พฤกษาฝากดอกมะลิ บอกมามิ้ รักมาม้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาฝากดอกมะลิ บอกมามิ้ รักมาม้า

คำเอ่ยปากคำแรกของลูกทุกคนที่จะเอ่ยได้คือคำว่า “แม่” ซึ่งทุกชาติ ทุกภาษาต้องเอ่ยที่มีความหมายของคำนี้

อังกฤษ สิงคโปร์ มาเลเซีย เรียก Mother หรือ Mom mam

ลาว เรียก อิแม่

ฝรั่งเศส เรียก La mere ลาแมร์

เขมร เรียก แม

จีน เรียก ม๊ะ หรือ ม่า

เวียดนาม me ออกเสียง แหมะ โซ่ เรียก เม๋เปะ

มลายู มาเลเซีย บรูไน เรียก เมาะ หรือ แมะ

จีนกลาง เรียก mama ม๊ามะ

อินโดนีเซีย เรียก Ibuอิบู

เมียนมา อะเหม่ ไทไต้คง เรียก เม

ฟิลิปปินส์ (ตากาล็อก) เรียก Ina อินา

หากจะประมวลคำเรียก “แม่” ทั่วทั้งโลก สำเนียงกล่าวคงไม่แตกต่างกันมากนัก แม้จะอยู่คนละซีกโลก หรือต่างเชื้อชาติ แต่เชื่อว่าความหมายและความรู้สึกคงจะเป็นทิศทางเดียวกันทุกชาติ ทุกภาษา

“แม่” ผู้หญิงที่ให้กำเนิดลูก คนไทยเราให้สมญานาม มารดา มารดร และชนนี ถือเป็นความยิ่งใหญ่ที่หาตัวแทนมิได้ เป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบทั้งขอบเขตที่ใหญ่ยิ่ง นักวิชาการทางภาษาได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า คำว่า “แม่” ของทุกๆ ภาษา มาจากการออกเสียงของเด็ก หรือทารก ที่มีคำขึ้นต้นด้วยพยัญชนะจากริมฝีปากคู่ ได้แก่ คำ ม, พ, ป, บ ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า เป็นพยัญชนะชุดแรกที่เด็กสามารถออกเสียงได้ โดยการใช้ริมฝีปากบนและล่าง

ทุกๆ ปี และหลายปีที่ผ่านมา มีคำขวัญที่เอ่ยถึงพระคุณของแม่ และสำนึกอันพึงสำเหนียกถึงผู้ให้กำเนิด โดยเปรียบเทียบอุปมาอุปมัยกับสารพัดสิ่ง แต่ก็ไม่ได้เทียบเคียงความเป็นจริงซึ่งได้รับจากแม่ ดังบทเพลง “ใครหนอ” ที่กล่าวไว้ว่า “…จะเอาโลกมาทำปากกา แล้วเอานภามาเป็นกระดาษ เอาน้ำหมดมหาสมุทรแทนหมึกวาด ประกาศพระคุณไม่พอ…ฯลฯ” ดังจะขออนุญาตนำคำขวัญมาเป็นอุทาหรณ์ตรึงใจเรา เช่น

คำขวัญวันแม่ ปี 2544

พระองค์แรก ผู้แสนดีให้ชีวิต ครูคนแรกผู้ประสิทธิ์การศึกษา

หมอคนแรกผู้ถือช้อนคอยป้อนยา รวมคุณค่านี้ได้แก่แม่เราเอง

คำขวัญวันแม่ ปี 2545

แม่คือพระประจำอยู่ในบ้าน บูชาท่านไว้เถิด เกิดมิ่งขวัญ

พระคุณแม่เลิศล้ำเกินรำพัน แม่จึงเป็นคนสำคัญทุกวันไป

คำขวัญวันแม่ ปี 2546

สามร้อยหกสิบห้าวันคือวันแม่ มิใช่แค่วันใดให้นึกถึง

สม่ำเสมอสมัครจิตคิดคำนึง เหมือนแม่ซึ่งรักลูกครบทุกวัน

คำขวัญวันแม่ ปี 2555

มือของแม่นั้นคือมือช่างปั้น ขึ้นรูปอันอ่อนลออ จนหล่อเหลา

อยากให้เป็นงานดีที่งามเงา อยู่ที่คอยขัดเกลาแต่เบามือ

คำขวัญวันแม่ ปี 2556

คำโบราณว่าดูนางดูอย่างแม่ คือคำแปลว่าแม่ดีมีลูกเด่น

จะชายหญิงรู้ชั่วดีมีกฎเกณฑ์ เพราะจัดเจนแบบอย่างในทางดี

จากสำนึกของทุกคนที่ระลึกถึงพระคุณของแม่ อันเป็นที่มาของ “วันแม่แห่งชาติ” ซึ่งประชาชนทุกหมู่เหล่าเห็นด้วย และสนับสนุนจนขยายขอบข่ายของงานกว้างขวาง รวมทั้งจัดพิธีกรรมทางศาสนา และประกวดคำขวัญวันแม่ ประกวดเรียงความเกี่ยวกับแม่ กล่าวบทร้อยแก้วร้อยกรองสรรเสริญพระคุณของแม่ รวมทั้งการประกวดแม่แห่งชาติ แม่ดีเด่น เพื่อเชิดชูเกียรติและตระหนักถึงความสำคัญของแม่ จึงเป็นที่มาของการจัดงานวันแม่ประจำปีแห่งชาติ ตามประกาศจากรัฐบาล ตั้งแต่สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งงานวันแม่ได้จัดขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ณ สวนอัมพร แต่เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีการงดในบางปี เมื่อสงครามสงบลง ก็มีการร่วมกันให้มีงานวันแม่ขึ้นมาอีก โดยมีการเปลี่ยนกำหนดการวันแม่อีกหลายครั้ง และมีการรับรองโดยรัฐบาลประมาณเดือนเมษายน พ.ศ. 2493 แต่ก็งดไปอีกเมื่อกระทรวงวัฒนธรรมถูกยุบไป ทำให้ขาดหน่วยงานที่สนับสนุน และมีการจัดขึ้นอีกครั้งในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2515 ซึ่งจัดได้เพียงปีเดียว แล้วในที่สุด เมื่อปี พ.ศ. 2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ตกลงเปลี่ยนแปลงกำหนดวันแม่แห่งชาติขึ้นใหม่ให้เป็นวันที่แน่นอน โดยถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ คือ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ และกำหนดให้ดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่คือ ดอกมะลิ

ดอกมะลิ ดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอม ตั้งแต่ดอกตูมถึงบาน ส่งกลิ่นหอมได้ไกล และหอมได้นาน ทั้งสดและแห้ง อีกทั้งยังออกดอกได้ตลอดปี เปรียบได้ดั่งความรักของแม่ที่มีต่อลูกอย่างผูกพันธ์ บริสุทธิ์ ไม่มีวันเสื่อมคลายตลอดไป นอกเหนือจากคุณค่าความรู้สึกด้านจิตใจพันผูกระหว่างแม่กับลูกแล้ว ในส่วนของดอกมะลิ ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นคุณค่าในตัวดอกเอง เช่น การนำไปใช้ปรุงยาหอมบำรุงหัวใจ กลิ่นดอกหอมเย็น นำมาลอยในน้ำดื่ม น้ำเชื่อมขนมหวาน กลิ่นหอมเย็นชุ่มชื่นใจ และยังมีสรรพคุณทางยา ซึ่งใช้ได้ทุกประเภทยา รวมทั้งตั้งแต่สมัยโบราณมา ถือว่ามีต้นมะลิในบ้านเป็นสิริมงคล

มะลิ ถือเป็นไม้ดอกเศรษฐกิจที่สำคัญ คนไทยส่วนใหญ่ หรือกล่าวได้ว่าทุกคนรู้จักดอกมะลิเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย บ้านใดปลูกไว้ในรั้วรอบขอบชิดบ้าน ก็จะทำให้เกิดความรักความคิดไมตรีต่อกัน ดังความหอมเย็นของกลิ่นดอกที่เชื่อมโยงกับทุกคน สัญลักษณ์แสดงความกตัญญู เป็นเครื่องสักการะบูชาพระ เก็บมาใช้โดยตรง หรือเก็บดอกมาร้อยมาลัยประดับพานพุ่มบูชา ทำพวงหรีด อบขนม โรยหน้าขนมหวาน จนกระทั่งสกัดทำน้ำมันหอมระเหย (absolute) ซึ่งเป็นที่นิยม และมีราคาแพงในตลาดโลก

มะลิ มีชื่อสามัญ Jasmine Arabian

ชื่อวิทยาศาสตร์ Jasmine sambac

ชื่อวงศ์ OLEACEAE

ชื่ออื่นๆ มะลิป้อม มะลิหลวง มะลิขี้ไก่ มะลิไก่ มะลิเศรษฐี

ไม้ดอกพุ่มเล็ก ก้านเขียว ใบเข้ม ดอกขาวบริสุทธิ์ กลิ่นหอม มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน หรือกึ่งร้อนชื้น มีทั้งประเภทไม้พุ่ม ไม้เลื้อย และไม้กึ่งเลื้อย พบโดยทั่วไปไม่น้อยกว่า 200 ชนิด แต่ที่พบในประเทศไทย ประมาณ 45 ชนิด เรียกชื่อเป็นที่คุ้นเคยรู้จักกันดี และที่เป็นไม้พื้นเมืองของไทยเรา ประมาณ 15 ชนิด ที่เรียกชื่อเป็นที่นิยมในกลุ่มมะลิ เช่น มะลิซ้อน มะลิลา มะลิย่าน มะลิไส้ไก่ มะลิทะเล มะลิเขี้ยวงู มะลิป้อม มะลิวัลย์ มะลิพิกุล มะลิฉัตร มะลิพวง มะลิเถา มะลิต้น มะลิเลื้อย มะลิถอด เป็นต้น ซึ่งแต่ละสายพันธุ์เหล่านี้ก็สามารถซื้อหามาปลูก มาขยายพันธุ์ได้ไม่ยาก

ต้นมะลิเป็นไม้ดอกที่ปลูกง่าย ขยายพันธุ์ได้สะดวก เพียงพื้นที่ปลูกควรจะได้รับแสงแดดตลอดวัน ขยายพันธุ์ได้ทั้งการแยกกอ การชำ รวมถึงการตอนกิ่ง แต่นิยมการปักชำ โดยการชำด้วยกิ่งอ่อน ตัดยาวประมาณ 4-5 นิ้ว แล้วจุ่มฮอร์โมนเร่งราก นำไปปักชำในวัสดุเตรียมไว้ โดยใช้ทรายผสมขี้เถ้าแกลบ คลุมด้วยวัสดุเพื่อควบคุมความชื้น ใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน แล้วแต่ชนิดพันธุ์ เมื่อมีรากออกมาก็นำไปปลูกในกระถางหรือแปลงได้ เมื่อมะลิเติบโตเต็มที่ ควรดูแลด้วยการตัดแต่งกิ่งที่ไม่สมบูรณ์ หรือติดโรคแมลงออกไป และควรตัดแต่งกิ่งก้านไปให้โปร่ง ไม่ให้ใบเกาะกันจนแน่นเกินไป มะลิก็จะแตกกิ่งก้านใหม่ ทำให้ออกดอกมากขึ้น และไม่มีโรคแมลงรบกวน

ต้นมะลิ และดอกมะลิ เป็นไม้ดอกที่ให้ความรู้สึกเชิงปฏิพัทธ์ ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของคนเรา เพราะสามารถนำไปใช้เป็นพฤกษาเนื้อนาบุญ นำไปบูชาพระ กราบผู้ใหญ่ขอพร หรือเป็นพฤกษาจินตนาการชวนคิดฝัน เปรียบเหล่านางสนมนมใน หญิงสาววัยรุ่น เปรียบเปรยความหอม ความงามในวรรณคดีมาตั้งแต่สมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ ถ่ายทอดวรรณกรรมอักษรจากเหล่ากวีหลากหลาย นอกจากนั้น ยังเป็นโอสถพฤกษาในกลิ่นอาหารเป็นพฤกษาเภสัช ให้สรรพคุณประกอบในตำรายาไทย รู้จักกันว่าเป็น “ยารสหอมเย็น”

จากฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในเว็บไซต์ Thaicrudedrug.com ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับมะลิไว้เป็นที่น่าสนใจ และน่าจะเป็นประโยชน์ ที่จะได้ใช้ดอกมะลิให้ตรงกับคุณค่าสรรพคุณยาไทย ซึ่งดอกมะลิเป็นยาในพิกัดเกสรทั้ง 5 ทั้ง 7 และทั้ง 9 ซึ่งมีรสหอมเย็นเป็นสรรพคุณบำรุงหัวใจ ให้ความชุ่มชื่นใจ แก้อ่อนเพลีย ร้อนใน กระหายน้ำ ดอกมะลิที่ผสมเข้าในตำรับยาหอมที่มีสรรพคุณดังกล่าว มีตัวอย่างเช่น ยาหอมเทพจิต ยาหอมนวโกฐ ยาหอมทิพโอสถ และยาหอมอินทจักร์

เนื่องจากดอกมะลิใช้ได้ทั้งดอกสดและดอกแห้ง จัดไว้ในทางสุคนธบำบัดก็จะใช้น้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิในการกระตุ้นระบบประสาท สำหรับผู้มีภาวะอ่อนล้าทางจิตใจ เฉื่อยชา อ่อนเพลีย จะช่วยปรับอารมณ์ให้เกิดสภาพสมดุลของจิตใจดีขึ้น บรรเทาความเครียด การปวดกล้ามเนื้อ ความกลัวได้ เพียงใช้ดอกแห้ง 2-3 กรัม ต้มน้ำ หรือทำชามะลิชงน้ำร้อนดื่ม

ในการศึกษาทางเภสัชวิทยา สามารถใช้เพื่อการกระตุ้นหัวใจ มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือด มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ รวมทั้งสงบประสาทช่วยให้นอนหลับ ถ้าเป็นน้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิลา จะมีฤทธิ์ไล่หมัดดีกว่าสารเคมีบางชนิดอีก ส่วนทางด้านพิษวิทยา สามารถสกัดสารจากดอกมะลิด้วยน้ำและแอลกอฮอล์ นำไปใช้ในงานทดลองในห้องปฏิบัติการได้ สรรพคุณทั่วๆ ไปที่เป็นที่รู้จักของชาวบ้านและชาวเมืองในการนำดอกมะลิมาใช้เป็นส่วนประกอบยังมีอีกมากมาย เช่น

ดอก นำมาตำให้ละเอียดพอกขมับ แก้ปวดศีรษะ ดอกและใบมีรสเผ็ดชุ่ม แต่ใช้เป็นยาเย็น ช่วยดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้ร้อนใน หรือนำดอกสดมาตำใส่พิมเสน ใช้สุมหัวเด็ก แก้ทราง แก้หวัด ถ้าเป็นดอกแก่แก้หืดได้ หรือใช้ดอกสดตำให้ละเอียด เช็ดบริเวณเต้านม เพื่อหยุดการหลั่งของน้ำนม ทารักษาแผลเรื้อรัง ฝี หนอง ผื่นคัน ได้

ราก มีรสเผ็ด ขม เป็นยาเย็น ใช้ต้มเป็นยาแก้ปวด รากสดตำแก้ฟกช้ำ เคล็ดขัดยอก บางประเทศใช้รากต้มดื่มน้ำเป็นยาแก้โรคเบาหวาน รากสดนำมาตำผสมน้ำสะอาด นำไปต้มเดือด ใช้น้ำเป็นยาล้างตา หรือช่วยแก้เยื่อตาอักเสบ แก้ตาแดง นอกจากนี้ ยังใช้รากสดทุบแหลกแช่เหล้า พอกบริเวณปวดฟัน ฟันผุ

ใบสดต้มดื่มเป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย แก้นิ่วในถุงน้ำดี แก้โรคผิวหนัง ผสมน้ำมันมะพร้าวใหม่ ลนไฟทารักษาฝี แผลพุพอง ต้มน้ำดื่มแก้ไข้

