เจตนาลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

เจตนาลวง

คุณโวล์ฟกัง สัญชาติเยอรมัน อยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยากับคุณสมสวยที่ภูเก็ต

คุณโวล์ฟกังทำสัญญาซื้อที่ดิน 2.9 ล้านบาท จดทะเบียนในนามของคุณสมสวย

จากนั้น คุณโวล์ฟกังได้ทำสัญญาเช่าบ้านและที่ดินนั้นจากคุณสมสวย ระยะเวลา 30 ปี นับแต่วันจดทะเบียนการเช่า และให้สิทธิแก่คุณโวล์ฟกังต่ออายุการเช่าอีก 30 ปี

ในสัญญาระบุว่า สิ่งก่อสร้างที่คุณโวล์ฟกังสร้างขึ้นบนที่ดินแปลงนี้ เมื่อสิ้นอายุการเช่าให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของคุณสมสวย

ทั้งนี้ สัญญาเขียนไว้ชัดเจนว่า คุณโวล์ฟกังได้ชำระค่าเช่าครั้งเดียวล่วงหน้า 2.9 ล้านบาท ให้แก่คุณสมสวยรับไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญานี้

คุณโวล์ฟกังจ่ายเงินตกแต่งบ้านอย่างงดงาม จากนั้นคุณสมสวยเข้าพักอาศัยในบ้านนั้น โดยคุณโวล์ฟกังไม่เคยเข้าพักอาศัยเลย

เวลาผ่านมาได้ 2 ปีเศษ สองคนเกิดแตกคอกัน ประกาศเลิกร้างกัน

คุณโวล์ฟกังไล่คุณสมสวยออกจากบ้าน ให้ขนข้าวของออกไปด้วย และส่งมอบการครอบครองบ้านนั้นแก่คุณโวล์ฟกัง

คุณสมสวยต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คุณสมสวยขนข้าวของออกไป แล้วส่งมอบการครอบครองบ้านแก่คุณโวล์ฟกัง

คุณสมสวยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณสมสวยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า คุณโวล์ฟกังเป็นผู้ทำสัญญาจะซื้อบ้านและที่ดินนั้นร่วมกับคุณสมสวยเพื่อให้มีหลักฐานมั่นคง แต่คุณโวล์ฟกังเป็นบุคคลต่างด้าว ไม่อาจถือกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ จึงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นแก่คุณสมสวย แล้วทำสัญญาเช่าบ้านพร้อมที่ดิน 30 ปี และคำมั่นให้เช่าอีก 30 ปี เพื่อป้องกันมิให้คุณสมสวยโอนขายแก่บุคคลภายนอก เพราะคุณโวล์ฟกังเกรงว่าคุณสมสวยอาจขายบ้านและที่ดินไปเมื่อตนเดินทางกลับต่างประเทศ จึงทำสัญญาเช่าบ้านและที่ดินไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คุณสมสวยขายบ้าน

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ทั้งสองสมรู้กันทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินพร้อมบ้านและหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เพื่อแสดงเจตนาลวงในการหวงกัน และถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านของคุณโวล์ฟกัง โดยไม่มีเจตนาที่จะผูกพันบังคับกันตามข้อตกลงในสัญญาเช่า

ดังนั้น หนังสือสัญญาเช่าที่ดินพร้อมบ้านและหนังสือสัญญาเช่าที่ดินย่อมตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 155 วรรคหนึ่งแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

คุณโวล์ฟกังย่อมไม่อาจขอให้ขับไล่และบังคับคุณสมสวยส่งมอบการครอบครองที่ดินพร้อมบ้านแก่ตนได้

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ได้ยกขึ้นอ้างในฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

ศาลฎีกาพิพากษา ยกฟ้อง

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3866/2556)

————————————————

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 155 การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้

ถ้าการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอื่น ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพรางมาใช้บังคับ

มาตรา 538 เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อ ฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ถ้าเช่ามีกำหนดกว่าสามปีขึ้นไป หรือกำหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าไซร้ หากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ท่านว่าการเช่านั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แต่เพียงสามปี

เรื่อง : พุดซ้อน : ไม้พุ่มสมุนไพร

คอลัมน์ : ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย : สุวรรณ พันธุ์ศรี

ก็เป็นอันรู้กันแล้วว่า ปีนี้ฉลองปีใหม่กันไปกี่ศพ ไม่ว่าจะเป็นถนนหลัก ถนนรอง หรือในตรอก ซอก ซอย

หลังจากเทศกาลปีใหม่ ต่อไปก็เทศกาลสงกรานต์

เวลานี้มิใช่แต่ช่วงเทศกาลเท่านั้น ที่การสูญเสียจากอุบัติเหตุ

วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ก็เกิดอุบัติเหตุเพิ่มมากขึ้น จะเรียกว่าความเจริญที่ไร้จิตสำนึก ก่อให้เกิดการสูญเสียก็ไม่น่าจะผิดนัก

ความอยากได้อยากมีของผู้คน ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง

เมื่อเกิดความอยากได้ใคร่มี ก็มักจะเกิดความประมาท

ถ้าหากเป็นคนช่างสังเกต ก็จะรู้ว่าเทคโนโลยีก็มีส่วนก่อให้เกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ

ที่เห็นด้วยตาคือผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ขับขี่ไป โทรศัพท์ไป แล้วก็เกิดเฉี่ยวชนกับรถอีกคัน

ผลลัพธ์ก็คือส่งโรงพยาบาล ยังไม่ถึงกับส่งวัด

แต่ก็เห็น 2 หรือ 3 ราย ที่ต้องส่งวัด เพราะมือถือเป็นสาเหตุ

อย่าลืมว่าการขับขี่ต้องมีสมาธิ

เมื่อขาดสมาธิก็ขาดใจเป็นของธรรมดา

ปีใหม่แล้วมาปลูกต้นไม้กันดีกว่า เพื่อให้โลกรื่นรมย์น่าอยู่

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “พุดซ้อน”

ต้นพุดซ้อน จัดเป็นไม้พุ่ม เตี้ย ไม่สูงนัก มีลักษณะคล้ายต้นพุดจีบ จะต่างกันหน่อยก็ตรงที่พุดซ้อนไม่มีลายขาวที่ต้นและใบ

การขยายพันธุ์ นิยมตอนกิ่ง

พุดซ้อนเป็นไม้พุ่มที่มีใบหนาแน่น ลักษณะใบรูปมนรี ปลายใบแหลม สีเขียวเข้ม

ดอกของพุดซ้อน จะออกเป็นดอกเดี่ยวตามง่ามกิ่งใกล้กับส่วนยอด

ลักษณะดอกก็คล้ายกับดอกพุดจีบ ออกสีขาว มีกลีบซ้อนซ้อนกันหลายชั้น และมีกลิ่นหอมอ่อนอ่อน

ต้นพุดซ้อนนี้ นิยมปลูกเป็นดอกไม้ประดับ

และนอกจากปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับแล้ว คนแต่โบราณยังรู้ว่ามีสรรพคุณทางสมุนไพรด้วย

ส่วนที่นำมาใช้เข้ายาสมุนไพร ก็มี ยางจากต้น เนื้อไม้ ยางจากดอก และเนื้อหุ้มเมล็ด

น้ำยางจากต้น มีสรรพคุณเป็นยาขับพยาธิ

เนื้อไม้ มีสรรพคุณเป็นยาเย็น ใช้ลดไข้ และที่พิเศษคือ นำมาทำเป็นหัวน้ำหอม

น้ำยางจากดอก มีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคผิวหนัง

เนื้อหุ้มเมล็ด นิยมนำมาเป็นสีย้อมผ้า

เหล่านี้คือประโยชน์ที่ได้จากการปลูกต้นพุดซ้อนหนึ่งต้น

คนที่มีที่ทาง ก็ขอให้ปลูกไว้เถอะ ส่วนคนเมืองปลูกลงกระถางยิ่งดี

ปีใหม่แล้วก็ขอให้แฟนเทคโนโลยีชาวบ้านมีความสุข

สวัสดีปีวอก 2559

รอบเวลา…อุบายอันชาญฉลาดของมนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

รอบเวลา…อุบายอันชาญฉลาดของมนุษย์

เราเพิ่งผ่านวันขึ้นปีใหม่มาไม่กี่วัน ในช่วงหยุดเทศกาลปีใหม่เรามีเวลาพักผ่อนจากงานที่เร่งรัดเรามาตลอดทั้งปี ทำให้เรามีเวลาหยุดคิดทบทวนชีวิตที่เพิ่งผ่านพ้นไปในปีก่อน เราคิดว่าปีใหม่เราอยากทำอะไรใหม่ เราอยากปรับเปลี่ยนตัวเอง เราอยากปรับปรุงแก้ไขตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม

แนวคิดการแบ่งเวลาออกเป็นรอบๆ เกิดขึ้นมาตั้งแต่โบราณกาลที่มนุษย์ยังมีวิถีชีวิตที่ไม่เร่งรีบ มีเวลานั่งสังเกตธรรมชาติรอบๆ ตัวเรา นั่งสังเกตท้องฟ้าและดวงดาว มนุษย์พบเห็นว่าสิ่งต่างๆ ที่ดำเนินไปล้วนแล้วแต่มีรูปแบบแน่นอนและวนกลับมาเป็นรอบๆ ทำให้เกิดการกำหนด “รอบเวลา” ชาวตะวันออกกำหนดโดยสังเกตดูดวงจันทร์ ในขณะที่ชาวตะวันตกกำหนดโดยใช้ดวงอาทิตย์ เกิดเป็นระบบปฏิทินแบบจันทรคติ และ สุริยคติ ซึ่งมีจุดร่วมที่เหมือนกัน คือ คำว่า “หนึ่งปี”

รอบเวลาที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมานั้น ช่วยบริหารจัดการชีวิตของมนุษย์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เรารู้ว่าสภาพภูมิอากาศจะหมุนเวียนเป็นฤดู ตั้งแต่ ร้อน ฝน เย็น หนาว แตกต่างกันไปตามเขตต่างๆ บนโลก มนุษย์นำ “รอบเวลา” ดังกล่าวมาใช้บริหารจัดการทั้งการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การหาอาหาร การเตรียมการ การหลบภัย และสิ่งต่างอีกมากมาย รวมทั้ง การหยุดพักผ่อน ฯลฯ รอบเวลายังมีส่วนช่วยให้มนุษย์สามารถจดบันทึกและลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างชัดเจน

