ดรธานี อีกหนึ่งแหล่งผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพเพื่อส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05031150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

เทคโนโลยีการเกษตร

เรียบเรียง : สุทธินันท์ ประสาธน์สุวรรณ์ นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุดรธานี

ดรธานี อีกหนึ่งแหล่งผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพเพื่อส่งออก

กล้วยหอมทอง เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการส่งออก หลายประเทศมีความต้องการบริโภคสูง โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น

ปัจจุบัน ในประเทศไทยมีการปลูกกล้วยหอมเพื่อการค้าในหลายจังหวัด รวมถึงที่จังหวัดอุดรธานี

โดยการปลูกกล้วยหอมทองเพื่อการค้าของจังหวัดอุดรธานี เกิดขึ้นในปี 2537 โดยมี คุณทองคูณ โพธิ์พรม เกษตรกร บ้านโพธิ์ ตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม เป็นเกษตรกรผู้เริ่มต้นและจุดประกายการปลูกกล้วยหอมทอง

เริ่มขายจากตลาดท้องถิ่น

เดิมนั้น คุณทองคูณทำงานอยู่ในโรงงานไม้อัดที่จังหวัดนนทบุรี แต่เนื่องด้วยมีรายได้ไม่เพียงพอการค่าใช้จ่ายในครัวเรือน จึงตัดสินใจกลับบ้านเกิด มาประกอบอาชีพการเกษตร และได้นำพันธุ์กล้วยหอมทองจากจังหวัดนนทบุรีมาปลูก

ด้านการตลาด เริ่มต้นด้วยการปลูกเพื่อจำหน่ายในตลาดท้องถิ่น และนำไปให้เพื่อนที่อยู่บ้านปากสวย ตำบลปากสวย อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ช่วยจำหน่ายในร้านค้าริมข้างทาง บนถนนสายหนองคาย-โพนพิสัย เนื่องจากมีรถสัญจรมากพอสมควร ต่อมามีการพัฒนาจนกลายเป็นตลาดกล้วยหอมทองแหล่งใหญ่อีกแห่งหนึ่งจนถึงปัจจุบัน

ต่อมาในปี 2540 คุณทองคูณ ได้ริเริ่มจัดตั้งกลุ่มผู้ปลูกกล้วยหอมทองอำเภอสร้างคอมขึ้น มีสมาชิกเริ่มต้นทั้งหมด 23 คน และในปี 2549 นายทองคูณ ได้ขอการรับการรับรองแหล่งผลิต GAP กล้วยหอมทองเป็นรายแรกและรายเดียวของจังหวัดอุดรธานี

ปี พ.ศ. 2552 กลุ่มกล้วยหอมทองอำเภอสร้างคอมได้จดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองอำเภอสร้างคอม มีสมาชิกทั้งหมด 36 ราย โดยมี คุณจักรินทร์ โพธิ์พรม เป็นประธาน

สำหรับคุณจักรินทร์นั้น เป็นลูกชายของคุณทองคูณ โดยเมื่อกลับมาจากการทำงานที่ประเทศอิสราเอล ได้นำความรู้ด้านการเกษตรมาปรับใช้ในแปลงกล้วยหอมทอง พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง และได้เข้ามาเป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองอำเภอสร้างคอม ซึ่งสมาชิกในกลุ่มได้รับการรับรองแหล่งผลิต GAP กล้วยหอมทองเพิ่มขึ้น จำนวน 6 ราย และเริ่มมีการผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออก

ในปี 2557 เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มมีประสิทธิภาพ จึงได้จัดตั้งกลุ่มใหม่เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกกล้วยหอมทองตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม มีสมาชิกทั้งหมด 40 ราย และในเบื้องต้นเกษตรกรที่มีความพร้อมในการปฏิบัติตามระบบ GAP พืช ได้ขอการรับรองแหล่งผลิต GAP พืชแบบกลุ่ม (กล้วยหอม) จำนวน 17 ราย ประกอบด้วยเกษตรกรอำเภอสร้างคอม 8 ราย อำเภอพิบูลย์รักษ์ 7 ราย และอำเภอเพ็ญ 2 ราย โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุดรธานี ในสังกัดสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 จังหวัดขอนแก่น กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการตรวจประเมินการจัดการระบบควบคุมภายในของกลุ่ม การตรวจแปลงผลิตกล้วยหอมทองตามมาตรฐานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสุ่มตัวอย่างวิเคราะห์สารพิษตกค้าง

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกกล้วยหอมทองตำบลบ้านโคก ได้รับการรับรองแหล่งผลิต GAP พืช แบบกลุ่ม (กล้วยหอม) ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2558 จำนวน 17 ราย และคาดว่าสมาชิกที่เหลือจะยื่นขอการรับรองแหล่งผลิต GAP พืช (กล้วยหอม) ต่อไป

ในปี 2559 นี้ จังหวัดอุดรธานีมีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองทั้งหมด 123 ไร่ โดยแหล่งปลูกสำคัญของจังหวัดอุดรธานีอยู่ในเขตอำเภอสร้างคอม พื้นที่ 70 ไร่ ที่เหลืออยู่ในเขตอำเภอพิบูลย์รักษ์และอำเภอเพ็ญ 20 ไร่ อำเภอกุมภวาปี 23 ไร่ และอำเภอกุดจับ 10 ไร่

เทคโนโลยีการผลิตของอุดรธานี

กล้วยหอมทองของจังหวัดอุดรธานี เน้นการผลิตที่ไม่มีการใช้สารเคมี ดังนั้น จึงมีการผลิตได้ปีละ 1 รอบการผลิตเท่านั้น โดยแต่ละรอบการผลิตใช้ระยะเวล 8-11 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพความอุดมสมบูรณ์ของแต่ละพื้นที่ ดังนั้น เกษตรกรที่เป็นสมาชิกของกลุ่มจึงมีการวางแผนการผลิตเพื่อสามารถให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดได้ตลอดทั้งปี

โดยในการปลูกและการดูแลรักษานั้นจะมีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

การเตรียมพื้นที่ปลูก : ไถเตรียมดิน 2-3 ครั้ง ใช้ระยะปลูก 2×2 เมตร ขนาดหลุมปลูก 30x30x30 เซนติเมตร รองพื้นด้วย ปุ๋ยคอกที่คลุกด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มา อัตรา 2,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ที่คลุกเคล้าด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าสด 80 กิโลกรัม ต่อไร่

การเตรียมพันธุ์และการปลูก : ปลูกด้วยหน่อกล้วยที่สมบูรณ์ มีความยาว 30-50 เซนติเมตร

การใส่ปุ๋ย : อายุ 1 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 40-60 กิโลกรัม ต่อไร่

อายุ 3 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 60-80 กิโลกรัม ต่อไร่

อายุ 5 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 หรือ 8-24-24 อัตรา 80-120 กิโลกรัม ต่อไร่

การให้น้ำ : มีการให้น้ำด้วยระบบน้ำหยด หรือมินิสปริงเกลอร์ โดยควบคุมความชื้นในดินที่ระดับ 80 เปอร์เซ็นต์

การตัดแต่งหน่อ : หลังปลูก 3-4 เดือน กล้วยจะเริ่มมีการแตกหน่อ ให้ตัดหน่อที่เกิดทิ้งตลอดช่วงการเจริญเติบโตจนถึงระยะก่อนการเก็บเกี่ยว ให้ตัดก่อนที่หน่อจะแตกใบเพื่อไม่ให้เกิดการแย่งอาหารจากต้นแม่ กรณีบางพื้นที่ต้องการผลิตกล้วยหอมทองมากกว่า 1 รอบการผลิต ต่อพื้นที่ จะเก็บหน่อที่สมบูรณ์ไว้ 1 หน่อ ส่วนหน่อที่เหลือจะนำไปเป็นส่วนขยายพันธุ์ต่อไปหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว

การตัดแต่งใบ : การตัดแต่งใบจะตัดแต่งพร้อมกับการตัดแต่งหน่อ โดยจะให้เหลือใบมากที่สุด คือ 11-13 ใบ เพื่อให้ใบช่วยพรางแสง ลดความเข้มของแสงลง ไม่ให้แสงส่องถูกผลกล้วยโดยตรง โดยไม่มีการห่อเครือ

การตัดปลี : กล้วยหอมทอง 1 เครือ จะเก็บผลผลิตที่สมบูรณ์ไว้ 5-6 หวี ต่อเครือ และจะตัดปลีทิ้งเมื่อเกิดข้อต่อจากหวีสุดท้ายลงมา 3 ข้อ จากนั้นทำสัญลักษณ์ที่แตกต่างกันเพื่อกำหนดวันเก็บเกี่ยว

การกำจัดวัชพืช : กำจัดวัชพืชโดยใช้แรงงานคน 3 ครั้ง ต่อรอบการผลิต

การค้ำลำต้น : กล้วยหอมทองมักประสบปัญหาเรื่องหักล้มง่าย จึงต้องใช้ไม้ค้ำเครือกล้วยทุกต้น

การเก็บเกี่ยว : เก็บเกี่ยวกล้วยหอมทองที่มีความแก่ประมาณ 75-80% คือ หลังจากตัดปลีกล้วยแล้วประมาณ 55-65 วัน ทำการตัดกล้วยทั้งเครือแล้วป้องกันไม่ให้กล้วยบอบช้ำระหว่างการขนย้าย โดยการสอดแผ่นโฟมหนาประมาณ 3 มิลลิเมตร ระหว่างหวีภายในเครือ แล้วนำไปทำความสะอาด บรรจุหีบห่อและเก็บรักษา

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว : ก่อนล้างทำความสะอาด จะแขวนเครือกล้วยไว้เพื่อป้องกันกล้วยช้ำหรือโดนกระแทก จากนั้นจึงนำเครือกล้วยมาแยกหวีออกจากกัน ล้างทำความสะอาด และเป่าให้แห้ง คัดแยกผลผลิตที่สมบูรณ์ สวยงาม ไม่มีโรคและแมลง น้ำหนักต่อลูกเฉลี่ย 120 กรัม ทำการติดรหัสแปลงที่หวีกล้วยเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบย้อนกลับ หุ้มด้วยวัสดุกันกระแทก และบรรจุกล่อง

การจำหน่าย : เกษตรกรจะจำหน่ายให้กับทาง 7 – ELEVEN ที่ความสุกแก่อยู่ที่ระดับ 80 เปอร์เซ็นต์ โดยถ้าเป็นการบรรจุ 1 ลูก ต่อแพ็ก น้ำหนักเฉลี่ย 120 กรัม ต่อลูก ส่วนที่บรรจุ 2 ลูก ต่อแพ็ก น้ำหนักเฉลี่ย 90-110 กรัม ต่อลูก

ปัญหาและอุปสรรค : เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป ทำให้จำเป็นต้องมีการให้น้ำเสริมในช่วงแล้ง เพื่อรักษาคุณภาพของผลผลิต จึงทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 20%

ผลผลิต ต้นทุน และรายได้ : ผลผลิตเฉลี่ย 3,500-4,000 กิโลกรัม ต่อไร่ มีรายได้ 45,500-52,000 บาท ต่อไร่ (ที่ราคาขาย 13 บาท ต่อกิโลกรัม) ต้นทุนการผลิต 21,700 บาท ต่อไร่ มีผลตอบแทน 23,800-30,300 บาท ต่อไร่ และยังมีรายได้จากการขายต้นพันธุ์กล้วยปีละ 20,000 บาท ต่อไร่

ด้านการตลาด : ระหว่าง ปี 2552-2558 เกษตรกรของจังหวัดอุดรธานีได้มีการส่งออกผลผลิตกล้วยหอมทองไปยังประเทศญี่ปุ่น โดยผ่าน บริษัท Pan Pacific Food Corporation

แต่ในช่วงปลายปี 2558 เป็นต้นมา เกษตรกรได้มีการเปิดตลาดในประเทศโดยผลผลิตส่งขายให้กับ 7 – ELEVEN ราคากิโลกรัมละ 12-13 บาท และในช่วงปลายเดือนสิงหาคม-กันยายน พ.ศ. 2559 ส่งออกผลผลิตกล้วยหอมทองไปยังประเทศญี่ปุ่น มาเลเซีย ดูไบ และรัสเซีย โดยการรวบรวมผลผลิตร่วมกับผลผลิตจากจังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดกระบี่ ราคาส่งออก กิโลกรัมละ 17 บาท

กล้วยหอมทองในวันนี้จึงเป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุดรธานี ตั้งอยู่ที่ 135 หมู่ที่ 2 ตำบลไชยวาน อำเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี โทรศัพท์ (086) 450-7503

มะม่วงหิมพานต์บ้านหาดไก่ต้อย อุตรดิตถ์ สินค้าคุณภาพ สร้างรายได้ดีอย่างต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05037150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

เทคโนโลยีการเกษตร

การุณย์ มะโนใจ

มะม่วงหิมพานต์บ้านหาดไก่ต้อย อุตรดิตถ์ สินค้าคุณภาพ สร้างรายได้ดีอย่างต่อเนื่อง

เมื่อหลายวันก่อนมีโอกาสนำเกษตรกรปราดเปรื่องหรือสมาร์ทฟาร์เมอร์ และยังสมาร์ทฟาร์เมอร์ (Smart Farmer, Yong Smart Farmer) ของจังหวัดพะเยา ไปศึกษาดูงานวิสาหกิจชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย ตำบลหาดล้า อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งผลิตมะม่วงหิมพานต์จำหน่าย มาดูข้อมูลของตำบลหาดล้า ซึ่งเดิมเป็นตำบลที่ตั้งอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำน่าน อยู่ทางทิศเหนือของที่ว่าการอำเภอท่าปลา (เดิม) เมื่อ พ.ศ. 2512 ทางราชการได้ก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ กั้นแม่น้ำน่าน ทำให้น้ำเอ่อล้นท่วมครอบคลุมพื้นที่ของตำบลหาดล้า ราษฎรได้พากันอพยพหนีน้ำมาสู่ที่อยู่ใหม่ โดยทางนิคมลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นผู้จัดสรรพื้นที่ทำกิน โดยจับสลาก ครอบครัวละ 15 ไร่ ปัจจุบัน ตำบลหาดล้า จึงประกอบไปด้วยประชาชนหลากหลายหมู่บ้าน หลายตำบลของอำเภอท่าปลาที่โยกย้ายมาอยู่รวมกันเป็นผังๆ รวมกันเป็นตำบลหาดล้า

ปัจจุบัน ตำบลหาดล้า เป็นตำบลหนึ่งของอำเภอท่าปลา มีเนื้อที่ทั้งหมด 56.964 ตารางกิโลเมตร จำนวนราษฎร 5,317 คน 1,168 ครัวเรือน แบ่งการปกครองตามลักษณะพื้นที่ออกเป็น 9 หมู่บ้าน ได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล จากกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2539 ตำบลหาดล้า มีสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา และบางส่วนเป็นที่ราบเชิงเขามีเนินสลับ (คล้ายลูกระนาด) มีลำห้วย 9 สาย คือ ห้วยอีบุต ห้วยรกช้าง ห้วยสิงห์ ห้วยคลองชมภู ห้วยผาเข็ม ห้วยงุ้นใหญ่ ห้วยงุ้นน้อย ห้วยชำ ห้วยอ้อม ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่ใช้ในการเกษตร แต่จะแห้งขอดในช่วงฤดูแล้ง เมื่อเดินทางถึงบ้านหาดไก่ต้อย ตำบลหาดล้า อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งได้มีที่รวมตัวกันปลูกและแปรรูปเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ที่สำคัญแห่งหนึ่งทางแถบภาคเหนือ มีคุณภาพ และปริมาณผลผลิตต่อปีไม่แพ้ทางภาคใต้และภาคตะวันออก เป็นแหล่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงในการปลูกและแปรรูปมะม่วงหิมพานต์ในระดับประเทศทีเดียว บ้านหาดไก่ต้อย อยู่ทางทิศใต้ของอำเภอท่าปลา ประมาณ 5 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณ 20 นาที

