แมงลัก…พืชสู้ภัยแล้ง ที่สุโขทัย สร้างรายได้…ไร่ละเป็นหมื่นบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05038010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

เทคโนโลยีการเกษตร

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

แมงลัก…พืชสู้ภัยแล้ง ที่สุโขทัย สร้างรายได้…ไร่ละเป็นหมื่นบาท

เมล็ดแมงลัก หรือชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Hairy Basil Seed เป็นผลิตผลที่ทุกคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ถือเป็นทั้งพืชผักและพืชสมุนไพร เป็นพืชที่มีองค์ประกอบของกรดไขมันจำเป็นสูง ได้แก่ โอเมก้า-3 ถึงร้อยละ 54 โอเมก้า-6 ถึงร้อยละ 22 อีกทั้งมีเยื่อหุ้มเมล็ด (Husk) ที่ให้ใยอาหารหรือไฟเบอร์ที่มีคุณสมบัติดูดซับน้ำได้ถึง 45 เท่าของน้ำหนักแห้ง รับประทานแล้วจึงทำให้อิ่มเร็ว และช่วยลดน้ำหนัก อีกทั้งยังมีสรรพคุณช่วยในด้านการระบาย โดยในแพทย์แผนไทยใช้เป็นยาระบาย

แต่ที่น่าสนใจ คือเป็นพืชที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ แมลงศัตรูพืชรบกวนน้อย รวมถึงการดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก ต้องการน้ำน้อย เป็นพืชที่ทนความแห้งแล้งได้ดีพอควร โดยหลังจากปลูกแล้ว จะให้น้ำเพียง 1-2 ครั้งเท่านั้น

จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รายงานว่า ในปี 2557 ประเทศไทยนำเข้าเมล็ดแมงลักจากประเทศปากีสถาน จำนวน 167 ตัน และมีปริมาณการส่งออก จำนวน 193 ตัน ไปยังประเทศปากีสถาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเยอรมนี เป็นต้น โดยแมงลักที่ส่งออก ต้องเป็นเมล็ดที่สะอาดและไม่มีสารอะฟลาท็อกซินที่เป็นสารก่อมะเร็งปนเปื้อน

ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้จากการปลูกพืชในช่วงวิกฤติภัยแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพและผลผลิตมีคุณภาพปลอดภัยต่อผู้บริโภค ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย จึงได้ดำเนินการส่งเสริมเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดแมงลักคุณภาพสู่เกษตรกรเพื่อทดแทนการทำนาปรังในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย

จากการเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย ทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตได้เพิ่มมากขึ้น ถึงปีละ 280 ตัน สร้างรายได้ให้เป็นอย่างดีและคุ้มค่า มีต้นทุนที่น้อยลง และมีตลาดแน่นอนทั้งภายในและต่างประเทศ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกแมงลักเพื่อผลิตเมล็ดมากขึ้น เนื่องจากราคาที่จำหน่ายได้ค่อนข้างสูง กลายเป็นแรงจูงใจมากกว่าการปลูกพืชชนิดอื่น อีกทั้งยังปลูกและดูแลรักษาง่าย มีโรคแมลงศัตรูรบกวนน้อย และได้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่สูงถึง 140 กิโลกรัม ต่อไร่ ในขณะที่ราคาจำหน่ายมีตั้งแต่กิโลกรัมละ 70-200 บาท ขึ้นอยู่กับช่วงความต้องการของตลาด ส่งผลให้เกิดรายได้แก่เกษตรกรถึงไร่ละ 10,000-20,000 บาท

ผลิตอย่างไรให้ได้คุณภาพ

สำหรับเทคโนโลยีการผลิตที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย ได้เข้าไปส่งเสริมและแนะนำเกษตรกร จะเน้นตั้งแต่ในเรื่องสายพันธุ์ การคัดเลือกพื้นที่ การจัดการดูแลจนถึงการเก็บเกี่ยว

สายพันธุ์ พันธุ์ที่นิยมปลูกเป็นพันธุ์พื้นเมือง มีอายุการเก็บเกี่ยว 120 วันหลังย้ายกล้า ให้ผลผลิตประมาณ 100-140 กิโลกรัม ต่อไร่

ฤดูปลูก จะเริ่มปลูกตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนถึงเดือนตุลาคม และเก็บเกี่ยวช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์

การเลือกพื้นที่ปลูก ควรเลือกพื้นที่ดอน หรือพื้นที่ราบสม่ำเสมอ ไม่ให้น้ำท่วมขังเนื่องจากเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำท่วมขัง หากพื้นที่ไม่สม่ำเสมอควรปรับพื้นที่เสียก่อน หรือควรยกร่องปลูกเพื่อความสะดวกในการให้น้ำและการกำจัดวัชพืช

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม แมงลักสามารถขึ้นได้ทั่วไปในดินทุกชนิด ที่มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี ไม่ชอบที่ลุ่มที่น้ำท่วมขัง และชอบแสงแดดจัด กลางแจ้ง อุณหภูมิที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตประมาณ 25-37 องศาเซลเซียส

การปลูกและดูแลรักษา การปลูกแมงลักต้องมีการเพาะต้นกล้าก่อนที่จะย้ายลงในแปลงปลูก จึงต้องเตรียมดินทั้งแปลงเพาะกล้าและแปลงปลูก โดยควรดำเนินการดังนี้

การเตรียมดินและแปลงเพาะกล้า ควรไถดินให้ลึก 30-40 เซนติเมตร ตากดินไว้ 7-15 วัน แล้วย่อยดินให้ละเอียด ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 10 กิโลกรัม ต่อไร่ แล้วยกแปลงให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตร เตรียมดินให้ละเอียด หว่านเมล็ดพันธุ์ลงไป รดน้ำให้ชุ่มเมื่อต้นกล้าอายุ 20-30 วัน จึงย้ายต้นกล้าลงแปลงปลูก

การเตรียมดินแปลงปลูก ควรไถดิน 2 ครั้ง ไถเปิดหน้าดิน ตามด้วยไถพรวนและตากดินไว้ประมาณ 7-10 วัน เพื่อกำจัดวัชพืชโรคและแมลง เกษตรกรควรปรับพื้นที่แปลงปลูกให้มีความสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ต่ำ

ช่วงการปลูก หากพบว่า ดินไม่มีความชื้นเลยให้นำน้ำเข้าแปลง โดยวิธีปล่อยน้ำท่วมแปลง แล้วทิ้งไว้จนดินหมาด จึงย้ายต้นกล้าลงปลูก ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ระหว่างหลุม 30 เซนติเมตร จำนวน 2 ต้น ต่อหลุม ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 15 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อแมงลักอายุ 30 วัน และเริ่มออกช่อดอกให้พ่นธาตุอาหาร แคลเซียมและโบรอน เมื่อแมงลักอายุ 40-60 วัน ให้น้ำครั้งที่ 2 หลังจากย้ายกล้าปลูก ประมาณ 10-14 วัน พอหมาดอย่าให้น้ำขัง หลังจากนั้นไม่ต้องให้น้ำอีกเลย

แมลงศัตรูและการป้องกันกำจัด ปกติแล้วแมงลักจะมีแมลงศัตรูรบกวนน้อย หากพบจะพบการระบาดของหนอนเจาะสมอฝ้ายอเมริกันมากัดกินช่อดอกในช่วงตั้งแต่อายุ 2 เดือน หลังย้ายกล้า จนกระทั่งติดช่อดอก สามารถป้องกันกำจัด ด้วยการฉีดพ่นสารไตรอะโซฟอส อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อพบการทำลาย และฉีดพ่นห่างกันทุกๆ 7 วัน

การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว ใช้วิธีเก็บเกี่ยวทั้งต้น เมื่อสังเกตว่าช่อดอกเปลี่ยนเป็นสีดำประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นวางตากให้ช่อดอกแห้งในแปลง ที่สำคัญไม่ควรให้ช่อดอกสัมผัสกับดิน เมื่อตากทิ้งไว้ในแปลงประมาณ 2-3 วัน หรือพบว่าช่อดอกแห้งแล้ว นำมามัดรวมกันเป็นฟ่อนวางบนผ้าพลาสติกกลางแจ้ง โดยให้ช่อดอกตั้งขึ้นเป็นเวลา 2-5 วัน หรือจนกว่าช่อดอกจะแห้ง นอกจากนี้ ไม่ควรกองฟ่อนแมงลักสุมทับกันในแปลง เพราะทำให้อุณหภูมิในกองสูง ประกอบกับมีความชื้น ส่งผลทำให้เชื้อรา Aspergillus flavas เจริญเติบโตได้ดี

ในส่วนของการนวดเมล็ด ปัจจุบันมีการใช้เครื่องจักรเป็นหลัก โดยมี 2 รูปแบบ ได้แก่

หนึ่ง การนวดแบบต้องฉีดพรมน้ำที่ช่อดอก และแบบไม่มีการพรมน้ำ ซึ่งการนวดแบบต้องฉีดพรมน้ำก่อนการนวด เมื่อบ่มช่อดอกได้ 6-8 ชั่วโมง นำมานวดกับรถนวด โดยใช้ตะแกรงตาถี่มากกว่าและปรับความเร็วรอบให้สามารถนวดเมล็ดที่เล็กได้ เมื่อได้เมล็ดแมงลักแล้ว จะนำมาตากอย่างน้อย 1 แดด เพื่อลดความชื้นให้เหลือประมาณ 7-8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งช่วยทำให้ง่ายต่อการทำความสะอาด

สอง การนวดด้วยเครื่องนวดที่พัฒนาโดยสถาบันเทคโนโลยีชีวภาพและวิศวกรรมพันธุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การใช้เครื่องนวดแบบนี้จะได้เมล็ดแมงลักที่สะอาด ไม่ต้องนำมาลดความชื้นอีก สามารถนำไปทำความสะอาดได้ทันที

การทำความสะอาดเมล็ด โดยนำเมล็ดที่ได้จากการนวดและตากแดดให้แห้งแล้วมาเข้าเครื่องสี เพื่อกำจัดเศษขยะ เช่น ผง ฝุ่น กระเปาะหุ้มดอก เศษไม้ และสิ่งเจือปนอื่นๆ จากนั้นทำความสะอาดขั้นสุดท้ายโดยวิธีการฝัดอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเมล็ดที่ได้สะอาด

การเก็บรักษาเมล็ด ไม่ควรจำหน่ายเมล็ดทันทีที่นวดเสร็จ โดยหลังจากทำความสะอาดแล้วควรนำเมล็ดที่ได้ไปตากแดดบนลานตาก โดยมีวัสดุรองพื้นปู เช่น ผ้าพลาสติก การตากแดดอย่างน้อยควรใช้เวลาประมาณ 1 วัน เพราะจะสามารถช่วยลดความชื้นของเมล็ดลงได้ เหลือเพียง 6-8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มอายุการเก็บรักษาได้นานถึง 2 ปี

เกษตรกรพอใจ สร้างรายได้ดี

คุณอำพัน ใจทิม เกษตรกรผู้ปลูกแมงลักทดแทนนาปรัง เป็นผู้หนึ่งที่ได้นำเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดแมงลักคุณภาพตามคำแนะนำของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย กล่าวว่า ได้ปลูกแมงลักทดแทนการทำนาปรังในพื้นที่ 12 ไร่ ด้วยเงินลงทุน 35,000 บาท หรือเฉลี่ยไร่ละ 2,917 บาท โดยได้เริ่มปลูกแมงลักในเดือนสิงหาคม และเก็บเกี่ยวในเดือนพฤศจิกายน

ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ประมาณไร่ละ 117 กิโลกรัม จำหน่ายได้ราคากิโลกรัมละ 146 บาท เมื่อหักต้นทุนแล้ว ทำให้มีกำไรเหลือรวม 160,000 บาท

เมื่อเปรียบเทียบกับการทำนาแล้ว คุณอำพัน บอกว่า การทำนาต้องลงทุนไร่ละประมาณ 6,667 บาท หักแล้วจะเหลือกำไรรวมจากพื้นที่ 12 ไร่ เพียง 30,000 บาท

“จากผลที่เกิดขึ้นจึงทำให้คิดว่าจะปลูกแมงลักไปเรื่อยๆ หากยังมีปัญหาขาดแคลนน้ำแบบที่เกิดขึ้นอีก เพราะนอกจากจะลงทุนน้อยแล้วแมงลักยังเป็นพืชที่ดูแลง่าย ไม่ค่อยมีแมลงศัตรูรบกวน ไม่ต้องให้น้ำมาก และหลังจากอายุ 1 เดือน สามารถให้ผลผลิตได้ ลดความเสี่ยงในการประกอบอาชีพได้เป็นอย่างดี ทำให้ในวันนี้เกษตรกรใกล้เคียงต่างหันมาให้ความสนใจและต้องการปลูกแมงลักกันมากขึ้น สำหรับผู้สนใจการปลูกแมงลักนั้นแม้การปลูกการดูแลจะง่าย แต่ในขั้นตอนของการนวดเมล็ดต้องมีความรู้ความเข้าใจ จึงควรที่จะต้องเรียนรู้และศึกษาให้เข้าใจก่อนจะดีที่สุด” คุณอำพัน กล่าวทิ้งท้าย

แมงลัก จึงนับเป็นพืชที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่งในช่วงภาวะภัยแล้งเช่นนี้ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย ตำบลคลองตาล อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย โทร. (055) 681-384 หรือที่ Facebook : ศวพ. สุโขทัย

เรียนรู้ลดต้นทุนข้าว กับ ศพก. ตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ จังหวัดชัยนาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

เทคโนโลยีการเกษตร

ชัด ขำเอี่ยม chinchainat@hotmail.com

เรียนรู้ลดต้นทุนข้าว กับ ศพก. ตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ จังหวัดชัยนาท

“ทุกข์ของเกษตรกรคือทุกข์ของแผ่นดิน” นับว่าเป็นจริงที่ถาวร ดังคำที่ท่าน ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยพูดไว้ เช่นปัจจุบัน ปัญหาดังกล่าวเมื่อไม่รวมถึงปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติแล้ว ปัญหาเรื่องของต้นทุนสูงนับเป็นปัญหาที่สำคัญที่เกษตรกรสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตัวของเกษตรกรเอง ดังนั้น จึงเป็นประเด็นสำคัญที่กรมส่งเสริมการเกษตร เร่งส่งเสริมเรื่องการลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มปริมาณและพัฒนาคุณภาพของผลผลิตการเกษตร โดยจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มผลผลิตการเกษตร” และ “แปลงสาธิต” เพื่อเป็นจุดดูงานด้านการลดต้นทุน เพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิตให้กับเกษตรกรทั่วประเทศ