แม้ในทุกวันนี้โลกจะเจริญก้าวหน้าจนเกินล้ำไปจากวิถีชีวิตแบบโบราณ อย่างที่คนรุ่นใหม่แทบจะไม่เคยย้อนกลับไปนึกถึงที่มาของมันอีก แต่ “รอบเวลา” ก็ยังคงถูกนำมาใช้กับกิจกรรมแทบจะทุกอย่างในชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย

ในการวัดผลกิจการ รอบเวลามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการแบ่งรอบการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจออกเป็นช่วง และนำผลแต่ละช่วงนั้นมาเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นความก้าวหน้าหรือตกต่ำของกิจการ มองเห็นความเติบโตหรือถดถอยทางเศรษฐกิจ เคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมรอบบัญชีในบางประเทศไม่นิยมใช้ปีปฏิทินเดือนมกราคม ถึง ธันวาคม เหมือนประเทศอื่นๆ

ตัวอย่างในประเทศญี่ปุ่น รอบบัญชีมักจะเริ่มต้นในเดือนเมษายน ถึง มีนาคม การปิดรอบบัญชีในลักษณะนั้นสอดคล้องกับฤดูเก็บเกี่ยวซึ่งสิ้นสุดลงในเดือนมีนาคม ส่วนกิจการในประเทศตะวันตกทั้งหลายก็คงนิยมให้เป็นไปตามปีปฏิทินระบบสุริยคติ คือต่างเลือก “รอบเวลา” ไปตามเกณฑ์ที่แต่ละภูมิภาคเห็นว่าสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของตน

การบันทึกผลการดำเนินงานของกิจการ เมื่อถูกแบ่งออกเป็นรอบๆ หากนำตัวเลขแต่ละรอบมาวางเปรียบเทียบกันจะช่วยให้เรามองเห็นภาพความเปลี่ยนแปลง และทำให้ตัวเลขแต่ละรอบมีความหมายอย่างมาก ตัวเลขในรอบใดรอบหนึ่งโดดๆ อาจให้ภาพบางอย่างแก่เรา แต่จะแทบไม่มีความหมายหากตัวเลขเหล่านั้นไม่ถูกนำมาเปรียบเทียบในเชิงปริมาณ เหตุการณ์ และกิจกรรมที่นำมาประกอบจะช่วยอธิบายตัวเลขเหล่านั้นได้อย่างมีความหมาย และส่งผลต่อการประเมินผลต่างๆ เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนและพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

หลักการบัญชีกำหนดเรื่องรอบระยะเวลาบัญชีไว้ และกำกับด้วยหลักเกณฑ์การบันทึกบัญชีที่มี “ความสม่ำเสมอ” ในการจดบันทึก ก็ด้วยความต้องการให้ตัวเลขของแต่ละรอบเวลาสามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ ภายใต้หลักเกณฑ์การจดบันทึกแบบเดียวกันเมื่อนำผลของตัวเลขแต่ละปีมาเปรียบเทียบ ผู้ใช้งบการเงินย่อมมองเห็นความแตกต่างบนพื้นฐานเดียวกัน และใช้วิเคราะห์ปรับปรุงการดำเนินงานของตนได้อย่างถูกต้อง เที่ยงธรรม

รอบเวลาไม่จำเป็นต้องเป็นระยะเวลาหนึ่งปีเท่านั้น ในกิจการที่เน้นการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ รัดกุม จะปิดบัญชีทุกเดือน ในกิจการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะต้องนำเสนองบการเงินทุกไตรมาส (3 เดือน) ปีละ 4 ไตรมาส และไตรมาสที่ 4 จะเป็นการสรุปตัวเลขประจำปี

การจดบันทึกไดอารี่ ก็เป็นการจดบันทึกเหตุการณ์ในรอบเวลาหนึ่งวัน การจดบันทึกทุกวันอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เรามองเห็นพัฒนาการทางความคิด และบันทึกเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของเรา หากจดบันทึกต่อเนื่องกันไปทุกปีๆ เมื่อเราย้อนกลับมาอ่านก็ย่อมทำให้เรามองเห็นอดีตของเราเอง นึกทบทวนและย้อนรำลึกถึงวันเวลาที่ผ่านมาทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดีของเราได้

การจัดทำบัญชีส่วนบุคคล หรือครัวเรือน ก็คล้ายคลึงกับการจดบันทึกไดอารี่ ที่เมื่อเราจดบันทึกด้วยวิธีการสม่ำเสมอ เราก็จะได้ตัวเลขบางอย่างที่เมื่อนำมาเปรียบเทียบ จัดกลุ่มประเภทค่าใช้จ่าย รายได้ เราก็จะทราบถึงผลการประกอบอาชีพ การใช้จ่ายเงินของเรา เราจะทราบว่าเราให้น้ำหนักการใช้จ่ายไปกับเรื่องอะไรบ้าง ในช่วงปีใหม่เราก็จะมีเครื่องมือที่ใช้ทบทวนพฤติกรรมการใช้เงินของเราอย่างจับต้องได้ ไม่ใช้ “การบัญชีแบบคิดในใจ” ซึ่งมักจะมี “ภาพลวงตา” ที่ข้อมูลในใจเรามักจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเสมอ ในลักษณะ “ไม่น่าเชื่อว่าเราใช้จ่ายเงินไปกับสิ่งฟุ่มเฟือยมากกว่าที่เราคิด” หากเรามีการจัดทำบัญชีส่วนบุคคล

การที่เรารับรู้ว่า “รอบเวลา” อยู่กับเราเสมอ จะทำให้เราใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ได้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนึกคิดทบทวนชีวิตในแต่ละช่วงเวลา การรู้ว่าช่วงเวลาไหนของปีเราควรจะทำกิจกรรมอะไรบ้าง (ที่สอดคล้องกับธรรมชาติ) การเลือกกิน เลือกใช้ พืชผักตามฤดูกาล การดูแลรักษาสุขภาพ การวางแผนกิจกรรมในชีวิตทั้งการทำงานและการพักผ่อน นักวิทยาศาสตร์ก็ใช้รอบเวลาในการศึกษาติดตามความเปลี่ยนแปลงและเป็นไปของสภาวะอากาศของโลก การใช้รอบเวลาในหลายลักษณะ คือ รอบหนึ่งเดือน รอบหนึ่งปี รอบสามปี รอบห้าปี รอบสิบปี และรอบร้อยปี ทำให้มนุษย์ได้ข้อมูลหรือภาพบางอย่างที่น่าสนใจเสมอ

ศิลปินชาวนาอุษาคเนย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

ศิลปินชาวนาอุษาคเนย์

ฤดูกาลเวียนผ่านไปปีแล้วปีเล่า สิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวินาที ก็ใครเล่าจะจมอยู่กับที่กับสิ่งเก่าเดิมไปตลอดกาล เฉกชีวิตก็ต้องมีเกิดมีดับยากที่ใครจะฝืน เช่นเดียวกับเรื่องราวของศิลปะศิลปินในแถบถิ่นบ้านเรา ที่ฉันคิดว่าปีหน้าฟ้าใหม่นี้การจัดนิทรรศการศิลปะอาจมีโฉมหน้าเปลี่ยนไป จากการจัดนิทรรศการในหอศิลป์แบบเดิมๆ มาเป็นการจัดนิทรรศการตามพื้นที่ชุมชนต่างๆ มากขึ้น เรียกว่าใครอยากชมผลงานของศิลปินก็ด้นดั้นกันไปเองเถิดหนา

“เยี่ยมบ้านเยือนถิ่นศิลปิน” คือชื่องานที่กลุ่มศิลปินรักษ์ผืนป่าตะวันตกจัดขึ้น หลังจากรวมตัวกันทำงานอนุรักษ์และรณรงค์ให้ผู้คนช่วยกันดูแลผืนป่าแถบนี้มานานกว่า 20 ปี โดยใช้ศิลปวัฒนธรรมเป็นหลักในการขับเคลื่อน นอกจากพากันเข้าป่าเพื่อเขียนภาพป่าออกมาให้คนทั่วไปได้ชมกัน งานที่ผู้คนทั่วไปรู้จักกันดีคือ คอนเสิร์ตเพื่อผืนป่าตะวันตก ซึ่งจัดติดต่อกันมาร่วม 20 ปี ในพื้นที่อำเภอพยุหะคีรี ซึ่งนอกจากดนตรียังมีนิทรรศการและเสวนาในหัวข้อต่างๆ ตามสถานการณ์ในช่วงนั้น

อย่างหนึ่งที่ทำให้งานคอนเสิร์ตของกลุ่มรักษ์ผืนป่าตะวันตกเป็นที่รู้จักในวงกว้าง น่าจะเป็นวงดนตรีของ สุรชัย จันทิมาธร ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในศิลปินกลุ่มรักษ์ผืนป่าตะวันตก

นอกจากสุรชัย กลุ่มนี้ยังมีนักดนตรีและศิลปินที่มีชื่อเสียง อย่าง มงคล อุทก ศักดิ์ศิริ มีสมสืบ วสันต์ สิทธิเขตต์ ตุ๊ แครี่ออน ที่ล่วงลับไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ และ มานะ ภู่พิชิต ศิลปินสีน้ำมากฝีมือ ที่แม้จะไม่โด่งดังในวงกว้างอย่างคนอื่น ทว่าเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ศิลปินด้วยกัน

การจัดคอนเสิร์ตในพื้นที่เดิมเป็นกิจกรรมรณรงค์ต่อเนื่องมายาวนาน สมาชิกกลุ่มจึงคิดจะจัดกิจกรรมอื่นๆ ขึ้นมาบ้าง ประกอบกับศิลปินในกลุ่มหลายคนมีผลงานศิลปะมากมายที่คนภายนอกรู้จัก ทว่าคนในชุมชนกลับไม่รู้จัก อีกอย่างนั้นที่ฉันคิดเองเออเอง คือการจัดงานศิลปะในชุมชนทางหนึ่งก็เป็นการรณรงค์ให้ชุมชนร่วมรักษาป่าและสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเปิดพื้นที่แก่คนภายนอกได้เข้ามารู้จักชุมชนมากขึ้นอีกด้วย