– ทิศเหนือ ติดต่อกับ หมู่ที่ 4 บ้านโป่งแก้ว ตำบลหาดล้า

– ทิศใต้ ติดต่อกับ หมู่ที่ 9 บ้านเนินสิงห์ ตำบลร่วมจิต

– ทิศตะวันออก ติดต่อกับ หมู่ที่ 11 บ้านผาแก่น ตำบลท่าปลา

– ทิศตะวันตก ติดต่อกับ หมู่ที่ 2 บ้านตีนดอย ตำบลหาดล้า

พืชทนแล้งได้ดี

ลักษณะภูมิประเทศของตำบลนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่สูง มีคลองสิงห์ไหลผ่านใช้ประโยชน์ได้น้อย เพราะคลองสิงห์ไหลผ่านจะเป็นพื้นที่ทำการเกษตรของหมู่บ้านน้ำสิงห์ใต้ หมู่ที่ 5 ตำบลท่าปลา แต่พื้นที่ทำกินการเกษตร บ้านหาดไก่ต้อยจะอยู่บนเนินเขาทั้งหมด โดยแบ่งเป็น พื้นที่ราบน้ำท่วมถึง คิดเป็น ร้อยละ 20 ที่ราบเนินเขาน้ำท่วมไม่ถึง คิดเป็น ร้อยละ 30 ภูเขาสูง คิดเป็นร้อยละ 50 ชุมชนส่วนมากของบ้านหาดไก่ต้อย มีรายได้จากการแปรรูปมะม่วงหิมพานต์ดีมาก เช่น รับจ้างขูดหรือลอกเยื่อเมล็ดมะม่วง บ้างก็รับจ้างแกะเปลือก บางส่วนก็แปรรูป และยังมีอีกเป็นจำนวนมากที่รับงานไปทำที่บ้าน ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ในตำบลหาดล้า ปลูกมะม่วงหิมพานต์เป็นอาชีพหลัก แปรรูปเองและจำหน่ายต้นพันธุ์อีกด้วย พันธุ์ที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ศรีสะเกษ 60-1 และพันธุ์ศรีสะเกษ 60-2

เนื่องจาก มะม่วงหิมพานต์ เป็นพืชที่ลงทุนต่ำ ทนแล้ง ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยมีการส่งออกต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 117 ล้านบาท ในปี 2547 มีพื้นที่ปลูกทั่วประเทศ ประมาณ 180,000 ไร่ เป็นพื้นที่ให้ผลผลิตแล้ว ประมาณ 150,000 ไร่ ผลผลิตประมาณ 40,000 ตัน จังหวัดที่เป็นแหล่งปลูกที่สำคัญ คือ ระนอง ชลบุรี อุบลราชธานี พังงา ปัตตานี และระยอง ผลผลิตสามารถเก็บไว้ได้นานไม่เน่าเสียง่ายเหมือนผลไม้ทั่วไป มะม่วงหิมพานต์นั้นเดิมทีเป็นไม้ผลพื้นเมืองของอเมริกาใต้ มีปลูกกันทั่วไปตั้งแต่เม็กซิโกจนถึงเปรู ต่อมาได้ขยายพันธุ์ออกไปอย่างกว้างขวางในทวีปแอฟริกา อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ตามหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก ตลอดจนถึงทวีปเอเชีย ประเทศที่นับได้ว่าเป็นผู้ส่งออกผลิตผลจากมะม่วงหิมพานต์รายใหญ่ของโลก ได้แก่ อินเดีย โมซัมบิก แทนซาเนีย บราซิล เป็นต้น

สำหรับประเทศไทย มะม่วงหิมพานต์ได้ปลูกกระจายไปทั่วประเทศ แต่ปลูกมากทางภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก โดยเฉพาะที่จังหวัดตราดและจังหวัดอุตรดิตถ์ ก็ได้มีการนำมะม่วงหิมพานต์มอบให้เกษตรกรในพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน ที่อพยพจากที่ทำกินเดิม ที่ถูกน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนสิริกิต์ เพื่อปลูกขยายพันธุ์เช่นกัน มะม่วงหิมพานต์เป็นไม้ผลยืนต้น ตระกูลเดียวกับมะม่วง มีขึ้นอยู่ทั่วไปในประเทศที่มีอากาศร้อนและฝนตกชุก เป็นต้นไม้ที่ไม่ผลัดใบ สูงราว 6-12 เมตร แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มกว้างออกไปโดยรอบ 4-10 เมตร กิ่งทอดยาว แผ่ออกข้างๆ กิ่งใหญ่ หรือส่วนโคนของกิ่งใหญ่ๆ ถ้าปล่อยตามธรรมชาติจะไม่มีกิ่งแขนงเกิด แต่ถ้าได้รับการตัดแต่งหรือบังคับ ก็จะมีกิ่งแขนงแตกออกตามทิศทางที่เราต้องการได้ ลักษณะของใบจะค่อนข้างหนาคล้ายรูปไข่ ปลายใบป้อม โคนใบแหลมยาว ประมาณ 10-12 เซนติเมตร กว้าง ประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร ออกช่อดอกที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว ประมาณ 15-25 เซนติเมตร บางดอกมีแต่เกสรตัวผู้ บางดอกมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย อยู่ในช่อดอกเดียวกัน ดังนั้น การผสมพันธุ์จึงผสมในช่อเดียวกัน ลักษณะดอกเป็นช่อ ใน 1 ดอก ประกอบด้วยกลีบเลี้ยงสีเขียว 5 กลีบ กลีบดอกสีขาวนวล 5 กลีบ เมื่อแรกบานกลีบดอกจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีชมพูอมเหลือง แต่ละดอกมีขนาดเล็กมาก เมื่อเวลาดอกบาน กลีบดอกทั้ง 5 ม้วนเข้าหากลีบเลี้ยง คงโผล่ให้เห็นยอดเกสรตัวเมียชัดเจน เกสรตัวผู้ อยู่ภายในดอก 9 อัน และมีรังไข่อยู่ที่ก้านเกสรตัวเมีย ผลของมะม่วงหิมพานต์ ผลมีลักษณะแปลกประหลาด ส่วนที่เป็นผลคือก้านของดอกที่ขยายตัวพองขึ้นและส่วนที่เป็นผลจริงๆ คือ เมล็ดที่มีรูปร่างเหมือนไตติดอยู่ตรงปลายสุด เมื่อยังอ่อนมีสีเขียว และขยายเติบโตจนใหญ่กว่าผลในระยะแรก ก้านดอกเมื่อได้ขนาดก็หยุดเจริญเปลี่ยนเป็นสีเทา และพร้อมกันนี้ดอกที่เป็นผลปลอมก็เริ่มขยายเบ่งตัวพองโตขึ้นจนใหญ่กว่าเมล็ด เมล็ดขนาดยาวประมาณ 3 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร ถ้าผ่าเมล็ดออกเปลือกเมล็ดจะหนาราว 2-3 มิลลิเมตร เมล็ดในมีสีขาวนวลประกบกัน 2 ซีก เปลือกหุ้มเมล็ดมียางสีน้ำตาลอ่อน มีลักษณะเป็นกรด ถ้าถูกผิวหนังจะทำให้พองเป็นแผลเปื่อย

รวมกลุ่มพัฒนา

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย ตำบลหาดล้า อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นกลุ่มที่รวมตัวกันปลูกและแปรรูปเมล็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นส่วนใหญ่ และมีรายได้จากการแปรรูปที่ดีมาก มีการรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน รับซื้อและคัดเลือกเมล็ดมะม่วง โดยมี คุณวันทรา ผ่านคำ เป็นประธานกลุ่ม โดยมีสำนักงานเกษตรอำเภอท่าปลา เขื่อนสิริกิติ์ และอีกหลายหน่วยงานให้การสนับสนุนด้านวิชาการและงบประมาณในการจัดหาอุปกรณ์และโรงเรือนเก็บผลผลิต ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย เล่าให้ฟังว่า เดิมทีครอบครัว คุณพ่อสำรวย ขำทอง และ คุณแม่ลำดวน ขำทอง ได้ปลูกพืชและทำไร่หาปลาอยู่บริเวณใกล้เคียงที่เป็นเขื่อนสิริกิติ์ในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของที่ว่าการอำเภอท่าปลา (เดิม) และเมื่อปี พ.ศ. 2512 ทางราชการได้ก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์กั้นแม่น้ำน่าน ทำให้น้ำเอ่อล้นท่วมครอบคลุมพื้นที่ของตำบลหาดล้า ราษฎรได้พากันอพยพหนีน้ำมาสู่ที่อยู่ใหม่ โดยทางนิคมลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นผู้จัดสรรพื้นที่ทำกิน โดยวิธีการจับสลากครอบครัวละ 15 ไร่ ปัจจุบัน ตำบลหาดล้า จึงประกอบไปด้วยประชาชนหลากหลายหมู่บ้าน หลายตำบลของอำเภอท่าปลาที่โยกย้ายมาอยู่รวมกันเป็นตำบลหาดล้าปัจจุบัน เมื่อแรกที่อพยพกันมาใหม่ๆ นั้น คุณพ่อไม่รู้ว่าจะปลูกอะไรดี กล้วยและอ้อยที่นำมาปลูกก็ไม่ค่อยได้ผลมากนัก เนื่องจากน้ำท่าไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนที่เดิม ประกอบกับหน้าแล้งก็แล้งจัด คุณพ่อจึงได้นำเมล็ดมะม่วงหิมพานต์เข้ามาปลูกเป็นรายแรกๆ ของตำบลหาดล้าก็ว่าได้ แต่เนื่องจากสมัยนั้นชาวบ้านยังไม่ค่อยรู้จักและนิยมบริโภคมากนัก การแกะเมล็ดก็ยุ่งยากทีเดียว เนื่องจากยังไม่มีเครื่องแกะเมล็ด แต่การปลูกและขยายพันธุ์ก็ดำเนินมาเรื่อยๆ พร้อมๆ กับการปลูกพืชไร่อื่นๆ ควบคู่ไปด้วย

คุณวันทรา กล่าวเพิ่มเติมว่า ประมาณปี พ.ศ. 2549 เกิดน้ำป่าไหลบ่า ทำให้ภูเขาถล่มในพื้นที่ เกิดความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรมากมาย ทางกองงานในพระองค์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เข้ามาสนับสนุนในด้านเงินทุนตลอดจนพันธุ์มะม่วงหิมพานต์และเครื่องมือที่ใช้ในการแปรรูปแบบครบวงจร จึงทำให้มีการรวมกลุ่มของชาวบ้านในแถบใกล้เคียงปลูกขยายพันธุ์และแปรรูปมะม่วงหิมพานต์เพิ่มมากขึ้น และเนื่องจากมะม่วงหิมพานต์เป็นพืชที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว เมื่อเริ่มเข้าปีที่ 3 ของการปลูกก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว โดยจะออกผลในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งเมื่อเกษตรกรเก็บเกี่ยวแล้วจะต้องนำผลที่ได้ไปตากแดด ประมาณ 2-3 วัน ให้แห้ง แล้วจึงจะนำมาส่งขาย ในราคากิโลกรัมละ 25-30 บาท จากนั้นก็จะนำเมล็ดที่ได้เข้าสู่กระบวนการแปรรูป โดยนำผลมะม่วงหิมพานต์ไปต้มในน้ำเดือดจัด นาน 1 ชั่วโมง แล้วตักขึ้น ผึ่งทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นจึงนำผลที่ต้มแล้วไปกะเทาะเปลือก ขั้นตอนนี้ต้องใช้แรงงานคนในการกะเทาะเปลือกออกทีละผล ซึ่งทางกลุ่มจะจ้างแรงงานชาวบ้านในชุมชนทำและให้ค่าจ้างตามผลผลิตที่แกะออกได้ ในอัตรา กิโลกรัมละ 13 บาท (ใน 1 วัน ต่อ 1 คน จะสามารถทำได้ ประมาณ 13-15 กิโลกรัม ตามความชำนาญ) เมื่อกะเทาะเปลือกออกแล้ว ก็จะได้ออกมาเป็นเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ที่มีเยื่อหุ้ม ต้องนำเมล็ดเหล่านั้นเข้าตู้อบแห้งอีกครั้งเพื่อไล่ความชื้นออก จากนั้นจึงนำไปแกะเยื่อหุ้มเมล็ดออกเป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งขั้นตอนนี้จะใช้คนในชุมชนให้มารับเมล็ดมะม่วงหิมพานต์หรืออาจนำไปแกะเยื่อที่บ้านก็ได้ โดยให้ค่าจ้างเป็นกิโลกรัม แล้วแต่ตกลงกัน เมื่อแกะเสร็จก็จะได้ออกมาเป็นเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ที่เรียกว่า “เมล็ดขาว” เมล็ดขาวเหล่านี้จะถูกส่งมาเพื่อคัดขนาดอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะส่งจำหน่ายต่อไป ปัจจุบัน ทางกลุ่มยังได้แปรรูปในลักษณะการปรุงรส อบหรือทอดจำหน่าย ด้วยเป็นการเพิ่มมูลค่า เมล็ดมะม่วงหิมพานต์สามารถคัดเกรดคุณภาพได้เป็น 5 ประเภทด้วยกัน คือ ขนาดใหญ่ ราคา 240 บาท ต่อกิโลกรัม ขนาดกลาง ราคา 200 บาท ต่อกิโลกรัม ขนาดเล็ก ราคา 170 บาท ต่อกิโลกรัม เมล็ดครึ่งซีก ราคา 160 บาท ต่อกิโลกรัม และเมล็ดป่น ราคา 20-30 บาท ต่อกิโลกรัม (เมล็ดป่นนำไปโรยหน้าเค้กและทำเบเกอรี่) โดยเมล็ดดิบ ปริมาณ 4.5 กิโลกรัม เมื่อแปรรูปแล้วจะได้ออกมาเป็นเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ 1 กิโลกรัม

พันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้า

มะม่วงหิมพานต์ที่ปลูกอยู่ทั่วโลกมีไม่ต่ำกว่า 400 พันธุ์ แต่พันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้าในปัจจุบันมีไม่มากนัก ซึ่งได้จากการคัดเลือกพันธุ์พื้นเมืองที่มีลักษณะดีตรงตามความต้องการ สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรได้คัดเลือก และได้ผ่านการรับรองพันธุ์แล้ว จำนวน 2-3 พันธุ์ คือ พันธุ์ศรีสะเกษ 60-1 และศรีสะเกษ 60-2 นอกจากพันธุ์ที่กล่าวมาแล้ว ยังมี พันธุ์ศิริชัย 25 ซึ่ง เกษตรกรบางรายอาจคัดเลือกพันธุ์ดีจากแหล่งต่างๆ มาปลูกเองก็ได้ มะม่วงหิมพานต์สามารถปลูกโดยใช้เมล็ดพันธุ์ดี เพาะใส่ถุงขนาด 5×8 นิ้ว หรือปลูกลงในหลุมเลย โดยกดเมล็ดด้านเว้าลงให้จมจนมิด วางเมล็ดเอียง 45 องศา อายุต้นกล้าที่เพาะในถุงพลาสติกไม่ควรเกิน 4 เดือน ก่อนย้ายลงปลูก โดยขุดหลุมให้กว้าง ยาว ลึก ประมาณ 50-100 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้นและระหว่างแถว 6 เมตร จากนั้นผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 3-5 กิโลกรัม คลุกกับดินบนที่กองไว้ กลบลงในหลุมประมาณครึ่งหลุม นำต้นมะม่วงหิมพานต์ที่จะปลูกวางลงในหลุมให้โคนต้นอยู่เหนือปากหลุมเล็กน้อย ปักไม้พยุงลำต้นโดยใช้เชือกผูกติดกับต้นมะม่วงหิมพานต์เพื่อป้องกันลมโยก จึงนำดินที่เหลือกลบหลุมให้แน่น แม้ว่ามะม่วงหิมพานต์จะเป็นพืชที่ปลูกง่าย แต่ถ้ามีการปฏิบัติบำรุงรักษาที่ดีแล้ว จะทำให้มะม่วงหิมพานต์เจริญเติบโตดี และให้ผลผลิตสูงขึ้น การปฏิบัติดูแลรักษามะม่วงหิมพานต์ที่ถูกต้อง ควรมีการใส่ปุ๋ย เมื่อมะม่วงหิมพานต์มีอายุประมาณ 3-4 ปีขึ้น ควรพรวนดินตื้นๆ เป็นวงแหวนรอบบริเวณรัศมีของทรงพุ่ม ไม่ควรพรวนดินลึกเข้าไปภายในทรงพุ่ม เพราะจะกระทบกระเทือนระบบราก แบ่งจำนวนปุ๋ยที่จะใส่ออกเป็น 4 ส่วน ใส่ปุ๋ยบริเวณรอบๆ ทรงพุ่มตรงบริเวณที่พรวน ประมาณ 3 ส่วน อีก 1 ส่วน โรยบนพื้นดินภายในทรงพุ่ม แต่ควรระวังอย่าใส่ปุ๋ยให้ชิดกับโคนต้น เพราะปุ๋ยจะทำให้เปลือกของลำต้นเน่า และจะทำให้ตายได้ เหตุผลที่ใส่ปุ๋ยรอบบริเวณรัศมีทรงพุ่ม เพราะรากฝอยและรากแขนงซึ่งเป็นรากที่หาอาหารของต้นไม้จะอยู่มากในบริเวณรัศมีทรงพุ่ม หลังจากใส่ปุ๋ยแล้วควรรดน้ำด้วย เพื่อเป็นการให้ปุ๋ยละลายแทรกซึมลงไปในดิน รากจะใช้ได้ทันที

