Science Update : นาซาเตรียมส่งนักบินอวกาศไปดวงจันทร์ต้นปีหน้า

Science Update : นาซาเตรียมส่งนักบินอวกาศไปดวงจันทร์ต้นปีหน้า

Science Update : นาซาเตรียมส่งนักบินอวกาศไปดวงจันทร์ต้นปีหน้า

วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา ประกาศแผนการส่งนักบินอวกาศขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์ในเดือนกุมพาพันธ์ปีหน้า เป็นครั้งแรกในรอบ 54 ปี ในภารกิจอาร์ทีมิส 2 (Artemis II)  ซึ่งเป็นโครงการลำดับที่ 2 ของโครงการอาร์ทีมิส ที่นาซาตั้งเป้าดำเนินการระยะยาวบนพื้นผิวของดวงจันทร์

นักบินอวกาศที่จะเดินทางไปสำรวจดวงจันทร์ครั้งนี้มีทั้งหมด 4 คน ประกอบด้วย รีด ไวส์แมน ผู้บัญชาการภารกิจ, วิคเตอร์ โกลเวอร์ นักบิน, คริสตินา คอช ผู้เชี่ยวชาญภารกิจ 1 และนักบินอวกาศ เจเรมี แฮนเซน จะใช้เวลาทำภารกิจ 10 วัน ทั้งหมดจะไม่ได้ลงไปเหยียบพื้นผิวของดวงจันทร์ แต่จะเดินทางรอบดวงจันทร์ไกลกว่าภารกิจ Apollo ด้วยยาน Orion ซึ่งจะโคจรเลยดวงจันทร์ออกไปกว่า 9,200 กิโลเมตร ถือเป็นการซ้อมการเดินทางเพื่อปูทางสู่การลงจอดจริงบนดวงจันทร์และเตรียมการเดินทางไปดาวอังคารในอนาคต

หากภารกิจอาร์ทีมิส 2 ประสบความสำเร็จ ก็จะเข้าสู่ขั้นถัดไปคือ ภารกิจ “อาร์ทีมิส 3” (Artemis III)  ที่จะนำนักบินอวกาศลงเหยียบพื้นผิวของดวงจันทร์ ซึ่งนาซาคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะเกิดขึ้นหลังช่วงกลางปี 2027

Science Update : ‘โดรนตรวจจับความร้อน’ ติดตามสัตว์พื้นเมืองใกล้สูญพันธุ์

Science Update : ‘โดรนตรวจจับความร้อน’ ติดตามสัตว์พื้นเมืองใกล้สูญพันธุ์

Science Update : ‘โดรนตรวจจับความร้อน’ ติดตามสัตว์พื้นเมืองใกล้สูญพันธุ์

วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ในรัฐวิกตอเรียของออสเตรเลีย เปิดเผยการใช้โดรนติดกล้องตรวจจับความร้อนในการเฝ้าติดตามสัตว์ป่าพื้นเมืองที่ใกล้สูญพันธุ์และหายากที่สุดบางชนิดอย่างมีประสิทธิภาพ คณะนักวิจัยพบว่า โดรนสามารถสำรวจพื้นที่ป่าได้มากกว่าการส่องไฟสปอตไลท์แบบเดิมถึง 10 เท่า เนื่องจากการส่องไฟสปอตไลท์แบบเดิมต้องใช้แรงงานคนเดินเท้าตอนกลางคืนอย่างช้าๆ และมักพลาดที่จะพบเจอสัตว์ รวมถึงก่อความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของนักสำรวจด้วย

ผลการศึกษาที่เผยแพร่ผ่านวารสาร Ecological Applications สังกัดสมาคมนิเวศวิทยาแห่งอเมริกา ระบุว่า กล้องตรวจจับความร้อนบนโดรนสามารถตรวจจับความร้อนในร่างกายจากระยะห่างที่ปลอดภัยเหนือยอดไม้ ทำให้รบกวนสัตว์น้อยที่สุด