ทางกลุ่มรักษ์ผืนป่าตะวันตกเลือกเยือนบ้าน มานะ ภู่พิชิต เป็นปฐมฤกษ์ของโครงการ “เยี่ยมบ้านเยือนถิ่นศิลปิน” ด้วยความเหมาะสมของพื้นที่ตั้งในอำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร การเดินทางไม่ยาก ตัวบ้านและอาณาบริเวณกว้างขวางก็พร้อมสำหรับการจัดงาน นอกเหนือจากนี้สิ่งสำคัญที่สุดคงอยู่ที่ผลงานอันมากหลายของมานะนั่นเอง

มานะ ภู่พิชิต แนะนำตัวเองไว้พอประมาณว่า เขาเป็นชาวบุรีรัมย์ โดยกำเนิด ร่ำเรียนจบปริญญาตรีด้านศิลปะ จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร จากนั้นสมัครเป็นบัณฑิตอาสาสมัครของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลงพื้นที่เป็นครูดอยอยู่ในเขตออำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้น เข้ากรุงเทพฯ ทำงานในบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง อยู่ประมาณปีกว่าๆ รู้สึกว่างานที่ทำไม่ได้ตอบสนองความรู้สึกภายในของตัวเอง จึงแสวงหาทางเลือกใหม่ โดยเดินทางลงใต้ไปอยู่ที่ภูเก็ตและเกาะสมุย

มานะ ลงใต้ครั้งนั้นหวังจะได้ทำงานศิลปะเต็มที่ แต่ด้วยความจำเป็นต้องหาเลี้ยงชีพไปด้วย เขาจึงจำใจทำงานเป็นผู้จัดการบังกะโลบ้าง ขายเสื้อยืดให้นักท่องเที่ยวบ้าง ทำไป ทำมา ก็จมอยู่กับการหาเงินเลี้ยงชีพตัวเองเป็นเวลา 10 ปี จนแทบจะลืมสิ่งที่ตั้งใจไว้แต่แรก ปี 2538 จึงตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้ง หวังที่จะสร้างงานศิลปะ โดยทิ้งธุรกิจร้านค้าไว้ที่เกาะสมุยอย่างไม่มีอะไรติดตัวมา

ช่วงปีนั้นเองที่มีการก่อตั้งกลุ่มศิลปินรักษ์ผืนป่าตะวันตก ซึ่งเป็นกลุ่มศิลปินหลากหลายสาขา ทั้งนักดนตรี นักเขียน กวี จิตรกร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่ยอมรับในวงการ วสันต์ สิทธิเขตต์ เพื่อนสนิทซึ่งเป็นสมาชิกในกลุ่มศิลปินรักษ์ผืนป่าตะวันตก ได้ชักชวนให้เข้ากลุ่ม มานะเห็นว่าจุดประสงค์ของกลุ่มศิลปินรักษ์ผืนป่าตะวันตกเพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับสังคมให้มาสนใจธรรมชาติและช่วยกันอนุรักษ์ จึงไม่ลังเลที่จะเข้าร่วม

นับจากนั้นมาจนถึงวันนี้ ก็เป็นเวลาร่วม 20 ปี

ทุกวันนี้เพื่อนๆ มักจะเรียกขานมานะว่าเป็นศิลปินชาวนา เพราะเขาได้พบรักและสมรสกับพยาบาลสาวชาวพิจิตรที่เข้ามาร่วมกิจกรรมของกลุ่มรักษ์ผืนป่าตะวันตกอยู่เนืองๆ พื้นเพครอบครัวภรรยามานะเป็นชาวนา นอกจากการทำหน้าที่พยาบาลตามที่ร่ำเรียนมา ยังประกอบอาชีพทำนาไปด้วยพร้อมกัน มานะซึ่งเป็นศิลปินไม่ต้องเข้างานเป็นเวลาอย่างข้าราชการพยาบาล เขาจึงมีหน้าที่ดูแลบ้านและทุ่งนา

จึงได้สมญานาม ศิลปินชาวนา

ด้วยบุคลิกที่แตกต่างไปจากชาวบ้านแถวนี้ ทำให้ชาวบ้านงุนงงไม่น้อยว่า มานะมีอาชีพอะไรกันแน่ บ้างถึงแก่กระซิบกันว่า ชายคนนี้ท่าจะสติไม่ค่อยสมประดีนักหรอกนะ เมื่อผ่านงานเยี่ยมบ้านเยือนถิ่นศิลปินครั้งนี้แล้วชาวบ้านน่าจะเข้าใจเขามากขึ้น เพราะนอกจากผลงานศิลปะที่ติดเต็มบ้านให้ได้ยล ในตอนเช้ายังมีกิจกรรมที่ครูนำเด็กนักเรียนมาเรียนรู้งานศิลปะกับศิลปินอีกด้วย เป็นบรรยากาศที่งดงามเปี่ยมด้วยความรู้

ฉันเชื่อว่าปีหน้าการจัดแสดงงานศิลปะลักษณะนี้จะมีมากขึ้น แทนที่ศิลปินจะต้องออกไปงอนง้อขอใช้สถานที่แสดงงานศิลปะ หนำซ้ำอาจต้องเสียค่าสถานที่และหักเปอร์เซ็นต์จากการขายผลงานอีกไม่น้อย สู้จัดที่บ้านตัวเองไม่ดีกว่าเหรอ ใครอยากเสพชมผลงานศิลปะก็มาที่บ้าน

และที่สำคัญ ผู้ชมจะได้รู้จักตัวตนของศิลปินมากขึ้น คนในชุมชนก็จะได้รู้จักเรียนรู้ศิลปะศิลปินที่อยู่ใกล้ตัว อีกทั้งยังเป็นการเปิดโลกชุมชนออกสู่คนภายนอกอีกด้วย ทั้งยังสามารถต่อยอดจากงานศิลปะออกไปได้อีกหลายเรื่อง ถ้ารู้จักที่จะทำ

บางทีความมั่นคงยั่งยืนของชุมชนแท้จริงแล้วอาจเริ่มง่ายๆ ได้จากศิลปะนี่เอง

แต่เขาก็ถือว่างานศิลปะนั้นไม่จำเป็นต้องอยู่บนผืนผ้าใบหรือในแผ่นกระดาษเพียงอย่างเดียว แท้จริงแล้วศิลปะแทรกอยู่ในทุกกิจกรรมของชีวิต นับแต่เราลืมตาขึ้นจนถึงสิ้นลม ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กๆ ที่เหมือนจะไร้คุณค่า การกวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน ซักเสื้อผ้า ขัดถู ดูแลต้นไม้ใบหญ้า ความสัมพันธ์ในครอบครัวญาติ พี่-น้อง พ่อ-แม่ ลุง-ป้า น้า-อา เพื่อนฝูง สังคม ประเทศ จนถึงโลกและจักรวาล ล้วนแต่ต้องการศิลปะทั้งนั้น เป็นทั้งการศึกษาและให้เราได้สัมผัสและเรียนรู้

ข้าแต่ศาลที่เคารพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

ข้าแต่ศาลที่เคารพ

ปี พ.ศ. 2559 แล้ว ก็ขอให้แฟนานุแฟนของเทคโนโลยีชาวบ้าน มีความสุขตลอดปีนี้

พูดถึงความสุข หรือความไม่สุข อันที่จริงก็อยู่ที่ตัวเราเป็นผู้กระทำ

อยากได้ความสุข ก็เลือกที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เดือดร้อน

อยากได้ความไม่สุข ก็ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องเดือดร้อน บางทีคนอื่นก็เดือดร้อนไปด้วย

แต่อันที่จริง ความสุขของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน

บางคนมีความสุขจากการเป็นผู้ให้ บางคนมีความสุขจากการได้อ่านหนังสือ บางคนมีความสุขจากการได้วัตถุสิ่งของ

ทุกความสุขที่กล่าวมานั้น เป็นเพียงความสุขทางโลก ไม่ได้เป็นความสุขทางธรรม

ความสุขของปุถุชนคนธรรมดาสามัญ ขอแค่เป็นความสุขที่ตัวเองและคนรอบข้างไม่เดือดร้อนก็น่าจะพอ

และความสุขที่ว่าคือ สิ่งที่จะต้องทำเอาเอง เช่นเดียวกันกับอยากมีสุขภาพที่ดีก็ต้องทำเอง ไม่มีวางขายตามท้องตลาด

เอาเป็นว่าอยากมีความสุขแบบไหนก็ทำเอา

ส่วนใครชอบความสุขจากการอ่าน ปักษ์นี้มีความรู้มาบอกให้ค้นหาความสุข

“ข้าแต่ศาลที่เคารพ” คือความรู้ ความสุขที่ท่านผู้พิพากษา สมลักษณ์ จัดกระบวนพล ชี้ขุมความสุขให้

ก็อย่างที่รู้กันว่า ช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย เกิดความขัดแย้งกันทางความคิด

“กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม” ก็ยังเป็นกลไกในการระงับความขัดแย้งมิให้บานปลาย

เช่นเดียวกับจุดยืนของ ท่านสมลักษณ์ จัดกระบวนผล ในฐานะอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา และกรรมการ ปปช.