การจัดการเพื่อเสริม

ความสมบูรณ์ แข็งแรง

ของต้นและผลผลิต

เมื่อมะม่วงหิมพานต์ มีอายุ 1-2 ปี ควรตัดแต่งให้เหลือลำต้นเดียว-ตัดแต่งกิ่งทุกปี โดยตัดแขนงที่ไม่สมบูรณ์ อยู่ในทรงพุ่ม หรือกิ่งที่มีโรคแมลงทำลาย ปีแรกควรตัดกิ่งแขนงให้สูงจากดินไม่เกิน 1 คืบ ปีที่ 2 ควรตัดแต่งกิ่งแขนงให้สูงจากดิน ประมาณ 1 ไม้บรรทัด ส่วนในปีต่อๆ ไป ควรตัดแต่งกิ่งแขนงขยับขึ้นเรื่อยๆ จนถึงประมาณเมตรครึ่งให้หยุดตัดได้

ข้อควรพิจารณา

ในการตัดแต่งกิ่ง

ตัดแต่งกิ่งแขนงเล็กที่เกินไปทางกิ่งลำต้นใหญ่ออก ตัดกิ่งแขนงเล็กที่ใบไม่ถูกแสงออก ทรงพุ่มที่เกิดชิดและชนกันระหว่างต้นให้ตัดออก ขณะที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ยังเล็ก อายุไม่เกิน 1 ปี ในระยะที่ฝนทิ้งช่วงควรมีการรดน้ำบ้าง เพื่อช่วยต้นมะม่วงหิมพานต์ให้เติบโต ผ่านพ้นไปจนสามารถยืนต้นเองได้

จะเห็นได้ว่ามะม่วงหิมพานต์ปลูกง่าย ดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก ทนแล้ง โรคแมลง ศัตรูมีน้อยมาก ผลผลิตในปัจจุบันมีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ ข้อดีของมะม่วงหิมพานต์คือ ทุกส่วนของต้น สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด เปลือกที่แกะเมล็ดออกแล้วสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการต้มเมล็ดได้ หรืออาจจะรวบรวมส่งโรงงานเพื่อสกัดสารเคมีในการทำน้ำมันเบรกก็ได้ ส่วนผลผลิตที่มีคุณภาพดี ตลาดมีความต้องการจำนวนมาก การลงทุนต่ำ ผลตอบแทนค่อนข้างสูง ใช้แรงงานในครัวเรือนในการแปรรูปได้ ไม่ต้องเข้าไปหางานทำในเมือง อาจกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่มีอนาคตสดใสไม่น้อยทีเดียว

ปัจจุบัน ทางกลุ่มประสบปัญหาการแย่งซื้อผลผลิตจากโรงงานแปรรูปมะม่วงหิมพานต์ จากจังหวัดน่าน ซึ่งมีโรงงานเกือบ 20 แห่ง กลุ่มจึงมีความจำเป็นต้องบริหารจัดการผลผลิต เช่น รับซื้อเพื่อเก็บสินค้าคงคลังไว้

ท่านที่สนใจข้อมูลการปลูกและขยายพันธุ์มะม่วงหิมพานต์ เพิ่มเติมติดต่อได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอท่าปลา เลขที่ 144 หมู่ที่ 1 อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (055) 499-121 และที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย ตำบลหาดล้า อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (086) 931-4924

เมล่อน ที่พังงา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05043150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

เทคโนโลยีการเกษตร

อุษณี เจียมรา รายงาน

เมล่อน ที่พังงา

จังหวัดพังงา เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีภูมิประเทศที่สวยงาม ดังฉายา เมืองสวยในหุบเขา เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวปีละกว่า 3 ล้านคน

แต่ที่ผ่านมานั้น อาหารส่วนใหญ่โดยเฉพาะพืชผักและผลไม้ที่ใช้ต้อนรับนักท่องเที่ยว นำเข้ามาจากต่างจังหวัด ดังนั้น สำนักงานเกษตรจังหวัดพังงา จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดและเป็นการสร้างรายได้อันดีให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะในช่วงภาวะพืชเศรษฐกิจราคาตกต่ำ

นายสมชาย บริพันธุ์ เกษตรจังหวัดพังงา กล่าวว่า สำหรับนโยบายการส่งเสริมของสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงาได้เน้นส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืช ในกลุ่มของผักปลอดภัยจากสารพิษ สับปะรดภูงา แตงโม และเมล่อน ซึ่งเป็นพืชทางเลือกใหม่ อนาคตสดใสของเกษตรกรจังหวัดพังงา

ด้าน นายสมบัติ ยกเชื้อ หรือที่รู้จักกันในนาม “ผู้ใหญ่หม้อ” ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9 บ้านนากลาง ตำบลโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่ง อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 24/2 หมู่ที่ 9 ตำบลโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่ง เป็นเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการปลูกพืชทางเลือกใหม่ในโรงเรือนระบบปิด ซึ่งพืชที่ปลูก ได้แก่ มะเขือเทศ จำนวน 200 ต้น แตงกวาญี่ปุ่น จำนวน 100 ต้น และเลม่อน จำนวน 500 ต้น

ในที่นี้จะขอกล่าวถึง เมล่อน ซึ่งเป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนสูง นายสมบัติได้ให้ข้อมูลโดยสรุปดังนี้

สำหรับแนวคิดในการหันมาปลูกผัก ผลไม้ ในโรงเรือนระบบปิด เนื่องจากปัญหาภัยธรรมชาติ ได้แก่ ภัยแล้ง น้ำท่วม วาตภัย ซึ่งเป็นภัยที่ควบคุมไม่ได้ จึงได้มีความคิดที่จะปลูกพืชระบบปิด ซึ่งสามารถควบคุมการผลิตได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม

ที่สำคัญสามารถกำหนดให้ผลผลิตออกสู่ท้องตลาด และกำหนดราคาจำหน่ายเองได้ สำหรับการดำเนินการก็ไม่ยุ่งยาก มีดังนี้

การปลูก ปลูกในโรงเรือนระบบปิด ขนาด 6×24 เมตร ใช้เมล็ดพันธุ์ปลูก หลุมละ 1-2 เมล็ด ปลูกแบบขึ้นค้างทำราว 2 ชั้น ราวห่างจากพื้นดิน 80-100 เซนติเมตร และชั้นสองห่างจากพื้นดิน 150-180 เซนติเมตร ราวชั้นแรกทำเพื่อแขวนผล ส่วนราวชั้นที่สองทำเพื่อพยุงส่วนยอด เมื่อเถายาวประมาณ 40 เซนติเมตร จัดเถาให้เลื้อยขึ้นค้าง โดยใช้เชือก เรียกวิธีการนี้ว่า การผูกยอด

ในส่วนของการดูแลรักษา มีวิธีที่ต้องดำเนินการ ดังนี้

การเตรียมดิน โดยใช้ขุยมะพร้าวละเอียด ขุยมะพร้าวสับ และดินเล็กน้อย อัตราส่วน 3:2:1 คลุกเคล้าให้เข้ากัน ผสมกับเชื้อราไตรโคเดอร์มาเพื่อป้องกันกำจัดโรคที่เกิดจากเชื้อรา ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงาและสำนักงานเกษตรอำเภอตะกั่วทุ่งได้ถ่ายทอดวิธีการขยายเชื้อ ทำให้ขณะนี้สามารถทำไว้ใช้เองได้ ซึ่งนอกจากเป็นการป้องกันกำจัดโรคพืชแล้ว เป็นการลดต้นทุนการผลิตได้ด้วย

การให้ปุ๋ยและน้ำ จะให้ปุ๋ยในรูปของสารละลายในน้ำ ให้พร้อมกับให้น้ำซึ่งใช้ระบบให้น้ำแบบน้ำหยด โดยใช้พลังงานจากแผ่นโซลาร์เซลล์ ที่สำคัญต้องหมั่นตรวจสอบระบบหัวน้ำหยดอย่าให้อุดตัน ควบคุมการให้น้ำอัตโนมัติ ระยะเวลาการให้น้ำตามความต้องการของพืชและสภาพภูมิอากาศ

การผูกยอดและการเด็ดยอด เมื่อเมล่อนเริ่มทอดยอด ควรใช้เชือกผูกหลวมๆ บริเวณใต้ข้อปล้องที่ 2-3 จากยอดยึดติดกับค้าง โดยผูกทุกๆ 3 ปล้อง ปกติค้างจะสูงประมาณ 150-180 เซนติเมตร ควรเด็ดยอดทิ้งเมื่อเมล่อนสูงประมาณ 140 เซนติเมตร

การตัดแขนงและไว้ผล เริ่มไว้ผลตั้งแต่ ข้อที่ 9-12 หรือสูงจากพื้นดิน ประมาณ 50 เซนติเมตร เด็ดแขนงที่แตกจากข้อที่ 1-8 ออกให้หมด ผลที่ไว้ให้เหลือใบไว้กับผล 2 ใบ และควรเก็บใบไว้เหนือผล 12-15 ใบ เพื่อไว้เลี้ยงผล เมื่อผลโตเท่าไข่ไก่ ให้เลือกผลที่ดีที่สุดไว้เพียง 1 ผล ที่เหลือเด็ดทิ้งหมด และเด็ดแขนงที่ออกจากข้อออกให้หมด

การป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช ไม่มีโรค แมลงรบกวน เนื่องจากปลูกในโรงเรือนระบบปิด และมีการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาควบคุมโรคที่เกิดจากเชื้อรา

ส่วนการเก็บเกี่ยว นายสมบัติ กล่าวว่า เมล่อนมีอายุตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ประมาณ 70-80 วัน ขึ้นอยู่กับพันธุ์ และฤดูปลูก

ทั้งนี้ พันธุ์เบาเก็บเกี่ยวได้เร็วและถ้าปลูกฤดูร้อนผลจะสุกเร็วกว่า

ผู้ปลูกสามารถสังเกตระยะที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวได้จากสีของผลสีนวลรอยนูนของร่างแหแข็งนูนเห็นชัด กลิ่นหอม

สำหรับผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ต่อรุ่น อยู่ที่จำนวน 500 ผล ผลละประมาณ 0.8-1.7 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 150-190 บาท แล้วแต่เกรด สามารถทำรายได้ให้เกษตรกร ประมาณ 75,000-100,000 บาท ต่อรอบการผลิต

การตลาด ได้เปิดให้ลูกค้าสั่งจองทางสื่อออนไลน์ และจำหน่ายที่ร้านค้าชุมชนของหมู่บ้าน ซึ่งขณะนี้มีผู้สนใจสั่งจองเป็นจำนวนมาก เนื่องจากผลผลิตมีคุณภาพและปลอดภัย อีกทั้งรสชาติหวาน หอม อร่อย ซึ่งนอกจากจำหน่ายผลผลิตแล้ว ยังเปิดให้บริการแก่ผู้ที่สนใจได้ถ่ายภาพในแปลงเพื่อเป็นที่ระลึก เป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

หากต้องการข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดพังงา สำนักงานเกษตรอำเภอตะกั่วทุ่ง หรือติดต่อที่ ผู้ใหญ่สมบัติ ยกเชื้อ โดยตรง ที่หมายเลขโทรศัพท์ (086) 279-5380

Uncle Sam Cattle Ranch ลุงแซม พลิกรูปแบบการเลี้ยงวัว 500 ตัว ใช้แรงงานคนเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทุยโทน ท้ายทุ่ง

Uncle Sam Cattle Ranch ลุงแซม พลิกรูปแบบการเลี้ยงวัว 500 ตัว ใช้แรงงานคนเดียว

สวัสดีครับ ความคิดคนเราเป็นเรื่องแปลก เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเป็นว่าเล่น สมัยก่อนตอนที่ผมยังเด็กมักจะได้ยินผู้ใหญ่บอกกล่าวเล่าว่า ชาวเขา คนกลุ่มน้อยบนเขาเป็นตัวการสำคัญในการทำลายป่า ทั้งทำไร่เลื่อนลอย และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้เราฝังใจและดูถูกว่าชาวเขาทำลายสภาพป่าในเมืองไทย แต่ไปๆ มาๆ เราก็เรียนรู้กันใหม่ว่าชาวเขาอาจจะเป็นคนที่รักษาสภาพป่าเอาไว้ได้ดีกว่าใครเพราะป่าเป็นบ้านของเขา ป่าเป็นครัวของเขา ทำไร่เลื่อนลอยกลับเป็นการรักษาหน้าดินบนเขาสูงชันเพราะทำไร่แค่ 4-8 เดือน แล้วเลื่อนไปทำที่อื่นทิ้งไร่ตรงนั้นให้กลายเป็นป่าอีก 10 ปี ค่อยกลับมาเริ่มทำกันใหม่ แต่มาวันนี้คนเมืองใครๆ ก็สนใจไปนอนที่ย่านบ้านชาวเขา ไกลแค่ไหนทางคดเคี้ยวเท่าไรก็ไม่หวั่น เพราะหวังรับเอาบรรยากาศดีๆ ที่หาได้ยากในเมือง บางที่ต้องจองล่วงหน้า 3-7 วัน ทำให้ผมต้องกลับมาคิดใหม่พร้อมหัวเราะในใจว่าชาวเราที่เคยดูถูกชาวเขาอย่างนั้นอย่างนี้ วันนี้กลับต้องมาง้อขอนอนบ้านบนดอยของเขา นี่แหละครับความคิดของคนเรามันเปลี่ยนกันได้เหมือนเรื่องราวดีๆ ฉบับนี้ที่ผมตั้งใจนำเสนอ

นักเรียนนอกรักการเลี้ยงวัว

พาท่านมาที่ Uncle Sam Cattle Ranch (อังเคิลแซม แคทเทิลแรนซ์) ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี มาพบกับ คุณสมเกียรติ วินิชพันธุ์ หรือ คุณแซม ผู้เป็นเจ้าของ คุณสมเกียรติ เริ่มเล่าให้ฟังว่า “ผมจบการศึกษาสาขาวิศวะการเกษตร จาก Rutgers State University of New Jersey สหรัฐอเมริกา จบปริญญาโทจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) เรียนจบก็มาทำธุรกิจ แล้วเห็นว่าเรามีพื้นที่เยอะบวกกับความชอบส่วนตัวเลยเอาวัวมาเลี้ยงในพื้นที่ของเราที่มีอยู่ 3,000 กว่าไร่ เริ่มเลี้ยงวัวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เริ่มต้นตอนแรกผมก็ซื้อวัวเข้ามาเลย 100 ตัว เป็นวัวพันธุ์บรามันห์สายเก่า ซื้อต่อมาจาก ดร. สุนทราภรณ์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตผู้เชี่ยวชาญกรมปศุสัตว์ และบางส่วนซื้อมาจากสวนันท์แรนซ์ ฟาร์มบรามันห์เลื่องชื่อในอดีต ดังนั้น วัวที่ผมมีทุกวันนี้ยังมีเชื้อสายเป็นบราห์มันสายเก่าที่ได้สายเลือดมาจากทั้ง 2 แหล่งนี้ครับ” คุณสมเกียรติ เริ่มต้นเล่า

เลี้ยงวัวในพื้นที่แห้งแล้ง ต้องได้ของฟรีกินมากที่สุด

ปัจจุบัน Uncle Sam Cattle Ranch มีวัว 500 กว่าตัว เลี้ยงปล่อยอิสระในพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ที่มีหญ้าธรรมชาติขึ้นอยู่ แต่ในช่วงฤดูแล้งในพื้นที่เขตนี้จะประสบภาวะแห้งแล้งค่อนข้างมากจนหญ้าสีเขียวแทบจะไม่มีให้เห็น “ผมตั้งใจเลี้ยงวัวในแบบกึ่งธรรมชาติ หลักการง่ายๆ ของผมคือทำอย่างไรให้ได้ของฟรีสำหรับให้วัวกินมากที่สุด ลดต้นทุนการเลี้ยงวัวให้ต่ำที่สุดเพื่อให้คุ้มค่าที่สุด ผมจึงทำการล้อมรั้วพื้นที่ทั้งหมด ใช้ลวดหนามยาวประมาณ 16 กิโลเมตร และล้อมเป็นล็อกเล็กๆ แปลงละ 200-300 ไร่ เพื่อแบ่งพื้นที่สำหรับให้วัวลงกินหญ้า ในช่วงหน้าฝนจะมีปริมาณน้ำฝนเยอะ มีหญ้าธรรมชาติขึ้นมากในช่วง 7-8 เดือน ที่มีหญ้าธรรมชาติก็ถือว่าเป็นกำไรของเรา แต่ในช่วงหน้าแล้งจะแล้งมาก มองไปทางไหนก็กลายเป็นสีเหลืองไปหมด ฝุ่นฟุ้งไปทั่ว ช่วงนี้เราพึ่งหญ้าธรรมชาติไม่ได้ก็ต้องลงทุนซื้อของให้วัวกิน 4 เดือนกว่า ผมก็เลือกซื้อของเหลือที่มีมากในพื้นที่ อย่างเปลือกและต้นข้าวโพด ฟาง ต้นและจุกสับปะรดมาให้วัวกิน ตรงนี้เราต้องยอมลงทุนครับ” คุณสมเกียรติ เล่าต่อ

