ประยูร พลอยพรหมมาศ รวยความสุข กับฟาแลนนอปซิส สุดสวย ที่ปทุมธานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05035010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุรเดช สดคมขำ

ประยูร พลอยพรหมมาศ รวยความสุข กับฟาแลนนอปซิส สุดสวย ที่ปทุมธานี

กล้วยไม้สกุลฟาแลนนอปซิส มีแหล่งกำเนิดตามธรรมชาติ และกระจายตัวอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นกล้วยไม้ที่มีลักษณะดอกเหมือนผีเสื้อกลางคืน ด้วยความสวยงามเฉพาะตัว จึงได้ถูกนำมาปรับปรุงพันธุ์เพื่อผลิตเป็นกล้วยไม้กระถาง ให้เป็นของขวัญที่มากคุณค่าในวันสำคัญต่างๆ

ฟาแลนนอปซิส เป็นกล้วยไม้ที่เจริญเติบโตขึ้นทางยอด ลำต้นสั้น ใบกว้างมีลักษณะทรงรีหนาค่อนข้างอวบน้ำ ใบติดอยู่กับลำต้น 5-6 ใบ รากมีขนาดใหญ่ ช่อดอกมีลักษณะยาว จัดเรียงตัวเป็นระเบียบ 2 แถว ดอกมีสีสันที่สวยสดงดงาม ก้านช่อดอกตรงยาว ทำให้ดอกดูเด่นสง่า ปลายช่อดอกโค้งอ่อนช้อย ดอกของฟาแลนนอปซิสจะออกช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ดอกเมื่อบาน มีอายุอยู่ได้ 2-3 สัปดาห์

ฟาแลนนอปซิส หากปลูกเลี้ยงเล่นๆ ที่บ้าน อาจรอเวลานับแรมปี แต่คุ้มค่าต่อการเฝ้ารอของผู้ที่ชื่นชอบ

ปัจจุบันในประเทศไทยมีสวนกล้วยไม้ที่สามารถเพาะเลี้ยงให้ออกดอกได้ตลอดทั้งปี ทำให้ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ หาซื้อเพื่อมอบเป็นของขวัญ หรือมอบให้กันในวันสำคัญต่างๆ ได้อย่างไม่ขาดช่วง เรียกว่า สร้างเงินสร้างรายได้อย่างน่าภาคภูมิใจ โดยหนึ่งในนั้นคือ สวนประยูร ออคิดส์ ตั้งอยู่เลขที่ 9 หมู่ที่ 11 คลองสิบเอ็ด ถนนรังสิต-นครนายก ตำบลหนองสามวัง อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมี คุณประยูร พลอยพรหมมาศ เป็นเจ้าของ

สืบสายเลือดนักเลี้ยงกล้วยไม้

“ผมอยู่กับกล้วยไม้มา 36 ปี เพราะครอบครัวทำสวนกล้วยไม้จำหน่าย ตั้งแต่ผมยังเล็กๆ เรียกได้ว่าเติบโตมากับกล้วยไม้ เลยมุ่งมั่นมาตั้งแต่เล็กๆ เลย พอมีโอกาสจึงลงมือทำ” คุณประยูรเล่าถึงสิ่งที่พบเห็น

จากการเริ่มเรียนรู้และลองทำด้วยตนเอง คุณประยูรสะท้อนว่า ปัญหาในการปลูกเลี้ยงมีให้พบตลอดเวลา แต่ไม่เป็นอุปสรรค เป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ในทุกปัญหา เพราะคุณประยูรได้เรียนรู้ถึงกระบวนการผลิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติงานในห้องแล็บ จนถึงกระบวนการส่งออก ประสบการณ์อันโชกโชนในวงการเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ จึงทำให้ไม่มีแรงกดดัน เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่เริ่มทำธุรกิจด้านนี้

การดำเนินธุรกิจในช่วงแรก คุณประยูร เล่าว่า เริ่มต้นจากซื้อมาขายไปเพียงอย่างเดียว ขายทุกชนิด จนเรียนรู้และมองการตลาดออก จึงเริ่มหันมาเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสด้วยตนเอง

“เริ่มแรกเลย ตอนที่ผมแยกตัวมาทำธุรกิจเองจากครอบครัว ที่มีคุณอาและคุณพ่อทำอยู่ก่อนแล้ว ผมเริ่มจากซื้อและขายก่อน ไม่ว่า คัทลียา หวาย แวนด้า รวมถึงกล้วยไม้ป่า ทำไปเราก็เรียนรู้ไปว่า ด้านการตลาดเป็นอย่างไร ความนิยมของผู้บริโภคเป็นอย่างไร ทำให้เราเห็นมุมมองที่มากขึ้น เห็นถึงตลาด ถึงความนิยมที่มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา”

สำหรับตลาดกล้วยไม้ คุณประยูรจะเน้นตลาดต่างประเทศเป็นหลัก “ผมทำแต่ส่งเมืองนอกเพียงอย่างเดียว โดยดูความนิยม ดูสายพันธุ์ที่จำหน่ายในตลาดเมืองนอกว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร อย่างกล้วยไม้ ชนิดที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาคือ ฟาแลนนอปซิส” คุณประยูร กล่าว

ปลูก ดูแล ทำอย่างไรให้ดี

คุณประยูร เล่าว่า สายพันธุ์ของกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสที่เพาะเลี้ยงและจำหน่ายในสวน เป็นสายพันธุ์ที่ได้มาจากการทำเพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าต่างประเทศในช่วงแรกๆ ที่เปิดตลาด โดยหลังจากที่ใช้วิธีการซื้อต้นกล้วยไม้จากสวนกล้วยไม้อื่น และส่งจำหน่ายให้กับลูกค้าได้ระยะหนึ่ง จึงเกิดความคิดว่า ควรที่จะผลิตต้นพันธุ์จำหน่ายเองด้วย จึงได้เปิดห้องแล็บขึ้นเพื่อให้บริการด้านเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อให้แก่ลูกค้าโดยตรง ผลจากการให้บริการดังกล่าว ทำให้มีโอกาสได้ต้นพันธุ์กล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสที่มีคุณภาพดีมาเก็บสะสม จนมีสายพันธุ์ที่หลากหลายดั่งในปัจจุบัน

สำหรับการปลูกกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิส คุณประยูร อธิบายว่า การเลือกพื้นที่ปลูกนั้นสำคัญมาก หากผลิตเพื่อขายต้นเพียงอย่างเดียว สามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ของประเทศ แต่ถ้าต้องการปลูกให้มีดอกต้องหาพื้นที่ปลูกที่มีอุณหภูมิต่ำ หากพื้นที่ไม่เอื้ออำนวย จำเป็นต้องปลูกภายในโรงเรือนที่สามารถควบคุมแสงและอุณหภูมิ ฟาแลนนอปซิสจึงมีดอกให้ส่งจำหน่ายได้

หลังจากที่ได้สายพันธุ์ฟาแลนนอปซิสที่ต้องการขยายพันธุ์ เมื่อนำมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ระยะที่กำหนด นำไม้ออกจากขวด ล้างทำความสะอาด จากนั้นใส่ถาดดูแลในเนิร์สเซอรี่ ที่คลุมด้วยตาข่ายพรางแสง 80 เปอร์เซ็นต์ ความชื้นต้องไม่มากเกินไป ในระยะนี้ใช้เวลาดูแล ประมาณ 3-5 เดือน

ส่วนวัสดุที่ใช้สำหรับปลูกกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิส มีด้วยกัน 3 แบบ คือ เปลือกสน สแฟกนัมมอสส์ (Sphagnum moss) และกาบมะพร้าว คุณประยูร บอกว่า การเลือกใช้วัสดุปลูกดูตามตลาดที่ส่งจำหน่าย ถ้าผลิตเพื่อส่งออกจะใช้สแฟกนัมมอสส์ ส่วนเปลือกสนและกาบมะพร้าวใช้เป็นวัสดุปลูกได้ดีไม่แพ้กัน

คุณประยูร ใช้กาบมะพร้าวสับนำมาแช่น้ำ ประมาณ 2 คืน จากนั้นนำไปตากให้แห้ง ก่อนนำมาใช้ปลูก

รดน้ำช่วงเช้าเพียงครั้งเดียว น้ำที่ใช้รดต้องเป็นน้ำที่สะอาด เพราะกล้วยไม้จะไม่เกิดโรค

“น้ำที่เราใช้เป็นน้ำรีเวอร์สออสโมซิส เราไม่ใช้น้ำบาดาล น้ำคลองหรือน้ำประปา เราลงทุนเกี่ยวกับน้ำค่อนข้างมาก เพื่อฟาแลนนอปซิสจะไม่เกิดเชื้อรา ไม่มีเชื้อโรค เขาจะไม่ป่วยง่าย ตรงจุดนี้ ทำให้เราลดต้นทุนของการใช้ปุ๋ยใช้ยาได้มาก” คุณประยูร กล่าว

หลังจากย้ายจากเนิร์สเซอรี่ นำมาปลูกลงในวัสดุปลูกที่ต้องการ โดยครั้งแรกปลูกใส่กระถางที่มีขนาด 1.5 นิ้ว ประมาณ 4-6 เดือน จากนั้นย้ายปลูกอีก 2 ครั้ง ใส่กระถางขนาด 3.5 และ 4.5 นิ้ว ตามขนาดของต้นที่ขยายใหญ่ขึ้น เลี้ยงต่ออีกประมาณ 6 เดือน ฟาแลนนอปซิสจะออกดอก

“การดูแล เน้นตามที่ลูกค้าต้องการ ถ้าลูกค้าต้องการต้นเล็ก ปลูกต่ออีกประมาณ 6 เดือน เราจะส่งต้นเล็กให้ ถ้าต้นขนาดกลางจะปลูกต่อไปอีกประมาณ 1 ปี รวมแล้วเป็น 1 ปี 6 เดือน ถ้าต้นใหญ่ก็ใช้เวลาอีกเกือบ 2 ปี จึงพร้อมที่จะขายได้” คุณประยูร กล่าว

การให้ปุ๋ย ไม้ที่มีขนาดเล็ก ใช้ปุ๋ยสำหรับให้ไม้เล็ก แต่ถ้าเป็นไม้ใหญ่ จะใช้ปุ๋ย สูตร 16-16-16 ในอัตราส่วน ปุ๋ย 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร รดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง รดน้ำในช่วงเช้าเช่นกัน

การป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ที่สวนของคุณประยูรพบปัญหาในเรื่องนี้ค่อนข้างน้อย

“อย่างที่บอก ผมเน้นใช้น้ำที่บริสุทธิ์ ส่งผลทำให้วัสดุปลูกไม่เป็นเชื้อรา เมื่อไม่มีเชื้อรา ต้นจะสมบูรณ์ แข็งแรง รวมถึงการไม่มีแมลงศัตรูเข้ามารบกวน ถามว่าเราฉีดยาไหม บอกเลยฉีด แต่อัตราที่ใช้ เป็นในอัตราที่ต่ำมาก ใช้เพื่อป้องกัน ไม่ใช่เพื่อรักษา” คุณประยูร กล่าว

ตลาดญี่ปุ่นชอบสีขาว ยุโรป อเมริกาใต้ สีชมพู

คุณประยูร เล่าต่อไปว่า ตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่ไม่เลือกเจาะจงว่าต้องการแบบไหน ซื้อหมดทุกขนาด ทุกสี

แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา คุณประยูรให้มุมมองว่า ถ้าเป็นฟาแลนนอปซิสดอกสีขาวใหญ่ เป็นที่นิยมมากในประเทศญี่ปุ่น แต่ถ้าเป็นดอกสีชมพูความนิยมอยู่ที่ยุโรป และอเมริกาใต้