ดอกมะลิมีหลายพันธุ์ ทั้งชนิดกลีบดอกชั้นเดียว และหลายชั้น ทั้งดอกเดียวและดอกช่อ ดังคำกล่าวที่ว่า “ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน พอแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา” มีพันธุ์ที่ได้รับการส่งเสริมและนิยมปลูกกันมาก เช่น มะลิลาพันธุ์แม่กลอง พันธุ์ราษฎร์บูรณะ และพันธุ์ชุมพร ซึ่งปลูกกันในจังหวัดนครสวรรค์ นครปฐม ราชบุรี จันทบุรี นครศรีธรรมราช ลพบุรี นนทบุรี ผลผลิตมีทั้งในประเทศและส่งออกต่างประเทศ ทั้งรูปแบบพวงมาลัยดอกมะลิ และดอกสด จนกระทั่งความหอมกระจายไกล เป็นน้ำมันหอมระเหยระดับโลก นาม “King of Essential oil” แต่เราก็ภูมิใจกับฉายาของมะลิไทย ในนาม “King of owner oil”

เพลง มะลิขาว

ทำนอง สมาน กาญจนผลิน

ขับร้อง ชรินทร์ นันทนาคร-สวลี ผกาพันธุ์

คำร้อง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล

หญิง : มะลิเจ้าเอย

ชาย : มะลิเจ้าเอย

หญิง : เก็บมาไว้แต่ตอนเช้า ยามเช้ากลิ่นเจ้าหอมจริงเอย

ชาย : มะลิเจ้าเอย

หญิง : มะลิเจ้าเอย

ชาย : พี่ขอรักใคร่ชมเชย อย่าหอมนักเลย ถ้าไม่มีคนดม

หญิง : มะลิดอกขาว

ชาย : มะลิดอกขาว

หญิง : งามพราวเสียนี่กระไร จะร้อยพวงมาลัยไว้ให้ใครชม

ชาย : มะลิน่ารัก หอมนักกลิ่นชื่นอารมณ์ เจ้าดอกฟ้าที่น่าดม อยากแอบภิรมย์ชื่นใจ

หญิง : มะลิน้อย จะร้อยมาลัยรัก งามหนักหนามิใช่จะแกล้งอวดใคร

ชาย : มะลิน้อย ที่น้องร้อยเอาไว้ ไม่ให้พี่แล้วเจ้าจะเก็บไว้ทำอะไรเอย

ต้นมะลิพุ่มกอนี้ ชูช่อส่งกลิ่นหอมผ่านเสียงเพลงคู่นี้มาแล้ว 40 ปี ตั้งแต่สมัยละครโทรทัศน์ ช่อง 4 บางขุนพรหม (ขาว-ดำ) แต่เดี๋ยวนี้สีสันของโทรทัศน์ชัดแจ๋วแหวว สี เสียง แต่กลิ่นหอมดอกมะลิก็ไม่จืดจาง ไม่ว่าจะฟังเพลงบทไหน “แม้ดอกไร้สีสัน แต่กลิ่นนั้นหอม”

ไม่ว่าบทกวีร้อยแก้ว ร้อยกรอง หากเอ่ยถึงดอกมะลิแล้ว ก็ให้ความรู้สึกสำนึกถึงความบริสุทธิ์ หอมสะอาด เสริมให้คุณค่าทางจิตใจทั้งผู้ให้และผู้รับ “มะลิซ้อนซ่อนกลิ่นรสสุคนธ์ หอมระคนกับบุหงารำไป” จากบทละคร อิเหนา หรือมะลิวัลย์พันกอพฤกษาดาษ เหมือนผ้าลาดขาวลออหนอน้องเอ๋ยฯ จากบทละคร เงาะป่า พระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 5

บทเพลงที่กล่าวถึงดอกมะลิมีมากมาย รวมทั้งบทเพลงที่กล่าวถึงพระคุณของแม่กับดอกมะลิ ซึ่งประพันธ์แทนคุณ แทนใจ แทนความรู้สึกเคารพบูชา เช่น “ดอกไม้วันแม่” โดยศิลปิน เอกพล มนต์ตระการ ที่ขึ้นต้นด้วยประโยคว่า

“คำรักที่บอกด้วยดอกมะลิ คู่ควรกับหนึ่งนารี ที่มีชื่อเรียกว่าแม่ ผู้ให้ชีวิต ให้ความรัก อุ้มชูดูแล ใจลูกรำลึกถึงแม่ เหมือนมีวันแม่ทุกวัน…ฯลฯ”

เพลงมาลัยดอกมะลิ โดย เพ็ญศรี พุ่มชูศรี เพลงแม่ดอกมะลิ โดย แคทรียา อิงลิช เพลงดอกมะลิ โดย วงเฉลียง เพลงก่อนดอกมะลิบาน โดย วงไทม์ รวมทั้งดนตรีกู่เจิง เพลงหอมดอกมะลิ รวมทั้ง “เข็มกลัดมะลิ เฉลิมนรินทร์” ที่ระลึกในวันแม่ จากพันธุ์ไม้สกุลมะลิพันธุ์ใหม่ JasminumbhumibolianumChalermglinแต่แม้ว่าจะรวมจำนวนต้นทุกสายพันธุ์ ทุกจำนวนดอกมะลิมากมาย ก็มิอาจเทียบเทียมสายใยรักได้สมค่าความรักจากพระคุณของแม่ด้วยจิตพิสุทธิ์รัก

หมากแดงบางกะเจ้า สมุทรปราการ วันนี้ยังไปได้ดี…นาวาเอกประเภท มาอ่วม ยึดเป็นงานเกษตรหลังเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุรเดช สดคมขำ

หมากแดงบางกะเจ้า สมุทรปราการ วันนี้ยังไปได้ดี…นาวาเอกประเภท มาอ่วม ยึดเป็นงานเกษตรหลังเกษียณ

หมากแดง เป็นพรรณไม้ที่มีลักษณะเด่นตรงที่มีหน่อกาบใบ และก้านใบเป็นสีแดงทั้งหมด ซึ่งลักษณะของลำต้นเหมือนกับพวกปาล์มทั่วไปคือเป็นข้อปล้อง เปลือกต้นสีน้ำตาลเรียบ มีกาบใบห่อลำต้นเป็นสีแดงสด ลำต้นสูงประมาณ 15 ฟุต

ใบ เป็นใบรวม ก้านทางใบจะประกอบด้วยใบหลายใบ ทางใบมีความยาวประมาณ 3-4 ฟุต ส่วนใบย่อยเรียงยาวประมาณ 18 นิ้วมีสีเขียว ซึ่งลักษณะของใบคล้ายกับปาล์มทั่วไป แต่มีสิ่งที่สวยสะดุดตากว่าปาล์มชนิดอื่นคือ ก้านใบและก้านทางใบเป็นสีแดงสด

ดอกของหมากแดงออกเป็นช่ออยู่ตามข้อของต้นใต้กาบใบ มีความยาวประมาณ 1-2 ฟุต เมื่อดอกร่วงโรยจะติดผลที่มีขนาดเล็กเท่าเม็ดถั่วเขียวหรือใหญ่กว่าเล็กน้อย ผลเมื่อแก่แล้วจะเป็นสีดำ จึงนิยมนำเมล็ดมาเพาะเพื่อขยายพันธุ์ แต่หมากแดงสามารถขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อมาทำการปักชำได้อีกด้วย

หมากแดงเป็นพรรณไม้ที่ชอบอยู่ที่ร่มรำไร ไม่ชอบแสงแดดจัด เพราะถ้าถูกแดดตลอดทั้งวันจะทำให้สีแดงจางไปมองดูไม่สวยงาม และที่สำคัญควรปลูกหมากแดงในดินร่วนปนทรายเก็บความชื้นได้ดี เพราะหมากแดงต้องการน้ำมากไม่ชอบความแห้งแล้ง

คุณดนัย ปัญจพิทยากูล เกษตรจังหวัดสมุทรปราการ ให้ข้อมูลว่า “จังหวัดสมุทรปราการนับว่ามีการทำเกษตรที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพืชไร่ การทำสวนมะม่วง ส่วนที่อำเภอพระประแดง เรื่องที่เด่นๆ ก็จะเป็นไม้ดอกไม้ประดับ ค่อนข้างหลายกลุ่ม ซึ่งมีทั้งโกสน หมากแดง หมากผู้หมากเมีย และก็ไม้ประดับอื่นๆ เราก็มีการจัดทำฐานข้อมูลขึ้นมา และก็จัดการประกวดไม้ดอกไม้ประดับมาหลายปี จึงเป็นการสร้างชื่อไม่น้อยในงานที่ทำการจัดประกวด ก็ถือเป็นการสร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรได้อีกทาง”

นาวาเอกประเภท มาอ่วม อยู่บ้านเลขที่ 11/2 หมู่ที่ 1 ตำบลบางกระสอบ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ปลูกหมากแดงเป็นอาชีพหลังวัยเกษียณ ทำแบบมีใจรักจนประสบผลสำเร็จ สร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

บริเวณที่นาวาเอกประเภทอาศัยอยู่ เรียกรวมๆว่าบางกะเจ้า รูปร่างเป็นกระเพาะหมู เกิดจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน

หลังเกษียณรับราชการ

จึงมาปลูกหมากแดงเป็นอาชีพ

นาวาเอกประเภท ชายวัยเกษียณที่มากด้วยอารมณ์ขันและรอยยิ้ม เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนพื้นที่เดิมในแถบนี้ส่วนใหญ่นิยมปลูกสวนไม้ผลแบบผสมผสาน เช่น ลิ้นจี่ มะพร้าว กล้วย ต่อมาเกิดน้ำท่วมเนื่องจากบริเวณสวนติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ชาวบ้านในแถบนี้จึงเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นและบางส่วนหันไปประกอบอาชีพอื่น

“ช่วงนั้นน่าจะปี 33 เขื่อนยังไม่เสร็จดี น้ำก็เข้ามาท่วมถึงที่ หลังจากนั้นคนก็เริ่มมองว่าไม่น่าจะดีแน่ ต่างคนก็ต่างคิดว่าจะทำยังไงกันดี บางคนก็ขายที่ดิน บางคนก็หันมาทำอย่างอื่นแทน ซึ่งช่วงนั้นผมเองรับราชการอยู่ยังไม่เกษียณ แล้วพ่อตาผมเขาก็ปลูกพวกมะพร้าวอะไรพวกนี้ ต่อมาเขาก็ไปขอพันธุ์หมากแดงจากเพื่อนเขา ปลูกไปปลูกมาหมากแดงประสบผลสำเร็จดี คราวนี้ไม้เดิมที่มีอยู่ตัดทิ้งหมดเลย มาลงปลูกหมากแดงแทน เพราะว่าช่วงนั้นยอมรับเลยว่าราคาค่อนข้างดีด้วย” นาวาเอกประเภท เล่าถึงความเป็นมาในสมัยก่อน

จากความสำเร็จในครั้งนั้นทำให้พื้นที่บริเวณนี้เริ่มมีคนปลูกหมากแดงมากขึ้น ทำให้ชื่อเสียงของไม้พันธุ์นี้เริ่มกระจายออกไป เป็นที่สนใจของคนที่อยากปลูกประดับตกแต่งบ้านเรือนมากขึ้น ซึ่งนาวาเอกประเภทก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน

“ผมก็ชอบแต่ปลูกแบบงานอดิเรกก่อน พอปลดเกษียณออกมา ก็ลงมาทำการปลูกหมากแดงแบบเต็มตัวเลย โชคดีที่เรามีพ่อตาเป็นคนชำนาญด้านนี้ เราก็ได้ศึกษาวิชาจากเขาเต็มๆ เขาก็แบ่งให้เราทำด้วยบางส่วนเราก็เลยมาทำได้อย่างเต็มตัว เพื่อเป็นอาชีพหลังวัยเกษียณของเรา” นาวาเอกประเภท กล่าวพร้อมทั้งหัวเราะ

หมากแดงใช้เวลาปลูก

มากกว่า 2 ปีขึ้นไป

นาวาเอกประเภท เล่าว่า เมื่อเริ่มมาทำเป็นอาชีพแล้วต้นพันธุ์ส่วนหนึ่งก็ได้มาจากพ่อตา และบางส่วนก็สั่งเมล็ดมาจากทางภาคใต้ เพื่อนำมาเพาะเมล็ดเอง จึงทำให้หมากแดงที่ปลูกมีอายุที่หลากหลายมากขึ้น และสามารถมีส่งจำหน่ายให้กับตลาดได้ตลอดทั้งปี

“พอเราได้เมล็ดมาแล้ว จากบริษัทเอกชนที่เราติดต่อซื้อเขาไป เขาขายให้เราประมาณกิโลกรัมละ 1,200 บาท มีเมล็ดประมาณ 7,000 เมล็ด เราก็เอาเมล็ดพวกนั้นมาทยอยเพาะ ให้มีอายุที่ห่างกัน เพื่อให้มันเจริญเติบโตเป็นรุ่นๆ ไป” นาวาเอกประเภท กล่าว

นำเมล็ดหมากแดงเพาะใส่ลงในวัสดุปลูกจำพวกกาบมะพร้าว ขี้เถ้าแกลบ และทราย ในอัตราส่วนที่เท่ากัน จากนั้นนำมาใส่ถุงพลาสติกห่อไว้เพื่อให้มีความชื้นเหมาะสม ใช้เวลาในระยะนี้จนกว่าเมล็ดจะงอกอย่างเร็วสุดประมาณ 4-5 เดือน

“ผมโชคดีที่เมล็ดสั่งมาค่อนข้างมีความสมบูรณ์ พอครบเข้าเดือนที่ 4 เมล็ดมันก็จะเริ่มงอกออกมาเรื่อยๆ เราก็รอดูไปอีกสักพัก จนเราคิดว่างอกเต็มที่หมดแล้ว ก็ทิ้งไปอีกสักระยะ แล้วค่อยย้ายมาปลูกลงในถุงดำ ถุงละ 1 ต้น พอเห็นว่าถุงนี้มันเริ่มมีขนาดเล็กเกิน เราก็ค่อยเปลี่ยนถุงดำใหม่อีกครั้ง แล้วถึงจะเอาปลูกลงดิน” นาวาเอกประเภท กล่าวถึงขั้นตอนการย้ายกล้าที่งอกจากเมล็ด

นาวาเอกประเภท บอกว่า หมากแดงที่ย้ายปลูกลงถุงดำจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี จึงจะย้ายปลูกลงดินที่ทำเป็นแปลงไว้โดยเฉพาะ โดยดูต้นที่สมบูรณ์ลงปลูกก่อนตามความเหมาะสม หรืออาจใช้หมากแดงที่แตกหน่อแยกมาปักชำ เมื่อต้นสมบูรณ์จึงย้ายออกปลูกลงดินได้เช่นกัน หากไม่ชอบการเพาะเมล็ด

“คนปลูกหมากแดงรุ่นหลังนี่ เขาจะไม่ค่อยนิยมเพาะเมล็ดกันมากนัก เพราะว่าต้นกว่าจะโตลงดินได้มันนาน เขาก็จะใช้วิธีแยกหน่อเอา จะบอกว่าการแยกหน่อกับเพาะเมล็ดข้อดีมันแตกต่างกัน อย่างเพาะเมล็ดนี่มันจะได้เรื่องปริมาณมากกว่าแยกหน่อ แต่เสียอย่างเดียวต้องใช้เวลานาน ส่วนแยกหน่อไม่ต้องรอเวลานาน แต่มันได้ปริมาณที่น้อย แต่ผมชอบเพาะเมล็ดมากกว่า เพราะว่าได้ดูมันเติบโตไปเรื่อยๆ มีความสุขกว่ามากอันนี้ส่วนตัวผมนะ” นาวาเอกประเภท กล่าวอธิบาย

หมากแดงที่ปลูกลงดิน ปลูกให้ห่างกันประมาณ 80 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร ซึ่งระยะนี้เป็นช่วงที่สามารถดูแลได้อย่างเต็มที่ โดยใส่ปุ๋ยคอกและดินที่เป็นอินทรียวัตถุจากธรรมชาติไม่เน้นปุ๋ยเคมีเพราะต้นหมากแดงจะเป็นโรคได้ง่าย

นาวาเอกประเภท บอกว่า หมากแดงแม้จะเป็นพรรณไม้ที่อยู่กลางแดดได้ก็จริง แต่สภาพอากาศแบบปัจจุบันจำเป็นที่ต้องหาตาข่ายพรางแสง 60 เปอร์เซ็นต์ เข้ามาช่วยเพื่อให้ได้รับแสงแบบพอดีทำให้ใบของหมากแดงไม่ไหม้ หรือใครที่ปลูกอยู่ที่บ้านควรหาที่ปลูกเป็นร่มรำไร เพื่อให้สีแดงของหมากแดงไม่จืดมองแล้วไม่สวยสะดุดตา

