ติดตามเอาคืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05116150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ติดตามเอาคืน

แต่งงานอยู่กินกันมา 40 กว่าปี แต่คู่สามีภริยาคุณอินทร์กับคุณเชิญชวน ต่างหามีบุตรธิดาด้วยกันไม่

คุณเชิญชวนมีที่ดินอยู่แปลงหนึ่ง เนื้อที่ราวๆ 5 ไร่ ทำพินัยกรรมยกให้คุณอินทร์

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2534 คุณเชิญชวนเสียชีวิตลง คุณอินทร์เศร้าโศกไม่น้อย

เมื่อคู่ชีวิตตายไป คุณอินทร์เห็นว่า ตนก็อายุมากแล้ว จึงทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินที่มีอยู่ และที่จะมีในภายหน้าแก่น้องๆ 5 คน คนละเท่าๆ กัน

ข้างฝ่ายคุณจำนูญ เมื่อคุณเชิญชวนตาย ได้ไปยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกของคุณเชิญชวน

วันที่ 30 ธันวาคม 2534 ศาลได้มีคำสั่งตั้งคุณจำนูญเป็นผู้จัดการมรดก คุณอินทร์ไม่พอใจมาก

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2535 คุณจำนูญทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของคุณเชิญชวนแก่คุณจำรัส

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2535 คุณอินทร์ได้ยื่นคำร้องขอถอดถอนคุณจำนูญจากการเป็นผู้จัดการมรดกของคุณเชิญชวน

แต่วันที่ 3 เมษายน 2535 คุณอินทร์เสียชีวิตลง ต่อมาคุณโผงน้องชายคุณอินทร์ยื่นคำร้องขอให้ถอดถอนคุณจำนูญออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของคุณเชิญชวน แล้วให้ศาลมีคำสั่งตั้งคุณโผงเป็นผู้จัดการมรดกแทน

วันที่ 12 มิถุนายน 2537 คุณจำรัสเห็นว่า คุณจำนูญยังไม่โอนที่ดินให้ตนเสียที จึงยื่นฟ้องคุณจำนูญให้จดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขาย แล้วทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลมีคำพิพากษาตามยอม

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2537 คุณจำนูญจดทะเบียนโอนขายที่ดินนั้นแก่คุณจำรัสไป

เมื่อเป็นเช่นนั้น คุณโผงกับพี่น้องทั้งหมดซึ่งอ้างว่า ที่ดินที่คุณจำนูญนำไปขายคุณจำรัสนั้น เมื่อคุณเชิญชวนตาย ได้ตกเป็นของคุณอินทร์ และคุณอินทร์ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สมบัติให้พวกตนแล้ว จึงเป็นโจทก์ฟ้องคุณจำนูญและคุณจำรัสเป็นจำเลยต่อศาล

ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินที่คุณจำนูญจดทะเบียนโอนแก่คุณจำรัส เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2537 กลับมาเป็นของคุณจำนูญ และจดทะเบียนโอนใส่ชื่อคุณโผงกับพี่น้องทั้งหมดถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวร่วมกัน

หากการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมกระทำไม่ได้ ให้คุณจำนูญใช้เงิน 16,800,000 บาทมา

ทางฝ่ายคุณจำนูญและคุณจำรัสต่อสู้คดี

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดิน เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2537 นั้น และให้จดทะเบียนใส่ชื่อคุณโผงกับพวกถือกรรมสิทธิ์รวมแทน หากดำเนินการไม่ได้ ให้คุณจำนูญใช้เงิน 6,900,000 บาท แก่คุณโผงและพวก

คุณจำนูญอุทธรณ์

ศาลชั้นอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณจำนูญฎีกาคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคุณเชิญชวนทำพินัยกรรมยกที่ให้คุณอินทร์ ครั้นคุณเชิญชวนตาย ที่ดินนั้นจึงเป็นของคุณอินทร์ ต่อมาคุณอินทร์ทำพินัยกรรมยกที่ให้คุณโผงและพวก เมื่อคุณอินทร์ตาย ที่ดินนั้นจึงตกเป็นของคุณโผงและพวกทันที คุณจำนูญไม่มีสิทธินำที่ดินที่ตกเป็นของคุณโผงกับพวกไปขายให้บุคคลโดยทายาทผู้ได้รับทรัพย์มรกดกไม่ยินยอม คุณจำรัสแม้ซื้อที่ดินมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนแล้วก็ตามก็ไม่ได้กรรมสิทธิในที่ดินนั้น เนื่องจากคุณจำนูญไม่มีสิทธินำที่ดินนั้นไปขาย การที่ทั้งห้ามฟ้องเรียกเอาที่ดินคืนจึงเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดไปไว้ ตามมาตรา 1336 ไม่ใช่เรื่องการเพิกถอนการฉ้อฉล ตามมาตรา 237

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นอุทธรณ์

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 814/2554)

————————————-

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1336 ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตน และได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

มาตรา 1719 ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็น เพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก

มาตรา 237 เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใดๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทำให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้

บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมใดอันมิได้มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน

เรื่อง – ตะแบก : มีสรรพคุณสมุนไพร

คอลันน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย – สุวรรณ พันธุ์ศรี

เวลานี้ นอกจากสังคมก้มหน้าเขี่ยแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่กำลังมาแรง นั่นคือเรื่องของ “พร้อมเพย์”

อย่าลืมว่าสังคมไทยยังอ่อนหัด เรื่องการปกป้องข้อมูลของส่วนบุคคล

เจ้าหน้าที่รัฐก็ยังไม่เป็นที่ไว้วางใจได้เท่าที่ควร

บอกตามตรงว่า ทุกวันนี้โทรศัพท์มือถือที่มีอยู่ แม้จะเป็นรุ่นโบราณ แต่ก็มีบุคคลที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร ส่งข้อความเข้ามาจนน่ารำคาญ

ยังสงสัยอยู่ว่า ได้เบอร์โทร.ไปจากใคร สอบถามศูนย์ ศูนย์ก็ตอบไม่ได้

เรื่องแค่นี้ก็ยังชี้แจงไม่กระจ่าง

แล้วการที่จะให้เข้าร่วมเรื่องพร้อมเพย์ ก็ยิ่งทำให้กังวลว่า ใครจะดูแลข้อมูลส่วนตัวไม่ให้รั่วไหลได้อีก

แน่นอนว่า ผู้ที่ต้องการให้เข้าร่วมเขาก็ต้องยืนยันว่าป้องกันได้แน่

ป้องกันได้แน่นั้น แน่แบบแช่แป้ง รอบดหรือเปล่า

และไอ้ที่ว่าแน่แน่นั้น ก็เห็นขึ้นโรงขึ้นศาลมาแล้วหลายราย

พักเรื่องพร้อมเพย์ มาลุยพร้อมปลูกต้นไม้คืนธรรมชาติกันดีกว่า

เวลาประเทศไทยมีเขาหัวโล้น หรือว่าหัวล้านก็ได้ เยอะมาก

ไม่รู้ว่าคนตัดส่งไม้ไปสร้างรัฐสภาแห่งใหม่หรือเปล่าก็ไม่รู้

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “ตะแบก” หลายคนคงจะรู้จักดี

ตะแบก นักเลงต้นไม้มืออาชีพจะจัดอยู่ในพวกต้นไม้ยืนต้นขนาดกลาง คือมีความสูงโดยเฉลี่ย 10 กว่าเมตร

ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขา เปลือกของลำต้นเรียบ และมีลักษณะคล้ายกับต้นฝรั่ง และมีจุดด่างขาวขาว ที่โคนต้นจะเห็นรากเป็นจักเว้า

ลักษณะของใบ ตะแบกจะออกเป็นใบเดี่ยว สีเขียวรูปไข่ ใบคล้ายใบลั่นทม หรืออินทนิน ปลายใบจะแหลม

ต้นตะแบกที่เจริญเติบโตแล้วจะให้ดอก ดอกตะแบกจะออกเป็นช่อ มีสีม่วงแซมขาว ดอกแก่จะเป็นสีม่วงแดง

พอดอกเริ่มจะโรยก็จะติดผล ลักษณะเป็นรูปไข่ ผลอ่อนจะสีเขียว ผลแก่จะออกคล้ำเป็นมัน

ตะแบก นอกจากจะปลูกเป็นไม้ประดับที่ให้ดอกสวยแล้ว คนโบราณยังรู้คุณประโยชน์จากต้นตะแบกอีก คือ เปลือก

เปลือกของต้นตะแบกจะมีสรรพคุณทางสมุนไพร ปรุงเป็นยาแก้โรคบิด แก้อาการลงแดง และถ่ายเป็นมูกเลือด

ส่วนประโยชน์ที่จะได้อีกนั้น ก็อยู่ที่แต่ละคนจะลองนำมาทำดู หรือนำมาใช้ดู

ขณะนี้ก็ยังไม่รู้ว่า ประดาผู้มีกะตังค์ที่บุกรุกป่า ได้ส่งมอบคืนหรือว่าเจ้าหน้าที่รัฐต้องเข้ารื้อถอน เรื่องไปถึงไหนแล้ว

ผู้มีกะตังค์น้อยก็อย่ารอแต่ความช่วยเหลือ

คิดและทำเท่าที่มี พึ่งตัวเองให้มากที่สุด

ความสำเร็จจะเป็นของผู้อดทน

รู้จักกับธุรกิจประกันภัย (3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05119150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

รู้จักกับธุรกิจประกันภัย (3)

ผลิตภัณฑ์ของธุรกิจประกันภัยในปัจจุบันมีรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นพอสมควร ทุกวันนี้จะมีกรมธรรม์รูปแบบใหม่ๆ ให้เราได้ยินมากมาย

ตัวอย่างเช่น กรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ ประกันภัยร้านทอง ประกันภัยคุ้มครองการว่างงาน ประกันภัยทรัพย์สินคุ้มครองภัยก่อการร้าย ประกันภัยทรัพย์สินคุ้มครองภัยจากเหตุการณ์ไม่สงบ ประกันภัยเรือเจ็ตสกี ประกันภัยพืชผล ประกันภัยผู้โดยสารเรือสำหรับผู้โดยสาร ประกันภัยความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์ (สินค้าไม่ปลอดภัย) ประกันภัยความรับผิดของผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่อง ความรับผิดอันเกิดจากการประกอบกิจการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ประกันภัยสินเชื่อทางการค้า ประกันภัยแพ็กเกจ ประกันภัยความรับผิดทางกฎหมายจากการขนส่งวัตถุอันตรายทางบก ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกสำหรับอาคารสาธารณะ ประกันภัยอุบัติเหตุเดินทางสำหรับธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ประกันภัยสำหรับรายย่อย และการประกันภัยสุขภาพ เป็นต้น

ลองมาทำความเข้าใจแบบคร่าวๆ กับการประกันภัยบางตัว พอเป็นไอเดีย เนื่องจากไม่สามารถกล่าวถึงทั้งหมดทุกตัวได้

