Science Update : ฉลามโบราณกินลูกตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/230243

วันอาทิตย์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นักศึกษาด้านบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยบริสตอลของอังกฤษ พบฟอสซิลมูลของฉลามโบราณสายพันธุ์ Orthacanthus ซึ่งเก่าแก่ราว 300 ล้านปี ที่รัฐนิวบรันสวิกของแคนาดา ฟอสซิลนี้มีลักษณะพิเศษตรงที่มีซากฟันขนาดเล็กของลูกฉลามสายพันธุ์เดียวกันปนอยู่ด้วย เนื่องจากซากมูลมีลักษณะเป็นเกลียวตามรูปร่างของลำไส้ที่มีลักษณะเฉพาะ ส่วนฟันของลูกฉลามที่พบก็มีลักษณะเช่นเดียวกับฉลามพันธุ์นี้ เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ฉลามโบราณสายพันธุ์นี้มีพฤติกรรมกินลูกตัวเอง สำหรับฉลามโบราณชนิดนี้สามารถอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดภายในแผ่นดิน โดยกินสัตว์เลื้อยคลานและฉลามชนิดอื่นบางชนิดเป็นอาหารด้วย นักบรรพชีวินวิทยาสันนิษฐานว่า ฉลามชนิดนี้กินลูกของมันเองเมื่อประสบกับภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนัก ขณะที่พวกมันเร่งขยายอาณาเขตเข้าไปยังแหล่งน้ำจืดที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินมากขึ้น เนื่องจากในยุค 300 ล้านปีก่อนนั้น มีการขยายตัวของพืชมากกว่าสัตว์ที่อาจเป็นอาหารของมันได้

Science Update : ช้างแมมมอธขนยาวสูญพันธุ์เพราะขาดน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/229181

วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผลการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียสเตทของสหรัฐ พบว่าหนึ่งในช้างแมมมอธขนยาวกลุ่มสุดท้ายที่มีชีวิตอยู่เมื่อราว 5,600 ปีก่อน บนเกาะห่างไกลแห่งหนึ่งนอกชายฝั่งรัฐอะแลสกา ต้องล้มตายลงและสูญพันธุ์ไปในที่สุดเนื่องจากขาดน้ำดื่ม หลังสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นในช่วงท้ายของยุคน้ำแข็ง ทำให้น้ำแข็งที่มีอยู่ทั่วไปละลายและระดับน้ำทะเลเพิ่มสูง จนในที่สุดน้ำเค็มเข้าท่วมทะเลสาบน้ำจืดบนเกาะ จนทำให้ช้างแมมมอธกลุ่มนี้ขาดแคลนน้ำดื่ม ซึ่งประมาณการว่าช้างแต่ละตัวต้องการน้ำ 70-200 ลิตรต่อวัน นอกจากนี้ การที่แหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่หายไป ทำใช้ประชากรช้างที่เหลือมารวมตัวกันรอบบ่อน้ำจืดเล็ก ๆ ที่อาจยังเหลืออยู่ ซึ่งก็จะทำให้ดินโคลนโดยรอบถล่มลงไปจนตื้นเขินและแห้งเร็วขึ้นอีก ทั้งนี้ ช้างแมมมอธขนยาวโดยทั่วไปต้องสูญพันธุ์เมื่อราว 10,500 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงท้ายของยุคน้ำแข็ง เนื่องจากการล่าของมนุษย์และความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม

Science Update : จุดแดงใหญ่บนดาวพฤหัสบดีร้อนมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/228088

วันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ข้อมูลใหม่ที่ได้จากการตรวจวัดของกล้องโทรทรรศน์อินฟราเรดที่เกาะฮาวายของสหรัฐ ชี้ว่าจุดแดงใหญ่บนดาวพฤหัสบดี ซึ่งเป็นพายุหมุนที่มีขนาดใหญ่กว่าโลก 3 เท่านั้น เป็นจุดที่มีอุณหภูมิสูงถึง 1,500 องศาเซลเซียส ซึ่งนับว่าสูงกว่าบริเวณอื่น ๆ ของดาวหลายร้อยองศาเซลเซียส ความร้อนสูงที่จุดแดงใหญ่ดังกล่าว เกิดจากคลื่นเสียงพลังงานสูงภายในพายุหมุน “ปะทุ” ขึ้นที่ส่วนบนของชั้นบรรยากาศของดาว ทำให้มีการปลดปล่อยความร้อนมหาศาล ความร้อนนี้เคยเป็นปริศนามานานว่า ดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างไกลจากดวงอาทิตย์และประกอบไปด้วยก๊าซเป็นหลักอย่างดาวพฤหัสบดี ไม่น่าจะปลดปล่อยความร้อนออกมาในระดับนี้ได้ มีการตีพิมพ์ข้อมูลใหม่นี้ลงในวารสารเนเจอร์ โดยทีมนักดาราศาสตร์ที่ทำการศึกษาระบุว่า ปรากฏการณ์ที่คลื่นเสียงจากพายุเดินทางขึ้นสู่บรรยากาศชั้นบน และปลดปล่อยตัวเองออกเป็นความร้อนนั้น สามารถพบได้บนโลกเช่นกัน เช่นในแถบเทือกเขาแอนดีสของอเมริกาใต้

