กศน. ลำพูน ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05070010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

รายงานพิเศษ “กศน. ต้นแบบพอเพียง”

ธาวิดา ศิริสัมพันธ์

กศน. ลำพูน ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ขับเคลื่อนการเกษตร โครงการ 1 ไร่ ได้ 1 แสน

โครงการขับเคลื่อนศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ สำนักงาน กศน. จังหวัดลำพูน นำโดย ดร. ยุพิณ บัวคอม ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดลำพูน กับสถานศึกษาในสังกัด ได้ร่วมมือกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ในรูปแบบของการทำบัญชีครัวเรือน การส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการปลูกผักปลอดสารพิษ ทำปุ๋ย เลี้ยงสัตว์ตามความเหมาะสมของพื้นที่ และตามความต้องการของชุมชน รวมถึงเน้นการสอดแทรกความเข้าใจเรื่องวิถีชีวิตพอเพียงให้ประชาชนชาวจังหวัดลำพูนได้ตระหนักรู้และปฏิบัติด้วยความเข้าใจถึงแก่นแท้และจุดประสงค์ของเศรษฐกิจพอเพียง

ดร. ยุพิณ บัวคอม ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดลำพูน กล่าวถึงกิจกรรมให้ฟังว่า เริ่มแรกเราจะให้ผู้เรียน กศน. เรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ กับปราชญ์ชาวบ้าน และอีกส่วนหนึ่งก็จะให้มีการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน โดยใช้ กศน.ตำบลเราเป็นศูนย์ประสานงาน ในเรื่องการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง และนอกจากการเปิดศูนย์แล้ว ที่ตำบลนาทราย ยังมีการจัดมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กด้อยโอกาส มีการจัดนิทรรศการให้ความรู้ รวมถึงทำตลาดนัดอาชีพของคนในชุมชนขึ้นมา ตอนนี้เราก็จะมีการตั้งคณะกรรมการทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล โดยทำงานร่วมกับ (กอ.รมน.) และหน่วยงานเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนจะเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อน ส่วนศูนย์เราจะเป็นตัวเชื่อมตัวประสานให้ทุกหน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงไปในภาพของจังหวัดลำพูน

โดย กศน. ลำพูน จะเน้นโครงการผักปลอดสารพิษ โครงการ 1 ไร่ 1 แสน โครงการสร้างป่าสร้างรายได้ ดูตามสภาพความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ว่าเหมาะสมจะทำอะไร โดยแต่ละอำเภอก็จะทำกิจกรรมแตกต่างกันไป

ตอนนี้ความคืบหน้าของโครงการคือ เริ่มต้นทำโครงการสร้างป่าสร้างรายได้ แต่ที่ทำแล้วประสบความสำเร็จและเป็นจุดเด่นของศูนย์เราคือ โครงการ 1 ไร่ 1 แสน ใช้วิธีแบ่งพื้นที่คล้ายๆ กับเกษตรทฤษฎีใหม่ มีการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เพาะเห็ด และมีการทดลองจดบันทึกก่อนว่า ถ้าทำแบบนี้ 1 ไร่ ในระยะเวลา 1 ปี จะมีรายได้ ประมาณ 1 แสนบาท ซึ่งกิจกรรมนี้สามารถทำได้จริงและประสบความสำเร็จแล้ว จึงเริ่มมีการขยายผลไปยังตำบลอื่น เพราะเริ่มมองแล้วว่า โครงการ 1 ไร่ 1 แสน จะพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้กับคนในตำบลได้เป็นอย่างดี ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น มีผักปลอดสารพิษไว้รับประทานเองภายในครัวเรือน ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่สำคัญคือได้บริหารจัดการในเรื่องของชุมชนเข้มแข็ง และได้สุขภาพที่ดีต่อคนในชุมชนอีกด้วย

กศน. พิษณุโลก เน้นการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05071010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

รายงานพิเศษ “กศน. ต้นแบบพอเพียง”

สุรเดช สดคมขำ

กศน. พิษณุโลก เน้นการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

จากการปฏิบัติจริงจากปราชญ์ชาวบ้านในชุมชน

คุณนรา เหล่าวิชยา ผู้อำนวยการ กศน. จังหวัดพิษณุโลก ให้ข้อมูลว่า หลักเปิดโครงการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบลพร้อมกันทั่วประเทศ จังหวัดพิษณุโลกมีการดำเนินการเปิดศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงทั่วทั้งจังหวัด 93 ศูนย์ เพื่อมีกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับเยาวชนในด้านการเกษตรต่างๆ เช่น การทำปุ๋ยและการทำน้ำหมักชีวภาพ ให้ประชาชนได้เรียนรู้

“เมื่อศูนย์เราเปิดพร้อมแล้ว เราก็จะมีการพัฒนาประชาชนในแต่ละตำบล ตำบลละไม่น้อยกว่า 30 คน ที่เราจะให้ความรู้หลายๆ เรื่อง ทั้งการทำบัญชีครัวเรือน การทำปุ๋ย การปลูกพืชหมุนเวียน แต่ก่อนที่จะถึงจุดนั้น เราต้องสร้างความพอใจของผู้เรียนเสียก่อน ว่าจิตใจพร้อมที่จะได้รับการฝึกหรือไม่ ว่าตนเองมีความพอเพียงมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่ความอยากได้อยากมุ่งมี พอมันไม่เกิดความพอเพียงมันก็จะมีปัญหากับการเรียนรู้ในเรื่องนี้ ซึ่งอย่างในตำบลหนึ่งที่พิษณุโลก ได้ทำการปลูกผักสวนครัว ส่วนหนึ่งเอาไว้ทานเอง อีกส่วนก็เพื่อการแบ่งปันเพื่อนบ้าน นี่คือการสร้างความพอเพียงที่จิตใจ เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่เราอยากจะปลูกฝังกับประชาชนในเรื่องการแบ่งปัน” คุณนรา กล่าว

คุณนรา บอกต่ออีกด้วยว่า นอกจากมีการจัดการเรียนรู้แล้ว ยังมีสถานที่จริงในการลงมือปฏิบัติอีกด้วย เพื่อให้ได้เรียนรู้กับปราชญ์ชาวบ้านที่เป็นต้นแบบในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งกิจกรรมในการสอนก็จะเน้นเรื่องการปลูกพืชมากกว่าการเลี้ยงสัตว์

“เราก็จะมีศูนย์เรียนรู้เรื่องการเพาะเห็ดในชุมชน เกิดจากการที่เราไปส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ เพื่อที่เห็ดที่ได้จะได้นำมาเพาะให้เกิดดอก จากนั้นก็เรียนรู้การทำก้อนเชื้อ รวมทั้งกระบวนการแปรรูปด้วย ให้ชุมชนได้มีรายได้หลากหลายมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมการปลูกไผ่ ในรูปแบบวนเกษตร เพื่อให้คนทั่วไปได้ไปศึกษาอีกด้วย” คุณนรา กล่าว

จากกิจกรรมดังกล่าว คุณนรา บอกว่า เมื่อมองในระยะยาว ผลที่คาดว่าจะได้รับอันเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียน คือการเกิดการเรียนรู้ต่อตัวผู้เรียนเอง ทำให้รู้จักพอเพียง มีการอดออม และจะช่วยส่งผลต่อไปยังครอบครัวของผู้เรียนในเรื่องการควบคุมค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย

“สมมุติครอบครัวนี้ปลูกผัก เขาเรียนรู้ในการทำปุ๋ย ก็เท่ากับว่าเขาไม่มีรายจ่ายเรื่องปุ๋ย สามารถผลิตปุ๋ยใช้เองได้ที่บ้าน ก็จะทำให้ประหยัดในเรื่องนี้ค่อนข้างมาก ก็จะเกิดผลดีต่อชุมชน สามารถจัดการหาซื้อปุ๋ยแบ่งกันใช้ได้ แบ่งกันใช้ในชุมชน ก็เกิดการเรียนรู้การประหยัดมากยิ่งขึ้น” คุณนรา กล่าว

ทั้งนี้ คุณนรา กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า อยากให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยมาสนใจเรียนรู้ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อที่ปัญหาในเรื่องการใช้จ่ายจะไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป เพื่อที่จะได้มีการจัดการเรื่องการเงินที่ดี และจะช่วยส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและประเทศชาติต่อไปในอนาคต เพื่อที่สังคมจะได้มีทั้งความสุขทางกายและใจในทุกๆ ด้านต่อไปในอนาคตที่ยั่งยืน

กศน. อุบลราชธานี ขับเคลื่อนแม่พิมพ์ของชาติ และภาคการเกษตร สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรทฤษฎีใหม่อย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