“ไซซ์ส่วนใหญ่แล้ว ลูกค้าจะดูที่ระยะทางของประเทศ ถ้าเป็นประเทศที่อยู่ไกลมาก เขาต้องการลดต้นทุนค่าขนส่ง จะต้องการต้นไซซ์เล็ก แต่ถ้าเป็นประเทศที่ไม่ไกล อย่างญี่ปุ่น เขาต้องการต้นใหญ่มากที่สุด เพราะค่าขนส่งไม่แพง และไปทำให้ออกดอกได้ในระยะเวลาอันสั้น” คุณประยูร กล่าว

สำหรับตลาดในประเทศไทยมีความนิยมต้นพร้อมดอกที่มีดอกขนาดใหญ่ โดยราคาอยู่ที่กระถางละ 1,500-2,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนต้น และจำนวนของช่อดอกที่อยู่ในกระถาง แต่ถ้าจำหน่ายต้นเพียงอย่างเดียว ขนาดไซซ์เล็กขายส่งอยู่ที่ต้นละ 35 บาท ขนาดไซซ์กลาง 45 บาท และขนาดไซซ์ใหญ่ราคา 100 บาท ขึ้นไป

ด้านการพัฒนาพันธุ์ คุณประยูร บอกว่า ที่สวนยังไม่มีแผนงานที่จะพัฒนาพันธุ์ของฟาแลนนอปซิส เพราะอาจยังไม่มีความชำนาญมากพอ การพัฒนาพันธุ์ของกล้วยไม้สกุลนี้ ต้องยกให้ประเทศญี่ปุ่น และไต้หวัน

“2 ประเทศนี้ เขามีการพัฒนาพันธุ์ที่ดีมาก เวลาที่ประเทศเขามีงานแสดงกล้วยไม้จะมีพันธุ์ใหม่ๆ ออกมา เราไปซื้อมาเพาะเลี้ยงจำหน่ายได้เลย และหากพูดถึงของประเทศไทย ทำได้ไหม เราทำได้ แต่ความชำนาญยังสู้เขาไม่ได้ การทำธุรกิจมีความชำนาญของแต่ละด้านแตกต่างกัน ทำกันอย่างที่เราถนัดดีกว่า” คุณประยูร อธิบาย

มอบเป็นของขวัญได้ทุกโอกาส

“ฟาแลนนอปซิสในตลาดต่างประเทศ ถือว่ากล้วยไม้นี่เป็นหลักที่มอบให้กันเป็นของขวัญ เรียกว่า ตั้งแต่งานเกิดจนถึงงานตาย เขาใช้หมด และใช้ในจำนวนที่เยอะมาก โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ใช้เป็นอันดับหนึ่ง ตั้งแต่ผมทำฟาแลนนอปซิสมา ตลาดนี่ไม่มีตก ทำให้เห็นว่าในต่างประเทศเป็นที่นิยมสูง แต่ในบ้านเรามีกล้วยไม้ที่หลากหลาย ทั้งแวนด้า คัทลียา สามารถมาเปรียบเทียบกับพวกนี้ได้ไหม เปรียบเทียบได้ แต่คนที่ได้รับไป ส่วนมากกังวลว่าปลูกไม่ได้ กลัวไม่ออกดอก บางครั้งจุดนั้นเขาอาจจะไม่เข้าใจ กลัวมากเกินไป”

“สำหรับคนที่ได้รับเป็นของขวัญ หรือซื้อเลี้ยงเองที่บ้าน ดอกอาจจะไม่ค่อยมี แนะนำเลยว่า อย่ารดน้ำเยอะ และกล้วยไม้จะออกดอกก็ต่อเมื่อเข้าหน้าหนาว จะปลูกที่ไหนก็สามารถปลูกได้ แต่อย่าเพิ่งไปคำนึงถึงความสวย ใช้น้ำอะไรรดก็ได้ กล้วยไม้ก็คือกล้วยไม้ อย่าไปดูแลเหมือนคนที่เขาส่งขาย ของเราปลูกแค่ไม่ตาย รดน้ำพอดีไม่ให้เน่า ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ พอถึงหน้าหนาวเดี๋ยวก็ออกดอกเองทุกปี” คุณประยูร กล่าว

สำหรับท่านใดที่สนใจ อยากทำเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม คุณประยูร แนะนำว่า

“อย่างที่ผมบอกนะครับ ฟาแลนนอปซิสปลูกได้ทุกที่ แต่ปลูกได้ในเพียงลักษณะขายต้น คือเราอาจจะไม่ต้องทำดอก แต่สิ่งที่ต้องคำนึงคือ ตลาด เมื่อผลิตแล้วมีตลาดไหม ตลาดถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด อย่างที่สวน ผมทำตามตลาด เอาที่ตลาดต้องการจริงๆ ถ้าไม่ต้องการ เราไม่ทำ สำหรับใครที่สนใจเข้ามาสอบถามได้ ผมเปิดที่จะให้ความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดกันได้ตลอด” คุณประยูร กล่าวด้วยสีหน้าที่ปนรอยยิ้ม

ดังนั้น หากนึกถึงฟาแลนนอปซิส ต้องนึกถึง ประยูร ออคิดส์ เพราะที่นี่คือตัวอย่างการเริ่มต้นที่มาจากสิ่งที่เห็นตั้งแต่เด็กๆ ริเริ่มดำเนินตามสิ่งที่คิดอยากทำ ทำในสิ่งที่ตนเองถนัด สร้างแรงบันดาลใจ จนประสบความสำเร็จ กับบทบาทของผู้สร้างความสุขจากความงดงามของกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสเพื่อคนทั้งโลก เช่นทุกวันนี้

หากสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (02) 977-9774-5

รับลมหนาวกับไม้สวย ว่านสี่ทิศ ปทุมา และ แกลดิโอลัส ที่เชียงราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05038010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

ไม้ดอกไม้ประดับ

กุณฑล เทพจิตรา

รับลมหนาวกับไม้สวย ว่านสี่ทิศ ปทุมา และ แกลดิโอลัส ที่เชียงราย

จากนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตรที่จะขยายผลการศึกษาและพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับไปสู่เกษตรกรในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถนำไปประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ จึงเน้นนโยบายในการขยายผลดังกล่าว

โดย คุณชาตรี บุญนาค ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติการในสังกัดของสำนักฯ ดำเนินงานโครงการส่งเสริมและพัฒนาหมู่บ้านไม้ดอก โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน จัดทำแปลงผลิตและขยายพันธุ์ไม้ดอกประเภทไม้หัว ได้แก่ ว่านสี่ทิศ ปทุมา และแกลดิโอลัส

ว่านสี่ทิศ ปทุมา และแกลดิโอลัส นับเป็นไม้ดอกที่มีสีสันสวยงาม สามารถปลูกหมุนเวียนให้ออกดอกได้ตลอดปี มีความเหมาะสมกับพื้นที่ของจังหวัดเชียงราย อีกทั้งการปลูกดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก เกษตรกรสามารถศึกษาเรียนรู้และนำไปขายผลผลิตในพื้นที่ได้ ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้และยังสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้

คุณชาตรี กล่าวต่อไปว่า สำหรับในปี 2558/59 ได้ดำเนินการแล้ว และคาดว่าในช่วงฤดูหนาวที่จะถึงนี้ จะออกดอกสวยสดงดงามในพื้นที่ 3 จุด ได้แก่ หนึ่ง ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดเชียงราย สอง บ้านต้นง้าว หมู่ที่ 2 ตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว และ สาม บ้านห้วยลึก หมู่ที่ 4 ตำบลม่วงยาย อำเภอเวียงแก่น

คุณสมถวิล ขัดสาร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดเชียงราย กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีการดำเนินงานโครงการส่งเสริมและพัฒนาหมู่บ้านไม้ดอกนั้น ได้จัดทำแปลงเรียนรู้ แปลงผลิตและขยายพันธุ์ไม้ดอกประเภทไม้หัว ได้แก่ ว่านสี่ทิศ ปทุมา และแกลดิโอลัส ในพื้นที่ของศูนย์ จำนวน 1 งาน เพื่อให้เกษตรกรและบุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปศึกษาเรียนรู้การปลูกดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยวได้ตลอดเวลา

พร้อมกันนี้ ได้จัดฝึกอบรมเกษตรกรเป้าหมายของพื้นที่อำเภอแม่ลาวและอำเภอเวียงแก่น จำนวน 80 คน ระยะเวลา 4 วัน โดยเกษตรกรที่ผ่านการฝึกอบรมจะได้รับความรู้และการสนับสนุนหัวพันธุ์ เพื่อนำไปจัดทำแปลงผลิตและขยายในพื้นที่ ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สร้างงาน สร้างเงิน แก่ครอบครัวและชุมชนได้เป็นอย่างดี

อย่างเช่นที่ บ้านห้วยลึก หมู่ที่ 4 ตำบลม่วงยาย อำเภอเวียงแก่น ซึ่งเป็นบริเวณท่องเที่ยวแก่งผาได สุดเขตประเทศไทย ทางศูนย์ได้เข้าไปดำเนินการและได้รับการสนับสนุนจากทางอำเภอเวียงแก่น เทศบาลตำบลม่วงยาย และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี ซึ่งได้ร่วมกันบูรณาการ รวมทั้งได้จัดงาน “รักสุดเขตประเทศไทย” ในช่วงเทศกาลวันแห่งความรักวันวาเลนไทน์ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ทุกปี เพื่อบริการจดทะเบียนสมรสกลางแก่งผาได กลางลำน้ำโขง สุดเขตประเทศไทย

พร้อมจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของดีเวียงแก่น และมหกรรมการแสดงศิลปะพื้นบ้านและชนเผ่า เป็นงานที่ชุมชนจัดขึ้นต้อนรับนักท่องเที่ยว และท่านจะได้สัมผัสกับความสวยงามของดอกไม้ ว่านสี่ทิศ ปทุมา และแกลดิโอลัส ที่ออกดอกสะพรั่งประดับริมลำน้ำโขงและแก่งผาได

“จึงขอประชาสัมพันธ์ทุกท่านได้ไปสัมผัสบรรยากาศที่สวยงามของแก่งผาได กลางน้ำโขง สุดเขตประเทศไทย และการคมนาคมก็สะดวก ใช้เส้นทางเชียงราย-เทิง-เชียงของ หรือเชียงราย-พญาเม็งราย-เชียงของ โดยก่อนถึงอำเภอเชียงของ ประมาณ 20 กิโลเมตร จะแยกขวาไปอำเภอเวียงแก่น 27 กิโลเมตร และจากอำเภอเวียงแก่น-แก่งผาได 14 กิโลเมตร ท่านสามารถเลือกใช้การเดินทางได้ทั้งทางบกและทางน้ำที่บ้านห้วยลึก โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที เพื่อไปยังแก่งผาได”

ท้ายสุดเกษตรกรและบุคคลทั่วไปที่สนใจปลูกว่านสี่ทิศ ปทุมา และแกลดิโอลัส สามารถติดต่อและศึกษาเรียนรู้ได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดเชียงราย เลขที่ 112 หมู่ที่ 7 ถนนเด่นห้า-ดงมะดะ ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย โทร. (053) 170-104

ทิดโส โม้ระเบิด “พาเพื่อนไปเยือน สวนหม่อน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05043010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

“ตั้งวง … เล่า”

ทิดโส โม้ระเบิด “พาเพื่อนไปเยือน สวนหม่อน”

เป็นเช้าวันอาทิตย์ที่เราต่างพากันตื่นแต่ไก่โห่ เพราะวันนี้มีนัดเพื่อนๆ สมาชิกไปเที่ยวชม สวนหม่อน หรือ “มัลเบอรี่” รถตู้ วีไอพี เจ้าประจำมารับเราตามนัด จากนั้นก็มุ่งหน้าเส้นทางกรุงเทพฯ-ปากช่อง เพราะวันนี้มีนัดที่ “สวนแม่หม่อน” แห่ง ตำบลวังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