การคุ้มครองภัยพิบัตินั้น รัฐบาลจัดตั้ง กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ขึ้น โดยประชาชนไปทำกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติกับบริษัทประกันภัย บริษัทจะรับความเสี่ยงไว้เอง 0.5-1% แล้วโอนความเสี่ยงส่วนที่เหลือไปให้กองทุน ซึ่งกองทุนก็จะมีการทำประกันภัยต่อไปยังบริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศ โดยให้ความคุ้มครองภัยพิบัติ 3 ภัย ได้แก่ น้ำท่วม แผ่นดินไหว และลมพายุ ผู้ทำประกันภัยแบบนี้มีทั้งบ้านอยู่อาศัย และอุตสาหกรรม SMEs

ประกันภัยร้านทอง คุ้มครองความเสียหายต่อทองคำ ซึ่งหมายถึง ทองแท่ง หรือ ทองรูปพรรณ ที่มีไว้เพื่อจำหน่าย ที่เกิดจากการชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และวิ่งราว ร้านทองจะทำประกันโดยให้รวมความคุ้มครองต่อตัวอาคาร ตู้นิรภัย กระจก เฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่งติดตั้ง เครื่องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ตู้แสดงสินค้า เครื่องชั่ง และโทรทัศน์วงจรปิด และรวมคุ้มครองทั้งลูกจ้าง ลูกค้า การสูญเสียด้านร่างกายและชีวิตของบุคคลที่อยู่ในร้านทองที่เกิดจากสาเหตุการชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ หรือวิ่งราวทรัพย์ จากร้านทองด้วย

ประกันภัยการว่างงาน เป็นกรณีที่เป็นลูกจ้างแล้วถูกเลิกจ้าง นายจ้างปิดกิจการ และได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยทั่วไปบริษัทประกันภัยจะกำหนดวงเงินเอาประกันภัยจากสูตรดังนี้

จำนวนเงินเอาประกัน = ? ของเงินเดือนประจำปัจจุบัน ไม่เกิน 50,000 บาท x 3

เท่ากับว่าจำนวนเงินเอาประกันภัยจะไม่เกิน 75,000 บาท

แนวคิดของการประกันภัยการว่างงานนั้น คือ นายจ้างหรือเจ้าของโรงงานซื้อประกันภัยนี้ให้กับพนักงาน หากซื้อความคุ้มครองในระยะยาว เบี้ยประกันภัยจะมีอัตราถูกลง โดยความคุ้มครองจะจ่ายเงินทดแทนให้ตามวงเงินที่ทำประกันภัยไว้ ภายหลังจากลูกจ้างถูกเลิกจ้าง และได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานแล้ว

ประกันภัยทรัพย์สินคุ้มครองภัยก่อการร้าย เพื่อให้ความคุ้มครองผู้ประกอบการและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล และ 4 อำเภอของสงขลา (จะนะ นาทวี สะบ้าย้อย และ เทพ)

ประกันภัยทรัพย์สินคุ้มครองภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบ การนัดหยุดงาน การจลาจล เจตนาร้าย ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่ก็ตาม การลุกฮือต่อต้านรัฐบาล การก่อการร้าย

การประกันภัยเรือเจ็ตสกี การประกันภัยเรือโดยสาร ประกันความรับผิดของผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่อง การประกอบกิจการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นการคุ้มครองผู้โดยสารและเหตุอันจะเกิดจากการขนส่ง เช่น เหตุการณ์โป๊ะล่มที่พรานนก และกรณีรถแก๊สระเบิดปี 2533 เป็นต้น

การประกันภัยพืชผล เป็นการให้ความคุ้มครองความเสียหายต่อพืชผลที่เอาประกันภัย เช่น ความแห้งแล้ง น้ำท่วม ลมพายุ ลูกเห็บตก เป็นต้น การประกันภัยในเรื่องนี้ เวลาเกิดความเสียหายจะต้องมีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงเกษตรฯ ไปประเมินความเสียหาย บริษัทประกันภัยจะประสานงานกับ ธ.ก.ส. ในการรับประกันภัย เป็นโครงการความร่วมมือ ระหว่าง สำนักงาน คปภ. สมาคมประกันวินาศภัย ธ.ก.ส. ไทยรับประกันภัยต่อ และธนาคารโลก

รูปแบบการประกันภัยพืชผลมีแบบดั้งเดิม แบบใช้ดัชนี แบบใช้ดัชนีภูมิอากาศ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าว

สำหรับการประกันภัยพืชผลจากภัยแล้ง โดยใช้ดัชนีน้ำฝน และดัชนีความแห้งแล้งนั้น ช่วงเวลาที่จะคุ้มครองมีเฉพาะ 3 ระยะแรก คือ ระยะที่ 1 หยอดเมล็ด ระยะที่ 2 เจริญเติบโต (20 วัน) ระยะที่ 3 ออกดอก ออกฝัก (30 วัน) ส่วนระยะที่ 4 เก็บเกี่ยว กรมธรรม์จะไม่ให้ความคุ้มครอง

ในปัจจุบันการประกันพืชผลจากภัยแล้ง เริ่มมีให้เกษตรกรทำประกันภัยแล้ว 7 บริษัท ประกอบด้วย สามัคคีประกันภัย สินมั่นคง ประกันภัยไทยวิวัฒน์ วิริยะประกันภัย นวกิจประกันภัย เทเวศประกันภัย และไทยรับประกันภัยต่อ

วงเงินคุ้มครองความเสียหายจากอุทกภัย ฝนทิ้งช่วง ลมพายุ ภัยอากาศหนาว ลูกเห็บ และอัคคีภัย วงเงินคุ้มครอง 1,111 บาท/ไร่ ความเสียหายจากภัยศัตรูพืชและโรคระบาด วงเงินคุ้มครอง 555 บาท/ไร่ เบี้ยประกันภัย (รวมอากรและภาษีมูลค่าเพิ่ม) 129.47 บาท/ไร่ โดยแบ่งเป็นเกษตรกรจ่าย 60 บาท/ไร่ รัฐบาลสมทบ 69.47 บาท/ไร่

กรมธรรม์ประกันภัยแพ็กเกจ (Package Policy) เป็นการเอาความคุ้มครองอย่างน้อย 2 หมวด ขึ้นไปมาไว้ในกรมธรรม์เดียว เช่น หมวดอัคคีภัย เป็นความคุ้มครองหลัก หมวดโจรกรรมเป็นความคุ้มครองเสริม ทำให้การทำประกันภัยของลูกค้าได้รับประโยชน์ในด้านการคุ้มครองเพิ่มมากขึ้นโดยการซื้อประกันในครั้งเดียว กรมธรรม์ประกันภัยแพ็กเกจสำหรับผู้ประกอบการ SMEs อาจใช้กับผู้ประกอบการอพาร์ตเมนต์ เพื่อคุ้มครองในลักษณะที่หากเกิดอัคคีภัยจะคุ้มครองทั้งทรัพย์สินที่เสียหาย และคุ้มครองการสูญเสียรายได้พร้อมกันไปด้วย เป็นต้น

นอกจากนี้ ในระยะหลัง เราจะเริ่มพบว่า บริษัทประกันภัยเริ่มมีการขายประกันภัยสำหรับรายย่อย ที่เรียกว่า Micro Insurance เราอาจจะเห็นกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุสำหรับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ที่เรียกชื่อว่า “มอเตอร์ไซค์ยิ้ม” กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุเดินทางอุ่นใจ สำหรับรายย่อย ซึ่งให้ความคุ้มครองสำหรับคนที่เดินทางกลับบ้านด้วยค่าเบี้ยประกันในหลักร้อยบาท ราคาไม่แพง ทุกวันนี้เริ่มจะมีการขายกรมธรรม์ผ่านช่องทางการจำหน่ายพวกเคาน์เตอร์เซอร์วิส เซเว่น-เอเลฟเว่น เทสโก้โลตัส เซ็นทรัล โรบินสัน ไปรษณีย์ไทย และธนาคารพาณิชย์

จากตัวอย่างการประกันภัยรูปแบบใหม่ๆ ข้างต้นนี้ ช่วยย้ำเตือนให้ผู้ประกอบการหรือแม้แต่ในระดับบุคคล ทราบว่า ในชีวิตประจำวัน เราอาจใช้การประกันภัยเป็นทางเลือกในการลดความเสี่ยงภัยในเรื่องต่างๆ ทั้งการทำงาน ประกอบอาชีพ เดินทาง ภัยพิบัติต่างๆ ที่ปัจจุบันเกิดขึ้นแต่ละครั้งมีความรุนแรงกว่าในอดีต อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศของโลก อีกทั้งภัยจากการก่อการร้ายต่างๆ ที่มักจะเกิดขึ้นในรูปแบบที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อน

“แกงเลียง” อาหารรสวิเศษ…ของคนโบราณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05120150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

“แกงเลียง” อาหารรสวิเศษ…ของคนโบราณ

แกงเลียง เป็นชื่อของแกงเลียงโบราณของไทย ลักษณะของน้ำแกงจะไม่ข้นหรือไม่ใสจนเกินไป มีรสเค็มพอดี รสเผ็ดร้อนได้จากพริกไทย และมีผักเป็นส่วนผสมหลัก เคล็ดลับแกงเลียงอร่อยๆ ผักในแกงเลียงจะต้องสด ใหม่ จึงจะทำให้น้ำแกงหวานโดยธรรมชาติ และหอมน้ำพริกแกง

ส่วนผักในแกงเลียงจะต้องไม่เปื่อยมาก สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในแกงเลียง คือ ใบแมงลัก เพราะเป็นลักษณะเฉพาะของแกงเลียงจริงๆ สำหรับผักที่ใส่ในแกงเลียง ส่วนมากจะประกอบไปด้วยผักนานาชนิด เช่น บวบ ฟักทอง น้ำเต้า ข้าวโพดอ่อน ตำลึง เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เป็นต้น

แกงเลียง ใช่ว่าจะเป็นที่นิยมเฉพาะคนโบราณๆ เพราะในเมนูอาหารตามร้านอาหารหรูๆ ไม่ว่าจะเป็นต่างจังหวัดหรือคนเมือง ก็พบว่ามีผู้สั่งเมนูนี้เป็นประจำ อาจจะเป็นด้วยว่าเป็นแกงซดน้ำให้คล่องคอ เช่นเดียวกับต้มยำหรือไม่?