รายงานพิเศษ “กศน. ต้นแบบพอเพียง”

ธาวิดา ศิริสัมพันธ์

กศน. อุบลราชธานี ขับเคลื่อนแม่พิมพ์ของชาติ และภาคการเกษตร สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรทฤษฎีใหม่อย่างยั่งยืน

กศน. อุบลราชธานี เตรียมความพร้อม 219 ตำบล สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยมีการดำเนินงานวางแผนแต่งตั้งประธานในแต่ละแห่ง แต่ละตำบล ทั้ง 219 ตำบล จะต้องมีกลุ่มมวลชนมาร่วมอย่างน้อย 100 คน ในทุกพื้นที่จะมีการอบรมให้ความรู้ จัดนิทรรศการ ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องประชารัฐ ซึ่งประชาชนบางส่วนอาจจะยังไม่เข้าใจ ก็ถือโอกาสนี้ให้ความรู้ โดยมีส่วนราชการมาให้ความรู้ตามความเหมาะสมของแต่ละอำเภอ

คุณประกอบ กุลบุตร ผู้อำนวยการ กศน. จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวถึงแผนการดำเนินงานในส่วนของเศรษฐกิจพอเพียงว่า ได้มีการดำเนินการมาได้ระยะหนึ่งแล้ว และได้จัดอบรมชาวบ้านไปแล้วเป็นบางส่วน มีการจัดโครงการอบรมครู กศน. ตำบล ในการขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จุดประสงค์

1. เพื่อให้ครู กศน. ตำบล มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ รวมทั้งหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

2. เพื่อให้ครู กศน. ตำบล มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาอาชีพต่างๆ

3. เพื่อให้ครู กศน. ตำบล นำความรู้ที่ได้รับ ไปถ่ายทอดแก่ประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย โดยกำหนดว่า ใน 1 อำเภอ จะต้องมีครูเข้าร่วมอบรม อำเภอละ 1 คน ซึ่งนโยบายนี้ก็ได้ดำเนินการแล้ว เหลือเพียงติดตามผล

ในภาคการเกษตร มีโครงการอบรมเกษตรกรแกนนำในการขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบล

1. เพื่อให้เกษตรกร มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ รวมทั้งหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

2. เพื่อให้เกษตรกร มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาอาชีพต่างๆ

3. เพื่อให้เกษตรกรนำความรู้ที่ได้รับ ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคการเกษตร พื้นฐานของชาวบ้านคือ เกษตรกรรม ทำนา ทำไร่ ดังนั้น การส่งเสริมและอบรมด้านการเกษตรจะช่วยเสริมความรู้ของชาวบ้านได้มาก เมื่อมีความรู้ชาวบ้านก็จะมีวิธีการทำเกษตรแบบลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณและรายได้ให้ดีขึ้น

“สำหรับนักศึกษา กศน. อุบลราชธานี เรามีโครงการดีๆ ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราก็ไม่ควรพลาดโอกาสที่จะเข้าร่วมกิจกรรม เรามีต้นทุน อย่างน้อยเรามีแหล่งเรียนรู้ที่เป็นเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ว่าจะเป็นของหน่วยทหาร ของหน่วยเกษตร ของหน่วยพัฒนาชุมชน ของหน่วยอื่นๆ มีมากมายเยอะแยะ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือและสนับสนุนและให้ความรู้ในการประกอบอาชีพ” คุณประกอบ กล่าว

รายงานพิเศษ “กศน. ต้นแบบพอเพียง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

รายงานพิเศษ “กศน. ต้นแบบพอเพียง”

สุรเดช สดคมขำ

กศน. สุพรรณบุรี ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เน้นศึกษาจากแหล่งเรียนรู้จริง

หลังจาก กศน. ได้เปิดศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบลพร้อมกันทั่วประเทศแล้ว คุณอรณิช วรรณนุช ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี ให้ข้อมูลว่า ทางจังหวัดสุพรรณบุรีเองก็ได้มีการเตรียมความพร้อมรับมือในเรื่องนี้ด้วย

“จังหวัดสุพรรณบุรี มีตำบลทั้งหมด 110 ตำบล จะมีการเปิดศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งหน่วยงานแต่ละศูนย์ก็ได้มีการเตรียมความพร้อมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทางจังหวัดเองก็ได้มีการประชุมคณะกรรมการ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนแนวทางในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงว่า จะมีแนวทางไปในทิศทางใด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด” คุณอรณิช กล่าว

ทั้งนี้ คุณอรณิช บอกว่า จากโครงการดังกล่าวจะเป็นตัวขับเครื่องในการจัดสร้างกิจกรรม ให้ผู้ที่อยู่ในโครงการได้มีการตระหนัก พร้อมทั้งมีภูมิปัญญาในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อที่จะสามารถนำมาถ่ายทอดให้กับประชาชนทั่วไป

“ต่อไปเมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ต่อไปทางเราต้องมีทำเนียบภูมิปัญญาท้องถิ่นทั้งหมด พร้อมทั้งกิจกรรมแหล่งเรียนรู้ พร้อมทั้งหลักสูตรให้กับผู้ที่ต้องการเรียนรู้ด้านนี้โดยตรง เราก็จะต้องจัดให้แต่ละตำบลมีข้อมูลทั้งหมด เพื่อให้ศึกษาหาความรู้ และทางหน่วยงานก็จะพาผู้สนใจไปเรียนรู้ในสถานที่นั้นๆ เลย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สามารถลงมือทำ” คุณอรณิช กล่าว

จากกิจกรรมที่เป็นการลงมือปฏิบัติจริง คุณอรณิช บอกว่า ที่อำเภอหนองหญ้าไซ ได้มีแหล่งเรียนรู้ที่ผู้คนให้ความสนใจเป็นอย่างมากคือ การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถมาศึกษาเรียนรู้ได้ครบตามหลักสูตรที่วางไว้ และสามารถนำมาประกอบการดำเนินชีวิตได้จริง

“อย่างที่อำเภอหนองหญ้าไซ ก็จะมีการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ จะอบรมด้วยกันหลายฐาน ใช้เวลาประมาณ 3 วัน 2 คืน ถือว่าเป็นแหล่งเรียนรู้อีกที่หนึ่งที่ทุกคนให้ความสนใจ ที่มีชื่อเสียงอีกที่หนึ่ง ต่อไปเมื่อเปิดศูนย์เรียนรู้ทั้งหมดมีพร้อมกัน ทั้งจังหวัดสุพรรณบุรี ก็จะไม่มีแค่แหล่งเรียนรู้ที่นี่เพียงที่เดียวแล้ว เราก็จะขยายออกไปทุกตำบลมากขึ้นกว่าเดิม” คุณอรณิช กล่าว

พร้อมกันนี้ คุณอรณิช บอกว่า การที่โครงการจะประสบผลสำเร็จได้นั้น ทาง กศน. จะต้องเป็นตัวกลางในการประสานงานต่างๆ เพื่อให้โครงการนี้ดำเนินไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เพื่อให้ผู้สนใจที่มาเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สามารถพึ่งตนเองได้ เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในการดำเนินวิถีชีวิต เมื่อสถานการณ์รอบตัวมีการเปลี่ยนแปลงไป หรือเรียกง่ายๆ ว่า มีการปรับตัวให้ทันโลกทันยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา

กศน ทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05075010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

กศน ทั่วไทย

หนึ่งตะวัน

ศูนย์เรียนรู้สวนเกษตรทฤษฎีใหม่ครูเชาว์โชว์ : แหล่งเรียนรู้ของชาวลุ่มน้ำปากพนัง

“พ่อสอนว่า…ทฤษฎีใหม่ ยืดหยุ่นได้ และต้องยืดหยุ่น เหมือนชีวิตของเรา ทุกคนต้องมียืดหยุ่น”

ศูนย์เรียนรู้สวนเกษตรทฤษฎีใหม่ครูเชาว์โชว์ ตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งอยู่บ้านหนำหย่อม เลขที่ 363 หมู่ที่ 2 ตำบลหูล่อง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็น “ศูนย์รวมปราชญ์ ศาสตร์แห่งภูมิปัญญาไทย” ของนายเชาวรัตน์ รักษาพล หรือ ครูเชาว์ เขาทะลุ ที่ให้ความสำคัญกับน้ำมากที่สุด “น้ำคือหัวใจของเกษตรกรไทย”