 

Science Update : ต้นตอ ‘ดวงตาข้างขวา’ คนบนดวงจันทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/226990

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผลการศึกษาใหม่ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ระบุว่า หลุมแห่งหนึ่งบนดวงจันทร์ ซึ่งคนบนโลกมักมองเห็นเป็นตาข้างขวาของรูป “คนบนดวงจันทร์” ตามจินตนาการนั้น เกิดจากการชนของอุกกาบาตขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกว่า 250 กิโลเมตร ซึ่งอุกกาบาตนี้ใหญ่พอที่จะเป็นต้นกำเนิดของดาวดวงใหม่ได้ เดิมทีนั้นนักดาราศาสตร์ประเมินว่า หลุมบนดวงจันทร์ดังกล่าวน่าจะเกิดจากการชนของอุกกาบาตที่มีขนาดเพียง 80 กิโลเมตร เมื่อราว 3,800 ล้านปีก่อน แต่จากการศึกษาครั้งใหม่ของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบราวน์ของสหรัฐ ซึ่งทดลองยิงโลหะด้วยปืนความเร็วสูงเพื่อจำลองการชนของอุกกาบาตดังกล่าว ได้พบว่าอุกกาบาตนี้น่าจะมีขนาดใหญ่กว่าที่คาดไว้เดิมถึง 3 เท่า และชนเข้ากับพื้นผิวดวงจันทร์ด้วยความเร็วสูงถึง 70,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การชนดังกล่าวทำให้เกิดหลุมบนดวงจันทร์ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างกว่า 1,200 กิโลเมตร ทั้งยังเป็นไปได้ว่า เศษหินและฝุ่นละอองที่เกิดจากการชนครั้งนี้น่าจะพุ่งเข้าปกคลุมโลก ซึ่งขณะนั้นตั้งอยู่ใกล้กับดวงจันทร์มากกว่าในปัจจุบันถึงครึ่งหนึ่ง

Science Update : พบโคอาลาตาสองสีในออสเตรเลีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/225919

วันอาทิตย์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

โรงพยาบาลรักษาสัตว์ป่าของสวนสัตว์ออสเตรเลีย ในรัฐควีนส์แลนด์ ช่วยชีวิตเจ้าโบวี่ โคอาลาเพศเมียที่ได้รับบาดเจ็บ เพราะคาดว่าน่าจะถูกรถชนในย่านชานเมืองบริสเบน โดยทีมสัตวแพทย์ตั้งชื่อให้มันตามนักร้องชื่อดัง “เดวิด โบวี่” เพราะมันมีดวงตาสองข้างที่สีแตกต่างกัน ไม่เหมือนโคอาลาทั่วไปที่มักมีตาสีน้ำตาล ลักษณะที่สวยงามดูแปลกตาเช่นนี้เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เรียกว่า Heterochromia ซึ่งเป็นความผิดปกติของเม็ดสีในม่านตา

อย่างไรก็ตาม กรณีตาสองสีของเดวิด โบวี่ นั้นเป็นภาวะที่แตกต่างออกไปเรียกว่า Anisocoria ซึ่งรูม่านตามีขนาดไม่เท่ากัน จึงทำให้มองดูเหมือนว่าตาสองข้างมีสีต่างกัน สัตวแพทย์บอกว่าภาวะ Heterochromia ของเจ้าโบวี่ ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของโคอาลาแต่อย่างใด

Science Update : เผยภาพสุดท้ายดาวเทียม ‘ฮิโตมิ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/224816