แกงเลียง ใช่ว่าจะเป็นที่นิยมชมชอบกันแค่ในประเทศไทยเท่านั้น ในประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนของเรา อย่าง เมียนมา ก็มีอาหารประจำชาติแบบแกงเลียงนี้เหมือนกัน

สมัยก่อนแกงเลียงมักนิยมใส่ผักที่คนโบราณนิยมกินกันที่หาได้ง่ายตามท้องถิ่น อย่างเช่น ใบตำลึง ยอดพริก บวบ หัวปลี และรวมทั้งยังมีผักอื่นๆ ที่อาจจะเอามาใช้ได้เช่นกัน อย่าง สายบัว ผักบุ้ง ฟัก แฟง ฟักทอง ถั่วฝักยาว เป็นต้น

หลักๆ ของเครื่องปรุงแกงเลียงก็คงไม่พ้น หัวหอมแดง กุ้งแห้ง กะปิ พริกไทย หรือมีบางคน (แล้วแต่รสนิยม) ชอบเผ็ดมาก ก็เอาพริกขี้หนูสดใส่ลงไปสัก 5-10 เม็ด เวลาโขลกเครื่องแกงก็ได้ ซึ่งจะได้รสชาติที่แปลกออกไป เหมือนต้มยำปลากรอบ

วิธีปรุงเครื่องแกง บางสูตรก็ให้เอากระเทียม 2-3 กลีบ ปอกเปลือกออก โขลกรวมกับหัวหอมแดง 4-5 หัว แล้วเอากุ้งแห้งสักกำมือพูนๆ ใส่ลงไปโขลกพร้อมกัน และใส่พริกไทยลงไปด้วยสัก 5-10 เม็ด (แล้วแต่ชอบ) บางคนชอบเผ็ดก็ใส่พริกขี้หนูลงไปสัก 5-10 เม็ด (แล้วแต่ว่าชอบเผ็ดหรือไม่เผ็ด) สำหรับบางคนนิยมเอาพริกชี้ฟ้า เพราะมีรสและกลิ่นหอม และไม่เผ็ดมาก

ถ้าแกงบ่อยๆ เบื่อกุ้งแห้ง ก็เอาปลากรอบมาแทนก็ได้ ซึ่งก็จะได้รสชาติแปลกออกไป เหมือนต้มยำปลากรอบที่หลายๆ ท่านติดอกติดใจว่ามีรสอร่อยกว่าต้มยำซะอีก เวลาจะทำก็ให้ตัดสินใจว่าจะเอาอะไรกันแน่ และอย่าเอามาปนกัน เพราะอาจจะถือว่าไม่เป็นการอนุรักษ์อาหารโบราณโดยแท้

เมื่อโขลกกุ้งแห้งหรือปลากรอบจนละเอียดกับเครื่องต่างๆ คือ พริกไทย หัวหอมแดง กระเทียม (หัวหอมต้องมากกว่ากระเทียม 3 ใน 4 ) และพริกสด แล้วเอาละลายลงในน้ำแกง ตั้งไฟจนเดือด แล้วใส่ผักพอผักสุก ก็ใส่ใบแมงลัก (แกงเลียงกับใบแมงลักเป็นของคู่กัน ถ้าขาดไปไม่อร่อยจริงๆ) จากนั้นคนให้ทั่วแล้วยกลง และให้กินขณะกำลังร้อนๆ (เคล็ดลับของแกงเลียงอยู่ที่ว่าพอยกจากเตาก็ต้องกินทันที จะปล่อยให้เย็นไม่ได้ ซึ่งคนโบราณเขาถือว่ากินไม่เป็นว่างั้น!)

แกงเลียง บางที่เมื่อใส่ผักก็ใส่กุ้งสดลงไปด้วย อย่างนี้ก็ไม่ผิดแต่อย่างใด แต่อาจจะดูว่าเป็นการสิ้นเปลืองเกินไป เพราะจุดมุ่งหมายของแกงเลียง ท่านต้องการกินผัก และซดน้ำกำลังร้อนๆ โบราณท่านว่า อร่อยดีนักแล

สำหรับคนสมัยนี้เขาว่ากินแกงเลียงไม่เป็นก็ว่าได้ แกงเลียงหม้อหนึ่งต้องใส่กุ้ง หรือปลาหมึกลงไป หรือใส่ฝักข้าวโพดอ่อนลงไปด้วย ซึ่งร้านอาหารหรือภัตตาคารเขามักจะชอบปรุงกันอย่างนี้ หากให้คะแนนกันแล้วถือว่าสอบตก

รสของกุ้งแห้งป่นหรือปลากรอบป่นนั้นเป็นรสคลาสสิกของคนไทย แล้วไปเอาอะไรต่ออะไรมาตัดหน้า ก็ต้องจัดว่าแกงเลียงไม่เป็น เรียกอย่างนี้ดูจะถูกต้องกว่า

ส่วนที่ใส่ลูกชิ้นปลาลงไปด้วยนั้น ก็ไม่ว่าอะไรกัน แต่อย่าเรียกว่าแกงเลียงโบราณก็แล้วกัน เรียกว่า แกงเลียงยุคใหม่ก็ได้

แกงเลียงนั้นจะขาดใบแมงลักไม่ได้เลย จะเอาอะไรมาแทนก็ไม่ได้ เหมือนขนมจีนซาวน้ำ ซึ่งปกติก็ใส่กุ้งแห้งป่นเป็นตัวยืนพื้นอยู่แล้ว แต่ของเดิมเขามีลูกชิ้นปลากรายปั้นกลม แล้วบีบให้แบนสักหน่อย เรียกว่า แจงร้อน เอาไปต้มกับกะทิข้นๆ สำหรับราดหน้าซาวน้ำ สมัยนี้เขาเอาลูกชิ้นที่ผลิตมาขายเป็นโล เอามาแทนแจงร้อน (ที่จริงแจงร้อนนอกจากจะสับหรือโขลกปลาให้ละเอียดแล้ว เขายังมีส่วนผสมบางอย่างไปไม่ให้เหม็นคาว จะใช้ลูกชิ้นปลาแท้ๆ ก็ถือว่าไม่เป็นการอนุรักษ์ของโบราณ)

แกงเลียง เมนูเรียกน้ำนมสำหรับคุณแม่

คนโบราณเขาบอกว่า “แกงเลียง” เหมาะสำหรับคุณแม่ลูกอ่อน เพราะมีความเชื่อว่าผักที่อยู่ในแกงเลียงนั้นมีผลต่อการผลิตน้ำนม ทำให้คุณแม่มีน้ำนมเยอะ และเครื่องปรุงในแกงเลียงส่วนใหญ่นั้นมีฤทธิ์ให้ความร้อนแก่ร่างกาย ช่วยให้เลือดหมุนเวียนได้ดี และทำให้น้ำนมของคุณแม่เพิ่มขึ้นมากกว่าเมนูไหนๆ เลยก็ว่าได้!

บวบ ถือว่าเป็นผักที่ช่วยเรียกน้ำนมของคุณแม่ได้ดีทีเดียวแถมยังมีแร่ธาตุ มีกากใยอาหาร มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ป้องกันอาการท้องผูกที่มาจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในระหว่างตั้งครรภ์

ข้าวโพดอ่อน มีคาร์โบไฮเดรต เบต้าแคโรทีน และแคลเซียม ช่วยให้การหลั่งน้ำนมเป็นไปตามปกติ

หัวปลี มีธาตุเหล็กมาก ช่วยบำรุงเลือด และบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง และยังมีกากใยสูง ช่วยในการขับถ่าย

ฟักทอง มีวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา และบำรุงผิวพรรณของคุณแม่ให้เปล่งปลั่งอยู่ตลอดเวลา

ใบแมงลัก นอกจากจะช่วยให้แกงเลียงมีกลิ่นหอมน่ากินแล้ว ยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ขับลม ขับเหงื่อ

นอกจากนั้น ในน้ำพริกแกงเลียงก็มีประโยชน์มากมายอีกเช่นกัน อาทิ

กะปิ เต็มไปด้วยแคลเซียมจากกุ้งเคยตัวเล็กๆ ช่วยเสริมสร้างกระดูก

พริกไทย แก้ท้องอืด ขับลม ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ แต่อาจมีผลต่อรสชาติของน้ำนมหากใส่ในปริมาณที่มากเกินไป

หัวหอมแดง ช่วยบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก ช่วยย่อยอาหาร ทำให้ร่างกายของคุณแม่อบอุ่น แถมยังลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย

ครัวชาวบ้าน ขอนำสูตรทำ “แกงเลียง” มาฝากคุณแม่หลังคลอด คิดว่าคงช่วยเพิ่มน้ำนมได้ดี และน่าจะเหมาะสำหรับผู้ลดน้ำหนัก เพื่อสุขภาพที่ดีลองทำดูกันนะคะ

ขั้นตอนและวิธีการปรุงแกงเลียง

ส่วนผสม

1. กุ้งสด

2. บวบเหลี่ยม บวบหอม

3. ข้าวโพดอ่อน (ไม่ใส่ก็ได้)

4. เห็ด (แล้วแต่ชอบ)

5. ฟักทอง

6. ใบตำลึง

7. ใบแมงลัก

8. น้ำซุป หรือน้ำสะอาด

ส่วนผสมน้ำพริกแกงเลียง

1. กุ้งแห้ง

2. พริกไทยเม็ด

3. หัวหอมแดง

4. กะปิน้ำพริก (อย่างดี)

5. เกลือ

ขั้นตอนการปรุง

1. โขลกส่วนผสมน้ำพริกเข้าด้วยกันให้ละเอียด

2. นำน้ำซุปตั้งไฟให้เดือด ละลายพริกแกงกับน้ำซุป ตั้งจนเดือด ใส่ฟักทอง ข้าวโพดอ่อน บวบ เห็ดฟาง ตั้งต่อจนผักสุก

3. ใส่ใบตำลึง ใบแมงลัก และกุ้ง ปรุงรสด้วยน้ำปลา ปิดไฟ

เคล็ดลับ

1. น้ำแกงต้องไม่ข้นเป็นโคลน หอมกลิ่นพริกไทยและกะปิ

2. ผักต้องสุก นุ่ม แต่ไม่เปื่อย

3. บางคนใส่กระชายโขลก หรือพริกขี้หนูสดในน้ำพริกเล็กน้อย จะช่วยให้น้ำแกงมีกลิ่นหอมขึ้น

4. จะกินแกงเลียงให้อร่อย ต้องซดตอนน้ำแกงร้อนๆ (คนโบราณเขาบอกว่า ซดแกงเลียงร้อนๆ แก้ไข้หวัดดีนักแล)

5. ข้อสำคัญ แกงเลียง จะปรุงรสด้วยเกลือเท่านั้น ไม่ใช้น้ำปลา และต้องใช้กะปิน้ำพริกอย่างดีเท่านั้นน้ำแกงถึงจะหอม และอร่อย

ในสมัยก่อนแกงเลียงจะมีเนื้อสัตว์เฉพาะที่โขลกลงในน้ำแกงเท่านั้น ซึ่งเนื้อสัตว์จะทำให้น้ำแกงข้นขึ้น อาจจะใช้ได้ทั้งกุ้งแห้ง หรือปลากรอบก็ได้ แต่ในปัจจุบันแกงเลียงไม่ได้ใส่เฉพาะเนื้อสัตว์โขลกป่นเท่านั้น แต่จะใส่เนื้อเป็นชิ้นๆ ลงไปด้วย เช่น กุ้งสด ปลาหมึก เนื้อไก่ฉีก เป็นต้น

ส่วนเครื่องแกงของแกงเลียงจะประกอบด้วย พริกไทย หัวหอมแดง กะปิ กุ้งแห้ง หรือเนื้อปลากรอบ หรือบางท่านจะผสมพริกขี้หนูสดโขลกลงไปเพิ่มความเผ็ดด้วย แต่จะให้หอมและได้รสชาติเผ็ดร้อนเท่ากับพริกไทยคงไม่ได้

บางคนเด็ดพริกไทยสดเป็นช่อๆ ใส่ลงไปด้วย ซึ่งในสมัยก่อนเขาใช้ใส่ผัดเผ็ด หรือผัดขี้เมาโดยเฉพาะเท่านั้น อย่าเอาอะไรมาใส่ให้เปรอะไปหมดก็แล้วกัน!