ปรับใช้พ่อพันธุ์เล่ส์คุมฝูงสร้างวัว ไม่กลัวแล้ง

เพราะต้องเจอกับสภาพแห้งแล้งที่ค่อนข้างโหดพอสมควร วัวของ Uncle Sam Cattle Ranch จึงต้องอึด คุณสมเกียรติ เล่าว่า “ผมสร้างฝูงวัวที่ทนแล้งเพื่อให้ทนกับสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมของที่นี่ ผมจะใช้พ่อพันธุ์คุมฝูง ไม่ใช้ผสมเทียม เพราะไม่มีเวลามานั่งจับสัดวัวหลายร้อยตัว ตอนนี้ผมมีพ่อพันธุ์อยู่ 5 ตัว ผมปรับมาใช้พ่อพันธุ์ลูกผสมชาร์โรเล่ส์เลือดประมาณ 75% เข้ามาคุมฝูงเพื่อปรับสายเลือดยกระดับเลือดชาร์โรเล่ส์ให้สูงขึ้นจากเดิมที่แม่พันธุ์เป็นวัวบราห์มันสายเก่าผมก็จะปรับให้มีสายเลือดชาร์โรเล่ส์สูงขึ้น แต่ปัญหาตอนนี้คือ พ่อพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ที่ซื้อเข้ามายังปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศของที่นี่ไม่ได้ทำให้ผอมและผสมไม่ได้ ก็ต้องรอดูไปสักระยะหากไม่ไหวก็ต้องมีการเปลี่ยนพ่อพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ตัวใหม่เข้ามา เพราะผมต้องการสร้างวัวให้ทนทานต่อความแห้งแล้งของที่นี่ให้ได้ ตอนนี้เราก็ยังมีพ่อพันธุ์บรามันห์เลือดสูงคุมฝูงอยู่ตามปกติแล้วผมก็จะเปลี่ยนพ่อพันธุ์คุมฝูงทุก 3 ปี ป้องกันเลือดชิด”

วัว 500 ตัว ใช้คนเลี้ยง 1 คน เครื่องจักรคือคำตอบ

วัวทั้งหมดของ Uncle Sam Cattle Ranch ที่มีกว่า 500 ตัว ในพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ที่มีคุณสมเกียรติดูแลทั้งหมดเพียงคนเดียว คุณสมเกียรติ เล่าว่า เครื่องมือ เครื่องจักรคือคำตอบของการเกษตรยุคใหม่ “ผมตั้งใจมาตั้งแต่ต้นว่าจะเลี้ยงวัวในลักษณะการเลี้ยงเป็น Ranch เหมือนกับที่อเมริกาที่ใช้คนน้อยดูแลวัวหลายร้อยตัวได้ หลังจากลองผิดลองถูกอยู่นาน ผมก็ตัดสินใจสั่งซื้อเครื่องจักรฟีดเดอร์ (Feeder) มาจากฮอลแลนด์ซึ่งเป็นการซื้อตรงกับบริษัทแม่ที่ฮอลแลนด์โดยไม่ผ่านนายหน้า ทำให้ซื้อได้ในราคาต่ำกว่าการซื้อในประเทศ ฟีดเดอร์ตัวนี้ผมเอามาใช้ติดรถไถ 100 กว่าแรงที่มีอยู่เป็นได้ทั้งฟีดเดอร์เครื่องให้อาหาร เป็นได้ทั้งเครื่องปั่นบดผสมอาหาร TMR ที่มีความจุอาหารครั้งละ 8 ตัน ผมใช้เครื่องฟีดเดอร์ตัวนี้ให้อาหารหยาบวัวในช่วงหน้าแล้งวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 8 ตัน สำหรับวัว 500 กว่าตัว โดยใช้รถตักตักอาหารหยาบใส่ในฟีดเดอร์แล้วขับรถไถลากไปเทเป็นแถวประจำจุดให้วัวกินทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ผมทำเองเพียงคนเดียวทุกวัน” คุณสมเกียรติ ยืนยัน

จากการคำนวณต้นทุนและความสามารถของเครื่องมือ เครื่องจักรที่มี คุณสมเกียรติ เชื่อว่า “ผมสั่งซื้อฟางมาล็อตใหญ่ๆ คนขายมาส่งฟางมาถึงเอาลงตัดเชือกจัดการให้หมด สั่งต้นข้าวโพดตอนนี้ราคาตันละ 950 บาท ต้นสับปะรดตันละ 950 บาท หญ้าเนเปียร์ chop แล้วตันละ 700 บาท สั่งมาก็เอามากองรวม ใช้รถตักใส่ฟีดเดอร์วิ่งไปเทให้วัวสะดวกมาก เมื่อใช้ฟีดเดอร์ตัวนี้แล้วผมคำนวณว่าผมสามารถเลี้ยงวัวได้เต็มที่ถึง 2,000 ตัว โดยใช้คนดูแลเพียงแค่ 1 คน”

ฟาร์มระบบปิดไม่ทำวัคซีน-เปิดขายวัวตลอดเวลา

Uncle Sam Cattle Ranch มีรั้วล้อมรอบปิดพื้นที่ทั้งหมดและมีบ่อน้ำขนาดใหญ่ส่วนตัวอยู่ในฟาร์มให้วัวกินไม่ปะปนกับวัวที่อื่น ทำให้คุณสมเกียรติมั่นใจในการควบคุมโรคจนไม่ต้องมีการทำวัคซีน “สมัยเริ่มต้นเลี้ยงผมก็จ้างหมอมาทำวัคซีนทุกอย่าง ปากเท้าเปื่อยอะไรผมก็ทำหมด แต่มีจุดเปลี่ยนคือ บางปีที่ไม่ทำวัคซีนแม้จะมีข่าวการระบาดของโรคแต่วัวของเราไม่เคยติดโรคเลย ผมจึงมั่นใจว่าด้วยสภาพการเลี้ยงในระบบปิดของเราไม่ใช้แหล่งน้ำปนกับใคร ไม่กินอาหารร่วมกับใคร ไม่มีวัวของใครมาเลี้ยงใกล้ๆ ทำให้วัวของเราปลอดโรคได้โดยไม่ต้องทำวัคซีน ผมเลยไม่ทำวัคซีนเลยมาหลายปีแล้วและก็ไม่เคยมีปัญหา” ในส่วนของการขายวัว คุณสมเกียรติ บอกว่า “ส่วนตัวแล้วผมชอบวัวสีขาว วัวของเราส่วนใหญ่เลยมีสีขาว ในเรื่องการขายตอนนี้ผมทำเป็นวัวเพื่อการค้า หรือ commercial grade ขายพันธุ์สำหรับนำไปเลี้ยงต่อและขายออกไปเพื่อใช้ทำวัวขุน ขายตัวผู้ออก อายุ 8-9 เดือน ขายออกหมดราคาคุยกันได้ แม่พันธุ์ไม่สวย แม่พันธุ์มีอายุผมก็คัดขาย ส่วนแม่พันธุ์ที่จะซื้อไปทำแม่พันธุ์เพื่อให้มีมาตรฐานผมขายแบบชั่งกิโล กิโลกรัมละ 100 บาท”

ใครสนใจอยากสอบถามการเลี้ยงวัวที่เน้นเรื่องจัดการต้นทุน สนใจอยากได้คำแนะนำเรื่องเครื่องฟีดเดอร์ อยากซื้อเครื่องฟีดเดอร์ คุณสมเกียรติ บอกว่า ติดต่อมาได้ที่ โทร. (081) 948-3448 หรือชาวบ้านพี่น้องชาวโคบาลอยากขอเข้ามาชมฟาร์มก็ติดต่อมาได้ คุณสมเกียรติยินดีถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟัง หรือจะเข้าไปทำความรู้จัก Uncle Sam Cattle Ranch กันก่อนได้ที่ youtube : Cattle farming in semi-arid location — dry season cattle feeding (www.youtube.com/watch?v=yJsVvkpCqHI) ฉบับนี้สวัสดีครับ

“ปลาส้มห่อ” ผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน ของ ชาวไชยบุรี นครพนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“ปลาส้มห่อ” ผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน ของ ชาวไชยบุรี นครพนม

“ปลาส้ม” เป็นการแปรรูปอาหารจากปลาเพื่อถนอมเนื้อปลาให้เก็บไว้ได้นานๆ อาจทำจากปลาทั้งตัว หรือเฉพาะเนื้อปลาก็ได้ กระบวนการขั้นตอนทำปลาส้มจะนำไปสู่ความเปรี้ยวซึ่งเป็นรสชาติหัวใจสำคัญและถือเป็นเสน่ห์ แถมซอยพริกบีบมะนาวลงไปด้วยยิ่งไปกระตุ้นต่อมน้ำลาย จึงเป็นเมนูยอดนิยมกันในหลายจังหวัด

การทำปลาส้มแต่เดิมมักไว้บริโภคในครัวเรือนที่ต้องอาศัยเทคนิควิธีที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมา ดังนั้น รสชาติหรือคุณภาพของปลาส้มแต่ละแห่งจึงมีความแตกต่างกัน พอยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป การทำปลาส้มไม่เพียงแค่ไว้รับประทานในบ้าน แต่กลับกลายเป็นสินค้าของฝาก ของขาย ในเชิงการค้าไปแล้ว…

ที่ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ใกล้ริมโขง ชาวบ้านที่นั่นสร้างรายได้ด้วยการจับปลามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ปลาส้ม มีทั้งทำจากปลาทั้งตัว และบางรายทำเฉพาะเนื้อปลา

อย่าง ป้านวลลออ นครังสุ อยู่บ้านเลขที่ 53 หมู่ที่ 7 ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ได้ชักชวนเพื่อนบ้านมาแปรรูปปลาส้มเป็นรายได้เสริม แล้วจัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรไชยบุรี มาตั้งแต่ปี 2529 ด้วยความช่วยเหลือและสนับสนุนจากภาคราชการในพื้นที่ โดยกลุ่มนี้เน้นการแปรรูปปลาส้มเนื้อล้วนจากปลาชะโด จึงทำให้ดูคล้ายกับแหนมปลา

ป้านวลลออ เผยว่า ความจริงแล้วปลาส้มเป็นอาหารพื้นเมืองที่ชาวบ้านทุกครัวเรือนทำไว้รับประทานกันในครอบครัวอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องการยกระดับให้เป็นอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน ฉะนั้น ภายหลังที่ได้รวมกลุ่มกับชาวบ้าน จึงผลิตปลาส้มออกขายแต่ยังมีจำนวนไม่มากเพราะยังใหม่กับเครื่องมือ

อีกทั้งยังไม่เก่งด้านการตลาดและลูกค้ามักเป็นชาวบ้านในละแวกนี้ พอไม่นานหลังจากที่สมาชิกหลายคนเริ่มคุ้นเคยกับการแปรรูปและการตลาดดีพอจึงเพิ่มจำนวนการผลิตให้มาก เนื่องจากได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นมากในเวลาไม่นาน

ป้านวลลออ เล่าว่า สมัยเริ่มแรกเมื่อราว 30 ปีที่แล้ว จับปลาชะโดในน้ำโขงมาใช้เป็นวัตถุดิบเพราะมีชุกชุมมาก ยิ่งพอนำมาแปรรูปเป็นปลาส้มแล้วพบว่ามีรสชาติอร่อยมากจนลูกค้าติดใจ

“แต่ระยะหลังจำนวนน้อยลง เนื่องจากคนเพิ่มขึ้น มีการจับปลาแม่น้ำมากขึ้น ทำให้หาปลายาก และมีราคาสูงหากต้องนำไปแปรรูป ดังนั้น ชาวบ้านจึงนิยมเพาะเลี้ยงกันในบ่อ ในกระชัง แต่หากคราวใดมีความต้องการมากแล้วปลาไม่เพียงพออาจต้องตระเวนหาซื้อจากแหล่งอื่นนำมาแปรรูปในทันกับความต้องการของลูกค้า อย่างไรก็ตาม ถ้าหากหาปลาชะโดไม่ได้อาจใช้ปลาตะเพียน ยี่สก นวลจันทร์ หรือปลากรายแทนได้ เนื่องจากมีรสชาติและเนื้อปลาที่ใกล้เคียงกันมาก”

ป้านวลลออ ให้รายละเอียดขั้นตอนการแปรรูปปลาส้มว่า ก่อนอื่นต้องคัดเกรดปลาเพื่อให้มีขนาดและน้ำหนักพอเหมาะ ต้องใช้ปลาสดเท่านั้น เพราะเมื่อนำมาแปรรูปแล้วจะได้ความนุ่ม มีรสชาติอร่อย แล้วจัดการชำแหละปลาออกให้หมด ล้างให้สะอาดหลายครั้ง

จากนั้นขอดเกล็ด แยกส่วนที่เป็นเนื้อออก นำข้าวสุกมาล้างน้ำและผึ่งให้แห้งพอหมาดๆ จากนั้นนำเกลือมาผสมกับปลา ทิ้งไว้สัก 3 ชั่วโมง นำปลาที่ล้างแล้ว หมักกับเกลือป่น ใช้เวลาหมัก 1 ชั่วโมง หลังจากนั้น ให้ล้างปลาด้วยน้ำสะอาด 2 ครั้ง และล้างด้วยแป้งข้าวเจ้าผสมน้ำอีก 1 ครั้ง แล้วนำปลาไปหมักไว้ในภาชนะที่มีฝาปิด ทิ้งไว้ 3-4 วัน ก่อนนำมาห่อด้วยใบตอง รัดด้วยยางมัดเป็นพวง จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปปลาส้มห่อ ชื่อ “ส้มปลาชะโดป้าจิก”

ส้มปลาชะโดป้าจิก ผลิตโดยกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรไชยบุรี มีจำนวนสมาชิก 11 คน จะมาทำกันอาทิตย์ละ 5 วัน จำนวนที่ผลิตแต่ละครั้งไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับจำนวนที่วางขายตามสถานที่ต่างๆ รวมถึงในชุมชนด้วย นอกจากนั้น ยังขึ้นอยู่กับจำนวนยอดการสั่งจากลูกค้าภายนอกด้วย

ทั้งยังมีการผลิตแปรรูปออกขายตามงานแสดงต่างๆ ทั่วไป ตามที่หน่วยงานราชการแจ้งมา อย่างไรก็ตาม ถึงจะมียอดการผลิตที่ไม่ขาดระยะ แต่จะไม่มีการทำสต๊อกไว้เนื่องจากอาจเน่าเสียได้

ด้วยคุณภาพการผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐานเช่นนี้ จึงทำให้ส้มปลาชะโดป้าจิกได้รับการคัดเลือกให้เป็นผลิตภัณฑ์เด่น 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ จากสำนักงานเกษตรอำเภอท่าอุเทน

ด้านการขายกำหนดราคาขายส่ง ห่อละ 5 บาท ทำห่อขายมีขนาดเดียว และเป็นขนาดเดียวกันกับเมื่อเริ่มต้นทำใหม่ๆ แต่อย่างไรก็ตาม ลูกค้าสามารถสั่งให้ทำขนาดที่ต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นราคาห่อละ 10-15 บาท ก็ตาม

เจ้าของผลิตภัณฑ์ชี้ว่า ในการแปรรูปแต่ละคราวจะใช้เนื้อปลาล้วนราว 10-15 กิโลกรัม ทั้งนี้ เนื้อปลา 1 กิโลกรัม เมื่อแปรรูปออกมาเป็นปลาส้มห่อจะต้องลงทุนเป็นเงินจำนวน 250 บาท แล้วขายในราคา 300 บาท ถึงแม้จะได้กำไรเพียงเล็กน้อย แต่ชาวบ้านที่นี่มีความตั้งใจทำกันอย่างมีความสุข เพราะในบางคราวอาจมียอดสั่งเข้ามาเป็นจำนวนมาก

ป้านวลลออ แนะว่า เมื่อลูกค้าที่ซื้อปลาส้มห่อไปแล้วอย่าเพิ่งรีบรับประทาน ควรนำเข้าแช่ในตู้เย็นเสียก่อนสัก 1 อาทิตย์ จึงค่อยนำออกมารับประทาน แล้วจะได้รสชาติที่พอดี ส่วนวิธีการบริโภคนั้นขึ้นอยู่กับรสนิยมและความชอบ ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นการปิ้ง ย่าง อบ หรือนึ่ง

นอกจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรไชยบุรี ที่ยึดอาชีพเสริมด้วยการแปรรูปปลาส้มแล้ว ชาวบ้านอีกเป็นจำนวนมากในตำบลเดียวกันต่างหันมาทำอาชีพนี้ด้วย โดยยึดริมถนนหลวงหมายเลข 212 ซึ่งเป็นเส้นทางเดินทางไปจังหวัดนครพนม บริเวณชุมชนมีชื่อเรียกว่า ปากน้ำไชยบุรี เป็นที่ตั้งแผงค้า

ยายอ้วน เป็นแม่ค้าอีกหนึ่งรายที่ขายผลิตภัณฑ์ปลาส้มมากว่า 10 ปี เป็นปลาส้ม ทั้งแบบปลาชิ้นและปลาบด ปลาร้าหรือปลาแห้ง ยายอ้วน บอกว่า ช่วงที่ขายดีคือหน้าเทศกาลต่างๆ เพราะมีนักท่องเที่ยวเดินทางผ่านเส้นทางนี้เพื่อเดินทางไปจังหวัดนครพนม