จำหน่ายทุกขนาด

ตามความต้องการของลูกค้า

การจำหน่ายหมากแดงที่สวนของเขาไม่มีการกะเกณฑ์เรื่องขนาด ถ้าลูกค้าต้องการหมากแดงที่ยังไม่ลงดินก็มีจำหน่าย หรือพอใจจะซื้อแบบที่ต้นสมบูรณ์ที่ลงดินแล้วก็มีต้นพร้อมจำหน่ายให้ด้วยเช่นกัน

“ผมไม่มีกำหนดเรื่องขนาดที่จะขาย ใครพอใจอยากซื้อแบบไหนได้หมด อย่างหมากแดงที่อยู่ในถุงดำ ต้นที่พร้อมจะลงดิน บางครั้งก็จะมีพ่อค้ามาซื้อถึงสวนเลย เขาชอบใจถูกใจต้นไหน เขาก็ขุดได้เลยตามใจชอบก็มาตีราคากันอีกครั้งหนึ่ง เดี๋ยวนี้ผมก็พยายามทำไม้ให้คนมีทางเลือกมากขึ้น เพื่อที่ทำตลาดแบบอื่นได้” นาวาเอกประเภท กล่าว

นอกจากจะปลูกเพื่อส่งพ่อค้าแล้ว นาวาเอกประเภทยังได้ปรับกลยุทธ์ทางการตลาดคือ ทำต้นหมากแดงไม่ให้สูงเกิน 1.50 เมตร เพื่อให้ผู้ที่มาท่องเที่ยวตลาดน้ำวังน้ำผึ้งสามารถซื้อใส่รถเก๋งกลับไปได้อีกด้วย ถือเป็นการตอบโจทย์ให้กับลูกค้าที่มีพื้นที่ในรถน้อยได้ซื้อกลับบ้านแบบสบายๆ

ราคาหมากแดงที่สวนของนาวาเอกประเภทราคาถูกสุดอยู่ที่ 70 บาท และสูงขึ้นไปก็หลักร้อยบาทหรือหลักพันบาท ซึ่งราคาอยู่ที่ขนาดหรือความสวยที่แตกต่างกันไปของหมากแดงในแต่ละต้น

ปลูกเลี้ยงอนุรักษ์ไว้

เพื่อให้เป็นชื่อของพระประแดง

นาวาเอกประเภท เล่าต่อว่า ถ้ามองว่าสิ่งที่ทำถึงจะใช้เวลานานกว่าที่จะจำหน่ายได้ จนใครๆ ก็มองว่าเขาควรที่จะไปทำอย่างอื่นแทนการปลูกหมากแดงหรือไม่ แต่เขากลับมองคนละมุมในสิ่งที่คนอื่นมอง แต่ยิ่งมีใจมุ่งมั่นที่จะปลูกหมากแดงไปเรื่อยๆ แบบไม่หยุดเพราะเป็นสิ่งที่รักที่ชอบ

“ผมมองว่าทุกอย่างมันไม่เที่ยงนะ อย่างหมากแดงสมัยก่อนนี้ราคาแพงมากจนตอนนี้มันก็ชะลอตัว แต่ไม่นานเดี๋ยวมันก็กลับมา เพราะคนอื่นเลิกปลูกเลิกทำ แต่หมากแดงที่ผมทำมันยังคงอยู่ คนที่หาซื้อก็ต้องเข้ามาที่สวนผม อีกอย่างผมรู้สึกสบายใจ เวลาคนที่ชอบเหมือนกันมาพูดคุยกัน ไม่ซื้อไม่ว่ามาคุยเพลิดเพลินกันไป และก็อยากอนุรักษ์ให้หมากแดงเป็นของขึ้นชื่อที่พระประแดงเราด้วย” ในตอนสุดท้ายของการสัมภาษณ์ เขาได้กล่าวให้คำแนะนำ สำหรับผู้ที่สนใจอยากปลูกหมากแดงว่า

“คนที่อยากปลูกไม้ตัวนี้ อยากแนะนำว่าให้มองเป็นอาชีพเสริมก่อน ต้องมีความชอบก่อนลองไปปลูกเล่นๆ ดู หรืออาจจะควบคู่กับไม้อื่นตามไปด้วย ถ้าพูดถึงเรื่องตลาดหมากแดงยังไปได้ นี่ขนาดผมทำกับภรรยาสองคน ยังไม่มีเรื่องการโฆษณามาก ก็ยังขายได้เรื่อยๆ บางทียังไม่พอเสียด้วยซ้ำ หรือใครปลูกแล้วทำตลาดออนไลน์ ก็น่าจะดีไปอีกแบบ ก็อยากแนะนำให้ช่วยกันปลูกศึกษากันไป มันก็เป็นต้นไม้ที่สวยด้วย จากงานอดิเรกที่ทำด้วยรัก เดี๋ยวก็กลายเป็นงานสร้างรายได้ให้เราเอง” นาวาเอกประเภท กล่าวแนะนำด้วยสีหน้าที่ปนด้วยรอยยิ้ม

ใครที่อยากพูดคุยเรื่องการปลูกหมากแดง หรือสนใจต้นหมากแดงสวยๆ ที่มีให้เลือกสรรหลากหลายไซซ์ขนาด สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นาวาเอกประเภท มาอ่วม หมายเลขโทรศัพท์ (084) 765-7786

ขอบพระคุณ คุณดนัย ปัญจพิทยากุล เกษตรจังหวัดสมุทรปราการ และ คุณวินัย จันทมะโน เกษตรอำเภอพระประแดง ที่พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร

ผักข้างบ้าน ของลุงป่วน-ป้าจรรยา ชื่นบาน ที่ภูเก็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05036010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ผักข้างบ้าน ของลุงป่วน-ป้าจรรยา ชื่นบาน ที่ภูเก็ต

ความคิดที่จะปลูกผักกินเองหลังบ้านจริงแล้วอยู่ในสมองของหลายๆคน โดยเฉพาะคนที่เติบโตจากสังคมชนบทแล้วมาศึกษาและประกอบอาชีพในเมือง บางคนเมื่อเกษียณตัวเองแล้วกลับบ้านนอกจึงมีโอกาสทำ แต่บางคนที่ลงหลักปักฐานในเมืองแล้วยากที่จะกลับไปอีกโอกาสจะปลูกผักในเมืองกินเองก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี เวลาของคนหลังเกษียณมีมาก แต่กำลังความคิดอาจถดถอยเหนื่อยล้า ส่วนสถานที่ไม่ใช่เป็นอุปสรรคเพราะมีรูปแบบต่างๆมากมายตามที่เคยนำเสนอ

มีโอกาสได้ไปภูเก็ตที่ผ่านมา เห็นภูเก็ตเปลี่ยนแปลงไปทุกๆครั้งที่มาเยือน คนท้องถิ่นจริงๆมีไม่มากเท่าไหร่นอกนั้นจะเป็นคนจากภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสานและภาคใต้เองหลั่งไหลกันมาประกอบอาชีพที่ภูเก็ต รวมถึงชาวต่างชาติประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคนี้มีมากมายจริงๆ จนต้องมีป้ายเป็นภาษานั้นๆตามจุดต่างๆ ที่เห็นตั้งแต่เมื่อ 5 ปีก่อน โดยเฉพาะชาวพม่า ผมพูดกับเพื่อนชาวภูเก็ตว่า ชาวพม่าที่อยู่ในภูเก็ตวันนี้มีมากกว่าพม่าที่ยกมาตีเมืองถลาง คราวสงคราม 9 ทัพเสียอีก เพราะภูเก็ตมีการจ้างงานมากและค่าครองชีพก็สูงกว่าที่อื่น กับข้าวใส่ถุงขายสนนราคาถุงละ 50 บาทเป็นอย่างต่ำ แต่ในกรุงเทพฯเองกับข้าวถุงราคาถุงละ 20 บาท ยังพอหาได้บ้าง ถ้ารู้จักเสาะหา

เพื่อนฝูงพอทราบข่าวว่ามาเยือนก็ช่วยแนะนำและช่วยพาไปทำข่าวกันถึงที่ จึงทำให้มีโอกาสนำเรื่องราวมาเสนอ ลุงป่วนกับป้าจรรยา ชื่นบาน อยู่ที่หมู่บ้านอิรวดี ซอยนานาชาติ ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต โทรศัพท์ (083) 107-4289 ปลูกผักบนเนื้อที่เกือบ 100 ตารางวาข้างบ้าน ลุงป่วนเดิมเป็นช่างของแผนกถลุงแร่ของบริษัททำเหมืองแร่ขนาดใหญ่ในภูเก็ต ทำงานเกี่ยวกับเหมืองแร่จนเกษียณมาเมื่อปี 2543 หลังจากนั้นได้เปิดร้านอาหารเมื่ออายุมากขึ้นก็เลิกรา แต่ด้วยความเป็นคนขยันไม่อยู่ว่างจึงคิดที่จะปลูกผักกินเองดูเผินๆก็เป็นแค่พื้นที่ปลูกผักกินเองธรรมดา แต่พอเข้าไปสัมผัสจริงๆ ผมได้ไอเดีย 3 อย่างจากลุงป่วนซึ่งผมจะเอามาปรับใช้ที่สวนผักข้างบ้านของผมบ้าง

ค้างมีชีวิต

ลุงป่วนปลูกต้นมะรุมลงไปตรงตำแหน่งที่ต้องการแล้วก็รดน้ำใส่ปุ๋ยจนต้นมะรุมเจริญเติบโตเต็มที่โดยจะมีลำต้นเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 นิ้ว ก็จะตัดยอดด้านบนออกให้มีความสูงเหนือดินประมาณ 150-160 เซนติเมตร หรือแล้วแต่ความต้องการ นำไม้ไผ่มาพาดโดยใช้เชือกรัดเพื่อไม่เป็นการรังแกต้นไม้เกินไปก็ควรขยายเชือกปีละครั้งเพราะขนาดของต้นจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ระยะที่ปลูกของลุงป่วนยาว 3 เมตร โดยใช้ไม้ไผ่ 2 ลำ ห่างกันประมาณ 20 เซนติเมตร เมื่อปลูกฟักแฝงหรือต้นไม้เลื้อยอื่นๆ ก็จะใช้ไม้ไผ่ผ่าซีกปักให้เลื้อยขึ้นมาอีกที ส่วนยอดของต้นมะรุมที่แตกยอดอ่อนออกมาเรื่อยๆ ก็ถูกเด็ดออกไปตลอดเวลา กลายเป็นพืชผักเด็ดยอดอีกชนิดหนึ่งที่สามารถนำไปกินหรือจำหน่ายได้อีก ไม่เหมือนเสาปูนหรือเสาไม้ที่นำมาทำค้างนอกจากเสียพื้นที่แล้วยังต้องเสียเงินซื้ออีก บางครั้งใช้ประโยชน์ไปนานๆก็จะต้องซ่อมแซมอีกต่างหาก ส่วนค้างมีชีวิตนอกจากไม่เสียเงินซื้อแล้วยังเพิ่มรายได้อีก

นวัตกรรมชาวบ้าน

เนื่องจากค้างมีชีวิตแล้วผมยังมีโอกาสเห็นสิ่งประดิษฐ์ของลุงป่วนอีกชิ้นหนึ่งคือซาแรนเคลื่อนที่ ลุงป่วนบอกว่า “ลุงอายุมากแล้วและทำงานคนเดียว ไม่สามารถใช้เครื่องมืออะไรได้ นอกจากเครื่องมือที่ต้องใช้มือช่วยเท่านั้น ภาคใต้เมื่อถึงคราวมีแดดก็ค่อนข้างแรงมาก บางครั้งผักที่ย้ายกล้ามาปลูกก็เหี่ยวเฉาเมื่อเจอแดด ถ้าจะเอาเสามาฝังเพื่อกางซาแรนก็จะเกะกะพื้นที่ในการทำงาน จึงคิดทำเครื่องกำบังแดดที่มีน้ำหนักเบาที่สามารถทำได้คนเดียว ด้วยการเอาท่อพลาสติกที่เป็นท่อประปามาต่อเป็นรูปตัวยูให้สูงประมาณ 1.5 เซนติเมตรส่วนความกว้างเท่ากับแปลงผัก ทำตามจำนวนที่เราต้องการ แต่ท่อประปาไม่สามารถปักลงไปในดินได้ จึงต้องใช้เหล็ก 4 หุนยาวประมาณ 80 เซนติเมตรปักเป็นขาแทน โดยกดลงไปในดินประมาณครึ่งหนึ่งแล้วจึงสวมท่อประปาที่ทำไว้ลงไปจะเห็นว่าท่อประปาที่เป็นเสาตัวยูจะสามารถคงตัวอยู่ได้อย่างแข็งแรงพอสมควร”

ส่วนซาแรนที่ใช้ก็จะเย็บติดกับโครงไม้ไผ่ที่มีน้ำหนักเบาสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย มาวางบนขาที่เป็นท่อประปาได้พอเหมาะ วิธีนี้จะมีข้อจำกัดกับบริเวณที่มีลมแรงแต่สำหรับที่ของลุงป่วนไม่มีปัญหาในเรื่องนี้เนื่องจากบริเวณรอบข้างมีบ้านบังลมไว้ทั้งสองด้าน การพรางแสงแบบนี้ลุงป่วนบอกเราว่าใช้ 2 กรณี คือการย้ายเบี้ยมาปลูกใหม่ซึ่งจะพรางแสงแค่ 3-5 วันเท่านั้น ส่วนอีกกรณีหนึ่งคือ ใช้พรางแสงในฤดูแล้งที่แสงแดดจ้ามากโดยเฉพาะในช่วงเที่ยงถึงแม้จะเป็นผักที่โตแล้วก็ตามทำให้ผักเหี่ยวเฉาได้ง่ายและอีกอย่างหนึ่งเป็นการประหยัดน้ำไปในตัวด้วยเพราะหน้าแล้งภูเก็ตมักจะมีปัญหาเรื่องน้ำเสมอ ซาแรนเคลื่อนที่นี้เมื่อเอาออกไปพื้นที่ก็จะโล่งไม่มีอะไรมาเกะกะ ซาแรนเคลื่อนที่ที่ทำไว้จะมี 2 ระดับความสูงคือขนาดความสูงประมาณ 1 ฟุตจะไว้ใช้สำหรับเบี้ยที่ย้ายมา ส่วนความสูง 150 เซนติเมตรใช้สำหรับผักที่โตแล้วแต่ต้องการพรางแสงเพราะร้อนเกินไป โดยเฉพาะในหน้าร้อนที่ผ่านมาซึ่งร้อนมากผิดปกติหนำซ้ำยังแล้งมากอีกด้วย ในจังหวัดภูเก็ตในช่วงหน้าร้อนทุกปีจะขาดแคลนน้ำ ชาวบ้านมักจะซื้อน้ำจากรถน้ำเอกชนซึ่งมีการขายอย่างเป็นล่ำเป็นสันในช่วงแล้ง

ร่มสุริยันกรรแสง

สำหรับคนเมืองที่อยู่แต่ในห้องปรับอากาศหรือในที่ร่ม การทำงานกลางแดดซึ่งต้องใช้เวลานานเพราะความไม่ถนัดและเรี่ยวแรงไม่เหมือนกับคนทำงานภาคเกษตรตั้งแต่เด็กๆ ปัญหาเรื่องแดดสำคัญมากเพราะสู้ความร้อนไม่ไหวผมเคยใช้ร่มแม่ค้าขนาดใหญ่บังเวลาทำงานกลางแจ้ง ตอนแรกๆก็ดี พอตอนขยับไปเรื่อยๆก็จะเป็นต้องขยับร่มตามก็มีปัญหาเพราะมันวุ่นวายพอสมควร บางครั้งมีปัญหาเรื่องลมจนต้องเปลี่ยนเอาร่มกันฝนธรรมดานี่แหละมามัดติดตัวไว้ พอก้มๆเงยๆดันหลุดขึ้นมาอีกวุ่นวายไม่ได้งาน มัวแต่สาละวนกับร่มกันแดด