หากท่านเบื่อๆ ไม่รู้จะกินอะไรดี ขอแนะนำแกงเลียงสักถ้วย รับรองว่าท่านจะอร่อยติดอกติดใจ เพราะนอกจากความอร่อยเด็ดเฉพาะตัวของ “แกงเลียง” ที่ได้ซดร้อนๆ แล้ว จะรู้สึกสดชื่นหูตาสว่างขึ้นมาเลยล่ะค่ะ!

ปฏิบัติการโปแลนด์ (3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

ปฏิบัติการโปแลนด์ (3)

หลังจบการแสดงศิลปะที่เมืองลูบลิน รุ่งขึ้นเราต้องเดินทางกันต่อเพื่อไปแสดงงานศิลปะในเมืองจีโรน่าโกร่า ห่างจากลูบลินไปอีกไกลทีเดียว เราจะนั่งรถไฟโดยสารกินเวลาราว 5 ชั่วโมง โดยมี วาร์เดอมา ศิลปินผู้อำนวยการหอศิลปแห่งลูบลิน ซึ่งเป็นคนจัดงานครั้งนี้นำทางไปด้วย

อาจเป็นด้วยระยะทางจากลูบลินไปจีโรน่าโกร่าค่อนข้างยาว และคงเป็นขบวนรถไฟราคาแพง รถไฟเที่ยวนี้จึงดูโอ่โถงสะดวกสบายกว่าขบวนวอร์ซอ-ลูบลิน เราจับจองได้ที่นั่งซึ่งทำเป็นห้องๆ มี 6 ที่นั่ง นอกจากพวกเรา 5 คน ยังมีผู้โดยสารอื่นอีกคนหนึ่ง ซึ่งเขาง่วนอยู่กับโน้ตบุ๊กบนตักจนแทบจะไม่เงยหน้าขึ้นมองใคร ยกเว้นตอนที่พนักงานเข็นรถเครื่องดื่มกับของว่างเข้ามา เขาจึงละจากงานตรงหน้ามารับกาแฟและแซนด์วิช จากนั้นก็ก้มหน้ากับโน้ตบุ๊กต่อไป ราวกับห้องนี้ไม่มีคนอีก 5 คน อยู่ด้วย พวกเราแอบคุยกันว่า เขาคงจะเป็นนักเขียนนวนิยาย เผลอๆ อาจเขียนเรื่องพวกเราอยู่ก็ได้

คนโปแลนด์คงเดินทางไกลด้วยรถไฟแสนสบายนี้เป็นกิจวัตร จึงหมดความตื่นเต้นกับบรรยากาศและทิวทัศน์ 2 ข้างทาง ต่างกับพวกเราชาวไทยที่นั่งนิ่งอยู่ในโบกี้ไม่นาน ก็ชวนกันออกไปเดินดูโบกี้อื่นๆ และจบลงตรงตู้เสบียง แม้จะไม่อยากเปรียบเทียบกับรถไฟไทย แต่ก็อดไม่ได้เมื่อเห็นตู้เสบียงอันสะอาดสะอ้าน พนักงานสวมเสื้อขาวสะอาดท่าทีสุภาพ เราจึงยึดเอาตู้เสบียงเป็นที่นั่งยาวไปกระทั่งเกือบถึงสถานีเมืองจีโรน่าโกร่า

จีโรน่าโกร่า เป็นเมืองหลักของจังหวัดลูบุช บ้างออกเสียงว่า แชลอนากูรา Zielona G?ra ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของโปแลนด์ มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 152,069 คน นับว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับประชากรในหลายจังหวัดของไทย

ด้วยว่าเราใช้เวลาอยู่ที่นี่เพียงแค่ 3 คืน 4 วัน อีกทั้งเป็นช่วงเวลาที่ต้องเตรียมงานแสดง ดังนั้น การที่จะทำความรู้จักกับเมืองนี้จึงมีไม่มากนัก เราพักกัน ชั้น 3 ของแกลลอรี่ที่จัดงานแสดงศิลปะ ซึ่งเขาจัดชั้นบนเป็นที่สำหรับให้ศิลปินพำนักโดยเฉพาะ ประกอบไปด้วย ห้องนอน 3 ห้อง กับห้องน้ำรวม มีครัวเล็กๆ และที่นั่งพูดคุยดื่มกาแฟ ซึ่งครัวเล็กๆ ที่มีเตามีหม้อกับถ้วยชามให้นี่เอง เป็นดังสวรรค์ที่เราโหยหา ด้วยว่าแม้จะจากเมืองไทยมาแค่ไม่กี่วัน แต่เราก็เริ่มเอียนอาหารที่เต็มไปด้วยนมเนย โดยเฉพาะพิซซ่าที่มักจะมาบ่อยครั้ง อีกทั้งเป็นพิซซ่าถาดยักษ์ที่ไม่มีเครื่องปรุงอย่างพริกไทย พริกป่น ให้เราแซ่บปากบ้าง

เมื่อเห็นเตากับเครื่องครัวอื่นๆ พวกเราจึงคิดถึงบะหมี่สำเร็จรูป ที่แต่ละคนติดกระเป๋ากันมา ฉันเองนั้นเป็นจำพวกไม่นิยมบะหมี่ ไม่ว่าจะสายพันธุ์ดั้งเดิมหรือใหม่ล่าสุด ไม่ว่าจะรสเลิศเลอเอาใจลิ้นคนไทยหรือลิ้นเกาหลีญี่ปุ่น แต่ก็อดไม่ได้ที่อยากจะลิ้มรสบะหมี่ในเวลานี้

หลังจากเดินซอกแซกจนรู้จักแหล่งว่า ที่ไหนมีสิ่งใดขายบ้าง ยุทธการตามหาของกินที่จะปรุงอาหารไทยจึงตามมา แกลลอรี่ที่เราพักและแสดงงานอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและเดินเล่น ในบริเวณนั้นเต็มไปด้วยร้านขายของ รวมถึงห้างสรรพสินค้าที่ขายอาหารสด อาหารแห้ง เราจึงจับจ่ายได้พืชผักและเนื้อเพียงพอกับเมนูอาหารไทยที่คิดไว้

น่าจะเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดสำหรับช่วงเวลาที่ได้มาโปแลนด์ เราเชื้อเชิญศิลปินกับเจ้าหน้าที่ในแกลลอรี่มากินอาหารมื้อนี้ด้วยกัน สมพงษ์ ศิลปินและกวีไทยเป็นเชฟใหญ่ในการปรุง เขาแกงเขียวหวานเนื้อด้วยเครื่องแกงซองที่ติดมาจากเมืองไทย ใช้กะทิกระป๋องที่ได้จากห้างสรรพสินค้า มีพริกดอกใหญ่กับมะเขือลูกโต เท่านี้ก็อวลกลิ่นหอมจนกระเพาะร้องโครกคราก นอกจากนี้ ยังมีผัดผักกับเมนูใหม่ที่จับใจชาวบะหมี่ซอง นั่นคือ บะหมี่รสแซ่บใส่สตรอเบอรี่ ไม่น่าเชื่อว่ารสหวานอมเปรี้ยวของสตรอเบอรี่จะเข้ากันดีกับบะหมี่

ที่เมืองลูบลินคนน้อยจนเพื่อนศิลปินของเราที่มาจากบางกอกคนพลุกพล่าน บ่นว่าเมืองนี้เหงาจัง

ครั้นมาถึงจีโรน่าโกร่าผู้คนก็ยังไม่มากมายอะไร แต่คงเพราะเราพักอยู่ในย่านที่ผู้คนจอแจ และเดินออกจากที่พักไม่นานก็ถึงย่านที่ว่านี้ จึงดูว่าเป็นเมืองที่ไม่ใคร่เหงานัก

ย่านกลางเมืองอันเป็นสถานที่เดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจและดื่มกิน มีอนุสาวรีย์ที่ฉันชอบตั้งอยู่ เขาเรียกว่า เทพเจ้าแห่งความสำราญ ผมหยิกนัยน์ตาสุกสกาวรื่นเริงราวไม่เคยพานพบทุกข์ หรืออาจจะผ่านทุกข์มาจนถึงระดับที่ทุกข์มิอาจแพ้วพาน นอกจากประติมากรรมขนาดใหญ่แล้ว ยังมีรูปปั้นเทพแห่งความสำราญขนาดเล็กๆ อยู่ตามที่ต่างๆ ช่างน่ารักน่าเอ็นดู เห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะสำราญตามไปด้วย

ผ่าน 2 เมือง ในโปแลนด์อย่างเรียกได้ว่าฉาบฉวย ด้วยว่าไม่ได้ไปที่ไหนมากมายด้วยการงานบังคับ เส้นทางมีแค่แกลลอรี่กับถนนรายรอบ แต่ตามที่เห็นคือ ตึกรามบ้านช่องที่สวยงามของเขา สถาปัตยกรรมเก่ายังคงมีให้เห็น ถนนหนทางน่าเดินเล่น ข้ามถนนไม่ต้องเครียดมาก เพราะรถทุกคันจะจอดให้คนข้ามถนน ไม่มีรถเครื่องปาดหน้าปาดหลังให้สะดุ้ง จักรยานก็อยู่ในที่ทางของตัวเอง ไม่ได้ขี่ด้วยท่าทีเรียกร้องว่า นี่ฉันปั่นเพื่อโลกนะ

อ้าว! ตายจริง…นี่ไม่ได้หมายจะเปรียบเทียบกับบางประเทศหรอกนะ แค่เขียนไปตามที่เห็น

เมื่อลำห้วยคะคางวิกฤต ทั้งสารพิษและโลหะหนัก พรั่งพรูสู่อ่างแก่งเลิงจานและแม่น้ำชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

เมื่อลำห้วยคะคางวิกฤต ทั้งสารพิษและโลหะหนัก พรั่งพรูสู่อ่างแก่งเลิงจานและแม่น้ำชี

