เรือเก็บวัชพืชน้ำขนาดเล็ก นวัตกรรมเพื่อสายน้ำ ฝีมือกรมชลประทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

คิดเป็นเทคโน

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

เรือเก็บวัชพืชน้ำขนาดเล็ก นวัตกรรมเพื่อสายน้ำ ฝีมือกรมชลประทาน

?กรมชลประทาน เตรียมนำนวัตกรรมเรือเก็บวัชพืชน้ำ เพื่อกำจัดผักตบชวาในคลองขนาดเล็ก ซึ่งเรือเก็บวัชพืชขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าทำงานได้ ทำให้ผักตบชวาแพร่ขยายพันธุ์ครอบคลุมแหล่งน้ำ เป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำ โดยเฉพาะในฤดูน้ำหลาก ผักตบชวาจะไหลไปกองปิดกั้นทางน้ำชลประทาน เช่น ประตูระบายน้ำ หรือตามเสาตอม่อใต้สะพาน

?พอเข้าฤดูฝน น้ำหลากก็พัดพาเอาวัชพืช โดยเฉพาะผักตบชวามากองเป็นผืนใหญ่ ซึ่งจะทำให้อัตราการไหลของน้ำช้าลง 40% ซ้ำร้ายผลการศึกษายังพบด้วยว่า ผักตบชวาทำให้เกิดการสูญเสียน้ำจำนวนมาก เพราะดูดน้ำไปหล่อเลี้ยงตัวเองมากถึง 4 เท่า ของอัตราการระเหยของน้ำ จึงต้องพยายามกำจัดออกไปให้ได้มากที่สุด?

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานนวัตกรรมเรือเก็บวัชพืชน้ำขนาดเล็ก จากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ ณ ริมคลองรังสิตประยูรศักดิ์ บริเวณหน้าศูนย์ซ่อมสร้าง ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี

เรือเก็บวัชพืชน้ำขนาดเล็ก นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่กรมปชลประทานได้คิดค้นขึ้น อันนำประโยชน์คืนสู่สายน้ำของประเทศไทย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมชลประทานใช้เรือเก็บวัชพืชขนาดใหญ่ดำเนินการเก็บผักตบชวาในแหล่งน้ำขนาดใหญ่อยู่แล้ว เช่น อ่างเก็บน้ำ หรือคลองขนาดใหญ่ แต่ในคลองขนาดเล็ก ความกว้างคลองน้อยกว่า 10 เมตร ไม่อาจใช้เรือเก็บวัชพืชขนาดใหญ่ได้ ต้องอาศัยแรงงานคนเข้าดำเนินการ ซึ่งทำได้ในปริมาณจำกัดและมีค่าใช้จ่ายสูง

ในปี 2553 เป็นปีแรกของการเริ่มคิดค้นพัฒนาเรือเก็บวัชพืชน้ำขนาดเล็ก โดยเป็นผลงานนักวิจัยของสำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน นายปริญญา กมลสินธุ์ ผู้เชี่ยวชาญวิศวกรรมชลประทาน ซึ่งได้ดำเนินการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และในปี 2559 กรมอู่ทหารเรือ กองทัพเรือ ได้ให้ความร่วมมือพัฒนารูปแบบทุ่นลอยไฟเบอร์กลาส

เรือเก็บวัชพืชน้ำขนาดเล็ก มีต้นทุนในการผลิต เพียงราคาลำละ 3.5 แสนบาท มีขีดความสามารถเก็บผักตบชวาได้ ลำละ 58 ตัน ต่อวัน (7 ชั่วโมง ทำงาน) ต้นทุน ตันละ 26.80 บาท เทียบกับต้นทุนที่ใช้แรงคน ตันละ 39.15 บาท เท่ากับลดต้นทุนเก็บ ตันละ 13 บาท คิดเป็น ร้อยละ 30

องค์ประกอบของเรือเก็บวัชพืชน้ำขนาดเล็ก ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบใหญ่ คือ ส่วนของตัวเรือที่ด้านล่างจะติดตั้งทุ่นลอยไฟเบอร์กลาสรูปทรงกระสวย กว้าง 0.5 เมตร ยาว 5.5 เมตร ลึก 0.55 เมตร ซึ่งจะติดตั้งชุดเครื่องยนต์พร้อมหางเสือสำหรับขับเคลื่อนเรือ และส่วนของบุ้งกี๋ที่ใช้สำหรับตักยกวัชพืช ขนาด กว้าง 2 เมตร ยาว 0.90 เมตร สูง 0.60 เมตร ซึ่งจะมีรอกใช้สำหรับหมุนดึงคานยกบุ้งกี๋ขึ้นลง

ในส่วนของการทำงาน จะใช้คนขับเรือ 1 คน และคนขับเครื่องตักเก็บ 2 คน โดยทำงาน 2 ลักษณะ หนึ่ง ดันวัชพืช เป็นการดันให้วัชพืชเข้าหาฝั่งหรือเข้าพื้นที่ควบคุม และ สอง ตักยกเทวัชพืช เป็นการตักยกเทวัชพืชเพื่อนำมาเทบนตลิ่ง

ด้วยความโดดเด่นของเรือเก็บวัชพืชน้ำขนาดเล็ก จึงได้รับการคัดเลือกให้ได้ รางวัลที่ 1 ผลงานสร้างสรรค์ดีเด่น ของกรมชลประทาน และ รางวัลที่ 1 ทีมงานสร้างสรรค์ดีเด่นของกรมชลประทาน

นายทองเปลว กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังได้นำเรือต้นแบบไปแสดงในงานนิทรรศการเงินทุนหมุนเวียน เมื่อ วันที่ 21 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา ณ เมืองทองธานี ซึ่ง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สนใจซักถามความเป็นมาของผลงานวิจัยชิ้นนี้ และสั่งการให้เร่งผลิตเพื่อเก็บผักตบชวาที่เป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำ โดยกรมชลประทานได้วางแผนผลิต 50 ลำ ในปี 2559 และเพิ่มเป็น 115 ลำ ในปี 2560 เพื่อนำไปใช้งานในเขตกรุงเทพมหานครและพื้นที่ชลประทานต่างๆ ที่มีความจำเป็น และจะขยายการผลิตให้ครอบคลุมต่อการใช้งานทั่วประเทศต่อไป

สำหรับ ผักตบชวา ที่ดำเนินการขึ้นมาจากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ อันเป็นหนึ่งในพื้นที่ดำเนินการนั้น ในแต่ละปีจะมีวัชพืชและผักตบชวามากถึง 600,000 ตัน ต่อปี ต้องใช้งบประมาณถึงปีละ 18 ล้านบาท ในการกำจัดและทำลาย ดังนั้น ทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ สำนักงานชลประทานที่ 11 ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบพื้นที่ จึงมีนโยบายนำผักตบชวามาทำเป็นปุ๋ยหมักจากผักตบชวา โดยปุ๋ยหมักที่ผลิตขึ้น ได้มีนโยบายที่จะแจกจ่ายให้แก่ประชาชนผู้สนใจและเกษตรกรนำไปใช้ในการปลูกพืชทางการเกษตรฟรี ซึ่งสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี. โทร. (02) 531-2913

แพะ…สัตว์สร้างเงินให้จังหวัดลพบุรี เชิญเที่ยว ?งานแพะเมืองละโว้ ครั้งที่ 1? บริเวณสวนสัตว์ลพบุรี 8-9 กรกฎาคม 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05093010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

เทคโนโลยีปศุสัตว์

แพะ…สัตว์สร้างเงินให้จังหวัดลพบุรี เชิญเที่ยว ?งานแพะเมืองละโว้ ครั้งที่ 1? บริเวณสวนสัตว์ลพบุรี 8-9 กรกฎาคม 2559

จังหวัดลพบุรี เป็นจังหวัดในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก ภูมิประเทศของจังหวัดลพบุรี แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ที่ราบลุ่ม และพื้นที่ราบสลับเนินเขาและภูเขา มีแม่น้ำสำคัญไหลผ่านคือ แม่น้ำป่าสัก ซึ่งมีการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เพื่อกักเก็บน้ำ และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับชาวจังหวัดลพบุรี และจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งยังมีแม่น้ำลพบุรีผ่านทางฝั่งตะวันตกของจังหวัด รวมทั้งมีระบบคลองชลประทานที่เป็นประโยชน์ในทางเกษตรกรรม สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปเป็นแบบร้อนชื้น อยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และยังได้รับอิทธิพลจากพายุดีเปรสชั่นและพายุไต้ฝุ่นอีกด้วย

ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดลพบุรี ประกอบอาชีพด้านการเกษตร ทั้งปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ การผลิตปศุสัตว์ที่สำคัญของจังหวัดลพบุรี ได้แก่ ไก่เนื้อ สุกร โคนม โคเนื้อ ทั้ง 4 ชนิด สัตว์สามารถสร้างรายได้ให้กับจังหวัดลพบุรีไม่น้อยกว่า 19,917 ล้านบาท ต่อปี

นอกจากนี้ ยังมีสัตว์อีก 1 ชนิด ที่มีความน่าสนใจในการเลี้ยงเป็นอาชีพเสริม และอาจสามารถพัฒนาเป็นอาชีพหลักได้คือ การเลี้ยงแพะ ซึ่งการเลี้ยงแพะในพื้นที่จังหวัดลพบุรี มีการเลี้ยงกันมานานแล้ว ลักษณะการเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นการต้อนเลี้ยงแบบไล่ทุ่งแพะเนื้อพันธุ์ลูกผสมในพื้นที่ว่างเปล่า เมื่อเกษตรกรมีความต้องการใช้เงิน ก็จะแจ้งให้พ่อค้ามารับซื้อแพะในราคาที่ถูกกำหนดโดยพ่อค้า (50-60 บาท ต่อกิโลกรัม)

ในปี พ.ศ. 2553 รัฐบาลมีโครงการส่งเสริมการเลี้ยงแพะตามโครงการไทยเข้มแข็ง ทำให้ราคาแพะเนื้อเพิ่มสูงขึ้นจากการที่พ่อค้ารายใหญ่ต้องการจัดหาแพะจำหน่ายเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ประกอบกับในปีงบประมาณ 2554 จังหวัดลพบุรี ได้พิจารณาอนุมัติงบประมาณของจังหวัดให้กับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี ดำเนินงานตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนแบบบูรณาการ กิจกรรมส่งเสริมทดลองการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ (แพะ) ซึ่งดำเนินการส่งเสริมการเลี้ยงแพะให้กับเกษตรกรเป้าหมาย จำนวน 50 ราย โดยสนับสนุนแพะพ่อ-แม่พันธุ์ ให้กับเกษตรกรจำนวนดังกล่าว รายละ 8 ตัว (เพศผู้ 1 ตัว เพศเมีย 7 ตัว) ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาอาชีพการเลี้ยงแพะก็ได้รับความสนใจจากเกษตรกรในจังหวัดลพบุรี เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ

ปัจจุบัน จังหวัดลพบุรีมีเกษตรกรเลี้ยงแพะ จำนวน 391 ราย จำนวนแพะ 19,523 ตัว แบ่งเป็นแพะเนื้อ 18,602 ตัว เกษตรกร 372 ราย และแพะนม 921 ตัว เกษตรกร 20 ราย ซึ่งถือว่าจังหวัดลพบุรี มีปริมาณมากที่สุดในพื้นที่เขต 1 การเลี้ยงแพะกระจายอยู่ในพื้นที่ทุกอำเภอของจังหวัดลพบุรี และจากนโยบายการส่งเสริมของกรมปศุสัตว์ที่ต้องการให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะมีความเข้มแข็ง จึงได้กำหนดนโยบายการขับเคลื่อนเครือข่ายการผลิตและการตลาดแพะ ผ่านกระบวนการจัดตั้งกลุ่มผู้เลี้ยงแพะในพื้นที่ของแต่ละอำเภอ อีกทั้งยังมีการกำหนดให้มีการก่อตั้งชมรมแพะ แกะ จังหวัดลพบุรี อีกด้วย ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดาสมาชิก โดยวิธีช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักของชมรม

ในส่วนของการเลี้ยงแพะของเกษตรกรในปัจจุบัน มีการเลี้ยงการจัดการแบบประณีตเพิ่มมากขึ้นจากเดิม เกษตรกรให้ความสำคัญต่อการปรับปรุงพันธุ์ การจัดการฟาร์ม การให้อาหาร การควบคุมป้องกันโรค ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ในด้านของการปรับปรุงพันธุ์นั้น ตลาดมีความต้องการแพะเนื้อลูกผสมพันธุ์บอร์ เพราะเป็นแพะที่มีน้ำหนักแรกคลอด อัตราการเจริญเติบโต และเปอร์เซ็นต์ซากสูง เกษตรกรจึงดำเนินการปรับปรุงพันธุ์แพะในฟาร์มของตนเองโดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากจังหวัดลพบุรี จัดซื้อพ่อพันธุ์แพะเนื้อพันธุ์ดังกล่าวเข้ามาคุมฝูง และบางรายดำเนินการปรับปรุงพันธุ์โดยวิธีการผสมเทียมซึ่งใช้น้ำเชื้อแพะพันธุ์แท้ของกรมปศุสัตว์ ในส่วนของการจัดการฟาร์ม เกษตรกรมีการจัดแบ่งโรงเรือนเลี้ยงแพะออกเป็นสัดส่วนตามประเภทของแพะเพื่อให้สะดวกต่อการจัดการฟาร์ม

ด้านการให้อาหารนั้น เกษตรกรจังหวัดลพบุรีถือว่ามีความโชคดีอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่ของจังหวัดมีปริมาณของอาหารสัตว์ทั้งที่เกิดจากการปลูกสร้างได้เอง หรือจากการจัดหาได้ในท้องถิ่น ตลอดจนมีโรงงานอุตสาหกรรมเกษตรที่มีผลพลอยได้ทางการเกษตรซึ่งสามารถนำมาใช้เลี้ยงสัตว์ได้ในปริมาณที่เพียงพอ เกษตรกรเลี้ยงแพะส่วนใหญ่ใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาปรับปรุงคุณภาพร่วมกับใบกระถินซึ่งมีโปรตีนสูงและสามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่นใช้เลี้ยงแพะ บางรายมีการปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 สำหรับใช้เลี้ยงแพะ ทั้งในรูปแบบสดและหมักร่วมกับใบกระถิน