จากแนวความคิดสู่การปฏิบัติ

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นทางรอดทางเดียวในสังคมปัจจุบัน เพื่อให้พออยู่พอกิน ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหรา พอใจในความต้องการ มีความโลภน้อย ยืนบนขาตนเองได้ พึ่งพาตนเองได้ ชีวิตย่อมมีความสุข โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ได้ และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤต เพื่อความมั่นคง และความยั่งยืนของการพัฒนาชุมชนบ้านเกิดของตนเอง

จากพื้นฐานดั้งเดิมของคนในชุมชนลุ่มน้ำปากพนัง พี่น้องส่วนใหญ่มีอาชีพทางด้านการเกษตร พ่อแม่บรรพบุรุษของเรา ส่งลูกหลานไปเรียนหนังสือ แล้วทำงานราชการ ภาคเอกชน ไม่มีใครกลับมาทำอาชีพทางด้านการเกษตร หรือจะมีก็มีน้อยมาก ฐานทรัพยากรอาหารก็ลดน้อยลงทุกที การเดินทางในแต่ละวันของครูเชาว์ ได้พบได้เห็นช่องทางด้านการเกษตร เห็นช่องทางอาชีพ เห็นผู้ประสบความสำเร็จในอาชีพทางด้านการเกษตรมากมายเช่นกัน จึงเกิดความคิดที่จะริเริ่มการสร้างบ้านหนำหย่อม

ครูเชาว์ เขาทะลุ เป็นที่รู้จักกันในแวดวงสื่อสารมวลชน จากลูกชาวนาที่เติบโตมาตามวิถีแห่งชีวิตคนลุ่มน้ำปากพนัง ได้ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ ทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน ได้เห็นวิถีชีวิตของเกษตรกรไทยที่นับวันยิ่งประสบปัญหาต่างๆ มากมาย มีความเป็นอยู่ที่ถอยหลังลงเรื่อยๆ จนกระทั่งปัญหาต่างๆ ของเกษตรกรได้สะท้อนสู่สังคม เรียกร้องความช่วยเหลือจากผู้รู้และรัฐบาล

และสัญญาณที่ดีก็ปรากฏ เมื่อรัฐบาลได้มีนโยบายในการส่งเสริม ช่วยเหลือ ตระหนักถึงการแก้ปัญหาให้แก่เกษตรกร เพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หลุดพ้นจากภาระหนี้สิน จากการตกอยู่ภายใต้อำนาจนายทุน การจำนองและจำนำพื้นที่ทำกิน เกษตรกรเปลี่ยนสภาพจากในอดีตเป็นเจ้าของที่ดิน กลายมาเป็นผู้เช่าที่ดินจากนายทุน

แต่ในขณะเดียวกันก็มีเกษตรกรกลุ่มเล็กๆ ที่สามารถฝ่าฟันผ่านวิกฤตมาได้ จนมีชีวิตที่ดีขึ้น สามารถพัฒนาความเป็นอยู่คุณภาพชีวิต คุณภาพครอบครัว จนก้าวไปสู่ความสุขได้ ทำให้เห็นความแตกต่างของคนสองกลุ่ม ทั้งที่มีอาชีพและพื้นฐานชีวิตในแบบเดียวกัน ปัญหาและความแตกต่างดังกล่าวได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นมากขึ้น จนเกิดเป็นการจับกลุ่มพูดคุย ปรึกษาหารือ เวทีการเสวนา พบปะ ทั้งในรูปแบบของชาวบ้าน ปราชญ์ชาวบ้าน นักวิชาการ จนถึงนักการเมือง พูดคุยกันมากขึ้นตามลำดับ จึงเป็นเสมือนเวทีแห่งการเรียนรู้ เพื่อหาทางออกและพัฒนาคุณภาพชีวิตนั่นเอง

ที่มาของศูนย์เรียนรู้

สวนเกษตรทฤษฎีใหม่

ครูเชาว์โชว์

“เมืองเบี้ยซัด” หรือปัจจุบันคือ อำเภอปากพนัง บ้านเกิดเมืองนอนของครูเชาว์ เดิมมีความเจริญรุ่งเรืองมาก เมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เป็นเมืองท่า มีการทำมาค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันอย่างคึกคัก

จากหลักคิดที่ว่า “เราต้องภูมิใจกับอดีต เราต้องเรียนรู้ปัจจุบัน เราต้องสร้างสรรค์อนาคต” จึงได้คิดรวมพลัง รวมความคิด สร้างสวนเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยการเรียนเชิญผู้รู้ที่ประสบความสำเร็จในแต่ละสาขาอาชีพ มาร่วมกันจัดการเรียนรู้ขึ้น เพื่อให้เป็นเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางด้านประสบการณ์ตรง เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เกิดจากความตั้งใจ มุ่งมั่น จากผู้ที่มีความรู้ มีประสบการณ์ ผู้ประสบความสำเร็จในแต่ละสาขาอาชีพ ตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยยึดหลักการ “หัวใจเกษตร” 3 ประการ คือ

1. พอเพียง พอมีกิน

2. อยู่ดีมีสุข

3. มั่งมีศรีสุข

ข้อห้ามเกษตรกร มี 2 ข้อ คือ

1. อย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกัน

2. อย่ารุกราน อย่าทำลายทรัพยากรธรรมชาติ

ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2557 ครูเชาว์ เขาทะลุ ได้ตัดสินใจรวบรวมผู้รู้ ผู้สำเร็จของแต่ละสาขาอาชีพ โดยเฉพาะผู้สนใจอาชีพทางด้านการเกษตร ก่อตั้ง “ชมรม ฅนลุ่มน้ำ พึ่งพาตนเอง” โดยมีเป้าหมายรวบรวมผู้รู้ในพื้นที่ให้เป็นครูผู้สอน เหมือนเข็มทิศในการดำเนินงาน ถ่ายทอดวิชาความรู้ทั้งทางด้านวิชาการและประสบการณ์จริงจากการทำงานด้านการเกษตรมาทั้งชีวิต

สวนเกษตรทฤษฎีใหม่ครูเชาว์โชว์ ตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเป็นเสมือนแผนที่นำทางให้กับสมาชิกหรือบุคคลที่มีความสนใจในด้านการเกษตร ใครสนใจเรื่องอะไร สามารถไปเรียนรู้โดยตรงได้จากปราชญ์ที่ได้แนะนำไว้ให้ชมรม ฅนลุ่มน้ำ พึ่งพาตนเอง มี นายสมเกียรติ ทิศนุ่น นักธุรกิจที่ขันอาสามาเป็นประธานชมรม และคณะกรรมการอีก 16 คน จะทำหน้าที่ประสานงานให้กับผู้ที่มีใจรักการเกษตร เน้นการพึ่งพาตนเองเหมือนดั่งจุดมุ่งหมายชมรม บุคคลใดสนใจ เพียงแค่เข้ามาเรียนรู้ เปิดใจ เปิดตา เปิดรับความรู้ จากปราชญ์ ก็สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ได้ทันที การเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ จากปราชญ์ผู้รู้ ครูแห่งภูมิปัญญา ทั้ง 10 คน ได้แก่

1. พ่อแอ็ด บ้านบางดุก ได้รับการยกย่องในเรื่องส้มโอทองดีและส้มโอทับทิมสยาม ซึ่งได้ชื่อว่า “ราชินีส้ม” เมืองลุ่มน้ำปากพนัง

2. ลุงนัน (นายนัน ชูเอียด) บ้านหนองธง เชี่ยวชาญในเรื่องสะละ อินทผลัม มะละกอเรดเลดี้ จนมีผู้เดินทางไปศึกษาดูงาน

3. น้าเอียด (นายเลื่อน พรหมวี) บ้านหัวคู ขึ้นชื่อเรื่องสวนสมรม (สวนเกษตรผสมผสาน)

4. น้องบ่าว (นายสุรศักดิ์ เกิดคง) ชุมพร ชำนาญเรื่องมะนาว

5. ผู้ใหญ่ชลอ (นายชลอ เอี่ยมสุทธิ์) บ้านน้ำบ่อ เรื่องผักสวนครัว

6. ครูชาญ (นายชาญณรงค์ ไชยรัตน์) บ้านดิน เรื่องไบโอดีเซล และการสร้างบ้านจากดิน บุคคลตัวอย่างมูลนิธิบุคคล พอเพียง 2558

7. นางขวัญใจ กลับสุขใส ปลูกไผ่ควนขนุน ร่ำลือเรื่องพันธุ์ไผ่นานาชนิด และการแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ “น้ำไม้ไผ่”

8. คุณชลอ (นายชลอ วรรณสุข) บ้านบางบูชา รู้มากนักเรื่องฟักทอง

9. ผู้ใหญ่นัด (นายนัด อ่อนแก้ว) บ้านปันแต ขึ้นชื่อเรื่องข้าวสังข์หยด นำข้าวนาชุมชนขึ้นห้างดัง