“จุดประสงค์หลัก” เพื่อให้มีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร สำหรับเป็นแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้แก่เกษตรกร ได้นำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมและมีระบบการผลิตที่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ศพก. ตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ เป็นอีกศูนย์หนึ่งของจังหวัดชัยนาท ที่คัดเลือกเกษตรกรที่มีความรู้ความสามารถในการเป็นวิทยากรเกษตรกร และมีความเสียสละเวลา และใช้สถานที่ของตัวเองเป็นแปลงเรียนรู้ ร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอจัดทำฐานการเรียนรู้ต่างๆ พร้อมหลักสูตรการเรียนรู้

คุณขวัญชัย แตงทอง วิทยากรเกษตรกรวัย 50 ปี ประธานศูนย์ ศพก. ตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ เลขที่ 25 หมู่ที่ 9 ตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท กล่าวย้อนไปในอดีตว่า มีที่ทำกินทั้งหมด 54 ไร่ โดยแบ่งเป็นทำนา 25 ไร่ ทำสวนผลไม้ 10 ไร่ ปลูกผักสวนครัวรวม 4 ไร่ ทำไร่อ้อย (จำหน่ายเป็นอ้อยพันธุ์) พื้นที่ปลูก 7 ไร่ นอกจากนั้น ยังเลี้ยงไก่พื้นเมือง 100 กว่าตัว ขุดบ่อเพื่อพักน้ำและเลี้ยงปลาพื้นที่ 3 งาน เป็นหมอดินอาสาประจำตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท จากการทำนาที่ใช้สารเคมีส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ จึงสนใจการป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน จากสำนักงานเกษตรอำเภอหันคา สถานีพัฒนาที่ดินชัยนาท และศึกษาจากสื่อต่างๆ จึงนำความรู้ปฏิบัติในแปลงนาของตนเอง เพราะตระหนักถึงพิษภัยของสารเคมีที่ใช้จะทำลายตนเองและผู้อื่น ทำให้ลดต้นทุนการผลิตจากการซื้อสารเคมีป้องกันและกำจัดโรค-แมลงศัตรูพืช ปุ๋ยเคมี ตนเองมีสุขภาพดีขึ้น มีเวลาเพียงพอที่จะทำงานอื่นๆ ร่วมกับการบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่ทางราชการ เพราะไม่ต้องไปกังวลเฝ้าระวังศัตรูของข้าว เนื่องจากแปลงนามีความสมดุลทางธรรมชาติ สามารถควบคุมกันเองได้อย่างกลมกลืน เทคนิคและวิธีการผลิตให้ข้าวปลอดภัยจากสารพิษ

การทำนาแบบลดต้นทุนต้องไม่เผาฟาง และมีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

1. หลังจากการเก็บเกี่ยวข้าว ให้กระจายฟางให้ทั่วแปลงนา หลังจากนั้น ใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ (จุลินทรีย์หน่อกล้วย) 5 ลิตร/ไร่ หลังจากการฉีดพ่นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ไขน้ำเข้าแปลงนาให้ทั่ว หลังจากนั้น ใช้รถย่ำให้ซังและฟางข้าวจมน้ำหรือจะไถเลยก็ได้ ถ้าไถเสร็จให้ย่ำทิ้งไว้ ประมาณ 7 วัน ก่อนทำเทือกปรับสภาพพื้นที่เรียบสม่ำเสมอ หลังเสร็จสิ้นการทำเทือก ชักร่องระบายน้ำ

2. การเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว แช่ข้าว อัตรา 15 กิโลกรัม/ไร่ โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ 100 ซีซี/น้ำ 150 ลิตร โดยใส่น้ำ 150 ลิตร ในถังขนาด 200 ลิตร แล้วเทปุ๋ยอินทรีย์น้ำ 100 ซีซี ลงในน้ำกวนให้เข้ากัน ก่อนเทข้าวลงในถังแช่ 12 ชั่วโมง หลังจากนั้น เอาข้าวขึ้นใส่กระสอบหรือกองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า สูงประมาณ 30 เซนติเมตร แล้วเอากระสอบคลุมบ่มไว้ 20-24 ชั่วโมง ข้าวจะเริ่มงอกพร้อมที่จะหว่านลงนา

3. การดูแลรักษา หลังจากหว่านข้าวได้ 3-4 วัน ให้เริ่มไขน้ำเข้านาแต่อย่าให้น้ำท่วมยอดข้าว ในช่วง 7-15 วัน อย่าให้น้ำแห้งเด็ดขาดเพื่อควบคุมวัชพืช (ในขณะไขน้ำเข้านาให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ พด.2 ที่ทำจากหอยเชอรี่ประมาณ 5 ลิตร/ไร่ ปล่อยไปกับน้ำที่ไขเข้าแปลงนา)

4. ข้าวอายุ 25-30 วัน ใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน แต่ควรระวังอย่าใส่ปุ๋ยที่ปริมาณไนโตรเจนสูง เพราะจะทำให้เกิดโรคและแมลงระบาด ในช่วงข้าว 20-40 วัน ใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากหอยเชอรี่หรือปลา หรือผักที่มีข้อปล้อง เพื่อการเร่งโต การใช้ 30-40 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ในการฉีดพ่น ควรฉีดพ่นประมาณ 1-3 ครั้ง ห่างกัน 10-15 วัน สามารถใช้สมุนไพรป้องกันเชื้อราร่วมด้วยได้ พบว่าการฉีดพ่น 2-3 ครั้ง จะดีที่สุด เมื่อข้าวอายุ 45-55 วัน ให้เริ่มใส่ปุ๋ยเคมีที่มีธาตุไนโตรเจน เช่น 46-0-0 หรือ 30-0-0, 21-0-0 ไร่ละ 10-15 กิโลกรัม/ไร่ แล้วแต่สภาพพื้นที่ เนื่องจากมีเครื่องปั้นเม็ดปุ๋ยอินทรีย์ จึงใช้ปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ดแทนปุ๋ยเคมี และข้าวระยะนี้จะใช้ฮอร์โมนไข่ 5-10 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร + ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ผัก ผลไม้แก่ สุก 30-50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร + ฮอร์โมนนมสด 30-50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร สามารถผสมสมุนไพรป้องกันเชื้อรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร เมื่อข้าวอายุ 60-70 วัน ฉีดพ่นอีกครั้ง แต่อย่าให้เกิน 80 วัน ในการพ่นช่วง 70 วัน ขึ้นไปให้พ่นก่อนเวลา 08.00 น. หรือฉีดพ่นในช่วงเย็น

คุณขวัญชัย กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า แปลงสาธิตกำลังเป็นที่สนใจของเกษตรกรข้างเคียง หลังจากชักชวน (แต่ไม่ได้ความสนใจในช่วงแรก) ให้ทำและใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ให้ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ที่นับวันจะมีราคาสูง เกิดผลกระทบข้างเคียง โดยเฉพาะโรคและแมลงระบาด ทำให้ต้องใช้สารเคมีควบคุมและกำจัด อันเป็นการสร้างให้เกิดมลพิษทั้งต่อตนเอง สภาพแวดล้อม และผู้บริโภค ปัจจุบันยังได้นำมาใช้ร่วมกับปุ๋ยหมักในแปลงผัก (ผักชีฝรั่ง) ปลอดสารพิษ และผลิตเชื้อจุลินทรีย์ เพื่อควบคุมเชื้ออันเป็นสาเหตุของโรคพืชด้วยสารเร่ง พด.3 มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยเป็นแปลงสาธิตการปรับปรุงบำรุงดินและพัฒนาที่ดินในรูปแบบต่างๆ ทั้งการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ การผลิตเชื้อจุลินทรีย์เพื่อควบคุมเชื้ออันเป็นสาเหตุของโรคพืช การใช้ประโยชน์ที่ดินและน้ำอย่างคุ้มค่า เป็นจุดเรียนรู้ และศึกษาดูงาน

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (081) 727-9604

เมล็ดพันธุ์ดีๆ ที่ธรรมชาติประทานให้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

เมล็ดพันธุ์ดีๆ ที่ธรรมชาติประทานให้

ปัจจุบัน ประเทศไทยเข้าสู่สถานการณ์การผูกขาดด้านพันธุกรรม ทั้งพืชไร่และพืชสวน บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเมล็ดพันธุ์ทั้งสัญชาติไทยและต่างชาติ ได้เข้ามาตั้งฐานการผลิต วิจัยปรับปรุง พัฒนาพันธุกรรมกันอย่างจริงจังในประเทศไทย ด้วยเหตุปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาพันธุ์ เช่น ฐานทรัพยากรพันธุกรรมท้องถิ่นที่หลากหลาย สภาพภูมินิเวศที่เหมาะสม หรือนโยบายจากทางภาครัฐที่ส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านพันธุกรรม ซึ่งมีการประเมินว่า ธุรกิจการค้าเมล็ดพันธุ์ในประเทศไทยมีมูลค่าสูงกว่าหมื่นล้านบาท และกำลังขยายบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อบริษัทข้ามชาติ ยักษ์ใหญ่ระดับโลกเข้ามาตั้งฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทรัพยากรพันธุกรรมภายในประเทศถูกนำมาใช้ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของบริษัทยักษ์ใหญ่ ปรับเปลี่ยนให้เป็นพันธุ์ลูกผสมหรือพยายามทำให้เป็นพันธุ์ตัดแต่งพันธุกรรม และจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในราคาที่สูงกว่าพันธุ์พื้นบ้าน ลดการพึ่งตนเองของเกษตรกรเรื่องพันธุกรรม เนื่องจากพันธุ์ลูกผสมมีข้อด้อยที่ว่าไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เป็นพันธุ์ต่อในรอบการผลิตถัดไปได้ หรือแม้แต่เทคโนโลยีการตัดแต่งพันธุกรรมเอง ก็มีเรื่องของสิทธิบัตรพันธุ์พืชเข้ามาควบคุมไม่ให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ประโยชน์ต่อได้ เมื่อเกษตรกรไม่สามารถเก็บรักษาปรับปรุง พัฒนาพันธุกรรมเองได้ก็เท่ากับว่าความรู้ภูมิปัญญาในการจัดเก็บรักษาและใช้ประโยชน์จากพันธุกรรมท้องถิ่นสูญหายไปด้วย เมื่อเกษตรกรไม่สามารถควบคุมหัวใจหลักในการเพาะปลูกได้ก็เท่ากับว่าเกษตรกรเป็นเพียงผู้รับจ้างปลูกเท่านั้น ความรู้ภูมิปัญญาดั้งเดิมถูกถอดออกจากระบบการผลิต ปรับเปลี่ยนมาใช้วิธีการผลิตตามแบบฉบับอุตสาหกรรมการเกษตรที่ต้องพึ่งปัจจัยการผลิต เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมี สารปราบวัชพืช รวมทั้งการตลาด จากระบบอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์

ทางกลุ่มเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านได้เห็นสภาพปัญหาเรื่องการพยายามเข้ามายึดครองทรัพยากรพันธุกรรมของทุนอุตสาหกรรมเกษตร จากมือเกษตรกร ตัดขาดวิถีวัฒนธรรมการผลิตการพึ่งตนเองเรื่องพันธุกรรม แรงงาน การค้า ส่งเสริมให้ปลูกพืชเชิงเดี่ยวเก็บเกี่ยวพร้อมกัน ขายพร้อมกัน ส่งผลให้ราคาสินค้าต่ำ เพราะสินค้าเกษตรออกมามากในช่วงเดียวกัน กดทับไม่ให้กระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรและชุมชนที่มีความหลากหลายของฐานพันธุกรรมได้เติบโต ด้วยกระบวนการทางกฎหมายพันธุ์พืช กฎหมายพาณิชย์และความเป็นนักวิชาการเกษตรตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัย โดยไม่คำนึงถึงประสบการณ์วิชาชีพที่เกษตรกรผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน พันธุกรรมพื้นบ้านจะถูกคุกคามยึดครองเข้าไปอยู่ในมือของบริษัทอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ กอบโกยผลประโยชน์จากความหลากหลายสายพันธุ์พืชท้องถิ่นโดยการต่อยอดทางพันธุกรรมปรับปรุงเล็กน้อย นำไปขึ้นทะเบียนเป็นสายพันธุ์ใหม่ หากใครจะนำไปใช้ต้องซื้อหาด้วยเงินเท่านั้น ตัวอย่างเช่น กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเขตอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ พัฒนาศักยภาพตนเองจนสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำหน่ายให้เกษตรกรทั่วไปได้ใช้ประโยชน์ แต่กลับไม่ได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานใดๆ ของทั้งภาครัฐและเอกชน มิหนำซ้ำเกษตรกรเหล่านั้นยังถูกจับดำเนินคดีทางกฎหมายพันธุ์พืช เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์เมล็ดพันธุ์ในบ้านเราตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของบริษัทอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ จึงจำเป็นที่จะต้องฟื้นฟูอนุรักษ์ส่งเสริมวิถีภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวเนื่องกับการจัดการการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้มาอยู่ในวิถีชีวิตระบบการผลิตของเกษตรกรเพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและฐานทรัพยากรความมั่นคงทางอาหารให้อยู่กับประเทศไทยต่อไป

กำเนิดกลุ่มเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน

ประมาณปี 2553 ทางกลุ่มเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านได้ศึกษารวบรวมข้อมูลด้านพันธุกรรมพื้นบ้าน และต่อยอดแตกประเด็นมาจากแผนงานความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมให้เกิดการรวบรวมสายพันธุ์พืชพื้นบ้านและทำการปลูก ปรับปรุง พัฒนา คัดเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ของตนเอง แสวงหาแนวร่วมจากพื้นที่ต่างๆ ภายในประเทศเข้ามาทำงานร่วมกันภายใต้เครือข่ายอิสรภาพทางพันธุกรรม ขณะนี้เครือข่ายอิสรภาพทางพันธุกรรมรวบรวมสายพันธุ์พืชพื้นบ้านไว้ได้ประมาณ 150 สายพันธุ์จากทั่วประเทศ และสามารถปลูก ปรับปรุง พัฒนา คัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ตนเอง จัดตั้งศูนย์พันธุกรรมชุมชนแจกจ่าย ช่วยเหลือเกษตรกรและผู้บริโภคที่ประสบภัยพิบัติ เช่น การทำโครงการผ้าป่าพันธุกรรมพื้นบ้านฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมในปลายปี 2554 จนถึงปัจจุบัน รวมถึงเป็นตลาดทางเลือกของเกษตรกรและผู้บริโภคที่สนใจปลูกพืชด้วยเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านเพื่อเก็บรักษาสายพันธุ์ไว้ใช้เองต่อไป สนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกร ชุมชนแต่ละกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านอินทรีย์ขายในท้องถิ่นโดยการรับรองคุณภาพจากเครือข่ายอิสรภาพทางพันธุกรรม มีมาตรฐานคุณภาพของเครือข่ายอิสรภาพทางพันธุกรรม รับรองตรวจสอบกันเองและผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมรับรองมาตรฐานให้กับแต่ละท้องที่ต่อไป โดยกลุ่มเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านจะดำเนินการหลักเป็นผู้ประสานงานเครือข่ายอิสรภาพทางพันธุกรรม มีพื้นที่ทำงานฐานพันธุกรรม คือ BioThai Seed Exchange เป็นฐานพันธุกรรม และจัดอบรม สัมมนา ให้ความรู้กับสมาชิกเครือข่ายอิสรภาพทางพันธุกรรมตามขั้นตอน เช่น วิธีการผลิตพันธุ์พืช การจัดเก็บพันธุ์พืช การเก็บรักษาพันธุ์พืชพื้นบ้านอย่างถูกต้อง โดยร่วมมือกับเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกและนักวิชาการที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน เช่น มูลนิธิข้าวขวัญ และประสานงานกลุ่มเมล็ดพันธุ์พันธุ์พื้นบ้านออกบู๊ธเผยแพร่พันธุกรรมพื้นบ้านกับผู้บริโภค ในงานมหกรรมอาหารและสุขภาพวิถีไทย และงานมหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้าน