ลุงป่วนเอาท่อพีวีซีขนาด 6 หุนมาต่อเป็นที่สวมบ่าทั้งสองข้าง ส่วนข้องอที่รับกับไหล่ใช้ข้องอของพลาสติกที่ใช้ร้อยท่อสายไฟฟ้าเนื่องจากโค้งเข้ารับกับไหล่มากกว่า ส่วนด้านหลังต่อไว้สำหรับเสียบก้านร่ม และจะมีเข็มขัดร้อยมารัดไว้ด้านหน้าเพื่อให้เกิดความสมดุลไม่หลุดง่าย (ดูตามภาพจะเข้าใจง่ายกว่า)เราก็จะได้ร่มสุริยันกรรแสงมา 1 คัน เพราะไม่ว่าจะก้มจะเงยอย่างไรแสงแดดก็ไม่โดนเรา ทีนี้จะทำงานกลางแดดก็ทำไปไม่ต้องทนร้อนอีก

เรื่องการขายผัก ป้าเตี๊ยนหรือป้าจรรยาบอกว่า ไม่ได้ขายทุกวันถ้าผักโตมีเพียงพอที่จะตัดกำได้ก็จะตัดผักขายโดยมัดเป็นกำๆใส่เข่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์คู่ใจขี่ขายอยู่ในบริเวณใกล้บ้านตอนบ่ายแก่ๆแดดร่มลมตก พักเดียวไม่ทันมืดผัก 1 เข่งก็ขายหมด เพราะกำขายกำละ 10 บาทราคานี้ส่งถึงหน้าบ้าน ถูกกว่าในตลาดสดและห้างสรรพสินค้ามาก การขายของป้าเตี๊ยนเน้นการแบ่งกันกินมากกว่า เพราะผักมีจำนวนมากกว่าที่จะกินหมด ไม่ได้หวังรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่มีความสุขที่ได้แบ่งผักปลอดภัยที่ไม่ได้ฉีดยาเคมีให้กับเพื่อนบ้าน เสียดายที่ไปสัมภาษณ์วันนั้นไม่มีผักพอที่จะตัดขาย เพราะเพิ่งรื้อแปลงปลูกใหม่เลยทำให้ไม่มีภาพมาฝากผู้อ่าน

ด้วยวัย 76 ปีของลุงป่วนชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีคุณภาพ อยู่กับคู่ชีวิตที่ร่วมทางกันมาอย่างยาวนาน ทำให้อดนึกถึงอนาคตของประเทศไทยที่อีกไม่กี่ปีก็จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุคือมีจำนวนผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี เกินกว่าร้อยละ 10-20 ของพลเมืองทั้งประเทศถ้าเรามีผู้สูงวัยหรือทางการให้เรียกว่า ชช. หรือผู้เชี่ยวชาญชีวิตที่มีคุณภาพตามวิถีที่ควรจะเป็นได้ของแต่ละคน ชีวิตของผู้สูงวัยก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่จะฉุดดึงประเทศชาติให้อยู่กับที่ แต่จะช่วยเป็นรากฐานที่มั่นคงให้กับประเทศมากกว่า

ถั่วลิสงครบวงจรที่บ้านละหานนา ขอนแก่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เทคโนโลยีการเกษตร

ถั่วลิสงครบวงจรที่บ้านละหานนา ขอนแก่น

เนื่องจากบริเวณสองฝั่งแม่น้ำชี มักจะมีปัญหาน้ำท่วมในฤดูน้ำหลากและประสบความแห้งแล้งในฤดูแล้งทำให้ขาดแคลนน้ำในการทำการเกษตร ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่ละทิ้งถิ่นฐานออกไปทำงานรับจ้างนอกภาคการเกษตรมากขึ้น และนับวันจะมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น

แต่ด้วยน้ำพระทัยที่เปี่ยมล้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงห่วงใยในทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์ เมื่อครั้งเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นใน ปี พ.ศ. 2540 จึงมีพระราชดำริเกี่ยวกับการจัดเก็บน้ำและการนำน้ำไปใช้ประโยชน์ดังนี้

“ให้จังหวัดขอนแก่นหาวิธีการเก็บน้ำในพื้นที่บริเวณสองฝั่งแม่น้ำชี เพื่อป้องกันน้ำท่วมในฤดูฝนหลากและนำน้ำมาใช้ประโยชน์ในการอุปโภคบริโภค และช่วยเหลือการเพาะปลูกในฤดูแล้งแก่เกษตรกรจังหวัดขอนแก่น”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยพสกนิกรในเขตพื้นที่ดังกล่าว จึงทรงมีพระราชดำริ…

ในปี 2545 กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 ด้วยความร่วมมือของส่วนราชการในจังหวัดขอนแก่นและสำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) สำนักนายกรัฐมนตรีได้อนุมัติเห็นชอบให้จัดทำ โครงการการพัฒนาการเกษตรสองฝั่งแม่น้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดขอนแก่น ขึ้น

โครงการการพัฒนาการเกษตรสองฝั่งแม่น้ำชี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดขอนแก่นมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งเพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้การเกษตรเชิงระบบสร้างความมั่นคงด้านอาชีพ พัฒนาความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของชุมชนเกษตรกรในพื้นที่ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบริเวณสองฝั่งแม่น้ำชี พัฒนาการผลิตพืชในพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำชีให้มีความเหมาะสมและมีความยั่งยืนในการผลิต

โครงการสร้างกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตถั่วลิสงแบบครบวงจรบ้านละหานนา อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาที่กรมวิชาการเกษตรโดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 ขอนแก่นและศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น ได้ดำเนินการในพื้นที่แห่งนี้

ด้วยถั่วลิสงสามารถปลูกทั้งในสภาพไร่และสภาพหลังนาได้เกือบทุกจังหวัด ในฤดูฝนเกษตรกรจะปลูกในสภาพไร่ ส่วนในฤดูแล้งจะปลูกในพื้นที่สภาพนา แต่ในการปลูกของเกษตรกรพบว่ามีปัญหาที่สำคัญ ได้แก่ พันธุ์ที่ใช้ปนหรือเมล็ดพันธุ์ไม่บริสุทธิ์ ปัญหาเมล็ดลีบ ไม่เคยใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม ไม่มีการคลุกเมล็ดด้วยสารเคมีป้องกันโรค และใส่ปุ๋ยเคมีไม่เหมาะสม ไม่มีการใส่ยิปซัมระยะออกดอก

นอกจากนี้ยังพบว่าเกษตรกรเน้นการขายถั่วลิสงแบบฝักสดเนื่องจากสามารถจำหน่ายได้ง่าย ตลาดมีความต้องการสูง ส่วนการขายถั่วลิสงแบบฝักแห้งจะมีปริมาณที่น้อยเนื่องจากเกษตรกรต้องนำไปตากเพื่อลดความชื้น ซึ่งเป็นการเพิ่มความยุ่งยากให้แก่เกษตรกร ทำให้เกิดการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์

ดังนั้นการนำเทคโนโลยีการผลิตถั่วลิสงของกรมวิชาการเกษตรเข้าไปดำเนินการส่งเสริมนับเป็นทางเลือกให้เกษตรกรในการเพิ่มผลผลิต ลดความเสี่ยงเรื่องการขาดเมล็ดพันธุ์ในการผลิตถั่วลิสงในฤดูกาลถัดไป โดยเฉพาะการผลิตถั่วลิสงฝักแห้งเพื่อสามารถเก็บได้นาน และจำหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์ให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆที่มีความต้องการปลูกได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าของถั่วลิสงได้

โครงการสร้างกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตถั่วลิสงแบบครบวงจรบ้านละหานนา ดำเนินการภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อรวมกลุ่มเกษตรกรที่มีความสนใจในการปลูกถั่วลิสงมาร่วมดำเนินกิจกรรมของกลุ่มและสร้างอาชีพเสริมแก่สมาชิกให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและยั่งยืน และมีเป้าหมายในการจัดหาเมล็ดพันธุ์และปัจจัยในการผลิตถั่วลิสงให้ครบวงจร ตั้งแต่การเตรียมปัจจัยการผลิต การปลูก การดูแลรักษา การจำหน่ายและการแปรรูปเพื่อจำหน่าย รูปแบบการดำเนินงานเน้นการผลิตเพื่อจำหน่าย เพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัวของสมาชิก และการลดต้นทุนการผลิตด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ใช้แรงงานภายในครอบครัว ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกและลงทุนเฉพาะสิ่งที่มีความจำเป็นเท่านั้น

สำหรับการดำเนินการของโครงการ มีขั้นตอนการปฏิบัติ โดยหนึ่งการเลือกพื้นที่และเกษตรกรในการดำเนินงาน สองดำเนินการทดสอบสามจัดทำการฝึกอบรมเกษตรกร และจัดเวทีเสวนาเกษตรกรเพื่อปรับปรุงแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงานสี่คัดเลือกเกษตรกรต้นแบบในการผลิตและกระจายพันธุ์ถั่วลิสง และ ห้าติดตามผลการดำเนินงานของเกษตรกร

โครงการสร้างกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตถั่วลิสงแบบครบวงจรบ้านละหานนา ได้สนับสนุนองค์ความรู้ต่างๆให้เกษตรกรต้นแบบที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 20 ราย ปลูกถั่วลิสงรายละ 1 ไร่ โดยปลูกถั่วลิสงสายพันธุ์ขอนแก่น 6 เมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงมีการคลุกสารคาร์บอกซินเพื่อป้องกันโรคโคนเน่าและเชื้อไรโซเบียมเพื่อช่วยในการตรึงธาตุไนโตรเจน ส่วนการเตรียมดินได้หว่านปูนโดโลไมท์เพื่อบำรุงฝักและใช้เมล็ดถั่วลิสง อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ ปลูกในเดือนมิถุนายน และใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 12-24-12 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง หลังปลูก 10-15วัน และ 30-45 วัน

ผลการดำเนินโครงการสามารถพัฒนาระบบการผลิตถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 6 ของกรมวิชาการเกษตร ได้ครบวงจรและยั่งยืน โดยยกระดับผลผลิตฝักแห้งเฉลี่ยของถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 6 ได้ถึง 546 กิโลกรัมต่อไร่ และจากเดิมที่ผลิตได้ 393 กิโลกรัมต่อไร่

อีกทั้งยังสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 6 ในฤดูฝน และกระจายพันธุ์ให้กับเกษตรกรที่มีความต้องการได้อย่างเพียงพอ ต่อการปลูกถั่วลิสงในฤดูแล้งได้ เกษตรกรมีรายได้จากการปลูกถั่วลิสง ประมาณไร่ละ 10,000 บาท และเกษตรกรบางส่วนนำถั่วลิสงแห้งทำการแปรรูปผลผลิตถั่วลิสง

จากการขยายผลเทคโนโลยีดังกล่าวไปยังเกษตรกรผู้ปลูกถั่วลิสง อำเภอแวงน้อย อำเภอมัญจาคีรีและอำเภอชนบท โดยเกษตรกรต้นแบบ ทำให้ในปี 2555/2556 มีเกษตรกรผู้ผลิตถั่วลิสงบริเวณสองฝั่งแม่น้ำชี ทั้ง 3 อำเภอ เพิ่มขึ้นเป็น 180 ราย

อย่างไรก็ตามการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์เพื่อใช้ปลูกในฤดูแล้งยังเป็นปัญหาหลัก ในการผลิตถั่วลิสงในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งยังต้องการการถ่ายทอดและทดสอบเทคโนโลยี เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ในฤดูฝน

ในส่วนการขยายผลเกษตรกรภายใต้โครงการพัฒนาการเกษตรสองฝั่งแม่น้ำชี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดขอนแก่น ได้เรียนรู้และพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตถั่วลิสงแบบต่างๆ จากแปลงทดสอบ แปลงต้นแบบ แปลงกระจายพันธุ์และการฝึกอบรม และสามารถนำเอาเทคโนโลยีการผลิตถั่วลิสงที่ได้รับการถ่ายทอดไปปฏิบัติในพื้นที่ของตนเองอย่างเป็นระบบ โดยการบริหารจัดการทรัพยากรด้านต่างๆ ทั้งแรงงานและปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผลผลิตถั่วลิสงออกสู่ตลาดและจำหน่ายเป็นรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างน้อยร้อยละ 15

ส่งผลทำให้ครอบครัวและชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีและมีความมั่นคงของรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถสร้างเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงการผลิตและการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น เป็นต้นแบบให้เกษตรกรหรือผู้สนใจได้เข้ามาเรียนรู้ระบบการดำเนินงานของกลุ่ม ทำให้เกษตรกรที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการมีความสนใจและมีความกระตือรือร้นที่จะเข้ามารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น

สำหรับผู้สนใจต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปลูกถั่วลิสงแบบครบวงจร สามารถติดต่อได้ที่ คุณสรรเสริญ เสียงใส นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรขอนแก่น ตำบลท่าพระ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โทร. (034) 261-504 และ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โทร. (043) 203-500, (043) 203-504

สุ่ยมี่ ฝรั่งพันธุ์ใหม่อีกทางเลือกหนึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เทคโนโลยีการเกษตร

นัย บำรุงเวช

สุ่ยมี่ ฝรั่งพันธุ์ใหม่อีกทางเลือกหนึ่ง

สุ่ยมี่(??:ShuiMi)ฝรั่งสายพันธุ์ใหม่จากไต้หวันที่เกษตรกรไทยหัวก้าวหน้าชอบการเปลี่ยนแปลงและร้านจำหน่ายพันธุ์ไม้ผลกำลังให้ความสนใจกันอยู่ เริ่มมีการแสวงหากิ่งพันธุ์เพื่อขยายพื้นที่ปลูกกันอย่างต่อเนื่องด้วยคุณสมบัติหลายอย่างที่มีดีกว่าฝรั่งพันธุ์ที่นิยมปลูกกันในปัจจุบันอย่างเช่นฝรั่งกิมจูหรือเจินจูกลมสาลี่แป้นสีทองหรือแม้กระทั่งหวานพิรุณ

ผู้เขียนได้กิ่งพันธุ์ฝรั่งสุ่ยมี่มาเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2556 ในราคาหลักพันจากลุงเล็ก(นายเสน่ห์ ลมสถิตย์)ลุงเล็กนำกิ่งพันธุ์เข้ามาเมื่อต้นปีพ.ศ.2556 จำนวนไม่ถึง 20 ต้นและได้กระจายไปตามคนที่ลุงเล็กสนิทไม่กี่คนคนละกิ่งสองกิ่งดังนั้นกิ่งพันธุ์ฝรั่งสุ่ยมี่ที่สวนลุงเล็กจึงเหลืออยู่ไม่กี่กิ่งซึ่งตอนนั้นแกยังไม่ได้ให้ความสำคัญเอาใจใส่มันมากนักเพราะมีมะม่วงพันธุ์ใหม่ๆต้องคอยประคบประหงมอีกหลายพันธุ์ได้ละเลยพวกมัน ไม่นานกิ่งพันธุ์สุ่ยมี่ในกระถางที่ขาดการดูแลจึงตายหมด พอลุงเล็กเริ่มรู้จุดเด่นข้อดีของมันจึงต้องซื้อกิ่งพันธุ์กลับจากคนที่เคยขายให้ไปคืนมาถึงวันนี้ฝรั่งสุ่ยมี่เริ่มปลูกเป็นแปลงใหญ่เพื่อจำหน่ายผลที่อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาครที่อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานีและอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ราคากิ่งพันธุ์ลดเหลือหลักร้อย แต่รสชาติของมันไม่ได้ลดตามไปด้วยคงโดดเด่นท้าทายให้หลายคนอยากลองลิ้มชิมรสอยู่