คณะนักวิจัยเผยว่า โดรนตรวจจับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่บนต้นไม้ในหลายพื้นที่ทั้งหมด 9 ชนิด บันทึกการสังเกตสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมพื้นเมือง นกป่า และสัตว์ที่อาศัยบนพื้นดิน เช่น แบนดิคูต วอมแบต กวางป่า และแมวป่าในพื้นที่วิจัยมากกว่า 1,000 ครั้ง แนวทางเฝ้าติดตามใหม่นี้ยังตรวจจับพอสซัมลีดบีตเตอร์ ซึ่งอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤติ และเกรทเตอร์ไกลเดอร์สายพันธุ์ใต้ ซึ่งเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ในหมู่สัตว์สายพันธุ์อื่นๆ ที่โดดเด่นอีกมากมายด้วย

ทั้งนี้ ประชากรสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ในออสเตรเลียกำลังลดจำนวนลงเพราะสูญเสียถิ่นที่อยู่ ไฟป่า และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

Science Update : พบสัญญาณสิ่งมีชีวิตโบราณบนดาวอังคาร

Science Update : พบสัญญาณสิ่งมีชีวิตโบราณบนดาวอังคาร

Science Update : พบสัญญาณสิ่งมีชีวิตโบราณบนดาวอังคาร

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รักษาการผู้อำนวยการองค์การบริหารการบินและอวกาศของสหรัฐฯ หรือนาซา แถลงว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ของนาซาได้ใช้เวลากว่า 1 ปีตรวจสอบข้อมูลจากหินที่มีลักษณะคล้ายลายเสือดาว ซึ่งยานสำรวจดาวอังคาร ‘เพอร์เซเวียแรนซ์’ ได้สำรวจเมื่อปี 2567 บริเวณแหล่ง Bright Angel ในหลุมอุกกาบาตเจซีโร ตะกอนก้นทะเลสาบบนดาวอังคาร พบว่าอาจมีสัญญาณของสิ่งมีชีวิตจุลชีพโบราณ หรือสัญญาณสเปกตรัม ที่สอดคล้องกับสารอินทรีย์ในชั้นหินโคลน (mudstone) ที่บริเวณแหล่ง Bright Angel ซึ่งรวมถึงสัญญาณรามาน จี แบนด์ (Raman G band) หรือสัญญาณแสงที่สื่อถึงการมีอยู่ของสารอินทรีย์ในหิน ซึ่งในโลกมักเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก

นอกจากนี้ การตรวจพบแร่วิเวียนไนต์ (vivianite) หรือฟอสเฟตของเหล็ก และเกรย์ไกต์ (greigite) หรือซัลไฟด์ของเหล็ก บ่งชี้ถึงปฏิกิริยาเคมีระหว่างโคลนที่มีเหล็กสูงกับสารอินทรีย์ หลังจากการทับถมของตะกอนในทะเลสาบโบราณ ซึ่งลักษณะเช่นนี้ในชั้นตะกอนบนโลก แร่เหล่านี้มักเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการเผาผลาญของจุลชีพที่ย่อยสลายสารอินทรีย์และสร้างแร่เหล่านี้ขึ้นมาถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการตอบคำถามว่า มนุษยชาติอยู่เพียงลำพังในจักรวาลหรือไม่ เนื่องจากพื้นผิวหินที่มีลวดลายแปลกตาเหล่านี้ ได้รับความสนใจตั้งแต่แรกเห็นเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว และทำให้เกิดการตรวจสอบว่ามีสาเหตุที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตหรือไม่

อย่างไรก็ดี นาซาย้ำว่า การค้นพบดังกล่าวเป็นแค่ผลลัพธ์เบื้องต้นเท่านั้น เนื่องจากกระบวนการที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต (abiotic) ก็สามารถสร้างผลลัพธ์คล้ายกันได้ จึงไม่สามารถตัดสิ่งเหล่านี้ออกไปได้อย่างสิ้นเชิงโดยอาศัยข้อมูลจากยานสำรวจเพียงอย่างเดียว