เมื่อถามถึงปัญหาการจับปลาเพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบ ยายอ้วน เผยว่า ในระยะหลังปลาในแม่น้ำหายากและไม่เพียงพอความต้องการ ฉะนั้น ชาวบ้านจึงเลี้ยงปลาในกระชังจึงทำให้มีตลอด และการเลี้ยงปลาราคาไม่สูงเมื่อเทียบกับการหาปลาในแม่น้ำ ทั้งนี้ เพราะปลาตามธรรมชาติหายาก ถ้านำมาแปรรูปเป็นปลาส้มจะมีราคาแพงมาก

แม่ค้ารายนี้ระบุว่า จะเตรียมผลิตปลาส้มไว้ล่วงในกรณีที่เจอช่วงวันหยุดยาว ต้องเตรียมไว้มากกว่าช่วงปกติ จะแพ็กใส่ถุงมีน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ราคา 100 บาท อย่างไรก็ตาม ลูกค้าที่ซื้อไปนิยมบริโภคต่างกัน ไม่ว่าจะทอด ปิ้ง นึ่ง และถ้าใส่ตู้เย็นสามารถเก็บไว้ได้นานเป็นเดือน แล้วยังฝากถึงวิธีการซื้อปลาส้มว่าถ้าซื้อกลับกรุงเทพฯ ควรเป็นปลาส้มที่เพิ่งทำใหม่ ทิ้งไว้สัก 2-3 วัน สามารถรับประทานได้พอดี

ท่านใดที่ต้องการรับปลาส้มห่อจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรไชยบุรี ไปขาย คุณป้านวลลออ บอกว่า หากสั่งซื้อจำนวนมากได้แถมส่วนลดให้ด้วย สนใจรีบโทรศัพท์ได้ที่หมายเลข (042) 573-021

เดินทางไปทำกิน ตอน ลาบของพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

เขียว สวย หอม กินได้

แพรจารุ ไชยวงษ์แก้ว

เดินทางไปทำกิน ตอน ลาบของพ่อ

เรื่องที่เราควรสนใจที่สุด กลายมาเป็นเรื่องสุดท้ายที่เราให้ความสนใจ นั่นคือเรื่องสุขภาพ และการกิน การรีบเร่ง ทำให้เราละเลยเรื่องอาหารการกิน

ในเมืองเชียงใหม่ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่ฉันอาศัยอยู่ ยามเช้าจะมีหมูปิ้งกับข้าวเหนียวขายอยู่ตามถนนสายต่างๆ นั้น หมายความว่าเด็กๆ ต้องกินข้าวเหนียวกับหมูปิ้งในยามเช้าเสมอ ก่อนไปโรงเรียน ไม่ได้มีอาหารที่หลากหลาย ไม่ได้มีผักกิน

สมัยฉันเป็นเด็ก เรากินข้าวเช้าไปโรงเรียนทุกวัน บ้านฐานะไม่ดี ค่อนข้างไปทางลูกมากยากจนเอาเลยทีเดียว และเราก็ไม่ค่อยจะพอใจเท่าไหร่กับวิถีแบบนี้…

วิถีแบบนี้คือ พ่อจะปลูกผักไว้กินเอง ปลูกทุกอย่าง แต่ที่มากที่สุดก็คือผักบุ้ง กับ ถั่วฝักยาว ผักกาดเขียว ส่วนมะละกอนั้นขึ้นเองหลังบ้านมากมาย เรียกว่าลอกอข้างครัว เป็นสิ่งไร้ค่ามาก พี่ชายคนโตต้องทำกับข้าวให้น้องๆ กิน และเขาชอบแกงเลียงมะละกอมากๆ เลย น่าจะเป็นเพราะว่าทำง่าย ใส่กุ้งแห้ง กะปิลงไป ตามด้วยมะละกอที่ห่ามๆ ใกล้สุกที่ยังกรอบอยู่ เขาว่ามันหวานดี หวานมะละกอ และผักหวานบ้าน เพียงแค่นี้แหละ แกงเลียงให้น้องกินก่อนไปโรงเรียน

บางวันก็ผัดผักบุ้งกระทะใหญ่ ผัดกับหัวกะทิ เพราะบ้านเรามีสวนมะพร้าว คั้นกะทิเอาแต่หัว น้ำข้นๆ น้ำปลายไม่ ตั้งไฟให้เดือดพล่านแล้วเอาผักบุ้งลงไปผัดให้สุก ใส่เกลือกับกะปิปรุงรส…ช่วงวัยเยาว์รู้สึกว่าบ้านเราจนจัง อยู่เรือนไม้ กินแต่ผักที่พ่อปลูก

ผ่านมาถึงวันนี้รู้สึกขอบคุณมะละกอข้างครัวกับผักบุ้งของพ่อมากๆ ที่ช่วยให้เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ และไม่ต้องกินแต่ข้าวเหนียวหมูย่าง หรือขนมปังกับนมกล่องก่อนไปโรงเรียน ได้กินผักที่ปลอดภัย และมะละกอข้างครัวก็มีประโยชน์มาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ออกจากบ้าน เราก็ใช้ชีวิตแบบของเรา กินอาหารแบบสมัยๆ พวกฟาสต์ฟู้ด อาหารกินด่วนๆ รวมทั้งบะหมี่สำเร็จรูป อาหารขบเคี้ยวต่างๆ กว่าจะรู้ตัวก็เกือบสายไปแล้ว

ฉันคิดว่าถ้าฉันพิถีพิถันกับการกิน ทำอาหารกินเอง หรือเลือกกินอาหารที่ดีๆ สักหน่อย ไม่รีบร้อนกิน สุขภาพก็น่าจะดีกว่านี้…นี่แหละที่อยากแบ่งปัน อยากบอกใครๆ มากที่สุด และเริ่มทำอาหารกินเอง บอกกล่าวเขียนถึงเรื่องราวของอาหาร บอกเสมอว่า อยู่ที่ไหนกินอาหารของที่นั่นจะดีกว่า หากว่าทำอาหารกินเองไม่ได้ เช่น อยู่เหนือ ก็กินอาหารเหนือ ช่วงนี้ทางเหนือมีเห็ดถอบที่อร่อยมาก ปีนี้แล้งนาน ไฟไหม้ป่ามาก กว่าฝนจะตกลงมาเบาๆ กว่าจะได้กินเห็ดถอบ เพราะต้องมีฝนนิดหนึ่งเห็ดถึงจะออก ช่วงนี้เห็ดถอบอ่อนๆ เพิ่งออกใหม่ๆ ต้องรีบกินเลย ต้มกินกับน้ำพริกง่ายสุด ไม่ปรุงแต่งมาก หรือจะทำแบบแกงเลียงก็ได้

เห็ดถอบ ต้องเลือกอ่อนๆ ถ้าแก่ก็จะไม่อร่อย กินคล้ายมีดินอยู่ข้างใน คล้ายๆ นะ ไม่ใช่ดินหรอก แรกที่กินเห็ดถอบรู้สึกไม่อร่อยเลยเพราะเริ่มกินจากเห็ดแก่ กว่าจะรู้ว่าอ่อนๆ อร่อย เสียโอกาสไปนาน เพราะใครชวนกินเห็ดถอบก็ไม่กิน แต่พอได้กินที่อ่อนๆ คราวนี้ชอบเลย

อาหารการกินของพื้นบ้านเราต้องให้โอกาส อย่าตัดสินครั้งแรก สัปดาห์ก่อนฉันได้เดินทางไปอีสาน ไปงานบวชหลานชายเพื่อน ได้กินลาบอีสานที่อร่อยมาก ชมแม่ครัวแต่ไม่ได้ถามสูตร กลับมาถึงบ้านยังอยากกินลาบอีสานแบบอีสานแท้ๆ อยู่ จึงเขียนไปถามเพื่อน ลาบอีสานแท้เขาทำกันอย่างไร เพราะเพิ่งไปกินมาและพบว่ามันไม่เหมือนที่เคยกิน

เพื่อนบอกว่า สำหรับคนไม่กินหมูทำลาบอีสานด้วยเต้าหู้เห็ดได้ แต่ฉันว่าเอาแบบหมูๆ ก่อนดีกว่า แบบดั้งเดิมเลย

เริ่มตั้งแต่ข้าวคั่วไปก่อนเลย

“คั่วข้าวสาร ข้าวเหนียว คั่วจนเกือบเหลือง ใส่ข่าซอย ตะไคร้ซอย คั่วจนเหลืองหอมไปด้วยกัน ฉีกใบมะกรูดใส่ลงไปด้วย คั่วจนใบมะกรูดแห้ง กรอบดี ปิดไฟ พอเย็นแล้วเอาไปปั่น หรือตำก็ได้ จะได้ข้าวคั่วทำลาบที่หอมมากๆ (ทำใหม่ๆ ครั้งต่อครั้ง ไม่ต้องเก็บไว้)

ซอยหัวหอมแดง หั่นต้นหอม ผักชี ผักชีฝรั่ง ทั้งสามผักหั่นรวมกัน เด็ดสะระแหน่ไว้โรยหน้าด้วย”

คราวนี้มาจัดการที่เนื้อหมู

“อีสานปกติจะทำเป็นลาบดิบก่อน แล้วจะนำไปคั่วให้สุกทีหลัง ถ้าทำเป็นลาบแบบดั้งเดิมสูตรพ่อผมเลย ตามนี้เลยครับ…เนื้อหมูสันในสับละเอียด สับเองนะครับ ห้ามซื้อหมูบดมาทำ มันมีมัน ตอนสับให้สับข่าแก่ลงไปด้วย หมูหนึ่งกำมือ ก็ใส่ข่าประมาณปลายก้อย พอหมูละเอียดดีแล้ว ให้บีบน้ำมะนาวใส่ให้ทั่วๆ แล้วคั้นให้น้ำเลือดออกมา เนื้อหมูจะเป็นสีซีดๆ

ก่อนสับหมู ตั้งน้ำ ใส่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ใส่เครื่องในต่างๆ ลงไปต้มไว้ ใส่กระดูกหมูด้วย เอาไว้ซดน้ำตอนกินลาบ กว่าจะสับหมูเสร็จเครื่องในต่างๆ ก็สุกพอดี เอาเครื่องในขึ้นมาซอยเป็นชิ้นบางๆ (น้ำเลือดที่บีบออกมาจากหมูสับ ใส่ลงไปในน้ำต้มกระดูกกับเครื่องในด้วยนะครับ เป็นน้ำนัว)

เตรียมทุกอย่างเสร็จแล้วมาถึงตอนปรุง

“จากนั้นก็ใส่หมูสับกับเครื่องในลงในชามที่จะผสม ตักน้ำต้มเครื่องในใส่พอขลุกขลิก คนให้เข้ากันดี ปรุงด้วยน้ำปลา น้ำปลาร้าต้มสุก พริกป่น ข้าวคั่ว หัวหอมแดงซอย คนให้เข้ากันดี แล้วใส่ผักหอมสามอย่างที่ซอยไว้ อันนี้เป็นลาบดิบ…

ถ้าลาบสุกก็เอาไปคั่วครับ แต่ตอนเด็กๆ แม่ไม่ให้ผมกินลาบดิบ แต่แกไม่คั่ว แกเอาใส่ใบตองแล้วห่อแบนๆ เอาไปย่างไฟ คล้ายๆ แอ็บทางเหนือ อร่อยดีและหอมใบตองด้วยครับ”

เห็นไหม มีรายละเอียด ฉันคิดแล้วมันต้องไม่ใช่หมูบดคลุกข้าวคั่วกับพริกป่น บีบมะนาว ใส่ชูรส โรยผัก ขอบคุณมากๆ

เขายืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า

“ลาบพ่อผมอร่อยมาก…ตอนสับหมู ใส่ข่า มือขวาแกสับหมู มือซ้ายจะถือข่าไว้แง่งหนึ่ง สับหมูไป แกก็จะสับข่าไปด้วย โดยมือซ้ายจับข่าไว้ แล้วใช้มีดที่สับหมูสับข่าส่วนที่พ้นออกมาเบาๆ สับขวางไปมา แล้วค่อยๆ เฉือนออกลงไปใส่ปนกับหมู แล้วสับไปพร้อมกัน

สำคัญตรงที่พอสับเสร็จแล้วบีบมะนาวใส่ทั่วๆ หมู แล้วคั้นๆ ขยำให้เข้ากัน ก่อนจะบีบเอาน้ำเลือดออกไปใส่หม้อต้มเครื่องใน”

ฉบับนี้ให้โอกาสกับลาบอีสานนะค่ะ แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า เขียว สวย หอม กินได้…กินไปเที่ยวไปค่ะ

ขอบคุณ คุณดวง ให้สูตรลาบอีสานแบบดั้งเดิมของคุณพ่อ ตอนนี้คุณดวงหันไปอาหารมังสวิรัติเป็นหลัก และเปิดร้านอยู่ที่ปาย ใครผ่านไปทางปาย แวะไปชิมกันค่ะ

อนากุลา จ กมฺมนฺตา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ การงานไม่คั่งค้างสับสน เป็นมงคลอันสูงสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05008010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

จอดป้ายเทคโนฯ

อนากุลา จ กมฺมนฺตา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ การงานไม่คั่งค้างสับสน เป็นมงคลอันสูงสุด

โอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยหลังการเปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการพัฒนาคณะทำงานประสานงานเครือข่าย Young Smart Farmer ระดับประเทศ เมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงแรมมารวย การ์เด้น กรุงเทพมหานคร ว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดสัมมนาครั้งนี้เพื่อจัดทำแผนพัฒนา Young Smart Farmer แนวทางการขับเคลื่อนกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กระบวนการมีส่วนร่วม และกระบวนการเครือข่าย การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานของ Young Smart Farmer

วัชระ สิงโตทอง ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 9 จังหวัดนครสวรรค์ เปิดเผยว่า สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 9 ได้เตรียมสารเร่งซุปเปอร์ พด. สูตรต่างๆ ออกแจกจ่าย อาทิ พด.1 ใช้ผลิตปุ๋ยหมัก 500 ซอง พด.2 ใช้ผลิตน้ำหมักชีวภาพ 1,100 ซอง พด.3 จุลินทรีย์ป้องกันหรือยับยั้งการเจริญเติบโตโรครากเน่าและโรคโคนเน่าของพืช 1,200 ซอง พด.6 ใช้ผลิตสารทำความสะอาดคอกสัตว์ ลดกลิ่นเหม็นตามท่อน้ำและบำบัดน้ำเสีย 900 ซอง พด.7 ใช้ผลิตสารป้องกันแมลงศัตรูพืช 1,400 ซอง และหญ้าแฝก 200,000 ต้น ผู้สนใจ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (056) 881-243

ปนัดดา ชื่นอยู่ กำนัน ตำบลนครสวรรค์ตก อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เปิดเผยว่า ตามที่ได้รับการสนับสนุนโครงการตามแผนพัฒนาอาชีพการเกษตรตามความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาภัยแล้ง ปี 2558/59 จากกรมส่งเสริมการเกษตรผ่านทาง นายณัฎฐกิตติ์ ของทิพย์ เกษตรจังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 3,209,613 บาท การดำเนินงานเป็นไปตามความต้องการของที่ประชุมประชาคม ด้วยการจัดทำศูนย์เรียนรู้และฟาร์มชุมชน

สมชาย บริพันธุ์ เกษตรจังหวัดพังงา แจ้งว่า จังหวัดพังงา จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) สู่เกษตรกร ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกษตรกรมีความพร้อมในการเปิดฤดูกาลผลิตใหม่ โดยใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งจัดตั้งขึ้น อำเภอละ 1 ศูนย์ ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชน โดยมีเกษตรกรต้นแบบเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ เน้นลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาคุณภาพ ตลอดจนการสร้างอาชีพเสริมเพื่อก่อให้เกิดรายได้เสริมจากอาชีพหลัก

นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ปักษ์ 623 ลงเรื่องข้าวอินทรีย์และสวนผสมแบบพอเพียง อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ หน้า 54 ลงที่อยู่และเบอร์โทร. ผิด ที่ถูกต้องคือ เลขที่ 246 หมู่ที่ 3 บ้านกระเบื้อง ตำบลนาหนองไผ่ อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ โทร. (085) 634-2273

ทัศนศึกษาอินโดฯ

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านธุรกิจพลังงานแห่งเอเชีย ที่มุ่งมั่นพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน นำโดย นางอุดมลักษณ์ โอฬาร (ที่ 5 จากขวา) ผู้อำนวยการสายอาวุโส-องค์กรสัมพันธ์ ร่วมกับคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นำโดย รศ.ดร. รัตนวัฒน์ ไชยรัตน์ (ขวาสุด) ประธานโครงการค่ายเพาเวอร์กรีน 10 นำเยาวชนที่ได้รับคัดเลือกจากโครงการ “ค่ายเพาเวอร์กรีน” ปีที่ 10 จำนวน 3 คน เดินทางไปทัศนศึกษา ณ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งนับเป็นแหล่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอุดมสมบูรณ์มากที่สุดเป็น อันดับ 2 ของโลก เพื่อเรียนรู้อย่างเจาะลึกเกี่ยวกับความหลากหลายของพืชพันธุ์และสัตว์ป่าหายากในประเทศอินโดนีเซีย พร้อมเยี่ยมชมกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการเหมือง ของ บมจ. บ้านปู ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและชุมชน ตลอดจนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และฟื้นฟูพื้นที่เหมืองตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สร้างฝายเก็บกักน้ำ