ณ ที่นี่ ครูไก่-นันทวัน โตอินทร์ และ พี่สุรพล สองสามีภรรยารอให้เราเข้าไปชิมอยู่แล้ว ด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ รถจอดสนิท สมาชิกหลากหลายวัยก็รีบลงจากรถ เพราะภาพเบื้องหน้าของทุกคนทำเอานั่งแทบไม่ติดเก้าอี้ จะอะไรล่ะ หากไม่ใช่ผลหม่อนทั้งเกือบสุกและสุก อวดสีแดง สีดำ ให้พราวไปทั้งต้น หลายร้อยต้น เป็นที่ละลานตายิ่งนัก

พื้นที่ 8 ไร่ ถูกจัดแบ่งโซนอย่างมีระเบียบ มีสระเก็บน้ำขนาดใหญ่ไว้ใช้รดหม่อนในแปลง มีบ้านพักและเรือนรับรอง เพราะช่วงวันหยุดที่นี่จะมีเพื่อนๆ ของเจ้าของสวนแวะเวียนมาเยือนเสมอ เรียกว่าแม้จะอยู่ในสวนก็ไม่มีโอกาสได้เหงากันเลยเชียว ทั้งลูกค้า ทั้งเพื่อนๆ สนุกสนานกัน

แรกเริ่มเดิมที พี่สุรพล เล่าว่า ได้กิ่งหม่อนมาลองปลูก ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่าเป็นหม่อนกินผล น่าปลูกไว้กินหรือจำหน่ายบ้าง จึงได้ทดลองนำมาปลูกลงแปลง เมื่อเริ่มได้ผลผลิตก็จะดกมากและมีรสอร่อย จึงได้ขยายพันธุ์เพิ่มพื้นที่ปลูกจนเต็มพื้นที่ดังเช่นที่เห็นในปัจจุบัน การจัดแบ่งโซนในแปลง เป็นข้อดีสำหรับการทำให้ผลผลิตมีทั้งปีไม่ขาด โซนหนึ่งติดผลสุก โซนหนึ่งผลอ่อน โซนหนึ่งกำลังตัดแต่งกิ่ง อีกโซนปล่อยให้ต้นสะสมอาหาร ทำวนเวียนเช่นนี้ จึงทำให้มีหม่อนสดจำหน่ายได้ทั้งปี จะมีหยุดบ้างก็ช่วงฤดูฝน เพราะหากเจอฝนซัดผลหม่อนจะบอบช้ำได้ง่ายและไม่หวาน จึงไม่นิยมเก็บผลในช่วงฝนชุก จะเป็นการพักต้นให้สะสมอาหารมากกว่า การให้น้ำในแปลงก็เป็นเรื่องสำคัญในช่วงสะสมอาหารและติดผลเล็กๆ

ระบบน้ำจะต้องให้อย่างทั่วถึง ต่อเมื่อหม่อนใกล้สุกจึงเริ่มงดน้ำ ให้สะสมความหวาน ในช่วงนี้หากรดน้ำหรือฝนตก หม่อนจะมีรสจืดไปทันที ดังนั้น หากคิดจะปลูกหม่อนเพื่อเก็บผลสด จะต้องศึกษาเรื่องนี้ไว้ด้วย ในช่วงที่ผมหาความรู้อยู่กับพี่สุรพล เพื่อนๆ สมาชิกก็เดินเก็บกินผลสุกที่ต้น แว่วยินเสียง อู้ฮู! โอ้โฮ! โอ๊ ดกแท้น้อ ดังอยู่ไม่ขาดสาย เพราะความดกอลังการของหม่อนแต่ละต้น ที่นี่ไม่หวง ไม่ขี้เหนียวครับ ใครอยากเก็บอยากกินจัดได้เต็มที่ ถือตะกร้าเข้าสวนไปเก็บกินให้หนำใจกันเลย

หากจะซื้อกลับบ้านก็ค่อยเอามาชั่งกิโลกันอีกที ขายกันแบบเหมือนให้เปล่า กิโลกรัมละ 150 บาท เรียกว่าใครก็ตามที่ได้ชิมแล้ว ต่างซื้อกลับบ้านกันเป็นแถว ที่นี่นอกจากผลสดแล้วยังมีแบบแปรรูป ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัลเบอรี่ แยมมัลเบอรี่ มัลเบอรี่กวน ท็อฟฟี่มัลเบอรี่ และอีกเช่นเคยคือ ชิมได้ทุกอย่าง ไม่มีหวงกันเลยเชียว เพื่อนๆ สมาชิกต่างถูกใจกันจนทำให้ใช้เวลาอยู่ที่นี่เนิ่นนาน เพราะด้วยอัธยาศัยของความเป็นครูเก่า ทำให้เราได้รับความรู้และสนุกสนานกันอย่างมากมาย เรียกว่าหากไม่เรียกขึ้นรถเป็นไม่ลุกจากกันเลยเชียว

ที่นี่ปลูกสายพันธุ์เชียงใหม่ทั้งแปลง เพราะคุณสมบัติเด่นๆ คือ ลูกดก ขยายพันธุ์ง่าย โตเร็ว ทำนอกฤดูได้ กำหนดวันเก็บเกี่ยวล่วงหน้าได้ แปรรูปได้มากมายสารพัดเมนู มีอีกอย่างที่สวนยังไม่มีเวลาทำ คือ ชาใบหม่อน เพราะวัตถุดิบคือ ใบหม่อน มีเยอะมาก แต่ยังขาดแรงงานและการจัดการ ปัจจุบันโดยเฉพาะวันหยุดแทบไม่มีเวลาพัก เพราะลูกค้ามาหาถึงสวนตลอด

“สนุกดี ไม่เหงา ได้พูดคุยกับลูกค้า บางคนมาหลายรอบจนสนิทกัน” อาจารย์ไก่ เล่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

หม่อน จัดว่าเป็นพืชสมุนไพร เป็นทั้งผลไม้และยา ที่ทั้งไทยและต่างประเทศยอมรับ ช่วยบำรุงสมอง ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง บำรุงสายตา ใช้เพื่อแก้อาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืดตาลาย หูอื้อ ผมหงอกก่อนวัย คอแห้งกระหายน้ำ ช่วยให้นอนหลับ ช่วยขับเสมหะ นอกจากกินผลสดแล้ว หม่อนยังสามารถนำมาแปรรูปได้มากมาย อย่างน้อยเพื่อลดความเสี่ยงด้านการตลาดผลสดได้ด้วย นอกจากนี้ หม่อน ยังเป็นพืชที่มีใบและผลที่สวยงาม ปลูกเป็นไม้ประดับได้อย่างดี

ถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านอาจอยากรู้ว่าอยู่ตรงไหน ไม่ยากเลยครับ ผมเองเริ่มต้นจากปากช่อง ผ่านแยกปากทางเขาใหญ่ไปทางหมูสี วิ่งมุ่งหน้าตรงไปวังน้ำเขียว ประมาณ 40 กิโลเมตร ถึงวัดสันกำแพงก็จะเห็นป้าย “สวนหม่อนแม่หม่อน” แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปเลยครับ ความสนุกปนอร่อยสดๆ จากต้นกำลังรออยู่ หากไปไม่ถูก ก็โทร.หา ครูไก่ (081) 304-0980 ได้เลยครับ

กลเม็ดเคล็ดที่เปิดเผย การทำให้หม่อนติดผลทั้งปีไม่ใช่เรื่องยากสักนิด เริ่มตั้งแต่การปลูก ไม่ว่าจะเป็นกิ่งตอนหรือกิ่งชำ เราจะปลูกและดูแลให้น้ำ ให้ปุ๋ย ไม่น้อยกว่า 8 เดือน ให้ต้นได้บำรุงอย่างสมบูรณ์เต็มที่ ให้ตาดอกได้สะสมอาหารอย่างถึงที่สุด จากนั้นก็โน้มกิ่งทุกๆ กิ่ง เอาเชือกรั้งให้เอนลงพื้นให้มากที่สุด ลิดใบออกให้หมด ตัดยอดปลายทิ้ง เพื่องดส่งอาหารไปเลี้ยงยอด ให้น้ำ ให้ปุ๋ย ตามปกติ ประมาณไม่เกิน 10 วัน จะมีช่อใหม่พร้อมติดดอกผล จากนั้น ดูแลไปประมาณ 2 เดือน ก็จะได้ลิ้มรสความอร่อยจากต้นได้แล้ว เน้นเลยว่า ช่วงผลเริ่มแก่หากงดน้ำได้จะดีมาก เพราะจะทำให้หม่อนมีรสหวานมากขึ้น

ถามกันเบาๆ “วันนี้ คุณปลูกหม่อนไว้กินผลหรือยัง”

จากเกษตรเคมี สู่วิถีอินทรีย์ยั่งยืน “ประหยัด ปานเจริญ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

เทคโนโลยีเกษตร

เบญจรัตน์

จากเกษตรเคมี สู่วิถีอินทรีย์ยั่งยืน “ประหยัด ปานเจริญ”

“กว่าจะก้าวข้ามเคมีได้ เราต้องฝ่าอุปสรรคกันมานานนับ 10 ปี วันนี้เราอยู่อย่างมีความสุข ได้ถ่ายทอดความรู้ให้กับสังคม ได้มีโอกาสสร้างกุศลที่ยิ่งใหญ่ ด้วยการผลิตอาหารอินทรีย์ให้กับผู้บริโภค”

เสียงสะท้อนจากหัวใจของ “ประหยัด ปานเจริญ” เจ้าของสวนผลไม้กว่า 80 ไร่ ในพื้นที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ที่ครั้งหนึ่งเคยตกเป็นทาสการทำเกษตรแบบเคมี จนเป็นหนี้สินอีนุงตุงนัง ก่อนตัดสินใจหักดิบเคมีมาทำเกษตรอินทรีย์ ใช้เวลาลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ด้วย “หัวใจ” ที่มุ่งมั่น และเปี่ยมด้วยพลังศรัทธา ในที่สุดเธอพาครอบครัว “ปานเจริญ” หลุดพ้นจากวงจรเคมี หวนคืนสู่วิถีอินทรีย์ได้สำเร็จ และอยู่กันอย่างมีความสุข

ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน การมาถึงของยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมี นอกจากจะเป็นการซ้ำเติมให้เกษตรกรไทยเป็นหนี้เป็นสิน และเจ็บป่วยมากขึ้นแล้ว ยังทำให้เกษตรกรที่รู้ไม่เท่าทันส่วนใหญ่ ต้องสูญเสียที่ทำกินอีกด้วย เช่นเดียวกับ ป้าประหยัด หญิงร่างเล็ก ในวัย 52 ปี ผู้ที่เปี่ยมไปด้วยพลังศรัทธาในเกษตรวิถีอินทรีย์ หัวหน้ากลุ่มเกษตรอินทรีย์บางช้าง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม หนึ่งในสมาชิกของโครงการสามพรานโมเดล ซึ่งขับเคลื่อนโดยมูลนิธิสังคมสุขใจ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ป้าประหยัด เล่าจุดเริ่มต้นในวันที่เลือกเดินบนทางสายอาหารเคมีให้ฟังว่า หลังแต่งงาน ก็ตัดสินใจทำอาชีพเกษตรเคมีแบบเต็มตัว ด้วยคิดว่า ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง จะช่วยทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น และได้ราคาสูงขึ้น แต่เมื่อหันหน้าเข้าสู่เกษตรเคมี ทั้ง บริษัทยา บริษัทปุ๋ย ก็เข้ามาชวนเชื่อ อวดอ้างสรรพคุณข้อดีจากผลิตภัณฑ์กันครึกโครม หลายบริษัทเสนอเงื่อนไขพิเศษ ทั้งลดแหลกแจกแถม ทองคำเอย เครื่องใช้ไฟฟ้าเอย ทีวี วิทยุ รวมถึงรถมอเตอร์ไซค์ ที่ต่างหยิบยื่นให้ในฐานะลูกค้า แต่สิ่งตอบแทนเหล่านั้น แทนที่จะทำให้ครอบครัวเรากินอยู่อย่างสุขสบายมากขึ้น กลับยิ่งสร้างภาระทำให้เป็นหนี้เป็นสินเพิ่มขึ้นไปอีก