Science Update : ‘ดาวฤกษ์เคลื่อนที่เร็วสุด’ ในจักรวาล

Science Update: ‘ดาวฤกษ์เคลื่อนที่เร็วสุด’ ในจักรวาล

Science Update: ‘ดาวฤกษ์เคลื่อนที่เร็วสุด’ ในจักรวาล

วันอาทิตย์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีอิสราเอล (Technion) เปิดเผยว่านักวิจัยจากอิสราเอลและเยอรมนีค้นพบวิธีการที่ดาวฤกษ์ที่เร็วที่สุดในจักรวาลบางดวงสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมหาศาลอย่างน่าเหลือเชื่อ

การศึกษานี้เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ แอสโทรโนมี (Nature Astronomy) ระบุว่าทีมวิจัยใช้การจำลองคอมพิวเตอร์สามมิติขั้นสูงและพบว่าดาวความเร็วสูง (hypervelocity stars) ซึ่งเป็นซากดาวฤกษ์ขนาดเล็กและหนาแน่นที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วกว่า 2,000 กิโลเมตรต่อวินาที ถูกปล่อยออกมาจากการระเบิดครั้งใหญ่ของดาวฤกษ์แบบซ้อนกันสองครั้ง (double detonations)

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อดาวที่ผิดปกติสองดวงโคจรรอบกัน โดยการระเบิดของดาวที่มีมวลมากกว่าจะส่งแรงดีดชิ้นส่วนที่เหลือของดาวอีกดวงที่มีมวลน้อยกว่าให้พุ่งออกสู่อวกาศด้วยความเร็วสูงอย่างมหาศาล

การศึกษาครั้งนี้อธิบายที่มาของดาวแคระขาวที่ร้อนและมีแสงจางที่พบในบริเวณชั้นนอกของกาแล็กซี และช่วยไขความกระจ่างเกี่ยวกับซูเปอร์โนวาประเภทหายากที่เรียกว่า Type Ia ที่มีแสงจาง ซึ่งมีความสำคัญต่อการวัดการขยายตัวของจักรวาลและการทำความเข้าใจว่าธาตุต่างๆ ในกาแล็กซีถูกสร้างขึ้นอย่างไร

Science Update: เผยคลิปจำลองเหตุภูเขาไฟฟูจิระเบิด

Science Update: เผยคลิปจำลองเหตุภูเขาไฟฟูจิระเบิด

Science Update: เผยคลิปจำลองเหตุภูเขาไฟฟูจิระเบิด

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทางการท้องถิ่นกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น เผยคลิปจำลองจาก AI กรณีเกิดการระเบิดอย่างรุนแรงของภูเขาไฟฟูจิ ในวันป้องกันภัยพิบัติของญี่ปุ่น เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกที่มีการจัดทำวิดีโอในลักษณะนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่า กรุงโตเกียวซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ตั้งของภูเขาไฟฟูจิจะเป็นอย่างไร และประชาชนจะต้องรับมืออย่างไรบ้าง

คลิปวิดีโอความยาว 3 นาที แสดงให้เห็นกลุ่มควันและเถ้าภูเขาไฟปะทุขึ้นจากยอดเขาฟูจิที่สูง 3,776 เมตรขึ้นสู่ท้องฟ้าและไหลจากไหล่เขาลงยังที่ราบเบื้องล่าง ภายในสองวัน กรุงโตเกียว เมืองหลวงซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตะวันออก 100 กิโลเมตร จะถูกปกคลุมไปด้วยเถ้าภูเขาไฟ ท้องฟ้ามืดมิดแม้เป็นเวลาตอนเที่ยงวัน เกิดความโกลาหลมากมาย ทั้งรถไฟตกราง หลังคาอาคารบ้านเรือนพังถล่มจากเถ้าภูเขาไฟที่ทับถมกัน ผู้คนยื้อแย่งกันซื้อสิ่งของจำเป็นจนเกลี้ยงซูเปอร์มาร์เก็ต