การเก็บเมล็ดพันธุ์

รวบรวมเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านจากเกษตรกร ชุมชนท้องถิ่นแต่ละพื้นที่ภายใต้เครือข่ายอิสรภาพทางพันธุกรรม แผนงานสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารเพื่อสุขภาวะ สำรวจ ตรวจสอบตัวเองว่ามีพันธุกรรมอะไรอยู่ในมือ แล้วนำมาปลูกคัดเลือกขยายพันธุ์และนำมาแลกเปลี่ยนกันในงานมหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้าน และงานสมัชชาวิชาการความมั่นคงทางอาหาร กระจายสายพันธุ์ของแต่ละท้องถิ่นไปสู่มือเกษตรกรของแต่ละภูมิภาคนำกลับไปปลูก คัดพันธุ์และนำมาแลกเปลี่ยนกันในโอกาสต่างๆ ของเครือข่ายอิสรภาพทางพันธุกรรม เมื่อมีกิจกรรมทางด้านความมั่นคงทางอาหาร นำพันธุกรรมมาแลกเปลี่ยนกันทั้งสายพันธุกรรมและชุดความรู้การผลิต การปลูกและปัญหาในแต่ละพื้นที่เพื่อพัฒนาองค์ความรู้เรื่องการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้มีมาตรฐานเท่าเทียมกันเพื่อพัฒนาให้แต่ละกลุ่มสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองและแจกจ่ายแลกเปลี่ยน รวมถึงแบ่งจำหน่ายให้เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจเป็นทางเลือกการปลูกพืชจากเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน

คุณสุบิน ฤทธิ์เย็น นักสังคมศาสตร์ ผู้ผันตัวมาเป็นเกษตรกรผู้ทำนาและผักอินทรีย์ แห่งอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก และเป็นผู้ประสานงานเครือข่ายอิสรภาพทางพันธุกรรม กลุ่มเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน กล่าวให้ฟังว่า “กลุ่มเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน หรือ BioThai Seed Exchange อยู่ภายใต้แผนงานสนับสนุนของมูลนิธิชีววิถี ได้ก่อตั้งกลุ่มเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน ด้วยความตระหนักถึงคุณค่าของเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน โดยมีเครือข่ายจากจังหวัดฉะเชิงเทรา อุทัยธานี สิงห์บุรี พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช และจังหวัดพิษณุโลก ทำการอนุรักษ์เก็บรักษาพืชพรรณท้องถิ่นไว้เพื่อปลูกเอง แจกจ่าย แลกเปลี่ยน และจำหน่ายแก่ผู้สนใจ”

การจำหน่ายให้แก่ผู้สนใจส่วนใหญ่จะเป็นการออกบู๊ธกิจกรรมงานทางสังคมและให้ความรู้เรื่องเกษตรกรรมยั่งยืนกับความมั่นคงทางอาหาร เช่น งานวันสมุนไพรแห่งชาติ งานวันเกษตรอินทรีย์ ที่เมืองทองธานี และผ่าน facebook.com/SeedExchange แลกเปลี่ยนพันธุกรรมพื้นบ้านเป็นหลัก และอีกส่วนหนึ่งสามารถหาซื้อได้ที่ ร้านพลังบุญ ถนนเกษตรนวมินทร์ กรุงเทพฯ

เมล็ดพันธุ์พื้นบ้านที่ปลูกด้วยระบบเกษตรอินทรีย์สามารถตอบสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์ได้ดี เช่นเดียวกับเมล็ดพันธุ์ที่ปลูกด้วยเกษตรเคมีก็สามารถเจริญเติบโตได้ดีในระบบเกษตรเคมี การนำเมล็ดพันธุ์ในระบบเคมีมาปลูกในระบบอินทรีย์ถือว่าผิดฝาผิดตัว เกษตรกรที่เพาะปลูกในระบบอินทรีย์จำเป็นที่จะต้องเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เอง เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ที่เก็บในแปลงของตัวเองจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในผืนดินกำเนิดของตัวเองยิ่งกว่าเมล็ดพันธุ์ชนิดเดียวกันที่มาจากต่างถิ่น ถึงแม้จะอยู่ในระบบเกษตรอินทรีย์ด้วยกันก็ตาม

กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านโพนแพง จังหวัดกาฬสินธุ์ เจ้าของรางวัล กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่น ประจำปี 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

เกษตรกรดีเด่น

วริศรา ทรัพย์เกษม

กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านโพนแพง จังหวัดกาฬสินธุ์ เจ้าของรางวัล กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่น ประจำปี 2559

ในเดือนพฤษภาคมถือเป็นเดือนที่เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน และเป็นระยะเริ่มต้นของฤดูการทำนา ซึ่งในแต่ละปีทางสำนักพระราชวังจะมีการประกาศกำหนด “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” หรือที่เรียกว่า “พิธีแรกนาขวัญ” เป็นพระราชพิธีโบราณที่สืบทอดกันมาช้านาน นับตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดขึ้นเพื่อสร้างความเป็นสิริมงคลแก่กระบวนการผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารของประเทศ โดยมุ่งบำรุงขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกรชาวไร่ชาวนาเมื่อเข้าสู่ต้นฤดูกาลเพาะปลูกในแต่ละปี นับแต่โบราณจวบจนปัจจุบัน

คุณอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2559 จัดขึ้น ในวันที่ 8-9 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา โดยในปีนี้ กรมการข้าว ได้ขอพระราชทานพันธุ์ข้าวทรงปลูกในฤดูนาปี 2558 ทั้งข้าวนาสวนและข้าวไร่ที่มีคุณลักษณะและความโดดเด่นในด้านต่างๆ จำนวน 10 พันธุ์ รวมน้ำหนักเมล็ดพันธุ์ข้าวทั้งสิ้น 2,667 กิโลกรัม

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2559 เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นการยกย่องประกาศเกียรติคุณ พร้อมทั้งเผยแพร่ผลงานให้สาธารณชนทั่วไปได้รู้จักและยึดถือเป็นแบบอย่างในแนวทางการปฏิบัติ มีรายชื่อดังนี้

– เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2559 สาขาอาชีพทำนา ได้แก่ คุณสันทัด วัฒนกูล เลขที่ 234 หมู่ที่ 1 ตำบลทัพทัน อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี

– กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่น ประจำปี 2559 ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านโพนแพง จังหวัดกาฬสินธุ์ เลขที่ 71 หมู่ที่ 8 ตำบลดินจี่ อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์

– ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนดีเด่น ประเภทข้าวหอมมะลิ ประจำปี 2559 ได้แก่ ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนบ้านดงลิง จังหวัดกาฬสินธุ์ หมู่ที่ 11 ตำบลเจ้าท่า อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์

– ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนดีเด่น ประเภทข้าวอื่นๆ ประจำปี 2559 ได้แก่ ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลงิ้วราย จังหวัดพิจิตร เลขที่ 173 หมู่ที่ 1 บ้านต้นชุมแสง ตำบลงิ้วราย อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร

กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่น ประจำปี 2559

การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการลดการสูญเสียจากกระบวนการผลิต เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพมาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาด ทำให้ชาวนาผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ขายได้ราคา เพื่อยกระดับชาวนาไทยให้สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพมาใช้ในกระบวนการทำนาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่นเดียวกับการบริหารจัดการของ กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านโพนแพง จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ประสบความสำเร็จจนได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็น กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่น ประจำปี 2559

คุณเคน ปูนาสี ประธานกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านโพนแพง เล่าว่า เมื่อปี 2554 ตนและชาวบ้านได้รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มขึ้นมา มีสมาชิก 190 ราย ในพื้นที่ 2,690 ไร่ ด้วยวิสัยทัศน์ที่ว่า “เราจะผลิตเมล็ดพันธุ์ ที่เป็นเลิศด้านคุณภาพ ปริมาณ เสริมสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง” โดยมีความคิดที่อยากจะนำเทคโนโลยีเหมาะสมกับพื้นที่และสภาพแวดล้อมมาใช้ เริ่มแรกได้ประดิษฐ์เครื่องหยอดข้าวแห้งขึ้นมาใช้ประกอบติดกับรถไถเดินตาม ต่อมาได้พัฒนาเครื่องนวดข้าวขนาดเล็ก นวดได้ 1,200 กิโลกรัม/วัน เพื่อช่วยลดต้นทุนและลดพันธุ์ปน ทำให้เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้มีคุณภาพดี

“กลุ่มของเรามีแนวคิดมุ่งสู่ความสำเร็จแบบมีส่วนร่วม เพื่ออยู่ได้อย่างมั่นคง โดยวางแผนปฏิบัติอย่างมีระบบ จัดตั้งคณะกรรมการบริหารงานด้านต่างๆ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เชื่อมโยงเครือข่าย เสริมสร้างรายได้ สร้างยุวชนสืบสานอาชีพทำนา อนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านให้เป็นแหล่งเรียนรู้และต้นแบบการผลิต”

ด้านการบริหารจัดการพื้นที่ ได้มีการจัดหาแหล่งน้ำโดยขุดสระ ขุดลอกคลอง และลดต้นทุนการผลิตโดยทำนาดำและนาหยอด เพื่อลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ ผลิตปุ๋ยใช้เองเพื่อลดค่าใช้จ่าย ได้แก่ ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปลูกพืชปุ๋ยสด และไถกลบตอซัง นอกจากนี้ ยังประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ขอรับการสนับสนุนการขุดสระน้ำและถังน้ำหมักปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ปุ๋ยคอก สร้างโรงปุ๋ยชีวภาพ ศาลาอเนกประสงค์ ลานตากเมล็ดพันธุ์ ศูนย์เรียนรู้และศูนย์บริการชาวนา พันธุ์ปลาน้ำจืดเลี้ยงในอ่างเก็บน้ำหมู่บ้าน

กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านโพนแพง เน้นให้สมาชิกยึดหลักขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด ดำรงตนตามแบบเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการบริหารจัดการของคณะกรรมการ 4 คณะ คือ คณะกรรมการบริหารกลุ่ม คณะกรรมการตรวจแปลงขยายพันธุ์ คณะกรรมการตรวจสอบเมล็ดพันธุ์ และคณะกรรมการจัดการรวบรวมผลผลิต แต่ละคณะมีบทบาทในการวางแผนจัดทำแปลง การควบคุมแปลงผลิตของสมาชิกให้ได้มาตรฐาน มีการรายงานผลการตรวจแปลง บริหารการใช้อุปกรณ์การผลิตเมล็ดพันธุ์ และประสานงานการตรวจตัดสินแปลงกับเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอย่างสม่ำเสมอ

“ด้วยการมีระบบการจัดการผลผลิตที่ดี โดยเมล็ดพันธุ์ส่วนเกินจากการจำหน่ายให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนำไปบรรจุกระสอบจำหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีในชุมชนและกระจายไปยังเครือข่าย ทำให้ได้ผลผลิตข้าวขาวดอกมะลิ 105 ฤดูฝน ปี 2556-2558 รวม 3 ฤดู เป้าหมายรวมอยู่ที่ 2,519.44 ตัน สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ดีได้ตามเป้าหมาย คือผลิตได้ 2,581.41 ตัน คิดเป็นร้อยละ 102.46 ของเป้าหมาย”

กลุ่มให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของสมาชิกในกิจกรรมของกลุ่ม เช่น การประชุมจัดทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ให้แก่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว เข้าร่วมโครงการหมู่บ้านส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ในโครงการศูนย์เรียนรู้เรื่องข้าวในโรงเรียน ตั้งแต่การหยอดข้าวแห้ง การปักดำ ทำนาแบบประณีต ตัดพันธุ์ปน ลงแขกเกี่ยวข้าว จนถึงการนวดข้าว เพื่อเรียนรู้การปลูกข้าวอย่างครบวงจรผ่านศูนย์เรียนรู้และศูนย์บริการชาวนา ซึ่งจัดตั้งขึ้น 4 ศูนย์ คือ ศูนย์เรียนรู้วิสาหกิจชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ศูนย์เรียนรู้โรงปุ๋ยชีวภาพ ศูนย์เรียนรู้โรงสีข้าว และศูนย์เรียนรู้กลุ่มย้อมคราม นอกจากนี้ สมาชิกหลายคนยังมีบทบาทในการเป็นคณะกรรมการของหมู่บ้านด้านต่างๆ เช่น กลุ่มโรงปุ๋ยชีวภาพ กลุ่มเครื่องจักรกล กลุ่มรถนวด กลุ่มโรงสีข้าว กลุ่มเครื่องจักสาน และกลุ่มผู้เลี้ยงโค เพื่อดูแลรักษาผลประโยชน์ของสมาชิก เสริมสร้างรายได้ และเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน

ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการป้องกันและรักษาดิน โดยรณรงค์ลดการเผาตอซังและฟางข้าว นำจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังมาใช้ในการกำจัดข้าวเรื้อ และส่งเสริมให้สมาชิกใช้ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยอินทรีย์ควบคู่กับปุ๋ยเคมี ทั้งนี้ได้มีการอบรมสมาชิกให้เป็นผู้อารักขาข้าวหรือมิสเตอร์ไรซ์ เรียนรู้แมลงที่เป็นประโยชน์และแมลงศัตรูข้าว ให้สามารถสำรวจระบบนิเวศในนาข้าวและตรวจนับแมลงเพื่อประเมินการระบาดของศัตรูข้าวในพื้นที่ เน้นป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน โดยใช้สารชีวภาพแทนสารเคมี ใช้น้ำส้มควันไม้ น้ำหมักสะเดา ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาและบิวเวอเรียมาช่วยควบคุมเชื้อราและแมลงในนาข้าว