อาจารย์และนักศึกษาหลักสูตรวิชาวิศวกรรมโยธา วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย (ขนอม) ลงพื้นที่ โดยร่วมกับโรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอม สร้างฝายมีชีวิตกักเก็บน้ำเพื่อให้คนในชุมชนได้มีน้ำไว้บริโภค อุปโภค สามารถกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการเกษตรและช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ ตำบลควนทอง โดยใช้วัสดุธรรมชาติสร้างฝาย ไม้ไผ่ และกระสอบทราย เพื่อวางเป็นแนวกั้นน้ำ ณ หมู่บ้านธารทอง ห้วยคลองธง หมู่ที่ 1 ตำบลควนทอง อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อเร็วๆ นี้

พัฒนาสภาสาเกตนคร

ดร. อุปกรณ์ ดีเสมอ รองประธานคณะทำงานเครือข่ายประชาสังคมจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานเปิดงานการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การพัฒนาสภาสาเกตนครสู่การขับเคลื่อน เมืองเกษตรพามี อยู่ดี มีแฮง (ร้อยคน ร้อยองค์กรเครือข่ายเพื่อการพัฒนาสาเกตนครสู่ความยั่งยืน) ณ ห้องประชุมไพฑูรย์ โรงแรมเพชรรัชต์การ์เด้น ตำบลเหนือเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อเร็วๆ นี้

จรัญ อยู่คำ กับเคล็ดลับการดูแลช่อดอกมะม่วงให้ติดผลดก (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

จรัญอยู่คำกับเคล็ดลับการดูแลช่อดอกมะม่วงให้ติดผลดก (ตอนที่ 1)

ผ่านพ้นฤดูกาลมะม่วงแล้ว จะเข้าสู่การผลิตฤดูกาลใหม่ เกษตรกรหลายๆ ราย อาจจะพลาดในการผลิตมะม่วงออกสู่ตลาด ซึ่งอาจจะด้วยหลายๆ ปัจจัย ซึ่งก่อนจะเข้าสู่การผลิตฤดูกาลใหม่ จึงนำประสบการณ์จริงของเกษตรกรที่ถือว่าเป็นเซียนมะม่วงคนหนึ่งของจังหวัดพิจิตร ที่สามารถทำให้มะม่วงออกดอกติดผลดกทุกๆ ปี แม้จะมีพื้นที่ขนาดใหญ่ก็ตาม โดยเคล็ดลับและวิธีการดังกล่าว อาจจะนำไปใช้เป็นแนวทางให้เหมาะสมกับพื้นที่ปลูกมะม่วงของแต่ละท่าน

การออกดอกของมะม่วง ที่พบส่วนมากในสวนของเกษตรกร มีการออกดอกใน 3 รูปแบบ คือ

1. ออกดอกพร้อมกันทั้งต้น

2. ออกดอกครั้งละครึ่งต้น

3. ทยอยออกดอกหลายรุ่น

การดูแลช่อดอกนั้นจะต่างกันไป ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการออกดอก ต้นมะม่วงที่มีออกพร้อมกันทั้งต้นจะดูแลง่ายกว่ามะม่วงที่ทยอยออกดอก เพราะมีช่วงระยะเวลาในการดูแลดอกสั้น ถ้าต้นที่ทยอยออกดอก จะต้องดูแลนานกว่า จะติดผลหมดทุกรุ่น ดังนั้น เกษตรกรมืออาชีพส่วนใหญ่จะนิยมทำให้มะม่วงออกดอกพร้อมกัน เพื่อความสะดวกในการจัดการ และประหยัดต้นทุน

การทำให้มะม่วงออกดอกพร้อมกัน ถ้าถามว่า “จะทำอย่างไร ให้มะม่วงออกดอกพร้อมกัน?” เกษตรกรมืออาชีพ หรือที่เรียกกันว่า “เซียน” จะตอบเหมือนกันว่า “ต้องดูแลมะม่วงตั้งแต่เริ่มแต่งกิ่งให้ดี ถ้าแต่งกิ่งแล้วใบอ่อนไม่ออกพร้อมกัน โอกาสที่จะทำให้ดอกออกพร้อมกันยาก”

คุณจรัญ อยู่คำ “สวนโชคอำนวย” บ้านเลขที่ 63 หมู่ที่ 1 ตำบลวังทับไทร อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร โทร. (099) 271-1303 เจ้าของสวนมะม่วงรายใหญ่ มีพื้นที่ปลูกมะม่วงกว่า 400 ไร่ ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดพิจิตร ผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้คุณภาพดี ถือเป็นเกษตรกรระดับเซียนของจังหวัดพิจิตรที่ประสบความสำเร็จในการทำสวนมะม่วงคุณภาพ ผลผลิตส่วนใหญ่ส่งขายตลาดต่างประเทศ บางส่วนส่งโรงงานแปรรูป นอกจากมะม่วงน้ำดอกไม้แล้ว ที่สวนคุณจรัญยังมีมะม่วงรับประทานผลดิบ เช่น พันธุ์ฟ้าลั่น เพชรบ้านลาด ไว้ขายก่อนฤดู เป็นการลดความเสี่ยง หากตลาดมะม่วงน้ำดอกไม้มีปัญหา ที่สวนแห่งนี้ผลิตมะม่วงคุณภาพดีส่งขายทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ จุดเด่นของสวนคือ ผลิตมะม่วงให้ดกและมีคุณภาพดี จัดเป็นสวนตัวอย่างของแนวคิด “ทำสวนมะม่วงน้อย ได้ผลผลิตมาก ถ้าทำสวนมะม่วงมาก ก็ต้องให้ได้ผลผลิตมากขึ้นเรื่อยๆ” ซึ่งดูจะค้านกับแนวคิดของหลายๆ คนที่ว่า ทำน้อยได้มาก แต่ถ้าทำมากจะได้น้อย เรามาดูกันซิว่า สวนโชคอำนวยมีแนวคิดและแนวทางในการปฏิบัติเช่นไร จึงทำให้สวนแห่งนี้มีชื่อเสียงในเรื่องการผลิตมะม่วงดกที่สุดแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดพิจิตร สวนโชคอำนวย ปลูกมะม่วงมานานกว่า 30 ปี

คุณจรัญ กล่าวว่า “คนส่วนมากไม่ค่อยเข้าใจ เห็นคนอื่นแต่งกิ่งมะม่วงก็ทำบ้าง เห็นเขาดึงใบอ่อนก็ดึงบ้าง แต่ไม่ดูเลยว่าต้นมะม่วงของเราพร้อมหรือเปล่า” คุณจรัญ แนะนำว่า ก่อนตัดแต่งกิ่ง ต้องดูก่อนว่าดินมีความชื้นพอหรือไม่ ในพื้นที่ชลประทาน หรือพื้นที่ที่มีน้ำสะดวกแนะนำให้รดน้ำดินให้ชุ่ม แต่ถ้าเป็นพื้นที่แล้งอาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ต้องรอให้ฝนตกใหญ่ 3-4 ครั้งก่อน จึงจะแต่งกิ่ง เพราะถ้าดินแห้งแล้ง แต่งกิ่งไปแล้ว โอกาสที่ใบอ่อนจะออกเสมอกันมีน้อยมาก

หลังแต่งกิ่งเสร็จ จะต้องเร่งมะม่วงให้แตกใบอ่อนให้เสมอกัน

ทางดิน จะต้องใส่ปุ๋ยเคมี สูตรเสมอ เช่น 15-15-15 หรือ 16-16-16 ต้นละ 1-2 กิโลกรัม ตรงจุดนี้เกษตรกรหลายท่านไม่ให้ความสำคัญเลย แต่ที่สวนคุณจรัญจะใส่ปุ๋ยสูตรเสมอหลังแต่งกิ่งทุกปี เพราะเมื่อเราต้องการให้มะม่วงได้ผลดี จะต้องเอาปุ๋ยให้ต้นมะม่วงก่อน ไม่เช่นนั้นผลผลิตจะไม่ดี มีหลายคนสอบถาม เรื่องการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ในสวนมะม่วง คุณจรัญ ตอบว่า “ใช้ได้ แต่ให้ใส่ก่อนแต่งกิ่งแค่ครั้งเดียว เพราะถ้าใส่บ่อยๆ จะบังคับให้ออกดอกยาก”

ทางใบ ฉีดพ่นปุ๋ยไทโอยูเรีย อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร ผสมกับฮอร์โมนจำพวกสาหร่าย-สกัด 2 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างกัน 5-7 วัน มะม่วงจะออกใบอ่อนพร้อมกันทั้งสวน

คุณจรัญ ย้ำว่า “จะทำมะม่วงให้ออกดอกเสมอ ต้องทำใบอ่อนให้เสมอกันก่อน ถ้าใบออกเสมอสวยงาม เวลาดึงดอก ดอกก็จะออกเสมอเช่นกัน”

ราดสารแพคโคลบิวทราโซลในช่วงเวลาที่เหมาะสม ควรเลือกใช้สารราด (แพคโคลบิวทราโซล) ที่ได้มาตรฐาน ปัจจุบัน มีบริษัทขายเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรมากมายมาเสนอขายสารราดให้ถึงสวน แต่คุณจรัญจะเน้นใช้สารราดที่มีคุณภาพ และมีเลขทะเบียนถูกต้อง เช่น สารแพนเที่ยม 10% เพราะช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกษตรกรหลายรายโดนหลอกขายสารราดที่มีเปอร์เซ็นต์ต่ำ โดยจูงใจว่าของตนเองมีราคาถูก พอเกษตรกรหลงเชื่อใช้ไปก็ไม่สามารถควบคุมการแตกใบอ่อนของมะม่วงได้ ทำให้เสียเงิน และเสียโอกาสที่ดีในการผลิตมะม่วงในปีนั้นๆ ไปเลย คุณจรัญ จึงเน้นย้ำว่า จะต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มั่นใจได้เท่านั้น ไม่ควรใช้สารราดของบริษัทที่ไม่น่าเชื่อถือ เมื่อต้นมะม่วงแตกใบอ่อนพร้อมกัน จะเป็นช่วงเวลาของการราดสารแพคโคลบิวทราโซล คุณจรัญจะนับวันโดยคำนวณจากวันที่จะดึงดอกเป็นหลัก ซึ่งทุกปีจะเริ่มราดสารตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม เพื่อจะให้ต้นมะม่วงสะสมอาหารและพร้อมจะดึงดอกในช่วงเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม ถามว่าทำไมต้องเป็นช่วงนั้น? คุณจรัญ ตอบว่า การดึงดอกมะม่วงในช่วงเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม จะเป็นช่วงฝนน้อย โอกาสที่ช่อดอกจะโดนทำลายจากพายุก็น้อยลง คุณจรัญเคยดึงช่อมะม่วงก่อนช่วงนั้นเพื่อทำนอกฤดู แต่ในพื้นที่จังหวัดพิจิตรจะเกิดพายุฝนรุนแรง ทำความเสียหายให้ช่อดอกจำนวนมาก ไม่คุ้มกับการลงทุน เลยเลี่ยงมาดึงในช่วงที่เหมาะสมแทน

หลังราดสาร ต้องบำรุงอย่างดี

เกษตรกรส่วนใหญ่หลังจากราดสารแล้วจะใช้วิธีสะสมอาหารด้วยการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบเพียงอย่างเดียว แต่ที่สวนคุณจรัญจะเน้นการใส่ปุ๋ยทางดินร่วมด้วย

“ปุ๋ยทางดินสำคัญมาก เราต้องดูว่าปีหนึ่งเราเก็บมะม่วงไปจากต้นกี่กิโล ต้นมะม่วงต้องเสียอาหารไปเท่าไร ถ้าเราไม่ใส่คืน ต้นมะม่วงจะเอาแรงที่ไหนออกลูกให้เราอีก”

การใส่ปุ๋ยทางดิน จะใช้ปุ๋ย สูตร 9-25-25 อัตรา ต้นละ 2 กิโลกรัม เน้นใส่ในวันที่มีฝน เพราะที่สวนคุณจรัญไม่มีระบบน้ำ อาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว จึงต้องคอยติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ว่าจะมีฝนตกชุกช่วงวันไหน ก็จะใช้โอกาสวันนั้นเร่งการใส่ปุ๋ย แล้วให้ฝนเป็นตัวละลายปุ๋ย หากใส่แล้วฝนตกน้อย ก็ต้องใช้คนงานรดน้ำ ให้ปุ๋ยละลายจนหมด คุณจรัญ ย้ำว่า การใส่ปุ๋ยที่ดี ต้องรดน้ำให้ปุ๋ยละลาย ไม่เช่นนั้นก็สูญเปล่า

ส่วนทางใบ จะเน้นการฉีดปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัส กับโพแทสเซียมสูง เช่น ปุ๋ย 0-52-34 หรือ ปุ๋ยนูแทคซุปเปอร์-เค การฉีดปุ๋ยทางใบจะเริ่มฉีดหลังจากที่ราดสารไปแล้ว ประมาณ 15 วัน คุณจรัญ ได้สรุปสูตรฉีดพ่นปุ๋ยเพื่อการสะสมอาหาร ดังนี้

ช่วงที่มีฝนตกชุก

– ปุ๋ย 0-52-34 1 กิโลกรัม

– เฟตามิน 400 ซีซี

– สังกะสี 100 ซีซี

– โกรแคล 100 ซีซี

(ต่อน้ำ 200 ลิตร)

– โรคและแมลง ใช้ตามการระบาด

การใช้ปุ๋ย สูตร 0-52-34 ช่วงฝนตกชุก จะช่วยยับยั้งการแตกใบอ่อนได้ดีมาก แต่ไม่ควรฉีดพ่นติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง เพราะจะทำให้ตายอดของมะม่วงแห้งและบอดได้ (ถ้าตาบอดจะดึงดอกยาก) การใส่ฮอร์โมนเฟตามิน โกรแคล และสังกะสี ร่วมด้วย จะทำให้ตายอดสดใส เต่งตึง อวบอั๋น ตาไม่บอด

ช่วงที่ฝนน้อย

– ปุ๋ยนูแทค ซุปเปอร์-เค 400 กรัม

– เฟตามิน 400 ซีซี

– สังกะสี 100 ซีซี

– โกรแคล 100 ซีซ

(ต่อน้ำ 200 ลิตร)

– โรคและแมลง ใช้ตามการระบาf

เมื่อฝนทิ้งช่วงจะเปลี่ยนปุ๋ยโดยให้กลับมาใช้ปุ๋ยนูแทค ซุปเปอร์-เค (6-12-26) เพราะมีไนโตรเจน 6% จะช่วยให้ตายอดสมบูรณ์ ไม่แห้ง หรือบอดง่าย

การสะสมอาหาร จะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน (ในมะม่วงพันธุ์เบา เช่น น้ำดอกไม้ ฟ้าลั่น เพชรบ้านลาด) การฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ จะฉีด 4-5 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน

ดึงดอกอย่างไร ให้ออกทั้งต้น ถ้าเราทำใบอ่อนได้เสมอ ใส่ปุ๋ยถูกช่วงเวลา บำรุงรักษาใบดีมาตลอด โอกาสดึงดอกให้ออกมาพร้อมกันจะสูงมาก ส่วนใหญ่ชาวสวนจะดูองค์ประกอบหลายๆ อย่างก่อนทำการดึงดอก เช่น อายุหลังราดสาร ต้องไม่น้อยกว่า 60 วัน (มะม่วงพันธุ์เบา) และ 90 วัน สำหรับมะม่วงพันธุ์หนัก, ใบมะม่วงแก่ดี เอามือกำแล้วกรอบ ใบหลุบลง, ตายอดนูน พร้อมดึง, ถ้าใบยังไม่พร้อม หรือ มีใบอ่อนแตกออกมาขณะสะสมอาหาร อย่ารีบร้อน ให้ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบสะสมอาหารจนกว่าใบจะพร้อม จึงทำการเปิดตาดอก, ดูสภาพอากาศ ฝนต้องทิ้งช่วงนิด ดินไม่ชุ่มน้ำเกินไป เพราะหากเปิดตาดอกขณะฝนตกชุก โอกาสเป็นใบอ่อนสูง

ในการเปิดตาดอก เกษตรกรส่วนมากจะใช้ ไทโอยูเรีย ผสมกับโพแทสเซียมไนเตรต (13-0-46) ที่สวนคุณจรัญ จะใช้สูตร

สูตรเปิดตาดอก

– ไทโอยูเรีย 1 กิโลกรัม

– สาหร่าย-สกัด 300 ซีซี

(ต่อน้ำ 200 ลิตร)