ที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกติกาบ้านเมือง

แต่ขณะเดียวกัน เมื่อพบว่ากลไกของตราชั่งเปลี่ยนแปลงไป

นักกฎหมายมือฉมังผู้นี้ก็พร้อมจะติเพื่อก่อ ต่อเพื่อแก้ไข สมกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งเป็นที่พึ่งของทุกฝ่าย”

“ข้าแต่ศาลที่เคารพ” จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน วางจำหน่าย ราคาเล่มละ 180 บาท

ช่วงนี้อากาศค่อนข้างจะแห้ง มาพร้อมกับลมที่แรง ก็ขอให้ระวังเรื่องฟืนไฟ

ทุกปีจะเห็นอัคคีภัยอุบัติอยู่เสมอ สร้างความเสียหายทั้งที่อยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อมเกิดมลพิษ

ภาคใต้ก็เจอหมอกควันจากประเทศเพื่อนบ้านมาแล้ว ตอนนี้ก็จะถึงคราวทางภาคเหนือ

อย่าลืมว่า เมื่อเกิดหมอกควัน สุขภาพของผู้คนก็ได้รับพิษภัยไปด้วย

อยากสุขภาพดีต้องช่วยกัน เพราะไม่มีขายตามท้องตลาด

ป้องกันวันนี้ สุขภาพดีทั่วหน้า

เรื่อง : อดีตใจใต้นีออน

คอลัมน์ : กวีชาวบ้าน

โดย : พ. ประเทืองไทย

“ดื่อดือ ดื่อดือ” รื้อความหลัง

เสียงธนูว่าวดังประดังเสียง

ความหลัง ครั้งอดีต กรีดสำเนียง

มารายเรียงในสำนึก-ระลึกกาล

หวีดหวิว วาบไหว หัวใจหวิว

ว่าวน้อยลอยละลิ่วผิวเพลงหวาน

ดึงอดีตครั้งเก่ามาร้าวราน

หวนความสุข วันวาร-ในทรงจำ

ธนูว่าวบนฟ้า ราตรีนี้

ดึงฤดี ย้อนเวลา มาตอกย้ำ

คลอเป็นเสียงเพลงเศร้า เคล้าลำนำ

ในทรงจำครั้งก่อนมาหลอนใจ

แทรกซึมเสียงใส-ไหวอดีต

มาคอยกรีดดวงมานให้หม่นไหม้

จ้องตะเกียงดวงเก่าเคล้าแสงไฟ

เปิดนีออนดวงใหม่ร่ายบทกลอน

“ดื่อดือ ดื่อดือ” ยื้อหัวใจ

แลตะเกียง เคยใช้ ใจสะท้อน

กระท่อมร้าง ฤดีร้าว-อดีตจร

มองตะเกียงระลึกย้อนอดีตใจ

การฝึกจิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

ธรรมะจากวัด

ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.skytemple.org

การฝึกจิต

พระพุทธเจ้าตรัสว่า การฝึกจิตเป็นความดี ตามปกติเมื่อไม่มีการกระทบระหว่างอายตนะภายในและอายตนะภายนอก จิตจะปกติและสงบเย็นอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อมีการกระทบระหว่างอายตนะภายนอกและอายตนะภายใน จิตที่ยังไม่ได้ฝึกดีแล้วย่อมหวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่มากระทบเสมอ จึงจำเป็นต้องฝึกจิตไว้ตั้งรับอารมณ์ที่มากระทบเพื่อจะได้รักษาความเป็นปกติแห่งจิตไว้ได้

อารมณ์ที่มากระทบแล้วจิตไหวตามได้คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ อาการไหวของจิตจะไหวไปสองทางคือ ทางพอใจและไม่พอใจชอบหรือชัง เมื่อจิตไหวไปแล้วจะเสียความปกติและความสงบที่เคยมีมา พระพุทธเจ้าตรัสว่า เธอจงตามรักษาจิตเถิด

การฝึกจิตคือ การตามรักษาจิตให้ปกติและสงบอยู่เสมอ หรือรักษาจิตมิให้ไหวในเวลาที่อารมณ์มากระทบ แต่ปล่อยให้ทำหน้าที่ไปตามธรรมชาติ

สิ่งที่ช่วยให้การรักษาจิตดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพคือ การสำรวมหรือระวัง ดั่งพระพุทธพจน์ว่า ผู้ใดจักระวังจิตผู้นั้นจักพ้นจากบ่วงแห่งมาร บ่วงมารคือ ความยินดีหรือยินร้ายที่เกิดจากการกระทบอารมณ์ด้วยความเผลอ ถ้าไม่เผลอกระทบแล้วผ่านไป บ่วงมารก็หลุดไปด้วย

ธรรมะสำคัญที่เป็นพื้นฐานแห่งการฝึกจิตคือ สติ ได้แก่ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมและไม่เผอเรอ หลักธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงเรื่องการฝึกจิตต้องมีสติประกอบเสมอขาดมิได้เลย เช่น อานาปานสติ และสติปัฏฐาน ล้วนต้องการสติคอยรักษาจิตทุกเวลานาที หรือทุกลมหายใจ

ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก

สติคอยบอก ว่ารู้ตื่นเบิกบาน

ฝึกแล้วฝึกอีก ฝึกจนชำนาญ

รู้ตื่นเบิกบาน ทุกลมหายใจ

การฝึกสมาธิ โดยการเฝ้าตามดู ตามรู้ และตามเห็น ลมหายใจออกเข้า จึงเป็นการฝึกสมาธิ ที่เป็นสากล เป็นธรรมชาติ ทุกคนไม่จำกัด ชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม สามารถปฏิบัติได้อย่างเท่าเทียมกัน เพราะทุกคนมีลมหายใจเหมือนๆ กัน

วิธีปฏิบัติ ก็ไม่สลับซับซ้อนแต่ประการใด เพียงหาที่นั่งที่สงบจากความพลุกพล่าน ที่ใดที่หนึ่ง จากนั้นก็นั่งให้สบาย แล้ววางสติกำหนดรู้ที่ลมหายใจออกเข้า หรือพูดง่ายๆ ว่า หยุดคิดเรื่องอื่นชั่วคราว คิดอยู่เฉพาะลมหายใจออกเข้า ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า เวลาหายใจเข้าก็รู้ ว่ากำลังหายใจเข้า เวลาหายใจออกก็รู้อยู่ว่ากำลังหายใจออก เวลาหายใจออกยาวก็รู้ว่า กำลังหายใจออกยาว เวลาหายใจเข้ายาวก็รู้สึกตัวว่าหายใจเข้ายาว

คำว่า รู้สึกตัว คงจะเข้าใจได้ง่าย ถ้ายังไม่หลับก็ยังรู้สึกตัวทั่วพร้อม แต่ถ้าหลับจะไม่รู้สึกตัว การนั่งสมาธิจึงมิใช่การนั่งหลับ แต่การนั่งสมาธิ เป็นการนั่งรู้สึกตัวทั่วพร้อม

หัวใจสำคัญของการนั่งสมาธิอยู่ที่ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

การวางความคิดที่ลมหายใจ คือรู้ถึงลมหายใจตรงๆ ไม่มีอ้อมค้อม ลีลาแห่งลมหายใจแต่ละขณะเป็นเช่นไร ย่อมรู้เช่นนั้น การรู้นี้ไม่ต้องจดจำมาจากที่ไหน รู้ด้วยประสบการณ์ตรงเลย จะพบลีลา ความเคลื่อนไหว หยาบบ้างละเอียดบ้างไปตามลำดับ

แต่ที่ผู้ฝึกสมาธิพบคล้ายๆ กัน ยิ่งฝึกนานลมหายใจยิ่งละเอียด เวลาที่ลมหายใจละเอียด รู้สึกได้ถึงความสงบเยือกเย็นทั้งในส่วนกายและใจได้อย่างชัดเจน การทำสมาธิทำให้ใจสงบและกายก็จะสงบตามด้วยเพราะลมหายใจเกี่ยวเนื่องด้วยกายมีอิทธิพลต่อความสงบหรือความวุ่นวายฝ่ายกายด้วย

การฝึกสมาธิจนลมหายใจสงบและละเอียดอย่างรวดเร็ว นับเป็นวิธีพักผ่อนอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่นฟื้นพลังงานต่างๆ ที่สูญเสียไปจากการตรากตรำทำงานหนักให้คืนมาอย่างรวดเร็ว

ความสดชื่นที่ได้จากการทำสมาธิจะได้ทั้งกายและใจพร้อมๆ กันไป ในขณะนั้นกล่าวได้ว่าเป็นขณะที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี

การฝึกจิต เป็นการทำความดีชนิดหนึ่งที่ลงทุนเงินทองทรัพย์สินน้อย แต่ได้ประโยชน์มากมายมหาศาล ดั่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า การฝึกจิตเป็นความดีนั่นแล

คลอดมาตรฐานบังคับฉบับแรก คุมเข้ม รมผลไม้สด ด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

คลอดมาตรฐานบังคับฉบับแรก คุมเข้ม รมผลไม้สด ด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องหลักปฏิบัติสำหรับกระบวนการรมผลไม้สด ด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นมาตรฐานบังคับฉบับแรกของประเทศไทย ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศบังคับใช้ เพื่อควบคุมกระบวนการรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์สำหรับผลไม้ เช่น ลำไย ลิ้นจี่” พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประกาศออกกฎกระทรวงดังกล่าว

โดยหลักปฏิบัติสำหรับกระบวนการรมผลไม้สด ด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ จะเริ่มมีผลบังคับ ตั้งแต่ วันที่ 4 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้กระบวนการรมผลไม้สดด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์อย่างแพร่หลาย เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้ให้คงความสดและสามารถวางจำหน่ายในตลาดได้นานขึ้น

“ก่อนที่มาตรฐานบังคับฉบับแรกนี้จะมีผลบังคับใช้ ผู้ประกอบการโรงรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ทุกขนาดทั่วประเทศกว่า 110 แห่ง จำเป็นต้องเร่งปรับตัวและเตรียมพร้อมรองรับการบังคับใช้มาตรฐานฯ โดยผู้ประกอบการ โรงรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ผู้นำเข้า และผู้ส่งออกผลไม้ดังกล่าวที่มีการรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะต้องยื่นขออนุญาตกับทาง มกอช. ในขณะเดียวกันโรงรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ต้องขอการตรวจรับรองจากกรมวิชาการเกษตร หรือผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐานที่ มกอช. กำหนดภายใน วันที่ 4 พฤษภาคม 2559” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

ด้าน นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวย้ำว่า ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกผลไม้ดังกล่าว โดยเฉพาะลำไย ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานฯ โดยเร่งปรับปรุงโรงรม ห้องรม ระบบบำบัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ รวมถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ให้เป็นไปตามข้อกำหนดและหลักปฏิบัติ ในมาตรฐานฯ ที่สำคัญต้องมีกระบวนการรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์อย่างถูกต้องและถูกวิธี โดยเฉพาะโรงรมลำไยสด ที่ต้องดำเนินการให้เสร็จตามกฎหมาย เพื่อรองรับผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดในรอบกลางปี 2559 ซึ่งจะทำให้การส่งออกลำไยสดเกิดความคล่องตัว และไม่มีปัญหาตรวจพบซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างเกินค่ามาตรฐานที่ประเทศผู้นำเข้าปลายทางกำหนด