คลิปวีดีโอยังมีคำเตือนว่า เถ้าภูเขาไฟที่ตกสะสมเพียง 10 เซนติเมตร หรือตกสะสมเพียง 3 เซนติเมตรหากเกิดฝนตกลงมาด้วย อาจทำให้กรุงโตเกียวเป็นอัมพาต ระบบเครื่องจักรต่าง ๆ ติดขัด สัญญาณจราจรก็มองไม่เห็น หลังคาพังถล่ม เครื่องปรับอากาศอาจหยุดทำงาน เครื่องบินจะต้องหยุดบิน และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วภูมิภาคอาจหยุดชะงัก และประชากรราว 43 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในเขตมหานครจะได้รับผลกระทบเรื่องสุขภาพโดยตรงจากการสูดอากาศที่เป็นพิษ

ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวถึงการจำลองสถานการณ์นี้ว่าทำให้เป็นเรื่องน่าตื่นตระหนกเกินไป แต่หลายคนบอกว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะอย่างน้อยก็ช่วยให้ชาวญี่ปุ่นทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และมีความพร้อมรับมือ โดยครั้งสุดท้ายที่ภูเขาไฟฟูจิเกิดการปะทุใหญ่ คือเมื่อปี ค.ศ. 1707 หรือเมื่อ 318 ปีที่แล้ว

Science Update : แอ่งอะพอลโลบนดวงจันทร์ก่อตัว 4,160 ล้านปีก่อน

Science Update : แอ่งอะพอลโลบนดวงจันทร์ก่อตัว 4,160 ล้านปีก่อน

Science Update : แอ่งอะพอลโลบนดวงจันทร์ก่อตัว 4,160 ล้านปีก่อน

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทีมนักวิจัยจากจีนและนานาชาติสามารถกำหนดอายุของ อะพอลโล เบซิน (Apollo Basin) หรือแอ่งอะพอลโล ซึ่งเป็นหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ด้านไกลของดวงจันทร์ ว่า น่าจะก่อตัวขึ้นเมื่อราว 4,160 ล้านปีก่อน จากการศึกษาตัวอย่างหินที่ได้จากภารกิจ ฉางเอ๋อ-6 (Chang’e-6) ของจีนเมื่อปีที่แล้ว โดยผลการวิจัยเผยแพร่ในวารสาร Nature Astronomy

การค้นพบครั้งนี้มีความสำคัญ เพราะช่วยไขปริศนาเกี่ยวกับช่วง Late Heavy Bombardment (LHB) หรือยุคที่ดวงจันทร์และระบบสุริยะเผชิญการชนถี่ ๆ จากดาวเคราะห์น้อยในระยะแรก นักวิทยาศาสตร์เคยถกเถียงกันมานานว่าการชนลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือเกิดการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงราว 3.8–4 พันล้านปีก่อน

ตัวอย่างหินที่ตรวจสอบมีขนาดเพียง 150–350 ไมโครเมตร แต่เป็น เศษหินหลอมเหลวจากการชน ที่สามารถทำหน้าที่เสมือนนาฬิกาทางธรณีวิทยาได้อย่างแม่นยำ ผลการวิเคราะห์บ่งชี้ว่า แอ่งอะพอลโล เกิดขึ้นเร็วกว่าที่เคยเชื่ออย่างน้อย 100 ล้านปี และยืนยันว่าการชนมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ ไม่ได้เกิด “พีค” แบบฉับพลัน

ภารกิจฉางเอ๋อ-6 ถือเป็นครั้งแรกที่มนุษย์นำตัวอย่างหินกว่า 1.93 กิโลกรัม จากด้านไกลของดวงจันทร์กลับมายังโลก โดยก่อนหน้านี้ งานวิจัยอีกชิ้นจากตัวอย่างเดียวกันยังชี้ว่า South Pole–Aitken Basin ก่อตัวเมื่อ 4,250 ล้านปีก่อน ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังช่วยต่อยอดความเข้าใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการระหว่างโลกกับดวงจันทร์ และกำเนิดของระบบสุริยะในยุคแรกเริ่ม