10. พี่อ็อต (นายละม้าย เสนขวัญแก้ว) เขาพังไกร เรื่องข้าวไข่มดริ้น ปลูกฟื้นคืนพันธุ์ข้าวพันธุ์พื้นเมืองนครศรีธรรมราชได้อย่างงดงาม

นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือ และการสนับสนุนจากส่วนราชการหลายภาคส่วน ได้ร่วมกันสร้างเสริมความรู้ให้กับผู้สนใจอย่างถูกวิธี ในสาขาอาชีพด้านการเกษตร เช่น การปลูกส้มโอทับทิมสยาม ส้มโอทองดี มะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกะทิ กล้วย หมาก มะนาว ชมพู่ ละมุด เสาวรส สะละพันธุ์สุมาลี ขนุน ไผ่ มะขาม มะละกอ เตย ข่า ชะอม ทุเรียนน้ำ ต้นจาก มะม่วง มะม่วงหิมพานต์ ตะไคร้ มะกรูด ผักหวาน ผักบุ้ง ฯลฯ รวมแล้วมากกว่า 28 พันธุ์ ได้เรียนรู้เรื่องพันธุกรรมพืช ในพื้นที่เดียวกันว่าพืชชนิดไหน มีความเจริญเติบโตเป็นอย่างไร โดยมีปราชญ์ผู้รู้เป็นผู้ดูแลให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดตลอดมา

ครูเชาว์ เล่าว่า “ถึงวันนี้ ผ่านมา 2 ปีกว่า สวนเกษตรทฤษฎีใหม่ได้รับความสนใจและต้อนรับหัวหน้าส่วนราชการทั้งระดับท้องถิ่น และระดับชาติ จากกระทรวง ทบวง กรม ผู้ที่สนใจจากหลายหลากสาขาอาชีพ น้องๆ นักเรียน นักศึกษา ทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียนที่เข้ามาเยี่ยมชมสวน ร่วมแลกเปลี่ยนเสนอแนะ เรื่องการพัฒนาอาชีพ ณ วันนี้ สวนเกษตรทฤษฎีใหม่ ได้ต้อนรับผู้มาเยือน 15,329 คน ถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเกษตรกร และผู้ที่สนใจในด้านการเกษตรเป็นอย่างดี…”

จุดประกายจนประสบความสำเร็จ

ด้วยวิถีแห่งชีวิตลูกเกษตรกร ได้เรียนรู้จากครูผู้สอน เรียนรู้จากครูแห่งภูมิปัญญา ได้เห็นช่องทางที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรอยู่ได้ จากผลผลิตทางด้านการเกษตร แต่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ครูเชาว์ ให้ข้อคิดว่า “เราต้องเป็น ?นักธุรกิจเกษตรกร? คนทำสวนเราต้องเรียกว่า ?เจ้าหน้าที่สวน? ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน อาทิ 3 ปี เราจะไม่ซื้ออะไรกิน (ยกเว้น เกลือ หัวหอม หัวเทียม) 5 ปี เราต้องรวย เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน คนรุ่นใหม่ มาสนใจอาชีพเกษตรครับ”

ในฐานะที่ครูเชาว์ อดีตเคยเป็นครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียน และเป็นผู้ที่มีจิตวิญญาณของครูอยู่ในตัว ไม่เคยลืมอดีตของตนเอง และรักพวกพ้อง จึงได้มีการประสานและร่วมคิดร่วมทำงานกับ ครู กศน. อย่างสม่ำเสมอ โดย นายสุรศักดิ์ อนันต์ ผอ.กศน. อำเภอปากพนัง ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอปากพนัง ได้มอบหมายให้ ครูอรวรรณ ศรียาโยชน์ ครูอาสาสมัครฯ และ นายทวนชัย จันทร์ศรีคง ครู กศน. ตำบล ผู้รับผิดชอบพื้นที่ตำบลหูล่อง สำรวจแหล่งเรียนรู้ และได้คัดเลือกบ้านหนำหย่อมแห่งนี้ เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียง

ประกอบกับครูเชาว์เป็นเจ้าของสวนที่มีจิตอาสา อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเข้มแข็งให้กับคนในชุมชน และมีความประสงค์ให้ศูนย์แห่งนี้เป็นที่เรียนรู้ ศึกษาดูงาน ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน กิจกรรมต่างๆ ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอปากพนัง จึงเลือกให้ศูนย์เรียนรู้สวนเกษตรทฤษฎีใหม่ครูเชาว์โชว์ เป็นอีกหนึ่งแห่งที่นักศึกษา ผู้รับบริการได้เข้ามาศึกษาดูงาน เช่น การจัดค่ายส่งเสริมค่านิยม 12 ประการ ฐานการเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ของนักศึกษาหลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นักศึกษาได้มาเรียนรู้ ดูของจริง มีความพึงพอใจเป็นอย่างมาก

ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดนครศรีธรรมราช โดย นางเกษร ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ส่งเสริมให้สถานศึกษาในสังกัด ดำเนินการโครงการส่งเสริมหมู่บ้านเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังให้นักศึกษาและประชาชน มีความตระหนัก ซาบซึ้ง เกิดการรับรู้และเห็นความสำคัญในพระราชกรณียกิจการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพื้นที่ของตนเอง

คณะทำงานของโครงการวางแผนและถอดองค์ความรู้ ณ ศูนย์เรียนรู้สวนเกษตรทฤษฎีใหม่ครูเชาว์โชว์ ถือเป็นการรวมพลังในการร่วมแรงร่วมใจพัฒนาความรู้และขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นรูปธรรมในระดับชุมชนตามพระราชดำรัส “การพึ่งตนเอง เพื่อพัฒนาแก้ไขปัญหาความยากจนของราษฎร”

ครูเชาว์ มีคติชีวิตว่า “สังคมดีไม่มีขาย อยากได้ต้องช่วยกันทำ อยากให้สังคมดี มีเงินช่วยเงิน มีแรงช่วยแรง ไม่มีเงินไม่มีแรง ช่วยให้กำลังใจ” ปรัชญาชีวิตที่ยึดมั่นมาตลอดคือ “สืบสาน เจตนารมณ์ อุดมการณ์ของบรรพบุรุษ” จึงได้พัฒนาสวนแห่งนี้ให้เป็นตัวอย่างสำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องการทำสวนเกษตรทฤษฎีใหม่ ให้เป็นต้นแบบและเป็นแหล่งเรียนรู้ดูงานของประชาชนในลุ่มน้ำปากพนัง

ท่านใดสนใจพาคณะมาศึกษาดูงาน ติดต่อที่ นายเชาวรัตน์ รักษาพล โทร. (089) 474-0111 ศูนย์เรียนรู้สวนเกษตรทฤษฎีใหม่ครูเชาว์โชว์ จึงนับเป็นภาคีเครือข่าย กศน. ที่มีส่วนสำคัญในการเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ที่มีค่ายิ่งสำหรับชาวลุ่มน้ำปากพนัง

กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

สุจิต เมืองสุข cheetahmom6@gmail.com

กศน. ช้างเผือก ร่วมกิจกรรมตามรอยพ่อ

นักศึกษา กศน. ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมกิจกรรม ?9 คำพ่อสอน…ในแบบของพ่อ? ณ ห้องสมุดประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีกิจกรรม คือ ร่วมชมนิทรรศการ ?9 คำพ่อสอน…ในแบบของพ่อ, เขียนปณิธานความดี ภายใต้แนวคิด ?ปลูกไทย ในแบบพ่อ? 1 คน 1 ปณิธาน, ประกวดเขียนเรียงความ, ประกวดอ่านคำสอนของพ่อ, ชมวีดีทัศน์สารคดีเฉลิมพระเกียรติ ?7 ทศวรรษ ใต้ร่มพระบารมี? เมื่อเร็วๆ นี้

กศน. ดอยเต่า พัฒนาบุคลากร

กศน. อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ จัดโครงการพัฒนาบุคลากรด้านการพัฒนาหลักสูตรรายวิชาเลือก และหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่อง เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมและต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาครูให้มีความรู้ในการพัฒนาหลักสูตร ให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ และความต้องการของผู้เรียน ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิบัติและจัดกิจกรรมให้แก่กลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กศน. หาดเสี้ยว ตามรอยพระยุคลบาท

เมื่อเร็วๆ นี้ กศน. ตำบลหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย นำประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมโครงการหมู่บ้านตามรอยพระยุคลบาท ณ บ้านแม่สาน หมู่ที่ 6 ตำบลแม่สำ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งการเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ จะช่วยให้ประชาชนที่เข้าร่วมได้รับความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมภายในหมู่บ้านในรูปแบบของเศรษฐกิจพอเพียง