ฉีดพ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 5 วัน แล้วรอดูการเปลี่ยนแปลงของตายอด โดยปกติแล้ว ตาดอกจะเริ่มแทงหลังเปิดตาดอกครั้งแรก ประมาณ 10-15 วัน แต่ถ้าเริ่มแทงในวันที่ 3-4 โอกาสเป็นใบอ่อนจะสูงมาก

พฤกษาสาระ ที่มาของต้นสาละ-รัง กับพุทธประวัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาสาระ ที่มาของต้นสาละ-รัง กับพุทธประวัติ

“เอาธูปเทียนบุปผาสุมาลัย

ชวนกันไหว้พระแท่นแผ่นศิลา

ในระหว่างนางรังทั้งคู่ค้อม

คำนับน้อมกิ่งก้านก็สาขา

แต่ไม้รังยังรักพระศาสดา

อนิจจาเราเกิดไม่ทันองค์”

ตอนหนึ่ง จาก นิราศพระแท่นดงรัง โดย นายมี เขียนถึงพระแท่นดงรัง ซึ่งแต่ก่อนเชื่อกันว่าเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ตามความเข้าใจแบบไทยๆ เรา ก็เชื่อว่าพระพุทธเจ้าประสูติ และปรินิพพานใต้ต้นรัง

สาละ robusta Shorea

ต้นรังในอินเดีย พุทธเจ้า

ชาวพุทธอย่าลืมเสีย ยกย่อง

กราบต้นปืนใหญ่เศร้า เน่าแท้พุทธไทย

โดย ศ.ดร. ธวัชชัย สันติสุข ราชบัณฑิต สาขาพฤกษศาสตร์ ได้กล่าวถึงต้นสาละลังกา หรือต้นลูกปืนใหญ่ ซึ่งมีพระสงฆ์ไทยบางรูปไปจาริกแสวงบุญ ณ ประเทศศรีลังกา แล้วนำพรรณไม้นี้มาปลูกในประเทศไทย เรียกกันว่าสาละลังกา แต่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติแต่อย่างใด

ต้นไม้ในพระพุทธศาสนา มีหลายพรรณพฤกษ์ที่เกี่ยวข้องเป็นพุทธประวัติ ตั้งแต่ ประสูติ ตรัสรู้ และ ปรินิพพาน รวมทั้งตลอดเวลาที่พระพุทธองค์ทรงประกาศพระพุทธศาสนา ก็ส่วนใหญ่อยู่ท่ามกลางป่าภายใต้ต้นไม้ ในประเทศไทย ทางราชการเห็นความสำคัญ จึงประกาศให้ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือวันเพ็ญกลางเดือน 6 เป็นวันต้นไม้ประจำปีแห่งชาติ และเชิญชวนให้ประชาชนทุกหมู่เหล่ากระทำการบูชาพระพุทธเจ้า ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ด้วยการปลูกต้นไม้เป็นพุทธบูชา เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกๆ คน และเพื่อเป็นการปลูกป่าทดแทน และในวันนี้โดยพุทธศาสนิกชน ก็ปฏิบัติบูชาเนื่องในวัน “วิสาขบูชา”

ตามพระประวัติขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองค์ประสูติภายใต้ต้นสาละใหญ่ ในอุทยานลุมพินี แล้วกลับมาประทับในพระราชวัง ดำรงตำแหน่งเป็นถึงองค์รัชทายาท คือผู้สืบทอดศากยวงศ์ ของกรุงกบิลพัสดุ์ต่อจากพระพุทธบิดา ต่อมาได้เสด็จออกผนวช และประทับพักแรมตามป่าเขาลำเนาไพรต่างๆ ทรงดำรงพระชนม์ชีพ โดยทรงอาศัยป่าเป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรทั้งทางกาย และทางจิต อยู่เป็นเวลาถึง 6 ปี ในท่ามกลางป่า จึงได้ตรัสรู้พระโพธิญาณเป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า และตลอดระยะเวลากว่า 45 พรรษา ก็ทรงอธิษฐานการอยู่จำพรรษา ภายใต้ต้นไม้ใหญ่ และในที่สุดพระชนม์ชีพพระองค์ก็เสด็จภายในสาลวโนทยาน ภายใต้ร่มต้นสาละคู่ และเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

ความเข้าใจเรื่องต้นสาละและต้นรังของศาสนิกชนทั่วไป ยังมีความสับสนอยู่ บ้างก็ว่าเป็นต้นเดียวกันที่เรียกต่างกัน บ้างก็ว่าเป็นต้นไม้คนละชนิด สำหรับในด้านวิชาการ และจากเรื่องราวที่มีความเชื่อตามชาดก หรือศัพท์เรียกชื่อต้นไม้ต่างๆ ในภาษาบาลี และสันสกฤตก็มีการเทียบชื่อต้นไม้กับภาษาไทยจากท่านผู้ทรงความรู้ ที่ได้เขียนถึงต้นสาละและต้นรังไว้อย่างน่าสนใจ และทำให้เกิดความเข้าใจถึงที่มาของต้นไม้นี้ในพุทธประวัติ ซึ่งจะได้นำเสนอข้อเขียนดังกล่าวจากสองท่าน คือ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ธวัชชัย สันติสุข ราชบัณฑิต สาขาพฤกษศาสตร์ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา ท่านได้รับเกียรติตั้งชื่อพรรณไม้หลายชนิด เช่น แคสันติสุข และมีผลงานเขียนเกี่ยวกับต้นไม้ เช่น ป่าของประเทศไทย และป่าสาละ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ 24 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2542

อีกท่านคือ สมบัติ พลายน้อย หรือรู้จักในงานเขียน นาม ส.พลายน้อย ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2553 และได้รับรางวัล “นราธิป” จากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย รวมทั้งได้รับการประกาศยกย่องเป็นปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย พุทธศักราช 2552 รวมทั้งงานเขียน “พฤกษนิยาย”

จึงขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวของต้นสาละ-รัง ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสองท่านได้อรรถาธิบายไว้ เป็นที่มาของต้นไม้ในพุทธประวัติ เป็นที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ธวัชชัย สันติสุข ได้เขียนไว้ในข่าว สอ.มก. ฉบับที่ 5 เดือนมิถุนายน 2556 เรื่อง สาละพระพุทธเจ้า (Shorea robusta) กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง สาละ กับ รัง ไว้ว่า สาละพระพุทธเจ้า (S. robusta) ในภูมิภาคเอเชียใต้ (อินเดีย และเนปาล) มีลักษณะรูปพรรณโดยทั่วไปคล้ายคลึงกับรัง (S. Siamensis) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ประเทศไทย) ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของลำต้นที่มีทั้งลำต้นสูงเปลาตรง หรือลำต้นที่คดงอ แคระแกร็น เปลือกหนา สีเทาปนน้ำตาล แตกเป็นร่องลึก ใบรูปไข่กว้าง โคนใบหยักเว้ารูปหัวใจ ผลมีปีกยาว 3 ปีก สั้น 2 ปีก ฯลฯ นอกจากนี้ ยังเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบที่ชอบแสงสว่าง โตช้า ทนไฟป่า และชอบขึ้นเป็นกลุ่มในป่าผลัดใบ ที่มีลักษณะโครงสร้างคล้ายคลึงกัน สาละ และ รัง จึงเป็นพรรณไม้ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในสกุล Shorea

การนำต้นสาละเข้ามาปลูกในประเทศไทย ยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย ประกอบกับเป็นไม้โตช้า และระบบรากต้องอาศัยเชื้อมายคอร์ไรซาในดิน เท่าที่มีการบันทึกการปลูกต้นสาละในประเทศไทย ก็มี หลวงบุเรศ บำรุงการ นำมาถวายสมเด็จพระมหาวีรวงษ์ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน โดยปลูกไว้ที่หน้าอุโบสถ 2 ต้น กับได้น้อมเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อ วันที่ 2 ธันวาคม 2510 อีก 2 ต้น ในจำนวนนี้ทรงปลูกไว้ในบริเวณพระตำหนักเรือนต้น สวนจิตรลดา 1 ต้น และพระราชทานให้วิทยาลัยเผยแพร่พระพุทธศาสนาบางละมุง อีก 1 ต้น อาจารย์เคี้ยน เอียดแก้ว และ อาจารย์เฉลิม มหิทธิกุล ก็ได้นำต้นสาละมาปลูกไว้ในบริเวณคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และบริเวณค่ายฝึกนิสิตวนศาสตร์ สวนสักแม่หวด อำเภองาว จังหวัดลำปาง พระพุทธทาสภิกขุ ก็ได้ปลูกไว้ที่สวนโมกข์ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายสวัสดิ์ นิชรัตน์ ผู้อำนวยการกองบำรุง กรมป่าไม้ได้นำมาปลูกไว้ในสวนพฤกษศาสตร์ พุแค จังหวัดสระบุรี และมีผู้นำมาปลูกในบริเวณวัดบวรนิเวศอีกหลายครั้ง สาละที่นำมาปลูกดังกล่าว บางต้นยังคงอยู่ แต่มีการเจริญเติบโตช้ามาก

สาละ กับพุทธประวัติ เป็นเรื่องราวของต้นไม้ที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่ประสูติ จนถึงปรินิพพาน โดยที่พระนางสิริมหามายา พระราชมารดาของพระพุทธเจ้า เมื่อใกล้จะถึงกำหนดพระสูติกาล ก็เสด็จจากกรุงกบิลพัสดุ์ไปยังกรุงเทวทหะ อันเป็นเมืองต้นตระกูลของพระนาง (ตามธรรมเนียมพราหมณ์ ที่ฝ่ายหญิงจะต้องกลับไปคลอดที่บ้านบิดา มารดา) เมื่อขบวนผ่านมาถึงอุทยานลุมพินี อันตั้งอยู่ระหว่างนครทั้งสอง (ปัจจุบัน อยู่ในเขตประเทศเนปาล ใกล้ชายแดนภาคเหนือของประเทศอินเดีย พระนางทรงปวดพระครรภ์ บรรดาข้าราชบริพารก็รีบจัดที่ประสูติถวายใต้ต้นสาละใหญ่ เวลานั้นแดดอ่อน ดวงตะวันยังขึ้นไม่ตรงศีรษะ เป็นวันเพ็ญเดือน 6 (วันวิสาขปุรณมี) พระจันทร์จักโคจรเต็มดวงในยามเที่ยงคืน ชมพูทวีปเริ่มมีฝน อากาศโปร่ง ต้นไม้ในอุทยานป่าสาละ กำลังผลิดอกออกใบอ่อน ดอกสาละ ดอกจำปาป่า ดอกอโศก และดอกไม้นานาพรรณกำลังเบ่งบาน ส่งกลิ่นเป็นที่จำเริญใจ พระนางสิริมหามายาประทับยืน พระหัตถ์ขวาเหนี่ยวกิ่งไม้รัง พระหัตถ์ซ้ายปล่อยตกประสูติพระโอรส (สิทธัตถกุมาร) ได้โดยสะดวก

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ขณะที่มีพระชนมายุได้ 35 พรรษา ได้ทรงบำเพ็ญเพียรจนตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในวันเพ็ญ เดือน 6 ใต้ต้นมหาโพธิ์ ภายในป่าสาละ ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา ตำบลพุทธคยา แขวงเมืองอุรุเวลาเสนานิคม ของรัฐพิหาร เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้สัจธรรมแล้ว จึงเสด็จมาแสดงธรรมเทศนากัณฑ์แรก คือ ธรรมจักรกัปปวัฒนสูตร โปรดปัญจวัคคีย์ ตรงกับวันเพ็ญเดือน 8 (วันอาสาฬหปุรณมี) บริเวณป่าสาละ อันร่มรื่น ณ อุทยานมฤคทายวัน หรือ อิสิปตนมฤคทายวัน เขตสารนาถ ทางทิศเหนือของกรุงพาราณสี

ในช่วงสุดท้ายที่ต้นสาละเกี่ยวข้องกับพุทธประวัตินั้น เมื่อพระพุทธองค์มีพระชนมายุครบ 80 พรรษา ได้เสด็จถึงสาลวโณทยานของมัลละกษัตริย์ (ตอนเหนือของตำบลกาเซีย จังหวัดโครักขปุระ) เป็นเวลาใกล้ค่ำของวันเพ็ญเดือน 6 (วันวิสาขปุรณมี) รับสั่งให้พระอานนท์ปูลาดที่บรรทมระหว่างต้นสาละใหญ่ 2 ต้น ทรงเอนพระวรกายลง โดยหันพระเศียรไปทางทิศเหนือ ประทับไสยาสน์แบบสีหไสยา เป็นอนุฏฐานไสยา คือการนอนครั้งสุดท้าย จนกระทั่งสังขารดับ

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ธวัชชัย สันติสุข ได้สรุปเรื่องราวของต้นสาละที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติไว้ว่า เดิมที ความเข้าใจเกี่ยวกับต้นสาละของชาวพุทธในประเทศไทย ยังค่อนข้างสับสน โดยเข้าใจว่า ต้นสาละ (Shorea robusta) เป็นชนิดเดียวกับ ต้นรัง (S. siamensis) เพราะรูปร่าง ขนาดของใบ และผล คล้ายคลึงกันมาก ประกอบกับต่างก็ชอบขึ้นเป็นกลุ่มด้วยเช่นกัน จากการสำรวจ ค้นคว้าพรรณไม้ทั้งสองชนิด ทำให้สามารถจำแนกชนิดของต้นสาละออกจากต้นรังได้อย่างชัดเจน โดยอาศัยลักษณะภายนอกที่เด่นชัด เช่น จำนวนเกสรเพศผู้ จำนวนเส้นแขนงใบ และเส้นปีกของผล ความแตกต่างของสีใบในช่วงผลัดใบ ประเภทของป่าสาละ และป่าเต็งรัง มีองค์ประกอบพรรณไม้เด่นที่แตกต่างกัน ตลอดจนเขตการกระจายพันธุ์ของสาละในเขตภูมิภาคเอเชียใต้ ที่แยกชัดเจนจากเขตการกระจายพันธุ์ของรังในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น สาละ (S. robusta) จึงเป็นต้นไม้ที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติโดยแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ยังมีความสับสนจากการเรียกชื่อต้นสาละอีกประเภทหนึ่ง คือ “สาละลังกา” หรือ “ลูกปืนใหญ่” (Couroupita surinamensis Mart. Ex Berg วงศ์ Lecythidaceae) เป็นพรรณไม้อีกชนิดหนึ่งที่บรรดาพุทธศาสนิกชนในประเทศไทยสับสน เข้าใจว่าเป็นต้นสาละในพุทธประวัติ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ธวัชชัย สันติสุข ได้อธิบายว่า สาละลังกาเป็นพันธุ์ไม้พื้นเมือง ไม่ผลัดใบ ของประเทศเขตร้อน ทวีปอเมริกาใต้ เมื่อชาวโปรตุเกสยึดครองประเทศศรีลังกาอยู่นั้น ได้ทำลายวัดวาอาราม พุทธศาสนา และนำต้นลูกปืนใหญ่ (cannon ball tree) จากอเมริกาใต้มาปลูกในสถานที่ต่างๆ ของศรีลังกาทั่วไป รวมทั้งบริเวณวัดพุทธที่ถูกทำลาย ชาวศรีลังกาเรียกต้นไม้นี้เป็นภาษาท้องถิ่นว่า “สาละ (sal)” เช่นกัน เมื่อพระสงฆ์ไทยบางรูปไปจาริกแสวงบุญ ณ ประเทศศรีลังกา นำพรรณไม้ชนิดนี้มาปลูกในประเทศไทย จึงเรียกว่า สาละลังกา แต่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติแต่อย่างใด ตามโคลงสี่สุภาพที่ขึ้นต้นไว้ และในบาทสุดท้าย ที่กล่าวว่า…กราบต้นปืนใหญ่เศร้า เน่าแท้พุทธไทย

สำหรับเรื่องของ ต้นรัง-สาละ ในทรรศนะของ อาจารย์สมบัติ พลายน้อย หรือ ส.พลายน้อย ซึ่งได้เขียนไว้ใน “พฤกษนิยาย” ตีพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ พ.ศ. 2513 และถึงครั้งที่ 4 พ.ศ. 2543 นั้น ท่านได้กล่าวถึงเรื่องเล่ากันในหมู่นักแปลชาดก และได้หยิบยกเรื่องที่ถกเถียงกันเกี่ยวกับต้นรัง และสาละ ที่มีกล่าวถึงในหนังสือที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาของไทย ตั้งแต่ข้อความที่ปรากฏในปฐมสมโพธิกถา จนถึงคำพรรณนาเกี่ยวข้องกับต้นรังที่พระพุทธองค์ได้เสด็จมาประทับเมื่อปรินิพพาน ซึ่งจะขอนำเสนอรายละเอียดในฉบับต่อไป