นอกจากนี้ เกษตรกรยังให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพแพะให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภค โดยการพัฒนาปรับปรุงฟาร์มให้ปลอดโรค และเป็นฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ปัจจุบันจังหวัดลพบุรี มีฟาร์มแพะปลอดโรคระดับ B จำนวน 7 ฟาร์ม ฟาร์มปลอดโรคระดับ A จำนวน 15 ฟาร์ม มีฟาร์มแพะมาตรฐาน จำนวน 26 ฟาร์ม ตลาดจำหน่ายแพะเนื้อส่วนใหญ่เป็นตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลาดภายในประเทศส่วนใหญ่เป็นตลาดทางภาคใต้ ส่วนตลาดต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะส่งไปจำหน่ายเวียดนาม ลาว จีน เป็นต้น ราคาแพะเนื้อเพศผู้ขุนที่เกษตรกรสามารถจำหน่ายได้ในปัจจุบันกิโลกรัมละ 105-110 บาท ทั้งนี้ เกษตรกรต้องเลี้ยงแพะให้ได้น้ำหนักตัวละไม่ต่ำกว่า 25 กิโลกรัม แต่ต้องไม่เกิน 42 กิโลกรัม การรวบรวมแพะให้มีปริมาณเพียงพอกับการที่ผู้รับซื้อจะมาจับในแต่ละครั้งในปัจจุบันไม่เป็นปัญหา เพราะเกษตรกรรวมกลุ่มกันเลี้ยง นำเข้าแพะรุ่นเข้ามาขุนครั้งละ 40-50 ตัว ต่อราย ขุนนานประมาณ 3-4 เดือน เมื่อได้น้ำหนักตามที่ต้องการของตลาดก็จะแจ้งให้พ่อค้าเข้ามารับซื้อ เกษตรกรเลี้ยงแพะเนื้อโดยเฉลี่ยหากเลี้ยงขุนแพะครั้งละ 40-50 ตัว จะมีรายได้สุทธิต่อปี 100,000 บาท

ส่วนการเลี้ยงแพะนมในจังหวัดลพบุรี ยังมีปริมาณไม่มากนัก โดยเกษตรกรที่เลี้ยงแพะนมจะรีดนมและส่งจำหน่ายให้กับตลาดรับซื้อในจังหวัดใกล้เคียง หรือบางส่วนรีดนมเพื่อทำกิจกรรมป้อนนมแพะในสวนสัตว์ หรือตามสถานที่จัดงานเทศกาลต่างๆ ของจังหวัด โดยทั่วไปแล้ว เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะนมจะประกอบอาชีพการเลี้ยงแพะนมเป็นอาชีพเสริม หากรีดแพะนม จำนวน 20 ตัว จะมีรายได้สุทธิเดือนละ 8,000 บาท

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของตลาดแพะในปัจจุบันคือ เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ และผู้บริโภคส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ไม่มีความนิยมในการบริโภคเนื้อและนมแพะ ในอนาคต หากเราพึ่งพิงเพียงตลาดภายนอก แต่ไม่มีตลาดภายในรองรับ หรือไม่มีมาตรการในการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร อาชีพการเลี้ยงแพะอาจไม่สดใสเหมือนเช่นในปัจจุบันนี้ก็เป็นได้

เพื่อพัฒนาแพะของจังหวัดลพบุรีทั้งระบบ ทางจังหวัดจึงกำหนดจัด ?งานแพะเมืองละโว้ ครั้งที่ 1? บริเวณสวนสัตว์ลพบุรี ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ระหว่าง วันที่ 8-9 กรกฎาคม 2559

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี โทร. (036) 626-089 หรือที่ คุณรักษิณา สัตย์ชาพงษ์ โทร. (089) 859-3292

กำหนดการ

?งานแพะเมืองละโว้ ครั้งที่ 1?

ระหว่าง วันที่ 8-9 กรกฎาคม 2559

ณ บริเวณสวนสัตว์ลพบุรี ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี

วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม 2559

1. พิธีเปิดงาน ณ บริเวณเวทีกลาง

เวลา 08.00-09.15 น. – ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมเสวนาและแขกผู้มีเกียรติ

เวลา 09.30 น. – ผู้เข้าร่วมเสวนาและแขกผู้มีเกียรติพร้อมกันบริเวณพิธีเปิด

เวลา 10.00 น. – นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ประธานในพิธีเดินทางถึง

– ประธาน ขึ้นบนเวที

– ปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี กล่าวรายงานการดำเนินการจัดงาน

– ประธาน กล่าวเปิดงาน

– ประธาน และแขกผู้มีเกียรติ เยี่ยมชมนิทรรศการ กิจกรรมสาธิตการปรุงอาหารจากเนื้อแพะ การแข่งขันปรุงอาหารเมนูแกงพะแนงแพะ ฯลฯ

เวลา 12.00 น. – ร่วมรับประทานอาหารเมนูแพะ

2. กิจกรรมสาธิตปรุงอาหาร 4 เมนู ณ บริเวณด้านหน้าของเวทีกลาง

เวลา 08.30-10.00 น. – กิจกรรมการสาธิต

เมนูที่ 1 ซี่โครงแพะทอดกระเทียม

เมนูที่ 2 น้ำตกแพะ

เมนูที่ 3 แพะแดดเดียว

เมนูที่ 4 ต้มแซ่บซี่โครงแพะ

ให้ผู้ที่ลงทะเบียนแล้วเข้าชมการสาธิตการปรุงอาหารเมนูแพะ เพื่อรอประธานเปิดงาน โดยกำหนดให้ประธานเปิดงานและแขกผู้มีเกียรติชิมอาหารเมนูต่างๆ ในช่วงเวลาประมาณ 10.15 น.

3. กิจกรรมแข่งขันปรุงอาหาร เมนูแกงพะแนงแพะ ณ บริเวณด้านหน้าของเวทีกลาง

เวลา 08.00-09.00 น. – ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมแข่งขันปรุงอาหาร จำนวน 11 ทีม

(1 ทีม ประกอบด้วยผู้เข้าร่วมแข่งขัน 2 คน)

เวลา 10.30-11.30 น. – แข่งขันปรุงอาหาร

เวลา 11.30-12.00 น. – กรรมการดำเนินการตัดสินการแข่งขันปรุงอาหารคัดเลือกรางวัลที่ 1, 2, 3 รางวัลที่ 1 ได้รับเงินรางวัล 3,000 บาท

รางวัลที่ 2 ได้รับเงินรางวัล 2,000 บาท

รางวัลที่ 3 ได้รับเงินรางวัล 1,000 บาท

เกณฑ์การตัดสินให้คะแนน (คะแนนเต็ม 100 คะแนน)

1. ความสะอาดของผู้ปรุง ผู้ช่วยปรุง มีความสะอาด และถูกหลักสุขวิทยา 25 คะแนน

2. รสชาติของอาหาร 30 คะแนน

3. ความคิดสร้างสรรค์ ทั้งทางด้านการนำอาหารมาประยุกต์ และการจัดตกแต่งอาหารเพื่อให้ชวนรับประทาน 15 คะแนน

4. เครื่องปรุง และวัตถุดิบที่ใช้ในการประกอบอาหารมีคุณภาพ และถูกหลักอนามัย 15 คะแนน

5. ความสะอาดของภาชนะ อุปกรณ์ รวมถึงกระบวนการปรุงอาหาร มีความสะอาด ถูกสุขอนามัย 10 คะแนน

6. งานเสร็จทันเวลาตามที่กำหนด 5 คะแนน

4. กิจกรรมเสวนา ณ บริเวณเวทีกลาง

เวลา 13.00-16.00 น. – กิจกรรมการเสวนาชาวแพะ ในหัวข้อ ?แพะไทย ก้าวไกลสู่อาเซียน?

ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย

1. ดร. แสนศักดิ์ นาคะวิสุทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมและพัฒนาสัตว์เล็ก กรมปศุสัตว์

2. นายเกษม มหันตเกียรติ ประธานเครือข่ายแพะเขต 1

3. นายดำรง สังวงษ์ ประธานชมรมแพะ แกะ จังหวัดลพบุรี

4. นางสาวจรินทร สุขประเสริฐ ผู้มีส่วนร่วมในการริเริ่มการส่งเสริมการเลี้ยงแพะ ในพื้นที่อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี

5. นายอิสรามันต์ ทิพยานนท์ ประธานกลุ่มผู้เลี้ยงแพะอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี

5. กิจกรรมสัมพันธ์ ณ บริเวณเวทีกลาง

เวลา 16.30-17.00 น. – ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมงานกิจกรรมสัมพันธ์

เวลา 17.00-21.00 น. – ดำเนินงานกิจกรรมสัมพันธ์ ประกอบด้วย

1. การประกวดหนุ่มสาวชาวแพะ

2. การประกวดเลียนเสียงแพะ (เด็กๆ)

3. การมอบรางวัลการแข่งขันปรุงอาหาร

วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม 25529

6. กิจกรรมประกวดแพะ ณ บริเวณเวทีประกวดแพะ

เวลา 08.00-10.00 น. – ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมประกวดแพะ จำนวน 10 รุ่น ประกอบด้วย

1. แพะเนื้อ (บอร์, ลูกผสมบอร์) เพศผู้ ไม่ผลัดฟัน

2. แพะเนื้อ (บอร์, ลูกผสมบอร์) เพศเมีย ไม่ผลัดฟัน

3. แพะเนื้อ (บอร์, ลูกผสมบอร์) เพศเมีย ผลัดฟัน 1-3 คู่

4. แพะเนื้อ (แองโกลนูเบียน, ลูกผสมแองโกลนูเบียน) เพศผู้ ไม่ผลัดฟัน

5. แพะเนื้อ (แองโกลนูเบียน, ลูกผสมแองโกลนูเบียน) เพศเมีย ไม่ผลัดฟัน

6. แพะเนื้อ (แองโกลนูเบียน, ลูกผสมแองโกลนูเบียน) เพศเมีย ผลัดฟัน 1-3 คู่

7. แพะนม (ซาแนน, อัลไพน์, ท็อกเกนเบิร์ก) เพศผู้ ไม่ผลัดฟัน

8. แพะนม (ซาแนน, อัลไพน์, ท็อกเกนเบิร์ก) เพศเมีย ไม่ผลัดฟัน

9. แพะนม (ซาแนน, อัลไพน์, ท็อกเกนเบิร์ก) เพศเมีย ผลัดฟัน 1-3 คู่

10. แพะแฟนซี ไม่จำกัดพันธุ์ ไม่จำกัดเพศ ไม่จำกัดอายุ

เวลา 10.00-15.00 น. – ดำเนินกิจกรรมการประกวดแพะ ตาม กฎ กติกาที่คณะกรรมการตัดสินกำหนด เรียงลำดับตามรุ่นที่กำหนด

รางวัลที่ 1 ได้รับเงินรางวัล 3,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลจากผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี

รางวัลที่ 2 ได้รับเงินรางวัล 2,000 บาท พร้อมใบประกาศนียบัตร

รางวัลที่ 3 ได้รับเงินรางวัล 1,000 บาท พร้อมใบประกาศนียบัตร

* มอบถ้วยรางวัลแกรนด์แชมป์ 1 รางวัล โดยคัดเลือกจากแพะที่ชนะเลิศ ของแต่ละรุ่น

ผู้นำแพะเข้าประกวดจะได้รับค่าขนย้ายแพะ ตามที่กำหนด

เวลา 15.00 น. – การมอบถ้วยรางวัลการประกวดแพะ

โดย นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี

* หมายเหตุ : การแต่งกายชุดคาวบอยตลอดทุกกิจกรรม

สาววัยเกษียณ เลี้ยงปลาบ่อรวมแบบผสมผสาน สร้างทั้งความสุข และรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

สาววัยเกษียณ เลี้ยงปลาบ่อรวมแบบผสมผสาน สร้างทั้งความสุข และรายได้

?การที่เราจะทำอะไรสักอย่าง ตัวเราต้องพร้อม มีความใส่ใจ ปลาที่เราเลี้ยงจะว่าไปมันก็เหมือนคน ไม่ใช่ปล่อยลงบ่อเลี้ยงแล้วก็ไม่สนใจให้อาหารเลย คืออย่างที่ทำอยู่นี่ ถึงจะไม่ค่อยให้อาหารทุกมื้อ แต่เราก็ต้องหามาให้ แบบเอาเศษอาหารต่างๆ แบบต้นทุนต่ำ ซึ่งจากการที่ได้มาทำตรงนี้ มองจากบ่อรอบๆ พื้นที่เราที่เลี้ยงเหมือนกัน เราน่าจะได้กำไรดีกว่า อีกอย่างทำให้เราเหมือนได้ออกกำลังกาย เพราะได้เดินไปมาดูแลบ่อปลา เมื่อเราสุขภาพกายดี จิตใจเราก็จะเป็นสุข มีความสุขกับสิ่งที่เราทำ ก็เป็นการใช้เวลาช่วงอายุวัยเกษียณได้เป็นอย่างดี ไม่มีคำว่าเหงา? คุณสมใจ กล่าว

คุณสมใจ ไวทยกุล อยู่บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่ 5 ตำบลบึงชำอ้อ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี หญิงวัยเกษียณที่มากด้วยความสุข จากสิ่งที่เธอทำ คือการเลี้ยงปลา ซึ่งภายใน 1 บ่อ จะปล่อยปลามากกว่า 3 ชนิด ปลาสามารถเจริญเติบโตได้ดี การเลี้ยงของเธอทำให้อัตราการรอดของปลาค่อนข้างสูง เน้นให้อาหารที่หาได้จากชุมชนและที่สำคัญเมื่อปลาโตจำหน่ายได้ราคา

จากชีวิตแม่บ้าน

ก้าวสู่เกษตรกรเลี้ยงปลา

คุณสมใจ เล่าให้ฟังว่า ไม่คิดไม่ฝันว่าชีวิตจะได้มาเลี้ยงปลาแบบที่เป็นอยู่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ดำรงชีวิตเป็นแม่บ้าน แต่เนื่องจากพี่ชายของเธอมาขอยืมที่ดินเพื่อเลี้ยงปลา ต่อมาพี่ชายเสียชีวิต เธอจึงได้หันมาประกอบอาชีพนี้โดยตรง

?ช่วงแรกประมาณ ปี 54 หลังจากที่ต้องมาเลี้ยงต่อจากพี่ชาย ช่วงนั้นไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมากนัก ปลาก็จะต้องหากินเอง เรียกง่ายๆ ว่า ยังไม่มีความพร้อมทำด้านนี้มากนัก พออายุปลาครบกำหนดจำหน่ายได้ ก็ให้เขามาจับไปทั้งบ่อ คราวนี้เราก็เลยเริ่มที่จะมาทำด้านนี้เต็มตัว โดยเริ่มตั้งแต่เรียนรู้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่เริ่มปล่อยลูกปลาขนาดเล็กๆ ไปเลย? คุณสมใจ เล่าถึงความเป็นมา

เมื่อคิดที่จะทำสัมมาอาชีพนี้อย่างจริงจัง การศึกษาหาความรู้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ คุณสมใจ บอกว่า จึงเข้าสอบถามข้อมูลกับประมงในพื้นที่ และอาศัยอ่านหนังสือที่บอกถึงวิธีการเลี้ยงปลาต่างๆ ที่มีวางจำหน่ายทั่วไปตามร้านหนังสือ จึงทำให้เธอเริ่มมีโลกทรรศน์มากขึ้นและสามารถปรับเปลี่ยนการเลี้ยงปลา ให้เป็นแบบลดต้นทุนเสริมกำไรสร้างรายได้ให้มากขึ้นอีกด้วย

การเลี้ยงปลาของคุณสมใจจะเน้นเป็นการเลี้ยงปลาแบบบ่อรวม แต่ที่สำคัญปลาตะเพียนที่นำมาเลี้ยงรวมกับปลาอื่นๆ ได้ขึ้นทะเบียน จีเอพี (GAP)