ฝรั่งไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชีย ไต้หวันจึงไม่ใช่แหล่งกำเนิดของฝรั่งเช่นกัน แต่ไต้หวันมีฝรั่งดีๆหลายสายพันธุ์ ฝรั่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบโซนร้อนของอเมริกากลางอเมริกาใต้จัดเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดเล็กไม่ผลัดใบ ครั้งเมื่อไต้หวันยังอยู่กับจีนผืนแผ่นดินใหญ่ฝรั่งถูกนำมาในจีนราวปีพ.ศ.2437ไม่ต่างจากพืชป่าชนิดหนึ่งเรียกมันว่า ป๋าจื่อต่อมาถูกนำไปที่นานยางจึงได้เรียกว่า ฟานสือหลิ่วเพราะมีรูปพรรณสัณฐานและเมล็ดมากคล้ายกับทับทิม(สือหลิ่วหมายถึงทับทิม)ส่วนชาวไต้หวันจะเรียกฝรั่งว่า ป๋าล่า พันธุ์ฝรั่งไทยถูกนำเข้าไปยังจีนเนื่องจากฝรั่งไทยมีผลใหญ่ยาวรี เนื้อหนาแน่นและกรอบแต่ความหวานต่ำอยู่ระหว่าง 6-9 องศาบริกซ์ ช่วงปี พ.ศ. 2472-2480 เป็นช่วงฟื้นฟูอย่างมากในการปลูกฝรั่งที่ไต้หวัน หลังจากนั้นพื้นที่การปลูกฝรั่งในไต้หวันก็ลดลงเรื่อยมา เกษตรกรมาเริ่มปลูกใหม่อีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2495 พื้นที่ปลูกหลักอยู่ที่ไทเป จางฮั้วและชินจู๋ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 แหล่งปลูกฝรั่งที่สำคัญของไต้หวันอยู่บริเวณภาคกลางมาถึงตอนใต้และมีที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกฝรั่งกระจายทั่วไปปลูกมากในเขตจางฮั้วอี๋หลานหนานโถเจียอี้ไถหนานเกาสงผิงตง ถือได้ว่าไต้หวันเป็นแหล่งพัฒนาฝรั่งสายพันธุ์ใหม่ที่มีคุณภาพดีอย่างต่อเนื่องฝรั่งแดงของไทยได้ถูกไต้หวันซื้อสิทธิบัตรไปเช่นกัน

ระหว่างปีพ.ศ.2519 ถึง พ.ศ.2529ไต้หวันได้นำเข้าพันธุ์ฝรั่งจากประเทศไทยหลายพันธุ์เพราะฝรั่งมีผลใหญ่ เนื้อแน่นและกรอบไปปลูกผลผลิตออกมาเป็นที่ชื่นชอบของคนไต้หวัน เมื่อเวลาผ่านไปไต้หวันได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ฝรั่งขึ้นมาเรื่อยๆโดยใช้พันธุ์ฝรั่งไทยเป็นต้นพ่อพันธุ์ต้นแม่พันธุ์ด้วยเสมอ การพัฒนาสายพันธุ์ใหม่เน้นความอร่อยเมล็ดมีน้อยหรือไม่มีเนื้อหนาและเนื้อกรอบฝรั่งพันธุ์เจินจู (?? :Zhenzhuหรือ Pearl guava แปลว่าไข่มุก) ได้รับการคัดเลือกพันธุ์ขึ้นมาเมื่อปีพ.ศ. 2533ที่เกาสง ที่พัฒนาปรับปรุงพันธุ์มาจากฝรั่งไทย ลักษณะผลกลมรีทรงไข่ไก่คล้ายลูกแพร์ มีความหวาน 10-18 องศาบริกซ์ ไต้หวันปลูกมากเป็นอันดับ 1จัดเป็นฝรั่งที่มีความหวานสูง เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2542 ฝรั่งเจินจูถูกนำเข้ามาในประเทศไทย มีนักวิชาการด้านไม้ผลของไทยท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า ฝรั่งพันธุ์กิมจู น่าจะมีชื่อมาจาก พันธุ์ “เจินจู” ซึ่งเป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากไต้หวัน และที่สำคัญฝรั่งพันธุ์กิมจู หรือ เจินจู นี้น่าจะเป็นคนละสายพันธุ์กับพันธุ์เจินจูที่ปลูกในไต้หวัน ดูจากลักษณะผลและรสชาติของพันธุ์กิมจูหรือเจินจูที่ปลูกในไทย น่าจะเป็นพันธุ์สุ่ยจิงหรือ ส๋วยจินจึงเป็นการสับสนเป็นความเข้าใจผิดของผู้ขายกิ่งพันธุ์หรืออาจเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาดก็ได้และได้เรียกผิดเพี้ยนต่อกันมา

พันธุ์สุ่ยจิง(??:Shuijing หมายถึง Crystal)ปีพ.ศ. 2534 ได้คัดเลือกมาจากฝรั่งพันธุ์ไทยที่เมือง Yanchao Townshipเมล็ดน้อยผลแป้นคล้ายฟักทอง มีความหวาน 7-12 องศาบริกซ์ เป็นสายพันธุ์ที่ถูกนำมาปลูกเป็นการค้าในไทยอย่างแพร่หลายกว้างขวาง แต่มีการเรียกชื่อฝรั่งพันธุ์สุ่ยจิงผิดไปเป็นพันธุ์เจินจูเชินจูกิมจู สุ่ยจิงรูปทรงผลแป้นค่อนข้างแบนมีการออกดอกและติดผลง่ายในบ้านเรา ไต้หวันปลูกมากเป็นอันดับ3

ในปีพ.ศ. 2549 สถานีทดลองพืชสวน Fengshan Tropical Horticulture Experiment Branch ได้ปรับพันธุ์ใหม่ขึ้นมาชื่อ ตี้หวาง(??:หมายถึงจักรพรรดิหรือฮ่องเต้)หรือพันธุ์ไทนงเบอร์1(Tainong No.1)ผลใหญ่ค่อนข้างกลมรูปไข่ผิวสีเขียวอ่อน เนื้อสีขาว กรอบสามารถเก็บไว้ได้นาน ความหวาน 9.5-11 องศาบริกซ์ ขนาดผลมีน้ำหนัก 380-450 กรัม

ปีพ.ศ.2553ฝรั่งสุ่ยมี่เริ่มปรากฏ ยังไม่ทราบแหล่งข้อมูลว่าเกิดจากการพัฒนาพันธุ์จากฝรั่งสายพันธุ์อะไร และหน่วยงานใดหรือใครพัฒนามันขึ้นมา เกษตรกรชาวไต้หวันได้เริ่มขยายพื้นที่ปลูกฝรั่งสุ่ยมี่กันมากขึ้นที่เกาสงผิงตงจางฮั้วไถหนาน

ฝรั่งสุ่ยมี่มีผู้ให้ชื่อไทยว่า “ฝรั่งสายน้ำผึ้ง” หรือ “ฝรั่งแป้นไต้หวัน”มีชื่อผลไม้อีกหลายชื่อที่ผู้ขายกิ่งพันธุ์มักตั้งชื่อใหม่โดยไม่มีรากศัพท์มาจากชื่อเดิม ซึ่งควรจะเรียกชื่อพันธุ์ทับศัพท์ชื่อเดิม เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในภายหน้า หรือบางรายนำกิ่งพันธุ์จากไต้หวันมาแอบอ้างว่าปรับปรุงพันธุ์ใหม่ขึ้นมาเอง และอ้างสายพันธุ์แต่ละสายพันธุ์มาผสมกันโดยแต่ละสายพันธุ์มีความแตกต่างกันอย่างมากไม่น่าจะได้ลูกผสมใหม่ที่แตกต่างจากพ่อแม่อย่างมาก หรืออ้างสายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติดีกว่าอยู่แล้วเป็นต้นพันธุ์พ่อแม่ซึ่งไม่จำเป็นต้องปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาใหม่แต่อย่างใด ไม่ควรไปฉวยโอกาสไปเอาของเขามาเป็นของตน ผู้ขายกิ่งพันธุ์น่าละอายใจบ้างว่าได้กระทำอะไรลงไป จิตสำนึกคุณธรรม จริยธรรมของผู้ขายกิ่งพันธุ์ไทยบางรายขาดหายไปไหนหมด บางรายเป็นนักต้มตุ๋นพันธุ์ไม้ที่สื่อบางสื่อยังยอมรับโดยไม่ทราบข้อเท็จจริง ยกตัวอย่าง มะม่วงโบราณ เขาบอกว่าที่สวนเขามีอยู่หลายสายพันธุ์ เขาเป็นผู้มีความรอบรู้เรื่องไม้แปลกไม้โบราณร้านขายพันธุ์ไม้ได้สั่งมะม่วงจากสวนของเขาเพื่อส่งให้ลูกค้าอีกที เมื่อลูกค้าซื้อมาปลูกได้2ปีออกผลมาไม่ใช่พันธุ์ดังที่สั่งซื้อ กลายเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้เกือบทั้งหมด จึงได้โทร.กลับยังร้านขายพันธุ์ไม้ทางร้านขายพันธุ์ยอมรับว่าถูกเขาหลอกและยินดีคืนเงินให้

ลักษณะใบของฝรั่งสุ่ยมี่ไม่ต่างจากฝรั่งพันธุ์อื่นๆยอดอ่อนเป็นสีขาวเป็นนวล ใบอ่อนสีเขียวอ่อนไม่ขลิบหรือขอบสีแดงที่ใบและก้านแต่ใบค่อนจะเล็ก ใบห่อขึ้นเล็กน้อย ใบมีความยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ส่วนกว้างสุดประมาณ 5 เซนติเมตร ความแตกต่างของทรงพุ่ม ฝรั่งสุ่ยมี่มีทรงพุ่มค่อนข้างโปร่ง ทรงพุ่มเป็นสีนวลเงิน ใบไม่เขียวเข้มและแน่นทึบต่างจากฝรั่งพันธุ์อื่นถ้าอยู่ใกล้เคียงกันจะเห็นชัดเจน

สุ่ยมี่มีผลทรงแป้นจะคล้ายกับสุ่ยจิง(เจินจูในไทย)ไม่กลมและไม่ค่อยเรียบ ผลนูนเป็นพูโดยรอบจำนวนพูไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของผลจะนูนเป็นสันเด่นบริเวณใกล้ขั้วปกติพบจำนวนพูมี 4-5 พู น้ำหนักผล 500-700 กรัมดูแลรักษาบำรุงดีๆจะได้น้ำหนักมากกว่านี้ ผลมีขนาดกำลังดีมีเนื้อหนา เนื้อสีขาวฟู ฉ่ำน้ำ มีเมล็ดน้อยมากเนื้อกรอบ รสหวานและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เมื่อเริ่มสัมผัสลิ้นก่อนเคี้ยวจะได้รสเปรี้ยวจางๆเป็นรสเปรี้ยวนำจากนั้นรสจึงตามมา เคี้ยวง่ายเพราะเนื้อกรอบนุ่มฟู จะเห็นได้ว่าฝรั่งสุ่ยมี่มีคุณสมบัติครบถ้วนซึ่งฝรั่งพันธุ์อื่นๆมีคุณสมบัติไม่ครบขาดหายบางอย่าง เช่น กรอบแต่ไม่หวาน หรือหวานแต่ไม่กรอบ หรือหวานกรอบแต่ไม่หอม สุ่ยมี่จึงเป็นฝรั่งที่มีคุณสมบัติเด่นๆครบ

การปลูกฝรั่งสุ่ยมี่ไม่ได้ต่างจากฝรั่งทั่วไปที่ปฏิบัติกัน ควรใช้กิ่งพันธุ์จากการตอนหรือกิ่งทาบมีข้อสังเกตระหว่างการปลูกด้วยกิ่งพันธุ์จากการตอนหรือกิ่งพันธุ์จากการทาบ กิ่งจากการตอนเจริญเติบโตได้เร็วกว่ากิ่งทาบ ทรงพุ่มขึ้นสูง ส่วนกิ่งทาบโตช้ากว่าแต่แข็งแรง กิ่งก้านแตกมากทรงพุ่มแผ่กว้าง

การดูแลและการบำรุงรักษาไม่ต่างจากฝรั่งพันธุ์อื่นหลังจากปลูกได้5เดือนเริ่มออกดอกควรปลิดทิ้งเนื่องจากลำต้นยังเล็กสะสมอาหารได้น้อยทำให้ต้นโทรมได้ถ้าติดผล อายุได้อย่างน้อย 1 ปีจึงปล่อยให้ติดผลได้ดอกมีสีขาวเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 เซนติเมตรให้ดอกดีมากจึงติดผลดก ติดดอกแทบทุกกิ่ง ให้ปลิดผลอ่อนทิ้งบ้าง การปลิดผลให้เหลือกิ่งละ1-2 ผล เพื่อให้ผลใหญ่สมบูรณ์ ซึ่งการปลิดผลอ่อนจะเริ่มปลิดผลเมื่อผลติดแล้วโตขนาดประมาณเท่าลูกมะนาวเลือกผลที่มีรูปทรงบูดเบี้ยวไม่ได้รูปทรงหรือมีตำหนิเด็ดทิ้งไป จากนั้นจึงเริ่มห่อผล จะห่อผลฝรั่งเมื่อมีขนาดเท่าลูกมะนาวหรือหลังดอกบานแล้ว 1 เดือน การห่อผลจัดเป็นขั้นตอนสำคัญขั้นตอนหนึ่งที่ทำให้ฝรั่งได้คุณภาพผลออกมาดีรูปทรงผลดีผิวมีสีเขียวอ่อนสวยงามและเพื่อป้องกันศัตรูสำคัญที่ทำให้ผลฝรั่งเสียหายไม่สามารถนำมารับประทานได้ อันเกิดจากการทำลายของแมลงวันทองวางไข่ที่ใต้ผิวฝรั่งสุก(หรือระยะที่ผิวอ่อน) ตัวอ่อนที่ฟักจากไข่จะเจริญกินเนื้อฝรั่งเป็นอาหารทำให้ฝรั่งอ่อนนิ่มและเน่าเละการห่อผลเกษตรกรไต้หวันสวมด้วยตะข่ายโฟม(ตาข่ายสวมผลไม้ป้องกันผลไม้ช้ำ)แล้วใช้ถุงพลาสติกห่อทับอีกชั้น ตาข่ายโฟมช่วยป้องกันไม่ให้ผิวผลฝรั่งติดสัมผัสกับพลาสติกจนเกิดเป็นรอยกร้านเกรียมแดดหรือรอยไหม้ชาวสวนไทยนิยมใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อก่อนแล้วจึงสวมถุงพลาสติกทับอีกชั้นหนึ่งถุงพลาสติกที่ใช้เพื่อการห่อฝรั่งโดยเฉพาะ ถุงห่อดังกล่าวมีรูระบายในตัว เกษตรกรไม่ต้องกรีดหรือเจาะรูระบายน้ำ หรือห่อด้วยถุงห่อผลไม้ถ้าใช้ถุงห่อมะม่วงห่อบางทีผลจะใหญ่คับถุง ใช้ถุงสีขาวห่อฝรั่งจะได้ผิวสีเขียวอ่อนสวย ถ้าใช้ถุงดำภายในบุด้วยแผ่นคาร์บอนได้ฝรั่งมีผิวสีเหลืองนวลวาวสวยงามมาก แต่การห่อด้วยถุงห่อนี้มักมีมดดำเข้าไปทำรัง การห่อฝรั่งผลยังเล็กหรือเล็กกว่าหัวนิ้วโป้งจะทำให้ผลฝรั่งแห้งร่วง โดยเฉพาะถ้าใช้ถุงดำผลอ่อนจะแห้งอย่างรวดเร็วเพราะถุงดำสะสมความร้อนไว้ภายในมากหลังจากการห่อผลฝรั่งแล้วนับไปอีก 2เดือนหรือ3 เดือนฝรั่งก็จะเริ่มแก่ใกล้เก็บผลได้เลือกผลที่แก่

การเก็บผลควรเก็บผลที่แก่หรือกำลังห่าม อายุประมาณ 4-5 เดือน ผลที่ควรเก็บสังเกตได้จากสีและผิวของผล ระยะเก็บผลมีสีเขียวอ่อนออกเหลืองเป็นประกายวาวผิวเต่งตึง ขั้วผลเรียวเล็กสีเขียวอ่อนตัดด้วยกรรไกรตัดชิดขั้วผล ไม่ควรดึงออกด้วยมือจะทำให้กิ่งก้านฉีกขาดได้

โรคผลเน่าของฝรั่งสุ่ยมี่มักพบบริเวณส่วนของผิวฝรั่งที่สัมผัสกับกระดาษห่อ ทำให้ผลเน่าช้ำ พบระบาดในฤดูฝน