กศน. วังไทร จัดกิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียง

กศน. ตำบลวังไทร อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร จัดโครงการเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยกระบวนการบัญชีครัวเรือน และการปลูกผักสวนครัว โดยจัดขึ้นที่บ้าน คุณนิดหน่อย คงกล้า เกษตรกรภายในตำบล มีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก เมื่อเร็วๆ นี้

กศน. ลำปาง พัฒนาครู กศน. ตำบล

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่สำนักงาน กศน. จังหวัดลำปาง ร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จังหวัดลำปาง จัดพัฒนาครู กศน. ตำบล ด้านปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ จำนวน 100 คน ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี พันเอกสุรคล ท้วมเสม รอง ผอ.กอ.รมน.จังหวัดลำปาง เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม

กศนทั่วไทย ภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05081010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

กศนทั่วไทย ภาคใต้

ประกวดฐานเรียนรู้

นายอรัญ คงนวลใย ผู้อำนวยการ สถาบัน กศน. ภาคใต้ จัดประชุมหารือการดำเนินงานประกวดฐานเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในสถาบันการศึกษาปอเนาะต้นแบบดีเด่น ณ ห้องประชุมประกันฯ สถาบัน กศน. ภาคใต้

ประชุมคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดสตูล

เมื่อ วันที่ 9 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา นายภัทรพนธ์ รัตนพิเชฏฐชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ประธาน กศจ. จังหวัดสตูล เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดสตูล (กศจ.) สตูล ครั้งที่ 4/2559 ณ ห้องประชุมกัลปพฤกษ์ ชั้น 3 สพป. สตูล สำนักงาน กศน. จังหวัดสตูล มี นายเรวัฒน์ เพ็ชรสงฆ์ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดสตูล เข้าร่วมประชุมดังกล่าว

ขวัญและกำลังใจ

นายอุดร สิทธิพาที ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา นางขนิษฐา มะลิสุวรรณ รองผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา พร้อมด้วยคณะบุคลากร กศน. จังหวัดยะลา ร่วมต้อนรับ เลขาธิการ กศน. นายสุรพงษ์ จำจด และเลขาธิการ สพฐ. นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ในโอกาสตรวจเยี่ยม สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้ชาว กศน. จังหวัดยะลา

เตรียมความพร้อม

รองผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดปัตตานี นายสุรสิทธิ์ สุดสาย ลงพื้นที่เยี่ยมชมการเตรียมความพร้อมการเปิดศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ในพื้นของ กศน. อำเภอเมืองปัตตานี และ กศน. อำเภอหนองจิก

อบรม ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ

นางเกษร ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับ สำนักงานลูกเสือจังหวัดนครศรีธรรมราช จัดโครงการอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ขัั้นผู้ช่วยผู้ให้การฝึกอบรมวิชาผู้กำกับลูกเสือ (A.L.T.C.) ในระหว่าง วันที่ 18-24 มิถุนายน 2559 ณ โรงแรมแกรนด์เซาท์เทิร์น อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมี นายศิริพัฒ พัฒกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมีผู้เข้าอบรมเป็นผู้บริหารสถานศึกษาและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดสำนัก งาน กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช รวม 45 คน

ห้องสมุดเคลื่อนที่กระบี่

สำนักงาน กศน. จังหวัดกระบี่ ร่วมกับ กศน. อำเภอเมืองกระบี่ นำรถห้องสมุดเคลื่อนที่ให้บริการเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ในงานประชารัฐรวมใจ ร้อยสวนเมืองกระบี่ เมื่อ วันที่ 15 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์พัฒนาการเกษตรกระบี่ ได้รับความสนใจจากเด็กๆ อย่างดี

เทคนิคการตอนอินทผลัม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

หมอเกษตรทองกวาว

เทคนิคการตอนอินทผลัม

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมปลูกอินทผลัมไว้ในสวน มีอยู่ต้นหนึ่งติดผลแล้ว รสชาติค่อนข้างดี หวาน กรอบ ผมมีปัญหาจึงเขียน จ.ม. มาเรียนถามคุณหมอเกษตรว่า ผมเคยแยกหน่อออกจากต้นอินทผลัมแล้วไม่เคยรดน้ำสักครั้ง ดังนั้น ผมจะต้องทำอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ขอคำแนะนำด้วยครับ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

ณรงค์ศักดิ์ ลิ้มธนากร

เลขที่ 27/8 บ้านปากพู่ หมู่ที่ 10 ตำบลสะเดียง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ 67000

ตอบ คุณณรงค์ศักดิ์ ลิ้มธนากร

อินทผลัม เป็นไม้ทะเลทราย มีน้ำอดน้ำทนสูง เมื่อนำมาปลูกในประเทศไทยก็ได้ผลดีน่าพอใจ โดยเฉพาะชนิดรับประทานผลสด ข้อมูลที่ได้จากการเสวนาอินทผลัมเมื่อปีก่อน จัดโดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ในเครือมติชน โดยผู้แทนจากห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน สรุปว่า เมื่อปี พ.ศ. 2557 มูลค่าการซื้อขายอินทผลัมที่ห้างสรรพสินค้า ที่นำเข้ามาจากตะวันออกกลาง และผลผลิตภายในประเทศ คิดเป็นเงิน 2.5 และ 2.8 ล้านบาท ตามลำดับ อีกทั้งตลาดมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น

กลับมาเรื่องการขยายพันธุ์อินทผลัมกันอีกครั้ง ปัจจุบัน การขยายพันธุ์อินทผลัมทำได้ 3 วิธี คือ การเพาะเมล็ด การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และการตอน หรือการแยกหน่อ ทั้งนี้ ผมขออธิบายเฉพาะวิธีตอนเท่านั้น เริ่มจากการเลือกหน่อที่มีขนาดพอเหมาะ ความยาวไม่เกิน 70 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางของหน่อ อยู่ระหว่าง 30-40 เซนติเมตร ทำความสะอาดบริเวณรอยเชื่อมต่อของหน่อกับต้นแม่ เรียบร้อยแล้ว โปะโคนหน่อด้วยขุยมะพร้าวแช่น้ำ บีบน้ำให้หมาด หุ้มด้วยพลาสติกสีดำ ผูกเป็นกระเปาะเช่นเดียวกับตอนกิ่งไม้ทั่วไป แต่กระเปาะตอนอินทผลัมมีขนาดใหญ่กว่าเท่านั้น ระวัง อย่าให้กระเปาะหมุน หรือขยับเขยื้อนได้

ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน หน่อจะสร้างรากออกมารอบทิศทาง ครบ 45-60 วัน ตัดให้ขาดด้วยเลื่อยคม และสะอาด แยกออกจากต้นแม่ แล้วทารอยแผลทั้งต้นแม่และหน่อด้วยปูนแดง หรือสีน้ำมัน อย่างใดอย่างหนึ่ง นำหน่อที่ตัดออกมาปลูกลงในถุงเพาะชำขนาดพอเหมาะกับหน่อ ที่มีวัสดุปลูกสะอาด และระบายน้ำได้ดี เก็บในเรือนเพาะชำ เมื่อตั้งตัวได้ดี และนำปลูกลงในแปลงได้ตามความต้องการ

ปีนี้ ทุเรียน มีราคาแพงมาก เพราะติดผลน้อย

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมอยากทราบว่า เพราะเหตุใด ปีนี้ราคาทุเรียนจึงแพงมาก ผมเป็นผู้หนึ่งที่นิยมบริโภคทุเรียน ได้รับผลกระทบบ้างพอสมควร นอกจากจะมีราคาแพงแล้ว ยังหาซื้อได้ยากอีกด้วย ผมเกิดความสงสัยว่าเป็นเพราะเหตุใด การที่ผลผลิตที่มีน้อยนั้นเป็นจริง หรือเป็นข้ออ้างของนักธุรกิจค้าผลไม้ครับ ที่กล่าวว่าเป็นสาเหตุจากสภาวะแห้งแล้ง ขอคำอธิบายครับ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

วิทยา พันธุ์โสภณวิภาค

เลขที่ 72/15 เพชรเกษม 78 แยก 22 บางแคเหนือ บางแค กรุงเทพฯ 10160

ตอบ คุณวิทยา พันธุ์โสภณวิภาค

ปีที่ผ่านมาคาบเกี่ยวมาถึงปีนี้ เกิดสภาวะแห้งแล้งค่อนข้างรุนแรง บางช่วงลมพัดจัด ส่งผลให้การผสมเกสรของทุเรียนที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ไม่สมบูรณ์ แม้แต่ในสภาพธรรมชาติก็ตาม ทุเรียนเป็นพืชมีการผสมเกสรในเวลาเย็นถึงพลบค่ำ เพื่อหลบหลีกช่วงแสงแดดจ้า อากาศร้อน ซึ่งมีอิทธิพลต่อความสมบูรณ์ของละอองเกสรตัวผู้