?การที่ตัดสินใจเลี้ยงปลาแบบบ่อรวม เราได้รับคำแนะนำจากกรมประมงเวลาที่ไปสัมมนาต่างๆ ก็จะนำความรู้มาช่วยในการเลี้ยง เราก็จะได้ความรู้เรื่องการเช็ก พีเอช (pH) ของน้ำ ตลอดจนระบบน้ำต่างๆ เรื่องการปรับสภาพดิน เลยมองว่าการเลี้ยงปลาแบบเดี๋ยวนี้ไม่น่าจะได้ดีเท่าไหร่ เพราะพื้นที่แถวนี้เขาก็ทำกัน ก็เลยศึกษานิสัยปลา พอเลี้ยงไปเลี้ยงมา ของเราดีกว่า น้ำหนักปลาเพิ่มขึ้น อัตราการตายของปลาก็น้อยลง รายได้ก็จะเพิ่มมากขึ้น? คุณสมใจ กล่าว

เคล็ดไม่ลับของการเลี้ยงปลา

แบบ คุณสมใจ มีขั้นตอนดังนี้

ในขั้นตอนแรกเป็นเรื่องของการเตรียมบ่อ คุณสมใจ บอกว่า ที่ดินทั้งหมดมีเนื้อที่ ประมาณ 30 ไร่ โดยแบ่งขุดเป็น 2 บ่อ ให้มีขนาด บ่อละ 15 ไร่ ความลึกของบ่อ มีตั้งแต่ 1.50-2 เมตร ให้มีระดับที่แตกต่างกันไป

?พอเราเตรียมบ่อเสร็จ ก็เตรียมโรยปูนขาวให้ทั่ว จากนั้นวิดน้ำใส่ให้เต็ม และที่สำคัญต้องเตรียมหาขี้ไก่มาลงในบ่อด้วย เพราะว่าเราต้องเตรียมน้ำให้พร้อม เพื่อให้มีอาหารตามธรรรมชาติให้กับลูกปลา ประมาณอาทิตย์หนึ่งก็จะเกิดพวกไรแดง เป็นอาหารได้ดีมากในช่วงนั้น? คุณสมใจ กล่าวถึงขั้นตอนการเตรียมบ่อ

เมื่อบ่อพร้อมสำหรับเลี้ยงปลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คุณสมใจ บอกว่า จะเตรียมปล่อยปลาทุกชนิดลงไปพร้อมกันหมดไม่มีเว้นระยะ โดยแหล่งปลาที่ซื้อต้องมีความน่าเชื่อถือพอสมควร

?ปลาแต่ละชนิดที่ซื้อมาปล่อย อยู่แต่ละจังหวัดที่แตกต่างกัน อย่างปลาตะเพียนกับปลานิลจะสั่งมาจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ถ้าเป็นปลาสวายต้องจากจังหวัดนครสวรรค์ เราก็ต้องดูให้ดี เพราะจะว่าไปลูกปลานี่ถือว่าสำคัญมาก ถ้าเป็นคนที่ผลิตแล้วเขามีความน่าเชื่อถือ ปลาที่เราเลี้ยงก็จะได้ผลดีตามไปด้วย? คณสมใจ กล่าว

บ่อ ขนาด 15 ไร่ เลี้ยงปลาแบบรวม คุณสมใจ บอกว่า จะปล่อยปลานิล จำนวน 5 หมื่นตัว ปลาตะเพียน ปลายี่สก ปลานวลจันทร์ ปลาจีน และปลาสวาย อย่างละ 1 หมื่นตัว เลี้ยงรวมกันทั้งหมดภายในบ่อเดียว

ในระยะแรกลูกปลาทั้งหมดจะกินอาหารจากธรรมชาติที่เตรียมไว้ จากนั้นผ่านไปประมาณ 7 วัน จึงจะให้อาหารในรูปแบบอื่นบ้าง เช่น รำข้าว มะละกอสุก กล้วยสุก ซึ่งไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวว่าต้องให้วันละกี่ครั้ง แต่จะดูจากอาหารที่หามาได้เสียมากกว่า

?เศษอาหารที่จะให้ปลาก็จะเป็นกากถั่วเหลือง พวกขนมปัง เศษขนมอะไรพวกนี้ ดูตามความเหมาะสม ถ้าวันไหนมีเราก็จะให้ วันไหนไม่มีมาปลาก็อดไป คือเรียกว่าหาอะไรในบ่อกินเอาเอง ซึ่งจากที่ศึกษามากากถั่วเหลืองนี่ จะให้เปอร์เซ็นต์โปรตีน ประมาณ 11-12 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าจะน้อยกว่าอาหารทั่วไป แต่ดูแล้วมันคุ้มค่า เพราะว่าเราก็ติดต่อขอมาฟรี ต้นทุนเราก็จะถูกลง ไม่เน้นเลยอาหารเม็ด? คุณสมใจ กล่าวถึงการให้อาหาร

สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดในการเลี้ยงปลาของคุณสมใจคือ ตัวเงินตัวทอง และนก เพราะชอบมากินปลาในบ่อ ส่วนเรื่องการตายก็อาจมีเกิดขึ้นบ้างถือเป็นเรื่องปกติ เพราะบางครั้งที่วิดน้ำเพิ่มเข้ามาภายในบ่อ ปลาปรับตัวไม่ทันก็ตายได้เช่นกัน

คุณสมใจ บอกว่า ใช้เวลาเลี้ยงปลาทั้งหมดประมาณ 1 ปี จึงจะจับจำหน่าย แต่ช่วงที่ปลาอายุได้ 6 เดือน ก็จะมีการจับจำหน่ายบ้าง เพื่อให้จำนวนปลาภายในบ่อไม่หนาแน่นจนเกินไป

นอกจากปลาแล้ว คุณสมใจยังได้นำกุ้งก้ามกรามมาปล่อยภายในบ่ออีกด้วย ซึ่ง คุณมณเฑียร เกษตรสมบูรณ์ ประมงอำเภอหนองเสือ ผู้แทนจากสำนักงานประมงจังหวัดปทุมธานี ให้ข้อมูลว่า

?หลังจากที่เรามีโครงการปล่อยกุ้งลงคลองแล้ว ก็เลยมีแนวคิดกันว่า น่าจะให้ชาวบ้านได้มีทดลองเลี้ยงดู เพื่อเป็นการเพิ่มผลผลิตไปในตัว พอชาวบ้านที่มีบ่อเลี้ยงปลาได้ไปทดลองเลี้ยง หลังจากผ่านมา 6 เดือน กลับได้กุ้งไซซ์ใหญ่เหมือนที่เลี้ยงในแม่น้ำ มันจึงเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้าน อย่างที่เราเห็นชัดๆ ก็ป้าสมใจ ซึ่งราคากุ้งเองก็ไม่ตก ซึ่งการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามต้องเน้นว่า ควรให้บ่อมีความสะอาดพอสมควร อย่างบ่อที่เลี้ยงปลาดุกบางทีก็เลี้ยงไม่ได้ ทางที่ดีควรเลี้ยงคู่กับปลากินพืชจะดีมาก ลองนำไปทดลองกันดูครับ? คุณมณเฑียร กล่าว

เมื่อปลาได้อายุจำหน่าย

มีคนมารับซื้อถึงบ่อ

คุณสมใจ บอกว่า เรื่องตลาดส่งจำหน่ายยังถือว่าไม่น่าเป็นห่วงเท่าที่ควร เมื่อถึงเวลาจะมีคนมารับซื้อถึงหน้าบ่อเลี้ยง ซึ่งเธอจะต้องเป็นผู้เช็กราคาอยู่เสมอว่า ช่วงนี้ราคาปลาอยู่ที่เท่าไหร่ หากพอใจก็สามารถสั่งให้เขามารับซื้อได้เลยถึงที่

?ช่วงนี้เรียกว่าปลาตะเพียนราคาดีหน่อย เขารับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 45-49 บาท ส่วนปลานิลขนาดตัวประมาณ 700 กรัม ได้กิโลกรัมละ 22-25 บาท ส่วนสวายที่จำหน่ายก็อยู่ที่กิโลกรัมละ 22 บาท อันนี้น่าจะถูกกว่าปลาอื่น แต่จำนวนตัวมันใหญ่กว่า ก็ถือว่าพอได้ในเรื่องราคา? คุณสมใจ กล่าวถึงราคาปลาแต่ละชนิด

คุณสมใจ บอกว่า จากการเลี้ยงด้วยวิธีนี้ยังถือว่าราคาปลายังดีอยู่ เพราะได้ราคาที่หลากหลายเมื่อเทียบกับปลาที่เลี้ยงแบบเดี่ยวๆ ซึ่งปลาที่จับจำหน่ายก่อนช่วง 6 เดือน อาจจะเล็กหน่อย แต่ก็คือเงินต้นทุนที่ลงไปในครั้งแรก ส่วนปลาที่เหลือก็เลี้ยงให้ครบ 1 ปี ขนาดไซซ์ก็ใหญ่ขึ้น ซึ่งผลกำไรทั้งหมดจึงอยู่ที่การจับในครั้งที่ 2

จากสิ่งที่ทำโดยไม่ได้ตั้งใจ

กลับกลายเป็นสิ่งที่รัก สร้างความสุข

คุณสมใจ บอกว่า บ่อปลาที่ได้มาลงมือทำนั้น ตัวเธอเองก็ไม่ได้คิดที่จะทำ ถ้าจะให้คนอื่นเช่าทำต่อก็ใช่ว่าจะได้เงินมากนัก จึงตัดสินใจลองเลี้ยงดู ก็คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย แต่ ณ เวลานี้กลับกลายเป็นสิ่งเพลิดเพลินและหลงรักไปเสียแล้ว

?พอได้มาทำตรงนี้ ตั้งแต่เช้าก็จะออกมาให้อาหารปลาเองตลอด ก็ให้ไปเรื่อยๆ ให้ปลาได้กินทุกตัว อย่างมะละกอ 1 ลูก นี่นั่งได้เป็นชั่วโมง เหมือนเราชอบ ในทุกๆ วัน ว่าต้องมานั่งให้อาหาร รู้สึกมีความสุขมาก มันเพลินดี ซึ่งจากการที่ได้มาสังเกตทุกวัน มันทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องให้อาหารปริมาณเท่าไหร่ เพราะเราไม่ให้มากเกินไป มันก็เลยทำให้น้ำในบ่อสะอาด เพราะไม่มีของเสียมากเกินควร ณ เวลานี้บอกเลยทำอย่างนี้เราอยู่ได้ แล้วก็มีรายได้ มีเงินเป็นก้อนด้วย? คุณสมใจ กล่าว

จากการลงมือทำไปพร้อมกับการเรียนรู้ บวกกับการเอาใจใส่ของคุณสมใจ ทำให้เห็นถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้นว่า คนเราไม่จำเป็นต้องเรียนจบในสาขาด้านนี้ แต่ความสำเร็จที่เกิดขึ้นสามารถมีและก่อร่างสร้างมาได้จากการศึกษาเรียนรู้ หรือเรียกง่ายๆ ว่า การมี ?พรแสวง? นั้นเอง

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสมใจ ไวทยกุล หมายเลขโทรศัพท์ (081) 255-5422

ขอบพระคุณ คุณมณเฑียร เกษตรสมบูรณ์ ประมงอำเภอหนองเสือ พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร

กรมประมง ประกาศปิดอ่าว ตัว ก 8 จังหวัด ระหว่าง 1 มิ.ย. ถึง 31 ก.ค. 2559

และแจ้งเตือนชาวประมง ห้าม ใช้อวนรุนเคยไนลอนสีแดง (ด้าย 3) ขนาดช่องตา 1.5 มิลลิเมตร

กรมประมง ประกาศปิดอ่าว ตัว ก 8 จังหวัด ระหว่าง 1 มิถุนายน ถึง 31 กรกฎาคม 2559 พร้อมแจ้งเตือนชาวประมง ห้ามใช้อวนรุนเคยไนลอนสีแดง (ด้าย 3) ขนาดช่องตา 1.5 มิลลิเมตร เพราะตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่ 8 มกราคม 2559 ที่ออกภายใต้พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 นั้น กำหนดว่าเครื่องมืออวนรุนเคยประกอบเรือยนต์ที่ใช้ทำการประมงที่อนุญาตให้ใช้ได้นั้น ต้องมีขนาดช่องตาอวน 2×2 มิลลิเมตร โดยถุงอวนจะต้องทําด้วยเนื้ออวนชนิดโพลีเอทีลีน (Poly ethylene, PE) สีฟ้า ตาสี่เหลี่ยม แบบไม่มีปม และต้องไม่ติดโซ่เท่านั้น ผู้ฝ่าฝืนมีโทษหนัก ปรับสูงสุด 30 ล้านบาท พร้อมยึดเรือ ถอนใบอนุญาต กรมประมงย้ำว่า มีหลักฐานทางวิชาการยืนยันว่า มาตรการปิดอ่าวส่งผลดี พบสัตว์น้ำมากขึ้นและมีขนาดใหญ่ขึ้น

ตามที่ กรมประมง ได้ประกาศปิดอ่าวไทยตอนใน หรืออ่าวไทย รูป ตัว ก ระหว่าง วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 31 กรกฎาคม 2559 เป็นประจำทุกปี ซึ่งเป็นไปตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2556 ที่ประกาศห้ามใช้เครื่องมือทำการประมง 6 ประเภท ในพื้นที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของ 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี และยังมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบันนั้น อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2559 ซึ่งได้มีการบังคับใช้พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 แล้ว และได้มีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับรูปแบบของอวน ขนาดของเรือ วิธีที่ใช้ บริเวณพื้นที่ และระยะเวลาในการทําการประมง ที่ผู้ทําการประมงด้วยเครื่องมืออวนรุนเคย ที่ใช้ประกอบเรือยนต์ทําการประมงต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2559 โดยกำหนดว่าเครื่องมืออวนรุนเคย ประกอบเรือยนต์ที่ใช้ทําการประมงได้จะต้องเป็นเครื่องมืออวน ที่มีลักษณะคล้ายถุง ถุงอวนจะต้องทําด้วยเนื้ออวนชนิดโพลีเอทีลีน (Poly ethylene, PE)

สีฟ้า ตาสี่เหลี่ยม แบบไม่มีปม ขนาดช่องตาอวน 2×2 มิลลิเมตร เชือกคร่าวล่างปากอวนอาจมีตาปะทัง หรือไม่มีก็ได้ และต้องไม่ติดโซ่ การทําการประมงให้ใช้วิธีการนําถุงอวนประกอบคันรุน ปากอวนมีลักษณะเป็นคันช้อนกาง ออกเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม ติดตั้งอยู่ด้านหน้าเรือยนต์ แล้วใช้เรือยนต์ผลักดันเครื่องมืออวนรุนเคย ให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า

ดังนั้น เครื่องมืออวนรุนเคยที่ใช้เนื้ออวนไนลอน หรืออวนมุ้งพลาสติก ขนาดช่องตา 1.5 มิลลิเมตร หรืออวนไนลอนสีแดง (ด้าย 3) ซึ่งที่ผ่านมาเคยได้รับการยกเว้นให้สามารถใช้ได้ตามประกาศ เมื่อปี 2556 ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป

กรมประมง จึงขอประกาศย้ำให้ชาวประมงทราบ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยจะมีการตั้งศูนย์เฉพาะกิจและออกปฏิบัติการร่วมกับศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล) ออกลาดตระเวน 24 ชั่วโมง ผู้ฝ่าฝืนมีโทษหนัก ปรับสูงสุด 30 ล้านบาท พร้อมยึดเรือ ถอนใบอนุญาต

น้องปั๊ก ยอดสุนัขไฮเปอร์ ขี้เล่น เล่นจริง เจ็บไม่จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05099010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

น้องปั๊ก ยอดสุนัขไฮเปอร์ ขี้เล่น เล่นจริง เจ็บไม่จริง

รู้หน้าไม่รู้ใจ คำโบราณว่าไว้ และน่าจะใช้ได้กับสุนัขสายพันธุ์นี้ ?ปั๊ก? สุนัขที่ได้ชื่อว่า หน้าตาทะเล้น บางครั้งก็ดูจริงจัง แต่โดยนิสัยของปั๊กแล้ว ร่าเริงตลอดเวลา จนไม่รู้ว่าหน้าตาที่เห็นอยู่หมายความว่าอารมณ์แบบไหน ธรรมชาติของปั๊ก จะเป็นสุนัขที่อารมณ์ดี น้อยนักที่จะได้ยินว่าปั๊กดุหรือกัดใคร เว้นเสียแต่ว่าขู่ตามอารมณ์หวงเจ้าของและหวงของเท่านั้น

กลุ่มคนรักปั๊กในไทยมีไม่น้อย จากการพูดคุยกับ คุณฉันทลักษณ์ ภู่เกตุ เจ้าของฟาร์มปั๊กบ้านยาย ทำให้ทราบว่า ตลาดต้องการสุนัขสายพันธุ์ปั๊กมาก เมื่อพิจารณาจากจำนวนพ่อแม่พันธุ์ในฟาร์มปั๊กบ้านยาย ที่มีอยู่เกือบ 40 ตัว ลูกปั๊กที่ได้มีลูกค้าจองหมดทุกคอก ถึงแม้ว่าฟาร์มปั๊กบ้านยายจะไม่ได้มีที่ตั้งทำเลฟาร์มอยู่ในแหล่งที่ไปมาได้สะดวกก็ตาม

?ปัจจุบัน เรามีพ่อแม่พันธุ์ปั๊กมากเกือบ 40 ตัว แต่ละปีก็มีลูกสุนัขหลายคอก แต่ละแม่ให้ลูกสุนัข 1-11 ตัว ซึ่งถือว่ามากพอสมควร แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้สนใจเลี้ยงสุนัขพันธุ์ปั๊ก?