ผู้ที่ต้องการปลูกฝรั่งสุ่ยมี่ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ คงต้องประสบปัญหาเรื่องกิ่งพันธุ์ เพราะขณะนี้กิ่งพันธุ์ยังมีจำนวนน้อยและต้องสั่งจองไว้ราคากิ่งพันธุ์ยังค่อนข้างสูงเชื่อแน่ว่าอีกไม่นานฝรั่งสุ่ยมี่จะต้องเข้ามาแทนพื้นที่ปลูกฝรั่งเจินจูหรือสุ่ยจิงและแป้นสีทองอย่างแน่นอน…

คิงฟรุทส์ ชี้ตลาด “กล้วยหอมทอง” โตไม่ยั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05047010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เทคโนฯ เกษตร

สาวบางแค 22

คิงฟรุทส์ ชี้ตลาด “กล้วยหอมทอง” โตไม่ยั้ง

หลายท่านอาจสงสัยว่า ทำไม นักกีฬาจึงนิยมกินกล้วยหอมสุกระหว่างพักการแข่งขัน คำตอบก็คือ กล้วยหอมเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง เพราะมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อหัวใจและสมอง ไม่ว่าจะเป็นสารโพแทสเซียม แมกนีเซียม และเส้นใยสูง จึงเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนเลือด บำรุงประสาท ทำให้รับส่งสัญญาณประสาทเร็วขึ้น ตัดสินใจได้อย่างฉับพลันแม่นยำและย่อยง่าย

หากใครต้องการกินกล้วยหอมเพื่อเพิ่มพลังงานยามบ่าย แค่กินกล้วยหอม 2 ลูก ก็จะได้พลังงานเพียงพอต่อการทำงานได้นานถึง 90 นาที เพราะกล้วยหอมสุกผลใหญ่ 1 ลูก มีน้ำตาล 23 กรัม (น้ำตาลซูโคส ฟรุกโทส และกลูโคส) และแป้ง 2 กรัม กล้วยหอมจึงเป็นผลไม้มหัศจรรย์ที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับนักกีฬาที่ต้องใช้พละกำลัง และใช้เวลาแข่งขันนานๆ นักกีฬาหลายคนจึงนิยมหยิบกล้วยหอมมานั่งกินยามนั่งพักเพื่อเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายอย่างรวดเร็ว

จับกระแสตลาด

กล้วยหอม กับ “คิง ฟรุทส์”

ผู้เขียนมีโอกาสไปเยี่ยมชมกิจการกล้วยหอมทองรายใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ ที่รู้จักกันดีในชื่อ บริษัท คิง ฟรุทส์ จำกัด ที่มีเนื้อที่ปลูกกว่า 3,000 ไร่ ผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพเยี่ยมเกรดส่งออก ยี่ห้อ “BANANA KING” ป้อนตลาดปีละ 6,000 ตัน ส่งขายตลาดไท ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น สายการบิน และวางแผนส่งกล้วยหอมสัญชาติไทยไปแจ้งเกิดในหลายประเทศทั่วโลกในเร็วๆ นี้

คุณเกรียงศักดิ์-คุณเสาวณี วิเลปะนะ สองสามีภรรยาเจ้าของบริษัท คิง ฟรุทส์ จำกัดยืนยันว่า “กล้วยหอมทอง” เป็นสินค้าที่มีลู่ทางเติบโตสดใส เพราะมียอดขายขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี เมื่อปีที่แล้ว มียอดขายรวม 150 ล้านบาท ส่วนปีนี้คาดว่า ยอดขายแตะ 200 ล้านบาท เหตุเพราะกล้วยหอมทองเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย และราคาไม่แพงตลาดยังต้องการกล้วยหอมทองเป็นจำนวนมาก ยิ่งผลิตได้คุณภาพดี ราคาขายก็พุ่งสูงตามไปด้วย เรียกว่า เป็นโอกาสทองของเกษตรกรที่จะลงทุนปลูกกล้วยหอมทอง เพื่อทำกำไรได้ในอนาคต

“ปัจจุบัน กล้วยหอมราคาดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศเรียกว่า ขยายพื้นที่ปลูกเท่าไหร่ ก็ยังผลิตไม่พอขาย เพราะตลาดเติบโตขึ้นทุกปี ยิ่งปีนี้เจอปัญหาภัยแล้ง มีผลผลิตเข้าตลาดน้อย ทำให้ราคากล้วยหอมพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมายิ่งช่วงเทศกาลสำคัญเช่น ตรุษจีนสารทจีนเช็งเม้งกินเจ กล้วยหอมทองยิ่งขายดีเป็นพิเศษ” คุณเกรียงศักดิ์กล่าว

จุดเริ่มต้น

ธุรกิจ “คิงฟรุทส์”

คุณเกรียงศักดิ์ เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า คุณเกรียงศักดิ์และภรรยาเรียนจบสาขาเกษตรจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ อำเภอบางพระ จังหวัดชลบุรี หลังจากเรียนจบ เขากลับมาสืบทอดกิจการ “สวนส้มเขียวหวาน” ของครอบครัวที่ตั้งอยู่ในตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ต่อมาปี 2540 เจอปัญหาผลส้มร่วง จากโรคกรีนนิ่ง เขาจึงปรับพื้นที่สวนส้มมาปลูกผักสวนครัว และกล้วยหอมทอง จำนวน 30 ไร่ ปรากฏว่า กล้วยหอมให้ผลตอบแทนที่ดี เขาจึงมุ่งขยายพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองเป็นหลัก โดยเก็บผลผลิตส่งขายพ่อค้าคนกลาง

ต่อมาคุณเกรียงศักดิ์ได้เช่าพื้นที่ที่ตลาดไท เปิดแผงขายผลผลิตในชื่อ “ร้านเกรียงศักดิ์กล้วยหอม”และเพิ่มบทบาทเป็น “พ่อค้าคนกลาง” โดยสร้างเครือข่ายเกษตรกรลูกไร่ในย่านคลองรังสิต ปทุมธานีและจังหวัดใกล้เคียง เช่น อยุธยา สระบุรี นครนายก ปลูกกล้วยหอมทองส่งขายที่ตลาดไททำให้เขากลายเป็นผู้ค้ากล้วยหอมทองรายใหญ่ของตลาดไทจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน คุณเกรียงศักดิ์มีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทอง 3,000 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินของตัวเอง และเช่าปลูก ในอัตราไร่ละ 2,000-5,000 บาท ต่อปี และพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองของเกษตรกรเครือข่ายอีกประมาณ 1,000 ไร่ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดจันทบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี บึงกาฬ พัทลุง นครสวรรค์ กำแพงเพชร ชุมพร ฯลฯ

แปลงปลูกทุกแห่งได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐาน GAP มีทีมนักวิชาการของบริษัทเข้าไปควบคุมดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกหน่อพันธุ์ดี การให้ปุ๋ย-ให้น้ำการเก็บเกี่ยว การขนส่งสินค้าถึงโรงคัดบรรจุ ที่ได้ระบบมาตรฐาน GMP และ HACCP เพื่อให้ได้กล้วยหอมทองที่มีคุณภาพดี ปลอดภัยส่งถึงมือผู้บริโภค

คุณเกรียงศักดิ์บอกว่า โดยทั่วไปกล้วยหอมจะปลูกหมุนเวียนไปเรื่อยๆ ไม่นิยมปลูกซ้ำในพื้นที่เดิมเพราะเสี่ยงทำให้กล้วยมีผลขนาดเล็ก เครือสั้น นอกจากนี้ปัญหาภัยธรรมชาติ ถือเป็นอุปสรรคสำคัญของการปลูกกล้วยหอมโดยเฉพาะปัญหาเรื่องลมพายุทำให้ต้นกล้วยล้มและใบฉีกขาด ปีนี้เจอปัญหาภัยแล้งรุนแรงในหลายพื้นที่ทำให้ผลผลิตเสียหายจำนวนมากบริษัทจึงวางแผนกระจายความเสี่ยงและให้มีผลผลิตจำนวนมากรองรับการเติบโตของตลาดทั้งในประเทศ และส่งออก โดยขยายพื้นที่ปลูกให้ครบ 10,000 ไร่ทั่วประเทศ ภายในปี 2562

การปลูกกล้วยหอมทอง

ในเชิงอุตสาหกรรม

บริษัทจึงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ ปลอดภัย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ไปยังแหล่งผลิตได้ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าทุกผลิตภัณฑ์ของเราปลอดภัย ได้มาตรฐาน ผลิตจากวัตถุดิบที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพและมาจากแหล่งที่มีการจัดการด้วยกระบวนการปลูกที่ได้มาตรฐานสากล GlobalGAP เพื่อให้คนไทยได้บริโภคกล้วยหอมทองผลไม้ไทยที่ปลอดภัย กินได้ทุกวัน

สำหรับพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองของบริษัทจำนวน 3,000 ไร่ ถูกควบคุมการปลูกอย่างเป็นระบบ โดยใช้วิธีปลูกหมุนเวียน ครั้งละ 300 ไร่ หรือประมาณ 100,000 ต้น ต่อรุ่น เพื่อให้มีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ กล้วยแต่ละรุ่นจะใช้ระยะเวลาปลูก 9 เดือน ถึง 1 ปี ก็ตัดขายได้ เมื่อความแก่ความอ่อนของกล้วยอยู่ที่ 80% ทำให้กล้วยมีรสชาติหวานสม่ำเสมอ หลังเก็บเกี่ยวจะคัดขนาดของผลกล้วยให้ตรงกับความต้องการของตลาด

ยกตัวอย่างเช่น กล้วยหอมทองที่ส่งขายการบินไทย สำหรับเสิร์ฟให้ลูกค้าชั้นเฟิร์สคลาสนั้น ต้องคัดกล้วยหอมเกรด A ผิวสวย น้ำหนักลูกละ 180 กรัม ผิวของกล้วยต้องไม่มีรอยช้ำ รสชาติต้องหวานสม่ำเสมอ ส่วนกล้วยหอมทองที่ส่งขายร้านเซเว่นอีเลฟเว่นนั้น จะคัดเลือกกล้วยหอมทองที่มีน้ำหนักเฉลี่ย120 กรัมต่อผล โดยมียอดขายประมาณวันละ 70,000 ชิ้น

กล้วยจะมีขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก นอกจากจะขึ้นอยู่กับการดูแลที่เอาใจใส่อย่างดีแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเป็นหลัก หากใครอยากปลูกกล้วยหอมทองให้ได้เกรด A คุณเกรียงศักดิ์แนะว่าธรรมชาติของกล้วยชอบปุ๋ยชอบน้ำต้องรดน้ำทุกวันระวังเรื่องน้ำท่วมขังปลูกดินตื้นจะโตไวแต่ล้มง่ายต้องมีไม้ค้ำเมื่อออกปลีให้ใช้ไม้ค้ำทุกเครือออกปลีได้ 70-90 วันจะให้ลูก ใช้ถุงหรือกระดาษคลุมลูกเพื่อให้ผิวกล้วยสวยเมื่อตัดผลผลิตกล้วยจะมีอายุได้ราว 1 ปีให้โค่นทิ้งนำหน่อใหม่จากต้นเดิมลงปลูกแทนทว่าราวเดือนเมษายน-มิถุนายนเป็นช่วงฤดูฝนมีลมพายุ ช่วงนี้กล้วยหอมมักขาดตลาด

เปิดรับ

“เกษตรกรลูกไร่” ทั่วไทย

คุณเกรียงศักดิ์บอกว่า ทางบริษัทยินดีเปิดรับสมัครเกษตรกรลูกไร่ทั่วประเทศ โดยพิจารณาจากความพร้อมของสถานที่ตั้งเป็นสำคัญ เช่น มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับใช้ในการเพาะปลูกตลอดทั้งปี หากเป็นเกษตรกรรายย่อย จะส่งเสริมให้รวมกลุ่มกันปลูกกล้วยไม่ต่ำกว่า 20 ไร่ เพื่อรวบรวมผลผลิตส่งขายไม่ต่ำกว่า 10-15 ตัน ต่อครั้ง

คุณเกรียงศักดิ์บอกว่า เรานำเสนอสิ่งดีๆให้เป็นทางเลือกของเกษตรกร สมาชิกเครือข่าย “คิง ฟรุทส์” จะมีเจ้าหน้าที่วิชาการของบริษัทให้คำแนะนำวางแผนการปลูก ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด สามารถซื้อปัจจัยการผลิตในราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป เช่นหน่อพันธุ์ ถุงห่อเครือกล้วย เป็นการลดต้นทุนการผลิตสามารถจำหน่ายสินค้าได้ตามเกรดคุณภาพของสินค้ามากกว่าการขายแบบคละเกรด หรือเหมารวมสามารถขายผลผลิตได้ทุกผล ทุกต้นลดปัญหาการขายสินค้า ด้อยคุณภาพเข้าสู่ท้องตลาด โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตเข้าตลาดจำนวนมากพร้อมกัน

ปัจจุบัน บริษัทรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรเครือข่ายตามคุณภาพสินค้า เฉลี่ยกิโลกรัมละ 10-20 บาท หากใครมีข้อสงสัยประการใด สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากบริษัท คิง ฟรุทส์ จำกัด เลขที่ 55/12 หมู่ที่ 4 ตำบลบึงคำพร้อย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี 12150 โทร.(02) 159-9770,(02) 159-9772-73 แฟกซ์ (02) 159-9771

ลุงทองปาน พิมพานิช วัย 65 ปี สกลนคร ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงก็มีเงินแสนได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เทคโนโลยีการเกษตร

สุพจน์ สอนสมนึก

ลุงทองปาน พิมพานิช วัย 65 ปี สกลนคร ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงก็มีเงินแสนได้

วันนี้ได้รับคำแนะนำจากคุณร่มไม้ นวลตา เกษตรจังหวัดสกลนครว่า มีเกษตรกรที่บ้านคำประมง ตำบลบัวสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร มีชีวิตแนวคิดที่อยากให้ครอบครัวโดยเฉพาะลูกๆ ยึดอาชีพการเกษตร ทำไร่ ทำนา เลี้ยงสัตว์ ที่บรรพบุรุษยึดทำกินเลี้ยงปากท้องคนบนโลกนี้มานานแสนนาน น่าสนใจนำมาบอกเล่าเปิดเผยให้ทราบทั่วไป

จึงขับรถยนต์ออกจากจังหวัดสกลนคร เดินทางมุ่งหน้าสู่บ้านคำประมง ตามถนนสายสกลนคร-อุดรธานี เมื่อพ้นเขตเทศบาลนครสกลนคร ราว 5 กิโลเมตร ก็จะพบเพิงไม้ร้านขายมันสำเภา(มันแกว)มาวางขายเรียงรายตั้งแต่ แยกหน้าราชภัฏสกลนคร เรื่อยมาถึงบ้านพังขว้างใต้หลายกิโลเมตรมองเห็นแล้วชุ่มชื่นหัวใจ ที่มีผลผลิตออกมาวางขาย หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ถิ่นนี้ “แอ่งสกลนคร”

พอเข้าเขตบ้านพาน ผ่านเทศบาลดงมะไฟ มองเห็นน้ำเจิ่งนองตามสองฟากข้างถนน ชาวนากำลังบังคับควายเหล็กเสียงคำรามดังสนั่นลั่นทุ่ง บางที่มีชาวบ้านดำนาและหว่านข้าว บางแห่งเริ่มเขียวขจีมองแล้วเพลินตาสบายใจ

เลยเทศบาลตำบลดงมะไฟ ราว 2 กิโลเมตรก็เข้าเขตพื้นที่อำเภอพรรณานิคม ถึงสามแยกไฟแดง ชาวบ้านเรียกว่า “สามแยกสูงเนิน” เลี้ยวขวาไปตามถนนสูงเนิน-เซกา ผ่านบ้านพอกใหญ่ ที่มีลำน้ำอูนพาดผ่าน น้ำอูนเริ่มสูงขึ้น สังเกตได้จากสีของน้ำที่ขุ่นมัวบางแห่งเริ่มใส มองเห็นกระชังปลาเลี้ยงของชาวบ้านในลำน้ำอูนที่คดเคี้ยวยาวสุดตา แม้ยามนี้ข่าวว่า “เขื่อนน้ำอูน” ยังไม่สามารถปล่อยน้ำลงมาให้เกษตรกรทำการเกษตรได้ก็ตาม