อย่างไรก็ตาม ความแห้งแล้งมิได้เกิดขึ้นมาในเฉพาะปีที่ผ่านมาเท่านั้น ด้วยความเป็นจริงแล้ว ปรากฏการณ์ของความแห้งแล้งเกิดขึ้นอยู่เสมอมาตั้งแต่อดีตกาล ซึ่งผมเคยนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบทั่วกันมาก่อนนี้ โดยมีนักวิชาการของกรมวิชาการเกษตร นำปริมาณน้ำฝน จาก 97 ปี มาวิเคราะห์อย่างละเอียด พบว่า ทุกๆ 10 ปี จะเกิดภาวะฝนแล้ง 4 ปี แล้งพอทน 2 ปี และแล้งอย่างรุนแรง 2 ปี น้ำท่วมอีก 3 ปี มีฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลเพียง 3 ปี เท่านั้น มีบันทึกไว้ว่า ในความแห้งแล้งในอดีต การทำนาไม่ได้ผล ชาวบ้านต้องนำขุยไผ่ หรือ เมล็ดไผ่ มาขัดสีไปหุงรวมกับเผือกและกลอย ใช้บริโภคแทนข้าวก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และในปี พ.ศ. 2485 เกิดสภาวะน้ำท่วมรุนแรงในบริเวณภาคกลางของประเทศ ถึงแม้ว่าในขณะนั้นเรามีป่าไม้ไม่น้อยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ก็ตาม มีผลกระทบทำให้ข้าวพันธุ์ดีสูญไปหลายพันธุ์

สภาวะแห้งแล้งปีที่ผ่านมา มีผลกระทบต่อผลผลิตทุเรียน ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร รายงานว่าทุกๆ ปี ประเทศไทยผลิตทุเรียนได้ไม่น้อยกว่า 550,000 ตัน แต่ปีนี้ผลิตได้เพียง 310,000 ตัน เท่านั้น แน่นอน ราคาทุเรียนย่อมแพงขึ้นตามกลไกตลาดครับ

ปลูกเฟิร์นเขากวาง ไม่นานกลับเหี่ยวเฉาตาย

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมซื้อเฟิร์นเขากวางที่ติดไว้กับแผ่นไม้จากร้านขายต้นไม้นำมาเลี้ยงไว้ที่บ้าน เจ้าของร้านบอกว่า ไม่ควรรดน้ำบ่อยๆ ให้รด 2-3 วัน ต่อครั้ง เดือนแรกๆ ก็ โอเค แต่เมื่อย่างเข้าเดือนที่ 6-7 ต้นเฟิร์นกลับเหี่ยวแห้งตายอย่างช้าๆ ผมเกิดความสงสัยว่า เป็นเพราะเหตุใด ทั้งๆ ที่ผมทำตามคำแนะนำจากเจ้าของร้านค้าต้นไม้ทุกอย่าง ขอข้อคิดเห็นด้วยครับ ว่าผมต้องแก้ไขอย่างใด หากจะนำมาเลี้ยงอีกสักครั้งครับ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

โกวิทย์ สุวรรณวุฒิ

เลขที่ 118/5 ถนนพระราม 9 เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320

ตอบ คุณโกวิทย์ สุวรรณวุฒิ

เฟิร์นเขากวาง เป็นไม้ประเภทเกาะอาศัยอยู่บนคาคบไม้ เฟิร์นชนิดนี้ ผิวใบด้านบนมีสีเขียวเข้มกว่าด้านล่าง กระเปาะที่สร้างสปอร์อยู่ที่ใบด้านล่างดังกล่าว ด้วยรูปร่างของใบคล้ายเขากวาง จึงเรียกกันว่า เฟิร์นเขากวาง แหล่งที่อยู่อาศัยในธรรมชาติ ต้องการร่มเงา และมีความชื้นในบรรยากาศสูง การขยายพันธุ์ทำได้ทั้งการแยกต้นและเพาะสปอร์ วิธีหลังทำได้ไม่ยาก โดยการนำวัสดุปลูกใส่ลงในภาชนะบรรจุ แล้ววางไว้ใกล้กับต้นเฟิร์นที่เป็นหนุ่มสาวแล้ว เมื่อสปอร์ตกลงในวัสดุปลูก เช่น ขี้เลื่อยชุ่มน้ำ มันจะงอกเป็นต้นอ่อน และเติบโตเป็นต้นสมบูรณ์ต่อไป

การนำเฟิร์นเขากวางมาปลูกเลี้ยงในกรุงเทพฯ หรือปริมณฑล ให้แซะต้นเฟิร์นออกจากแผ่นไม้ ปลูกลงในกระถางที่มีขนาดพอเหมาะกับต้นเฟิร์น โดยใช้ขี้เลื่อยแช่น้ำ คั้นให้หมาดเป็นวัสดุปลูก เก็บในที่ร่มรำไร หากต้องการให้เติบโตดี ควรรดด้วยปุ๋ยยูเรีย ละลายในน้ำสะอาดอย่างเจือจาง 2 เดือนครั้ง เมื่อเห็นว่าเติบโตจนล้นกระถาง ให้เปลี่ยนลงปลูกในกระถางที่ใหญ่ขึ้น

ความมีเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของเฟิร์นชนิดนี้ คือ เมื่อต้นสมบูรณ์เต็มที่ จะสร้างใบออกมาครอบปากกระถางจนมิด เพื่อรักษาความชื้นไว้ในวัสดุปลูกไม่ให้ระเหยไปในอากาศ หมั่นดูแลให้น้ำพอชุ่มอย่างสม่ำเสมอ คุณจะปลูกเฟิร์นเขากวางได้สวยงามเกินความคาดหมายครับ

Serpenthead Fish in Swaying Soup

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

Miracle Thai Agriculture

Danai Huntrakul E-mail : dnaihp71@gmail.com

Serpenthead Fish in Swaying Soup

For Tom Khlong you use dried or salted fish only; while fresh or dried for Kaeng Sohm which calls for salted shrimp paste, garlic and palm sugar, the whole lot. The main ingredient for Tom Sohm is shredded ginger. Kaeng Liang is heavy on vegetable but do stay clear from young corn, carrot and Climbing Wattle omelet which will defy the essence of the soup.

Our ancient recipe has passed trials through generations to acquire the taste into a menu set fit to each season for decades and centuries. Why do we have to compromise our food culture for cash or unsustainable fusion trend?

I told mom the other day that, at Wat Krachaeng Bang Sai in Ayuttaya, I found delicious folk dishes: Tom Khlong longtail-tuna and winter melon, creamy green curry of shredded fresh bamboo shoo and chicken and chili-fermented-fish dip of roasted catfish. Mom stopped me and asked for some simple soup; with fresh fish subdued with galangal and shallot; seasoned with salt and tamarind juice; no coconut milk or any curry paste; with stress on fresh fish and not too chili hot; to soothe her in this balmy weather of the missing rain.

So comply did her son. However, I found Kaeng Sai Bua (lotus stem soup) using the same recipe. To simply title this article Kaeng Pla Chon (serpenthead fish soup) would be too drab; so I call it ?Serpenthead Fish in Swaying Soup? – without breaching food terminology.

Serpenthead fish price has gone up to Bht180 per kilo. It used to be cheap, a staple for folks; as ample as catfish; with tasty meat – solid when fried, stir-fried or boiled unlike others.

Most ingredients are kitchen items, so at the market I bought a stick of galangal, spring onion, culantro and, for a treat, fresh black mushroom 200 gram at Bht250 per kilo; mom is allergic to straw mushroom while others are redundant.

At home I set a cauldron of water to boil with peeled 5-6 bulbs of shallot gently crushed, sliced galangal, a dash of salt and fish head. While waiting, I made tamarind juice, cut washed spring onion, culantro, and mushroom to spoon size; roasted dried bird chili.

In a wok, I fried chunk fish fillet until crisp and golden brown; sieved up to rest and drip.

When the soup boils again, sieve up fish head, add mushroom and season with tamarind juice, premium fish sauce letting the sourness ahead by a nose. If the soup is not fish-savoury enough, add a bit of palm sugar; then, down with spring onion, culantro, fried chili and the fried fish chunk. Season to taste and turn off the stove. Wash up, dress and take the cauldron of ?Serpenthead Fish in Swaying Soup? to mom?s house.