ท่านที่สนใจอยากเรียนรู้วิธีการบริหารจัดการการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านโพนแพง สามารถสอบถามไปได้ที่ คุณเคน ปูนาสี ประธานกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านโพนแพง เลขที่ 71 หมู่ที่ 8 ตำบลดินจี่ อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ โทรศัพท์ (088) 329-2535

คมสันต์ แสนทวีสุข คนอุบลฯ เพาะเห็ดขาย สร้างรายได้ เดือนละ 5 หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05051010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

เทคโนโลยีการเกษตร

กิตติภณ เรืองแสน

คมสันต์ แสนทวีสุข คนอุบลฯ เพาะเห็ดขาย สร้างรายได้ เดือนละ 5 หมื่น

เห็ด เป็นพืชชั้นต่ำจำพวกเชื้อรา เป็นอาหารประเภทผักที่ไม่มีไขมัน มีการเจริญเติบโตเป็นสายใย มีรูปร่างสวยงามแตกต่างกันไป และเห็ดก็เป็นแหล่งอาหารโปรตีนจากธรรมชาติ อุดมไปด้วยวิตามิน จึงให้คุณค่าทางโภชนาการ และมีสรรพคุณทางยา ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย และช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากโรคร้ายต่างๆ เช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน และความดันโลหิตสูง เบาหวาน เป็นต้น ในปัจจุบันยังพบว่า เห็ด ให้คุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างมากมาย มีผู้เพาะเห็ดขาย สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยเลยทีเดียว

คุณคมสันต์ แสนทวีสุข หนุ่มโสด ชาวไร่ วัย 30 ปีเศษๆ แห่งเมืองอุบลราชธานี เป็นอีกผู้หนึ่งที่หันมาเพาะเห็ดขาย จนมีรายได้อย่างน่าพอใจ ซึ่งเมื่อก่อนคุณคมสันต์ได้ผ่านการประกอบอาชีพต่างๆ มานับไม่ถ้วน ทั้งเป็นช่าง ทั้งทำนา ทำไร่มัน ค้าขาย ทำค่ายมวย แต่ก็ไม่รวยสักที จนกระทั่ง ต้นปี พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา จึงได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการเพาะเห็ดนางฟ้าและเห็ดขอน เพื่อเพาะเห็ดขาย รายได้จึงทะลักเข้ามาอย่างน่าพอใจ จากที่เคยตระเวนขายไปเรื่อยๆ ด้วยตัวเอง ก็เปลี่ยนมาเป็นนั่งขายอยู่ที่ฟาร์ม หรือบางทีมีลูกค้าสั่งเป็นจำนวนมากๆ ก็นำส่งถึงที่ มาถึงตอนนี้ใครๆ ต่างก็เรียก เสี่ยเหน่ง

คุณคมสันต์ หรือ เสี่ยเหน่ง เล่าให้ฟังว่า ตนมีอาชีพหลักคือ ทำไร่มัน ในปัจจุบันนี้หันมาเพาะเห็ดขายด้วย โดยฟาร์มเห็ดของตน มีชื่อว่า ฟาร์ม ส. เทพพิทักษ์ ตั้งอยู่ที่บ้านของตนเอง คือ บ้านเลขที่ 220 หมู่ที่ 6 ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เพิ่งทำมาได้ 1 ปีเศษๆ โดยมีญาติพี่น้องคอยช่วยดูแลอยู่ 2-3 คน เห็ดที่คุณคมสันต์เพาะขายก็มี เห็ดขอนขาว และเห็ดนางฟ้าภูฏาน นอกจากจะขายดอกเห็ดสดๆ แล้ว คุณคมสันต์ยังจำหน่ายหรือขายก้อนเห็ดอีกด้วย สำหรับเรื่องตลาดรองรับนั้นสบายมาก เพราะในปัจจุบันมีลูกค้ามาซื้อถึงฟาร์ม และยังมีขาประจำจากตลาดเจริญศรีมาสั่งซื้อคราวละมากๆ คุณคมสันต์ก็ขายส่ง และนำส่งให้ถึงที่ในราคาขายส่ง แต่บางครั้งก็ให้ญาตินำไปขายปลีกตามตลาดนัดในเขตอำเภอวารินชำราบและอำเภอสว่างวีระวงศ์ ที่ฟาร์มของคุณคมสันต์จะมีโรงเรือนเพาะเห็ด 3 โรงเรือน และเพาะเห็ดขายตลอดทั้งปี ทำให้มีรายได้ประมาณเดือนละ 50,000 บาท เป็นอย่างต่ำ สำหรับในช่วงฤดูหนาวอากาศจะเหมาะสำหรับการเพาะเห็ดนางฟ้า และช่วงฤดูร้อนอากาศจะเหมาะกับการเพาะเห็ดขอน ตอนนี้คุณคมสันต์กำลังขยายกิจการ โดยเพิ่มโรงเรือนขึ้นมาอีก 2 โรงเรือน รวมเป็น 5 โรงเรือน จึงได้จ้างแรงงานจากเพื่อนบ้านเข้ามาช่วย เพื่อเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนอีกทางหนึ่ง และจากการขยายกิจการนี้ คาดว่ารายรับหรือกำไรคงได้เพิ่มขึ้นมาอีก ส่วนราคาจำหน่ายนั้น เห็ดขอนขาว จะขายกิโลกรัมละ 80 บาท เห็ดนางฟ้า ขายกิโลกรัมละ 70 บาท และก้อนเห็ด จะขายก้อนละ 7 บาท เสี่ยเหน่งกล่าว

คุณคมสันต์ บอกว่า การเพาะเห็ดนางฟ้าและเห็ดขอนขาวนั้น ถ้าเราสนใจและตั้งใจทำจริงๆ มันก็ไม่ยุ่งยากเหมือนอย่างที่หลายๆ คนคิด อย่างคุณคมสันต์นี่ก็จะศึกษาหาความรู้จากตำราต่างๆ พร้อมกับออกไปศึกษาจากฟาร์มเห็ดจริงๆ ด้วย จึงอยากจะบอกว่า ถ้าใครคิดจะหันมาเพาะเห็ดขายเป็นรายได้เสริม หรือเพาะเป็นอาชีพ มันไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย แต่ต้องศึกษาให้เข้าใจและถ่องแท้ก่อนนะ

เริ่มต้นที่ การเตรียมโรงเรือนสำหรับเพาะเห็ดนางฟ้าจะต้องถูกวิธีและถูกสุขลักษณะ และควรมีขนาดมาตรฐาน เป็นแบบที่สร้างง่าย ลงทุนน้อย ใช้วัสดุในท้องถิ่นเราเอง ฟาง หญ้าแฝก ไม้ไผ่ เป็นต้น และสร้างในที่เย็นชื้น การมุงหลังคาขึ้นอยู่กับชนิดของเห็ดด้วย และให้ดูสภาพอากาศด้วยว่า เห็ดอะไรชอบอากาศแบบไหน สำหรับประตูโรงเรือนให้ปิดประตูด้วยกระสอบป่าน ปูพื้นด้วยทราย เพื่อเก็บความชื้น และทิศทางลมก็สำคัญมาก เพราะมีผลต่อก้อนเห็ด และการออกดอกของเห็ด และการทำก้อนเชื้อเพาะเห็ดนางฟ้า ก็ต้องมีความรู้ในการเตรียมวัสดุอุปกรณ์ เช่น ขี้เลื่อยยางพารา หรือขี้เลื่อยไม้เนื้ออ่อน แต่ขี้เลื่อยยางพาราจะให้ผลดีมากกว่า จากนั้นก็หาส่วนผสมอื่นๆ มาผสม ทั้ง ขี้เลื่อยยางพาราแห้งสนิท 100 กิโลกรัม รำละเอียด 6-8 กิโลกรัม ข้าวโพดป่น 3-5 กิโลกรัม ปูนยิปซัม 1 กิโลกรัม หินปูนหรือผงชอล์ก 1 กิโลกรัม ดีเกลือ 0.2 กิโลกรัม น้ำ 80 กิโลกรัม และ EM 1 ลิตร เป็นต้น

จากนั้น เมื่อหาส่วนผสมได้ครบ ก็ลงมือทำก้อนเชื้อ ขั้นตอนนี้สำคัญมาก ต้องผสมให้ดีหรือให้ถูกสูตร ก่อนผสมต้องตากกองขี้เลื่อยกี่วัน เวลาผสมต้องเติมน้ำกี่ลิตร เมื่อผสมเสร็จก็กรอกใส่ถุงเพาะเห็ด ใส่ให้ได้น้ำหนักเท่าไร เราต้องทำให้ถูก เมื่อทำก้อนเชื้อเสร็จ ก็จะเป็นการหยอดเชื้อและบ่มเชื้อเห็ดนางฟ้า และนึ่งเพื่อฆ่าเชื้อโรค นึ่งกี่ครั้ง ใช้อุณหภูมิเท่าไร นึ่งนานกี่ชั่วโมง เราต้องรู้และทำให้ถูก เมื่อนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว ก็จะหยอดเชื้อเห็ดลงก้อนเชื้อ หยอดกี่เม็ดนั้นควรทำตามสูตร เมื่อหยอดเชื้อลงก้อนเชื้อเห็ดเสร็จแล้ว ให้ปิดปากถุงก้อนเชื้อให้เรียบร้อย หลังจากหยอดเชื้อลงในก้อนเชื้อเสร็จ เราก็จะบ่มเชื้อเห็ดในอีกขั้นตอนหนึ่ง โดยการบ่มเชื้อเห็ดนั้นต้องนำก้อนไปบ่ม ประมาณ 20-25 วัน อย่างนี้เป็นต้น เราต้องทำให้ถูก ผลผลิตจึงจะออกมาดี ส่วนการเก็บเกี่ยวผลผลิตนั้น เราควรมีเทคนิคที่ทำให้ออกดอกสม่ำเสมอและดอกใหญ่ ซึ่งทำได้ดังนี้ คือ เมื่อเก็บดอกเสร็จต้องทำความสะอาดหน้าก้อนเชื้อโดยเขี่ยเศษเห็ดออกให้หมด งดให้น้ำสัก 3 วัน เพื่อให้เชื้อฟักตัวแล้วก็กลับมาให้น้ำอีกตามปกติ เห็ดก็จะเกิดเยอะเหมือนเดิม หรือเมื่อเก็บดอกเห็ดเสร็จก็ทำความสะอาดหน้าก้อนเชื้อเหมือนเดิม แล้วรัดปากถุงไม่ให้อากาศเข้า ทิ้งระยะเวลาประมาณ 2-3 วัน ให้น้ำปกติ หลังจากนั้น เปิดปากถุงก็จะเกิดดอกที่สม่ำเสมอ และเมื่อเห็ดออกดอกและบานจนได้ขนาดที่ต้องการแล้ว ให้เก็บดอกโดยจับที่โคนดอกทั้งช่อ โยกซ้ายขวา-บนล่าง แล้วดึงออกจากถุงเห็ด ระวังอย่าให้ปากถุงเห็ดบาน ถ้าดอกเห็ดโคนขาดติดอยู่ให้แคะออกทิ้งให้สะอาด เพื่อป้องกันการเน่าเสีย และป้องกันแมลงมาวางไข่แล้วเกิดเป็นตัวหนอน หากพบดอกแก่เกินไปก็ควรเก็บทิ้งด้วย

นอกจากนี้ คุณคมสันต์ ยังได้พูดถึงปัญหาในการเพาะเห็ดนางฟ้าว่า เราต้องศึกษาถึงปัญหาต่างๆ ให้ดี เช่น เชื้อในถุงไม่เดิน จะมีสาเหตุมาจากขณะหยอดเชื้อ ถุงก้อนเชื้อร้อนเกิน เชื้ออ่อนแอเกินไป และลืมหยอดเชื้อ นอกจากนี้ต้องรู้เรื่องศัตรูจำพวกหนอน แมลงหวี่ และปัญหาอื่นๆ รวมทั้งการเลือกวัสดุก็สำคัญไม่น้อย เช่น การใช้ขี้เลื่อย ถ้าเป็นขี้เลื่อยจากไม้ยางพารา เห็ดจะออกดอกดีที่สุด เอาเป็นว่าถ้าท่านใดสนใจอยากดูตัวอย่าง หรืออยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม ให้ไปพบคุณคมสันต์เพื่อขอคำแนะนำ หรือศึกษาดูงานของจริงได้ที่ฟาร์มของคุณคมสันต์ ตามที่อยู่ข้างต้น คุณคมสันต์ยินดีต้อนรับทุกท่านด้วยความเต็มใจ

ผู้สนใจดูงานหรือซื้อผลผลิต สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. (061) 110-3094, (081) 957-7837

เคล็ดลับทำทุเรียนคุณภาพส่งออก สวนนวรัตน์ จันทบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

เทคโนโลยีการเกษตร

เคล็ดลับทำทุเรียนคุณภาพส่งออก สวนนวรัตน์ จันทบุรี

ฤดูกาลแห่งผลไม้ภาคตะวันออกยังไม่สิ้นสุด แม้จะเข้าสู่ช่วงฤดูมาระยะหนึ่งแล้ว เพียงแต่ปีนี้เป็นปีที่แล้งหนัก แหล่งน้ำเพื่อใช้ในการเกษตรแทบไม่มี ชาวสวนไม้ผลหลายรายต้องทยอยถอดใจ ปล่อยให้ต้นตายไปต่อหน้าต่อตา หรือหากทำให้ติดดอกออกผลเก็บเกี่ยวได้ ก็น้อยรายที่จะได้ผลที่สมบูรณ์แบบตามที่คาดหวัง

แต่สำหรับสวนนี้ สวนนวรัตน์ ตั้งอยู่ ตำบลเขาบายศรี อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี มี คุณรังสฤษดิ์ รัตนพันธ์ และ คุณจารุวรรณ รัตนพันธ์ เป็นเจ้าของ กล้าการันตีได้ว่า เป็นสวนทำทุเรียนคุณภาพส่งออก แม้ฤดูแล้งขณะนี้ ก็ยังสามารถทำทุเรียนได้คุณภาพตามต้องการ แม้คุณรังสฤษดิ์ จะยอมรับว่า “ยาก”

ความยากที่สามารถทำทุเรียนคุณภาพได้นั้นคือ เทคนิค ที่ต้องขอความรู้จากคุณรังสฤษดิ์ เพื่อนำมาเผยแพร่ให้กับผู้อ่านได้หยิบยกนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้