ฟาร์มปั๊กบ้านยาย ไม่ได้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหรือแหล่งที่เดินทางสะดวก เพราะคุณฉันทลักษณ์ เห็นว่าการเลี้ยงสุนัขควรมีพื้นที่ ควรตั้งอยู่ห่างแหล่งชุมชน เพื่อไม่ให้เสียงหรือกลิ่นที่อาจเกิดขึ้นจากสุนัขไปรบกวนเพื่อนบ้าน อีกทั้งครอบครัวของคุณฉันทลักษณ์ ก็มีแหล่งที่พักอาศัยอยู่ในเขตอำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร จึงเป็นเรื่องดีที่จะทำฟาร์มสุนัขให้ห่างจากชุมชน

คุณฉันทลักษณ์ เล่าให้ฟังว่า แรกเริ่มของการทำฟาร์มสุนัขพันธุ์ปั๊ก เพราะพี่สาวและพี่ชายทำฟาร์มสุนัขพันธุ์ปั๊กอยู่แล้ว เมื่อเห็นครั้งแรกก็รู้สึกชอบ เพราะความมีเสน่ห์ที่หน้าตาของสุนัขพันธุ์นี้ ที่มักจะทำหน้าย่น ทำให้อารมณ์ดีขึ้นมา ในบางครั้งหน้าย่นของสุนัขพันธุ์ปั๊กมองดูเหมือนหน้าบึ้ง แต่แท้จริงแล้วแฝงความตลกไว้ รวมถึงนิสัยของสุนัขพันธุ์ปั๊กที่ออกแนวนิสัยแบบไฮเปอร์ คือไม่อยู่นิ่ง ชอบสำรวจ รื้อ ค้น ขี้สงสัย ด้วยนิสัยเช่นนี้จะสามารถสร้างความสุขให้กับผู้เลี้ยงได้ ทั้งหมดคือเสน่ห์ที่หาได้ยากในสุนัขสายพันธุ์อื่น

?เริ่มต้นด้วยการซื้อสุนัขพันธุ์ปั๊กมาเลี้ยง 1 คู่ ไม่นานก็ได้ลูกสุนัขคอกแรก และคอกต่อๆ มา แรกๆ ก็เก็บไว้เลี้ยงเอง พอเริ่มเยอะ ก็เริ่มขายให้กับคนที่อยากได้ ราคากันเองในจังหวัดกำแพงเพชร กระทั่งวันหนึ่งมีพ่อค้าคนกลางติดต่อขอซื้อลูกสุนัขในราคาเหมา ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมาก จนเราคิดว่า เราน่าจะทำฟาร์มขายสุนัขเองจะดีกว่า?

คุณฉันทลักษณ์ มองเรื่องการตลาดเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อคิดจะทำฟาร์มจริงจัง ก็เริ่มมองตลาดมากขึ้น โดยเริ่มแรกทำเพจทางเฟซบุ๊กขึ้นมา เริ่มจากการโพสต์รูปลูกสุนัขน่ารักในอิริยาบถต่างๆ โดยไม่โพสต์ราคาขาย ทำเช่นนี้เรื่อยๆ ก็จะทำให้มีคนติดตามเพจเพิ่มมากขึ้น เมื่อเห็นความน่ารักของสุนัขก็จะเป็นที่มาของการสนใจซื้อของลูกค้าเอง

เหตุผลหนึ่งที่คุณฉันทลักษณ์ มองว่า สุนัขพันธุ์ปั๊ก น่าจะยังคงขายดีตลอด เพราะตามความเชื่อของชาวจีน เชื่อว่าสุนัขพันธุ์ปั๊ก เป็นสุนัขสายพันธุ์ชั้นสูงของจีน เพราะมีรอยพับย่นบริเวณหน้าผากที่คล้ายอักษรจีน หมายถึง ?เจ้าชาย? ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะที่ดีมาก นอกจากนี้ สุนัขพันธุ์ปั๊กเป็นสัตว์เลี้ยงมงคล หากเลี้ยงไว้ในบ้านจะนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง มีความสุข เงินทองไหลมาเทมา ทั้งยังเป็นสุนัขขนสั้นดูแลง่าย จึงเป็นที่นิยมไม่เสื่อมคลาย

การผลัดขนของสุนัขพันธุ์ปั๊ก จะเกิดขึ้นเพียงปีละครั้งในฤดูร้อน การผลัดขนก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องช่วยสางเหมือนกับสุนัขพันธุ์ที่มีขนยาว เพราะขนของสุนัขพันธุ์ปั๊กสั้นและเกรียน

สำหรับการเลือกซื้อสุนัขพันธุ์ปั๊กให้ตรงตามสายพันธุ์นั้นไม่ยาก คุณฉันทลักษณ์ แนะนำว่า สุนัขพันธุ์ปั๊กมี 4 สี คือ 1. สีขาว เป็นสีที่หายาก แต่ไม่ได้รับความนิยม 2. สีดำ ค่อนข้างหายาก 3. สีฟางข้าว และ 4. สีลูกวัว คล้ายสีฟางข้าวแต่เข้มกว่า ซึ่งการเลือกซื้อสุนัขพันธุ์ปั๊ก นอกจากจะเลือกสีตามใจชอบแล้ว ควรพิจารณาจากลักษณะที่บ่งบอกได้ว่าเป็นพันธุ์ปั๊กแท้ หลักๆ ได้แก่ กะโหลกใหญ่ ตากลมโปน ขาใหญ่ ตัวเตี้ยตัน หน้าผากมีรอยย่นเยอะ ขนสองชั้นหนานุ่มเหมือนกำมะหยี่ โดยสีที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยมากที่สุด คือ สีฟางข้าว

การเลี้ยงดูสุนัขพันธุ์ปั๊กของฟาร์มปั๊กบ้านยาย ปฏิบัติกับสุนัขตามธรรมชาติ ในทุกเช้าจะพาเดินเหยาะๆ หรือวิ่งช้าๆ ออกกำลังกาย เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายน้องหมา เนื่องจากสุนัขพันธุ์ปั๊กเป็นสุนัขที่มีจมูกสั้น ไม่มีระบบกรองอากาศ หากอากาศร้อนจะดึงอากาศร้อนเข้าสู่ร่างกายได้เร็วมาก ในช่วงอากาศหนาวก็เช่นกัน จะดึงอากาศหนาวเข้าสู่ร่างกายได้เร็ว ดังนั้น หากฤดูร้อนหรืออากาศชื้นให้สวมเสื้อ กินน้ำอุ่น พาออกมายืนกลางแดดในช่วงสาย แต่ถ้าอากาศร้อนก็จะให้อยู่ห้องปรับอากาศ ช่วยระบายความร้อนจากร่างกายของสุนัขพันธุ์ปั๊กได้

?การออกกำลังกายของสุนัขเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมให้กับพ่อพันธุ์? คุณฉันทลักษณ์ กล่าวและว่า หากพ่อพันธุ์ไม่แข็งแรง ไม่เคยได้ออกกำลังกายเลยจะมีผลต่อการผสมพันธุ์ เมื่อต้องผสมจะขึ้นทับตัวเมียได้ยาก เมื่อเหนื่อยก็จะหมดความพยายามและไม่ขึ้นทับตัวเมียอีกเลย ดังนั้น นอกจากจะเตรียมความพร้อมด้วยการให้ออกกำลังกายเพื่อฟิตร่างกายแล้ว ยังต้องช่วยเมื่อถึงเวลาผสมพันธุ์ โดยหากตัวเมียเตี้ยกว่าก็ให้ตัวเมียยืนบนเก้าอี้ หรือขุดหลุมให้กับตัวผู้ยืน เพื่อให้ระดับความสูงระหว่างเพศผู้และเพศเมียไม่แตกต่างกัน

ในกรณีที่สุนัขทั้งพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ไม่ยอมให้ผสม ผู้เลี้ยงจำเป็นต้องเข้าไปช่วยเหลือด้วยการผสมเทียมให้ แต่ทั้งนี้ หากทำได้จะพยายามให้สุนัขผสมพันธุ์เองตามธรรมชาติ เพื่อให้การผสมได้ผลตามธรรมชาติเช่นเดียวกัน

การช่วยเหลือนอกจากเทคนิคระหว่างการผสม คุณฉันทลักษณ์ ให้ข้อมูลว่า นำไข่ขาวดิบให้กับสุนัขเพศผู้กินจะช่วยให้น้ำเชื้อแข็งแรง ส่วนเพศเมียจะให้กินกล้วยก่อนผสมเล็กน้อย รวมถึงให้กินน้ำหวาน จะช่วยบำรุงแม่พันธุ์ได้เป็นอย่างดี

การให้ลูกในสุนัขสายพันธุ์ปั๊กมากที่สุดคือ 11 ตัว น้อยที่สุดเพียงตัวเดียวก็เคยมี ส่วนสีที่ได้ในลูกสุนัขก็ขึ้นอยู่กับการเลือกสีจากพ่อและแม่ เมื่อลูกคลอดออกมาร้อยละ 90 จะได้สีเหมือนพ่อและแม่อย่างละครึ่ง

สุนัขหลังการผสมจะตั้งท้องประมาณ 60 วัน เมื่อใกล้คลอดในสุนัขพันธุ์ปั๊ก 2-3 วัน สุนัขจะไม่กินอาหาร ผู้เลี้ยงควรหมั่นสังเกต เมื่อคลอดต้องเข้าไปช่วย เพราะสุนัขพันธุ์นี้จะไม่จัดการการคลอดด้วยตัวเอง นับตั้งแต่คลอดออกมาตัวแรกต้องเข้าไปฉีดถุงรก ใช้ลูกยางดูดน้ำคร่ำที่ตกค้างในตัวลูกสุนัข ตัดสายสะดือ เขย่ากระตุ้นให้ลูกสุนัขร้อง เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นให้สะอาด หลังจากจัดการกับลูกสุนัขตัวแรกเสร็จสุนัขตัวต่อมาก็จะคลอดออกมาพอดี แต่ในกรณีที่แม่สุนัขเหนื่อย หมดแรง ไม่ยอมเบ่งคลอดลูกสุนัข จำเป็นต้องฉีดยาเร่งคลอด แต่ถ้าฉีดยาเร่งคลอดแล้วสุนัขยังไม่ยอมเบ่งคลอดอีก จำเป็นต้องพาไปพบแพทย์เพื่อให้ผ่าคลอด มิฉะนั้นอาจจะเสียทั้งลูกสุนัขและแม่สุนัข

เมื่อได้ลูกสุนัขครบตามจำนวนแล้ว ควรแยกลูกสุนัขออกจากแม่สุนัขนำไปกกไฟใต้หลอดไฟ 80 แรงเทียน โดยสังเกตจากการนอนของลูกสุนัข หากนอนเกยกันแสดงว่ายังหนาว ควรเพิ่มขนาดไฟให้ แต่ถ้านอนกระจาย แสดงว่าไฟร้อนเกินไป ควรเลื่อนระดับไฟออกมาให้พออุ่น อย่างไรก็ตาม ต้องคอยอุ้มลูกสุนัขไปให้กินนมทุก 2 ชั่วโมง หรือค่อยๆ ห่างออกเมื่อลูกสุนัขเริ่มโตขึ้น กรณีที่ไม่ได้ให้ลูกสุนัขนอนกับแม่สุนัข เนื่องจากโอกาสแม่สุนัขทับลูกตายมีสูงมาก

ปัญหาในสุนัขสายพันธุ์นี้คือ ควรระวังดวงตาที่ปูดโปนออกมา ระหว่างการเล่นหรือซนอาจชนเกิดการบาดเจ็บที่ตา ควรระวังไม่ให้มีวัสดุอุปกรณ์แหลมคมอยู่ใกล้ นอกจากนี้ ตาที่ปูดโปนจะทำให้ฝุ่นเข้าตาได้ง่าย ควรหมั่นสังเกตหากพบว่าตาเริ่มอักเสบ มีขี้ตาเขียวๆ ควรเช็ดตา หยอดตา หาก 2-3 วันผ่านไปยังไม่หาย ควรพาไปพบแพทย์

นอกจากนี้ ปัญหาด้านสุขภาพที่มักพบในสุนัขพันธุ์ปั๊กคือ โรคผิวหนัง หากถูกละอองฝุ่นมากจะเกิดผื่นคัน รวมถึงปัญหาโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมคือ โรคเรื้อนเปียก ซึ่งจะออกอาการเมื่อสุนัขอายุได้ประมาณ 4 เดือน โรคดังกล่าวนี้ไม่สามารถป้องกันได้ แต่สามารถเลือกสุนัขที่จะนำมาเลี้ยงได้ โดยการทราบพันธุกรรมของสุนัขตัวนั้นๆ เมื่อต้องการซื้อมาเลี้ยง หรือไปให้เห็นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ด้วยตนเอง จะช่วยเลือกให้ได้ลูกสุนัขที่ดีที่สุดได้