วิ่งมาอีกประมาณ 7 กิโลเมตรก็เข้าเขตตำบลบัวสว่าง อำเภอพรรณานิคม ก่อนเข้าหมู่บ้านจะพบป้ายบอกเลี้ยวขวา ไปวัดคำประมง หรืออโรคยาศาลา บ้านคำประมง เลี้ยวขวาไปตามถนนลาดยางของกรมทางหลวงชนบท อีกราว 5 กิโลเมตรก็ถึงบ้านคำประมง หมู่ที่ 4 ตำบลบัวสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร

เมื่อเข้าเขตหมู่บ้านจะพบกับความชุ่มชื่นเขียวชอุ่มของแมกไม้นานาพรรณที่ชาวบ้านปลูกตามรั้วรอบขอบบ้าน ล้วนแต่เป็นไม้ผลที่กินได้ เช่นมะม่วง มะขาม เป็นต้น

ที่นี่ได้พบกับคุณลุงทองปาน พิมพานิช วัย 65 ปี และภรรยาคุณป้าเคี่ยม พิมพานิช อายุ 63 ปี ที่มีความทะมัดทะแมงแข็งแรงทำงานได้สบายๆ หลังจากทักทายแนะนำตัวแล้ว

คุณลุงทองปานเล่าว่า ยึดอาชีพทำนา ทำสวนมาจากบรรพบุรุษ เดิมอยู่บ้านบัวสว่างต่อมาเมื่อมีการมาตั้งหมู่บ้านที่นี่จึงออกมา เพราะว่ามีที่ดินอยู่ที่นี่ คุณลุงทองปาน มีลูก6 คน ชาย 2 หญิง 4 คน แต่งงานมีครอบครัว ก็ยึดอาชีพทำนาทำสวน เลี้ยงสัตว์ ส่วนแม่บ้านยามว่างก็หันมาทอผ้าใช้เอง ไม่ได้ซื้อหาเหมือนปัจจุบัน ผ้าส่วนใหญ่ที่ทอ ผ้าคราม ผ้าขาวม้า ผ้าห่ม ใช้เองในครอบครัว

ฐานะครอบครัวค่อนข้างลำบาก แม้จะมีที่ดินทำนา ทำสวน ทำไร่ก็ตาม เพราะการทำการเกษตรนั้นส่วนใหญ่จะรอน้ำจากฝนที่ตกลงมา ไม่ได้พัฒนาเหมือนปัจจุบัน ลูกหลายคนถามว่า จะให้เรียนหนังสือแล้วไปรับราชการทำงานหรือไม่จึงบอกไปว่า การเรียนหนังสือเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เราฉลาด แต่เป็นส่วนประกอบของความสบายระดับหนึ่งเท่านั้น คิดว่าลูกๆทุกคนประกอบอาชีพการเกษตรดีกว่าเพราะคนทุกคนบนโลกนี้จะต้องกินข้าว กินน้ำ แม้จะมีเงินก็ต้องกินขาดไม่ได้จึงช่วยกันทำนา ทำสวน เรื่อยมา

การเปลี่ยนแปลง

เกิดขึ้น เมื่อ ปี 2540

คุณลุงทองปาน บอกว่า มีผู้นำบางคนบอกว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ดี และต้องมีความขยันอดทน ประหยัดจะทำให้เราประสบผลสำเร็จได้เมื่อวันหนึ่งเข้าไปในตัวเมือง ในตลาดพบว่าราคาพริกสูงมากจึงเกิดแนวคิดว่า เมื่อเรามีที่ดินมากจำนวนกว่า 32 ไร่ หากปลูกพริกสักไร่คงทำเงินได้ ลูกๆก็ไม่ต้องไปหาทำงานรับจ้างที่อื่น จึงตัดสินใจปลูกพริก ตอนนั้นราคาพริกสูงมาก ขายปีแรกได้เงิน 70,000 บาท จึงปลูกอีก จนถึงปี 2543 ราคาพริกตก เพราะมีคนปลูกกันมาก และในช่วงที่ปลูกพริก ส่วนหนึ่งก็ปลูกมะม่วงอกร่อง มะม่วงแก้วไว้ด้วย

ต่อมาได้มีหลานชาย ที่ทำงานในห้างแห่งหนึ่งได้ซื้อมะม่วงลูกโตๆมาฝาก กินแล้วอร่อย จึงได้สอบถามว่าเขาปลูกที่ไหน ซึ่งหลานชายบอกว่าจะติดต่อให้เพราะเขาต้องการพื้นที่มาปลูกแถวอีสานเช่นกัน ด้วยความคิดที่ว่า ต้องปลูกหลายชนิด ดังที่เคยฟังวิทยุ เกษตรแบบผสมผสาน เศรษฐกิจพอเพียง ปลูกทุกอย่างที่กินได้ และไม่ต้องซื้อ ไม่ปลูกพืชอย่างเดียวเพราะทำให้เสี่ยง

จึงตัดสินใจเดินทางไปขอซื้อพันธุ์มะม่วงดังกล่าวที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 300 ต้น ต้นละ30 บาท นำมาปลูก 300 ต้น เรียกว่า มะม่วงพันธุ์ “งามเมืองย่า” ในช่วง 2 ปี มะม่วงให้ผลผลิตออกลูกมาจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรหลายรายสนใจอยากปลูก จึงได้ต่อกิ่งพันธุ์ขาย ในปีแรกสามารถขายทั้งผลและกิ่งพันธุ์ได้เงิน 200,000 บาท

จากนั้นได้หันมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ว่าทำอย่างไร ซึ่งก็ทำให้เข้าใจ จึงชักชวนลูกทั้ง 6 คน ที่แต่งงานแล้วมาปลูกพุทรา มะละกอ สับปะรด อ้อยปั่นน้ำสด อินทผลัม มะขามเปรี้ยวฝักโตแก้วมังกร ผักหวานป่า กล้วยหอมทอง กล้วยน้ำหว้า พืชผักสวนครัวทุกชนิด สัตว์เลี้ยง กระบือ หมู เป็ด ไก่ กบ ปลา

พร้อมทั้งการขุดบ่อน้ำ เป็นบ่อเลี้ยงปลา และทำเป็นแหล่งน้ำ จำนวน 2 บ่อ บ่อละ 1 ไร่เศษ เพื่อใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ปัจจุบันจะมีรายได้จากการขายผลผลิตในสวนเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 3,000-3,500 บาท หรือปีที่ผ่านมา ได้ 700,000 บาท(เจ็ดแสนบาท)รวมทั้งขายมะม่วงด้วย โดยมะม่วงจะให้ผลผลิตช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ทุกปี จากนั้นจะเป็นการขายต้นพันธุ์ซึ่งมีการต่อกิ่งพันธุ์ขายตลอดปี

คุณลุงทองปานบอกว่าผลจากการลองผิดลองถูก และได้หันมายึดหลักแนวทางพระราชดำริของในหลวง ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง น้อมนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ทำให้วันนี้ตนสามารถบอกได้ไม่อายปากว่า แม้อาชีพทำการเกษตรก็สามารถทำให้มีเงินแสนเงินล้านได้ และที่สำคัญมีความสุข อยู่อย่างพอเพียง ในทางของตนคือทำเศรษฐกิจพอเพียง แบบเงินมาหา เพราะทุกอย่างผู้ที่ต้องการจะมาซื้อเอง ไม่ได้เอาไปจำหน่าย

ดังนั้นในพื้นที่ 32 ไร่ ที่มีอยู่จึงพอเพียงกับครอบครัว ลูกๆทั้ง 6 คน ได้ทำกิน เพราะการทำการเกษตรนี้ไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่มาก

“กินได้ที่ปลูก ปลูกทุกอย่างที่ไม่ต้องซื้อ”

“เมื่อเราพออยู่พอกินในครอบครัวก็นำมาจำหน่าย สร้างรายได้”

หากกลุ่มเกษตรกร หรือหน่วยงานใดสนใจอยากศึกษาดูงานหรือรายละเอียด สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดสกลนคร หรือที่ คุณลุงทองปาน พิมพานิช โทร. (080) 196-9410 ทุกวัน ที่นี่เป็นศูนย์เรียนรู้ของทุกคนที่สนใจ

มะนาวลอยฟ้าใหญ่ที่สุดในโลกที่พุทธมณฑล นครปฐม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เทคโนโลยีการเกษตร

เชาวนีฐ์ โคมแก้ว

มะนาวลอยฟ้าใหญ่ที่สุดในโลกที่พุทธมณฑล นครปฐม

คุณธงชัยพัฒน์ ดีสวัสดิ์ หรือคุณหรั่ง อยู่บ้านเลขที่ 44/1 หมู่ที่ 4 ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เกษตรกรสู้ชีวิตพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เจ้าของสวนมะนาวลอยฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก พื้นที่กว่า 120 ไร่

คุณหรั่ง เล่าว่า เดิมทำสวนกล้วยไม้ แต่ประสบปัญหามหาอุทกภัยเมื่อ ปี 2554 ทำให้สวนกล้วยไม้ได้รับความเสียหายทั้งหมด อีกทั้งยังสูญเงินในการทำคันดินกั้นน้ำเกือบ 10 ล้านบาท ช่วงนั้นเครียดมาก สุขภาพก็ทรุดโทรม แต่ได้กำลังใจที่ดีจากคนในครอบครัว จึงกลับมาทำใหม่ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนเดิม จึงคิดที่จะปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน ในที่สุดก็เลือกที่จะปลูกมะนาว เหตุที่เลือกปลูกมะนาวเนื่องจากมะนาวให้ผลตอบแทนที่ดี ราคาไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เฉลี่ยทั้งปีลูกละประมาณ 2-3 บาท ในช่วงฤดูแล้ง มีนาคม-เมษายน ของทุกปีก็จะได้ราคาที่สูงประมาณ 10 บาท/ลูก โดยมะนาวที่เลือกนำมาปลูกคือ “มะนาวแป้นแม่ลูกดก”เป็นมะนาวพันธุ์ลูกผสมด้วยวิธีเขี่ยเกสรระหว่าง “มะนาวแม่ไก่ไข่ดก” กับ “มะนาวแป้นเอี่ยมเซ้ง” โดยฝีมืออาจารย์วัง สุขประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญการปลูกมะนาวนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์ อดีตข้าราชการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร

ซึ่งลักษณะพันธุ์ของมะนาวแม่ไก่ไข่ดกจะมีลักษณะเด่นประจำพันธุ์คือ มีดอกและติดผลดกมาก แต่ผลจะมีขนาดเล็ก เปลือกบาง ส่วนมะนาวแป้นเอี่ยมเซ้งจะมีดอกและติดผลไม่ดกนัก แต่ผลมีขนาดใหญ่ เปลือกหนา ทนทานต่อโรคแคงเกอร์ ที่เป็นปัญหาของเกษตรกรผู้ปลูกมะนาว โดยมะนาวแป้นแม่ลูกดกที่ได้จะมีลักษณะเด่นคือ เป็นมะนาวพันธุ์เบา ให้ผลผลิตทะวายทั้งปีต้านทานโรคแคงเกอร์ โตไว ให้ผลผลิตเร็ว มีดอกและติดผลง่ายลูกดก มะนาวลูกใหญ่ เปลือกบาง ลำต้นเป็นพุ่มไม่ใหญ่มาก คั้นน้ำได้น้ำเยอะ น้ำเป็นสีขาวใส แตกต่างจากน้ำมะนาวทั่วไป และมีกลิ่นหอม

คุณหรั่งเล่าต่อว่า ส่วนที่มาของมะนาวลอยฟ้า มาจากการพลิกสวนกล้วยไม้มาปลูกมะนาวในภาชนะต่างๆ เช่น เข่ง ถุง ตะกร้า วงบ่อซีเมนต์ โดยนำไปวางไว้ในโรงเรือนเพาะชำกล้วยไม้เดิม ซึ่งก็ได้ผลดี เพราะการปลูกแบบลอยฟ้าไม่ได้สัมผัสดินที่พื้นโดยตรง ช่วยป้องกันโรคแมลงต่างๆ ที่มาจากดิน โรงเรือนสามารถควบคุมปริมาณแสงแดดไม่ให้แสงมากเกินไป และภาชนะที่ปลูกยังมีช่องระบายอากาศทำให้อากาศถ่ายเทได้ดีอีกด้วย ปัจจุบันปลูกมะนาวกว่า 120 ไร่ ต้นมะนาวจำนวนมากกว่า 100,000 ต้น ผลผลิตมะนาวที่ได้จะนำมาแปรรูปเป็นน้ำมะนาวพร้อมดื่ม ภายใต้แบรนด์ “เลมอนมี” (Lemon Me) ใช้ผลมะนาวที่เก็บสดๆจากสวน พิเศษด้วยมะนาวพันธุ์เฉพาะ “พันธุ์แป้นแม่ลูกดก” ปลูกด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ลอยฟ้า ซึ่งน้ำมะนาวมีประโยชน์ มีวิตามินซีสูง อุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ ดอกเกลือช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน ช่วยระบบขับถ่ายและระบบย่อยอาหาร ไขมัน 0% ปราศจากคอเลสเตอรอล ดีต่อสุขภาพ และที่สำคัญไม่ใส่สารกันบูดซึ่งขณะนี้กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง

นอกจากผลิตภัณฑ์น้ำมะนาวพร้อมดื่มเลมอนมีแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์และสินค้าจากมะนาวอีกหลายอย่าง อาทิ มะนาวเคลือบชะเอม มะนาวดองน้ำปลา กุ้งมะนาว และกิ่งพันธุ์มะนาวโดยมีการจัดจำหน่ายหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะหน้าสวนโดยตรง ออกบู๊ธแสดงสินค้าต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล วิลล่ามาร์เก็ต จำหน่ายทางสื่อออนไลน์ Facebook Line Instagram ซึ่งขณะนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ในอนาคตวางแผนจะผลิตผลิตภัณฑ์จากมะนาวส่งออกต่างประเทศ ซึ่งมีหลายประเทศเข้ามาติดต่อแล้ว

คุณหรั่งเป็นผู้ที่มีจิตอาสา ไม่หวงวิชาความรู้ โดยเปิดสวนเป็นแหล่งเรียนรู้ และสถานที่ท่องเที่ยว สนับสนุนให้เกษตรกรปลูกมะนาวพันธุ์แม่ลูกดก และรวบรวมรับซื้อผลผลิตคืนจากเกษตรกร มีสถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการ เกษตรกรมาขอรับความรู้ เชิญเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้หลายแห่ง ล่าสุด (9 มกราคม 59) ได้รับโอกาสอย่างสูงล้น ได้นำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทูลเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจแก่ครอบครัวเป็นอย่างมาก

สำหรับการปลูกมะนาวในภาชนะนั้นก็ไม่ยุ่งยาก อยู่ที่ประมาณ 100,000 บาท/ไร่ โดยค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการปลูกมะนาวอยู่ที่ประมาณ 500 บาท นอกจากนั้นก็จะเป็นค่าใช้จ่ายในระยะดูแลก่อนเก็บผลผลิต ประมาณ 3-4 เดือน มีค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าแรงงาน โดยเริ่มจากการเตรียมดินปลูกหรือเครื่องปลูก มีส่วนผสมคือ ดิน กาบมะพร้าว ขุยมะพร้าว แกลบ หน้าดินตากแห้ง และปุ๋ยอินทรีย์ นำอย่างละ 1 ส่วนเท่าๆ กัน ผสมทั้งหมดคลุกเคล้าผสมรวมให้เข้ากันพักดินทิ้งไว้ประมาณ 3-7 วัน ก่อนนำมาใช้ให้ลองใช้มือสัมผัสในดิน ถ้าดินยังมีความร้อนอยู่ไม่ควรนำต้นพันธุ์ลงปลูก ถ้าหายร้อนเป็นอันว่าใช้ได้ โดยใช้ต้นพันธุ์ที่ปักชำกิ่งระยะ 3 เดือน นำมาแช่น้ำประมาณ 2-3 ชั่วโมง จากนั้นก็นำไปลงดินปลูกที่เตรียมไว้ สำหรับการดูแล ให้รดน้ำทุกๆ เช้า วันละ 1 ครั้ง ถ้าติดสปริงเกลอร์ก็ให้น้ำประมาณ 5 นาที ไม่ต้องให้น้ำเยอะ เพื่อเป็นการสร้างนิสัยให้กับต้นมะนาว ส่วนการให้ปุ๋ยให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ใส่ 7 วัน/ครั้ง หากมีแมลงศัตรูพืชให้ฉีดยาฆ่าแมลงประมาณ 4 วัน/1 ครั้ง