ในวันที่ไปพบคุณรังสฤษดิ์ และคุณจารุวรรณ ทั้งคู่พร้อมให้ข้อมูล และเปิดโอกาสให้ซักถามได้ตามต้องการ จึงเป็นโอกาสดีที่จะนำเทคนิคการทำสวนทุเรียนคุณภาพส่งออกมาเผยแพร่ในครั้งนี้

คุณรังสฤษดิ์ เท้าความให้ฟังว่า สวนทุเรียนเดิมเป็นของครอบครัว เมื่อต้องดูแลมรดกตกทอดของครอบครัว ก็จำเป็นต้องประคับประคองสวนไปให้รอด และตัวเขาเองไม่ได้ร่ำเรียนมาทางด้านเกษตรแม้แต่น้อย จึงต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม แรกเริ่มเมื่อเห็นสิ่งใดในสวนขวางหูขวางตา ก็จับเปลี่ยน ปรับปรุงตามความถนัดและเห็นว่าดีงาม แต่สุดท้ายก็ขาดทุนถึงกับเป็นหนี้ เมื่อถึงที่จะต้องดิ้นรนเพื่อให้สวนอยู่รอดและคงคุณภาพทุเรียนไว้ให้ได้เช่นเดียวกับที่บรรพบุรุษทำมา จึงตัดสินใจโค่นต้นทุเรียนอายุกว่า 30 ปี กว่า 200 ต้นทิ้ง เพื่อเริ่มปลูกใหม่และวางระบบภายในสวนใหม่ทั้งหมด

“ตอนนั้นเหลือทุเรียนพันธุ์ชะนีไว้จำนวนหนึ่ง เพราะต้นเพิ่งอายุ 6 ปี ส่วนพันธุ์หมอนทองโค่นทิ้งปลูกใหม่ทั้งหมด เดิมปลูกระยะห่าง 10×10 เมตร เป็นระยะ 8×8 เมตร เพราะจากเดิมการปลูกทุเรียนจะปล่อยให้ทุเรียนสูงชะลูดขึ้น โดยไม่มีการตัดแต่งกิ่ง เมื่อถึงระยะต้องพ่นยา ก็ต้องใช้ไม้ต่อ เอื้อมมือสูงขึ้นไป บางทียังไม่ถึง การโยงรับน้ำหนักลูกของกิ่งทุเรียน ก็ทำได้ยาก แม้จะจ้างคนงานก็จะมาโยงให้ แต่ก็ช้ากว่าสวนอื่น เพราะสวนเราทุเรียนต้นสูง อายุมาก กว่าจะมาถึงกิ่งก็หักไปบ้าง ผลเสียหายไปก็เยอะ”

ด้วยเหตุนี้ ทำให้คุณรังสฤษดิ์ ปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ด้วยระยะ 8×8 เพราะเหตุผลว่า มีการจัดการภายในสวนด้วยการบล็อกทรงพุ่ม ตัดแต่งทรงพุ่มทุกครั้งหลังเก็บผลผลิต ต้นจะไม่สูงชะลูด ทำให้การจัดการยากเหมือนที่ผ่านมา รวมถึงการให้น้ำด้วยระบบสปริงเกลอร์ เดิมใช้หัวสปริงเกลอร์ขนาด 200 ลิตร ต่อชั่วโมง เปิดครั้งละ 45 นาที 2 วัน ให้น้ำ 1 ครั้ง กว่าจะครบทั้งสวนใช้เวลานาน แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นหัวสปริงเกลอร์ขนาด 150 ลิตร ต่อชั่วโมง ระยะเวลาการให้น้ำทั้งสวนลดลง เพราะเมื่อแรงดันน้ำไปยังหัวสปริงเกลอร์แต่ละหัวมากขึ้น จะช่วยให้การรดน้ำใช้เวลาไม่นาน ความชื้นก็ได้ตามต้องการแล้ว

การให้ปุ๋ย น้ำ และฮอร์โมนต้องถึง หากต้องการทำให้ทุเรียนมีคุณภาพตามต้องการ

“ปุ๋ยให้ทางระบบน้ำ คือปุ๋ยเกล็ดละลายเข้าไปทางท่อ อิงจากที่เคยมีประสบการณ์การปลูกผักมาก่อน ส่วนปุ๋ยเม็ดผสมอินทรีย์ จะใช้เพื่อฟื้นฟูสภาพดินหลังเก็บเกี่ยว”

คุณรังสฤษดิ์ แนะวิธีง่ายๆ ในการดูแลสวนทุเรียนให้ได้คุณภาพ ตามแนวทางการให้ปุ๋ยและฮอร์โมน

ระยะฟื้นสภาพต้นหลังเก็บเกี่ยว

1. ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง แสงแดดส่องถึงใต้ต้นทุเรียน และไม่ให้ทรงพุ่มชนกัน ให้ตัดกิ่งที่ถูกแมลงเข้าทำลาย กิ่งที่เป็นโรค กิ่งที่ชี้ลงดินออก หลังตัดแต่งกิ่งให้ปุ๋ยทางดิน

2. หลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ควรตัดแต่งกิ่งทันที ระเบิดดิน เพิ่มการแตกรากฝอย ให้ปุ๋ยทางดินและอาหารเสริมทางใบ จะทำให้ต้นทุเรียนแตกกิ่งก้านใบใหม่ เพื่อสังเคราะห์แสงและสะสมอาหารเต็มที่อีกครั้ง พร้อมที่จะให้ผลผลิตครั้งต่อไป

ระยะทำใบ

3. ควรให้ต้นทุเรียนแตกใบอ่อนอย่างน้อย 2-3 ครั้ง การให้อาหารเสริมทางใบจะเพิ่มการสะสมอาหารให้สมบูรณ์อย่างรวดเร็ว สังเกตได้จากพัฒนาการของใบอ่อน เปลี่ยนเป็นใบสีเขียวเข้ม ใบมัน

4. ต้นทุเรียนจะแตกใบอ่อน หลังจากต้นทุเรียนแตกรากฝอย การระเบิดดินและเพิ่มการแตกรากฝอยของต้นทุเรียน จะทำให้น้ำซึมผ่านดินได้ดีขึ้น น้ำจะไม่ขังเมื่อฝนตกหนัก ช่วยลดปัญหาโรครากเน่า โคนเน่าในทุเรียน

ระยะโฉบสาร

5. ควรโฉบสารพาโคลบิวทราโซล ระยะทุเรียนแตกใบอ่อนชุด 2 ในช่วงใบเพสลาด ต้นทุเรียนไม่ควรโดนฝนนาน 4-5 ชั่วโมงหลังโฉบสาร และควรงดน้ำใต้ต้นทุเรียนภายหลังโฉบสาร

6. สารพาโคลบิวทราโซล มี 2 ชนิด คือ สารพาโคลบิวทราโซล 10 เปอร์เซ็นต์ เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ต้องการให้ทุเรียนออกดอกสม่ำเสมอทั่วทั้งต้น และสารพาโคลบิวทราโซล 25 เปอร์เซ็นต์ เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ต้องการให้ต้นทุเรียนออกดอกก่อนฤดู แต่ผลเสียของสารพาโคลบิวทราโซล มีผลทำให้ท่อลำเลียงอาหารที่ปลายใบเล็กลง มีผลเสียต่อระบบรากฝอย และทำให้ต้นทุเรียนแตกใบอ่อนยาก ภายหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต

ระยะสะสมอาหาร

7. เลือกต้นทุเรียนที่มีความสมบูรณ์ อายุไม่ควรต่ำกว่า 4 ปี หากต้องการทำทุเรียนนอกฤดู ซึ่งการทำทุเรียนนอกฤดู ต้องมีแหล่งน้ำเพียงพอไปตลอดถึงการเก็บเกี่ยว ระยะนี้ ควรใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 8-24-24 หว่านใต้ทรงพุ่ม

8. ต้นทุเรียนที่มีการสะสมอาหารที่ดี โดยการใส่ปุ๋ยทางดินและฉีดพ่นฮอร์โมนทางใบ มีผลทำให้ต้นทุเรียนมีความอุดมสมบูรณ์ มีความพร้อมในการออกดอกพร้อมกันทั่วทั้งต้น และทำให้ง่ายต่อการดูแลรักษา

ระยะกระตุ้นตาดอก

9. เมื่อสภาพอากาศแล้งติดต่อกัน 7-10 วัน ต้นทุเรียนจะมีอาการใบตั้งชันสู้แสง ให้น้ำเฉพาะที่โคนต้นพอประมาณ ไม่ต้องให้น้ำที่ปลายทรงพุ่ม และให้นำเศษใบไม้ใต้ต้นทุเรียนออกให้หมด เพื่อให้ต้นทุเรียนเกิดความเครียด มีผลทำให้ต้นทุเรียนมีความพร้อมในการออกดอก

10. ปุ๋ยทางใบ สูตร 0-52-34 ไม่เหมาะสำหรับต้นทุเรียน เพราะมีผลข้างเคียงต่อใบทุเรียนในระยะยาว อาจทำให้ใบทุเรียนกรอบ หรือไหม้ได้ ปุ๋ยทางใบ สูตร 0-42-56 เหมาะสำหรับต้นทุเรียน ใช้ในการยับยั้งการแตกใบอ่อนของต้นทุเรียน สารเมพิควอต คลอไรด์ คือสารยับยั้งการเจริญเติบโตของพืช ใช้ในการยับยั้งการแตกใบอ่อนของต้นทุเรียน

ระยะไข่ปลา ตาปู เหยียดตีนหนู กระดุม มะเขือพวง หัวกำไล

11. ระยะไข่ปลา ตาปู เหยียดตีนหนู ระยะนี้ควรให้น้ำมากขึ้น ทุกๆ 2 วัน ระยะกระดุม มะเขือพวง หัวกำไล ระยะนี้ควรให้น้ำมากขึ้น ทุกๆ 2 วัน ระยะดอกบาน ระยะนี้ให้น้ำแต่น้อยลง

12. โดยธรรมชาติ ต้นทุเรียนจะแตกใบอ่อนทั่วทั้งต้น ถ้าต้นทุเรียนสูญเสียพลังงานมาก หรือต้นทุเรียนมีใบที่ไม่สมบูรณ์ และมีจำนวนใบน้อย ดังนั้น ถ้าต้นทุเรียนแตกใบอ่อนก่อนดอกบาน จะเป็นการดีมาก เพราะจะมีผลต่อต้นทุเรียนในระยะทางแย้ไหม้ จนถึงระยะขยายขนาดผล

ระยะหางแย้ไหม้-ระยะติดผลอ่อน

13. กรณีต้นทุเรียนไม่สมบูรณ์ มีจำนวนใบน้อยและใบมีขนาดเล็ก ควรป้องกันต้นทุเรียนแตกใบอ่อน โดยใช้สามสหายอย่างละ 200 ซีซี ผสมปุ๋ยเหลว 0-25-30 อัตรา 300 ซีซี ผสม เคลียร์ 50 ซีซี ผสม เมพิควอต คลอไรด์ 25 เปอร์เซ็นต์ อัตรา 50 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นทางใบ 2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน กรณีต้นทุเรียนสมบูรณ์ มีจำนวนใบมาก ใบมีขนาดใหญ่ ใบหนา ใบเขียวเข้ม ใบมัน กรณีนี้ไม่ต้องฉีดพ่นทางใบป้องกัน แต่ถ้าต้นทุเรียนแตกใบอ่อนให้ใช้สามสหายอย่างละ 200 ซีซี ผสม ปุ๋ยเกล็ด 11-0-46 อัตรา 500 กรัม ผสม เคลียร์ 50 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นทางใบ 2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน

14. ไนโตรเจนในดินจะสูงหลังฝนตกหนัก มีผลทำให้ต้นทุเรียนแตกใบอ่อน ดังนั้น กรณีต้นทุเรียนไม่สมบูรณ์ มีจำนวนใบน้อย และใบมีขนาดเล็ก โอกาสที่ต้นทุเรียนจะแตกใบอ่อนทั่วทั้งต้นมีโอกาสสูงมาก ทำให้ผลอ่อนร่วงหล่นเป็นจำนวนมาก ควรฉีดพ่นทางใบ เพื่อป้องกัน ส่วนกรณีที่ต้นทุเรียนสะสมอาหารมาดี ต้นทุเรียนสมบูรณ์ จำนวนใบมาก ใบใหญ่ ใบหนา ใบเขียวเข้ม ใบมัน โอกาสที่ต้นทุเรียนจะแตกใบอ่อนมีน้อย ผลอ่อนจะร่วงหล่นน้อย

ระยะขยายขนาดผล-ระยะก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต 1 เดือน

15. ควรให้น้ำต้นทุเรียนอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา ควรตัดแต่งลูกที่ไม่สมบูรณ์ทิ้งและควรเก็บลูกไว้ให้เหมาะสมกับขนาดของต้นทุเรียน ควรใช้เชือกฟางโยงลูกและกิ่งทุเรียน เพื่อป้องกันกิ่งทุเรียนฉีกหัก ควรป้องกันการเข้าทำลายของแมลงและศัตรูพืช

16. ทุเรียนจะเริ่มสร้างเนื้ออย่างรวดเร็ว ประมาณ 30 วัน ก่อนเก็บเกี่ยว ดังนั้น ระยะนี้ น้ำ แสงแดด ปุ๋ยและอาหารเสริม จึงจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อการสร้างเนื้อ สร้างเปลือก เพิ่มความหวาน และลดการหลุดร่วง

“การทำเทคนิคให้ทุเรียนทรงสวย ต้องมีการคัด ตามเทคนิคการฉีดบำรุงของแต่ละสวน แต่หลักๆ คือ เมื่อหลังติดผลแล้วต้องคัดลูก เพราะลูกอาจจะติดมาเยอะ คัดแต่งให้ดี รอให้ติดผลขนาดเท่าลูกหมาก หรือเล็กกว่าไข่ไก่นิดนึง ดูทรงแล้วน่าจะสวยก็ให้เก็บไว้ ควรระวังรูปทรงผลทุเรียนจะบิดเบี้ยว เพราะเมื่อทุเรียนแตกใบอ่อนตอนติดลูก มีโอกาสผลทุเรียนบิดเบี้ยวสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากฉีดฮอร์โมนบำรุงไม่ทัน บางต้นไม่แค่ลูกเบี้ยวแต่จะหลุดไปทั้งลูกเลย”

ทั้งหมดนี้เป็นข้อคิดและเทคนิคการดูแลสวนทุเรียน รวมถึงการทำผลทุเรียนให้มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ เมื่อได้ดังนั้น มูลค่าการผลิตตามปริมาณที่ควรได้ จะสร้างรายได้ให้สวนได้รับความนิยม และเป็นหลักประกันความมั่นคงของเกษตรกรชาวสวนทุเรียนได้อย่างแน่นอน