เพราะสุนัขพันธุ์ปั๊ก เป็นสุนัขขี้เล่นตลอดเวลา การกินก็เช่นเดียวกัน หากไม่ต้องการให้กินเยอะ เพราะสุนัขอ้วนแล้ว ก็ควรหยุดให้อาหาร เพราะสุนัขพันธุ์ปั๊กนี้จะกินไม่หยุด ไม่รู้ตัวว่าอิ่มหรือไม่ แต่ถ้ายังผอมอยู่ก็ควรให้อาหารอย่างเต็มที่

กลเม็ดเคล็บลับของการเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์ปั๊ก แท้จริงแล้วไม่ยาก คุณฉันทลักษณ์ ยืนยันว่าเป็นเรื่องง่าย และสุนัขเองก็เลี้ยงง่ายด้วยเช่นกัน หากสนใจเข้าไปขอคำแนะนำในการเลี้ยงสุนัขพันธุ์ปั๊ก ฟาร์มปั๊กบ้านยาย แสดงความจำนงมาว่า ยินดีอย่างยิ่ง หรือหากจะเข้าไปดูลูกสุนัขที่ฟาร์มก็ขอให้ติดต่อสอบถามกันมาก่อน ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ (083) 952-1646 และ (082) 405-4093 หรือทักทายผ่าน id line : pugja และเฟซบุ๊ก ปั๊กกำแพงเพชร ปั๊กบ้านยาย ฟาร์มตั้งอยู่ที่ ตำบลคลองแม่ลาย อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งคุณฉันทลักษณ์ ภู่เกตุ เจ้าของฟาร์มปั๊กบ้านยาย ยินดีต้อนรับ

วัดร้างในบางกอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

เรียนรู้จากหนังสือ

ศรีจุฬาลักษณ์

วัดร้างในบางกอก

ช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงของข้าวยากหมากแพง ผู้มีรายได้น้อยจึงชักหน้าไม่ถึงหลัง

ชักหน้าไม่ถึงหลัง ก็หมายความว่า รายรับไม่พอกับรายจ่าย

เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็เกิดอาชญากรรมตามมา

ผู้ที่ก่อก็จะอ้างอย่างที่กล่าว

นายทุนเงินกู้นอกระบบก็หน้าเลือด ออกเงินกู้ คิดดอกเบี้ยรายวัน ร้อยละยี่สิบ

ยิ่งเป็นการซ้ำเติมชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำ

ขณะเดียวกัน มิจฉาชีพที่คิดไม่ซื่อก็พยายามหาช่องทางลักเล็กขโมยน้อยของชาวบ้านที่พยายามทำมาหากินเล็กเล็กน้อยน้อยเพื่อความอยู่รอด

จนชาวบ้านหลายคนเดือดร้อน

มีตัวอย่างที่ประสบมากับตัว มีพ่อค้าแม่ขายที่ขายข้าวแกง ข้าวถุง อยู่ย่านงามวงศ์วาน ต้องถูกมิจฉาชีพหลอกตุ๋นซื้อข้าวซื้อแกงหลายร้อยบาท

วิธีการที่มิจฉาชีพใช้ก็ง่ายง่าย คือ สั่งข้าวกล่อง ข้าวถุง หลายรายการ

แต่พอถึงเวลาจะจ่ายเงินค่าอาหารที่สั่งไว้ ก็ทำเป็นล้วงกระเป๋า แล้วบอกว่าลืมกระเป๋าสตางค์ไว้ที่รถเพื่อน เดี๋ยวจะเอามาให้

ว่าแล้วก็หิ้วถุงอาหาร ทำทีเดินไปที่รถซึ่งมีจอดอยู่หลายสิบคัน

พ่อค้าแม่ขายก็ง่วนอยู่กับการขายของ เห็นไปนานจนผิดสังเกต จึงเดินตามไปดู

ปรากฏว่า เจอแต่ความว่างเปล่า เสียทีมัน

มาหาความรู้ติดตัวไว้ดีกว่า จะได้มีสติคอยเตือนตัวเองไม่ให้ประมาท

?วัดร้างในบางกอก? ดั้นด้นไปหามาให้รู้ โดย ผศ.ดร. ประภัสสร์ ชูวิเชียร

ได้ครูใหญ่ สุจิตต์ วงษ์เทศ เขียนคำนำเสนอให้ หลังจากยุให้ไปค้นหาแล้ว

?วัดร้าง? ไม่เพียงแต่เป็นศาสนสถานที่มีแต่ซากปรักหักพัง หากแต่วัดร้างยังเป็นเสมือนพื้นที่ความทรงจำของชุมชนโบราณ ในย่านบางกอก

?ในแผนที่กรุงเทพฯ เก่า มีรายชื่อวัดจำนวนไม่น้อยที่หายไปจากพื้นที่จริงในปัจจุบัน

?วัดเหล่านี้หายไปไหน? เช่นเดียวกับชุมชนโบราณ เรือกสวนไร่นา ที่ถูกแทนที่ด้วยโครงการบ้านจัดสรร ห้างสรรพสินค้า

?ใครจะรู้ได้บ้าง ท่าเรือคลองเตย เคยมีวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่ เช่นเดียวกับ เอเชียทีค ที่พื้นที่เดิมเคยเป็นศาสนสถานมาก่อน?

อยากรู้ว่าตรงไหนวัดร้าง ตรงไหนวัดสร้างใหม่ ต้องไปหาซื้อมาศึกษา

สำนักพิมพ์มติชน จัดพิมพ์วางแผงและตามร้านหนังสือทั่วไป จำหน่ายราคา เล่มละ 325 บาท

ก็ยังหวังอย่างลมลมแล้งแล้งว่า สังคมก้มเขี่ย จะหันกลับมาก้มเปิดอ่านทีละหน้า ทีละหน้า

เพราะยังเชื่อว่า สูงสุดคืนสู่สามัญ

ทุ่ง (ลวง) ทอง

สิงหา สัตยนนท์

ปีนี้ พ่อทำนาเศรษฐกิจ กรีดเลือดเชือดชีวิตให้พิษแผล

ธรณีเป็นพยาน วิมานแด จะไถแปรแผ่นดิน กสิกรรม

ปวดร้าวกระดูกสันหลังของชาติ เหนื่อยขนาด ผอมแห้งจนแก้มหวำ

อดทนความทุกข์ยากแม้ตรากตรำ ตั้งแต่เช้ายันค่ำก้มดำนา

ระหว่างแดดแผดร้อน ความคิดเย็น เฝ้ามองเหม่อเป็นไป ไถหว่านกล้า

จะแกล้งทุ่งชีวิต อนิจจา ทุนขาดปรารถนาอยู่ทุกปี

แล้วสร้างหุ่น ไล่กา รูปนายทุน สกุลกาฝากบุญนายทุนผี

หน้าตาจีนเหี่ยวย่น หม่นขจี ข้าวตั้งท้องฝากผีเข้าฝากไข้

เผลอพักเที่ยงหลับฝันถึงพรุ่งนี้ เปลือกสีทองข้าวสุกแสงไสว

ชโลมเลือดเชือดเถือเยื่อหัวใจ เกี่ยวเนื้อในน้ำเหลืองแห่งเนื้อทอง

แล้วบอกค่าชีวิตทั้งชีวิต เศรษฐกิจข้าวขึ้นเป็นเท่าสอง

ฝันของพ่อกลางแดดก็แผดพอง ตกใจตื่นยืนมองเหนือท้องน้ำ

แม่บอกว่าอย่าเลย เฒ่าเราพ่าย ตั้งแต่เกิดจนตาย หมากไข่หำ

ข้าวไม่มีทางขึ้นถึงทองคำ ปีนราคาตกต่ำ กำไลผ้า

ทำได้เพียงผูกฝ้ายรอบข้อมือ ขายข้าวเสร็จจะซื้อความรื้อหา

เปิดประตูยุ้งฉางนะเถิดตา เก็บซากหุ่นไล่กา ให้หลับนอน

สามัญญลักษณะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

ธรรมะจากวัด

สามัญญลักษณะ

สามัญญลักษณะ แปลตรงตัวว่า ลักษณะที่เหมือนกันของสิ่งทั้งปวง มีอยู่ 3 ประการ คือ อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง ทนได้ยาก อนัตตา มิใช่ตัวตน

สามัญญลักษณะนี้เป็นอมตธรรมดำรงอยู่ตลอดกาล ทำหน้าที่ควบคุมสรรพสิ่งตั้งแต่ธุลีดินไปถึงโลกและดวงอาทิตย์ในสากลจักรวาลให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในนิยามสูตรอันว่าด้วยเรื่องพระธรรมเป็นผู้กำหนดว่า พระตถาคต จะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ตาม อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา มีอยู่ตลอดเวลา พระองค์เป็นผู้มาตรัสรู้และนำมาบอกกล่าวเล่าให้ฟังเปิดเผยให้ทราบเท่านั้น

พระองค์ตรัสว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เป็นอย่างนี้อยู่เสมอ

พระพุทธเจ้าทรงตรัสอธิบายวิธีพิจารณาความไม่เที่ยงและความเป็นอนัตตาไว้ในคิริมานนทสูตรว่า รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง

แม้เรื่องความไม่เที่ยงจะเป็นกฎธรรมชาติที่ควบคุมสรรพสิ่งครอบคลุมไปทั่วสากลจักรวาลก็ตาม แต่หากพิจารณาเพื่อความพ้นทุกข์พระองค์ทรงนำพระพุทธสาวกให้กลับมาสู่ชีวิตเพื่อพิจารณาขันธ์ 5 อันเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของชีวิตว่า ไม่เที่ยง

พระองค์ได้ทรงสั่งสอนวิธีพิจารณาอนัตตาเอาไว้ว่า ตา เป็นอนัตตา หู เป็นอนัตตา จมูก เป็นอนัตตา ลิ้น เป็นอนัตตา กาย เป็นอนัตตา ใจ เป็นอนัตตา นี่คือ อายตนะภายใน ที่แปลว่า รอยต่อ หรือจุดเชื่อมแห่งองค์ความรู้ซึ่งเชื่อมกับอายตนะภายนอก ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ แล้วเกิด วิญญาณ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ตามลำดับ

พระพุทธเจ้าสอนว่า ทั้งอายตนะภายนอกและอายตนะภายในที่ทำหน้าที่ต่อกันเพื่อให้เกิดความรู้นี่แหละเป็นอนัตตาหมด ไม่มีอะไรที่เป็นอัตตาเลยแม้แต่เรื่องเดียว ดังที่พระองค์ทรงตรัสสอนเสมอว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

คำว่า ธรรมในที่นี้แปลว่า ธรรมชาติ ซึ่งครอบคลุมทั้งกาย ทั้งจิต ทั้งนาม ทั้งรูป ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่พระนิพพานอันเป็นสภาวธรรมสูงสุด

ในอนัตตลักขณสูตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสลักษณะของอนัตตาไว้ชัดเจนว่า จะไม่สามารถบังคับบัญชาหรือขอร้องขันธ์ 5 ว่า อย่าให้ป่วย อย่าให้เป็นอย่างนั้น อย่าให้เป็นอย่างนี้ จงเป็นอย่างนั้น จงเป็นอย่างนี้ ใดๆ ได้เลย

ในอนัตตลักขณสูตรเช่นกันพระองค์ตรัสลักษณะเด่นของทุกข์ไว้ว่า สิ่งใด ไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา

คำว่า มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาคือ คำจำกัดความของคำว่า ทุกข์ ที่ครอบคลุมสังขารทั้งที่มีใจครองและไม่มีใจครอง ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมไปได้ทั้งหมด สิ่งใดสิ่งหนึ่งปรากฏแล้วย่อมแปรปรวนไป เป็นธรรมดา ความแปรปรวนนี้เป็นผลตามกระบวนการลูกโซ่มาจาก ความไม่เที่ยงนั่นเอง

เป้าหมายของความเข้าใจเรื่องไตรลักษณ์ หรือกระทำให้แจ้งเรื่องไตรลักษณ์อยู่ที่ การไม่สำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราหรือเป็นของเราก็ตาม

พระพุทธพจน์ที่ว่า ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา

พระองค์ได้ทรงแสดงสัจธรรมนี้แก่ปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันเมืองพาราณสี เมื่อปัญจวัคคีย์สดับธรรมตามพระองค์ไปได้ประจักษ์แจ้งตลอดธรรมนั้น แล้วตอบพระพุทธองค์ว่า ไม่ควรเลยพระพุทธเจ้าข้า

ตามประวัติเล่าว่า ครั้งแรกพระพุทธเจ้าแสดงพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระอัญญาโกณฑัญญะเท่านั้นที่บรรลุเป็นพระโสดาบันด้วยบทสรุปว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นจากเหตุเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงก็ดับไปเพราะเหตุเป็นธรรมดา

ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเบ็ดเตล็ดอีกระยะหนึ่ง ปัญจวัคคีย์ทั้งหมดบรรลุพระโสดาบัน จากนั้นพระองค์จึงเรียกประชุมพระปัญจวัคคีย์มาฟังอนัตตลักขณสูตรพร้อมกันนำให้พระปัญจวัคคีย์บรรลุพระอรหันต์ พร้อมกัน

เป้าหมายหลักของพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงขันธ์ 5 ว่า เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพื่อให้สาวกเข้าถึงความจริงปล่อยวางทุกสิ่งเข้าสู่พระนิพพานนั่นเอง

แม้พระองค์จะตรัสถึง ทั้งอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา อย่างละเอียดลออยิ่ง แต่เพราะจุดเน้นเป้าหมายปลายทางอยู่ที่อนัตตา จึงเรียกสูตรนี้ว่า อนัตตลักขณสูตร

เนื้อหาสาระแห่งไตรลักษณ์หลักๆ ที่พอจะประมวลมาเล่าสู่กันฟังย่อๆ ขอยุติแค่นี้ก่อน โอกาสหน้าจะมาเล่าสู่กันฟังใหม่ ขออวยพรให้ท่านผู้อ่านจงเข้าถึงพระไตรลักษณ์ ถอนรักถอนชังในขันธ์ 5 เข้าถึงความร่มเย็นแห่งบรมธรรมตามลำดับเทอญ

ร้านปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐ อีกก้าวเพื่อการพัฒนาเพื่อเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ร้านปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐ อีกก้าวเพื่อการพัฒนาเพื่อเกษตรกร

เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัญหาสำคัญของการพัฒนาผลผลิตของเกษตรกร นอกจากขาดการเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ แล้ว การใช้ปัจจัยการผลิตที่ไม่ได้คุณภาพก็เป็นปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะปัญหาที่สะสมมานาน ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ยปลอม สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ไม่ได้คุณภาพ หรือเมล็ดพันธุ์เสื่อมคุณภาพ ซึ่งเป็นผลมาจากการแสวงหาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการบางรายที่ขาดความซื่อสัตย์

ดังนั้น ในฤดูการผลิต 2559/60 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลคุณภาพและมาตรฐานของปัจจัยการผลิตตามกฎหมาย และทำหน้าที่ในการดูแลคุณภาพและมาตรฐานของปัจจัยการผลิตตามกฎหมายและหน้าที่ให้การส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรของชาติ ได้เห็นความจำเป็นในการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร โดยเฉพาะด้านปัจจัยการผลิต