Of the dishes done through seasons, this recipe took the least time and labour, but second to none in savoury.

ต้มโคลงปลาช่อน

ชื่อกับข้าวหม้อนี้ไม่ผิดหรอกครับ ?ต้มโคล้ง? นั้นต้องใช้ปลาแห้งหรือปลาเค็มเท่านั้น ถ้าเป็น ?แกงส้ม? ใส่เนื้อแห้งหรือสดก็ได้ แต่เครื่องปรุงต้องลงหมด ทั้งกะปิ กระเทียม น้ำตาลปี๊บ ส่วน ?ต้มส้ม? พระเอกคือ ขิงสดซอย ?แกงเลียง? ก็หนักสารพัดผัก แต่ผักประหลาด เช่น ข้าวโพดอ่อน แครอต หรือชะอมชุบไข่ทอด อย่าไปใส่เลย เสียรสเสียชาติกำเนิดของแกงเลียงเปล่าๆ

กับข้าวตำราโบราณท่านทดลองทำมาหลายชั่วคน จนรสชาติจัดสำรับได้เข้าที่ เหมาะสมกับฤดูกาลมาเป็นสิบเป็นร้อยปีแล้ว จะเอาวัฒนธรรมของเราไปทำลายเสียทำไม เพื่อเงินเพียงชั่วสมัยนิยมไม่จีรังยั่งยืนกระนั้นหรือ

เล่าให้แม่ฟังวันก่อนว่า ที่วัดกระแชง บางไทร อยุธยา เจอกับข้าวชาวบ้านอร่อยมาก มีแกงคั่วปลาโอชิ้นฟักเขียว แกงเขียวหวานขลุกขลิกหน่อไม้สดสับกับไก่ และน้ำพริกปลาร้าปลาดุกย่าง อร่อยนัก แม่บอกอย่าเล่าเลย ทำต้มอะไรง่ายๆ ให้แม่กินดีกว่า มีปลาสด เอาข่าดับคาวเสียหน่อย ใส่หัวหอมแดงเท่านั้น ปรุงรสด้วย เกลือ น้ำส้มมะขาม ไม่เข้ากะทิหรือเครื่องแกงอะไร ไม่ว่าแกงไทยหรือแกงเทศ ย้ำว่า ขอให้เป็นปลาสด ปรุงรสไม่ต้องเผ็ด ให้แม่ซดแก้หงุดหงิดอบอ้าวจากฝนฟ้าผิดฤดูกาลก็แล้วกัน

คนลูกก็จัดให้ตามนั้นซีครับ เมื่อจะตั้งชื่อ เห็นตำราหนึ่ง เป็น ?แกงสายบัว? ใช้เครื่องอย่างที่กะ แต่ในเมื่อเราไม่ได้แกงสายบัว ถ้าเรียก ?แกงปลาช่อน? อ่านแล้วเหงาพิกล จึงขอเรียก ?ต้มโคลงปลาช่อน? ไม่มีไม้โทให้ผิดปาก์ศัพท์ก็แล้วกัน

ปลาช่อนเดี๋ยวนี้ กิโลละ 180 แล้วนะครับ แต่ก่อนเป็นปลาราคาถูก ยอดนิยมของชาวบ้าน เพราะหาได้ง่ายไม่แพ้ปลาดุก เนื้อก็หวาน จะทอด ผัด ต้ม ไม่เละเหมือนปลาอื่น

เครื่องส่วนใหญ่มีในครัวแล้ว ที่ตลาดผมซื้อข่ามาแง่งหนึ่ง ต้มหอม ผักชีฝรั่ง และทีเด็ดคือ เห็ดหอมสด กิโลละ 250 ซื้อแค่ 2 ขีด ไม่เอาเห็ดฟางเพราะแม่แพ้ เห็ดอย่างอื่นก็ดื่นดาษงั้นๆ

ถึงบ้านเลือกหม้อแกงใบย่อมต้มน้ำ ปอกหอมแดง 5-6 หัว บุบพอช้ำ ข่า ขูดผิดฝานบางๆ พอน้ำเดือดลงหม้อไปกับดอกเกลือ 1 ช้อนชา กับหัวปลา (ขอร้องว่า อย่าคน) ว่างๆ ละลายมะขามเปียก ล้างต้นหอม ผักชีฝรั่ง หั่นท่อน หั่นเห็ดหอมเป็นชิ้นพอช้อนตัก เจียวพริกขี้หนูแห้งพอเต่งหอม

ตั้งกระทะ เอาเนื้อปลาหั่นชิ้นย่อมลงไปทอดพอให้ผิวสุกเป็นสีทอง ช้อนขึ้นมาซับมันรอ

น้ำต้มเครื่องกับหัวปลาเดือดอีกที ช้อนหัวปลาขึ้น ลงเห็ดหอมแล้วปรุงรสด้วยน้ำส้มมะขาม น้ำปลาดี ให้รสเปรี้ยวนำหน้าแค่ปลายจมูก ถ้าน้ำหวานปลาไม่พอ อนุญาตให้เติมน้ำตาลปี๊บได้แค่ปลายก้อย แล้วลงต้นหอมท่อน ผักชีฝรั่ง พริกทอด และเนื้อปลาที่ทอดไว้ ชิมรสอีกที พอเดือดก็ยกลงจากเตา อาบน้ำแต่งตัว เอาหม้อ ?ต้มโคลงปลาช่อนเห็ดหอมสด? ขึ้นรถ ขับไปกินกับแม่ได้เลย

กับข้าวที่ทำมาหลายพรรษานั้น ดูเหมือนจะมีตำรานี้แหละ ที่ใช้เวลาและแรงงานน้อยที่สุด แต่ก็อร่อยไม่แพ้สำรับไหนเลย

แปลงเกษตรเป็นศูนย์เรียนรู้ฯ เด็กวิเศษชัยชาญ ทำได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

เยาวชนเกษตร

สุจิต เมืองสุข

แปลงเกษตรเป็นศูนย์เรียนรู้ฯ เด็กวิเศษชัยชาญ ทำได้

ย้อนกลับไปหลายปีก่อน โรงเรียนวิเศษชัยชาญวิทยาคม ตำบลไผ่จำศีล อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ยังคงสภาพเป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ที่แม้จะเป็นโรงเรียนประจำอำเภอ แต่จำนวนนักเรียนและบุคลากรครูผู้สอนก็ไม่ได้มากอย่างที่คิด อย่างไรก็ตาม โรงเรียนก็ยังคงเป็นโรงเรียนที่เพียบพร้อมไปด้วยกิจกรรมและการส่งเสริมสนับสนุนนักเรียนในมุมของภาควิชาการ เพื่อให้ศักยภาพนักเรียนเทียบเท่ากับโรงเรียนในระดับจังหวัดและภูมิภาคอื่นได้

ปัจจุบัน ศักยภาพด้านวิชาการยังคงดำเนินไปอยู่ แต่สิ่งที่เพิ่มมาให้เห็นและเป็นกิจกรรมที่จัดได้ว่าเป็นกิจกรรมที่โดดเด่นมากกิจกรรมหนึ่งของโรงเรียน คือ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ให้กับชุมชน ตำบล อำเภอ รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงที่ต้องการ โดยศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2540 โดย อาจารย์ไพศาล มั่นอก ครูชำนาญการพิเศษ ดูแลด้านการเกษตรของโรงเรียนวิเศษชัยชาญวิทยาคม ซึ่งการดำเนินการค่อยเป็นค่อยไป กระทั่งเป็นที่รู้จักและเป็นต้นแบบให้กับชุมชนหลายแห่ง สนใจพาเกษตรกรเข้ามาเรียนรู้

อาจารย์ไพศาล บอกว่า เดิมกิจกรรมการเกษตรของโรงเรียน เริ่มต้นภายในพื้นที่ของโรงเรียนที่มีอยู่ 19 ไร่ เท่านั้น แต่เป็นการทำการเกษตรแบบเล็กๆ เช่น การปลูกแก้วมังกร ฟักข้าว มะนาว เมื่อโรงเรียนจำเป็นต้องใช้พื้นที่ในการประกอบกิจกรรมด้านวิชาการ จึงทำให้พื้นที่การเกษตรส่วนนี้ลดน้อยลง อาจารย์ไพศาล จึงตัดสินใจหารือเจ้าของที่ดินใกล้เคียง ขอใช้พื้นที่ในการสอนการทำการเกษตรแบบครบวงจรให้กับนักเรียน จำนวน 5 ไร่ และเป็นที่มาของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในปัจจุบัน

?ตอนเราได้พื้นที่มาใหม่ๆ เราก็ค่อยๆ เริ่ม ระยะแรกสอนเด็กนักเรียนทำนา เริ่มจากการทำนาโยนข้าวหอมนิล ข้าวหอมมะลิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ จากนั้นก็เริ่มพัฒนาเป็นแปลงสวนผสม สร้างบ้านดิน ขุดบ่อเลี้ยงปลา และปลูกพืชน้ำ มีแปลงผักสวนครัว ไม้ผล การเลี้ยงเป็ด การเลี้ยงไก่ และการเลี้ยงกบ รวมถึงการทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง โดยพื้นที่ทุกตารางนิ้วรับรองว่าปลอดสารเคมีอย่างแน่นอน?