ในท้ายที่สุด คุณรังสฤษดิ์ ยังฝากเบอร์โทรศัพท์หมายเลข (089) 098-4901 ไว้ หากเกษตรกรรายใดมีข้อสงสัย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ในฐานะเกษตรกรชาวสวนทุเรียนรายหนึ่ง คุณรังสฤษดิ์ ยินดีตอบทุกข้อซักถาม

ใยไผ่ขัดผิว สร้างเงิน สร้างอาชีพ ของ ปรีชา เวชประสิทธิ์ ที่อยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

สุดยอดนวัตกรรมจากไผ่ของไทย

สุรเดช สดคมขำ

ใยไผ่ขัดผิว สร้างเงิน สร้างอาชีพ ของ ปรีชา เวชประสิทธิ์ ที่อยุธยา

ไผ่ เป็นไม้ทรงพุ่มที่เป็นพันธุ์ไม้ยืนต้น มีลักษณะแตกกอเป็นไม้พุ่มเล็กถึงขนาดใหญ่ ลำต้นมีความสูงประมาณ 5-15 เมตร เป็นข้อปล้องผิวเกลี้ยงแข็งมีสีเขียวหรือเหลืองแถบเขียว สีของลำต้นมีความแตกต่างกันแล้วแต่ชนิดและสายพันธุ์

ใบ เป็นใบเลี้ยงเดี่ยว กว้างประมาณ 1-2 นิ้ว ยาว 5-12 นิ้ว ดอกออกเป็นช่อตามปลายยอด เมื่อใดก็แล้วแต่ที่ไผ่ออกดอก ไผ่ก็จะตายในเวลาต่อมา แต่ทั้งนี้การออกดอกของไผ่นั้นถือว่านานและยากมาก

ไผ่ เป็นไม้ที่ขึ้นง่ายและเจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพอากาศ และสามารถปลูกได้กับดินทุกชนิด จึงไม่เป็นเรื่องที่ต้องกังวลสำหรับผู้ที่ต้องการปลูก

ไผ่เป็นไม้ที่อยู่กับชีวิตของคนไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สมารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ตั้งแต่ หน่อ ลำต้น ใบ ราก เยื่อไผ่ และขุยไผ่

คุณปรีชา เวชประสิทธิ์ อยู่บ้านเลขที่ 51 หมู่ที่ 9 ตำบลปากกราน อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้ที่มีความคิดริเริ่มนำไผ่มาใช้สำหรับทำเป็นใยขัดผิว โดยทดลองแบบลองผิดลองถูกจนประสบผลสำเร็จ ทำให้เกิดนวัตกรรมทำเงินสร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

จากนักวาดรูป ก้าวสู่นักคิด

สร้างผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทย

คุณปรีชา เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีมีอาชีพเป็นจิตรกรเขียนภาพเหมือน และรับใส่ภาพลงอัดกรอบรูปอยู่ที่กรุงเทพมหานคร เมื่อทำไปจนถึงปี 2540 เกิดพิษเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจกลับมามองหาอาชีพใหม่ที่บ้านเกิด

“เกิดฟองสบู่แตกสมัยนั้น ผมก็เลยตัดสินใจกลับบ้าน ก็สร้างโรงเห็ดเพื่อเพาะเห็ด ซึ่งโรงเรือนที่เราทำก็จะเน้นเป็นไม้ไผ่ส่วนใหญ่ ก็เลยได้ความคิดว่า ไม้ไผ่ น่าจะนำมาทำอะไรได้มากกว่านี้ ซึ่งผมก็ได้ความคิดจากการที่ภรรยาผมเขาชอบขัดผิว เพราะว่าผิวหนังเขาจะแตกแห้ง เขาก็จะต้องหาใยบวบมาขัด ผมก็เลยลองเอามีดขูดลำใผ่ให้มันเป็นเส้นบางๆ ลองทำให้ภรรยาใช้ดู สรุปสิ่งนี้ มันขัดผิวได้ดีกว่าใยบวบ หรือใยสังเคราะห์อื่นๆ ผมก็เลยคิดค้นลองทำอย่างจริงจังต่อมา” คุณปรีชา เล่าถึงความเป็นมา

คุณปรีชา บอกว่า เมื่อสิ่งที่คิดได้โดยบังเอิญกลับเป็นสิ่งที่สามารถใช้งานได้จริง นอกจากจะทำให้ภรรยาใช้แล้ว ยังทดลองให้เพื่อนบ้านลองใช้อีกด้วย เมื่อทุกคนบอกว่าใช้แล้วดี ประมาณ ปี 2548 เขาจึงได้เริ่มมีการผลิตเพื่อจำหน่ายอย่างจริงจัง

“ในช่วงนั้นผมก็ทดลองเอาไม้ไผ่หลายอย่างมาทำ แต่ที่ทำแล้วผลผลิตออกมาดี จะเป็นไผ่ที่อยู่ตามภาคอีสาน คือ ไผ่เลี้ยงหรือไผ่น้อย เพราะว่ามีความเหนียว ซึ่งไผ่ชนิดนี้เขาจะนิยมเอามาทำนั่งร้านในงานก่อสร้าง ลำต้นมันตรง ไม่ค่อยมีหนาม ผมก็เลยให้คนที่มีมาส่งขายให้ผมถึงที่เลย” คุณปรีชา เล่าถึงชนิดของไผ่ที่เหมาะกับการนำมาผลิต

ขั้นตอนการผลิตใยไผ่ขัดผิว

คุณปรีชา บอกว่า กว่าจะมาเป็นผลิตภัณฑ์ใยไผ่ขัดผิวที่น่าใช้เหมือนเช่นปัจจุบันนี้ ได้มีการลองผิดลองถูกหลายอย่าง ซึ่งความสำเร็จนั้นก็อยู่ไม่ไกลกว่าความพยามที่เขาจะเอื้อมถึง ซึ่งมีการผลิตแบบที่เขาทดลองมาเองทั้งหมด ดังนี้

ในขั้นแรก นำไม้ไผ่มาตัดกิ่งที่อยู่บริเวณข้อออกให้หมด จากนั้นนำไม้ไผ่ไปแช่น้ำ ประมาณ 3-7 วัน เพราะต้องการให้ไม้ไผ่อิ่มน้ำมีความอ่อนตัว เพื่อเวลาที่นำมาขูดจะให้ใยไผ่ที่มีลักษณะเส้นยาวบางๆ

“การขูดนี่ สมัยก่อนผมทำเอง พอมียอดการสั่งซื้อมากขึ้น ก็ต้องมีการฝึกคนงานที่เราจ้างมา สิ่งที่สำคัญที่สุดในเรื่องการขูดคือ องศาของมีด ถ้าองศามีดไม่ถูกต้อง มันจะทำให้ใยที่ขูดออกมาขาดไม่เป็นเส้นยาว หรือมันก็จะเป็นเสี้ยน แบบนั้นไม่ดีไม่เหมาะที่จะนำมาขัดผิว” คุณปรีชา อธิบาย

เมื่อได้เส้นใยไผ่จากการขูดด้วยเครื่อง โดยให้เหลือจาก 1 ใน 3 ของเปลือก จากนั้นนำใยที่ได้มาแช่น้ำต่ออีกครั้ง ซึ่งน้ำที่แช่จะมีการผสมจุลินทรีย์ที่คุณปรีชาคิดค้นมาด้วยตนเอง ซึ่งคุณสมบัติของจุลินทรีย์ตัวนี้จะช่วยให้ใยไผ่ไม่เกิดเชื้อรา สามารถเก็บไว้ใช้ได้นานหลายเดือนเลยทีเดียว

“พอเราขูดใยไผ่ที่มีความหนาตามที่กำหนด ผมก็จะเอาไปแช่น้ำผสมกับจุนลินทรีย์ ประมาณ 3 วัน เสร็จแล้วก็จะนำใยทั้งหมดเข้าเครื่องนวด เพื่อให้มีความอ่อนนุ่มมากขึ้น ใยเกาะกันเป็นก้อน ใช้เวลาในการนวด ประมาณ 2-3 ชั่วโมง พอครบกำหนดก็จะเอาออกมาตากแดด 2 วัน ก็จะเตรียมนำไปทำให้มีลักษณะพร้อมจำหน่ายต่อไป” คุณปรีชา กล่าว

ในการทำเป็นก้อนใยไผ่ขัดผิว คุณปรีชา บอกว่า ช่วงแรกๆ ทำเป็นแบบทรงกลมแบน แต่เมื่อใช้ขัดตัวไปหลายๆ ครั้ง จะเกิดปัญหาคือใยขัดจะเสียรูปทรง ต่อมาจึงมีการคิดค้นทำให้มีรูปร่างลักษณะที่สวยงามขึ้น เหมาะสมกับการใช้งานและยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าอีกด้วย

การไม่หยุดคิดพัฒนาตนเอง

ทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่สนใจของตลาดมากขึ้น

คุณปรีชา บอกว่า การทำสินค้าสำหรับจำหน่ายนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องมีอยู่ตลอดเวลาสำหรับการทำธุรกิจคือ การสังเกต การคิดวิเคราะห์ และการทดลองด้วยตนเอง

“การพัฒนาผลิตภัณฑ์นี่ เราต้องหมั่นสังเกตเองด้วย เพราะเราก็ต้องฟังจากคนที่เขาใช้สินค้าเรา ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ต่อมาเราก็ต้องมีการคิดค้นพัฒนามาเรื่อยๆ จนตอนนี้เราก็เอามาเย็บติดกับผ้า มันก็เลยเป็นใยขัดผิวที่น่าใช้มากขึ้น เป็นที่สนใจ เพราะเราพัฒนาทั้งเครื่องจักรการผลิต รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วย” คุณปรีชา กล่าว

ใยไผ่ขัดผิวที่ยังไม่ได้มีการพัฒนา เป็นแบบทรงกลมแบนเล็กๆ ที่จำหน่ายอยู่ในช่วงแรกของคุณปรีชา ราคาอยู่ที่ 35 บาท ต่อชิ้น ต่อมาเมื่อพัฒนาสินค้าให้มีรูปแบบน่าใช้มากขึ้น มีทั้งขนาดไซซ์ปานกลาง และขนาดไซซ์ใหญ่ อยู่ที่ราคาชิ้นละ 250-350 บาท

นอกจากนี้ ทางคุณปรีชายังได้มีการทำสบู่ไว้ใช้สำหรับอาบน้ำขึ้นมาอีกด้วย แต่สิ่งที่เป็นจุดเด่นของสบู่คือ มีการผสมใยไผ่ขัดผิวลงไป เพื่อเวลาที่อาบน้ำสามารถถูสบู่และขัดผิวไปได้ในตัว นับว่าเป็นการต่อยอดธุรกิจ ให้สามารถใช้ได้ง่ายขึ้นแบบไม่ยุ่งยาก

ตั้งแต่ทำธุรกิจนี้เป็นอาชีพ

เรื่องการตลาดถือเป็นอุปสรรคที่สุด

คุณปรีชา บอกว่า เมื่อกระบวนการผลิตมีความทันสมัยมากขึ้น ดังนั้น กำลังการผลิตก็ต้องมีมากตามไปด้วย การตั้งราคาและรูปแบบผลิตภัณฑ์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสม สามารถเข้าถึงได้กับทุกคน

“ผมพยายามคิดไม่อยากให้สินค้าของผมมีราคาที่แพงมากจนเกินไป สามารถเข้าหาทุกคนได้ เป็นสินค้ามหาชนจริงๆ ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ผมก็เลยมีการคิดเรื่องแบรนด์ขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนสามารถจำตัวผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น ก็เลยตั้งชื่อแบรนด์ว่า ใยไผ่ เพราะการตลาดถือว่าสำคัญมาก” คุณปรีชา กล่าวถึงวิธีการจัดการเรื่องตลาด

ทั้งนี้ คุณปรีชาฝากถึงสำหรับหลายๆ ท่าน ที่กำลังเริ่มทำธุรกิจหรือมีสินค้าอะไรก็แล้วแต่ ที่เกิดจากความรู้ความสามารถจากการคิดค้นด้วยตนเอง จนเป็นการทำเงินสร้างรายได้ อย่าที่จะหยุดคิด ให้พยามยามคิดค้นสิ่งใหม่ๆ พัฒนาตนเองอยู่เสมอ เรียนรู้รับข่าวสารบ่อยๆ เปิดโลกทรรศน์ให้กว้างไกล ก็จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ติดตลาดและก้าวไปข้างหน้าได้อยู่เสมอ

สำหรับท่านใดที่สนใจ ใยไผ่ขัดผิวที่เกิดขึ้นจากภูมิปัญญาของคนไทยแท้ๆ ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณปรีชา เวชประสิทธิ์ หมายเลขโทรศัพท์ (086) 794-9940, (085) 373-4265

ติดตามดู คลิป วิดีโอ การผลิตใยไผ่ขัดผิว ได้ที่ http://www.technologychaoban.com และ facebook: Technologychaoban.com

ชาวบ้าน ที่ ไทรโยค แปรรูปไผ่ซางนวล เป็นไม้เสียบปลาหวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

สุดยอดนวัตกรรมจากไผ่ของไทย

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชาวบ้าน ที่ ไทรโยค แปรรูปไผ่ซางนวล เป็นไม้เสียบปลาหวาน

“ไผ่” เป็นพืชที่มีการแพร่กระจายพันธุ์อยู่ทั่วทั้งประเทศ มีหลายชนิดพันธุ์ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์เจริญเติบโตได้ดีในแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ด้วยคุณสมบัติจากลำต้นและเนื้อไม้แข็ง มีความยืดหยุ่น มีน้ำหนักเบา สามารถดัดโค้งงอได้ไม่ยาก จึงมักนำลำไผ่มาใช้ประโยชน์ในการผลิตสิ่งของเครื่องใช้ที่แตกต่างกัน

ภายหลังจากเจ้าหน้าที่หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 11 สำนักงานพัฒนาภาค 1 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นพค.11 สนภ1 นทพ.) จัดโครงการส่งเสริมอาชีพงานฝีมือในครัวเรือนให้แก่ชาวบ้านทุ่งมะเซอย่อ ตำบลบ้องตี้ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อราว 10 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้ชาวบ้านเกิดอาชีพแปรรูปไผ่เป็นไม้เสียบปลาหวาน

คุณอัจราพร ทูลฉลอง อยู่บ้านเลขที่ 340 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้องตี้ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี หนึ่งในชาวบ้านที่ทำอาชีพนี้เล่าว่า ได้นำไผ่ในป่า พันธุ์ซางนวล มาใช้ทำ เพราะมีความเหนียว แข็งแรง ซึ่งจะต้องเป็นไผ่ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 2 ปี แล้วได้รับอนุญาตจากทางราชการก่อน จึงสามารถตัดมาใช้งานได้