เป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ในราคาที่เป็นธรรม และส่งเสริมให้ภาคเอกชนและสถาบันเกษตรกรมีส่วนร่วมในการสนับสนุนปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกร และภายใต้แนวทางประชารัฐ ซึ่งจะมีส่วนเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบการผลิตของเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีมอบตราสัญลักษณ์และเปิดตลาดนัดปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ?โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อปัจจัยการผลิตทางการเกษตร? ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรได้มอบหมายให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1-8 (สวพ.1-8) เร่งมอบป้ายสัญลักษณ์ปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐให้กับผู้ผลิตและผู้ประกอบการร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่เข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อปัจจัยการผลิตทางการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

?โดยช่วงเปิดตัวโครงการจะมอบป้ายสัญลักษณ์ปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐให้กับร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ (Q shop) จำนวนกว่า 2,600 ร้านค้า ร้านค้าเครือข่ายสมาคมการค้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตร 7 สมาคม ประมาณ 500 ร้านค้า รวมถึงร้านของสหกรณ์การเกษตร และร้านสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.) ที่ผ่านการประเมิน? อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

ซึ่งจากการให้ข้อมูลของอธิบดีกรมวิชาการเกษตรชี้ว่า ในช่วงเดือนแรกนี้คาดว่าจะมอบป้ายสัญลักษณ์ฯ ได้ไม่น้อยกว่า 5,000 ร้านค้า ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการนำตราสัญลักษณ์ไปติดบนผลิตภัณฑ์ และให้ร้านจำหน่ายปัจจัยผลิตนำป้ายสัญลักษณ์ดังกล่าวไปติดตั้งในร้านให้เกษตรกรเห็นเด่นชัด เพื่อช่วยส่งเสริมการขายให้กับผู้ประกอบการ และให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐได้ง่ายขึ้น เพื่อรองรับฤดูกาลผลิต ปี 2559/60 นี้

ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เกษตรกรได้รับปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ วัตถุอันตรายทางการเกษตร และเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพแล้ว ยังสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรได้อีกด้วย เนื่องจากสมาคมการค้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตร 7 สมาคม ที่เข้าร่วมโครงการได้มีเจตนารมณ์ที่จะจำหน่ายปัจจัยการผลิตคุณภาพในราคายุติธรรมและถูกกว่าราคาท้องตลาด

?วันแรกที่เปิดตัวโครงการ กรมวิชาการเกษตร ได้มอบป้ายสัญลักษณ์ปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐไปแล้วกว่า 1,600 ร้านค้า อย่างไรก็ตาม ภายใน 3 เดือนนี้ กรมวิชาการเกษตร ได้มีแผนเร่งตรวจประเมินร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตที่สมัครเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม โดยตั้งเป้าส่งเสริมให้เป็นร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐไม่น้อยกว่า 20,000 ร้านค้า จากนั้นจะผลักดันและยกระดับให้เป็น ร้าน Q Shop ต่อไป? อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

นายสมชาย กล่าวด้วยว่า กรมวิชาการเกษตร ได้เน้นย้ำให้ สวพ. ทั้ง 8 เขต ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความรู้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการเลือกซื้อปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ทั้งยังแนะนำให้เลือกใช้ปุ๋ย วัตถุอันตรายทางการเกษตร และเมล็ดพันธุ์อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ รวมทั้งใช้อย่างถูกวิธี ปลอดภัย และคุ้มค่าการลงทุน ไม่ใช้เกินความจำเป็น ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนั้น กรมวิชาการเกษตร ยังเร่งประสานกรมส่งเสริมสหกรณ์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อร่วมจัดตลาดนัดปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐ โดยเบื้องต้นกรมส่งเสริมสหกรณ์จะเปิดตลาดนัดปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐ จำนวน 9 แห่ง ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี ปทุมธานี อุทัยธานี นครราชสีมา ชัยนาท ร้อยเอ็ด และบุรีรัมย์ ซึ่งมีแผนดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมิถุนายนนี้

ทั้งนี้ ในส่วนของกรมวิชาการเกษตรได้สั่งการให้ทุก สวพ. ที่ดูแลพื้นที่จังหวัดดังกล่าว ให้เตรียมความพร้อมสนับสนุนและเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกซื้อและเลือกใช้ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ รวมถึงวิธีการใช้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

?ขณะเดียวกัน ยังให้จัดแล็บ (Lab) เคลื่อนที่ เพื่อบริการตรวจวิเคราะห์คุณภาพปัจจัยการผลิตที่นำเข้ามาจำหน่ายในตลาดนัดปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐ เพื่อควบคุมคุณภาพสินค้า เกษตรกรที่เข้ามาเลือกซื้อปัจจัยการผลิตในตลาดฯ ประชารัฐ จงมั่นใจได้ว่าได้รับปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพแน่นอน หากตรวจพบว่า ปัจจัยการผลิตไม่มีคุณภาพและด้อยมาตรฐาน จะไม่อนุญาตให้นำมาจำหน่ายอย่างเด็ดขาด? อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวในที่สุด

จรัญ อยู่คำ กับเคล็ดลับการดูแล ช่อดอกมะม่วงให้ติดผลดก (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

จรัญ อยู่คำ กับเคล็ดลับการดูแล ช่อดอกมะม่วงให้ติดผลดก (ตอนจบ)

ในการฉีดเปิดตาดอกมะม่วง เกษตรกรส่วนมากจะใช้ ไทโอยูเรีย ผสมกับโพแทสเซียม-

ไนเตรต (13-0-46)

ที่สวน คุณจรัญ อยู่คำ จะใช้ สูตรเปิดตาดอก ไทโอยูเรีย 1 กิโลกรัม+สาหร่าย-สกัด 300 ซีซี (ต่อน้ำ 200 ลิตร) ฉีดพ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 5 วัน แล้วรอดูการเปลี่ยนแปลงของตายอด โดยปกติแล้ว ตาดอกจะเริ่มแทงหลังเปิดตาดอกครั้งแรก ประมาณ 10-15 วัน แต่ถ้าเริ่มแทงใน วันที่ 3-4 โอกาสเป็นใบอ่อนจะสูงมาก

กรณีเปิดตาดอกแล้วเป็นใบ สามารถแก้ไขได้ แต่ใบอ่อนที่ออกมาต้องมีความยาวไม่เกิน

1 เซนติเมตร หรือยังไม่คลี่ใบ ให้ใช้

ครั้งที่ 1

– ปุ๋ย 10-52-17 500 กรัม

– ไฮเฟต 500 ซีซี

(ต่อน้ำ 200 ลิตร)

ฉีดพ่นโดยห้ามใส่อาหารเสริม จำพวกสาหร่าย-สกัด หรือ จิ๊บ โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้มีปริมาณใบอ่อนออกมามาก จากนั้นเว้น 3 วัน แล้วซ้ำด้วย สูตรที่ 2

ครั้งที่ 2

– ปุ๋ย 10-52-17 500 กรัม

– ไฮเฟต 300 ซีซี

(ต่อน้ำ 200 ลิตร)

หลังฉีด ครั้งที่ 2 เราจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของตาใบอย่างชัดเจน ใบจะหยุดนิ่งแล้วเริ่มเปลี่ยนเป็นตาดอก สูตรนี้เกษตรกรจำนวนมากใช้แล้วได้ผลดี แต่ต้องดูว่าความยาวของตาใบ ต้องไม่เกิน 1 เซนติเมตร จะได้ผลดีที่สุด

การดูแลต้นมะม่วง กรณีออกดอกพร้อมกัน

จำไว้ว่า ใบอ่อนเสมอ ดอกจะเสมอ การดูแลจะง่าย เมื่อเราเห็นช่อดอกเริ่มแทงออกมา ให้ดูแลตามขั้นตอน ดังนี้

ระยะเดือยไก่ เป็นระยะแรกของการออกดอก เราจะสังเกตเห็นตาดอกที่ออกมาเริ่มแตกและบิดเป็นเหมือนเดือยของไก่ แต่ถ้ายอดแตกออกมาเป็นทรงหอกหรือตั้งชู นั่นคือ อาการแตกใบอ่อน ไม่ใช่ออกดอก จำไว้ ต้องแทงแล้วบิดถึงจะเป็นช่อดอก การดูแลระยะเดือยไก่ การให้น้ำ ระยะนี้ถ้าฝนตกปกติ ไม่ต้องเปิดน้ำให้ แต่ถ้าฝนทิ้งช่วงจะต้องรดน้ำเพื่อให้ดอกออกมาสมบูรณ์และยาวมากขึ้น

การให้ปุ๋ย ทางดินจะใส่ปุ๋ย สูตร 9-25-25 หรือ 8-24-24 อัตรา ต้นละ 1 กิโลกรัม ถ้าเป็นพื้นที่ดินเหนียว อาจใช้สูตร 12-24-12 ก็ได้

การให้ปุ๋ยทางดิน จะทำให้ดอกสมบูรณ์ติดผลง่าย เมื่อเปรียบเทียบกับแปลงที่ไม่ใส่จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน

การฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องเร่งให้ช่อดอกสมบูรณ์ที่สุดจึงจำเป็นต้องให้อาหารที่เพิ่มพลังการติดผล ตัวหลักๆ เลยก็คือ ปุ๋ยสูตร 10-52-17 เป็นปุ๋ยเร่งดอกสูตรดั้งเดิมที่เป็นที่นิยมของเกษตรกรทั้งในอดีตและปัจจุบัน ปุ๋ยสูตรนี้หาซื้อง่าย มีขายตามร้านเคมีเกษตรทั่วไป อัตราการใช้ 25-50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 2-3 ครั้ง ห่างกัน 10 วัน หรือจนกว่าดอกจะโรย สำหรับเกษตรกรยุคใหม่ อาจเลือกใช้ปุ๋ยบำรุงดอกสูตรใหม่ๆ ที่ผลิตโดยบริษัทเคมีเกษตรชั้นนำก็ได้ ปุ๋ยบำรุงดอกที่สามารถเลือกใช้แทนปุ๋ยสูตร 10-52-17 ก็อย่าง เช่น ปุ๋ยเฟอร์ติไจเซอร์ (3-16-36) ปุ๋ยซุปเปอร์เค (6-12-24)

ฮอร์โมนที่นิยมใช้ช่วงเดือยไก่ ได้แก่ โปรดั๊กทีฟ ฮอร์โมนช่วยเพิ่มปริมาณดอก ดอกสมบูรณ์ ก้านดอกยาว เพิ่มเปอร์เซ็นต์การติดผล ป้องกันดอกและผลอ่อนร่วง แนะนำให้ใช้ 3 ระยะ คือ เดือยไก่ ก้างปลา และดอกโรย เอ็นเอเอ (NAA) เช่น บิ๊กเอ เป็นฮอร์โมนที่ช่วยเพิ่มจำนวนดอกสมบูรณ์เพศ เหมาะมากสำหรับแปลงมะม่วงที่ออกดอกช่วงฤดูหนาว หรือออกดอกเต็มต้น บางครั้งเราจะพบว่าแม้มะม่วงจะออกดอกทั้งต้น แต่ก็ไม่ติดผล ซึ่งเกิดจากสภาพอากาศทำให้ดอกมะม่วงแปรผัน การฉีดพ่น NAA จึงช่วยแก้ปัญหาเรื่องเพศของมะม่วงได้เป็นอย่างดี การใช้ NAA ที่ถูกต้อง ให้ฉีดพ่นช่วงเดือยไก่ ความยาวช่อดอก 2-3 เซนติเมตร และฉีดพ่นเพียงครั้งเดียวจะทำให้สามารถเพิ่มปริมาณดอกสมบูรณ์เพศได้มากกว่าต้นที่ไม่ได้พ่น 4-5 เท่าตัว จิบเบอเรลลิน ห้ามใช้ช่วงก่อนดอกบาน

ข้อควรระวัง เกษตรกรหลายท่านเข้าใจผิดในการใช้ฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน ว่าฉีดแล้วทำให้ช่อยาว ติดผลดี ความเข้าใจนี้คลาดเคลื่อน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การใช้จิ๊บในมะม่วงให้ฉีดช่วงดอกใกล้โรย หรือช่วงติดผลเล็กๆ เท่านั้น ฮอร์โมนจิบเบอเรลลินจะไปช่วยขยายขนาดผล ลดการหลุดร่วงของผลอ่อน แต่หากใช้ฉีดพ่นในระยะก่อนดอกบาน จะทำให้ช่อมะม่วงมีดอกตัวผู้มากขึ้น การติดผลจะยากขึ้น

อาหารเสริมที่จำเป็นช่วงดอก “มะม่วงเล่นยาก ให้ฉีดฮอร์โมนอาหารเสริมให้ตาย ถ้าอากาศไม่อำนวยก็ไม่ติดนะ แต่ถ้าอากาศดี ไม่ต้องฉีดอะไรก็ติดเองได้” คำพูดเหล่านี้มักได้ยินจากปากของเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงเสมอๆ เป็นคำพูดที่มีส่วนจริงและไม่จริง เพราะเมื่อสอบถามบรรดาเซียนๆ มะม่วง ต่างพูดเหมือนกันว่า “จะต้องบำรุงช่วงช่อดอกให้ดี มีฮอร์โมนอาหารเสริมเท่าไร ใส่ไม่อั้น เพราะเราไม่สามารถล่วงรู้อนาคตได้เลยว่า ต่อไปเมื่อถึงช่วงดอกมะม่วงเราจะบาน สภาพอากาศจะเป็นอย่างไร ฉะนั้น เราจะคอยแต่พึ่งอากาศไม่ได้ ต้องเตรียมความสมบูรณ์ให้ช่อดอกมะม่วงก่อน”

อาหารเสริมที่นิยมใช้ ได้แก่ แคลเซียม-โบรอน มีประโยชน์ในด้านการติดผลดี ดอกสมบูรณ์ ไม่หักร่วงง่าย เกษตรกรจะเลือกใช้เป็นอันดับต้นๆ สาหร่าย-สกัด ช่วยให้ช่อสมบูรณ์ ยาวเร็ว สดใส ช่วยเพิ่มขนาดของผลอ่อน สังกะสี ช่วยเร่งความเขียว เร่งการติดผล แมกนีเซียม ช่อสด แข็งแรง เร่งการติดผล การใช้อาหารเสริมเกษตรกรต้องศึกษารายละเอียดของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดให้ดี เพราะบางครั้งเราซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้มา 5-6 ขวด เวลาเอามาดูจริงๆ กลับเป็นอาหารเสริมชนิดเดียวกัน เกษตรกรต้องดูให้ดี อย่าเชื่อแต่คำโฆษณาเชิญชวน เพราะจะทำให้เราสูญเงินโดยใช่เหตุ

ช่วงช่อดอกดูแลเต็มที่ ในช่วงช่อดอกมะม่วงจะต้องการอาหารมาก ดังนั้น ในช่วงนี้ คุณจรัญจะเน้นอาหารเสริมทางใบเป็นหลัก ตัวที่ใช้ประจำก็คือ สารโกรแคล อัตรา 1 ลิตร ผสมกับสารโปรดั๊กทีฟ อัตรา 1 ลิตร ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดพ่น 2-3 ครั้ง และให้สังเกตดูที่ก้านช่อว่าสมบูรณ์หรือไม่ (ก้านช่อที่สมบูรณ์จะต้องมีสีแดงเข้ม ถ้าขาวซีดต้องเร่งอาหารเสริม) ในช่วงช่อดอกจะต้องดูแลให้ดี เพราะศัตรูทั้งหลายจะมารุมทำลายช่วงนี้ และจะทำให้ผลผลิตเสียหาย ซึ่งศัตรูที่พบมากที่สุดก็คือ เพลี้ยไฟ และโรคแอนแทรกโนส