การรมก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในผลไม้สด มีโอกาสที่สารชนิดดังกล่าวจะตกค้างเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค จึงจำเป็นต้องเร่งควบคุมกระบวนการรมเพื่อไม่ให้มีปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างเกินกว่าข้อกำหนดตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยของผลไม้ไทย และช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับสินค้าผลไม้ไทยในตลาดโลกด้วย

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการใช้กระบวนการรมผลไม้สด ด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์อย่างแพร่หลาย เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้ให้คงความสดและสามารถวางจำหน่ายในตลาดได้นานขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลำไย

“ขณะนี้ ผู้ส่งออกลำไย ยังมีการรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในลำไยสด เพื่อการส่งออก ทั้งลำไยในฤดูและนอกฤดู ซึ่งตลาดต่างประเทศมีความต้องการสูง โดยเฉพาะตลาดจีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม จากตัวเลขตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2558 ไทยมีการส่งออกลำไยสดแล้วกว่า 251,042.54 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 5,697.48 ล้านบาท คาดการณ์ว่า ปีนี้ปริมาณและมูลค่าการส่งออกลำไยสดจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น เมื่อมีมาตรฐานกำหนดออกมาบังคับใช้ จึงคาดว่าการส่งออกผลผลิตลำไยจากประเทศไทยจะมีมาตรฐานมากขึ้น ทำให้ไม่เสียตลาดการส่งออก รวมถึงจะปลอดภัยกับผู้บริโภคอีกด้วย” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

ผู้ประกอบการสามารถขออนุญาตออนไลน์ (online) ได้ที่ tas.acfs.go.th หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ กองควบคุมมาตรฐาน สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทร. (02) 579-4140, (02) 561-2277 ต่อ 1710 หรือ 1712

ตลาดฟิลิปปินส์ เหมือนไทยอย่างกับแกะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07076010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

เดินเล่น ตลาดต่างแดน

อ้อมแอ้ม ณ แอลเอ

ตลาดฟิลิปปินส์ เหมือนไทยอย่างกับแกะ

คนฟิลิปปินส์กับคนไทยนี่ถ้านั่งใกล้กันแล้วไม่ต้องพูด ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นใคร ฉันยืนยัน หน้าตาผิวพรรณคล้ายกัน ถ้าจะว่าคนไทยมีคนเชื้อสายจีนที่ผิวพรรณขาวจัด คนฟิลิปปินส์เขาก็มีคนเชื้อสายจีนผิวขาวจัดเหมือนกัน หรือคนไทยทางตอนเหนือผิวออกเหลือง ฟิลิปปินส์ก็มีคนพื้นเมืองผิวออกเหลืองเหมือนกัน คือไปทางไหนก็เหมือนกันไปหมด

แต่คนไทยรู้อะไรเกี่ยวกับฟิลิปปินส์บ้าง นอกจากที่เรียกเขาว่าตากาล็อก ฉันว่าไม่รู้หรอก หรือไม่ก็รู้น้อยมาก ฟิลิปปินส์ใช่จะมีแต่ตากาล็อกนะคุณ เขามีภาษาท้องถิ่นอีกนับร้อยภาษา และที่ว่าตากาล็อกมีคนใช้มากที่สุดก็ไม่ใช่อีก เพียงแต่มันเป็นภาษาที่มีคนในกรุงมะนิลาใช้ และมันเป็นภาษาที่ผสมกันแล้วระหว่างภาษาท้องถิ่นกับภาษาสเปน รัฐบาลฟิลิปปินส์ยุคหลังอาณานิคมจึงพยายามให้ภาษานี้เป็นภาษาทางการ ปัจจุบันก็มีคนใช้เยอะอยู่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด คนฟิลิปปินส์พูดภาษาตากาล็อกไม่ได้มีเยอะแยะนะคุณ

อันว่าสเปนนั่นก็อย่างที่เคยคุยไปแล้ว เขาปกครองฟิลิปปินส์อยู่หลายร้อยปี วัฒนธรรม ศาสนา อาคารบ้านเรือน ตลอดจนนิสัยใจคอ ยังอบอวลอยู่ในประเทศฟิลิปปินส์ และคนฟิลิปปินส์

คนฟิลิปปินส์ส่วนหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นส่วนใหญ่แต่บัดนี้จำเนียรกาลผ่านไปก็กลายเป็นส่วนน้อยและเป็นคนมีอายุไปตามระเบียบ จะพูดภาษาสเปนได้ ส่วนกลางคนมาหน่อยราว 50 กว่าๆ จะพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะอเมริกันก็เคยมาเป็นเจ้าอาณานิคมอยู่พักหนึ่ง

ถามว่าทำไมฟิลิปปินส์ถึงตกเป็นเมืองขึ้นยาวนานโดยหลายประเทศ ถ้าถามฉัน ฉันว่าภูมิประเทศเขาล่อเป้ามาก คือเป็นเกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ใครแล่นเรือมาจากทางตะวันตกก็มาเจอเกาะสวยนี่ เป็นท่าเรือ เป็นฐานรบ ฐานการค้า ได้ดีที่สุด

ฟิลิปปินส์จึงเป็นประเทศแรกๆ ในเอเชียที่ตกเป็นเมืองขึ้น แล้วก็เป็นยาวนานหลายร้อยปี เพิ่งได้อิสรภาพแจ่มแจ้งแดงแจ๋เมื่อปี พ.ศ. 2489 นี่เอง

ในบรรดาประเทศในเอเชียด้วยกันนี่ ประเทศฟิลิปปินส์เป็นอีกประเทศที่ฉันว่าอุดมไปด้วยคนดีมีฝีมือ มีการศึกษา มีภาษาดี แต่ดันตกอยู่ในวงวังของคอร์รัปชั่น สงครามระหว่างชนกลุ่มน้อย กระทั่งสงครามสู้กับคอมมิวนิสต์ก็ยังมีอยู่ คนจึงยังยากจนเสียมากต่อมาก

การที่ประเทศเป็นหมู่เกาะมากมายกว่า 7,000 เกาะ ยังทำให้ต้นทุนในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันสูงกว่าปกติมาก จนถึงทุกวันนี้ฟิลิปปินส์ยังมีหมู่บ้านไกลปืนเที่ยงที่ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีอินเตอร์เน็ตใช้ และยังต้องเดินทางข้ามเกาะด้วยเรือโกโรโกโส

ข่าวเรื่องเรือล่มคนเสียชีวิตมากมาย ก็เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

นั่นยังไม่เท่ากับที่ฟิลิปปินส์อยู่ในเขตที่พายุไต้ฝุ่นอาละวาดถี่ยิบ มาแต่ละทีเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ฉันว่าตรงนี้ก็ส่วนหนึ่งแหละที่ทำให้เขาเงยหน้าอ้าปากได้ยากเหลือเกิน

เพื่อนฉันเป็นนักข่าว เคยเห็นหล่อนรายงานเหตุการณ์พายุถล่ม หล่อนยืนหน้ากล้องด้านหลังเป็นต้นไม้ไหวระเอน ลมอื้ออึง ฉันเห็นแล้วตื่นตาตื่นใจ เพราะหล่อนดูมั่นคงมาก

จากนั้นก็เห็นหล่อนรายงานแบบนี้อีก พายุแล้วพายุเล่า หล่อนบอกมันเกิดขึ้นบ่อยจนฉันชินชาแล้ว แล้วรูปแบบการรายงานข่าวก็แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างกัน เริ่มด้วยรายงานความรุนแรงของพายุ เอาแบบตื่นตาตื่นใจเห็นกันจะจะ เปียกกันมะลอกมะแลก เสร็จแล้วต่อด้วยรายงานความเสียหาย สภาพบ้านเรือนพังราบ ผู้คนล้มหาย เสียงร้องไห้ระงม อะไรประมาณนั้น

แล้วหล่อนก็บอกฉันว่าความช่วยเหลือไม่สามารถไปถึงมือทุกคนได้ เพราะรัฐบาลเองก็รับมือไม่ไหว ไหนจะเดินทางลำบากอีก กว่ารัฐบาลจะเข้าไปถึงทุกหมู่บ้าน มันนานแสนนาน

คนฟิลิปปินส์จึงเป็นคนที่ออกไปหาเงินนอกประเทศมาเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เพราะความยากจน และเพราะพอรู้ภาษาอังกฤษกับภาษาสเปน ฉันเจอคนฟิลิปปินส์มาแล้วทุกมุมโลก เป็นนักดนตรีก็ฝีมือดีมาก ฉันเคยเจอที่คลับในกาตาร์ ได้ยินเสียงร้องเจื้อยแจ้วสำเนียงฝรั่งชัดเปรี๊ยะ ทายได้เลยว่าฟิลิปปินส์ ที่แอฟริกาก็เจอทำนองเดียวกัน ส่วนที่อเมริกาฉันเจอพยาบาลกับหมอฟิลิปปินส์เยอะมาก

ถ้าเป็นเมืองไทยเจอมาสอนภาษา เรียกเงินเดือนหมื่นกว่าบาทเอง พวกนี้ไม่ใช่ชั้นครู สำเนียงภาษาอะไรก็ไม่ดีนัก เข้าใจว่าถ้าดีกว่านี้คงไปไกลกว่าจะมาเตาะแตะแค่เอเชีย

คนฟิลิปปินส์ใช้ชีวิตสนุกสนานมาก เต้นระบำรำฟ้อน อย่างที่ฉันบอกว่าอาจมาจากอิทธิพลของสเปนที่ปกครองประเทศนี้อยู่เนิ่นนาน คนสเปนก็ชอบเต้นระบำรำฟ้อนเหมือนกัน

เมื่อชีวิตออกจะสนุกสนาน ตลาดของคนฟิลิปปินส์ก็สนุกสนานไปด้วยสีสัน อาหารฟิลิปปินส์เหมือนเมืองไทยมาก คนก็ดันเหมือนกัน เวลาเดินตลาดฟิลิปปินส์จึงให้รู้สึกว่าเป็นเมืองไทยเอามากๆ ไอ้พวกของทอดข้างถนน ใส่ถุงกระดาษกินกันนี่ใช่เลย ลูกชิ้นปลาทอดก็มี ที่จริงของพวกนี้กินกันหลายประเทศทั่วโลกนะ ไม่ใช่มีแต่เมืองไทย หรือฟิลิปปินส์