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต ป้าประหยัด เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีโอกาสได้ทบทวน เปรียบเทียบวิถีเกษตร ที่เธอกำลังทำ กับการทำเกษตรแบบพึ่งพาธรรมชาติ ครั้งสมัยปู่ ย่า ทำนา ทำสวน ประกอบกับการแพ้สารเคมีของสามี และหนี้ธนาคาร 700,000 บาท ที่กู้มาซื้อยา ซื้อปุ๋ย ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะลด

เมื่อไตร่ตรองจนพบว่า ทุกข์ที่ตัวเธอและครอบครัวกำลังประสบ สาเหตุมาจากผลพวงการทำเกษตรเคมี ที่นับวันรายจ่ายเพิ่มทวีขึ้น เธอจึงหารือคู่ชีวิตเพื่อหาทางออกให้หลุดพ้นห้วงแห่งทุกข์นี้ แม้ผู้เป็นสามีจะไม่เห็นด้วย แต่ป้าประหยัดก็ตัดสินใจหักดิบ หยุดทำเกษตรเคมีทันที ทั้งที่ไม่รู้อนาคต

“ตอนนั้นไม่มีทางเลือกอื่น เพราะถ้าเรายังขืนทำเกษตรเคมีต่อไป วันนี้เราคงไม่มีที่ให้ทำกิน เพราะไม่มีเงินส่งดอกเบี้ยให้ธนาคาร แต่ละเดือนๆ ต้องเสียเงินซื้อปุ๋ยเคมี ซื้อยาฆ่าแมลงจำนวนมาก หักลบแล้วแทนที่จะเหลือใช้หนี้ กลับต้องเป็นหนี้เพิ่มขึ้นอีก แถมสุขภาพย่ำแย่ จึงต้องตัดใจหักดิบ ไม่เอาละเกษตรเคมี” ป้าประหยัด เล่าถึงความรู้สึกหักดิบ

แม้อานิสงส์จากการหักดิบครั้งนั้น จะไม่ทำให้ร่ำรวยทันตาเห็น แต่ป้าประหยัดก็บอกว่า อย่างน้อยที่สุดการทำเกษตรอินทรีย์ก็ไม่ทำให้เป็นหนี้มากขึ้น และกว่า 3 ปี ที่ลองผิดลองถูก ท่ามกลางการจับตามองและเสียงดูหมิ่นจากสังคมเกษตรเคมี หลายครั้งล้มลุกคลุกคลาน เพราะปัญหาเรื่องตลาด และผู้บริโภคเองยังขาดความรู้เรื่องประโยชน์จากผักอินทรีย์ แต่ก็ไม่เคยท้อใจ และไม่คิดจะหวนกลับไปทำเกษตรเคมีแบบเดิม กระทั่งมีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการสามพรานโมเดล ภายใต้การนำของ คุณอรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการ สามพราน ริเวอร์ไซด์ และเลขาธิการมูลนิธิสังคมสุขใจ

ป้าประหยัด ยอมรับว่า ก่อนจะพบกับโครงการสามพรานโมเดล ตนเองก็ทำเกษตรแบบคู่ขนาน คือทำอินทรีย์ควบกับเกษตรเคมีบางส่วน เพราะตลาดอินทรีย์ตอนนั้นอยู่ในวงแคบๆ ทุกอย่างไม่เอื้อให้ทำเกษตรอินทรีย์เลย กระทั่งทีมเจ้าหน้าที่โครงการสามพรานโมเดล ซึ่งเข้ามาช่วยเรื่องตลาดด้วยความจริงใจ และช่วยเป็นกระบอกเสียงสื่อถึงผู้บริโภคให้เข้าใจวิถีของเกษตรอินทรีย์ ทำให้เรามองเห็นโอกาส มีกำลังใจและเชื่อมั่นในวิถีอินทรีย์มากขึ้น

ปัจจุบัน ผลผลิตของป้าประหยัดและของสมาชิกในกลุ่ม ทั้ง มะม่วง มะพร้าวน้ำหอม ฝรั่ง ชมพู่ ถูกส่งเข้าห้องอาหารของโรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ เพื่อไว้บริการสำหรับลูกค้า ส่วนหนึ่งเอาไปวางจำหน่ายที่ตลาดสุขใจ (วันเสาร์-อาทิตย์) และออกตลาดสุขใจสัญจรทุกเดือน ไปตามย่านธุรกิจในเมือง อาทิ SCB สำนักงานใหญ่ SCG สำนักงานใหญ่ ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะฝรั่งจะขายดีมาก ทั้งแบบชั่งกิโลและคั้นน้ำสดๆ สร้างรายได้แต่ละครั้ง 20,000-30,000 บาท เลยทีเดียว

การได้ร่วมสัญจรไปกับตลาดสุขใจตลอด 1 ปี ที่ผ่านมา เป็นช่องทางให้ป้าประหยัด ซึ่งถือเป็นเกษตรกรต้นน้ำ มีโอกาสได้สื่อสารกับผู้ซื้อ (ปลายน้ำ) โดยตรง

“ช่วงแรกๆ หลายคนพูดเหมือนๆ กันว่า ฝรั่งไม่สวยเลย แต่เมื่อลองได้ชิมแล้ว ทุกคนก็จะพูดเหมือนกันอีกว่า ฝรั่งอินทรีย์รสชาติหวาน กรอบ อร่อยกว่าฝรั่งที่เคยกิน ยิ่งผู้บริโภคเข้าใจ และสัมผัสวิถีอินทรีย์ หลายคนยิ่งเห็นคุณประโยชน์ของผัก ผลไม้อินทรีย์ และยินดีจ่ายโดยไม่ต่อรองราคาเลยสักคำ สิ่งที่เรากังวลตอนนี้คือ ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด”

อินทรีย์ไม่ได้เปลี่ยนชีวิต แต่วิถีอินทรีย์ให้ชีวิตป้าประหยัด ช่วยให้ครอบครัวไม่เป็นหนี้เพิ่มขึ้น และยังมีที่ทำกิน ที่สำคัญทำให้สุขภาพของคนในครอบครัวดีขึ้นด้วย สิ่งแวดล้อมก็ดี ทุกวันนี้ระบบนิเวศในสวนกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง สังเกตได้ว่าแมลงบางชนิดซึ่งหายไปนาน อย่าง หิ่งห้อย ก็เริ่มกลับมาอาศัยอยู่เหมือนเมื่อก่อน

จากประสบการณ์ และจำนวนปีที่ลองผิดลองถูก และความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ที่ได้จากโครงการสามพรานโมเดล ทำให้ป้าประหยัด มีองค์ความรู้มากพอที่จะเปิดสวนของตัวเองเป็นศูนย์เรียนรู้ พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ ให้ผู้ที่สนใจมาศึกษาด้วย เหนืออื่นใด “ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านหัวอ่าว” หมู่ที่ 5 ตำบลบางช้าง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม แห่งนี้ ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ความเชื่อมั่นในการทำเกษตรอินทรีย์ให้กับเกษตรกรที่ได้มาสัมผัสและเรียนรู้ด้วยตัวเอง

“อยากให้คนหันมาทำเกษตรอินทรีย์กันเยอะๆ เพราะเกษตรอินทรีย์มีแต่คุณ ไม่มีโทษ ช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนภายในครัวเรือน คืนความสุข และสุขภาพดีให้กับสังคมและชุมชน นอกจากนี้ การทำเกษตรอินทรีย์ช่วยทำให้วงจรสิ่งแวดล้อมกลับมาทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์เหมือนเดิม ที่สำคัญการทำเกษตรอินทรีย์เท่ากับเราได้ทำบุญ ได้ให้สิ่งดีๆ กับชีวิตคนมากมาย ต่างจากเคมีที่ฆ่าผู้ซื้อทางอ้อมด้วยการเอาสารเคมีให้เขากินวันละน้อย ซึ่งเป็นการทำบาปโดยไม่ตั้งใจ”

ปัจจุบัน พื้นที่ 80 ไร่ ของ “สวนปานเจริญ” เต็มไปด้วยผลไม้ ทั้งฝรั่ง มะพร้าว มะม่วง และชมพู่ ที่ปลูกด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ ภายใต้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์นานาชาติ หรือ IFOAM (International Federation of Organic Agriculture Movements) และที่สำคัญ “สวนปานเจริญ” กำลังจะได้รับเครื่องหมายการันตีอาหารปลอดภัย จากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไทย (มกท.) ในเร็วๆ นี้

แม้วันนี้หนี้ก้อนโตยังไม่ถูกปลดเบ็ดเสร็จ แต่ ป้าประหยัด ปานเจริญ ก็เชื่อมั่นว่า ตราบใดที่ยังดำเนินชีวิตไปตามวิถีอินทรีย์ มีรายได้มั่นคง มีสุขภาพที่ดี มีที่ให้ทำกิน สุดท้าย ความสุขก็จะตามมา ซึ่งนับว่าเป็นเกษตรกรอินทรีย์ต้นแบบอีกคน ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรเคมีได้กลับมาสู่วิถีอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็กระตุ้นผู้บริโภคให้ตื่นตัวและหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้นด้วย

ชาวสวนยางพารา หันมาปลูกกล้วย “หน่อ” มีเท่าไหร่หมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05045010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

เกล็ดเกษตร

อัสวิน รายงาน

ชาวสวนยางพารา หันมาปลูกกล้วย “หน่อ” มีเท่าไหร่หมด

คุณวาฮับ ช่วยพริก เกษตรกรชาวสวนยางพารา หมู่ที่ 3 บ้านด่านโลด ตำบลแม่ขรี อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง กล่าวว่า ขณะนี้ชาวสวนยางพารา ได้หันมาปลูกกล้วยเป็นอาชีพเสริมให้เพิ่มพูนรายได้ มีทั้ง กล้วยหอมทอง กล้วยไข่ กล้วยหิน และกล้วยน้ำว้า

การปลูกกล้วยหอมทอง ขุดหลุมลึก ประมาณ 50 เซนติเมตร ลึกก็ไม่มาก ระยะห่างระหว่างต้น 5 คูณ 5 เมตร ปุ๋ยที่ใส่คือ มูลวัว มูลไก่ ใส่เข้าไปบริเวณหลุมแล้วปลูก โดยไม่ต้องซื้อ สามารถหาเอาได้ภายในหมู่บ้าน เพราะมีการเลี้ยงวัว แพะ และเลี้ยงไก่ เพียงลงทุนซื้อหน่อพันธุ์เท่านั้น และจะให้ผลผลิตภายใน 12 เดือน จากนั้นก็จะให้ผลผลิตตลอดทั้งปี อีกทั้งสามารถขยายผลแตกหน่อได้ตลอด

“จะให้สวยต่อกอ ให้มีประมาณ 3 หน่อ หากเกินกว่านั้นควรจะตัดทิ้ง แล้วให้ผลปริมาณที่มากและลูกใหญ่สมบูรณ์”

คุณวาฮับ ยังบอกอีกว่า ตอนนี้หน่อกล้วยหอมทองเพื่อนำไปปลูกจะขายดีมาก และมีไม่พอเพียง บางรายขายหน่อกล้วยหอมทอง ได้ไม่ต่ำกว่า 100 หน่อ ต่อคราว โดยราคามีตั้งแต่ 20 บาท และ 30 บาท ส่วนกล้วยพันธุ์อื่นๆ เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยหิน กล้วยไข่ ราคาประมาณ 10 บาท ต่อหน่อ

“สำหรับราคากล้วยหอมทอง ประมาณ 400 บาท ต่อเครือ ราคาหน้าสวน ถ้าขายเป็นกิโลกรัม ประมาณ 25-30-40 บาท ส่วน กล้วยไข่ กล้วยหิน ประมาณ 10-20 บาท ต่อหวี กล้วยน้ำว้า 15-20 บาท ต่อหวี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสวยงามและคุณภาพ โดยตลาดมีความต้องการ” คุณวาฮับ กล่าวในที่สุด