ลำห้วยคะคาง เกิดจากเนินดินสันปันน้ำ “โคกแบ่ง” ที่ทอดตัวในแนวนอนจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก จากเขตพื้นที่อำเภอวาปีปทุม และอำเภอบรบือ โดยมีลำรางธรรมชาติที่เป็นลำห้วยสาขาถึง 7 สาย มี ห้วยเครือซูด ห้วยหนองหิน ห้วยปลาคูน ห้วยโจด ห้วยหนองแสง ห้วยหนองปลิง และห้วยน้อย นอกจากจะเป็นสันเนินดินกักเก็บน้ำแล้ว ยังเป็นแนวเขตแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำชีกับลุ่มน้ำมูลอีกด้วย ลำห้วยคะคางมีความยาวตลอดสายเกือบ 50 กิโลเมตร ไหลจาก “อ่างเก็บน้ำห้วยคะคาง” หรือ “อ่างโคกก่อ” ที่หัวสันเขื่อนอยู่ในพื้นที่ตำบลโคกก่อ เชื่อมโยงไปยังตำบลบัวค้อ อำเภอเมืองมหาสารคาม อันเป็นบริเวณท้ายเขื่อน จากเนินดินและอ่างต้นน้ำส่งสายน้ำให้ไหลผ่านพื้นที่หลายหมู่บ้านในตำบลโคกก่อ ตำบลหนองโน ตำบลหนองปลิง ตำบลแวงน่าง จากนั้นจึงไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจาน ที่บ้านท่าแร่ ตำบลแก่งเลิงจาน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นพื้นที่ชลประทานและคลองส่งน้ำ เพื่อการเกษตรและการประมงถึง 4,500 ไร่

ลำห้วยคะคางเป็นเพียงลำห้วยสายเดียวที่ไหลผ่านกลางเมืองในเขตเทศบาลเมืองมหาสารคาม มีสถานศึกษาหลายแห่งต้องอาศัยแหล่งน้ำจากลำห้วยสายนี้ ทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏ วิทยาลัยพลศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม วิทยาลัยอาชีวศึกษา เป็นต้น ก่อนไหลผ่านพ้นไปออกนอกตัวเมือง เปลี่ยนวิถีการไหลจากแนวตะวันตกไปสู่ตะวันออก ผ่านพื้นที่ตำบลลาดพัฒนา ตำบลเขวา ออกไปเชื่อมกับลำน้ำชี ที่บริเวณบ้านท่าตูม ตำบลท่าตูม อำเภอเมืองมหาสารคาม

อ่างเก็บน้ำทั้งสองแห่งที่เป็นแหล่งต้นน้ำของห้วยคะคางคือ อ่างเก็บน้ำห้วยคะคาง หรืออ่างโคกก่อ และอ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจาน สำหรับอ่างโคกก่อนั้นอยู่บริเวณบ้านโคกก่อ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งมีปริมาณพื้นที่รับน้ำฝนได้ถึง 72.50 ตารางกิโลเมตร มีพื้นที่อ่างเก็บน้ำ 0.956 ตารางกิโลเมตร หรือ 597 ไร่ มีความจุ 4.126 ล้านลูกบาศก์เมตร

ส่วนอ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจานอยู่ในเขตบ้านโนนหัวฝาย ตำบลแก่งเลิงจาน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม มีปริมาณพื้นที่รับน้ำฝนได้ 208 ตารางกิโลเมตร ความจุในพื้นที่อ่างเก็บน้ำ 3.04 ตารางกิโลเมตร หรือ 1,900 ไร่ ในขณะที่ทั้งสองอ่างเก็บน้ำและลำห้วยคะคางอยู่ในเขตพื้นที่การปกครองท้องถิ่นถึง 11 องค์กร มี องค์การบริหารส่วนตำบลบัวค้อ องค์การบริหารส่วนตำบลโคกก่อ องค์การบริหารส่วนตำบลดอนหว่าน องค์การบริหารส่วนตำบลหนองปลิง องค์การบริหารส่วนตำบลแวงน่าง องค์การบริหารส่วนตำบลหนองโน องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งเลิงจาน เทศบาลเมืองมหาสารคาม องค์การบริหารส่วนตำบลลาดพัฒนา เทศบาลตำบลเขวา และองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตูม ซึ่งทั้ง 11 องค์กร มีประชากรราว 150,000 คน ใน 2,000 ครัวเรือน

จากข้อมูลดังกล่าวได้พบข้อเท็จจริงหลายประการ เป็นต้นว่า เกษตรกรได้เพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวเกือบเต็มบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ ทำให้ผืนป่าต้นน้ำซึ่งมีพื้นที่รวมราว 5,000 ไร่ ถูกทำลายเสื่อมโทรมเกือบสิ้นเชิง มีป่าชุมชนบ้านหนองคูณ ป่าหนองโน-อีดำ เป็นต้น อีกทั้งยังมีการใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างรุนแรงส่งผลต่อคุณภาพน้ำ เกิดการพังทลายของหน้าดิน ส่งผลให้ลำห้วยสาขาตื้นเขิน เกิดปัญหาน้ำท่วมหลากในฤดูฝน พลังน้ำไหลเร็วและแรง ครั้นถึงฤดูแล้งลำห้วยสาขากลับแห้งผาก เหลือเพียงบริเวณฝายในลำห้วย แต่ก็ไม่อาจใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรกรรมได้มายาวนานกว่า 3 ปีต่อเนื่องกัน

ประการสำคัญอันเป็นปัญหาที่แผ่กระจายในวงกว้างเกือบทุกสังคมคือเรื่องราวของขยะ โดยเฉพาะบ่อขยะขนาดพื้นที่เกือบ 50 ไร่ ที่อยู่บริเวณต้นน้ำของลำห้วยคะคาง ที่เริ่มกลายเป็นพื้นที่ทิ้งขยะของ 19 หน่วยงาน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 ซึ่งส่งผลให้น้ำพาสิ่งปฏิกูลอันเป็นมลพิษไหลลงสู่ลำห้วยร่องน้ำสาขา ตลอดจนไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจานอันเป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคหลักของคนในทุกเขตพื้นที่ โดยขาดการแก้ไขอย่างถูกวิธี จนในที่สุดก็เกิดความขัดแย้งของคนในพื้นที่กับหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องอย่างรุนแรงในปี พ.ศ. 2550 จนชาวบ้านต้องสูญเสียผู้นำ เรื่องราวจึงเงียบไปสักระยะ จนถึงปี พ.ศ. 2558 เกิดวิกฤตขยะล้น น้ำเน่าไหลลงอ่างน้ำสาธารณะ ถึงกับมีการเจรจาทำข้อตกลงกันถึง 9 ข้อ แต่ก็ดูจะยังไม่ขับเคลื่อนไปสู่กระบวนการแก้ปัญหาสักเท่าใดนัก

เนื่องจากลำห้วยคะคางเป็นเพียงลำน้ำสายเดียวที่ไหลผ่านเขตเทศบาลเมืองมหาสารคาม ซึ่งมีประชากรหนาแน่น อีกทั้งลำห้วยคะคางและลำรางสาขาก็ไหลผ่านพื้นที่กลางเมือง เป็นต้นว่า คลองสมถวิล กุดนางไย กุดหว้า ต่างได้กลายเป็นพื้นที่รองรับน้ำเสียจากชุมชนเมือง ทำให้น้ำเน่าเสียสะสม ตะกอน ผักตบชวา ก่อนจะไหลเอื่อยๆ ลงสู่แม่น้ำชี บริเวณบ้านท่าประทาย และในพื้นที่ตำบลท่าตูม อำเภอเมือง ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 20 กิโลเมตร

วิกฤตดังกล่าวเห็นทีจะต้องให้หน่วยงานทุกองค์กร ทั้งส่วนท้องถิ่น ส่วนราชการ ตลอดจนสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงประชาชนที่เป็นเกษตรกรและผู้ใช้น้ำในชุมชนเมือง ควรได้ตระหนักถึงปัญหาและหันหน้าเข้ามาใส่ใจ และร่วมมือกันอย่างจริงจัง แก้ไขด้วยสันติวิธี ทำนองปรองดอง เพื่อสุขภาวะของตัวเราเองและสังคมส่วนรวม

ลพบุรี หลังวัฒนธรรมเขมร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

เรียนรู้จากหนังสือ

ศรีจุฬาลักษณ์

ลพบุรี หลังวัฒนธรรมเขมร

ความทันสมัยของเทคโนโลยีเวลานี้ มีผู้นำมาใช้ในทางที่ผิดวัตถุประสงค์ สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น

ถ้าหากเป็นคนที่ไม่ค่อยรู้จักพอ ก็มักจะตกเป็นเหยื่อของความทันสมัย

ส่วนผู้ที่ได้รับผลประโยชน์เต็มเต็มก็คือ บรรดาพ่อค้าแม่ขายนั่นแหละ

เครื่องมือสื่อสารต้องรู้จักใช้ จึงจะเป็นประโยชน์

แต่ถ้าแค่ใช้ได้ก็จะเกิดโทษมหันต์เช่นกัน

การใช้จึงต้องมีสติกำกับ ขาดสติจะเดือดร้อนทั้งผู้ใช้และส่วนรวม

หากช่างสังเกต ก็จะรู้ว่าเวลานี้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก่อให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรง เป็นเงาตามตัว

สาเหตุก็เพราะความหมกมุ่นจนขาดสติ

ความสัมพันธ์ของผู้คนเวลานี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน

มักเป็นความสัมพันธ์แบบฉาบฉวย

แม้กระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว ก็ไม่ได้เป็นไปในรูปแบบเดิม

และเมื่อคิดถึงอนาคต ยังคิดไม่ออกว่า ความสัมพันธ์ของครอบครัวและผู้คนในสังคมจะเป็นไปในรูปแบบใด

คิดแล้วก็ใจหาย

มาอ่านหนังสือหาความรู้ประดับสติปัญญาดีกว่า

ปักษ์นี้จะชวนให้อ่านเรื่องเก่าที่ก่อให้ชวนค้นหา นั่นคือเรื่อง “ลพบุรี หลังวัฒนธรรมเขมร”

ผู้ที่ค้นคว้าหามาให้รู้คือ ศ.ดร. ศักดิ์ชัย สายสิงห์ ซึ่งท่านได้กล่าวว่า

“หลักฐานทางศิลปกรรมที่เมืองลพบุรี ระหว่างช่วงระยะเวลาดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ละโว้ หรือ ลพบุรี เป็นเมืองสำคัญในฐานะเมืองศูนย์กลางทางการปกครอง ในลักษณะของอาณาจักรหนึ่ง

ภายหลังการล่มสลายของอาณาจักรกัมพูชา มาจนถึงการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

จึงเป็นคำตอบทางวิชาการประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ศิลปะได้ว่า มีอาณาจักรละโว้อยู่ระหว่างกลางพุทธศตวรรษที่ 18 ถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 19

และควรกำหนดชื่อเรียกศิลปะว่า “สมัยลพบุรี”

รวมทั้งอาจเป็นคำตอบอีกคำถามหนึ่ง เรื่องที่มาของสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยาเสด็จมาจากไหน จากหลักฐานทางศิลปกรรม

อาจตอบได้ว่า น่าจะเสด็จมาจากเมืองลพบุรี”

ความรู้เรื่องนี้ อยากให้ช่วยกันศึกษา เพื่อจะได้เกิดปัญญา

สำนักพิมพ์มติชน จัดพิมพ์จำหน่าย ในราคาเล่มละ 240 บาท

เวลานี้หลายคนกังวลว่า ต่อไปหนังสือจะหายไปจากโลก เพราะความทันสมัย

แต่ก็ยังมีความเห็นว่า หนังสือจะยังอยู่คู่กับโลกใบนี้ และความทันสมัยจะเสื่อมสภาพโดยตัวของมันเอง