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วารสารเนเจอร์ตีพิมพ์ภาพถ่ายสุดท้ายที่ดาวเทียมฮิโตมิของญี่ปุ่น ส่งกลับมายังโลก ก่อนจะสูญเสียการควบคุมและหลุดลอยไปสู่ห้วงอวกาศลึก เมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา เหตุดังกล่าวสร้างความสูญเสียให้กับองค์การบริหารการบินและอวกาศของญี่ปุ่น (JAXA) รวมทั้งองค์กรอื่นๆ ที่ให้ความร่วมมือ เช่น นาซา กว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ก่อนจะหลุดลอยไป ดาวเทียมฮิโตมิยังสามารถถ่ายภาพความเคลื่อนไหวของรังสีเอ็กซ์ในกลุ่มแกแล็คซีเพอร์เซอุสที่อยู่ห่างออกไป 250 ล้านปีแสงได้ ซึ่งเมื่อนำข้อมูลจากภาพดังกล่าวมาวิเคราะห์ พบว่ากลุ่มก๊าซร้อนในบริเวณนี้มีความเคลื่อนไหวช้าและปั่นป่วนน้อยกว่าที่คาด แต่เดิม นักวิทยาศาสตร์ตั้งใจให้ดาวเทียมฮิโตมิ ซึ่งแปลว่ารูม่านตาในภาษาญี่ปุ่น คอยสังเกตการณ์การก่อตัวของกลุ่มแกแล็คซีและการบิดเบี้ยวของกาล-อวกาศโดยรอบหลุมดำ แต่ต้องมาสูญเสียการควบคุมไปเสียก่อน

Science Update : หาวิธีเพาะพันธุ์กบภูเขาใกล้สูญพันธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/223628

วันอาทิตย์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กบภูเขาสายพันธุ์ Mountain Chicken Frog เป็นหนึ่งในสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากที่สุดในโลก โดยจำนวนประชากรกบสายพันธุ์นี้ลดลงอย่างมาก อันมีสาเหตุจากหลายปัจจัย เช่น การถูกล่า ภัยธรรมชาติ ถิ่นที่อยู่อาศัยถูกรุกราน และโรคเชื้อราไคทริด ทำให้ตลอด 20 ปีมานี้ นักอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ได้พยายามหาทางอนุรักษ์กบสายพันธุ์นี้ไว้ และคิดค้นวิธีเพาะพันธุ์แบบใหม่ด้วยการจับคู่กบที่ผ่านการคัดเลือกว่ามีความพร้อมในการผสมพันธุ์ ให้อยู่ด้วยกันในตู้คอนเทนเนอร์ที่ถูกดัดแปลงให้เหมือนป่าเขตร้อนขนาดเล็ก โดยพวกเขาบอกว่า นี่เป็นโอกาสสุดท้ายในการอนุรักษ์กบสายพันธุ์นี้ให้อยู่รอด และหวังว่าพวกมันจะแพร่พันธุ์และสามารถนำประชากรกบรุ่นใหม่ไปปล่อยกลับในถิ่นที่อยู่อาศัยเดิมได้ โครงการเพาะพันธุ์กบนี้เป็นผลงานร่วมกันระหว่าง สวนสัตว์เชสเตอร์สวนสัตว์กรุงลอนดอน กองทุนอนุรักษ์สัตว์ป่าเดอร์เรล สวนสัตว์นอร์เดนส์ อาร์ค และสมาคมสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำยุโรป

Update Science : ทะเลสาบเดดซีประสบปัญหาน้ำแห้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/222474

วันอาทิตย์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ทะเลสาบเดดซี ทะเลสาบน้ำเค็มที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก ตั้งอยู่ระหว่างประเทศจอร์แดนและอิสราเอล ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสมบัติอันล้ำค่าทางระบบนิเวศน์ชิ้นหนึ่งของโลกกำลังมีปัญหาจากการที่ปริมาณน้ำกำลังลดลงเป็นประวัติการณ์ นำไปสู่การเกิดปรากฏการณ์หลุมยุบ ทำให้ไม่ปลอดภัยสำหรับอาคารและที่พักอาศัยที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว ทั้งนี้ ทะเลสาบเดดซีได้รับน้ำจากต้นน้ำเพียงแหล่งเดียวคือแม่น้ำจอร์แดน แต่ในปัจจุบัน ปริมาณน้ำในแม่น้ำจอร์แดนเริ่มเหือดแห้ง