ชูมิตร เจริญชัย คนพรรณานิคม กับบทพิสูจน์…เกษตรเงินล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

เทคโนโลยีการเกษตร

สุพจน์ สอนสมนึก

ชูมิตร เจริญชัย คนพรรณานิคม กับบทพิสูจน์…เกษตรเงินล้าน

มีหลายคนบอกว่า อาชีพทำการเกษตรนั้นรวยยาก คุณชูมิตร เจริญชัย มองว่าน่าจะลบคำสบประมาทนี้ได้ว่า “อาชีพหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน” หรือที่ใครๆ บอกด้วยความภาคภูมิว่า เขาคือ เกษตรกร ผู้ผลิตอาหารเลี้ยงพลโลก แต่สุดโศกโชคไม่ช่วย ไม่รวยสักหน คำว่า “กระดูกสันหลังของชาติ” ต้องมีความภูมิใจ คิดว่าจะทำให้เป็นอาชีพ “หลังสู้ฟ้า หน้าดูทีวีสี”

คุณชูมิตร เจริญชัย วัย 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่ 8 บ้านโคกชุมพร ตำบลพรรณานิคม อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เล่าให้ฟังว่า เดิมเป็นคนพื้นเพอำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร สืบเชื้อสายมาจากชาวภูไท พ่อแม่ยึดอาชีพทำนา เลี้ยงสัตว์ หลังจากเรียนจบภาคบังคับ ก็ออกมาเรียนต่อด้านการเกษตร และทำงานกับบริษัทเอกชนเรื่องเกษตรในหลายพื้นที่ ต่อมาสอบเข้าทำงานเป็นข้าราชการ เจ้าหน้าที่เกษตรสำนักงานเกษตรจังหวัดสกลนคร และมาเป็นเจ้าหน้าที่เกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอพรรณานิคม

หลังจากนั้น มองว่าอาชีพข้าราชการไม่เหมาะกับตนเอง ประกอบกับแนวคิดที่ได้ประสบการณ์จากการทำงานคลุกคลีกับเกษตรกร เห็นอะไรหลายๆ อย่าง ซ้ำบางคนบอกว่า อาชีพเกษตรกรรมนั้นรวยยาก จึงมีความมุ่งมั่นทำการเกษตรเอง เขาเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง ไปซื้อที่ไว้จำนวน 37 ไร่ และอีกส่วนหนึ่ง จำนวน 5 ไร่ ติดริมทางสายสกลนคร-อุดรธานี ห่างจากตัวอำเภอพรรณานิคมราว 3 กิโลเมตร

จากเวลา 12 ปี ที่ลาออกจากการทำงาน ลงมาคลุกคลีทำการเกษตรเอง เขาประสบความสำเร็จไม่น้อย

อันดับแรก คุณชูมิตร เพาะพันธุ์ไม้ดอกฤดูหนาวจำหน่าย เนื่องจากคิดว่าพื้นที่อากาศในจังหวัดสกลนคร น้ำก็มีพร้อม น่าจะได้ผล ลองผิดลองถูกหลายครั้ง เดินทางไปมาระหว่างจังหวัดเลยและศูนย์เพาะกล้าไม้เกษตรที่สูง จนสามารถเพาะกล้าได้สำเร็จ เป็นการเพาะไม้ดอกฤดูหนาวได้ น่าจะเป็นรายแรกรายเดียวในสกลนคร พร้อมจำหน่ายให้กับผู้สนใจ จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรและประชาชนผู้สนใจ

ในแต่ละปีสามารถจำหน่ายดอกไม้นี้ได้กว่า ปีละ 1 ล้านบาท พร้อมกับเพาะต้นกล้า ส่งจำหน่ายที่เมืองเลย ไม้ดอกที่เพาะจำหน่าย ได้แก่ พีทูเนีย แพงพวย ฯลฯ

ขณะนี้ได้ค้นพบวิธีเพาะกล้าไม้ดอกฤดูหนาวสำเร็จ ในสูตรของตนเอง และจะสามารถอยู่ได้นานกว่า 6 เดือนขึ้นไป

คุณชูมิตร บอกอีกว่า หลังจากที่เพาะพันธุ์ไม้ดอกฤดูหนาวสำเร็จ วางจำหน่ายให้กับผู้สนใจ จนสามารถส่งลูกชายคนโตเรียนจบระดับปริญญา (แม่โจ้) และลูกสาว 2 คน กำลังศึกษาเช่นกัน

ปัจจุบัน คุณชูมิตร ได้เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้พร้อมหาพันธุ์พืช ปุ๋ยอินทรีย์ มาจำหน่ายด้วย และได้เริ่มหันไปใช้พื้นที่ จำนวน 37 ไร่ ปลูกมะละกอฮอลแลนด์ 10 ไร่ ปลูกกล้วยน้ำว้า กล้วยหอมทอง 10 ไร่ ปรับปรุงสร้างโรงเรือนแคนตาลูป 7 หลัง พร้อมแบ่งแปลงเพาะกล้าพันธุ์ไม้ดอกฤดูหนาว ตลอดจนจำหน่ายเองส่วนหนึ่ง

ในส่วนของแคนตาลูปนั้น ได้มีการนำมาทดลอง จำนวน 12 สายพันธุ์ ที่มีอยู่ โดยใช้วิธีตามความเข้าใจของตนเองที่เรียนมา มี คุณอรุณี เจริญชัย ภรรยา ช่วยกันอีกแรง

การปลูกแคนตาลูปได้เริ่มขึ้น โดยลองผิดลองถูก เพราะไม่ได้ปลูกง่ายๆ ประกอบกับมีโรคมากด้วย

ครั้งแรกลงทุนไป 400,000 บาท ทำโรงเรือนปลูกแคนตาลูป มีขนาด 6 คูณ 20 เมตร ปลูกแคนตาลูปได้ไม่เกิน 400 ต้น โรงเรือนมีเสากลาง ให้เหมาะในการติดตั้งพัดลม และเพื่อรักษาอุณหภูมิ

ระยะห่างระหว่างโรงเรือน ประมาณ 1.50 เซนติเมตร เพื่อให้เดินได้ ไม่ควรสร้างโรงเรือนติดกัน

เจ้าของปลูกแคนตาลูป โดยเพาะจากเมล็ด ซึ่งซื้อมาเพาะเอง จะตกเมล็ดละ 2-7 บาท

ในที่สุดก็ได้พันธุ์ที่เหมาะสมในพื้นที่ จำนวน 4 สายพันธุ์

อดีตข้าราชการเกษตรบอกอีกว่า แคนตาลูปนั้น อุณหภูมิที่เขาชอบจะอยู่ที่ 18-35 องศา ในพื้นที่จังหวัดสกลนคร เดือนที่เสี่ยง ปลูกลำบาก ได้แก่ ช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์

สิ่งที่พบมากที่สุดหากไม่ชำนาญจริง จะพบกับปัญหาผสมไม่ติด ลายไม่สวย ผลเล็ก อ่อนแอต่อโรค โดยเฉพาะเพลี้ยไฟ หากนำสารเคมีมาใช้จะส่งผลถึงแคนตาลูป ลูกค้าไม่ชอบ ไม่ต้องการ

เจ้าของมีการทดลองใช้ทั้งสารเคมีและไม่ใช้สารเคมี ปัญหาคือ การใช้สารเคมี อาจสวย แต่ราคาไม่ดี จึงงดใช้สารเคมี

เนื่องจากต่อมาได้มีการทดลองแก้ปัญหาเรื่องเพลี้ยไฟ ได้นำพัดลมมาติดตั้งเพื่อดูดอากาศ โดยเฉพาะช่วงฝนตกชุก ปรากฏว่า การใช้พัดลม ทำให้ไม่มีโรคราน้ำค้างเข้ามารบกวนแต่อย่างใด

การปลูกแคนตาลูป ปัจจุบันปลูกไม่ยาก ปีหนึ่งปลูกได้หลายรอบ ที่สำคัญคนทำต้องมีเวลา ไม่เหมือนการทำเกษตรอย่างอื่น

ปัจจุบัน คุณชูมิตร นำแคนตาลูปมาวางจำหน่ายเอง พร้อมกับแปรรูปเป็นไอศกรีม เพื่อให้ลูกค้าที่แวะเข้ามาเรียนรู้ และซื้อไปกิน ก่อนซื้อแคนตาลูป จะทำไอศกรีมให้กินฟรีทุกคน

แคนตาลูป ที่จำหน่าย กิโลกรัมละ 120 บาท หรือจะอยู่ที่ ผลละ 100-150 บาท

สำหรับไม้ฤดูหนาวทุกชนิด จะจำหน่ายอยู่ที่ กระถางละ 100-150 บาท ยกเว้นต้นกล้าเพาะเพื่อส่ง จะอยู่ที่ ต้นละ 2.50-3.00 บาท

ส่วน มะละกอ ส่งจำหน่ายให้กับประเทศเพื่อนบ้าน มีออเดอร์ไม่อั้น ตันละ 21,000 บาท…กล้วยกำลังตัดส่งจำหน่าย มีผู้มารับซื้อถึงสวน

ในปีที่ผ่านมา เจ้าของทำบัญชีและพบว่า สร้างได้รายได้กว่า 3 ล้านบาท ต่อปี เฉพาะพืชหลักๆ เท่านั้น

คุณอรุณี ผู้เป็นภรรยาบอกว่า ตอนแรกก็ตกใจที่สามีลาออกจากราชการ เพราะหลายคนบอกว่า มั่นคงกว่า แต่เมื่อมาถึงวันนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า อาชีพเกษตรกรรมก็สามารถมีอยู่มีกินได้อย่างสบาย หากรู้จักทำ และประหยัด

สำหรับผู้สนใจ อยากศึกษาและดูงาน ที่นี่เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ สามารถดูงานได้ฟรี…โทรศัพท์สอบถามก่อนที่ คุณชูมิตร เจริญชัย โทร. (081) 871-6358

ปลูกถั่ว สิครับ ได้รับผลดี ในปีที่น้ำน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

จัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง

กุลดิลก แก้วประพาฬ

ปลูกถั่ว สิครับ ได้รับผลดี ในปีที่น้ำน้อย

ฤดูแล้ง ปี 2558/2559 ที่จะมาถึง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดการณ์ ปริมาณน้ำต้นทุนของ 4 เขื่อนหลัก เขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนแควน้อย และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 จะมีปริมาณน้ำต้นทุนเพียง 3,619 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยปริมาณน้ำต้นทุนของ 4 เขื่อนหลัก ที่กล่าวต่ำกว่าปริมาณน้ำต้นทุนในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 3,158 ล้านลูกบาศก์เมตร

ปริมาณน้ำต้นทุนที่คาดการณ์จำเป็นต้องจัดสรรเพื่อการต่างๆ ที่สำคัญให้ได้ถึงฤดูฝน ปี 2559 คือใช้เพื่อการอุปโภค บริโภค เพื่อการรักษาระบบนิเวศ และอื่นๆ เพื่อการเกษตรและสำรองไว้สำหรับอุปโภค บริโภค และรักษาระบบนิเวศ โดยวางแผนจัดสรรปริมาณน้ำที่ใช้ไว้ วันละ 14 ล้านลูกบาศก์เมตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขอความร่วมมือเกษตรกรให้งดทำนาปรัง เพราะอาจเสี่ยงต่อผลผลิตเสียหาย หากจะปลูกพืชเศรษฐกิจอายุสั้นที่ใช้น้ำน้อยแทนการปลูกข้าวนาปรัง เช่น ถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฝักอ่อน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และพืชผักต่างๆ ซึ่งใช้น้ำน้อย เพียง 300-500 ลูกบาศก์เมตร ต่อไร่ ขณะที่การทำนาปรัง ใช้น้ำถึง 5 เท่า หรือประมาณ 1,500-2,000 ลูกบาศก์เมตร ต่อไร่