แล้วอารมณ์ยืนกินข้างถนน หรือเดินไปกินไปนี่ก็เหมือนเมืองไทยเลย ซึ่งก็ย้ำอีกทีว่าไม่ใช่เฉพาะแค่ไทยกับฟิลิปปินส์ เรื่องเดินกินมีค่อนโลก คนอังกฤษก็เดินกินนะ ใครที่กลัวชาวบ้านจะว่าไร้มารยาท จึงควรจะเลิกกลัว ใช้ชีวิตอย่างที่มันเหมาะกับตัวเองให้มากที่สุดแหละ เมื่อชีวิตมันเร่งรัด มันไม่มีเวลาให้อ้อยสร้อย ก็เดินไปกินไปเถอะคุณ อย่าได้แคร์

เดินตลาดฟิลิปปินส์แล้วดูเอาเถิด จะรู้ว่าเขากินไรเรากินนั้นเหมือนกันเดียะ

จอดป้ายเทคโนฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05014010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

จอดป้ายเทคโนฯ

หน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่

นักศึกษาคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ทุ่งใหญ่ ร่วมกับ สภาการศึกษาจังหวัดกระบี่ เทศบาลเมืองจังหวัดกระบี่ และ ปศุสัตว์จังหวัดกระบี่ จัดกิจกรรม หน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา ณ มูลนิธินายศรีผ่อง-นางกี่ ภูเก้าล้วน จังหวัดกระบี่ เพื่อเป็นการสร้างสุขลักษณะที่ดีแก่สุนัขและแมว ที่อยู่รวมกันเป็นจำนวนมากให้ดีขึ้น โดยจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับสุนัขและแมว การทำหมัน การตรวจสุขภาพเบื้องต้น รวมไปถึงการขึ้นทะเบียนสุนัขและแมว รวมทั้งการฝึกปฏิบัติการผ่าตัดทำหมันของนักศึกษาสัตวแพทย์ ซึ่งเป็นการบูรณาการระหว่างการเรียนการสอนและการบริการ เพื่อชุมชน

ยกระดับคุณภาพชีวิต

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์คมเดือน โพธิสุวรรณ รองอธิการบดี ร่วมงานประชุมวิชาการนานาชาติ “การยกระดับคุณภาพชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่นอาเซียน” ครั้งที่ 2 โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์มนัส คงศักดิ์ คณบดีคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการเกษตร อาจารย์วิชริณี สวัสดี รองคณบดีคณะเทคโนโลยีสังคม ดร. ภทรพร ยุทธาภรณ์พินิจ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา นำคณะอาจารย์และตัวแทนชุมชน ร่วมจัดนิทรรศการโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตของหมู่บ้านชุมชน 9 มทร. ระหว่าง วันที่ 30 พฤศจิกายน-3 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่

บ้านปูฯ สานสัมพันธ์ ไทย-ลาว

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านธุรกิจพลังงานแห่งเอเชีย จัดการแสดงคอนเสิร์ต วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (ทีพีโอ) เพื่อเฉลิมฉลอง 40 ปี แห่งวันสถาปนา สปป. ลาว หรือ วันชาติลาว ณ หอประชุมแห่งชาติ นครหลวงเวียงจันทน์ ในโอกาสนี้ นายทองลุน สีสุลิด (ที่ 4 จากขวา) รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และภริยา นายบัวเงิน ซาพูวง (ที่ 3 จากซ้าย) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง แถลงข่าว วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว นายหลี บุนค้ำ (ที่ 2 จากซ้าย) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประจำประเทศไทย และ นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล (ซ้ายสุด) อัครราชทูตแห่งราชอาณาจักรไทย ประจำนครหลวงเวียงจันทน์ ร่วมเป็นแขกกิตติมศักดิ์ โดยมี นายองอาจ เอื้ออภิญญกุล (ที่ 4 จากซ้าย) กรรมการและเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยภริยา และ นางสมฤดี ชัยมงคล (ขวาสุด) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมให้การต้อนรับ

ปีที่ 6

กรมหม่อนไหม จัดงาน วันคล้ายวันสถาปนากรมหม่อนไหม ปีที่ 6 โดย นายโอภาส กลั่นบุศย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ซึ่งมีการแสดงนิทรรศการผลงานเด่นด้านหม่อนไหม ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อาทิ โครงการธนาคารเชื้อพันธุกรรมหม่อนไหม โมบายแอพพลิเคชั่นหม่อนไหม ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหม่อนและไหม เป็นต้น รวมทั้งร้านจำหน่ายผ้าไหม และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม จากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และผู้ประกอบการหม่อนไหมทั่วประเทศ

ส่งสุขปีใหม่ ด้วยกระเช้าสินค้าสหกรณ์

กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดตัวโครงการคืนความสุขให้ประชาด้วยสินค้าสหกรณ์ ประจำปี 2559 เนื่องในโอกาสเทศกาลปีใหม่ ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง วันที่ 15 มกราคม 2559 ผู้ที่สนใจ สามารถไปเลือกสินค้าเพื่อจัดลงกระเช้าได้ตามความต้องการ หรือจะสั่งซื้อกระเช้าปีใหม่สำเร็จรูปที่เจ้าหน้าที่ได้จัดไว้เรียบร้อยแล้ว ราคามีตั้งแต่หลักร้อย จนถึงกระเช้าขนาดใหญ่ ราคา 1,000-3,000 บาท เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค และพิเศษสำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้า ตั้งแต่ 5,000 บาท ขึ้นไป มีบริการพิเศษจัดส่งฟรีในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล หรือลูกค้าในต่างจังหวัด สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัด และศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ประจำจังหวัดทั่วประเทศ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (02) 628-5512, (02) 281-3095 ต่อ 121

รู้งี้ผอมไปนานแล้ว!

สาธิก ธนะทักษ์ (โค้ชเป้ง) เขียน

สำนักพิมพ์มติชน

ISBN : 978-974-02-1449-6

จำนวน 176 หน้า/ราคา 200 บาท

บอกลาความอ้วนด้วยการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี ไขปัญหาข้องใจของใครหลายคน ว่าทำไมถึงไม่ผอมสักที ทั้งที่พยายามลดน้ำหนักแล้ว แถมบางคนแทนที่น้ำหนักจะลดลง กลับเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

รู้งี้ผอมไปนานแล้ว! หนังสือที่จะอธิบายเกี่ยวกับการออกกำลังกาย และการเลือกกินอาหารที่เหมาะสม พร้อมข้อมูลต่างๆ ซึ่งหลายคนเคยเข้าใจผิด เช่น ออกกำลังกายแล้วนั่งทำให้ก้นใหญ่จริงหรือ?, กินแต่ผลไม้ ลดน้ำหนักได้จริงหรือ?, การกินคลีน คืออะไร? และเรื่องของวิตามินและอาหารเสริมโปรตีน โดย โค้ชเป้ง (สาธิก ธนะทักษ์) โค้ชเทรนเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ เจ้าของผลงาน “Easy to Fit ฟิตง่ายๆ ทำได้ที่บ้าน”

แล้วการลดน้ำหนักจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

วิจัย ลำไยคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05016010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

จอด

วิจัย ลำไยคุณภาพ

ผศ. พาวิน มะโนชัย รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำคณะวิจัย จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ลงพื้นที่เพื่อวิจัยการทำลำไยคุณภาพ ณ บ้านต๊ำใน ตำบลบ้านต๊ำ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา

บ้านปูฯ มอบทุน 1.5 ล้านบาท ให้ สพฐ.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดย นายการุณ สกุลประดิษฐ์ (กลาง) เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ นายนพพร มากคงแก้ว (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้อำนวยการ สำนักพัฒนาการศึกษา เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจชายแดนภาคใต้ รับมอบเงิน จำนวน 1.5 ล้านบาท จาก บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านธุรกิจพลังงานแห่งเอเชีย นำโดย นางอุดมลักษณ์ โอฬาร (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้อำนวยการสายอาวุโส-องค์กรสัมพันธ์ เพื่อสนับสนุนโรงเรียนในเขตพื้นที่ในการฟื้นฟูพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการฟื้นฟูและพัฒนาอุปกรณ์การเรียนการสอนเพื่อความต่อเนื่องในการเรียนรู้ ตลอดจนสร้างขวัญและกำลังใจแก่ครูและนักเรียนในพื้นที่

ข้าวตราฉัตร “ผู้นำธุรกิจข้าวถุงไทย” แตกไลน์ผลิต-ข้าวญี่ปุ่น

ข้าวถุงแบรนด์คนไทย “ข้าวตราฉัตร” หลังจากซุ่มทดลองโมเดลปลูกข้าวแบบใหม่ ส่ง “ข้าวญี่ปุ่นตราฉัตร” ข้าวระดับพรีเมี่ยม ผ่านการคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมที่สุด “อะกิตะโคมาชิ” ชูคอนเซ็ปต์ “ข้าวญี่ปุ่นตราฉัตร?เหนียว นุ่ม อร่อยแบบต้นตำรับ” เพราะอาหารญี่ปุ่น เสน่ห์ความอร่อยอยู่ที่ความพิถีพิถัน และหัวใจสำคัญอยู่ที่วัตถุดิบ จึงตอบโจทย์ รับประกันคุณภาพความอร่อยแบบต้นฉบับ ตอบรับเทรนด์การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของผู้บริโภคที่ชอบรับประทานข้าวญี่ปุ่น วางยุทธศาสตร์เจาะตลาดช่องทางร้านอาหาร โรงแรม ทั้งในประเทศไทยและตลาดโลก กว่า 50 ประเทศ ทั่วโลก เปิดแผน 5 ปี ตั้งเป้ายอดขายภายในประเทศ 100 ล้านบาท

เครือเบทาโกร ส่งแรงใจเชียร์ นักกีฬายิงปืนคนพิการ

เครือเบทาโกร โดย นายธานัท รักเพชร ผู้อำนวยการบริหารความผูกพัน องค์กรเครือเบทาโกร (แถวหลัง ที่ 5 จากขวา) เป็นตัวแทนร่วมส่งกำลังใจเชียร์ นักกีฬายิงปืนคนพิการทีมชาติไทย และในฐานะพนักงานเครือเบทาโกร โดยการนำของ โค้ชประกาศิต อุนาพิมพ์ (แถวหน้า กลาง) ก่อนออกเดินทางไปแข่งขัน อาเซียนพาราเกมส์ 2015 (Asian Para Games 2015) ที่ประเทศสิงคโปร์ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ

พฤกษากับเสียงเพลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

ไม้ดอกไม้ประดับ

มานพ อำรุง

พฤกษากับเสียงเพลง

พฤกษาช่อใหญ่ สวัสดีปีใหม่ แทนใจอำนวยพร

นานาพันธุ์ บุปผา มารายล้อม

บ้างกลิ่นหอม สำรวย ด้วยเกสร

หลากสีสัน หนีพราก จากภมร

มารวมพร มัดห่อ ช่อมาลี

บ้างมีหนามแหลมคม แต่ชมชื่น

ใช่ดอกอื่น คือกุหลาบ ดังอาบสี

ผูกโบน้อย รัดรึง ตรึงฤดี

มอบแทนที่ เป็นสัญญา ภาษาดอกไม้

แทนคำพูด เอื้อนเอ่ย เผยจากจิต

แทนความคิด อวยพร ตอนมอบให้

แทนทุกสิ่ง จริงใจ ในความหมาย

แทนดอกไม้ ทุกดอก บอกความนัย

มวลดอกไม้ มีมาให้ ทั้งหลายนี้

ด้วยไมตรี ทั้งอุทยาน บานสดใส

จะเลือกดอก หรือทั้งช่อ ขอน้อมใจ

รวมช่อใหญ่ มอบด้วย คำอวยพร

บานจากนี้ ตลอดปี เป็นปีใหม่

เลือกตามใจ สอยตามจิต ประภัสสร

ฤๅจะร้อยมาลัย สวมคอ-กร

พร้อมคำกลอน พฤกษา มาสวัสดี

บทกลอนด้วยใจพิสุทธิ์ มอบคารวะบรรณาการสำหรับทุกท่าน เนื่องในศุภดิถีเวียนศุภวารวันปีใหม่ ส่งท้ายปลายปีด้วยมาลีช่อใหญ่หลากสีสัน และนานาพันธุ์ ซึ่งเรียงร้อยด้วยบทกลอนแทนช่อพฤกษา ดังที่พรรณนาไว้

ดอกไม้ทุกดอก เป็นตัวแทนความรู้สึกได้ สื่อความหมายได้ ซึ่งผู้มอบให้กับผู้รับได้โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย เพราะเสน่ห์จากพฤติกรรมนี้ เกิดขึ้นในบทบาทของบรรยากาศที่มีความหมายของตัวเอง เป็นบริบทของความรู้สึกที่ไม่ต้องมีภาษาอธิบายประกอบ เนื่องจาก เป็น “ภาษาดอกไม้”

ดอกไม้ สามารถมอบให้ซึ่งกันได้ทุกโอกาส ทุกข์ สุข รัก โศก ยินดี ชื่นชม แม้แต่ดอกไม้ติดปลายกระบอกปืนก็ยังเคยเกิดขึ้น ดอกไม้ผลิบานได้ทุกบรรยากาศ ไม่ว่าผู้ให้ หรือผู้รับ จะเลือกฤดูกาลใดๆ ความหลากหลายแห่งพืชพรรณ ซุกซ่อนเสน่ห์ไว้ทั้งสีสันของรูปลักษณ์ และกลิ่นไอที่เป็นเอกลักษณ์ ตั้งแต่ ราก เปลือกต้น ถึงยอดใบ

ความในใจเผยบอกด้วยดอกไม้ จะเป็นดอกเดี่ยวหรือช่อดอก หรือมัดช่อรวมดอก ก็เป็นตัวแทนบอกความรู้สึกได้ทุกชนิดพันธุ์ เพียงแต่อาจจะบอกความหมายที่ต่างออกไปตามบรรยากาศ และทีท่าทั้งผู้มอบและผู้รับ หากจะย้ำว่าพฤติกรรมภาษาดอกไม้นี้มีมานานเพียงใด หรือปัจจุบัน ทำไมต้องจัดเป็นมัดรวมเป็นช่อ ก็คงจะต้องค้นหาที่มา ศึกษาอ้างอิง แต่เชื่อว่า ผู้รับทุกรายคงจะไม่ต้องการทราบที่มาของการจัดช่อดอกไม้ เพราะว่าการชื่นชม ยินดี และภูมิใจที่เป็นผู้รับดอกไม้นี้ หรือดอกไม้ช่อนี้ก็สุดปลื้มเพียงพอแล้ว

ถ้าหากย้อนรำลึกถึงบรรพบุรุษเรา ที่เกี่ยวข้องกับที่มาของจัดช่อดอกไม้แล้ว มีข้อคิดที่น่าจะเป็นไปได้จากการนำดอกไม้ ใบไม้ มาจัดรวมเพื่อบูชาพระ หรือนำมาประดับตกแต่งสถานที่ต่างๆ ทั่วไป หรือในพิธีกรรม พิธีสำคัญต่างๆ เพื่อให้มีบรรยากาศสดชื่น สวยงาม หรูหรา และตื่นตาด้วยสีสันของพรรณดอกไม้ ซึ่งอบอวลด้วยกลิ่นเกสรแห่งพฤกษา แต่ถ้าจะย้อนถึงประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย มีบันทึกไว้ในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระนิพนธ์ไว้ โดยกล่าวถึงนางนพมาศ หรือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ได้ตกแต่งโคมลอย พระราชพิธีการลอยพระประทีป ซึ่งได้ตกแต่งด้วยดอกไม้สด ผลไม้แกะสลัก มาตกแต่งโคมลอยให้สวยงามยิ่ง และทำกระทงประดิษฐ์เป็นรูปดอกบัว จึงถือว่าเป็นสตรีท่านแรกที่ริเริ่มนำดอกไม้สดมาใช้ในพิธีการ

ดอกไม้เป็นสื่อแสดงความรู้สึกของผู้ให้ บ่งบอกความนัยแก่ผู้รับ ความมีเสน่ห์ ให้ความหมายอยู่ในตัว หากการจัดดอกไม้นั้นให้เหมาะสมกับโอกาสอันควรแสดงออก การจัดดอกไม้สามารถนำทุกส่วนของต้นไม้ ตั้งแต่ ก้าน กิ่ง ดอก ใบ ลำต้น หน่อ มาจัดแต่งให้สวยงาม ปัจจุบัน นิยมผสมผสานด้วยสิ่งของอื่นๆ มาร่วมจัด เช่น กระดาษ โบว์ ริบบิ้น ผ้า พลาสติกสีสันต่างๆ เป็นองค์ประกอบ

ปัจจุบัน ธุรกิจการจัดดอกไม้มีมากมาย แพร่หลาย ทั้งสถานที่และรูปแบบการบริการ จึงอาศัยทั้งเชิงวิชาการและเชิงธุรกิจ กลายเป็นส่วนหนึ่งของทุกๆ กิจกรรม ฤดูกาล และทุกเทศกาล ตามแต่ประเภทกิจกรรมนั้นๆ เป็นประเภทของการจัดดอกไม้ เช่น ดอกไม้สีโทนร้อน ได้แก่ กลุ่มดอกสีแดง สีส้ม สีแสด สีเหลือง ซึ่งไปผูกสัมพันธ์กับความตื่นเต้นเร้าใจ สนุกสนาน กระฉับกระเฉง แสดงความมีพลัง

ส่วนการจัดดอกไม้สีโทนเย็น เช่น กลุ่มดอกสีน้ำเงิน ม่วง ฟ้า เขียวเหลือง เขียวแก่ ให้บรรยากาศผ่อนคลาย ความสงบเยือกเย็น อ่อนหวาน เลิศหรู คลาสสิก

สำหรับการจัดสีโทนอ่อนเย็นตา เช่น สีขาว ให้ความรู้สึกเรียบร้อย สะอาด มองดูรู้สึกบรรยากาศบริสุทธิ์ ให้เกิดความไว้วางใจ

นอกจากนั้น ยังมีการจัดแบบรวมโทนสี ซึ่งอาจจะต้องมีศิลปะที่จะให้สีสันของแต่ละดอก ส่งเสริม หรือสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน หรือกลมกลืนกันอย่างสมบูรณ์

ยังมีศิลปะรูปลักษณ์ของช่อดอกไม้ ที่จะประดิษฐ์รวมช่อให้เป็นดอกไม้แบบช่อกลม หรือจัดแบบช่อยาวได้อีกตามศาสตร์และศิลป์ของผู้จัด

ไม่ว่าดอกไม้ที่จะมอบให้ใคร จะเป็นดอกเดี่ยว หรือช่อใหญ่ หากแต่จะบอกความหมายจากแต่ละดอกนั้นๆ ให้ความหมายใดๆ จากผู้ให้สู่ความรู้สึกของผู้รับจะตรงกันหรือไม่ ก็ยังมีความหมายในตัวของแต่ละดอกนั้นๆ ตามแต่ที่มาของแต่ละบริบท หรือกรอบแห่งความคิด ทั้งผู้ให้และผู้รับ ดังจะขอกล่าวเป็นข้อสังเกตของความหมายแต่ละดอก ซึ่งเชื่อกันมา

ดอกรัก ดอกไม้สีขาว หรือสีม่วงอ่อน รูปทรงแปลกตาคล้ายมงกุฎ สื่อถึงความรักโดยตรง เป็นสัญลักษณ์แทนสื่อระหว่างชาย-หญิง และร้อยมาลัยบูชาพระ ต้อนรับอาคันตุกะผู้มาเยือน และจัดพานในพิธีมงคล

ดอกปักษาสวรรค์ ดอกไม้รูปทรงแปลก สีสดใส แปลกตาเหมือนนกพันธุ์ Bird of Paradise สื่อความหมายถึงความรื่นรมย์ ยินดี มอบให้แก่กันในโอกาสแสดงความยินดี ปราดเปรียวราวกับนกกำลังจะโผบิน

ดอกกุหลาบ ราชินีแห่งไม้บนบก แทนความรักที่เด็ดเดี่ยว ทรนง แม้จะหนามแหลมคม อาจจะเปรียบดังอุปสรรคขัดขวางความรักที่ต้องฟันฝ่า แต่เมื่อผ่านพ้นได้แล้วก็จะสุขสม หอมกรุ่น รู้สึกภาคภูมิและสดชื่น ดอกกุหลาบมีหลากสี แต่ละสีมีความหมายที่บ่งบอกความรู้สึก