เพลี้ยไฟ เป็นแมลงที่ทำความเสียหายแก่ดอกและผลอ่อน หากระบาดมาก ดอกมะม่วงจะแห้งไม่ติดผล หรือหากทำลายในระยะผลอ่อนก็จะทำให้ผลลาย ขายไม่ได้ราคา ยาที่กำจัดเพลี้ยไฟได้ดีมีอยู่หลายตัว แต่จะต้องฉีดสลับกัน เพื่อป้องกันการดื้อยา คุณจรัญจะเลือกจับกลุ่มยาหลายชนิด แล้วฉีดสลับกัน เช่น ใช้ยาเมโทมิล กับโปรวาโด สลับกับยาไซฮาโลทริน หรือใช้ยาคาร์โบซัลแฟน (เช่น โกลไฟท์) สลับกับ สารฟิโพรนิล เป็นต้น เมื่อคุมเพลี้ยไฟจนผลอ่อนมีขนาดเท่านิ้วมือก็ปลอดภัย

โรคแอนแทรกโนส เป็นโรคที่ทำลายรุนแรง หลายคนเรียกว่า โรคช่อดำ คุณจรัญจะเน้นการป้องกันโดยใช้ยา 2 ตัว บวกกัน คือ ฟลิ้นท์ อัตรา 200 กรัม ผสมกับ แอนทราโคล อัตรา 2 กิโลกรัม ฉีดพ่นสลับกับสารเอ็นทรัส อัตรา 500 ซีซี ต่อน้ำ 1,000 ลิตร หรือ สารเมอร์แพน อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดพ่นจนถึงระยะผลอ่อน

“การใช้ยาในช่วงดอกถือว่าสำคัญมาก เจ้าของสวนจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิดและจะต้องดูให้ออกว่า ช่วงนี้ศัตรูอะไรลงทำลาย หรือต้องพยากรณ์ว่า ช่วงนี้เราจะต้องฉีดยาอะไร ถ้าเราดูศัตรูผิดหรือจัดยาไม่ถูกกับโรค ฉีดพ่นกี่ครั้งก็ยังเสียหาย ไม่สามารถขายผลผลิตได้ ยิ่งถ้าสวนไหนผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออกจะต้องรู้ถึงระยะเวลาในการฉีด ต้องซื่อสัตย์และควบคุมให้ดี เพราะนอกจากจะต้องทำผลผลิตให้สวยมีคุณภาพแล้ว จะต้องปลอดภัยต่อผู้บริโภคด้วย” คุณจรัญ กล่าวเสริม

เมื่อถามถึงรายได้ในการผลิตมะม่วงในแต่ละปี คุณจรัญ อยู่คำ เจ้าของ “สวนโชคอำนวย” บ้านเลขที่ 63 หมู่ที่ 1 ตำบลวังทับไทร อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร โทร. (099) 271-1303 กล่าวว่า มะม่วงเป็นไม้ผลที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นอย่างดี แม้จะมีความเสี่ยงในเรื่องของสภาพอากาศ ภัยธรรมชาติก็ตาม ราคาซื้อขายในแต่ละปีที่มีปัจจัยแตกต่างกันไปในแต่ละปี แต่ในภาพรวมการปลูกและผลิตมะม่วงยังถือว่าเป็นอาชีพเกษตรกรรมที่ยังสร้างรายได้ดี แต่การเลือกปลูกมะม่วงสายพันธุ์ต่างๆ ก็สร้างรายได้แตกต่างกัน ยกตัวอย่าง พื้นที่ปลูกมะม่วง 1 ไร่ (อายุต้น 4 ปีขึ้นไป) จะให้ผลผลิตราว 1,500-2,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ซึ่งที่ผ่านมาจะขายมะม่วงได้ดังนี้

ถ้าเป็นมะม่วงมัน เช่น ฟ้าลั่น จะขายได้ราคาเฉลี่ย 18-25 บาท ต่อกิโลกรัม จะมีรายได้ ประมาณ 27,000-50,000 บาทต่อไร่ มะม่วงน้ำดอกไม้ เบอร์ 4 จะขายได้เฉลี่ย 25-40 บาท ต่อกิโลกรัม จะมีรายได้ประมาณ 37,500-80,000 บาท ต่อไร่ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง จะขายได้ราคาเฉลี่ย 25-60 บาท ต่อกิโลกรัม จะมีรายได้ประมาณ 37,500-120,000 บาท ต่อไร่ ซึ่งสำหรับราคาขายมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองอาจจะมีราคาสูงมากกว่านี้ ซึ่งในบางปีราคาสูงถึง กิโลกรัมละ 100 บาท ทีเดียว

เกร็ดความรู้

หลายท่านมีข้อสงสัยว่า หลังจากมะม่วงออกดอกแล้วกี่วันจะเก็บได้ ดูได้จากตารางนี้

ความแก่ที่นับ จะอยู่ที่ 80-90% เราสามารถ บวก-ลบ จำนวนวันได้ ประมาณ 10 วัน ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วย เช่น อากาศร้อน มะม่วงก็จะแก่เร็วขึ้น หรือบางท่านใช้วิธีตัดผลไปจุ่มน้ำ ถ้าลอยเป็นมะม่วงอ่อน ถ้าจมน้ำแสดงว่าผลมะม่วงแก่แล้ว

สวนมะลิตุ้ม กับการบริหารจัดการดีๆ ที่นครชัยศรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05025150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

ไม้ดอกไม้ประดับ

เชาวนีฐ์ โคมแก้ว

สวนมะลิตุ้ม กับการบริหารจัดการดีๆ ที่นครชัยศรี

คุณฉัตรพล หมีไพร หรือ คุณตุ้ม อยู่บ้านเลขที่ 63 หมู่ที่ 1 ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มี คุณฐิติมา แจ่มนิยม หรือ คุณหนู เป็นภรรยา มีบุตรชาย 1 คน

คุณตุ้ม เล่าว่า เดิมประกอบอาชีพเป็นวิศวกรโรงเหล็กแม่พิมพ์รถยนต์ที่จังหวัดสมุทรปราการ พื้นเพที่บ้านเปิดร้านขายวัสดุก่อสร้าง ส่วนคุณหนูเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ที่บ้านทำสวนมะลิ ทั้งคุณตุ้มและคุณหนูมีความชอบในการปลูกต้นไม้เหมือนกัน มีเป้าหมายในชีวิตที่จะประกอบอาชีพอิสระ มีอาชีพเป็นของตัวเอง เป็นนายของตัวเอง และยืนด้วยตัวของตัวเอง จึงปรึกษาหารือกันได้ข้อสรุปที่จะหันมาทำสวนมะลิในพื้นที่ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

เริ่มทำสวนมะลิเมื่อปี 2556 ในพื้นที่ 3 ไร่ เมื่อตัดพื้นที่ถนน ทางเดิน ร่องน้ำ แล้วเหลือพื้นที่ที่ปลูกต้นมะลิประมาณ 1 ไร่ ใช้ต้นพันธุ์ประมาณ 4,500-5,000 ต้น/ไร่ ต้นละประมาณ 25 บาท ไม่ปลูกแน่นจนเกินไป เพราะช่วยลดการเกิดโรค การเกิดเชื้อรา การอยู่อาศัยของแมลง อีกทั้งสะดวกในการจัดการดูแล แรกเริ่มยังขาดทั้งความรู้และประสบการณ์ด้านการทำการเกษตร อาศัยการสอบถามบิดาคุณหนูบ้าง เกษตรกรผู้ปลูกมะลิแปลงข้างเคียงบ้าง และเพื่อนบ้านบ้าง ทั้งในเรื่องการปลูก การใส่ปุ๋ย การฉีดยาฆ่าแมลง การเก็บดอกมะลิ แรงงาน ทำทุกอย่างตามคนอื่นๆ ใส่ทุกอย่างอย่างที่คนอื่นใส่กัน โดยไม่มีความรู้ ใส่ไปโดยไม่มีเหตุมีผล ใส่เพราะคนอื่นใส่ ถามว่าใส่ทำไม ก็ไม่รู้เห็นคนอื่นใส่กัน ทำให้ต้นทุนสูงประมาณ 450,00 บาท/ปี/ไร่ ดินก็ประสบปัญหา เป็นเชื้อราเมล็ดผักกาด ทำให้ต้นมะลิเสียหาย ตาย ต้องปลูกซ่อม ทำให้ต้นมะลิที่ปลูกใหม่เจริญเติบโตไม่ทันมะลิแถวอื่นๆ อีกทั้งผลผลิตที่ได้ยังน้อยอีกด้วย

คุณตุ้มจึงคิดไตร่ตรองค้นคว้าหาความรู้จากตำราต่างๆ อินเตอร์เน็ต ผู้รู้ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรของสำนักงานเกษตรจังหวัดนครปฐมประกอบกัน ทำให้มีความรู้เข้าใจในการดูแลสวนมะลิมากยิ่งขึ้น เหตุที่ทำให้เกิดเชื้อราเมล็ดผักกาดในดินทำให้ต้นมะลิเสียหายและตาย เนื่องจากก่อนที่จะมาปลูกมะลิ เจ้าของที่เดิมมักใช้ปุ๋ยขี้ไก่ที่มีแกลบมาเป็นเวลานาน ทำให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อรา ซึ่งมีผลต่อต้นมะลิเป็นอย่างมาก จึงต้องปรับปรุงบำรุงดินก่อน โดยการตากดินพักดิน ใส่ปูนขาว ปุ๋ยชีวภาพ ใช้สารชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์ม่า ฉีดพ่นบ่อยๆ ก็สามารถควบคุมได้ระดับหนึ่ง ค่อยๆ ปรับฟื้นฟูดินมาเรื่อยๆ มีการทำแปลงทดลอง ซึ่งทำตามหลักวิชาการที่ได้ศึกษาค้นคว้าจากตำรา จากอินเตอร์เน็ตจากหลายๆ แหล่ง หลายๆ ข้อมูลประกอบกัน นำมาปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง

สามีและภรรยา ให้ข้อมูลว่า มะลิเป็นพืชไม่ชอบน้ำท่วม น้ำแฉะ จึงปลูกแบบยกร่อง เพื่อช่วยให้การระบายน้ำได้ดี ลดปัญหาโรครากเน่า ต้นมะลิจะไม่แกร็นเหลือง อีกทั้งยังสะดวกในการให้น้ำอีกด้วย ก่อนปลูกต้องมีการปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ โดยในระยะแรกของการปลูกมะลิจะเน้นเรื่องการเจริญเติบโตของต้น โดยใช้ปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยเคมีที่มีตัวหน้าสูง หรือมีไนโตรเจน (N) สูง เช่น 27-7-7 เมื่อต้นมะลิโตเริ่มออกดอกให้ผลผลิตก็จะเปลี่ยนเป็นสูตรเสมอ ดังนั้น การให้ปุ๋ยแต่ละระยะต้องรู้ว่าพืชในแต่ระยะต้องการธาตุอาหารอะไร แล้วเราต้องการอะไรจากพืช ต้น ดอก ใบ หรือหัว ควรใส่ธาตุอาหารให้เหมาะสม ต้องศึกษาหาความรู้ข้อมูลให้ดี เวลาผสมยาสารเคมีจะใช้น้ำสะอาดผสม ไม่ใช้น้ำในท้องร่องผสมยา เพื่อให้คุณสมบัติและการออกฤทธิ์ของยาไม่เปลี่ยนแปลงหรือลดลง

ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในการทำสวนมะลิส่วนมากจะหมดไปกับค่ายาสารเคมีป้องกันกำจัดหนอน แมลง และค่าแรงงานในการเก็บดอกมะลิ จะจ้างแรงงานวันละ 2-3 คน ในราคากิโลกรัมละประมาณ 45 บาท จะได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความสามารถ ความขยันของแรงงาน การดูแลลูกจ้างแรงงานก็มีความสำคัญมาก เวลาฉีดพ่นยาฆ่าแมลงต้องหาที่ปิดจมูกที่ดีได้มาตรฐาน และจัดหาอุปกรณ์ป้องกันให้ เพื่อความปลอดภัย และยึดหลักที่ว่าทำงานต้องได้เงินไปใช้ ไม่ใช่เอาเงินไปรักษาตัว

ในการเก็บดอกมะลิ คุณตุ้มจะเน้นและให้ความสำคัญของเรื่องเวลา ต้องบริหารจัดการเวลาให้ดี โดยให้แรงงานเก็บไม่เกินเวลา 17.00 น. เพื่อให้แรงงานได้มีเวลาพักผ่อน มีเวลากับครอบครัว และทำงานอย่างมีความสุข การเก็บเกี่ยวดอกมะลิต้องเก็บเฉพาะดอกตูม มีการเจริญเต็มที่ มีลักษณะสีขาวนวล ใช้มือเด็ดตรงก้านดอกใต้กลีบเลี้ยง ทุกครึ่งชั่วโมง คุณตุ้มจะนำดอกมะลิที่แรงงานเด็ดดอกแล้วมาล้างน้ำคัดดอกเสียทิ้ง แล้วนำไปแช่ในน้ำเย็นคงความสด ขั้นตอนนี้จะสามารถลดต้นทุนเรื่องน้ำแข็ง และการเสียหายของดอกมะลิได้มาก โดยปกติแล้วสวนทั่วไปจะนำดอกมะลิที่แรงงานเด็ดดอกแล้วมาล้างแช่น้ำเย็นทุกๆ 1 ชั่วโมง แต่คุณตุ้มลดเวลาลงเป็นทุกครึ่งชั่วโมง ทำให้ลดการสูญเสียของดอกมะลิและน้ำที่ใช้แช่ก็ยังคงเย็นสามารถแช่ดอกมะลิได้ 2 รอบ ก่อนจะนำไปบรรจุถุงปิดทับด้วยน้ำแข็งป่น บรรจุกล่องโฟม เพื่อให้ดอกมะลิคงสภาพสดมากที่สุดจนถึงมือลูกค้าปลายทาง

คุณตุ้ม ยังบอกเคล็ดลับอีกว่า หากต้องการให้ต้นและดอกมะลิแข็งแรง ไม่เปราะเสียหายง่าย ให้ใส่ซิลิคอนลงไปในดินด้วย ในพื้นที่ 1 ไร่ สวนคุณตุ้มสามารถเก็บดอกได้ประมาณ 50-60 กิโลกรัม/วัน (ขึ้นอยู่กับฤดูกาลหรือเดือน) ช่วงนี้ราคาลิตรละ 100 บาท ช่วงสงกรานต์ราคาดี อยู่ที่ประมาณ 120-300 บาท/ลิตร (1 ลิตร เท่ากับ 700 กรัม หรือ 7 ขีด) ดังนั้น เกษตรกรผู้ปลูกมะลิควรวางแผนให้มะลิออกดอกอยู่ในช่วงราคาแพง โดยวางแผนการตัดแต่งกิ่ง (หวด) ให้ดี ช่วงไหนราคาถูกก็ตัดแต่งกิ่งทิ้ง ลดภาระต้นทุนการผลิตเรื่องแรงงานในการเก็บดอกมะลิ ถ้าเกษตรกรต้องการให้มะลิออกดอกในเดือนใด ก็ต้องนับย้อนเวลาตัดแต่งกิ่งถอยไปประมาณ 40-45 วัน