เพลง วิสาขบูชา

คำร้อง ชาลี อินทรวิจิตร

ทำนอง สมาน กาญจนผลิน

ขับร้อง ชรินทร์ นันทนาคร

วิสาขบูชานี้เป็นวันสำคัญ ชาวพุทธทราบเป็นวันพระพุทธเจ้าประสูติสาล วันเริ่มตรัสรู้ และเสด็จสู่นิพพาน เกียรติแผ่ไพศาลช้านานตลอดเวลา

วิสาขบูชา น้อมวันทาพุทธองค์ โดยพร้อมจิตจำนง หนุนนำส่งศาสนา เดือนหกวันเพ็ญพ้อง แสงเดือนผ่องส่องนภา ดุจศาสดาใช้พระธรรม ประจำทุกกาล

เหล่าชาวพุทธ มิควรหยุดอยู่เฉย ช่วยกันเผยแผ่พระธรรมทั่วสถาน สร้างผลบุญเกื้อกูลแต่สุนทรทาน เป็นศรีพุทธกาล ผ่านยุคเข็ญ เป็นหลักชัย

วิสาขบูชา น้อมวันทา พุทธคุณ โดยพร้อมจิตเจือจุน พุทธศาสน์ตลอดสมัย ประกอบกิจกุศล ผลจะเพิ่มสุขเสริมใจ แผ่เมตตาไป พร้อมใจทำ ประจำนิรันดร์

มีบทเพลงมากมายที่ได้กล่าวถึง “วันวิสาขบูชา” และแต่ละเพลงก็มีเนื้อหาและท่วงทำนองแตกต่างออกไป ตามแต่หน่วยงาน องค์กร หรือแต่ละบุคคล ที่มีจิตน้อมนำเจริญธรรมในพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม เจริญสติของแต่ละบทเพลงก็มีทิศทางเดียวกันคือ ความศรัทธาบูชาในธรรมะแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

แม้ว่า แต่ละบทเพลงมิได้กล่าวถึงต้นไม้ต้นสาละ หรือต้นรังโดยตรง แต่พุทธประวัติในพุทธองค์ที่เราได้ปฏิบัติบูชาเจริญรอยตามหลักธรรมแห่งพุทธศาสนานั้น เป็นเหมือนดั่งว่า เราเองก็ได้อานิสงส์แห่งร่มเงาจากต้นไม้ประจำพระพุทธองค์ไปด้วย ก็จะได้ประสบโอกาสแห่งการนำเสนอบทเพลงนั้นๆ เช่น เพลงวิสาขบูชา ทำนองและคำร้อง โดย ธำรง สมบูรณ์ศิลป์ ขับร้องโดย นักร้องวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ นำหมู่โดย โฉมฉาย อรุณฉาน

เพลงวันวิสาขบูชา เนื้อร้อง ทำนอง ขับร้องโดยบุคลากรใน บริษัท ชัวร์ออดิโอ จำกัด จัดทำสื่อเป็นพุทธบูชา โดย สถานีวิทยุพระพุทธศาสนา คณะสงฆ์ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่

เพลงวิสาขบูชา โดย กุ๊กกิ๊ก ประกายฟ้า

เพลงวิสาขบูชา โดย มีโชค ชมภู 2557

เพลงวันวิสาขบูชา โดย มือพิณฮ้างๆ

และ เพลงวันวิสาขบูชา โดย กิรนันต์ จำเริญ วิศวะเคมี ปี 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2555

จะเห็นได้ว่า พุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่า ก็มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพุทธศาสนาโดยทั่วกัน

หนุ่มสระบุรี ปลูกชวนชมเล่นๆ กลายเป็นงานสร้างเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05032010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุรเดช สดคมขำ

หนุ่มสระบุรี ปลูกชวนชมเล่นๆ กลายเป็นงานสร้างเงิน

“เริ่มจากมีคนมาซื้อตอชวนชมที่บ้าน ช่วงนั้นเขาให้ราคาดีมาก เพราะว่าต้นมันไม่ใหญ่มาก ประมาณ 3,500 บาท ผมก็เลยลองจำหน่ายไป ด้วยความที่อยากรู้ว่าเขาจะซื้อเราไปทำอะไรทำไมซื้อราคาแพงจัง ปรากฏว่าเขาซื้อแล้วจำหน่ายต่อไปในราคา 8,500 บาท ซึ่งเรามาคิดดู ว่าราคาที่เขาซื้อเราก็น่าจะราคาสูงแล้ว แต่เขาสามารถจำหน่ายได้อีกในราคาที่แพงกว่าซื้อจากเราอีก มันก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของผมที่จะปลูกเลี้ยงชวนชมอย่างจริงจัง” คุณรัชฏะ กล่าว

คุณรัชฏะ ประวัติ หรือ คุณอาร์ต อยู่บ้านเลขที่ 41 หมู่ที่ 7 ตำบลคำพราน อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่มีความหลงใหลในชวนชม เพราะพรรณไม้ชนิดนี้เป็นไม้ดอกที่ใฝ่ฝันของใครหลายๆ คน ที่ต้องการเพาะเลี้ยงจัดรูปทรงราก กิ่ง ให้สวยงามเป็นไปตามความต้องการของผู้ดูแลเอง

ซึ่งการจัดทรง การดูแล อาจมีความยากง่ายแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับฝีมือและเทคนิคของแต่ละคน ที่ได้ใช้จินตนาการให้กับชวนชมของตนเอง

การดูแลชวนชมแต่ละต้น รูปทรงจะไม่เหมือนกันทุกต้น อาจจะกล่าวได้ว่ามีเพียงต้นเดียวในโลกก็ว่าได้ เป็นไม้ดอกที่ไม่มีรูปแบบตายตัว เหมาะกับผู้ที่ต้องการหาไม้ดอกไว้ประดับหน้าบ้าน เพื่อความสวยงาม และดูแลเป็นงานอดิเรก ไว้เพื่อความเพลิดเพลิน สำราญใจเหมือนเช่นคุณอาร์ต

เลิกกิจการค้าขาย

สู่ชีวิตเกษตรกร

คุณอาร์ต เล่าว่า ก่อนที่จะเริ่มมาทำการปลูกเลี้ยงชวนชม ที่บ้านของเขาทำกิจการจำหน่ายหนังสือสิ่งพิมพ์ทุกชนิด ต่อมาจึงได้หยุดทำกิจการทางด้านนี้มาทำการปลูกเลี้ยงชวนชมอย่างเต็มตัวในปี 2552 โดยเรียนรู้ศึกษาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต

“ผมก็เริ่มลองและศึกษาดูเลยว่า ชวนชมมันมีความพิเศษยังไง โดยอาศัยศึกษาจากในเว็บไซต์ ซึ่งก็จะมีคนที่มากด้วยประสบการณ์มาบอกสอนเยอะอยู่ ต่อมาก็พัฒนามาเรื่อยมาเป็นเฟซบุ๊กแทน โดยเขาก็จะมีข้อมูลว่าสวนนี้มีอะไรดี มีเทคนิคอะไรบ้างที่เราต้องเรียนรู้ เราก็ศึกษาจากจอสี่เหลี่ยมนี่แหละ บางทีก็เดินทางติดต่อขอเข้าไปดูที่สวนเขาเลยก็มี” คุณอาร์ต เล่าถึงการแสวงหาความรู้ของเขาในสมัยนั้น

คุณอาร์ต บอกว่า ชวนชมที่มีภายในสวนทั้งหมดจะไม่เน้นหาซื้อต้นพันธุ์จากที่อื่นมาปลูกเลี้ยงแล้วจำหน่ายต่อ แต่จะเน้นที่นำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่มีลักษณะดีมาผสมกัน แล้วเพาะเมล็ดขึ้นมาใหม่ สรรค์สร้างต้นด้วยตนเอง

ชวนชมทรงสวย ในแบบอาร์ตสระบุรี

มีวิธีการปลูกดูแล ดังนี้

คุณอาร์ต เล่าว่า หลังจากได้เมล็ดจากฝักมาแล้วให้ทำการเพาะทันที เพราะเปอร์เซ็นต์การงอกจะดี ซึ่งการเพาะเมล็ดนั้นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ วัสดุปลูก

“วัสดุปลูกที่ผมใช้ก็จะเป็นขุยมะพร้าวผสมกับทราย ในอัตราส่วน 3 ต่อ 1 ส่วนก้นกระถางก็จะเป็นดินใบก้ามปู พอเอาเมล็ดลงมาเพาะประมาณ 3 วัน เมล็ดก็จะงอก โดยรดน้ำในช่วงนี้ให้พอชุ่มๆ เมื่อดูแล้วว่าเหมือนวัสดุปลูกในกระถางมันจะแห้ง เราก็รดแบบพอดี เพราะว่าถ้ารดน้ำมากเดี๋ยวเมล็ดมันจะเน่า ดูแลในช่วงนี้ประมาณ 2 เดือน” คุณอาร์ต กล่าวอธิบาย

จากนั้นนำต้นชวนชมที่ดูแลจนครบอายุมาปลูกลงในกระถาง 6 นิ้ว ซึ่งวัสดุปลูกไม่เหมือนกับการเพาะเมล็ด จะใช้ดินใบก้ามปูเพียงอย่างเดียว ทำการรดน้ำทุกวันเช้าและเย็น ซึ่งคุณอาร์ต บอกว่า วัสดุที่ปลูกค่อนข้างที่จะโปร่ง ไม่แน่นจนเกินไป ทำการดูแลชวนชมในกระถาง 6 นิ้ว ประมาณ 2-3 เดือน

เมื่อปลูกเลี้ยงชวนชมในกระถาง 6 นิ้ว ได้ตามอายุที่กำหนด ขั้นตอนต่อไปจะนำไม้ขึ้นมาทำราก โดยตัดรากเดิมทิ้งไปเพื่อให้ต้นชวนชมมีรากใหม่ ปล่อยแผลให้แห้งสัก 4-5 วัน จากนั้นนำชวนชมมาปลูกลงในกระถาง 8 นิ้ว ตั้งไว้ในร่ม รดน้ำวันละ 1 ครั้ง ในช่วงเช้า ถ้าเห็นไม้มียอดแตกออกมาก็ให้ย้ายออกแดดได้ทันที

“พอปลูกลงกระถาง 8 นิ้ว ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่เราจะได้รากรอบต้น เพราะเป็นช่วงที่เราทำรากใหม่ให้เกิดขึ้น ก็ดูแลในช่วงนี้ไปอีกประมาณ 2 เดือน รดน้ำช่วงเช้าเย็นปกติ ซึ่งช่วงนี้โรคแมลงก็ไม่มีอะไรต้องดูแลเป็นพิเศษ ผมก็จะเน้นเดินดูอยู่ตลอด จะไม่เน้นใช้ยากำจัดเท่าไร เห็นมีไข่เราก็เอาออกได้เลย แต่ถ้าใครเจอระบาดมากๆ การเดินดูเอาไม่อยู่ ก็อาจจะมีใช้ยาเคมีด้วยก็ได้ ประมาณนี้” คุณอาร์ต กล่าว

จากนั้นจะนำชวนชมมาปลูกลงในกระถาง 11 นิ้ว เพื่อทำการจัดรากให้มีรูปทรงสวยงามตามที่ต้องการ ดูแลให้มีกิ่งที่สวย ก็จะได้เป็นไม้ไซซ์ใหญ่ที่จำหน่ายได้ราคาดี

ชวนชมทุกไซซ์ ทุกขนาด

สามารถจำหน่ายได้

คุณอาร์ต บอกว่า ชวนชมทั้งหมดที่ปลูกเลี้ยงไม่ว่าจะอายุ 4 เดือนที่ปลูกในกระถาง 6 นิ้ว หรืออายุ 8 เดือนขึ้นไปที่ปลูกในกระถาง 11 นิ้ว สามารถจำหน่ายได้ทั้งสิ้น ขึ้นอยู่ที่ความชอบของลูกค้า แต่สำหรับคนปลูกเลี้ยงเองจะไม่นิยมจำหน่ายไม้ที่มีขนาดเล็ก เพราะราคาจะสู้ไม้ที่มีขนาดไซซ์ใหญ่ๆ ไม่ได้

“ชวนชมที่อยู่ในกระถาง 11 นิ้ว เราจะเห็นระบบราก กิ่งครบหมดทุกอย่าง ลูกค้าเมื่อซื้อไปก็สามารถนำไปเลี้ยงต่อ ดูแลตามที่เขาต้องการได้เลย ซึ่งเมื่อเทียบกับไม้ที่ปลูกในกระถาง 6 นิ้ว และ 8 นิ้ว ยังมีระบบราก กิ่ง ไม่ครบ ลูกค้าซื้อไปก็ต้องไปดูแลอีกหลายขั้นตอน” คุณอาร์ต เล่าถึงคุณสมบัติของชวนชมที่มีอายุแตกต่างกัน

คุณอาร์ต บอกว่า การจำหน่ายชวนชมในช่วงแรกของเขาจะโพสต์โชว์รูปในหน้าเว็บไซต์เป็นหลัก และส่งให้ลูกค้าทางไปรษณีย์ ต่อมาเมื่อเริ่มมีเฟซบุ๊ก การจำหน่ายไม้ก็ง่ายขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก มีลูกค้าเดินทางมาดูที่สวนมากขึ้น

ชวนชมที่สวนของคุณอาร์ต มีราคาตั้งแต่ 100 บาท ไปจนถึงหลักหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับความสวยงามและแบบรูปทรง ซึ่งลูกค้าที่ซื้อชวนชมในหลักหมื่นจะเน้นไปใช้สำหรับการส่งไม้เข้าประกวด ส่วนชวนชมที่สามารถจำหน่ายได้อย่างคล่องตัวจะอยู่ที่หลักร้อย และหลักพันบาท

อนาคตชวนชมไม่มีทางตัน

สามารถจำหน่ายได้ ทั้งในและต่างประเทศ

คุณอาร์ต บอกว่า สำหรับพรรณไม้ชนิดนี้ถ้าถามว่ามีทางตันไหม เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่เชื่อมั่น จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสกับการปลูกเลี้ยงชวนชมอย่างจริงจัง แบบมั่นใจเลยว่าเป็นไปได้ยาก เพราะเป็นไม้ที่มีเสน่ห์และยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่ตลอดเวลา

“ชวนชมที่สวนผมก็จะมีจำหน่ายไปที่มาเลเซีย ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมาก เพราะว่าอากาศที่ประเทศเขาคล้ายกับประเทศเรา ซึ่งเมื่อเทียบกับอเมริกาก็มีคนส่งไปจำหน่าย แต่อากาศที่นั้นมันอาจจะยังปลูกไม่ได้เท่าที่ควร เพราะว่าตอนนี้เขาก็กำลังศึกษากันอยู่ ส่วนอนาคตของชวนชมก็อยากจะบอกว่า ผมเองปลูกเลี้ยงมาเกือบจะ 10 ปีแล้ว ยังถือว่าเป็นอะไรที่ดีมาก เพราะตลาดต่างประเทศเริ่มเข้ามามากขึ้น อีกอย่างมีบริษัทที่สามารถส่งของให้เราได้เลยโดยตรง มันทำให้เราง่ายยิ่งขึ้น ไม่ยุ่งยากแบบสมัยก่อน” คุณอาร์ต กล่าวถึงทิศทางอนาคตของชวนชม และพร้อมกล่าวแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจต่อไปอีกว่า

“ส่วนคนที่สนใจอยากทำในด้านนี้ อยากจะบอกว่าการที่คุณจะเลี้ยงสิ่งมีชีวิต สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ใจคุณต้องรักก่อน ถามใจตัวเองก่อนว่าชอบไหม โดยหาไม้หลักร้อยมาเลี้ยงเล่นดู ถ้ารู้สึกว่าชอบจริงๆ เดี๋ยวก็จะศึกษาหาความรู้เอง ทั้งการทำราก การหาไม้ใหม่ๆ เข้ามาเรื่อยๆ พอทำเป็นทุกอย่างคุณจะสนุกเอง ขอแค่ให้มีใจรัก ขอให้ถามใจตัวคุณเองเท่านั้นว่าชอบไหม ถ้าชอบสิ่งที่ทำสิ่งนั้นจะออกมาดีเสมอ เป็นสิ่งที่สร้างรายได้ให้กับเราไปเอง” คุณอาร์ต กล่าวแนะนำ

จากประสบการณ์ของคุณอาร์ตทำให้เห็นแนวคิดที่เป็นรูปธรรมว่า การจะทำสิ่งใดก็แล้วแต่ แม้ในช่วงชีวิตเรา อาจไม่ได้มีความรู้ในเรื่องนั้นๆ แต่ขอเพียงมีใจแสวงหาวิชาความรู้ หมั่นฝึกฝนพัฒนาฝีมือ ในไม่ช้าสิ่งที่เราคิดว่ายาก สุดท้ายกลับกลายเป็นสิ่งที่ง่าย ซึ่งความสำเร็จที่ได้รับสามารถสรรค์สร้างได้ด้วยสองมือของมนุษย์อย่างเราๆ นี่เอง

สำหรับท่านใดที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณรัชฏะ ประวัติ หรือ คุณอาร์ต ที่หมายเลขโทรศัพท์ (087) 117-4307