เพราะโรงเรียนวิเศษชัยชาญวิทยาคม เป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ทำให้ไม่ได้รับเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวัน จึงไม่มีโครงการอาหารกลางวัน ผลผลิตที่ได้จากการทำการเกษตรโดยนักเรียนของโรงเรียน อาจารย์ไพศาล จึงปรับให้เป็นรูปแบบของบริษัท ให้นักเรียนเรียนรู้เรื่องของต้นทุนและกำไร มีการบริหารจัดการโดยนักเรียนเอง ซึ่งกำไรจากการบริหารจัดการภายในบริษัท ซึ่งเป็นรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตทั้งหมด นักเรียนผู้ลงมือปฏิบัติทุกคนจะได้รับการจัดสรรปันส่วนอย่างลงตัว ถือเป็นการตอบแทนในสิ่งที่นักเรียนลงทุนลงแรงไป

?ที่นี่ก่อตั้งชุมนุมยุวเกษตรกร มีนักเรียนในชุมนุมเพียง 15 คน ตามข้อกำหนดของกลุ่มยุวเกษตรกร แต่แท้จริงแล้ว เด็กนักเรียนที่สนใจต้องการเข้าร่วมกับกลุ่มยุวเกษตรกรมีมากทุกระดับชั้น จึงใช้วิธีให้นักเรียนที่มีชื่อในกลุ่มยุวเกษตรกร เป็นแกนนำสำคัญในแต่ละกิจกรรมภายในศูนย์เรียนรู้ฯ โดยปกตินักเรียนจะได้ลงแปลงเกษตร เมื่ออยู่ในวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ (เกษตร) แต่นักเรียนที่นี่ ลงแปลงกันมากกว่าเวลาเรียนที่มีให้เสียอีก?

สิ่งที่การันตีได้ว่า ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจชุมชน เป็นพื้นที่ที่เป็นฐานความรู้ให้กับเด็กนักเรียน ชุมชน และบุคคลที่สนใจ คือ รางวัลที่ 1 เรื่องอาหารปลอดภัย และ รางวัลที่ 1 ยุวเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย ของจังหวัดอ่างทอง

อาจารย์ไพศาล บอกว่า ตลอดชีวิตการทำงานอาชีพครู เป็นครูสอนเกษตรมานานเกือบ 40 ปี เล็งเห็นว่า ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงแห่งนี้ จะเป็นสถานที่สำหรับให้นักเรียนผลัดกันมาเรียน ใครสนใจด้านใดก็ให้หยิบจับด้านนั้น หรือหากต้องการเรียนรู้ในทุกด้านก็สลับสับเปลี่ยนให้ครบทุกกิจกรรมที่มีก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสนใจของนักเรียน

แปลงเกษตรทั้งหมด 5 ไร่ นับว่าครบถ้วนทุกกิจกรรมด้านการเกษตร ได้แก่

1. การเลี้ยงกบ

2. การเลี้ยงไก่ไข่

3. การเลี้ยงปลากินพืช การเลี้ยงปลาเป็นการปล่อยในบ่อบัวสี

4. การเลี้ยงเป็ด

5. การปลูกไม้ผล อาทิ มะละกอ กล้วย หม่อน โดยหม่อนเป็นพันธุ์กินสดและดกเป็นพิเศษ ทำให้มีความต้องการกล้าหม่อนจำนวนมาก เด็กนักเรียนเล็งเห็นโอกาส จึงตอนกิ่งหม่อนจำหน่าย ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมาก

6. การปลูกบัวสี และบริเวณปลูกบัวสี ปลูกพืชน้ำร่วมด้วย เช่น ผักกระเฉด

7. การปลูกผักสวนครัว รวมถึงไม้เลื้อยที่เป็นพืชสวนครัว เช่น ฟัก แฟง ฟักข้าว เสาวรส มะนาวในกระถาง พริก มะเขือ เป็นต้น ทั้งนี้ พืชชนิดใดที่สามารถตอนกิ่งขายเป็นกิ่งพันธุ์ได้ นักเรียนก็จะตอนกิ่งเพื่อจำหน่ายด้วย

8. การทำบ้านดิน

9. การทำปุ๋ยอินทรีย์

10. การเพาะเห็ด

11. โรงเรือนเพาะชำ เป็นสถานที่เพาะกล้าไม้ทุกชนิดที่ปลูกในโรงเรียน และจำหน่ายตามความต้องการของลูกค้า

12. การแปรรูป เช่น ทำมะนาวผง น้ำฟักข้าว มะละกอกวน ทอฟฟี่มะละกอ เป็นต้น

นอกเหนือจากกิจกรรมหลักทั้ง 12 กิจกรรมแล้ว ยังดำเนินตามพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการปลูกแฝก ซึ่งที่ผ่านมาได้นำเกี่ยวแฝกมัดเป็นโครง นำไปเป็นส่วนหนึ่งของการก่อสร้างบ้านดิน

?กิจกรรมทั้งหมดเริ่มสอนตั้งแต่การปลูก ดูแลรักษา เก็บเกี่ยว แปรรูป บรรจุภัณฑ์ จำหน่าย ซึ่งหมายถึงครบทุกกระบวนการ ตั้งแต่เริ่มต้นปลูกถึงการตลาด สอนทุกขั้นตอน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ให้เด็กคิดทุกกระบวนการเอง มีครูเป็นเพียงที่ปรึกษาเท่านั้น ดังนั้น เด็กที่นี่จะเก่ง?

อาจารย์ไพศาล บอกด้วยว่า การจำหน่ายของนักเรียน ไม่ได้เก็บผลผลิตเพื่อนำมาจำหน่ายให้กับเด็กนักเรียน ผู้ปกครอง ครู เช่นที่อื่น แต่เป็นการดูตลาดที่เหมาะสม แล้วทำการค้าเชิงรุก โดยการเข้าหากลุ่มเป้าหมาย ทั้งโรงเรียน ชุมชน โรงพยาบาล ตลาดสด ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมาก

เมื่อถามถึงทุนในการดำเนินงาน แม้ว่าโรงเรียนจะบริหารจัดการในรูปแบบบริษัท อาจารย์ไพศาล บอกว่า เริ่มแรกเป็นทุนรอนของอาจารย์ไพศาลเพียงผู้เดียว ต่อมามีผู้ใหญ่ใจดีให้การสนับสนุนพันธุ์พืชและสัตว์ ทั้งยังมีเงินทุนหมุนเวียนมาให้ ทำให้เด็กได้เรียนรู้การบริหารจัดการในรูปแบบบริษัทได้อย่างลงตัว ซึ่งถือเป็นความโชคดีของเด็กนักเรียนที่นี่ที่มีคนช่วย เพราะระบบทั้งหมดไม่ได้เข้าระบบของโรงเรียนแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมทั้งหมดยังไม่แน่ว่า อนาคตจะเปลี่ยนรูปแบบไปอีกหรือไม่ เนื่องจากอาจารย์ไพศาล แกนนำหลักด้านเกษตรของโรงเรียน จะเกษียณอายุราชการในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และพื้นที่แปลงเกษตร 5 ไร่ ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้ ก็ตั้งอยู่บนพื้นที่ของเอกชน ที่อาจารย์ไพศาลขออนุญาตใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์แก่เด็กนักเรียนและส่วนรวม จึงประมาณการล่วงหน้าได้ยากนัก ทั้งนี้ ในระยะเวลาที่เหลืออยู่ อาจารย์ไพศาล ยืนยันว่า จะดำเนินกิจกรรมภาคเกษตรให้ถึงที่สุด และพร้อมให้สถานที่แห่งนี้เป็นองค์ความรู้ให้กับเด็กนักเรียนโรงเรียนวิเศษชัยชาญวิทยาคม รวมถึงสถาบันการศึกษาและชุมชนแห่งอื่น

หากต้องการเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนวิเศษชัยชาญวิทยาคม สามารถติดต่อได้ที่ อาจารย์ไพศาล มั่นอก โทรศัพท์ (085) 173-0878