที่สุด

คณะนักวิจัยเผยว่า โดรนตรวจจับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่บนต้นไม้ในหลายพื้นที่ทั้งหมด 9 ชนิด บันทึกการสังเกตสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมพื้นเมือง นกป่า และสัตว์ที่อาศัยบนพื้นดิน เช่น แบนดิคูต วอมแบต กวางป่า และแมวป่าในพื้นที่วิจัยมากกว่า 1,000 ครั้ง แนวทางเฝ้าติดตามใหม่นี้ยังตรวจจับพอสซัมลีดบีตเตอร์ ซึ่งอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤติ และเกรทเตอร์ไกลเดอร์สายพันธุ์ใต้ ซึ่งเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ในหมู่สัตว์สายพันธุ์อื่นๆ ที่โดดเด่นอีกมากมายด้วย

ทั้งนี้ ประชากรสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ในออสเตรเลียกำลังลดจำนวนลงเพราะสูญเสียถิ่นที่อยู่ ไฟป่า และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

Science Update : พบสัญญาณสิ่งมีชีวิตโบราณบนดาวอังคาร

Science Update : พบสัญญาณสิ่งมีชีวิตโบราณบนดาวอังคาร

Science Update : พบสัญญาณสิ่งมีชีวิตโบราณบนดาวอังคาร

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รักษาการผู้อำนวยการองค์การบริหารการบินและอวกาศของสหรัฐฯ หรือนาซา แถลงว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ของนาซาได้ใช้เวลากว่า 1 ปีตรวจสอบข้อมูลจากหินที่มีลักษณะคล้ายลายเสือดาว ซึ่งยานสำรวจดาวอังคาร ‘เพอร์เซเวียแรนซ์’ ได้สำรวจเมื่อปี 2567 บริเวณแหล่ง Bright Angel ในหลุมอุกกาบาตเจซีโร ตะกอนก้นทะเลสาบบนดาวอังคาร พบว่าอาจมีสัญญาณของสิ่งมีชีวิตจุลชีพโบราณ หรือสัญญาณสเปกตรัม ที่สอดคล้องกับสารอินทรีย์ในชั้นหินโคลน (mudstone) ที่บริเวณแหล่ง Bright Angel ซึ่งรวมถึงสัญญาณรามาน จี แบนด์ (Raman G band) หรือสัญญาณแสงที่สื่อถึงการมีอยู่ของสารอินทรีย์ในหิน ซึ่งในโลกมักเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก

นอกจากนี้ การตรวจพบแร่วิเวียนไนต์ (vivianite) หรือฟอสเฟตของเหล็ก และเกรย์ไกต์ (greigite) หรือซัลไฟด์ของเหล็ก บ่งชี้ถึงปฏิกิริยาเคมีระหว่างโคลนที่มีเหล็กสูงกับสารอินทรีย์ หลังจากการทับถมของตะกอนในทะเลสาบโบราณ ซึ่งลักษณะเช่นนี้ในชั้นตะกอนบนโลก แร่เหล่านี้มักเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการเผาผลาญของจุลชีพที่ย่อยสลายสารอินทรีย์และสร้างแร่เหล่านี้ขึ้นมาถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการตอบคำถามว่า มนุษยชาติอยู่เพียงลำพังในจักรวาลหรือไม่ เนื่องจากพื้นผิวหินที่มีลวดลายแปลกตาเหล่านี้ ได้รับความสนใจตั้งแต่แรกเห็นเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว และทำให้เกิดการตรวจสอบว่ามีสาเหตุที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตหรือไม่

อย่างไรก็ดี นาซาย้ำว่า การค้นพบดังกล่าวเป็นแค่ผลลัพธ์เบื้องต้นเท่านั้น เนื่องจากกระบวนการที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต (abiotic) ก็สามารถสร้างผลลัพธ์คล้ายกันได้ จึงไม่สามารถตัดสิ่งเหล่านี้ออกไปได้อย่างสิ้นเชิงโดยอาศัยข้อมูลจากยานสำรวจเพียงอย่างเดียว

Science Update : ‘ดาวฤกษ์เคลื่อนที่เร็วสุด’ ในจักรวาล

Science Update: ‘ดาวฤกษ์เคลื่อนที่เร็วสุด’ ในจักรวาล

Science Update: ‘ดาวฤกษ์เคลื่อนที่เร็วสุด’ ในจักรวาล

วันอาทิตย์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีอิสราเอล (Technion) เปิดเผยว่านักวิจัยจากอิสราเอลและเยอรมนีค้นพบวิธีการที่ดาวฤกษ์ที่เร็วที่สุดในจักรวาลบางดวงสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมหาศาลอย่างน่าเหลือเชื่อ