หากท่านใดสนใจกิ่งพันธุ์มะนาวแป้นแม่ลูกดกคุณภาพและผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ จากมะนาว สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณธงชัยพัฒน์ ดีสวัสดิ์ บ้านเลขที่ 44/1 หมู่ที่ 4 ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม โทร. (083) 072-8258Line: LemonmefarmFb : Facebook/lemonmefarm

หมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติ84 พรรษา”พระมารดาแห่งไหมไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

สารคดีพิเศษ เฉลิมพระเกียรติ แม่ของแผ่นดิน

หมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติ84 พรรษา”พระมารดาแห่งไหมไทย”

เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2559 กรมหม่อนไหมได้จัดทำโครงการสำคัญหลายโครงการเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ได้ทรงทุ่มเทพระวรกายในการพัฒนางานศิลปาชีพและส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมแก่พสกนิกรไทยมายาวนานกว่า 40 ปี และทรงเป็น “พระมารดาแห่งไหมไทย” ซึ่ง “โครงการหมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้าน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2559″เป็นหนึ่งโครงการที่กรมหม่อนไหมได้สนองพระราชดำริและสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการอนุรักษ์อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม รวมทั้งอนุรักษ์ไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน วิธีการเลี้ยงไหม และการผลิตเส้นไหมไทยพื้นบ้านให้คงอยู่เป็นมรดกทางภูมิปัญญาของประเทศสืบไป

คุณอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าวว่า กรมหม่อนไหมได้ดำเนินโครงการหมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้าน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถจำนวน 84หมู่บ้านในพื้นที่ 24 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี หนองบัวลำภู สกลนคร บึงกาฬ หนองคาย เลย ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ ขอนแก่น มุกดาหาร นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ฉะเชิงเทรา สระแก้ว เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ชุมพร อุทัยธานี ราชบุรี และนราธิวาส มีเกษตรกรเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านเข้าร่วมโครงการหมู่บ้านละไม่น้อยกว่า 10 คน เป้าหมายรวมกว่า 840 คนทั่วประเทศ

ทั้งนี้ เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถที่ทรงเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ ในวันที่ 12 สิงหาคมนี้ พร้อมสนองพระราชดำริของพระองค์ในการอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้านให้คงอยู่อย่างยั่งยืนทั้งยังมุ่งพัฒนายกระดับการเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านของเกษตรกรรายย่อยให้มีประสิทธิภาพ และเป็นแหล่งผลิตเส้นไหมที่มีคุณภาพมาตรฐานสำหรับนำไปผลิตผ้าไหมไทยภายใต้เครื่องหมายรับรองตรานกยูงพระราชทานสีทอง (Royal Thai Silk) ขณะเดียวกันยังมุ่งให้ความรู้และฝึกทักษะอาชีพด้านหม่อนไหมให้แก่นักเรียนในโรงเรียน เป็นช่องทางสร้างรายได้เสริมและให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมได้มีส่วนร่วมแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณด้านหม่อนไหมด้วย

เบื้องต้นได้สำรวจและคัดเลือกหมู่บ้านที่มีเกษตรกรเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านเข้าร่วมโครงการ จากนั้นกรมหม่อนไหมก็บูรณาการร่วมกับเกษตรกร ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่วางแผนพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแบบครบวงจรโดยเริ่มตั้งแต่การจัดการแปลงหม่อนเพื่อเพิ่มผลผลิตใบ เช่น พัฒนาระบบน้ำในแปลงหม่อน หรือสนับสนุนปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยเคมี เพื่อใช้บำรุงแปลงหม่อนครอบคลุมทั้ง 84 หมู่บ้าน นอกจากนั้น ยังปรับปรุงพื้นที่และส่งเสริมการปลูกหม่อนพันธุ์ดีในโรงเรียน จำนวน 8 โรงเรียน ซึ่งอยู่ใกล้เคียงหมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้าน พร้อมผลักดันให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และถ่ายทอดภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมของเกษตรกรไปสู่เยาวชนในสถานศึกษา ทั้งการผลิตหม่อน การเลี้ยงไหม สาวไหม ย้อมสี ทอผ้า และการแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนไหม เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาและองค์ความรู้ของท้องถิ่นให้คงอยู่สืบต่อไป

ขณะเดียวกันยังส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพไหมไทยพื้นบ้าน โดยให้คำปรึกษาและวางแผนการผลิตไข่ไหม การเลี้ยงไหม และการผลิตเส้นไหมไม่น้อยกว่า 6 รุ่น/ปีทั้งยังให้ความรู้เรื่องการคัดเลือกพันธุ์ไหมไทยพื้นบ้านเพื่อขยายพันธุ์ในท้องถิ่นเพิ่มขึ้นรวมถึงการสาวไหม การสาวไหมเส้นยืนการตีเกลียวเส้นไหมและให้การสนับสนุนวัสดุสำหรับทำห้องเลี้ยงไหมแบบประหยัด วัสดุการเลี้ยงไหมและการผลิตไข่ไหมให้แก่เกษตรกรในโครงการ

นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนายกระดับคุณภาพเส้นไหมไทยสู่มาตรฐาน โดยส่งเสริมให้ความรู้เรื่องการจัดทำเส้นไหมไทยตามมาตรฐานเส้นไหมไทย (มกษ.8000-2555) มาตรฐานสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และมาตรฐานเส้นไหมอินทรีย์ เป็นต้นและคัดเลือกเกษตรกรที่มีความพร้อมในการผลิตเส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านสำหรับเป็นเส้นไหมยืน พัฒนารูปแบบป้ายติดเส้นไหม พัฒนาบรรจุหีบห่อเส้นไหม จัดทำระบบตรวจสอบรับรองคุณภาพเพื่อจัดชั้นคุณภาพเส้นไหม และระบบการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งผลิตเส้นไหม

ที่สำคัญยังส่งเสริมการผลิตและการตรวจรับรองผ้าไหมไทยของ 84 หมู่บ้าน ภายใต้เครื่องหมายมาตรฐานตรา “นกยูงพระราชทานสีทอง” ซึ่งเป็นผ้าไหมที่ผลิตโดยใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านเป็นทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน มีกระบวนการผลิตที่อนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านดั้งเดิมของไทยอย่างแท้จริงสามารถช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าให้กับเกษตรกรได้

คุณอภัยกล่าวอีกว่า ทั้ง 84 หมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนรับรองให้เป็นหมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติฯโดยกรมหม่อนไหมจะจัดทำฐานข้อมูลแหล่งผลิต สินค้าที่ผลิต และเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในรูปแบบข้อมูลสารสนเทศ ตลอดจนส่งเสริมการสร้างอัตลักษณ์ด้านหม่อนไหมประจำหมู่บ้าน ซึ่งพิจารณาจากจุดเด่นของแต่ละแห่ง อาทิ อัตลักษณ์ด้านเส้นไหม และลวดลายผ้า เป็นต้น และมีแผนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวหม่อนไหมเชิงอนุรักษ์ และเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิตและผู้บริโภคเพื่อขยายช่องทางการตลาดให้เกษตรกรด้วย

“อนาคตคาดว่า หมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้านฯจะช่วยเพิ่มผลผลิตเส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านที่มีคุณภาพมาตรฐานสำหรับใช้ทอผ้าเกิดระบบการผลิตไข่ไหมและเส้นไหมยืนในชุมชนที่มีการผลิตตามหลักวิชาการและมีการควบคุมคุณภาพ และเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการผลิตไข่ไหม เลี้ยงไหม การผลิตเส้นไหมไทยพื้นบ้าน แก่นักเรียน เยาวชน และผู้สนใจทั่วไป มีการขยายผลทายาทด้านหม่อนไหมซึ่งจะช่วยสืบสานและอนุรักษ์ไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านให้คงอยู่ต่อไป”อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าว

พันธุ์หม่อน “ศรีสะเกษ84”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

สารคดีพิเศษ เฉลิมพระเกียรติ แม่ของแผ่นดิน

พันธุ์หม่อน “ศรีสะเกษ84”

หม่อนถือเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมนอกจากเกษตรกรจะต้องบริหารจัดการแปลงหม่อนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้ใบหม่อนที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพเหมาะสมสำหรับการเลี้ยงไหมแล้ว การเลือกใช้พันธุ์หม่อนพันธุ์ดีก็เป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถยกระดับประสิทธิภาพการผลิตได้ ปัจจุบันมีพันธุ์หม่อนที่เกษตรกรนิยมปลูกหลายพันธุ์ อาทิ พันธุ์สกลนคร พันธุ์บุรีรัมย์60 พันธุ์นครราชสีมา60 พันธุ์ศรีสะเกษ33 พันธุ์น้อย และพันธุ์คุณไพ เป็นต้นล่าสุดศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯศรีสะเกษ กรมหม่อนไหม ได้ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์หม่อนพันธุ์ใหม่เพิ่มอีก 1 พันธุ์ คือ พันธุ์ “ศรีสะเกษ84” (ศก 84) และประกาศให้เป็นพันธุ์หม่อนแนะนำของกรมหม่อนไหม เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2559 นี้

คุณอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าวว่าศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯศรีสะเกษได้ใช้ระยะเวลาในการปรับปรุงพันธุ์หม่อนศรีสะเกษ84นานถึง19 ปี ซึ่งหม่อนพันธุ์ใหม่นี้ เดิมชื่อพันธุ์ SRCM9105-46เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างหม่อนพันธุ์นครราชสีมา60 เป็นแม่พันธุ์กับหม่อนพันธุ์ S1เป็นพ่อพันธุ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์2534 ได้เมล็ดพันธุ์หม่อนจำนวนหนึ่งนำไปเพาะเมล็ดในถุงชำจนได้ต้นกล้าหม่อนจำนวน 83 ต้น (พันธุ์) เมื่อต้นกล้าอายุได้ ประมาณ 3 เดือน นำลงปลูกในแปลงคัดเลือกพันธุ์และผ่านขั้นตอนการเปรียบเทียบผลผลิตในเบื้องต้น โดยมีหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์60 และพันธุ์นครราชสีมา60 เป็นพันธุ์เปรียบเทียบมาตรฐาน

นอกจากนี้ ยังมีการเปรียบเทียบผลผลิตใบในท้องถิ่นต่างๆ4 แห่ง ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด และนครราชสีมา ทั้งยังเปรียบเทียบผลผลิตใบหม่อนในแปลงเกษตรกรจังหวัดร้อยเอ็ดและศรีสะเกษ จังหวัดละ 2 แปลง พร้อมทดสอบความทนทานต่อโรคราสนิมหม่อนในสภาพแปลงปลูกในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคราสนิมอย่างรุนแรง มีการทดสอบคุณค่าทางอาหารในใบหม่อนโดยการเลี้ยงไหม วิเคราะห์คุณค่าทางอาหารในใบหม่อน และทดสอบการออกรากจากท่อนพันธุ์ด้วย ถือเป็นหม่อนอีกหนึ่งพันธุ์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรได้ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเรื่องโรคราสนิมหม่อน และการให้ปริมาณผลผลิตใบต่อไร่สูง

หม่อนพันธุ์ศรีสะเกษ84มีลักษณะเด่นคือ ให้ผลผลิตใบสูงถึง 1,740 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี ในพื้นที่ของเกษตรกรในเขตเกษตรอาศัยน้ำฝน และสามารถนำไปเลี้ยงไหมได้ดีไม่แตกต่างจากหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 อีกทั้งยังทนทานต่อโรคราสนิมหม่อนดีกว่าพันธุ์บุรีรัมย์60 ถึง 18.88% เป็นทางเลือกใหม่สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่จะนำพันธุ์ไปปลูกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ช่วยยกระดับรายได้และสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมได้

ทั้งนี้ หม่อนพันธุ์ศรีสะเกษ 84 เหมาะที่จะปลูกในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคราสนิมในภาคเหนือ เช่น จังหวัดน่าน และภาคใต้ เช่น จังหวัดชุมพร เป็นต้น แต่หม่อนพันธุ์นี้มีข้อจำกัดคือไม่ทนทานต่อโรครากเน่า หากจะขยายพันธุ์โดยใช้ท่อนพันธุ์ ควรใช้ท่อนพันธุ์ที่มีอายุตั้งแต่ 9 เดือนขึ้นไป จะมีเปอร์เซ็นต์รอดหลังปักชำสูง

อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าวอีกว่า หม่อนพันธุ์ศรีสะเกษ84 เป็นพันธุ์หม่อนที่มีคุณภาพใบใกล้เคียงกับหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์60 โดยใบหนาปานกลางและอ่อนนุ่ม จากผลวิเคราะห์คุณค่าทางอาหารในใบหม่อนพันธุ์ศรีสะเกษ84 พบว่า มีเปอร์เซ็นต์โปรตีน 22 คาร์โบไฮเดรต 46.4% ไขมัน 3.5% เส้นใยหยาบ 11.5% และเปอร์เซ็นต์เถ้า 12.8% เมื่อนำใบหม่อนไปเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน พบว่า ผลผลิตรังไหม ได้น้ำหนักเปลือกรัง 1 รัง อยู่ที่ 14.6 เซนติกรัม ให้เปอร์เซ็นต์เปลือกรัง 12.5% เปอร์เซ็นต์เลี้ยงรอดวัยอ่อน 89.5% เปอร์เซ็นต์เข้าทำรัง 96.4% และมีเปอร์เซ็นต์ดักแด้สมบูรณ์ 90.1%

ปัจจุบันศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯศรีสะเกษมีแปลงพันธุ์หม่อนศรีสะเกษ84จำนวน 2 ไร่ และอยู่ระหว่างเร่งขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นเพื่อเตรียมรองรับความต้องการของเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่จะนำพันธุ์ไปใช้ ซึ่งจากการขยายพันธุ์หม่อนศรีสะเกษ84จำนวน 20,000 ถุง ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2559 ที่ผ่านมา ได้ประสบปัญหาภัยแล้งและสภาพอากาศร้อนจัด ทำให้มีแมลงหวี่ขาวมาดูดกินน้ำเลี้ยงจากท่อนพันธุ์หม่อน ทำให้ท่อนพันธุ์แห้งตายและเสียหายทั้งหมดขณะนี้ศูนย์ได้ปรับปรุงเทคนิคการผลิตท่อนพันธุ์ใหม่ โดยใช้วิธีการติดตาบนท่อนพันธุ์ล็อตนี้มี จำนวน 15,000 ถุง ซึ่งคาดว่า ภายใน 2เดือนข้างหน้าจะสามารถแจกจ่ายกิ่งพันธุ์ให้กับเกษตรกรที่ต้องการนำไปปลูกได้ และปี 2560 คาดว่า จะผลิตกิ่งชำหม่อนพันธุ์นี้ได้ไม่น้อยกว่า 20,000 ถุง

ขณะเดียวกันยังมีแหล่งขยายพันธุ์หม่อนศรีสะเกษ84 ที่ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดศรีสะเกษ และที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯนครราชสีมา รวมพื้นที่ 2.5 ไร่ คาดว่า จะสามารถผลิตท่อนพันธุ์ป้อนให้กับเกษตรกรได้ปีละไม่น้อยกว่า 100,000 ท่อน

“เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษเริ่มนำหม่อนพันธุ์ศรีสะเกษ84ไปปลูกแล้ว อาทิ เกษตรกรในอำเภอพะยุห์ และอำเภอภูสิงห์ ซึ่งเบื้องต้นพบว่า เกษตรกรมีความพึงพอใจที่หม่อนศรีสะเกษ84แตกยอดดีและแตกยอดได้ทั้งปี ทำให้สามารถเก็บผลผลิตใบเลี้ยงไหมได้ตลอดปีด้วย นอกจากนั้น ยังค่อนข้างทนแล้งดีกว่าหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์60″อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าว

อย่างไรก็ตาม หากสนใจ “พันธุ์หม่อนศรีสะเกษ84” สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ โทร. (045) 916-659 ในวันและเวลาราชการ