Science Update : ถอดรหัสพันธุกรรม ‘หมูป่า’

Science Update : ถอดรหัสพันธุกรรม ‘หมูป่า’

Science Update : ถอดรหัสพันธุกรรม ‘หมูป่า’

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันบัณฑิตเกษตรศาสตร์แห่งชาติจีนรายงานว่า คณะนักวิจัยได้ถอดรหัสการปรับตัวทางพันธุกรรมอันมีเอกลักษณ์ ซึ่งช่วยหมูป่าเอเชียกลางมีชีวิตรอดจากความท้าทายทางสิ่งแวดล้อมระหว่างอพยพข้ามทวีปยูเรเชียเมื่อล้านปีก่อน ทำให้เกิดข้อมูลเชิงลึกใหม่เกี่ยวกับการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่

หมูป่า ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของหมูเลี้ยงในปัจจุบัน มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนกระจายตัวสู่ตะวันตกและตอนเหนือจนถึงภูมิภาคที่สูงในยุโรปและเอเชียกลางในช่วงหลายล้านปีต่อมา ทว่าความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการปรับตัวทางพันธุกรรมของหมูป่าเหล่านี้ ซึ่งต้องเผชิญอากาศหนาวจัดและรับรังสียูวีลดลง โดยเฉพาะในเอเชียกลาง ยังคงน้อยมาก

การวิจัยได้บูรณาการพันธุกรรมหมูป่าคุณภาพสูงที่ลำดับใหม่ 47 ชุด และที่เผยแพร่สู่สาธารณะอยู่แล้ว 49 ชุด ซึ่งครอบคลุมหมูป่าในเอเชียตะวันออก เอเชียกลาง และยุโรป พบว่าหมูป่าเอเชียแยกสายพันธุ์จากหมูป่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อราว 3.6 ล้านปีก่อน ส่งผลให้เกิดหมูป่าที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันในจีนตอนใต้และเอเชียกลาง

Science Update : นักวิจัยจีนพบ ‘ไดโนเสาร์ซอโรโพโดมอร์ฟ’

Science Update : นักวิจัยจีนพบ ‘ไดโนเสาร์ซอโรโพโดมอร์ฟ’

Science Update : นักวิจัยจีนพบ ‘ไดโนเสาร์ซอโรโพโดมอร์ฟ’

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บทความล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสาร Scientific Reports เปิดเผยว่า ทีมนักวิจัยจีนค้นพบกลุ่มซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์ชนิดใหม่จากยุคจูราสสิกตอนต้นในอำเภออู่ติ้ง มณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เมื่อปี 2020 ซึ่งถือเป็นซากไดโนเสาร์ซอโรโพโดมอร์ฟ (sauropodomorph) ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบมาในเอเชียตะวันออก

นักวิจัยจากสถาบันบรรพชีวินวิทยาสัตว์มีกระดูกสันหลังและมานุษยวิทยาบรรพกาล (IVPP) พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาแห่งประเทศจีน มหาวิทยาลัยยูนาน และสำนักทรัพยากรธรรมชาติท้องถิ่น ใช้เวลา 5 ปีในการฟื้นฟูและศึกษาซากฟอสซิลเหล่านี้ พร้อมตั้งชื่อสายพันธุ์ไดโนเสาร์เจ้าของฟอสซิลนี้ว่า “อู่ติ้งหลง” ซากฟอสซิลของอู่ติ้งหลงที่พบประกอบด้วยกระดูกส่วนหัว กระดูกสันหลังบริเวณคอและระดับอก รวมถึงกระดูกขาหน้าที่ยังคงอยู่ในสภาพดี