คุณตุ้ม ยังเล่าให้ฟังอีกว่า การปลูกพืชชนิดใดก็แล้วแต่ถ้าเรารู้จักพืชชนิดนั้นๆ อย่างถ่องแท้ มีการศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจังทั้งการปรับปรุงบำรุงดิน การปลูก การดูแล การให้น้ำ การใส่ปุ๋ย รู้จักการบริหารจัดการสวนไร่นาของตนเองอย่างมีเหตุมีผล นำหลักวิทยาศาสตร์มาใช้ มีการทดลอง ช่างสังเกต มีความรู้เข้าใจกลุ่มสารเคมีต่างๆ ที่จะใส่ไปให้พืช ไม่ใส่ซ้ำซ้อน ใส่ปุ๋ยให้เหมาะกับช่วงระยะการเจริญเติบโตของพืช โดยปุ๋ยเคมีจะช่วยบำรุงพืช ส่วนปุ๋ยอินทรีย์จะช่วยปรับปรุงบำรุงดิน ทำให้พืชสามารถดูดสารธาตุอาหารไปบำรุงต้นและทุกส่วนของพืชได้ดี อีกทั้งต้องทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายด้วย เมื่อเรามาดูจะได้รู้ว่ารายจ่ายไหนไม่จำเป็น สมควรลดหรือควรเลิกจ่าย ซึ่งจากเดิมค่าใช้จ่ายในการฉีดยาฆ่าแมลงประมาณ 4,000-5,000 บาท/ไร่/วัน ตอนนี้ลดลงเหลือประมาณ 1,200-2,000 บาท/ไร่/วัน ซึ่งสามารถลดต้นทุนลงได้มากกว่าครึ่ง ปีแรกต้นทุนการผลิตสูงมากประมาณ 450,000 บาท/ไร่ เพราะยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจในการทำสวนมะลิ จนได้ศึกษาหาความรู้ ทดลอง ช่างสังเกต ลองผิดลองถูกมาโดยตลอดระยะเวลาที่ทำสวนมะลิ จนปัจจุบันสามารถลดต้นทุนลงได้เหลือประมาณ 200,000 กว่าบาท/ไร่ ในอนาคตวางเป้าหมายไว้ว่าจะขยายพื้นที่ปลูกมะลิให้มากขึ้น เพราะตอนนี้ยังมีแรง เวลาในแต่ละวันยังเหลืออยู่ อีกทั้งความรู้ประสบการณ์ที่ได้สั่งสมมา

คุณตุ้ม ฝากบอกไปถึงผู้สนใจทำสวนมะลิหรือสนใจประกอบอาชีพด้านการเกษตรว่า การที่จะก้าวเข้ามาทำการเกษตร ไม่ควรปลูก/ผลิตพืชตามกระแส ต้องมีใจรัก มีความอดทน ศึกษาข้อมูลให้ถ่องแท้จากแหล่งต่างๆ ที่เชื่อถือได้ มาทดลองปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง การทำการเกษตรไม่มีสูตรแน่นอนตายตัว ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสภาพดินฟ้าอากาศ การตลาด และอีกหลายปัจจัย ที่สำคัญต้องรู้จักพืชที่เราจะปลูก

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง เกษตรกรรุ่นใหม่ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าทำ บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ การบริหารจัดการที่ดี หวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจของใครหลายๆ คนค่ะ สู้กันต่อไป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการซื้อมะลิ ที่เบอร์โทร. (080) 927-9595

ครูเมืองดอกบัว ผลิตและจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับ สร้างรายได้ให้ดีเยี่ยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

ไม้ดอกไม้ประดับ

เชาวนีฐ์ โคมแก้ว

ครูเมืองดอกบัว ผลิตและจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับ สร้างรายได้ให้ดีเยี่ยม

ปัจจุบัน ไม้ดอกไม้ประดับมีความจำเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์มากขึ้น ทั้งนี้ เพราะมนุษย์มิใช่มีความต้องการเฉพาะปัจจัยสี่เท่านั้น แต่ยังต้องการจัดสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้เกิดความร่มรื่น สวยงามน่าอยู่อีกด้วย เช่น มีการจัดสวน ตกแต่งอาคาร สถานที่ บ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน โรงเรียน และสถานที่ต่างๆ ให้เกิดความสวยงาม จะเห็นได้ว่า การผลิตไม้ดอกไม้ประดับเพื่อการค้า นับวันจะมีความสำคัญทางเศรษฐกิจและได้รับความสนใจมากขึ้น และมีมูลค่าของผลิตภัณฑ์สูงเท่าเทียมกับผลิตผลทางการเกษตรสาขาอื่นๆ จนสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้จำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับได้อย่างงดงาม

อาจารย์ราตรี สะดีวงศ์ หรือ อาจารย์หมวย อายุ 46 ปี มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 999 หมู่ที่ 2 ตำบลไร่น้อย อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี มีอาชีพหลักคือ รับราชการ ในตำแหน่ง รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพิบูลมังสาหาร อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนอาชีพเสริมคือ ผลิตและจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับและต้นไม้ดัด รวมทั้งไม้ผลนานาชนิด จนสามารถสร้างรายได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท

อาจารย์ราตรี เล่าว่า เมื่อก่อนตนเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุบลราชธานี (วิทยาลัยเกษตรกรรมหนองขอน) อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาได้สอบเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น โดยดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคนิคพิบูลมังสาหาร ในปี พ.ศ. 2558 จนถึงปัจจุบัน ในช่วงที่เป็นครูสายผู้สอนอยู่ที่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุบลราชธานี ก็ไม่เคยได้สอนเกี่ยวกับพวกพืชหรือพันธุ์พืชต่างๆ เลย แต่สอนวิชาสามัญ ดังนั้น ตนจึงไม่มีความรู้เรื่องพันธุ์ไม้ต่างๆ เลยก็ว่าได้ แต่เมื่อมาเห็นคนอื่นขายไม้ดอกไม้ประดับ และไม้ยืนต้นนานาชนิด จึงคิดจะขายบ้าง เพราะเห็นว่าเป็นงานที่สร้างรายได้อย่างดงามและเป็นงานที่อิสระ หลังจากคิดได้ จึงมาซื้อที่ดินประมาณ 5 ไร่ บนถนนสายอุบลราชธานี-ตระการพืชผล (อยู่ที่สี่แยกบ้านนาเมือง) ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานี ประมาณ 3 กิโลเมตร จากนั้นได้ปรับสภาพที่ดินแล้วเริ่มหาพันธุ์ไม้ทุกชนิดมาวางขายครั้งแรกเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา โดยตั้งชื่อสวนว่า สวนเพชรประกาย โดยเริ่มแรกจะลงทุนซื้อพันธุ์ไม้และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ประมาณ 500,000 บาท พอเริ่มขายดี มีลูกค้ามาแวะซื้อกันเป็นจำนวนมาก จึงขยายสวนและสั่งพันธุ์ไม้เข้ามาเพิ่ม พร้อมทั้งให้ คุณบุญเชิด สะดีวงศ์ ผู้เป็นสามี และลูกจ้างทำหน้าที่ดูแลและจำหน่าย ส่วนตนจะมาช่วยขายหลังจากเลิกงาน นอกจากนี้ ยังให้สามีรับจัดสวนหย่อมหน้าบ้าน หรือหน้าสำนักงานส่วนราชการและเอกชน ทำให้มีรายได้บวกเข้ามาอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งแต่ละเดือนเมื่อหักลบกลบหนี้ต้นทุนผลผลิตและค่าวัสดุ อุปกรณ์ ค่าแรงงานของคนงาน ก็จะพอมีกำไรขั้นต่ำเดือนละประมาณ 400,000 หรือ 500,000 บาท เป็นอย่างต่ำ และพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ ส่วนใหญ่จะซื้อมาจากสวนที่เขาเพาะพันธุ์ขาย โดยซื้อมาในราคาต่ำ แล้วนำมาขายได้กำไรเกือบเท่าตัว ต้นไม้บางชนิดอย่างต้นกันเกรา จะให้ราคางามถึงต้นละ 40,000 หรือ 50,000 บาท ก็เคยขายได้เงินมาแล้ว

อาจารย์ราตรี บอกว่า ในขณะที่เริ่มขายใหม่ๆ ตนไม่มีความรู้ด้านพันธุ์พืชจำพวกไม้ดอกไม้ประดับเลย ต่อมาได้ทำการศึกษาหรือเรียนรู้ด้วยตนเอง เกี่ยวกับไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผล ไม้ยืนต้นนานาชนิด จากหนังสือหรือนิตยสารต่างๆ รวมทั้งศึกษาจากเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อที่จะได้ดูแล บำรุงรักษาได้อย่างถูกวิธี และเพื่อแนะนำลูกค้า เพราะลูกค้าบางรายที่มาซื้อ จะไม่มีความรู้ในการปลูก ดูแลรักษา เราต้องอธิบายเพิ่มเติม ทั้งนี้ ภายในสวนของตนจะมีต้นไม้นานาพันธุ์ทั้งในและนอกประเทศ ให้ลูกค้าเลือกซื้อกันอย่างจุใจ ไม่ว่าจะเป็นไม้ดอกไม้ประดับทุกชนิด กล้วยไม้ ไม้ในวรรณคดีไทย ไม้ผล ไม้เลื้อย ไม้ทั้งไม้เล็กจิ๋วอย่าง มอสส์ ไลเคน ไปจนถึงไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ อย่าง พญาสัตบรรณ จำพวกไม้ผลก็จะมี กล้วยหอม กล้วยนาก กล้วยไข่ มะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงสายพันธุ์อื่นๆ และมะพร้าวน้ำหอม ชมพู่ม่าเหมี่ยว มะยงชิด กระท้อน ละมุด มะเฟือง ขนุน และไม้ผล ไม้ยืนต้น อื่นๆ อีกมากมายหลายชนิดหลายพันธุ์

สำหรับราคาจำหน่ายที่สวนของเราจะเริ่มจากต้นละ 5 บาท ไปจนถึง 2,000 บาท หรือ 40,000 บาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพันธุ์และประเภทไม้ ส่วนการจัดสวนก็มีราคาแตกต่างกันออกไป จะดูว่าเป็นสวนขนาดเล็กหรือใหญ่ โดยราคาการจัดสวนจะเริ่มต้นที่ 3,000 บาทขึ้นไป นอกจากนี้ ที่สวนของตนยังจำหน่าย อุปกรณ์ตกแต่งสวนหลากหลายชนิด กระถางดินเผา กระถางเซรามิก หินโรยสนาม แผ่นทางเดิน น้ำพุ ลูกกลิ้งเสริมฮวงจุ้ย และหญ้าสำหรับปูสนามหรือสวนหย่อม ตลอดจน ปุ๋ยและดินปลูกต้นไม้ที่ผลิตขึ้นมาเองคือ ดินลำมูล ดินคุณภาพดีที่ผลิตโดยสวนเพชรประกาย ของตนเอง เอาไว้จำหน่ายอย่างครบครัน ส่วนรายได้ต่อเดือน เมื่อหักต้นทุนทุกอย่างแล้ว จะเหลือเงินเก็บประมาณเดือนละ 500,000 บาท เป็นอย่างต่ำ

อาจารย์ราตรี ยังได้ให้คำแนะนำและข้อคิดเกี่ยวกับการที่จะมาเป็นเจ้าของสวนไม้ดอกไม้ประดับว่า ก่อนที่เราจะเปิดสวนขายต้นไม้ พันธุ์ไม้ อันดับแรกเราต้องเลือกทำเล คือต้องเป็นจุดมีรถหรือคนผ่านเยอะๆ อยู่ใกล้หรือเป็นทางผ่านหมู่บ้านจัดสรร หรือเป็นแหล่งชุมชนหนาแน่น และการลงทุนควรจะลงทุนกับต้นไม้ขนาดเล็กๆ ราคาไม่แพง เช่น คุณนายตื่นสาย ต้นหลิว ต้นโกสน ฤๅษีผสม ต้นไม้บางชนิดเราสามารถเพาะชำได้จากที่เราซื้อมา เช่น ต้นคุณนายตื่นสาย หรือฤๅษีผสม โดยการเด็ดยอดมาชำในวัสดุชำ การขายต้นไม้ควรขายปุ๋ย ดินปลูกต้นไม้ควบคู่ไปด้วย ที่สำคัญอีกประการคือ การตกแต่งร้านให้น่ามอง โดยการนำต้นไม้สีสันสดใส ดอกสวยๆ มาวางไว้หน้าร้าน โดยเรียงจากต้นเล็กๆ ไล่มาจนถึงต้นใหญ่ๆ และอีกประการหนึ่งคือ เราควรต้องรู้ว่าเราจะต้องหาซื้อต้นไม้ พันธุ์ไม้ราคาถูกได้จากสวนไหน อยู่ที่ใด เป็นต้น อย่าลืมว่าการที่เราจะทำธุรกิจอะไร ต้องมีความรู้และต้องเก่งด้วย สามารถให้คำตอบและแนะนำลูกค้าได้ ดังนั้น ก่อนลงมือทำหรือพอเริ่มทำกิจการนี้ใหม่ๆ ต้องรีบค้นคว้าหาความรู้ใส่ตัวให้มากๆ ลูกค้าถามอะไร ต้องตอบได้อย่างคล่องตัว และสุดท้าย อย่าลืมดูแลเอาใจใส่ต้นไม้ให้สวยงาม สีสันสดสวยอยู่เสมอ และใช้เวลาว่างขยายพันธุ์ต้นไม้เองเท่าที่จะทำได้ หากขยายพันธุ์ได้มาก เราก็มีกำไรมาก เพราะจะลดต้นทุนในการซื้อมาจากสวนมือหนึ่ง การบริการลูกค้าและกำหนดราคาต้นไม้ก็เป็นเรื่องสำคัญมาก หากเราแนะนำดี มีรอยยิ้ม พูดจาไพเราะ ขายไม่แพงเกินไปนัก ลูกค้าก็จะติดใจ ทำให้มีการบอกต่อ สุดท้ายจะมีลูกค้าขาจร พากันมาซื้อเพิ่มมากขึ้น และแน่นอน รายได้ก็ต้องเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

สำหรับท่านที่ต้องการซื้อพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ดัด ไม้ผล ไม้ยืนต้น นานาชนิด หรืออยากจะปรึกษาเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้ ดอกไม้ ก็ขอเชิญตรงไปที่ สวนเพชรประกาย ได้ทุกวัน รับประกัน อาจารย์หมวย หรือ อาจารย์ราตรี สะดีวงศ์ และ คุณบุญเชิด สะดีวงศ์ ผู้เป็นสามี ไม่สร้างความผิดหวังให้กับท่านอย่างแน่นอน โดยทั้งสองการันตีมาว่า จะต้อนรับทุกท่านด้วยไมตรีจิตอันแสนจะอบอุ่นดุจญาติมิตร และพร้อมที่จะให้คำปรึกษา ถ้าจะให้ดี โทร. ไปนัดหมายล่วงหน้าก่อนที่ (085) 860-1740 และ (085) 015-3228