คุณอัจราพร ชี้ว่าการแปรรูปไผ่เป็นไม้เสียบปลาหวานทำให้ชาวบ้านทุ่งมะเซอย่อเกิดอาชีพที่เห็นชัดอยู่ 2 ลักษณะคือมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งรับงานเพื่อเข้าไปตัดไผ่ในป่าแล้วมาตัดแบ่งเป็นท่อน ความยาว 11.50 นิ้ว โดยแต่ละท่อนต้องผ่าออกเป็นชิ้น จำนวน 3-4 ชิ้น นำใส่กระสอบปุ๋ยให้เต็ม แล้วนำมาส่งให้ชาวบ้านอีกกลุ่มที่รับงานแปรรูปตามบ้าน ในราคากระสอบละ 150 บาท

เหตุผลที่ต้องกำหนดตัดลำไผ่ให้มีความยาว ขนาด 11.50 นิ้ว นั้น คุณอัจราพร อธิบายว่า เพราะความจริงแล้วทางร้านที่สั่งทำต้องการให้มีความยาว ขนาด 12 นิ้ว แต่ในทางปฏิบัติพบว่าไปติดที่ข้อปล้อง ซึ่งมีลักษณะผิวไม่เรียบอันเป็นอุปสรรคต่อการทำ ดังนั้น จึงลดลงมาเพื่อให้เกิดความเหมาะสมได้ลักษณะไม้ที่ตรง สวยงาม

หลังจากได้ไม้ไผ่แล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนกระบวนการแปรรูป โดยเริ่มด้วยการนำซีกไม้ไผ่ที่ถูกผ่าออกมาเจียน (ภาษาที่ชาวบ้านเรียกกัน) หรือซอยหรือผ่าให้เป็นซี่เป็นเส้นขนาดเล็ก ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้ทักษะความชำนาญ ทั้งนี้หากใครมีความสามารถสูง ผ่านการทำมายาวนาน อาจซอยหรือเจียนได้ จำนวน 40,000-50,000 เส้น ต่อวัน ครั้นเมื่อซอยให้เป็นชิ้นเล็กแล้ว จึงนำมาตัดปลายให้แหลมเท่ากันด้วยกรรไกร จากนั้นให้นำไปตากแดด ถ้าแดดแรงใช้เวลาเพียงครึ่งวัน

พอไม้แห้งแล้วยังนำไปใช้งานไม่ได้ เนื่องจากพบว่ามีเสี้ยนไผ่ติดอยู่ จึงจำเป็นต้องขจัดออกไปด้วยการนำไปสู่กระบวนการขั้นตอนสุดท้ายคือ การนำไปเข้าเครื่องปั่นเพื่อเหลาหรือขัดให้เสี้ยนไผ่หลุดออก ทำให้เส้นไผ่มีความเรียบ

“อาชีพการแปรรูปไม้เสียบปลาหวานของชาวบ้านได้ทำกันเป็นกลุ่มแทบทุกหลังคาเรือน จำนวนเกือบร้อยครอบครัว บางรายทำเป็นอาชีพหลัก บางรายเป็นรายได้เสริม โดยสมาชิกในครอบครัวทุกคนตั้งแต่เด็กไปจนผู้สูงอายุ สามารถช่วยกันได้ เนื่องจากกรรมวิธีการทำไม่ยุ่งยาก”

ชาวบ้านแต่ละครัวเรือนเมื่อซอยและตากไม้จนแห้งแล้ว จะรวบรวมนำมาที่บ้าน คุณบุญนำ เกิดโภคา กรรมการกลุ่ม บ้านเลขที่ 64 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้องตี้ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งเครื่องปั่น จำนวน 2 เครื่อง โดยคิวการใช้เครื่องปั่นมาจากการตกลงกันระหว่างสมาชิก ซึ่งแต่ละรายจะต้องเสียค่าไฟ ในอัตรา จำนวน 2,000 เส้น ต่อ 1 บาท

คุณอัจราพร ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ใน 1 เครื่อง มีช่องปั่นไม้ 2 อัน บน/ล่าง แล้วต้องนำไม้ที่ซอยเป็นชิ้นมาใส่ในถุงที่ทำด้วยยาง เปรียบเป็นถุงปั่นเสียก่อน ทั้งนี้ ถุงปั่นจะบรรจุเส้นไม้ได้ จำนวน 5,000 เส้น ฉะนั้น ในแต่ละครั้งที่ปั่นจึงมีจำนวนไม้ไผ่ซี่ถึง 10,000 เส้น ส่วนระยะเวลาปั่นให้ดูว่าถ้าฝุ่นหมดแสดงว่าเสร็จเรียบร้อย

เมื่อปั่นเสร็จต้องนำไปเคาะอีกครั้ง เพื่อให้ฝุ่นที่ยังเกาะติดไม้หลุดร่วงออกไป แล้วจึงนำไปใส่ในช่องเพื่อมัด ซึ่งมีจำนวนมัดละ 1,000 เส้น ก่อนนำไปขาย ในราคา มัดละ 11 บาท

คุณบุญนำ บอกว่า การนำไผ่ที่มีในท้องถิ่นมาแปรรูปเป็นไม้เสียบปลาหวานนับเป็นอาชีพที่เหมาะสมกับคนในชุมชนเป็นอย่างยิ่ง บางครอบครัวยึดเป็นอาชีพหลักทั้งตัดไม้แล้วแปรรูปเอง บางรายรับเฉพาะตัดไม้ บางรายเน้นแปรรูปอย่างเดียว แต่ถึงอย่างไรก็เป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ จำนวนมากให้แก่ชาวบ้านทุ่งมะเซอย่อ อันเกิดมาจากคุณประโยชน์ของต้นไผ่

สนใจสอบถามรายละเอียดการสั่งทำไม้เสียบปลาหวาน ได้ที่ คุณบุญนำ เกิดโภคา โทรศัพท์ (098) 315-9023

ศรีสะเกษ ดินแดนมหัศจรรย์ แหล่งรวมไม้ผลทั่วเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

รายงานพิเศษ เปิดเมือง ศรีสะเกษ

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์ ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ รายงาน

ศรีสะเกษ ดินแดนมหัศจรรย์ แหล่งรวมไม้ผลทั่วเมืองไทย

ถ้าพูดถึง ศรีสะเกษ เชื่อว่าทุกคนที่ไม่เคยมา คงคิดถึงความแห้งแล้ง รอยแตกระแหงของพื้นแผ่นดิน ดินแดนที่เต็มไปด้วยความยากจน ไม่ผิดหรอกถ้าหลายๆ คน จะคิดอย่างนั้น เพราะภาพที่สื่อต่างๆ เคยนำเสนอถึงจังหวัดที่ยากจนที่สุดของประเทศไทย จนขณะที่ว่าเด็กๆ ต้องเก็บดินกิน คนในชนบทมีคุณภาพชีวิตที่ต่ำกว่ามาตรฐาน นั้นคือ ภาพที่คนที่ยังไม่ได้มาสัมผัสจังหวัดศรีสะเกษ จะนึกถึงภาพลักษณ์นี้เสมอ

แต่ภาพแห่งความเป็นจริงสำหรับคนที่เคยมาเยือนศรีสะเกษ คงเคยเก็บเกี่ยวภาพแห่งความประทับใจจากดินแดนแห่งอารยธรรมโบราณ อดีตของอาณาจักรฟูนันอันยิ่งใหญ่ ที่มีความหลากหลายของขนบธรรมเนียมและประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เพราะศรีสะเกษนั้นประกอบไปด้วยชนพื้นเมืองดั้งเดิมถึง 4 เผ่าไทย ได้แก่ เผ่าลาว เผ่าเขมร เผ่าส่วย หรือกูย และเผ่าเยอ ซึ่งภาพแห่งความรุ่งเรืองนี้ จะมีการจำลองถึงความรุ่งเรืองในอดีตของดินแดนแห่งนี้ “นครลำดวน” หรือเมืองสระเกษ ผ่านทางการแสดงแสงสีเสียง “ศรีพฤทเธศวร” โดยจะจัดขึ้นในช่วงกลางเดือนมีนาคมของทุกปี

ศรีสะเกษ ดินแดนมหัศจรรย์ (Amazing Si Sa Ket) คำเรียกนี้คงไม่ผิดไปจากความเป็นจริง และสามารถเรียกได้อย่างเต็มภาคภูมิของชาวศรีสะเกษทุกคน เพราะดินแดนที่หลายๆ คนเชื่อว่าประกอบไปด้วยคนที่ยากจนที่สุดของประเทศไทยนั้น ปัจจุบันกลับกลายเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแผ่นดินทองของอีสานใต้ กลายเป็นแหล่งผลิตไม้ผลเพื่อการส่งออกที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย

ที่เรียกว่าดินแดนมหัศจรรย์นั้นก็เพราะว่า เป็นแหล่งรวมการผลิตพืชชนิดต่างๆ จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ซึ่งผลิตได้มีคุณภาพดี มีรสชาติอร่อย เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เงาะ ทุเรียน มังคุด จากภาคตะวันออก สะตอ ลองกอง จากภาคใต้ ลำไย ลิ้นจี่ จากภาคเหนือ มะปรางหวาน กระท้อน ส้มโอ มะม่วง จากภาคกลาง

นอกจากนั้น ยังมีพืชผลชนิดอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทำให้มีผลผลิตออกตลอดทั้งปี โดยเฉพาะเงาะและทุเรียนนั้น ถือเป็นแหล่งผลิตแห่งแรก และเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถือเป็นพืชความหวังใหม่สำหรับเกษตรกร เงาะที่ผลิตนั้นจะเป็นพันธุ์โรงเรียน ส่วนทุเรียนจะเป็นพันธุ์หมอนทอง ปัจจุบันมีพื้นที่การผลิตเงาะ ประมาณ 1,878 ไร่ พื้นที่การผลิตทุเรียน ประมาณ 3,221 ไร่ มีมูลค่าการผลิตเฉพาะ 2 ชนิด พืชนี้ ไม่น้อยกว่าปีละ 430 ล้านบาท ยังไม่นับรวมถึงมูลค่าการผลิตของพืชชนิดอื่นๆ ที่กล่าวถึง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยสำหรับการทำรายได้เข้าสู่จังหวัด แบบนี้ยังจะเรียกว่าดินแดนแห่งความยากจนอยู่อีกหรือ

คุณธวัช สุระบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพของผลผลิต โดยมุ่งเน้นในการพัฒนาที่ตัวเกษตรกร ในการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการด้านการตลาด ในส่วนของการพัฒนาคุณภาพการผลิตนั้น สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ หน่วยงานที่ดูแลในเรื่องการผลิตของเกษตรกร ได้เข้ามาส่งเสริมตั้งแต่การเปลี่ยนจากไร่ข้าวโพดและไร่มันสำปะหลังให้เปลี่ยนมาเป็นสวนเงาะ ทุเรียน และผลไม้อื่นๆ โดยจะเน้นเรื่องของการพัฒนาเกษตรกรให้มีศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพดีและได้มาตรฐาน ซึ่งเน้นการผลิตตามมาตรฐาน GAP รวมไปถึงการรวมกลุ่มเกษตรกร เพื่อให้ควบคุมคุณภาพผลผลิตกันเองระหว่างสมาชิกภายในกลุ่ม โดยมีนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรเป็นพี่เลี้ยง เพื่อดูแลกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน โดยเน้นในเรื่องของคุณภาพผลผลิตเป็นหลัก การนำระบบสติ๊กเกอร์ และ QR Code ติดที่ผลผลิต ซึ่งใช้ในผลผลิตทุเรียนศรีสะเกษ เพื่อให้รู้ว่าเป็นผลผลิตจากสวนไหน จะมีรหัสควบคุม ทำให้รู้ถึงแหล่งที่มาและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ จึงทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นในคุณภาพของทุเรียนศรีสะเกษมากยิ่งขึ้น

ทำไม…จึงอร่อย

ทุเรียนศรีสะเกษ ทำไมถึงอร่อย และแตกต่างจากทุเรียนจากแหล่งอื่นอย่างไร เป็นคำถามที่คนศรีสะเกษน่าจะถูกตั้งคำถามจากคนจังหวัดอื่นบ่อยๆ คุณรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ ตอบคำถามนี้ว่า สาเหตุเกิดจากสภาพของดินซึ่งบริเวณที่ราบเชิงเขาตามแนวเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ บริเวณเขตอำเภอกันทรลักษ์และอำเภอขุนหาญ ซึ่งดินเกิดจากการสลายตัวของหินเกิดตามที่ราบเขาจากวัตถุกำเนิดพวกหินบะซอลต์ หินแอนดีไซต์ ซึ่งจะเป็นชุดดินโชคชัย

ลักษณะและคุณสมบัติของดิน เป็นดินลึกมาก ดินบนเป็นดินเหนียวปนทรายแป้งหรือดินเหนียว สีน้ำตาลปนแดงเข้มมาก ดินล่างเป็นดินเหนียว สีแดงหม่นหรือสีแดงหม่นเข้มมาก ปฏิกิริยาดินเป็นกรดปานกลางถึงเป็นกลาง (pH 6.0-7.0) ในดินบน และเป็นกรดจัดมาก ถึงเป็นกรดจัด (pH 4.5-5.5) ในดินล่าง มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการปลูกไม้ผล และที่สำคัญมีปริมาณธาตุกำมะถันอยู่ในดินโดยธรรมชาติ

ทั้งนี้ จึงส่งผลให้ทุเรียนมีความมันมากกว่าความหวาน ซึ่งเป็นคุณลักษณะเดียวกับทุเรียนนนทบุรี จึงทำให้ทุเรียนมีความอร่อยถูกปากนักบริโภคทุเรียน ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ ความเอาใจใส่ของเกษตรกรที่มุ่งเน้นในเรื่องคุณภาพของผลผลิต จึงทำให้ “ทุเรียนศรีสะเกษ อร่อยที่สุด” แห่งหนึ่งของประเทศไทย

คุณรพีทัศน์ กล่าวอีกว่า ในปัจจุบันผลผลิตทุเรียนจังหวัดศรีสะเกษ โดยทั่วไปในแง่ของการตลาด การบริโภค และการซื้อขายเป็นที่ต้องการของพ่อค้าส่งออก และพ่อค้าภายในประเทศ เนื่องจากทุเรียนของจังหวัดศรีสะเกษมีการพัฒนาคุณภาพให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคและตลาด และบางส่วนผลิตตามมาตรฐาน GAP ทำให้ผลผลิตที่ออกมาจำหน่ายในตลาดของปีที่ผ่านมาไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด

พร้อมกันนี้ยังมีการประชาสัมพันธ์เชิงรุกที่ต่อเนื่องทุกปี คือการจัดงานเทศกาลเงาะ-ทุเรียน และของดีศรีสะเกษ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งการสร้างสรรค์คุณค่าเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม โดยการสร้างอัตลักษณ์ (Identity) เพื่อให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อสินค้า (Brand Loyalty) และการใช้กลยุทธ์ Strategic Story Marketing ภายใต้ตราสินค้า “ทุเรียนศรีสะเกษ” จึงทำให้เกิดความมั่นคงด้านการตลาด และด้านราคาอย่างยั่งยืน จึงส่งผลให้มีมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้น

10-19 มิถุนายน

“เทศกาล เงาะ-ทุเรียน

และของดีศรีสะเกษ” 59″

ในช่วงระหว่าง วันที่ 10-19 มิถุนายน 2559 นี้ จังหวัดศรีสะเกษ ได้กำหนดจัดงาน “เทศกาล เงาะ-ทุเรียน และของดีศรีสะเกษ” 59″ ขึ้น ซึ่งจะจัด ณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ในงานจะประกอบด้วยการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะผลไม้หลากหลายชนิดจำหน่ายโดยเกษตรกร การจำหน่ายสินค้าวิสาหกิจชุมชน สินค้าโอท็อป (OTOP) ของจังหวัดศรีสะเกษ การประกวดผลผลิตทางการเกษตรและการประกวดสินค้า OTOP และที่สำคัญการแสดงทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม 4 เผ่าไทย ที่สวยงามตระการตา

นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรม กิจกรรมภาคบันเทิง ได้แก่ การแสดงดนตรี ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และกิจกรรมต่อต้านยาเสพติด โดยจัดประกวดวงดนตรี การประกวดร้องเพลง ประเภทนักเรียน/นักศึกษา ขึ้นในงานด้วย ฯลฯ

อีกกิจกรรมหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการเกษตร และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นอย่างดีในทุกๆ ปีคือ การจัดกิจกรรมทัวร์สวนเกษตร “อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” ซึ่งปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวชอบมาก เสียเงินเพียง 199 บาท แต่ก็เลือกชิมผลไม้ชนิดต่างๆ ในสวนแบบเต็มที่และเต็มอิ่ม ไม่จำกัดจำนวน เพียงแต่ห้ามห่อกลับบ้าน ถ้าอยากได้ให้ซื้อกลับ

ตะลุยชิมผลไม้ อร่อยไปทุกสวน

อำเภอขุนหาญ อำเภอศรีรัตนะ และอำเภอกันทรลักษ์ เป็นแหล่งปลูกผลไม้ที่สำคัญของจังหวัดศรีสะเกษ โดยเฉพาะทุเรียน ที่เป็นสินค้าเด่นประจำจังหวัด ทุเรียนศรีสะเกษโดดเด่นไม่เหมือนใคร เพราะปลูกในแหล่งดินภูเขาไฟ ที่มีแร่ธาตุสูง มีวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เปลือกบาง เนื้อสัมผัสที่แห้ง เนียน เนื้อหนึบ รสชาติหวานมัน หอม อร่อยมาก และพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นแหล่งปลูกไม้ผลอีกมากมาย เช่น เงาะ ลองกอง มะปรางหวาน กระท้อน ชมพู่ สะตอ ลำไย ส้มโอ มะม่วง ฯลฯ ทำให้มีผลผลิตออกตลอดทั้งปี

คุณฟอง วรรณสิทธิ์ ประธานกลุ่มผู้ปลูกทุเรียนคุณภาพ อำเภอขุนหาญ กล่าวว่า โดยทั่วไปทุเรียนศรีสะเกษส่วนใหญ่จะมีผลผลิตออกสู่ท้องตลาดในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ของทุกปี แต่ละปีผลผลิตมีไม่พอขาย เนื่องจาก ทุเรียนศรีสะเกษเป็นที่ต้องการของผู้ซื้อในประเทศและส่งออก เนื่องจากทุเรียนศรีสะเกษมีคุณภาพใกล้เคียงกับทุเรียนนนทบุรี ทำให้ทุเรียนศรีสะเกษสามารถขายได้ราคาแพงกว่าทุเรียนจากภาคตะวันออก

ปัจจุบัน แหล่งปลูกไม้ผลของจังหวัดศรีสะเกษมีการรวมกลุ่มผู้ปลูกทุเรียนที่ได้มาตรฐาน GAP จากกรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร มีการจัดอบรมเกษตรกร พร้อมตรวจรับรองตามมาตรฐานสากล ทำให้มั่นใจได้ว่า ทุเรียนและผลไม้จากแหล่งผลิตแห่งนี้ ได้รับมาตรฐานอาหารปลอดภัยต่อการบริโภค

คุณฟอง บอกว่า ทุเรียนศรีสะเกษมีรสชาติอร่อย กรอบนอกนุ่มใน โดนใจผู้ซื้อ เพราะกลุ่มผู้ปลูกทุเรียนในท้องถิ่นแห่งนี้นิยมตัดทุเรียนแก่ที่ความสุก 85-90 เปอร์เซ็นต์ เนื้อทุเรียนมีรสหวานจัดถึง 13 องศาบริกซ์ ทำให้ทุเรียนศรีสะเกษได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง

ปีนี้พื้นที่ปลูกทุเรียนส่วนใหญ่ของจังหวัดศรีสะเกษ ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำในการหล่อเลี้ยงต้นทุเรียน รวมทั้งต้นผลไม้ชนิดต่างๆ ส่งผลกระทบทำให้ต้นทุเรียนออกดอกน้อยกว่าเดิม และผลผลิตผลไม้อื่นๆ ก็ลดน้อยลงมากกว่าเดิมเช่นกัน คุณฟอง คาดว่าผลผลิตจะน้อยกว่าปีที่ผ่านมาเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ราคาทุเรียนจึงปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีราคาขายหน้าสวนอยู่ที่ กิโลกรัมละ 70-90 บาท ส่วนผลสุกราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 110-120 บาท

ในช่วงฤดูผลไม้ หากใครอยากเที่ยวชมสวนและชิมผลไม้ ขอแนะนำให้แวะไปที่สวน ลุงเสริม หาญชนะ ตั้งอยู่เลขที่ 53/2 หมู่ที่ 8 บ้านหนองเก่า ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ ที่นี่เป็นศูนย์กลางแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของอำเภอขุนหาญ ลุงเสริม ปลูกทุเรียน 10 ไร่ และมีพื้นที่ปลูกไม้ผลแบบผสมผสานอีก 8 ไร่ ที่นี่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการปลูกดูแลทุเรียนและไม้ผลอีกนานาชนิด และศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ ยังสนับสนุนกิ่งพันธุ์ “กาแฟ” ให้ลุงเสริมทดลองปลูกแซมในสวนผลไม้ผสมผสานแห่งนี้ ปรากฏว่าได้กาแฟคุณภาพดีอีกต่างหาก ใครสนใจอยากเรียนรู้เรื่องการปลูกกาแฟผสมผสานในสวนผลไม้ ก็แวะไปแลกเปลี่ยนข้อมูลการปลูกดูแลกาแฟกับลุงเสริมได้ในสวนแห่งนี้

นอกจากนี้ ผู้สนใจยังสามารถแวะชมแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ ได้ที่ “สวนทศพล” ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 198 บ้านซำตารมย์ หมู่ที่ 7 ตำบลตระกาจ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เจ้าของสวนแห่งนี้ชื่อ คุณทศพล สุวะจันทร์ เป็นประธานกลุ่มผู้ปลูกทุเรียนคุณภาพของอำเภอกันทรลักษ์

สวนทศพล เป็นจุดหนึ่งที่น่าเรียนรู้สำหรับเกษตรกรมือใหม่ที่สนใจปลูกทุเรียนและไม้ผลอื่นๆ เพราะที่นี่ดูแลบริหารงานในลักษณะสวนเกษตรผสมผสาน โดยปลูกทุเรียนเป็นพืชหลัก เนื้อที่ประมาณ 12 ไร่ และปลูกไม้ผลอื่นๆ เช่น มังคุด ลองกอง มะปรางหวาน ฯลฯ โดยทั่วไป สวนทุเรียนมักมีปัญหาเรื่องศัตรูพืชประเภทด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นทุเรียน คุณทศพลใช้วิธีเลี้ยงไก่ไว้ในสวนทุเรียน เพื่อช่วยกำจัดตัวเต็มวัย รวมทั้งใช้ตาข่ายดักปลาพันรอบลำต้น สูงจากพื้นดิน ประมาณ 1 เมตร เพื่อดักตัวเต็มวัย และเฝ้าระวังทำลายไข่ของด้วงหนวดยาว ก่อนที่จะฟักเป็นตัวเจาะเข้าทำลายต้นทุเรียน ควบคู่กับการตัดแต่งกิ่งทุเรียนปลูกใหม่ และการตรวจการระบาดของโรคและแมลงศัตรูทุเรียน และใช้สารชีวภาพขับไล่แมลง ฯลฯ

ในปีนี้ หากผู้อ่านท่านใดสนใจอยากร่วมกิจกรรมทัวร์สวนผลไม้ “เที่ยวทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” สามารถสอบถามรายละเอียดกับหมู่บ้านทัวร์สวนเกษตรบ้านซำตารมย์ ตำบลตระกาจ อำเภอกันทรลักษ์ คุณทศพล สุวะจันทร์ โทร. (083) 797-8856 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอกันทรลักษ์ และสำนักงานเกษตรอำเภอขุนหาญ ศูนย์บริการการท่องเที่ยว อบจ. ศรีสะเกษ โทร. (045) 611-283 รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

ได้รับข้อมูลเพียงเบื้องต้นแล้ว ทำให้ทุกคนอยากมาเยือนศรีสะเกษหรือยัง ดินแดนแห่งอารยธรรมโบราณ แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิชั้นเลิศ เมืองหอม กระเทียม เมืองดอกลำดวน เมือง 4 เผ่าไทย แหล่งผลิต เงาะ-ทุเรียน สวนสะตอที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไม่ว่าจะกี่คำจำกัดความ ก็คงจะไม่เท่าคำๆ นี้ “ศรีสะเกษ ดินแดนมหัศจรรย์ (Amazing Si Sa Ket)”

วันนี้ ศรีสะเกษ ยังรอคุณมาเยือน

ชมหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ที่ “บ้านหนองกอง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

รายงานพิเศษศรีสะเกษ

สาวบางแค 22

ชมหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ที่ “บ้านหนองกอง”

ขอร่วมแสดงความยินดีกับพี่น้องบ้านหนองกอง หมู่ที่ 3 ตำบลโดด อำเภอโพธิ์ศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ในโครงการหมู่บ้านดีเด่น (บ้านสวย เมืองสุข) ประจำปี 2558 รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ระดับประเทศ ณ ศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์รังสิต เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

และชุมชนแห่งนี้ ยังได้รับรางวัลโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ประจำปี 2557 ซึ่งเป็น โครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อสนองแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งชาวบ้านในชุมชนบ้านหนองกอง ได้รับการสนับสนุนความรู้จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษมาได้ตลอด และสร้างผลงานดีเด่นอย่างต่อเนื่องจึงได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลดังกล่าวในปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน กองทัพภาคที่ 2 สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ และ คุณสถิต วิทิตยนตรการ นายอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ ได้สนับสนุนให้ชาวบ้านหนองกอง ได้ดำเนินกิจกรรม “พออยู่ พอกิน แลกเปลี่ยน เหลือขาย” โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต สามารถขจัดความยากจนของตัวเองและชุมชนได้ทุกครัวเรือนกลายเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนต้นแบบ (โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน)

ทุกวันนี้จึงมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป สนใจเข้าเยี่ยมชมชุมชนแห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย เพราะที่นี่นอกจากเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบแล้ว ยังเป็นตำบลจัดการสุขภาพดี และวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืนอีกด้วย ผู้มาเยือนนอกจากได้รับความรู้ต่างๆ จากชุมชนแห่งนี้แล้ว ยังมีโอกาสเลือกซื้อสินค้าพืชผักปลอดภัยจากสารพิษในโครงการ “เมืองเกษตรสีเขียว” ติดมือกลับบ้านอีกด้วย

คุณศุภธิดา ศรีชารัตน์ เกษตรกรต้นแบบไร่นาสวนผสม ได้เล่าให้ฟังว่า ที่ผ่านมา ทางชุมชนได้รับการสนับสนุนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ เข้ามาถ่ายทอดความรู้เรื่องการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ น้ำยาอเนกประสงค์เพื่อใช้เองในครัวเรือน ฯลฯ สำหรับใช้เองในครัวเรือนและกลายเป็นสินค้าที่สร้างรายได้เข้าสู่ชุมชนได้ตลอดทั้งปี

การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ทำได้ไม่ยาก แค่จัดหามูลสัตว์ 1 ส่วน แกลบดิบ 1 ส่วน รำละเอียด 1 ส่วน จุลินทรีย์ (อีเอ็ม) 20 ซีซี กากน้ำตาล 20 ซีซี และน้ำสะอาด 10 ลิตร จากนั้นนำจุลินทรีย์ กากน้ำตาล มาผสมใส่ในถังหมัก นำมูลสัตว์ รำละเอียด มาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันก่อนจะนำแกลบดิบที่มีความชื้นพอหมาดๆ มาคลุกผสมให้เข้ากัน โดยมีความชื้นประมาณ 40-50 เปอร์เซ็นต์ หากทดลองกำแล้วไม่มีน้ำหยดลงมาตามง่ามนิ้วมือก็ถือว่าใช้งานได้

เมื่อเตรียมวัสดุดิบเสร็จให้นำส่วนผสมทั้งหมดมาบรรจุลงใส่กระสอบหรือถุงปุ๋ยที่อากาศสามารถถ่ายเทได้ดี โดยใส่แค่ 3 ใน 4 ของกระสอบเท่านั้น ไม่ต้องกดให้แน่น นำไปวางในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี พลิกกระสอบทุกวัน ช่วง 2-3 วันแรก ภายในกระสอบปุ๋ยจะมีอุณหภูมิสูงประมาณ 50-60 องศา พอวันที่ 5 อุณหภูมิปุ๋ยจะเริ่มเย็นลงเหลือแค่ 30 องศา แสดงว่าปุ๋ยแห้งสนิทแล้วสามารถนำไปใช้บำรุงต้นพืชได้ทุกชนิด หากใช้ไม่หมดสามารถเก็บได้นานถึง 1 ปี โดยเก็บในบริเวณที่ร่ม ไม่ให้โดนแดด โดนฝน เมื่อต้องการนำไปใช้งาน ใช้ปุ๋ย 1 กำมือ ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร สามารถช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ตามที่ต้องการ