พืชตระกูลถั่ว เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่ขอแนะนำ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการสูงและมีแนวโน้มราคาดี ทั้งถั่วลิสง ถั่วเขียว และถั่วเหลือง เป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย โดยพื้นที่ปลูกถั่วเขียว 1 ไร่ ใช้น้ำประมาณ 320-400 ลูกบาศก์เมตร มีอายุเก็บเกี่ยว 65-75 วัน ถั่วเหลือง ใช้น้ำ 480-500 ลูกบาศก์เมตร ต่อไร่ อายุเก็บเกี่ยว 80-100 วัน และถั่วลิสง ใช้น้ำ 611 ลูกบาศก์เมตร ต่อไร่ มีอายุเก็บเกี่ยว 85-110 วัน

ในการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแต่ละพื้นที่ เกษตรกรไม่ควรปลูกพืชชนิดเดียวกันมากๆ เพราะอาจมีปัญหาด้านการตลาด ราคาตกต่ำ และเกิดปัญหาการแพร่ระบาดของแมลงศัตรูพืชได้ ทั้งยังควรพิจารณาถึงสภาพพื้นที่และช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด เช่น สภาพดินเหนียว ไม่ควรปลูกถั่วลิสง สำหรับถั่วเขียวไม่ควรปลูกในช่วงอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส และเกษตรกรควรพิจารณาถึงภาวะตลาด ราคาผลผลิตและแหล่งรับซื้อด้วย

พืชตระกูลถั่ว ยังมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน มีตัวอย่างในพื้นที่ที่ปลูกถั่วติดต่อกันมาหลายปี ซึ่งสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก ได้ไปเก็บข้อมูลเป็นกรณีศึกษา ศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองชุมชน บ้านหนองหมื่นชัย หมู่ที่ 5 ตำบลไทยชนะศึก อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย ศูนย์ถั่วเหลืองชุมชนแห่งนี้ ปลูกถั่วเหลืองเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์และจำหน่าย โดยฤดูฝนในเดือนสิงหาคม ปลูกถั่วเหลืองในพื้นที่ดอนสภาพไร่ และไปเก็บเกี่ยวผลผลิตถั่วเหลืองเมื่อสิ้นสุดฤดูการทำนาปี นำเมล็ดพันธุ์ไปปลูกในพื้นที่นา หลังเก็บเกี่ยวข้าวฤดูนาปีตั้งแต่เดือนธันวาคม เตรียมดิน โดยใช้รถไถไถ 1-2 ครั้ง แล้วเอาน้ำเข้าแปลง ทิ้งแปลงไว้ ประมาณ 1 สัปดาห์ จึงหว่านเมล็ดพันธุ์ แล้วใช้รถไถไถปั่นเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองคลุกเคล้ากับดิน

เป็นที่น่าสังเกตว่า การใช้ปุ๋ยเคมีทางดินของการปลูกถั่วเหลืองในพื้นที่นี้ ส่วนใหญ่เกษตรกรไม่มีการใช้ และผลผลิตข้าวที่ปลูก ซึ่งเป็นสภาพนาน้ำฝน ผลผลิตข้าว เฉลี่ยต่อไร่ จะสูงกว่าพื้นที่ข้างเคียงในตำบลเดียวกัน คือเกษตรกรในพื้นที่แห่งนี้ปลูกถั่วเหลืองมาไม่ต่ำกว่า 20 ปี ได้ผลผลิตข้าวเฉลี่ย 700-800 กิโลกรัม ต่อไร่ ขณะที่เกษตรกรที่ไม่มีการปลูกถั่วเหลือง จะได้ผลผลิตข้าวเฉลี่ย เพียง 500-600 กิโลกรัม ต่อไร่ เท่านั้น

กรณีศึกษาการปลูกถั่วเหลืองบ้านหนองหมื่นชัยข้างต้น สอดคล้องกับการศึกษาของศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่ กรมวิชาการเกษตร โดย ธีรชัย อารยากูร และคณะ รายงานไว้ในปี 2558 ว่า เกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองในพื้นที่อำเภอวังเหนือ อำเภองาว จังหวัดลำปาง ปลูกถั่วเหลือง เป็นพืชเศรษฐกิจทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง ในฤดูแล้งปลูกเป็นรายได้เสริมหลังฤดูการทำนา เนื่องจากเป็นพืชใช้น้ำน้อย แล้วพืชตระกูลถั่วยังช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินได้อีกทางหนึ่ง ผลในทางอ้อมของการปลูกถั่ว สามารถเสริมผลผลิตให้กับข้าวได้ โดยจากผลงานวิจัยนี้พบว่า เมื่อใช้เทคโนโลยีตามคำแนะนำ จะช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวได้ 35-82 กิโลกรัม ต่อไร่ ทำให้รายได้รวมของเกษตรกรเพิ่มขึ้น 943-1,381 บาท ต่อไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีเพาะปลูกเดิมของเกษตรกร

การปลูกพืชตระกูลถั่ว จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมทางหนึ่งสำหรับเกษตรกรปลูกทดแทนข้าวนาปรังในฤดูแล้งหลังการทำนา โดยเฉพาะในปีที่มีน้ำต้นทุนน้อย เช่น ฤดูแล้งที่จะถึงปีนี้ มีคำแนะนำของการปลูกถั่ว 3 ชนิด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว และถั่วลิสง โดย นายธนันท์ หาญเกริกไกร กรมการข้าว ในเอกสารการผลิตพืชหลังนาภายใต้โครงการจัดระบบการปลูกข้าว ฉบับพิมพ์ ครั้งที่ 2 ปี 2556 ดังนี้

ถั่วเหลือง พันธุ์แนะนำ สจ. 4 สจ. 5 เชียงใหม่ 60 เชียงใหม่ 2 และสุโขทัย 2 ระยะปลูก แถวxต้น (เซนติเมตร), (40×50) x (10-20) จำนวนเมล็ด ต่อหลุม 3-4 เมล็ด จำนวนประชากรต้น ต่อไร่ 32,000-48,000 ต้น เมล็ดพันธุ์ 10-15 กิโลกรัม ต่อไร่ วิธีการปลูก หยอดเป็นหลุม 3-4 เมล็ด ต่อหลุม ระยะเวลาเก็บเกี่ยว (วัน) ถั่วเหลือง 75-95 วัน ถั่วเหลืองฝักสด 65-68 วัน วิธีการเก็บเกี่ยว เกี่ยวทั้งต้น เก็บเฉพาะฝัก เมื่อฝักแก่เปลี่ยนสีเป็นน้ำตาลเข้ม 95% การใส่ปุ๋ย ควรคลุกเมล็ดด้วยเชื้อไรโซเบียมทุกครั้ง และใส่ปุ๋ย สูตร 12-24-12 หรือ 15-15-15 อัตรา 20-30 กิโลกรัม ต่อไร่ การดูแลรักษา ใช้สารกำจัดวัชพืชพ่นก่อนวัชพืชงอก หรือกำจัดวัชพืชด้วยมือ 1-2 ครั้ง ที่อายุ 15-20 วัน พ่นสารเคมีเพื่อป้องกันหนอนแมลงวันเจาะลำต้น 7-10 วัน หลังปลูก การให้น้ำ ทุกๆ 10-14 วัน และไม่ควรปล่อยให้ขาดน้ำในช่วงหลังออกดอกถึงสร้างเมล็ด

ถั่วเขียว พันธุ์แนะนำ ชัยนาท 72 ชัยนาท 36 กำแพงแสน 1 และกำแพงแสน 2 ระยะปลูก แถวxต้น (เซนติเมตร) 50×10 เซนติเมตร จำนวนเมล็ด ต่อหลุม 2 เมล็ด จำนวนประชากรต้น ต่อไร่ 64,000 ต้น เมล็ดพันธุ์ 5 กิโลกรัม ต่อไร่ วิธีการปลูก หยอดเป็นหลุมหรือโรยเป็นแถว ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 65-75 วัน ขึ้นอยู่กับพันธุ์ วิธีเก็บเกี่ยว จะเก็บเกี่ยว 2 ครั้ง ฝักแก่ที่เปลี่ยนเป็นสีดำ การใส่ปุ๋ย ใส่ปุ๋ย สูตร 12-24-12 หรือ 15-15-15 อัตรา 20-30 กิโลกรัม ต่อไร่ การดูแลรักษา ใช้สารกำจัดวัชพืชก่อนวัชพืชงอก หรือกำจัดวัชพืชด้วยมือ 1-2 ครั้ง ที่อายุ 15-20 วัน หรือ 30-40 วัน หลังปลูก การให้น้ำ ควรให้น้ำทุกๆ 10-14 วัน และไม่ควรปล่อยให้ขาดน้ำในช่วงระยะออกดอกและติดฝัก และหยุดให้น้ำเมื่อฝักแรกเปลี่ยนเป็นสีดำ

ถั่วลิสง พันธุ์แนะนำ พื้นเมืองเมล็ดแดง สช. 38 ขอนแก่น 60-2 ขอนแก่น 4 ไทนาน 9 ขอนแก่น 60-1 และขอนแก่น 5 ระยะปลูก แถวxต้น (เซนติเมตร) จำนวนเมล็ด ต่อหลุม 2-3 เมล็ด จำนวนประชากร (ต้น ต่อไร่) 32,000-40,000 ต้น เมล็ดพันธุ์ กิโลกรัม ต่อไร่ 15-20 กิโลกรัม (ฝักแห้ง) วิธีการปลูก หยอดเป็นหลุม ระยะเวลาเก็บเกี่ยว (วัน) 90-110 วัน วิธีเก็บเกี่ยว ถอนต้น ปลิดฝักเมื่อเปลือกด้านในของฝักเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ 60-80% การดูแลรักษา การใส่ปุ๋ย หลังจากถั่วลิสงงอกแล้ว พรวนดินแล้วกำจัดวัชพืช 1-2 ครั้ง ในช่วงถั่วอายุ 30 วัน หลังจากนั้น ถั่วลิสงจะเริ่มลงเข็ม ไม่ควรพรวนดิน เพราะจะกระทบกระเทือนต่อการลงเข็มของถั่วลิสง การให้น้ำ ควรให้น้ำเมื่อความชื้นในดินลดลงหรือสังเกตต้นถั่วลิสง เมื่อใบเริ่มเหี่ยวในตอนกลางวัน ควรให้น้ำ มีช่วงระยะห่าง 10-15 วัน ต่อครั้ง

แหล่งเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากการผลิตเมล็ดพันธุ์ จากศูนย์ผลิตของทางราชการ ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ แต่กรมส่งเสริมการเกษตร มีนโยบายให้จัดตั้งศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วชุมชน ซึ่งขณะนี้ทั้งประเทศจัดตั้งขึ้นแล้ว ตั้งแต่ ปี 2555 รวม 180 ศูนย์ถั่วชุมชน สำหรับในเขตส่งเสริมการเกษตร เขตที่ 9 จำนวน 9 จังหวัด คือ อุทัยธานี นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก จัดตั้งศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วชุมชนขึ้นแล้ว จำนวน 40 ศูนย์ เป็นศูนย์ถั่วเหลือง จำนวน 11 ศูนย์ ศูนย์ถั่วเขียว จำนวน 25 ศูนย์ และศูนย์ถั่วลิสง จำนวน 4 ศูนย์ ซึ่งศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วชุมชนทั้งหมดนี้ เป็นเครือข่ายระหว่างกัน หากเกษตรกรหรือผู้ที่ต้องการปลูกถั่ว สนใจสามารถติดต่อไปยังศูนย์ถั่วชุมชนเหล่านี้ได้โดยตรง ตามจังหวัดและชื่อกรรมการศูนย์ เบอร์โทรศัพท์ได้โดยตรง ดังนี้

ถั่วเหลือง

อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ นายประภาส มีสี โทร. (090) 143-6786

อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ นายวิจิตร มีไทย โทร. (089) 611-3213

อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก นางสาวรด ยังใจ โทร. (086) 207-3569

นางถนมอศรี แสนหาญ โทร. (089) 639-8989

อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ นางยุพดี ยั่งยืน โทร. (086) 217-4271

นายจเร เพิ่มปีก โทร. (081) 680-3350

อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย นายสมศักดิ์ มีสะติ หมู่ที่ 5 ตำบลไทยชนะศึก อำเภอทุ่งเสลี่ยม

จังหวัดสุโขทัย

ถั่วเขียว

อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก นายกุญชาญ ตาลี โทร. (089) 906-6584

นายบวรนันท์ ทองพนา โทร. (081) 952-2250

อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี นางประสิทธิ์ สินประเสริฐ โทร. (086) 215-4307

อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี นายวฤทธิ์ แก้วมั่น โทร. (088) 422-5143

นายสมนึก พวงสมบัติ โทร. (089) 957-8584

นายบุญชู เลากสิกรรม โทร. (081) 283-6360

นายพงษ์ศักดิ์ จันทเกตุ โทร. (084) 820-9390

อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร นายนิทัศ แสงแก้ว โทร. (085) 606-2187

อำเภอนาราง จังหวัดพิจิตร นายวันชัย เนียรภาค โทร. (099) 270-8062

นายมณฑล เผือกฟัก โทร. (097) 926-3480

อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ นายบุญสือ วันเอก โทร. (086) 119-6573

นางวีณา มาเลี้ยง โทร. (096) 194-9417

อำเภอไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร นายสายัน ภูมิเขตร โทร. (094) 841-4428

อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร นายเจต เดชมัด โทร. (086) 213-1566

จังหวัดอุตรดิตถ์ นายบัวโรย ดำมุ้ย โทร. (086) 644-8623

นายวิจิตร อินทร์ไทย โทร. (089) 611-3213

อำเภอพบพระ จังหวัดตาก นางสาวบุญธรรม จ้อมแดงธรรม โทร. (089) 276-8698

อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก นางสาวจิรัฌชา ยอดคำ โทร. (089) 566-9139

อำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย นางกอบกุล ทรัพย์เพชร โทร. (093) 161-9625

อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. (087) 845-2460

ถั่วลิสง

อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก นางวันเพ็ญ ด่านแม่กลอง โทร. (089) 606-1711

นางวันดี คำวันนะ โทร. (087) 196-8521

คนราชบุรี ปลูกแตงกวาลูกผสม สร้างรายได้ดีมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05059010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

เทคโนโลยีการเกษตร

ลูกสิบล้อ Suradej_agr@hotmail.com

คนราชบุรี ปลูกแตงกวาลูกผสม สร้างรายได้ดีมาก

คุณอำนวย จันทะดิษฐ์ อยู่บ้านเลขที่ 25/7 หมู่ที่ 10 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เกษตรกรผู้มีประสบการณ์การปลูกพืชผักมานานกว่า 20 ปี

คุณอำนวย เล่าว่า พืชที่เลือกปลูกส่วนใหญ่เป็นแตงกวา เพราะปลูกง่าย ผลผลิตได้ไว ซึ่งก่อนหน้านั้นได้เลือกพันธุ์แตงกวาจากหลากหลายบริษัทมาปลูก แต่ไม่ประทับใจ จึงได้มาลองใช้เมล็ดแตงกวาของ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด (ประเทศไทย) ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ที่รู้จักกันดีในยี่ห้อ “ศรแดง” เมื่อประมาณ ปี 2555 โดยเลือกเมล็ดพันธุ์แตงกวาลูกผสม ไมโครซี 306 เพราะผลผลิตที่ออกมาดี มีคุณภาพ

“ผมก็ว่าดีนะ ออกแขนงเยอะนะ ทำให้ลูกมันตามมาเยอะ ในส่วนตัว นี่ก็เตรียมที่จะปลูกอีก ที่เลือกพันธุ์ไมโครซี 306 เพราะยอดที่ออกมา มันอวบกว่าพันธุ์อื่น เพราะยอดอ้วน ทำให้ผลผลิตยิ่งออกมาดี” คุณอำนวย กล่าวถึงคุณภาพของเมล็ดที่เลือกใช้

วิธีการปลูก ดูแล ทำอย่างไร

คุณอำนวย เล่าว่า ขั้นตอนแรกใช้รถไถมาพรวนดินในแปลงที่เตรียมไว้ เมื่อดินร่วนสามารถระบายน้ำได้ดีตามที่ต้องการแล้ว จึงนำเมล็ดแตงกวาลูกผสม ไมโครซี 306 มาปลูกลงในแปลง ให้มีระยะห่างประมาณ 1 คืบนิ้วมือ จากนั้นนำฟางข้าวมาคลุมให้ทั่วแปลง รดน้ำให้ทั่วเพื่อให้มีความชุ่มชื้นตลอดเวลา

หลั”จากปลูกประมาณ 2 วัน เมล็ดแตงกวาจะเริ่มงอก แสดงใบเลี้ยง 2 ใบ ออกมา จากนั้นเตรียมปักไม้ไผ่เพื่อทำค้าง เลือกไม้ไผ่ลวกที่มีขนาดความยาวประมาณ 3 เมตร ปักห่างกันพอประมาณ นำตาข่ายมาขึงบนไม้ไผ่ เพื่อให้แตงกวามีพื้นที่สำหรับเลื้อยยอดขึ้นไป

เมื่อแตงกวาได้อายุประมาณ 12 วัน เตรียมใส่ปุ๋ย สูตร 25-7-7 เพื่อบำรุงต้นในระยะแรก จากนั้นประมาณอีก 13 วัน แตงกวาเริ่มมีดอก จะเปลี่ยนปุ๋ยเป็น สูตร 16-16-16 ดอกที่ออกจะผสมกันเองตามธรรมชาติ เมื่อดอกผสมติดสมบูรณ์ แตงกวาจะมีผลออกมา รอจนได้ขนาดจึงสามารถขายได้ อายุแตงกวาตั้งแต่ปลูกจนเก็บผลผลิตได้ จะใช้เวลาประมาณ 30-35 วัน

การรดน้ำ และป้องกันโรค

การรดน้ำ จะรดช่วงเช้าเพียงอย่างเดียว เพราะถ้ารดเวลาเย็นด้วย จะทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย ถ้าเป็นช่วงฝนตก อาจมีการพ่นยากันเชื้อราบ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้แตงกวาเกิดโรค ช่วงที่พ่นยาจะเป็นช่วงก่อนที่แตงกวาจะออกผล คุณอำนวย บอกว่า การพ่นยาจะดูตามอาการที่เป็นมากกว่า เพราะสามารถคำนวณได้จากสภาพอากาศที่เปลี่ยน โดยอาศัยความชำนาญของคุณอำนวยเอง หากสภาพอากาศดีก็ไม่เกิดโรค ยากันเชื้อราก็ไม่จำเป็นต้องใช้

ด้านการตลาด

คุณอำนวย เล่าว่า ผลผลิตที่ได้จะนำไปขายเองที่ตลาดศรีเมือง ในอำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี แต่บางครั้งก็มีแม่ค้ามารับถึงที่สวน ราคาของแตงกวาที่ขาย มีราคาแตกต่างกันไป แล้วแต่ช่วงความต้องการของตลาด ถ้าช่วงที่ตลาดต้องการมาก แตงกวาจะมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 20 บาท แต่ถ้าช่วงความต้องการน้อย ราคาต่ำสุดที่คุณอำนวยเคยขาย อยู่ที่กิโลกรัมละ 10 บาท

หลังจากที่คุณอำนวยเปลี่ยนมาใช้เมล็ดพันธุ์แตงกวาของ ตราศรแดง คุณอำนวย เล่าว่า ผลผลิตดี มีคุณภาพ จนลูกค้าชม “ตอนที่เอาไปขายนี้ พวกคนปลูกด้วยกัน ก็จะบอกว่าผลสวย เขาก็จะทักเลยว่า ไมโครซี ใช่ไหมเนี่ย เราก็บอกว่าใช่ เพราะเขาจะดูรู้กันเองเลย โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้า เพราะของตราศรแดง มันแตกต่างกว่าของที่อื่น” คุณอำนวย พูดพร้อมทั้งหัวเราะ ถึงคำชมที่ได้รับเมื่อนำผลผลิตไปขายที่ตลาด

สำหรับท่านที่สนใจจะปลูกแตงกวาเพื่อสร้างรายได้ คุณอำนวย แนะนำว่า “สำหรับท่านที่สนใจนะครับ ก็จะแนะนำว่า ต้องดูว่า แตงกวาชอบอากาศแบบไหน ซึ่งพันธุ์ไมโครซี จะชอบหน้าหนาว เราก็จะปลูกช่วงหน้าหนาว โดยดูพันธุ์ที่ชอบอากาศแตกต่างกันไป เพราะจะทำให้ได้ผลผลิตที่ดีตามมา อีกอย่างเมล็ดศรแดงนี่ ขึ้นค้างดีทำให้เราประหยัดเรื่องแรงงานคนไปมาก เพราะไม่ต้องมาคอยจับยอด อาจราคาแพงหน่อย แต่คุณภาพดี” คุณอำนวย กล่าวด้วยรอยยิ้ม แววตาเปี่ยมด้วยความยินดี ที่พร้อมมอบคำแนะนำให้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณอำนวย จันทะดิษฐ์ หมายเลขโทรศัพท์ (082) 471-4204

“ชะอม” ไม้เด็ดจริงๆ ยิ่งตัด ยิ่งแตกยอดอ่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

เชตวัน เตือประโคน

“ชะอม” ไม้เด็ดจริงๆ ยิ่งตัด ยิ่งแตกยอดอ่อน

ยังขำไม่หาย คิดถึงแล้วก็ยังอมยิ้มและเผลอหลุดเสียง หึ หึ ออกมาอยู่ในบางครั้ง

ยิ่งถ้าได้เห็นภาพ บางทีก็อาจถึงขั้นระเบิดเสียงหัวเราะ “ก๊าก”

ถ้าใครยังพอจำได้ เมื่อไม่นานมานี้มีละครโทรทัศน์ เรื่อง “เพื่อนรักเพื่อนริษยา” ออกอากาศทาง ช่อง 3 ซึ่งตั้งแต่เริ่มเรื่องกระทั่งอวสานไป ปรากฏว่าโดนชาวโลกออนไลน์ และไม่ออนไลน์วิจารณ์กันสนั่นเมือง โดยเฉพาะเรื่องเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของตัวละคร “นางเอก”

หนึ่งในนั้นคือชุดที่ทำให้ผมขำ และพอคิดจะเขียนคอลัมน์นี้ พูดคุยถึงเรื่องราวของผัก อย่าง “ชะอม” ผมก็ดันหวนคิดไปถึงคำวิจารณ์นั้นเป็นสิ่งแรก

กับ “คอสตูม” ของนางเอกในเรื่อง นุ่น-วรนุช วงษ์สวรรค์ ในฉากหนึ่งที่ว่ากันว่าเหมือนเอายอด “ชะอม” มาห่มร่าง

โลกออนไลน์กระเซ้าเย้าแหย่ ทำนองว่า…

“เห็นแล้วอยากกินไข่ชะอมเลย”

“ตีไข่รอซิคะ รออะไรอยู่”

“ทอดกับไข่เจียวอร่อยอย่าบอกใคร”

หนังดังเพราะคำวิจารณ์ หลายต่อหลายคนไปติดตามชมย้อนหลังก็เพราะอยากเห็นชุดที่นางเอกแต่งองค์มาปรากฏกายในแต่ละตอนนั่นเอง

นี่ก็ “แปลกใหม่” เหมือนกัน

?