หนังสือ ถือเป็นสิ่งที่คลาสสิกที่สุดแล้ว

เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

เรื่อง – งมงาย

คอลันน์ – กวีชาวบ้าน

โดย – ชาคริต แก้วทันคำ

หรือเป็นเพียงความฝัน-ไม่ทันตรึก

สั่นไหวความรู้สึกให้นึกหวั่น

ฝากเสียงสะอื้นคล้ายยืนยัน

พรากความสัมพันธ์เพียงชั่วคราว

หรือเป็นเพียงความลวง-ให้ห่วงหา

ทิ้งรอยอาลัยให้เหน็บหนาว

น้ำตาร่วงอาบแก้มอยู่แวมวาว

ปะติดปะต่อเรื่องราวอยู่รางเลือน

หรือเป็นเพียงมายา-ไม่น่าหลง

พะว้าพะวงฝันค้างพลางกลบเกลื่อน

ในหัวใจคลอนคลายคล้ายฟั่นเฟือน

เผลอยิ้มเจื่อนกับความเศร้าที่เปล่ากลวง

หรือเป็นเรื่องหัวใจ-ไม่รู้รัก

สร้างรอยแตกหักอย่างหนักหน่วง

ปรารถนาความงามในความลวง

จึงติดบ่วงอารมณ์ฝันพลันงมงายฯ

ความอดทน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

ธรรมะจากวัด

ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.skytemple.org

ความอดทน

ขันติ เป็นบทธรรมสำคัญ ที่กระจายอยู่ในหมวดธรรมต่างๆ เพื่อบรรลุถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่ เช่น การบำเพ็ญบารมี 10 ประการ ของพระโพธิสัตว์ เพื่อเข้าถึงความเป็นพระพุทธเจ้า ผู้นำสัตว์ทั้งหลายออกจากวัฏสงสาร ทศพิธราชธรรมของพระเจ้าแผ่นดินผู้บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชนในแว่นแคว้นแดนประเทศของตนๆ ก็ประกอบด้วยขันติธรรม

ขันติ แปลตรงตัวว่า ความอดทน

พระพุทธเจ้าได้ทรงแบ่งความอดทนออกเป็น 3 แบบ คือ ทนลำบาก ทนตรากตรำ และทนเจ็บใจ

ทนลำบาก ได้แก่ ทนลำบากในการทำงานหนักที่จะต้องใช้กำลังเข้าต่อสู้เพื่อให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี

ทนตรากตรำ คือ ทนต่อสภาพอากาศความหนาวความร้อนแดดฝนและลมในการทำงานในสถานที่ต่างๆ ที่มีสภาพอากาศแตกต่างกันไปอย่างไม่ท้อถอย เช่น ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ทำงานในไร่ ในนา ในสวน ด้วยความขยันขันแข็งอาบเหงื่อต่างน้ำ ชุ่มตัวทุกเมื่อเชื่อวัน

ทนเจ็บใจ อันธรรมดาการทำงานในสังคมย่อมต้องประสบกับผู้คนมากหน้าหลายตา ต่างคนต่างมาจากภูมิหลัง การศึกษา วัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไป แม้บางคราวได้ปรับตัวเข้าหากันอย่างเต็มที่แล้ว แต่เมื่อปรับเข้าหากันมิได้ ก็มีการกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดา การกระทบกระทั่งกันนั้นมีตั้งแต่น้อยๆ จนถึงการชี้หน้าด่าทอว่ากล่าวกันด้วยถ้อยคำรุนแรง เป็นการสบประมาทกันให้เกิดความเจ็บปวดใจ ถ้าทนไม่ได้เหตุร้ายก็จะเกิดขึ้นแก่ชีวิต ถ้าทนได้ก็ไม่มีเหตุร้ายใดๆ ในชีวิตหรือในสังคม เหตุการณ์ก่อการร้ายหรือสังหารหมู่ในที่ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ มาจากความไม่อดทนต่อความเกลียดชัง ความไม่พอใจ ที่สะสมมาจากการดูหมิ่นถิ่นแคลนเป็นรายบุคคล เป็นหมู่ เป็นกลุ่ม เป็นศาสนา หรือเป็นชาติพันธุ์ เมื่อสะสมไว้นานจึงระเบิดออกมาเป็นเหตุร้ายต่างๆ ที่เบียดเบียนตนเองและเบียดเบียนผู้อื่น สร้างความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินมากมาย

นอกจาก ขันติธรรม จะช่วยให้ปัจเจกบุคคลประสบความสำเร็จในส่วนบุคคลแล้ว ยังเป็นคุณธรรมเพื่อส่งเสริมกันอยู่ร่วมกันด้วยสันติแก่ผู้ที่มีความแตกต่างกันในด้านต่างๆ ด้วยการสงวนส่วนต่าง ส่งเสริมและมีส่วนร่วมในส่วนที่เหมือนกันและไปกันได้ดี

ในสังคมอเมริกัน มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อสูง เมื่อประชากรมีความอดทนสูง ความสงบในสังคมก็มีสูง เมื่อประชากรมีความอดทนน้อย เหตุการณ์รุนแรงมักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ รัฐจึงส่งเสริมขันติธรรม (Tolerance) เป็นคุณธรรมร่วมของประชากรอเมริกัน ที่ทุกคนไม่ว่าศาสนาใดๆ พึงมีความอดทนให้มาก เพื่อร่วมกันสร้างเอกภาพในความหลากหลายให้กลายเป็นสังคมที่เข้มแข็ง เพราะมีรากที่ทรงคุณค่าถักทอกันไว้อย่างเหนียวแน่น

เมื่อพูดถึงความงาม คนทั่วไปมักจะรู้จักความงามด้านร่างกาย เพราะมองเห็นได้ง่าย มีดัชนี้ชี้วัดมากมาย แต่ความงามด้านจิตใจไม่ค่อยได้กล่าวถึงกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความอดทนเป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์ ความอดทนเป็นองค์ประกอบแห่งคุณธรรม อันทำให้งาม 2 ประการ คือ ขันติความอดทนโสรัจจะความเสงี่ยม ขันติเป็นธรรมส่งเสริมความงาม ในที่นี่น่าจะส่งเสริมความงามทางใจและสะท้อนออกมาทางกายด้วย เช่น เมื่อใครมีการว่ากล่าวก้าวล่วงสามารถกำหนดรู้ระงับความโกรธได้ ไม่แสดงอาการเกรี้ยวกราดโต้ตอบ รักษาความปกติของใจมิให้หวั่นไหว รักษาหน้าตาท่าทางให้ปกติ ปล่อยเหตุการณ์ที่น่าจะรุนแรงสงบระงับลงได้อย่างปลอดภัย สภาพเช่นนี้แหละ คือความงามที่ปรากฏในใจ แล้วแสดงออกมาทางกายให้ได้พบเห็น

ในการศึกษาฝึกฝนอบรมเรื่องใหม่ๆ ต้องใช้ความอดทนสูงกว่าจะคุ้นเคย เมื่อฝึกฝนจนชำนาญแล้วต้องอดทนทบทวนเรื่องราวเหล่านั้น เพื่อรักษาความคงที่มิให้คุณภาพลดน้อยถอยลง

พระพุทธเจ้าทรงยกย่องขันติธรรมว่าเป็นยอดแห่งธรรมะ เพื่อการละกิเลสผู้พากเพียรเพื่อเอาชนะกิเลสที่มาขับเคลื่อนใจไปอยู่ในอำนาจของตน พึงถือขันติธรรมให้มั่น จะได้นำไปเผชิญหน้ารบราเผาผลาญกิเลสได้อย่างราบคาบ ดั่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญมาเป็นตัวอย่างนั่นแล

ขันติธรรม เป็นยอดธรรมทั้งเพื่อการพัฒนาบุคลิกภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของปัจเจกชนและขยายไปสู่การอยู่ร่วมกันด้วยสันติในสังคมที่มีความหลากหลายมากมายด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ

วิญญูชนผู้ปรารถนาความงามแห่งชีวิตในทุกขั้นตอน พึงสมาทานขันติธรรมเป็นธรรมประจำตัวเถิด

รณรงค์ ปลูกหญ้าแฝก เฉลิมพระเกียรติฯ ในหลวง มหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

เรื่องเล่าสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

รณรงค์ ปลูกหญ้าแฝก เฉลิมพระเกียรติฯ ในหลวง มหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี

ปัจจุบัน ยังมีปัญหาการชะล้างพังทลายของดินในอัตราสูง เนื่องจากสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเล็งเห็นถึงศักยภาพและความสำคัญของหญ้าแฝกกับการจัดการทรัพยากรดิน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริเกี่ยวกับการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยให้กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักประสานการดำเนินงานกับส่วนราชการต่างๆ เพื่อดำเนินการศึกษา ทดลอง วิจัย และดำเนินการปลูกหญ้าแฝกเพื่อแก้ไขปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน

การดำเนินการจนถึงปัจจุบันมีการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรมและปรากฏผลสำเร็จอย่างชัดเจน สามารถลดการชะล้างและพังทลายของดิน แก้ไขปรับปรุงและฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรม ให้มีความอุดมสมบูรณ์ สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดิน ในฐานะหน่วยงานที่ดำเนินงานเพื่อสนองพระราชดำริด้านอนุรักษ์ดินและน้ำ ได้น้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติ ด้วยการส่งเสริมปลูกหญ้าแฝก เพื่อแก้ไขปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน ในพื้นที่ที่มีความลาดชัน เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้จัดทำ “โครงการรณรงค์ปลูกหญ้าแฝก เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559” ขึ้น

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559 และน้อมนำวิธีปฏิบัติตามแนวทางพระราชดำริด้านการใช้หญ้าแฝก พร้อมกับสร้างจิตสำนึกที่ดีให้กับเกษตรกรในการอนุรักษ์ดินและน้ำ

“ด้วยการให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรม โดยมีเป้าหมายปลูกหญ้าแฝก จำนวน 70 ล้านกล้า พื้นที่ดำเนินการ 76 จังหวัด ทั่วประเทศ ระยะเวลาดำเนินการ ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนธันวาคม 2559”

“เราจะคัดเลือกพื้นที่เป้าหมายและกำหนดแนวทางการดำเนินงาน กำหนดวันรณรงค์ปลูกหญ้าแฝก พร้อมทั้งเชิญเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ ประชาชนทั่วไป และสื่อมวลชน เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเป็นการรณรงค์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงประโยชน์ของหญ้าแฝก และให้ความรู้กับผู้เข้าร่วมโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรดินและน้ำ พร้อมทั้งติดตามผลการดำเนินงาน และส่งเสริมให้เกษตรกรมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องด้วยตนเองต่อไป ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้ว 54 ล้านกล้า” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

ทั้งนี้ คาดว่าโครงการดังกล่าว จะช่วยลดปัญหาการชะล้างพังทลายของดินให้ลดน้อยลง เพิ่มประสิทธิภาพในการดักตะกอนดิน และเพิ่มความชุ่มชื้นในดิน ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมให้มีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มมากขึ้น