โหยวไห่หลู่ นักวิจัยจากสถาบันบรรพชีวินวิทยาฯ ระบุว่าผลการวิเคราะห์ทางสายวิวัฒนาการและชั้นหินพบว่าสายพันธุ์อู่ติ้งหลงเป็นไดโนเสาร์ซอโรโพโดมอร์ฟที่มีการแยกสายวิวัฒนาการเร็วที่สุดและอยู่ในชั้นหินโบราณที่สุดในเอเชียตะวันออกเท่าที่ค้นพบจนถึงปัจจุบัน ไดโนเสาร์ชนิดนี้มีชีวิตอยู่ในยุคแรกสุดของยุคจูราสสิกตอนต้น เมื่อราว 200 ล้านปีก่อน

การค้นพบสายพันธุ์ใหม่นี้ช่วยเสริมหลักฐานว่า กลุ่มไดโนเสาร์ซอโรโพโดมอร์ฟในพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เป็นไดโนเสาร์ที่มีชนิดหลากหลายและมีลักษณะทางสัณฐานวิทยาแตกต่างกันมากที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลกในยุคจูราสสิกตอนต้น

Science Update : ดาวหางอาจเป็นยานของต่างดาว

Science Update : ดาวหางอาจเป็นยานของต่างดาว

Science Update : ดาวหางอาจเป็นยานของต่างดาว

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อาวี โลบ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตั้งสมมติฐานใหม่ว่า วัตถุในอวกาศ ชื่อ 3I/ATLAS ที่เพิ่งมีการค้นพบเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งในเบื้องต้น คาดว่าจะเป็นดาวหางจากนอกระบบสุริยะนั้น ความจริงแล้ว อาจเป็นยานสำรวจจากต่างดาวที่กำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ เนื่องจากมีลักษณะพิเศษอื่น ๆ โดยเฉพาะวิถีโคจรที่ผิดปกติ และเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่วัตถุในอวกาศลักษณะนี้โคจรเข้ามาใกล้โลก

อย่างไรก็ตาม แคเรน มีช นักดาราศาสตร์ดาวเคราะห์จากสถาบันดาราศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาวาย คัดค้านว่า เป็นสมมติฐานที่ไร้ความรับผิดชอบ เพราะเป็นแค่เรื่องบังเอิญที่เส้นทางโคจรของ 3I/ATLAS ผ่านเข้ามาในระบบสุริยะ และไม่ได้แตกต่างจากดาวหางทั่วไป

Science Update : วัยรุ่นอเมริกันส่วนใหญ่เคยใช้ AI เป็น ‘เพื่อนคุย’

Science Update : วัยรุ่นอเมริกันส่วนใหญ่เคยใช้ AI เป็น ‘เพื่อนคุย’

Science Update : วัยรุ่นอเมริกันส่วนใหญ่เคยใช้ AI เป็น ‘เพื่อนคุย’

วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เทคครันช์ (TechCrunch) รายงานผลการศึกษาใหม่จาก คอมมอน เซนส์ มีเดีย (Common Sense Media) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรของสหรัฐฯ พบว่า วัยรุ่นอเมริกันอายุ 13-17 ปีสนใจการพูดคุยกับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดยร้อยละ 72 เคยลองใช้เอไอเป็นเพื่อนพูดคุย และร้อยละ 52 พูดคุยกับเอไอเป็นประจำ

การศึกษานี้มุ่งเน้นไปที่แชตบอตปัญญาประดิษฐ์ที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้สามารถสนทนาในเชิงส่วนตัวหรือสนิทสนมได้มากขึ้น โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโกดำเนินการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างวัยรุ่น 1,060 คน ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2025

ผลสำรวจระบุว่า วัยรุ่นร้อยละ 46 มองว่าเพื่อนคุยปัญญาประดิษฐ์เป็นเพียงเครื่องมือหรือโปรแกรม ขณะที่ร้อยละ 33 ใช้เพื่อนคุยเอไอเพื่อปฏิสัมพันธ์ทางสังคมหรือความสัมพันธ์ และครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างวัยรุ่นระบุว่าไม่เชื่อถือข้อมูลที่ได้จากเพื่อนเอไอ