กุหลาบแดง บอกรักแท้ ร้อนแรง บริสุทธิ์ นิยมมอบในวันแห่งความรัก

กุหลาบเหลือง ให้ความรู้สึกห่วงหาอาทร มีมิตรภาพและยินดี อาจจะมีแฝงความผิดหวัง แต่นิยมใช้เยี่ยมผู้ป่วย

กุหลาบขาว บอกถึงความบริสุทธิ์ ซื่อ ใสสะอาด แสดงความรักที่จริงใจ อ่อนน้อมถ่อมตน นิยมมอบให้ผู้ที่สูงศักดิ์กว่า

กุหลาบดำ เป็นการลาจาก เป็นการตาย หรือไปเกิดใหม่

กุหลาบชมพู ให้ความรู้สึกสง่างาม

กุหลาบม่วง เป็นรักแรกพบ

กุหลาบสีส้ม บอกถึงความเสน่หา ความปรารถนา และกระตุ้นเร้า

กุหลาบฟ้า-น้ำเงิน เป็นความลึกลับ

นอกจากนี้ ยังนิยมมอบกุหลาบที่เป็นคู่หลากสี เช่น

กุหลาบขาว-แดง บอกถึงความผูกพัน รวมหนึ่งเดียว

กุหลาบแดง-เหลือง แสดงความยินดี ร่วมมือ

กุหลาบชมพู-ขาว เหมือนจะกล่าวว่า “ผมรักคุณ และจะรักตลอดไป”

สำหรับบางกลุ่มผู้นิยมจำนวนดอกกุหลาบแทนความรู้สึก เช่น ดอกกุหลาบแดง 3 ดอก บอกว่า “ผมรักคุณ” หรือ เพลงกุหลาบแดง ที่ปลูกไว้เก็บดอกถึง 9999 ดอก เพื่อบอกยืนยันความรักที่มั่นคง

ดอกบัว เป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา ในศาสนาพุทธแสดงความบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ความศรัทธา บรรลุธรรม เปรียบดังดอกบัวซึ่งโผล่พ้นน้ำรับแสงแดด รับลม

ดอกบัวมีสีต่างๆ หลากสี ให้ความหมายแตกต่างออกไปเช่นกัน

ดอกบัวขาว จิตใจสงบ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว สดใส

ดอกบัวม่วง เป็นความลึกลับที่ลึกซึ้ง ดังแปดกลีบดอกคือ มรรค 8

ดอกบัวแดง ให้ความหมายถึงความรัก ยินดีต่อผู้อื่น ความเห็นใจ

ดอกบัวชมพู เป็นดอกบัวประเสริฐ เป็นตัวแทนแห่งพุทธธรรม

ดอกบัวน้ำเงิน แทนชัยชนะ ที่จิตและปัญญาเหนือกิเลส

สำหรับ ดอกบัว ตามความหมายในศาสนาฮินดู จะหมายถึงดอกไม้ที่มีความงาม จิตวิญญาณ ความเป็นนิรันดร์ และปราดเปรื่อง หรือเรียนรู้เจริญเรื่อยๆ

ดอกมะลิ เป็นดอกไม้แสดงความบริสุทธิ์ และสูงส่ง สำหรับมอบให้แก่ผู้ควรเคารพบูชา หรือนำไปบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บุคคลที่นับถือเคารพรัก เป็นดอกไม้สัญลักษณ์วันแม่

ดอกเบญจมาศ ดอกไม้สีสันสดใส มีความแข็งแรง ทนทาน นำไปประดับตกแต่ง ประดับรถบุปผชาติ ประดับในงานพิธี บ่งบอกความมั่นคง ถาวร

ดอกคาร์เนชั่น ดอกไม้สีสันคลาสสิก นิยมจัดทำเป็นช่อดอกไม้มือถือ ส่งมอบแทนใจ หรือทำเป็นเข็มกลัดดอกไม้ติดเสื้อ หรือติดหน้าอก

ดอกการ์ดิเนีย บางคนเรียกดอกพุดฝรั่ง เป็นดอกไม้แห่งความโชคดีมีชัย เหมาะสำหรับอวยพรให้ผู้รับประสบโชคดี แสดงความปรารถนาดี

ดอกทานตะวัน แสดงความรู้สึกหยิ่ง ทะนง แข็งกร้าว จึงไม่นิยมมอบให้ใคร

นอกจากนั้น ยังมีดอกไม้อีกมากมายที่มีความหมายที่จะมอบให้แก่กันด้วยความปรารถนาในสิ่งดีๆ ต่อกัน เช่น ดอกเยอร์บีร่า ดอกแกลดิโอลัส ดอกทิวลิป ดอกซ่อนกลิ่น ดอกหน้าวัว ดอกพุดตาน ดอกกาหลง ดอกนางแย้ม ที่กล่าวถึงทั้งหมด สำหรับเลือกมอบเป็นดอกเดี่ยว หรือจัดช่อดอกมัดใหญ่

ดอกไม้สดที่นิยมนำมาใช้จัดช่อดอกไม้ ส่วนใหญ่จะตัดในตอนเช้า แล้วนำมาแช่น้ำให้อิ่มตัว ถ้ามีการขนส่งจะต้องเพิ่มความยืดหยุ่น ถ้านำมามัดรวมกันควรห่อด้วยกระดาษหรือพลาสติกเพื่อนำส่งปลายทาง จึงมีข้อสังเกตว่า ส่วนใหญ่มิใช่ตัดแล้วถึงมือผู้รับทันที จึงต้องมีการจัดการ ที่จะหลีกเลี่ยงความบอบช้ำของกิ่ง ก้าน กลีบดอก ซึ่งสามารถสังเกตได้ หรือจะเลือกที่ดีที่สุด เช่น ก้านจะต้องไม่เน่าเนื่องจากตัดมา หรือแช่น้ำนานจนมีกลิ่นเหม็น ใบไม่ควรจะช้ำ เหี่ยว ยับย่น กระเปาะดอกไม่ควรลีบหรือแห้ง บีบเบาๆ ยังพบว่าแน่น ส่วนสำคัญคือกลีบดอก ต้องไม่ช้ำ เหี่ยว หรือร่วงหล่นเน่าเสีย

การจัดดอกไม้ นิยมใช้วิธี แช่ Floral Foam โดยวางก้อน Foam ลงบนน้ำ ให้น้ำค่อยๆ ซึมผ่านขึ้นมา ไม่ควรกดให้จมน้ำ หรือราดน้ำบนก้อน Foam และควรแช่ Floral Foam อย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อให้ดูดซึมน้ำเต็มที่ และให้เกลือที่ผสมไหลออกมา อาจจะแช่ค้างคืนก็ได้ เมื่อถึงเวลาใช้จริง ก็เทน้ำที่มีเกลือออกทิ้งแล้วเติมน้ำใหม่ ควรระวังไม่ให้ก้อน Foam แตกหักขณะเคลื่อนย้าย

เมื่อเอ่ยถึงดอกไม้ หรือช่อดอกไม้ กรณีใดๆ มักจะนึกถึง หรือนำไปเปรียบเทียบกับเหล่าสตรี นารีหญิงงาม กุลสตรีเสน่ห์หญิง ดังบทกลอนที่ว่า

มวลมาลี มีหลากหลาย สายพันธุ์นัก

บานประจักษ์ สีสด งามงดยิ่ง

เปรียบสตรี หอมความดี มีทุกสิ่ง

เสน่ห์หญิง เปรียบได้ ดอกไม้งาม

สอดคล้องกับตอนหนึ่งของบทเพลง “แสงทิวา” ที่ว่า “…เปรียบลัดดากับกุลสตรี แรกสาวพรหมจารี ไร้มลทิน ยังสวยพริ้มเพรา…ฯลฯ”

ในโอกาสปีใหม่นี้ ก็ขอร้อยมาลีเป็นมาลัยช่อใหญ่ ด้วยพฤกษาภาษาดอกไม้ แทนคำอำนวยพร ส่งความสุข ความปรารถนาดีมายังทุกท่าน ด้วยบทกลอนน้อยๆ

เชิญบุหงา นำมา คารวะ

ขอพรพระ พรมสุข ทุกกระสวน

ยื่นดอกไม้ แทนอวยพร วอนเชิญชวน

ปีใหม่ล้วน มวลดอกไม้ ให้สุขโปรย

เพลง รำวงรื่นเริงเถลิงศก

ชาวคณะสุนทราภรณ์

วันนี้วันดีปีใหม่ ท้องฟ้าแจ่มใสพาใจสุขสันต์ ยิ้มให้กันในวันปีใหม่ โกรธเคืองเรื่องใด จงอภัยให้กัน หมดสิ้นกันทีปีเก่า เรื่องทุกข์เรื่องเศร้าอย่าเขลาคิดมัน ตั้งต้นชีวิตกันใหม่ ให้มันสดใส สุขใหม่ทั่วกัน

เฮ…สุขใหม่ทั่วกัน

รื่นเริงเถลิงศกใหม่ (ซ้ำ) ร่วมจิตร่วมใจ ทำบุญร่วมกัน ทำบุญกันตามประเพณี กุศลราศีจะบรรเจิดเฉิดฉันท์ พี่น้องร่วมชาติเดียวกัน (ซ้ำ) ขอให้สุขสันต์ทั่วกัน…เอย

นอย ทิงนองนอย น้อยหน่อยนอยน้อย หน่อยทิงนองนอย

รับช่อดอกไม้รื่นเริงเถลิงศกแล้ว มวลมาลีแทนใจ คำนับน้อมด้วยมาลัยอักษร เป็นช่อใหญ่ประสานพลังปีใหม่ เป็นคำอำนวยพรด้วยจริงใจ

ร้อยวาจาแทนมาลามาปีใหม่

ขอน้อมใจ คำนับกายให้พรนั้น

เปรียบมาลาวาจาค่าอนันต์

สพ สุขสันต์ สรรพสิ่งมิ่งมงคล

โน้มมาลี ด้วยวจี ที่มีพร้อม

คำนับน้อม มอบทุกท่าน ผ่านแห่งหน

ผกาวจี มีคำพร ซ้อนมงคล

เต็มเปี่ยมล้น พฤกษาพิสุทธิ์ เป็นพุทธคุณ