โดยทั้งจอร์แดนและซีเรียต่างต้องพึ่งพาน้ำจากแหล่งนี้ในการผลิตน้ำประปาป้อนประชาชนและพื้นที่การเกษตร อีกทั้งจอร์แดนและอิสราเอลยังใช้น้ำเค็มในทะเลสาบเพื่อผลิตฟอสเฟต ทำให้ปัญหายิ่งรุนแรงหนักขึ้นไปอีก ตอนนี้ ประเทศที่เกี่ยวข้องกำลังพยายามหาทางฟื้นฟูเดดซี โดยเสนอให้วางท่อข้ามทะเลสาบเพื่อปั๊มน้ำจากทะเลแดง ที่อยู่ระหว่างแอฟริกากับเอเชียไปลงยังทะเลสาบเดดซี ถึงแม้ว่าโครงการนี้จำเป็นต้องใช้เงินมหาศาล แต่รัฐบาลของประเทศเหล่านั้นเห็นว่า เป็นเรื่องจำเป็นที่คุ้มทุนและคุ้มค่า

Science Update : ปูแมงมุมยักษ์เต็มชายฝั่งทะเลออสเตรเลีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/221322

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เชรี มาร์ริส นักชีววิทยาทางทะเลของออสเตรเลีย เผยแพร่ภาพถ่ายปูแมงมุมยักษ์นับแสนตัวที่อพยพมาลอกคราบยังชายฝั่งทะเลพอร์ท ฟิลลิป เบย์ ในเมืองเมลเบิร์นของออสเตรเลีย เมื่อวันศุกร์ที่ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดย มาร์ริสระบุว่าปูเหล่านี้อพยพมายังน่านน้ำทะเลทางตอนใต้ทุกปีเพื่อลอกคราบ ช่วงเวลาที่ปูลอกคราบอาจทำให้ปูตกเป็นเหยื่อของนกทะเลและปลากระเบนได้ง่าย เพราะเป็นช่วงที่ไม่มีกระดองแข็งห่อหุ้ม ปูแมงมุมยักษ์จึงรวมตัวกันในช่วงลอกคราบเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกสัตว์อื่นกิน มาร์ริสระบุด้วยว่าตัดสินใจเผยแพร่ภาพปูเหล่านี้เพราะต้องการรณรงค์ให้ชาวออสเตรเลียตระหนักถึงความหลากหลายทางชีวภาพในทะเลทางตอนใต้ ซึ่งมีผู้มองว่าเป็นน่านน้ำที่ไม่มีความอุดมสมบูรณ์ แต่ในความเป็นจริงแล้วพื้นที่ดังกล่าวยังมีสัตว์อีกมากอาศัยอยู่

Science Update : เพาะเลี้ยงอวัยวะมนุษย์ในตัวอ่อนหมู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/220201

วันอาทิตย์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแห่งเมืองเดวิสของสหรัฐ กำลังพัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงอวัยวะของมนุษย์ในตัวอ่อนหมู เพื่อนำไปใช้ในการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายอวัยวะในอนาคต โดยจะใช้การตัดต่อยีนบางส่วนออกจากเซลล์ตัวอ่อนหมู และนำเซลล์ต้นแบบของมนุษย์เข้าไปไว้แทน เพื่อให้เจริญเติบโตขึ้นมาเป็นอวัยวะของมนุษย์ที่อยู่ในตัวอ่อนหมูอย่างสมบูรณ์ คาดว่าวิธีการดังกล่าว จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนผู้บริจาคอวัยวะ และแก้ปัญหาภูมิคุ้มกันของคนไข้ปฏิเสธอวัยวะที่ได้รับการเปลี่ยนถ่ายไปอย่างสิ้นเชิง โดยในขั้นต้นนี้กำลังพัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงตับอ่อนของมนุษย์ในตัวอ่อนหมู โดยใช้เทคนิคการตัดต่อยีน ตัดเอายีนที่จะสร้างตับอ่อนของเซลล์ตัวอ่อนหมูออกไป แล้วนำเซลล์ต้นแบบไอพีเอส ซึ่งเป็นเซลล์ที่ได้จากร่างกายของคนไข้นำมาย้อนวัยให้กลับเป็นเซลล์ต้นแบบอีกครั้ง ฉีดเข้าไปในตัวอ่อนหมูแทน ซึ่งจะทำให้ตัวอ่อนหมูเติบโตขึ้นโดยมีตับอ่อนของมนุษย์อยู่แทนที่ตับอ่อนหมูตามปกติ