ที่สำคัญ เกษตรกรและประชาชนทั่วไปจะได้รับทราบและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่ทรงเป็นผู้ริเริ่มการใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ และปรับปรุงสภาพแวดล้อมในประเทศไทย

นาลโสวินฺทเต สุขํ คนเกียจคร้าน ย่อมไม่พบความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05008010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

จอดป้ายเทคโนฯ

นาลโสวินฺทเต สุขํ คนเกียจคร้าน ย่อมไม่พบความสุข

สุรพงษ์ เจียสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยว่าไทยพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ร่วมสมาชิกภาคีในการลดก๊าซเรือนกระจก พิจารณาการลงสัตยาบรรณภายใต้ข้อตกลงปารีส เร่งจัดทำยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศภาคเกษตร ปี 2560-2564 สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

คมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) แจงผลข้อมูลการผลิตข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2558/59 ในเขตพื้นที่ 4 จังหวัดภาคอีสาน ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิบุรีรัมย์ สุรินทร์ ระบุ เนื้อที่เพาะปลูกโดยรวมลดลงร้อยละ 1.8 ในขณะที่เนื้อที่เพาะปลูกสับปะรดโรงงาน ปี 2558 ของจังหวัดชัยภูมิเพิ่มขึ้นร้อยละ 53

สมาคมนักเรียนเก่าบวรวิทยายน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เชิญชมนิทรรศการศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตบางปะกง ณ โรงเรียนบางปะกง “บวรวิทยายน”(หลังเก่า) ระหว่างนี้ ถึง 15 สิงหาคม 2559

Smart Farmer ทางรอดเกษตรไทย

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการผลการพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ปี2559 “Smart Farmer ทางรอดเกษตรไทย” ณ กรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา

นิเทศก์นักศึกษาฝึกงาน

อาจารย์ภัทราวดี ธีเลอร์(กลาง) อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์…นิเทศก์นักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เมื่อเร็วๆนี้

สมโภชและถวายเทียนพรรษา

คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช เข้าร่วมกิจกรรมสมโภชและถวายเทียนพรรษา เนื่องในวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ณ วัดไตรวิทยาราม อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อเร็วๆ นี้

ปลูกพริกไทย 360หลัก ได้ปีละเกือบ 5แสนที่พิษณุโลก (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ปลูกพริกไทย 360หลัก ได้ปีละเกือบ 5แสนที่พิษณุโลก (ตอนที่ 1)

คุณแดง บุญมี หรือ ลุงแดง เจ้าของไร่พริกไทยสดพันธุ์ซีลอน “ไร่ลุงแดง บ้านเผ่าไทย” บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่8 บ้านเผ่าไทย ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โทร.(084)906-0967 เกษตรกรที่ผันตัวเองจากเดิมที่เคยทำไร่ข้าวโพด ทำนา มาปลูกพริกไทย เพื่อจำหน่ายเป็นพริกไทยสด สร้างรายได้นับแสนบาทต่อปี

ลุงแดงย้อนกลับไปว่าเดิมก็เหมือนเพื่อนเกษตรกรทั่วไปในแถบนี้ที่จะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และทำนาข้าว ได้บ้างไม่ได้บ้างแต่ก็ต้องทำทุกปีซึ่งทำมานานมากแต่ก็ได้เพียงพอใช้จ่าย

เมื่ออายุมากขึ้นก็มองหาพืชชนิดใหม่ที่ทำงานหนักน้อยลง ปลูกครั้งเดียวแต่เก็บเกี่ยวได้นาน

ลุงแดงเล่าว่า เมื่อ 3 ปีก่อนได้เจอเพื่อนเกษตรกรปลูกพริกไทยอยู่จึงได้มีโอกาสพูดคุยเรื่องการปลูกพริกไทยและทราบว่าเป็นพืชที่ปลูกเพียงครั้งเดียวแต่เก็บเกี่ยวได้นานนับ 10 ปี แล้วยังให้ผลผลิตเป็นอย่างดีในพื้นที่โซนนี้

ที่สำคัญราคาพริกไทยสดมีราคาค่อนข้างดีและมีความต้องการมากพอสมควร

ในครั้งแรกลุงแดงได้ขอซื้อพันธุ์กลับมาทดลองปลูกเพียงไม่กี่ต้นเพื่อนำมาทดลอง แต่ผลพบว่าพริกไทยที่นำมาปลูกให้ผลผลิตเป็นอย่างดี ติดผลดก ใช้กินในครัวเรือน แบ่งเพื่อนบ้าน

จากนั้นจึงตัดสินใจปลูกแบบจริงจัง จำนวน 360 หลัก โดยใช้ระยะปลูก ระหว่างต้น 2 เมตรxระหว่างแถว 2.5 เมตร และในปีที่ผ่านมาได้ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 200 หลัก ซึ่งคาดว่าสิ้นปี 2559 น่าจะให้ผลผลิตแล้ว

ในปีหน้าลุงแดง กำลังจะขยายพื้นที่เพิ่มออกไปอีกประมาณ 1,000 หลัก

ลุงแดงเล่าย้อนกลับไปว่า ตอนที่ปลูกพริกไทยครั้งแรกนั้น กว่าจะเตรียมแปลงและระบบน้ำเสร็จราวปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงหน้าแล้งและอากาศหนาว แต่ลุงแดงก็ลองปลูกดู เพราะดูแล้วว่าพริกไทยค่อนข้างทนแล้งได้ แต่ขอให้มีน้ำช่วยก็ปลูกเลย พอปลูกไป

แม้อากาศจะแล้งแต่เมื่อต้นพริกไทยได้น้ำอย่างสม่ำเสมอพบว่าต้นพริกไทยอยู่ได้ แตกยอดมาใหม่ใบเขียว จับมัดขึ้นเสาไปเรื่อยๆจนสูงท่วมหลัก ซึ่งหลักในตอนนั้นใช้เสาสูง 2.50เมตร ฝังเสาลงดินไป 50เซนติเมตร ประมาณ 9 เดือนหลังปลูก ต้นพริกไทยก็ออกดอกเต็มไร่เลย ผลผลิตดีและสูงขึ้นเรื่อยๆ หลังปีที่ 2 ขึ้นมา

ต่อมาก็ลองขยายพันธุ์ดูบ้างก็มีปักชำ โดยตัดกิ่งมาเป็นท่อนๆ ชำในถุงดำแล้วทำกระโจมมุงหลังคาพลาสติกอบไว้สัก 1 เดือน แต่เปอร์เซ็นต์การรอดไม่ค่อยดีนักจะได้ต้นพันธุ์แค่ 50% เท่านั้น ก็มาเปลี่ยนวิธีการขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง

ซึ่งนำขุยมะพร้าวแช่น้ำไว้สัก 1 คืน บีบน้ำให้พอหมาดแล้วยัดใส่ถุงขนาดเล็ก ใช้มีดกรีดถุงผ่าครึ่งถุงนำไปประกบตามข้อพริกไทย เพราะส่วนข้อจะเป็นส่วนที่จะออกราก เพียง 30-45วันรากพริกไทยก็จะเดินเต็มถุง พอรากเปลี่ยนสีจากสีขาวเป็นสีน้ำตาลก็จะเหมาะสมในการตัดส่งขายหรือมาอนุบาลชำลงถุง

แต่มีข้อจำกัดคือสามารถตอนได้เฉพาะหน้าฝนเท่านั้น จึงจะได้ผลดีเกือบ 100% ลุงแดงกล่าว

พื้นที่ปลูก และการลงเสา

ขั้นตอนแรก คือการไถแปรหน้าดิน และปรับสภาพความร่วนซุยของหน้าดิน โดยการไถพรวน เนื่องจากบริเวณแปลงปลูกมีความสูงต่ำไม่เท่ากัน บางส่วนเป็นดิน บางส่วนเป็นดินปนหินกรวด ก็ได้มีการไถพรวน และกำจัดสิ่งกีดขวางออกไปก่อน ประเด็นสำคัญคือ ควรจะมีการไถพรวนเพื่อให้ดินร่วนซุยก่อนเริ่มปลูกเนื่องจากรากของพริกไทยจะขยายออกไปในดิน

ถ้าหากดินมีความร่วนซุย รากก็จะขยายออกไปรอบข้างได้ดี ทำให้ต้นโตไว

ขั้นตอนต่อไปคือการขุดหลุมลงเสา โดยระยะห่างระหว่างเสา คือ 2.5×2.5 เมตร(สาเหตุที่เว้นระยะห่างค่อนข้างมาก เนื่องจากเมื่อต้นโตเต็มที่ จะได้มีพื้นที่สำหรับเข้าไปเก็บผลผลิตหรือตัดหญ้าใส่ปุ๋ย) โดยหลุมที่ขุดมีขนาดกว้าง 15 เซนติเมตร ลึก 10 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ผสมกับสารป้องกันปลวกแมลง (ฟูราดาน)

หลังจากลงเสาเสร็จเรียบร้อย ขั้นตอนต่อไปคือวางระบบน้ำ ทางไร่เลือกใช้ท่อ PE สาเหตุที่ใช้ท่อ PE เนื่องจากทนแดดทนฝนได้ดี เหยียบได้ไม่แตกหัก อายุการใช้งานนานกว่าท่อ PVC โดยท่อใหญ่ที่ต่อจากปั๊มสำหรับจ่ายน้ำแต่ละแถว ใช้ท่อ PE ขนาด 60มิลลิเมตรและต่อเข้าแถวด้วยท่อ PE ขนาด 20mm. 2 bar. จากนั้นส่วนที่ต่อเข้าเสาแต่ละเสาใช้ท่อ PE mini เมื่อเตรียมเสร็จเรียบร้อย ก็จัดการนำต้นพันธุ์ที่เตรียมไว้มาลงปลูกได้เลย

โดยปลูกเสาละ 4 ต้นมัดลำต้นพริกไทยติดกับหลักไว้ เพื่อให้ต้นโตเกาะหลักขึ้นไปเรื่อยๆ

วิธีปลูกและดูแลรักษา

การเตรียมการก่อนปลูกเริ่มจากการเตรียมดินแปลงปลูกจะต้องเป็นพื้นที่ที่มีการระบายน้ำได้ดีปรับพื้นที่ไม่ให้มีสภาพน้ำขังไม่ชื้นแฉะหรือเป็นแอ่งน้ำ

ไถพรวนดินลึก 40-60 เซนติเมตรปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุโดยการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2-3 ตันต่อไร่เพื่อให้ดินสามารถดูดซับธาตุอาหารได้ดีหากดินเป็นกรดควรปรับด้วยปูนขาวหรือปูนโดโลไมต์เพื่อให้ความเป็นกรดน้อยลงตากดิน 15 วันยกแปลงเป็นลอนลูกฟูก