การศึกษานี้เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ แอสโทรโนมี (Nature Astronomy) ระบุว่าทีมวิจัยใช้การจำลองคอมพิวเตอร์สามมิติขั้นสูงและพบว่าดาวความเร็วสูง (hypervelocity stars) ซึ่งเป็นซากดาวฤกษ์ขนาดเล็กและหนาแน่นที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วกว่า 2,000 กิโลเมตรต่อวินาที ถูกปล่อยออกมาจากการระเบิดครั้งใหญ่ของดาวฤกษ์แบบซ้อนกันสองครั้ง (double detonations)

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อดาวที่ผิดปกติสองดวงโคจรรอบกัน โดยการระเบิดของดาวที่มีมวลมากกว่าจะส่งแรงดีดชิ้นส่วนที่เหลือของดาวอีกดวงที่มีมวลน้อยกว่าให้พุ่งออกสู่อวกาศด้วยความเร็วสูงอย่างมหาศาล

การศึกษาครั้งนี้อธิบายที่มาของดาวแคระขาวที่ร้อนและมีแสงจางที่พบในบริเวณชั้นนอกของกาแล็กซี และช่วยไขความกระจ่างเกี่ยวกับซูเปอร์โนวาประเภทหายากที่เรียกว่า Type Ia ที่มีแสงจาง ซึ่งมีความสำคัญต่อการวัดการขยายตัวของจักรวาลและการทำความเข้าใจว่าธาตุต่างๆ ในกาแล็กซีถูกสร้างขึ้นอย่างไร

Science Update: เผยคลิปจำลองเหตุภูเขาไฟฟูจิระเบิด

Science Update: เผยคลิปจำลองเหตุภูเขาไฟฟูจิระเบิด

Science Update: เผยคลิปจำลองเหตุภูเขาไฟฟูจิระเบิด

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทางการท้องถิ่นกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น เผยคลิปจำลองจาก AI กรณีเกิดการระเบิดอย่างรุนแรงของภูเขาไฟฟูจิ ในวันป้องกันภัยพิบัติของญี่ปุ่น เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกที่มีการจัดทำวิดีโอในลักษณะนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่า กรุงโตเกียวซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ตั้งของภูเขาไฟฟูจิจะเป็นอย่างไร และประชาชนจะต้องรับมืออย่างไรบ้าง

คลิปวิดีโอความยาว 3 นาที แสดงให้เห็นกลุ่มควันและเถ้าภูเขาไฟปะทุขึ้นจากยอดเขาฟูจิที่สูง 3,776 เมตรขึ้นสู่ท้องฟ้าและไหลจากไหล่เขาลงยังที่ราบเบื้องล่าง ภายในสองวัน กรุงโตเกียว เมืองหลวงซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตะวันออก 100 กิโลเมตร จะถูกปกคลุมไปด้วยเถ้าภูเขาไฟ ท้องฟ้ามืดมิดแม้เป็นเวลาตอนเที่ยงวัน เกิดความโกลาหลมากมาย ทั้งรถไฟตกราง หลังคาอาคารบ้านเรือนพังถล่มจากเถ้าภูเขาไฟที่ทับถมกัน ผู้คนยื้อแย่งกันซื้อสิ่งของจำเป็นจนเกลี้ยงซูเปอร์มาร์เก็ต

คลิปวีดีโอยังมีคำเตือนว่า เถ้าภูเขาไฟที่ตกสะสมเพียง 10 เซนติเมตร หรือตกสะสมเพียง 3 เซนติเมตรหากเกิดฝนตกลงมาด้วย อาจทำให้กรุงโตเกียวเป็นอัมพาต ระบบเครื่องจักรต่าง ๆ ติดขัด สัญญาณจราจรก็มองไม่เห็น หลังคาพังถล่ม เครื่องปรับอากาศอาจหยุดทำงาน เครื่องบินจะต้องหยุดบิน และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วภูมิภาคอาจหยุดชะงัก และประชากรราว 43 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในเขตมหานครจะได้รับผลกระทบเรื่องสุขภาพโดยตรงจากการสูดอากาศที่เป็นพิษ

ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวถึงการจำลองสถานการณ์นี้ว่าทำให้เป็นเรื่องน่าตื่นตระหนกเกินไป แต่หลายคนบอกว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะอย่างน้อยก็ช่วยให้ชาวญี่ปุ่นทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และมีความพร้อมรับมือ โดยครั้งสุดท้ายที่ภูเขาไฟฟูจิเกิดการปะทุใหญ่ คือเมื่อปี ค.ศ. 1707 หรือเมื่อ 318 ปีที่แล้ว