วิธีปลูกปลูกค้างละ 1 หลุมปลูกห่างจากโคนค้าง ประมาณ 15 เซนติเมตรขุดหลุมพรวนรอบเสาผสมดินกับปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกเก่านำกิ่งพันธุ์ที่เตรียมไว้ขุดหลุมปลูกแค่เท่าถุงดินเดิม ปลูกหลุมละ1ต้น รอบเสา 4 ด้านก็จะใช้ทั้งหมด4ต้นต่อเสาให้ปลายยอดเอนเข้าหาค้างหันด้านที่มีราก (ตีนตุ๊กแก) ออกด้านนอกค้างกลบดินให้แน่นรดน้ำให้ชุ่ม

เทคนิคนำกิ่งลงชำถุง

ลุงแดงแนะนำว่า ถ้าได้รับกิ่งพันธุ์แบบตุ้มตอนแกะถุงพลาสติกที่ห่อหุ้มรากออกก่อนอย่างเบามือ พยายามอย่าให้ขุยมะพร้าวที่รากยึดไว้แตกตัดตุ้มโดยใช้กรรไกรหรือมีดคัตเตอร์ตัดเชือกปอที่รัดตุ้มไว้หัวท้ายออกทั้งหมด

เมื่อแกะตุ้มเสร็จก็นำกิ่งพันธุ์ลงถุงดำโดยใส่ดินไปก่อนประมาณครึ่งถุงแล้วค่อยเอากิ่งพันธุ์ส่วนที่เป็นรากวางลงไปกลางถุงเอามืออีกข้างจับยอดไว้ไม่ให้ต้นพันธุ์เอนไปมาแล้วเอามืออีกข้างตักดินใส่ให้เต็มถุงกดดินบริเวณรอบๆกิ่งพันธุ์ให้แน่น

จากนั้นรดน้ำรออีกประมาณ45วันจึงค่อยนำลงปลูกในแปลงปลูก อย่ารดน้ำมากเกินเอาแค่ชื้นพอดี และควรพักต้นพันธุ์ไว้ในที่ร่มรำไรอากาศถ่ายเทได้ดีขั้นตอนก็มีเพียงเท่านี้

พื้นที่วางต้นชำควรวางบนพื้นดินที่มีความชื้นตลอด แต่น้ำไม่ขัง

ข้อควรระวังการชำกิ่ง

ข้อควรระวังที่สำคัญคือ ห้ามนำถุงกล้าพริกไทยวางบนปูนหรือแผ่นพลาสติกใดๆเพราะพริกไทยจะแตกยอดสวยงามให้เห็นในระยะแรกเท่านั้น แต่ต่อมารากจะค่อยๆถูกทำลายด้วยเชื้อรา เช่นเชื้อราไฟทอปทอร่าที่เป็นสาเหตุของโรครากเน่าและจะยืนต้นตายในที่สุดเพราะการระบายน้ำที่ก้นถุงไม่ดีรวมถึงอุณหภูมิบนพื้นผิววัสดุด้วย

การดูแลรักษา

เริ่มจากการใส่ปุ๋ย จะใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งปุ๋ยดังกล่าวจะช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดินให้เหมาะกับการเจริญเติบโตของพริกไทยและช่วยปรับโครงสร้างของดิน ทำให้ดินโปร่งร่วนซุย สามารถดูดซับความชื้นและเพิ่มแร่ธาตุปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15, 8-24-24 และ 12-12-17+Mg ให้พิจารณาเลือกใส่สูตรใดสูตรหนึ่งตามความเหมาะสม เช่น

ปีที่ 1 ใส่ปุ๋ยเคมีประมาณ 300-500 กรัมต่อค้างแบ่งใส่ 3 ครั้งต่อปี หรือตามความเหมาะสม

ปีที่ 2 ใส่ปุ๋ยเคมี 1กิโลกรัมต่อค้างแบ่งใส่ 3 ครั้งหรือตามความเหมาะสม

ปีที่ 3 และปีถัดไปใส่ปุ๋ยเคมี 1.5 กิโลกรัมต่อค้างแบ่งใส่ 3 ครั้งหรือตามความเหมาะสม

ครั้งที่ 1 ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หลังจากเก็บเกี่ยวพริกไทยเพื่อฟื้นความสมบูรณ์ของต้นพริกไทย

ครั้งที่ 2 ปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24 ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนเพื่อเร่งการออกดอกและติดผล

ครั้งที่ 3 ปุ๋ยเคมีสูตร 12-12-17+Mg ประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคมเพื่อบำรุงผล

ส่วนปุ๋ยทางใบและฮอร์โมนบำรุง สามารถใช้ได้ตามความสะดวก ซึ่งช่วยส่งเสริมให้ดีขึ้น

ลุงแดง อธิบายว่า การใส่ปุ๋ยไม่มีสูตรตายตัว คงขึ้นอยู่กับการเจริญเติบโตและระยะของการให้ผลผลิตบนต้นและการสังเกตของเจ้าของไร่

การให้น้ำ

เลือกระบบน้ำตามสภาพแวดล้อมที่ให้พริกไทยได้รับน้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอทั่วทั้งแปลงการให้น้ำแบบร่องต้องปรับพื้นที่ให้เรียบและมีความลาดเท

การใช้มินิสปริงเกลอร์เป็นวิธีที่ประหยัดน้ำกว่า

ระยะเวลาการให้น้ำหลังปลูกควรรดน้ำทุกวันหรือวันเว้นวันเมื่อพริกไทยตั้งตัวได้ลดเหลือ 2-3 วัน ต่อครั้งพริกไทยที่ให้ผลผลิตแล้วควรให้ 3-4 วันต่อครั้งตามสภาพดินฟ้าอากาศ

ในฤดูแล้งอาจประหยัดการให้น้ำโดยการคลุมดินในแปลงปลูกด้วยฟางหรือหญ้าแห้งแต่ในฤดูฝนไม่ควรคลุมดินจนชิดโคนต้นควรเว้นห่างเพื่อไม่ให้โคนต้นชื้นแฉะเกินไปและเกิดโรคเตรียมให้น้ำระบายออกจากแปลงปลูกอย่างรวดเร็วและขณะดินชื้นแฉะไม่ควรเหยียบย่ำในแปลงจะทำให้ดินแน่นทึบรากเสียหายได้

การขึ้นค้าง

หลังจากปลูกพริกไทยได้ประมาณ 30-50 วันพริกไทยจะเริ่มแตกยอดอ่อนให้เลือกยอดอ่อนที่สมบูรณ์ไว้ต้นละประมาณ 3 ยอดที่เหลือตัดทิ้งไปจัดยอดให้เรียงขนานขึ้นรอบค้างอย่าให้ยอดทับกันเพราะจะทำให้ได้ทรงพุ่มที่ไม่ดีใช้เชือกฟางผูกยอดให้แนบติดกับค้างโดยผูกข้อเว้นข้อผูกยอดจนกระทั่งยอดท่วมค้างใช้เวลาประมาณ 10-12 เดือน

กรณีที่ต้องการเลี้ยงเถาเพื่อใช้ทำพันธุ์ขยายพื้นที่ปลูกในปีต่อไปหรือเพื่อจำหน่ายยอดคืนทุน

เมื่อพริกไทยอายุ 1 ปีตัดเถาให้เหลือ 50 เซนติเมตรจากระดับผิวดินเมื่อพริกไทยแตกยอดจัดยอดขึ้นค้างเช่นเดียวกับปีแรกจนกว่าพริกไทยจะสูงเลยค้างไปประมาณ 30 เซนติเมตรให้ผูกไว้บนยอดค้าง

ลุงแดงมุงซาแรนพรางแสง60 เปอร์เซ็นต์ ให้แปลงปลูกพริกไทยใน1ปีแรก โดยอธิบายว่า ปัจจุบันอากาศบ้านเราร้อนมาก การปลูกพริกไทยจึงมีต้นทุนเพิ่ม คือต้องมุงซาแรน เพื่อช่วยพรางแสงให้เพื่อลดความร้อนจากแสงแดดให้ต้นพริกไทยและรักษาความชื้น

แต่หลังจากที่ต้นพริกไทยปลูกไปได้สัก 1ปี ก็จะรื้อซาแรนพรางแสงออกไป เพราะพริกไทยสามารถปรับสภาพได้และทรงพุ่มสูงถึงยอดเสาปูนซึ่งจะมีร่มเงาขึ้นมาทดแทน

การขายผลผลิต

ลุงแดง เล่าว่าตอนนี้พริกไทยสดไม่พอขาย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าที่สั่งเข้ามา ยังมารวมถึงออเดอร์จากบริษัทที่เข้ามาติดต่อที่ต้องการให้จัดส่งวันละหลายๆตัน ให้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 95 บาท

“แต่เราคือที่ไร่กับเพื่อนเกษตรกรที่เริ่มปลูกยังไม่สามารถรวบรวมจำนวนได้มากขนาดนั้นตอนนี้ขายแค่พ่อค้าหลายๆเจ้าก็ไม่เพียงพอ เราต้องจัดสรรแบ่งให้พ่อค้า โดยพยายามไม่ผูกมัดผูกขาดกับพ่อค้าเพียงเจ้าเดียว พ่อค้าบางเจ้าถึงกับช่วยออกค่าเก็บให้เจ้าของไร่เลยทีเดียว อย่างเช่นให้ค่าเก็บกิโลกรัมละ 10 บาท ก็เงินค่าเก็บทั้งเจ้าของไร่และคนงานทีเดียว”

“ราคาก็มีขึ้นลง อย่างหน้าแล้งหรือหน้าร้อนที่ราคาแพง กิโลกรัมละ 250-280 บาทหรือช่วงเวลาถูก คือราวๆช่วงหลังเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ที่พริกไทยออกเยอะ เป็นช่วงฤดูของพริกไทย ก็เฉลี่ยกิโลกรัมละ 50-80บาทแล้วราคาจะมาขยับสูงขึ้นอีกก็หลักร้อยบาทขึ้นไปในช่วงหน้าหนาวคือราวเดือนธันวาคมเป็นต้นไป”

ลุงแดงยังอธิบายเพิ่มว่า พริกไทยเป็นพืชที่ออกดอกติดผลแบบทะวายออกเกือบทั้งปีเฉลี่ยจะออกดอกติดผลราวๆ 5-6 รุ่น จะออกดอกต่อเมื่อมีการแตกยอดใหม่แล้วหลังออกดอกได้สัก 1เดือนก็จะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ หรือถ้าราคาไม่ดี เกษตรกรก็สามารถดึงเวลาไม่เก็บออกจากต้นก็ได้ พริกไทยสามารถอยู่บนต้นได้ 2-3 เดือนทีเดียว แถมยิ่งเก็บช้าน้ำหนักก็ยิ่งดีด้วย

ถือเป็นข้อดีอีกอย่างของการปลูกพริกไทย เกษตรกรรอราคาที่พอใจก็จะเก็บได้ การขายลุงแดงจะขายแบบรวม ไม่คัดแยกเกรด ซึ่งพ่อค้าก็จะเอาไปคัดแยกเกรด เช่นช่อยาว ช่อตรง เม็ดเต็มช่อ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

แต่สำหรับเกษตรกรจะขายแบบคละรวมจะดีกว่า หนึ่งลดขั้นตอน ผลผลิตถูกรับซื้อไปทั้งหมด