Science Update : แอ่งอะพอลโลบนดวงจันทร์ก่อตัว 4,160 ล้านปีก่อน

Science Update : แอ่งอะพอลโลบนดวงจันทร์ก่อตัว 4,160 ล้านปีก่อน

Science Update : แอ่งอะพอลโลบนดวงจันทร์ก่อตัว 4,160 ล้านปีก่อน

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทีมนักวิจัยจากจีนและนานาชาติสามารถกำหนดอายุของ อะพอลโล เบซิน (Apollo Basin) หรือแอ่งอะพอลโล ซึ่งเป็นหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ด้านไกลของดวงจันทร์ ว่า น่าจะก่อตัวขึ้นเมื่อราว 4,160 ล้านปีก่อน จากการศึกษาตัวอย่างหินที่ได้จากภารกิจ ฉางเอ๋อ-6 (Chang’e-6) ของจีนเมื่อปีที่แล้ว โดยผลการวิจัยเผยแพร่ในวารสาร Nature Astronomy

การค้นพบครั้งนี้มีความสำคัญ เพราะช่วยไขปริศนาเกี่ยวกับช่วง Late Heavy Bombardment (LHB) หรือยุคที่ดวงจันทร์และระบบสุริยะเผชิญการชนถี่ ๆ จากดาวเคราะห์น้อยในระยะแรก นักวิทยาศาสตร์เคยถกเถียงกันมานานว่าการชนลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือเกิดการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงราว 3.8–4 พันล้านปีก่อน

ตัวอย่างหินที่ตรวจสอบมีขนาดเพียง 150–350 ไมโครเมตร แต่เป็น เศษหินหลอมเหลวจากการชน ที่สามารถทำหน้าที่เสมือนนาฬิกาทางธรณีวิทยาได้อย่างแม่นยำ ผลการวิเคราะห์บ่งชี้ว่า แอ่งอะพอลโล เกิดขึ้นเร็วกว่าที่เคยเชื่ออย่างน้อย 100 ล้านปี และยืนยันว่าการชนมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ ไม่ได้เกิด “พีค” แบบฉับพลัน

ภารกิจฉางเอ๋อ-6 ถือเป็นครั้งแรกที่มนุษย์นำตัวอย่างหินกว่า 1.93 กิโลกรัม จากด้านไกลของดวงจันทร์กลับมายังโลก โดยก่อนหน้านี้ งานวิจัยอีกชิ้นจากตัวอย่างเดียวกันยังชี้ว่า South Pole–Aitken Basin ก่อตัวเมื่อ 4,250 ล้านปีก่อน ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังช่วยต่อยอดความเข้าใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการระหว่างโลกกับดวงจันทร์ และกำเนิดของระบบสุริยะในยุคแรกเริ่ม

Science Update : ถอดรหัสพันธุกรรม ‘หมูป่า’

Science Update : ถอดรหัสพันธุกรรม ‘หมูป่า’

Science Update : ถอดรหัสพันธุกรรม ‘หมูป่า’

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันบัณฑิตเกษตรศาสตร์แห่งชาติจีนรายงานว่า คณะนักวิจัยได้ถอดรหัสการปรับตัวทางพันธุกรรมอันมีเอกลักษณ์ ซึ่งช่วยหมูป่าเอเชียกลางมีชีวิตรอดจากความท้าทายทางสิ่งแวดล้อมระหว่างอพยพข้ามทวีปยูเรเชียเมื่อล้านปีก่อน ทำให้เกิดข้อมูลเชิงลึกใหม่เกี่ยวกับการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่

หมูป่า ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของหมูเลี้ยงในปัจจุบัน มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนกระจายตัวสู่ตะวันตกและตอนเหนือจนถึงภูมิภาคที่สูงในยุโรปและเอเชียกลางในช่วงหลายล้านปีต่อมา ทว่าความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการปรับตัวทางพันธุกรรมของหมูป่าเหล่านี้ ซึ่งต้องเผชิญอากาศหนาวจัดและรับรังสียูวีลดลง โดยเฉพาะในเอเชียกลาง ยังคงน้อยมาก

การวิจัยได้บูรณาการพันธุกรรมหมูป่าคุณภาพสูงที่ลำดับใหม่ 47 ชุด และที่เผยแพร่สู่สาธารณะอยู่แล้ว 49 ชุด ซึ่งครอบคลุมหมูป่าในเอเชียตะวันออก เอเชียกลาง และยุโรป พบว่าหมูป่าเอเชียแยกสายพันธุ์จากหมูป่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อราว 3.6 ล้านปีก่อน ส่งผลให้เกิดหมูป่าที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันในจีนตอนใต้และเอเชียกลาง