เอาล่ะ กลับเข้าเรื่องชุด เอ้ย! “ชะอม” ที่อยากชวนปลูกกินกันเองดีกว่า

แน่นอนกับคำแซวของหลายๆ คนนั้น จะเห็นได้ว่า ยอดชะอมเป็นที่นิยมอย่างยิ่งสำหรับการนำมาเจียวกับไข่ กินกับข้าวหรือจะกินกับน้ำพริกกะปิ มีเครื่องเคียงเป็นผักอื่นๆ ก็อร่อยอย่าบอกใครเชียว

ในวัยเด็ก ผมไม่นิยมชมชอบผักชนิดนี้เท่าไรนักหรอก

อาจเพราะกลิ่นที่ค่อนข้างฉุน (เด็กๆ ว่าเหม็น) อีกทั้งเวลาต้องเก็บชะอม แกะยอดทีไรก็มีอันต้องโดนหนามแทงมือให้บ่นแล้วบ่นอีก จนไม่คิดอยากจะช่วยแม่เก็บผักเลย

นี่อาจจะเป็นข้ออ้างเลี่ยงการช่วยงานบ้านก็ได้ (ฮา)

เมื่อก่อนเคยคิดว่ายอดชะอมคงนำมาทำอาหารได้เพียงแค่การนำมาเจียวร่วมกับไข่อย่างที่หลายคนคุ้นเคย

หากแต่ระยะหลัง มีโอกาสได้รู้จักเพื่อนผู้เป็นพ่อครัวนักพลิกแพลงอาหาร ก็ได้พบว่า ไข่เจียวชะอมนั้น เป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียวของการใช้ประโยชน์จากผักชนิดนี้

ยังมีอาหารอีกหลายอย่างที่อยากแนะนำ-ขอยกมาบางตัวอย่าง

แรกเลยคือ “วุ้นเส้นผัดชะอม”

ที่วิธีการทำก็ไม่ต่างอะไรจากผัดวุ้นเส้นทั่วไป คือ เตรียมหมูสับ กุ้ง ไข่ไก่ วุ้นเส้น และยอดชะอมให้พร้อม

เริ่มต้นโดยนำหมูสับลงกระทะคั่วไปคั่วมา ใส่กุ้ง แล้วตามด้วยไข่ไก่คนให้เข้ากัน จากนั้นก็ใส่วุ้นเส้นและยอดชะอมลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ซอสปรุงรส ซอสหอยนางรม น้ำปลา น้ำตาลทราย ชอบมากน้อยแค่ไหนก็อยู่ที่รสมือตนเอง

อีกสักรายการ ที่เห็นว่าแปลกดี

เป็นรายการอาหารที่ค้นเจอในอินเตอร์เน็ต-เพราะยังไม่เคยลองทำ หรือมีเพื่อนพ่อครัวคนไหนทำให้กิน (ถือโอกาสนี้เรียกร้อง)

นั่นคือ “โรตีไข่ชะอมทอด”

แรกเห็นแล้วก็ขมวดคิ้วงงอยู่พอสมควร ก็โรตีโดยมากจะกินในฐานะขนมหวาน มาเจอผักขมกลิ่นฉุนอย่างชะอมแล้วจะไปด้วยกันได้อย่างไรนั้น เป็นที่สงสัยยิ่ง

สูตรอาหารชนิดนี้คิดค้นโดยแขกขายโรตีจากประเทศอินเดีย ที่เข้ามาทำมาหากินในประเทศไทย ได้แรงบันดาลใจมาจากการที่ลูกชายของเขาชอบกินชะอมมากๆ

จึงเริ่มคิดพัฒนาสูตรโรตีใหม่เพื่อเป็นจุดขาย

ขั้นตอนการทำโรตีไข่ชะอมทอดไม่ยาก

เริ่มต้นด้วยการลงแป้งโรตีทอดในกระทะ จากนั้นก็นำชะอมที่ตีผสมกับไข่ใส่ลงไป แล้วก็ห่อด้วยโรตี ทอดให้กรอบแล้วก็ตักขึ้นมาปรุงรส

ใช้ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก หรือมายองเนส แล้วแต่ชอบ

เจ้าของต้นตำรับบอกว่า ความพิเศษจะอยู่ตรงที่กลิ่นและรสชาติของชะอมจะไม่ฉุนมาก อร่อยตรงที่ได้มีแป้งโรตีกรอบๆ กินให้อิ่มได้เลย (ข้าวสวยไม่ต้อง)

ว่าแล้วก็อยากลองทำดู

ชะอม เป็นไม้พุ่ม ต้นไม่สูงใหญ่มาก ลำต้นและกิ่งก้านจะมีหนามแหลม

ลักษณะของใบชะอม เป็นใบประกอบสีเขียวเล็กๆ มีก้านใบย่อยแตกออกจากแกนกลางใบ ลักษณะก็คล้ายๆ กับใบกระถินนั่นเอง

ใบอ่อนชะอมจะมีกลิ่นฉุน แต่กระนั้นก็คือส่วนนี้เองที่นำมากินกัน ขนาดที่ปลูกขายกันเป็นล่ำเป็นสัน

ผมปลูกชะอมด้วยกิ่งตอนที่ได้รับมาจาก งาน “เกษตรมหัศจรรย์” ที่จัดโดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านนี่แหละครับ ได้ติดไม้ติดมือมาปักอยู่ริมรั้ว ประมาณ 3-4 ต้น

จะว่าไป ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงเตรียมดินง่ายๆ ด้วยการขุดเป็นหลุม รองก้นด้วยปุ๋ยคอก ปลูกประชิดติดแนวรั้วบ้าน ให้ห่างกันประมาณ 1 เมตร ในทิศที่คาดคะเนแล้วว่าจะได้รับแดดตลอดทั้งวัน

ระยะแรกๆ ก็รดน้ำ เช้า-เย็น เพียงไม่กี่วันจากต้นเปล่าๆ เปลือยๆ (ไร้ใบ) ก็จะเห็นตุ่มตาสีเขียวอ่อนงอกออกมาให้ได้ติดตามลุ้น

ชะอม เป็นผักที่ไม่ค่อยมีโรคและแมลงมารบกวนครับ อาจเพราะกลิ่นฉุนของมันเองนี่แหละ ที่เหล่าศัตรูพืชทั้งหลายไม่นิยม แต่หากจะป้องกันไว้ก่อน มีผู้แนะนำให้โรยปูนขาวไว้รอบโคนต้น

ผู้ประสบความสำเร็จและร่ำรวยด้วยการปลูกชะอมจำหน่ายแนะนำด้วยว่า ไม่ควรปล่อยให้ต้นชะอมสูงใหญ่มาก คำนวณว่าได้ความสูงเฉลี่ยประมาณ 1 เมตร หมั่นตัดแต่งให้เป็นทรงพุ่มอยู่เรื่อยๆ ส่วนหนึ่งนอกจากจะทำให้ชะอมแตกยอดดีแล้ว ยังสะดวกต่อการเก็บอีกด้วย

ข้อควรระวังอย่างหนึ่งในการเก็บยอดชะอมคือ ควรใช้กรรไกรตัดแทนเด็ดด้วยมือ ซึ่งนอกจากจะสะดวกง่ายดายแล้ว ยังไม่ทำให้กิ่งชะอมเป็นแผลด้วย

งานนวัตกรรมไผ่แห่งชาติ ที่ลำปาง การก้าวสู่ “มหานครไผ่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05061010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

เก็บมาเล่า

นัย บำรุงเวช

งานนวัตกรรมไผ่แห่งชาติ ที่ลำปาง การก้าวสู่ “มหานครไผ่”

ความต้องการไม้ไผ่เพื่อใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ นั้นมีมาก รวมทั้งการทำเยื่อกระดาษ ทำกระดานอัด ทำไม้ปาร์เกต์ และอื่นๆ

ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไผ่ธรรมชาติประมาณ 28,000,000 ไร่ แต่มีพื้นที่ปลูกป่าไผ่ประมาณ 2,850,000 ไร่ (ข้อมูล ปี 2553) ปริมาณไม้ไผ่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่

ลำปางมีพื้นที่ป่าไผ่มากเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศ มีโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม จำนวน 8 โรง (ข้อมูล ปี 2558) ที่ไม่ขึ้นทะเบียนเป็นโรงงานขนาดเล็กหรือเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนจำนวนมาก ดำเนินธุรกิจแปรรูปผลิตผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ ได้แก่ ไม้เสียบอาหาร ตะเกียบ ไม้จิ้มฟัน ภาชนะใส่อาหาร และก้านธูป เป็นต้น

ไม้ไผ่สร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิตปีละหลายร้อยล้านบาท ลำปางได้ชื่อว่าเป็นเมืองไม้ไผ่แห่งหนึ่งของภาคเหนือ ดังนั้น การจัดงาน “งานนวัตกรรมไผ่แห่งชาติ” จึงเป็นเรื่องที่สอดรับกัน

“งานนวัตกรรมไผ่แห่งชาติ” จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 20-21 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ณ จังหวัดลำปาง นับเป็นงานระดับประเทศเกี่ยวกับเรื่องของไม้ไผ่

งานนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือขององค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง สภาเกษตรกรแห่งชาติ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ลำปาง (ธ.ก.ส. ลำปาง)

จุดประสงค์ของงานเพื่อส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้เรื่องไผ่แก่เกษตรกร กลุ่มเครือข่ายอาชีพขององค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปางและประชาชนผู้สนใจให้สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการปลูกไผ่ เพื่อเพิ่มมูลค่าแบบครบวงจร นำไปสู่การส่งเสริมหรือเพิ่มช่องทางการประกอบอาชีพ สร้างรายได้แก่ประชาชนภายในจังหวัดลำปาง และช่วยลดปัญหาการว่างงาน ตรงตามยุทธศาสตร์การพัฒนาขององค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปางด้านการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนบนวิถีเศรษฐกิจพอเพียง

อีกทั้งเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีรายได้จุนเจือครอบครัว เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า ส่งเสริมสนับสนุนการพาณิชย์การลงทุนเพื่อผลิตและจำหน่ายสินค้าบนพื้นฐานองค์ความรู้เชิงสร้างสรรค์ด้านการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพในภาพรวมของจังหวัด

แต่ที่สำคัญคือ การผลักดันให้จังหวัดลำปางเป็นมหานครไผ่ หรือ “Bamboo City”

ใน “งานนวัตกรรมไผ่แห่งชาติ” มี พลเอกฉัตรชัย สาลิกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน โดยมี คุณสามารถ ลอยฟ้า ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง กล่าวต้อนรับ และ คุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวรายงานจุดประสงค์การจัดงาน

พลเอกฉัตรชัย กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงและควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบันคือ การปลูกป่า และการรักษาป่าอันเป็นต้นน้ำลำธารที่สำคัญ ซึ่งไผ่ถือเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของป่า แม้ว่าทางจังหวัดได้มีนโยบายที่ชัดเจนในการสร้างป่าชุมชน โดยมีไผ่เป็นต้นไม้นำร่อง

“แต่ในประเทศไทยยังให้ความสนใจต่อการสนับสนุนการปลูก การแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากไผ่ยังไม่เป็นที่กว้างขวางนัก และมีการลงทุนเพื่อดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นการสร้างคุณค่าและมูลค่าของไผ่นั้นน้อยมาก จึงเป็นโอกาสที่ภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จะหันมาให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง เพื่อพัฒนาและส่งเสริมให้ไผ่เป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป และการตลาด ซึ่งจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้อย่างมหาศาล”

พลเอกฉัตรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการส่งเสริมของภาครัฐในการเข้ามาดูแลเรื่องไผ่ มี 2 หน่วยงานหลัก คือ กระทรวงทรัพยากรฯ และกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องไผ่ มีนักส่งเสริมการเกษตรที่ลงพื้นที่ในระดับตำบล สามารถดำเนินการส่งเสริมเกษตรกรที่มีความสนใจและต้องการความรู้ในขั้นตอนการเพาะปลูก การดูแล การแปรรูป และการนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ โดยมีสภาเกษตรกรแห่งชาติเป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เชิญผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถเรื่อง “ไผ่” จากทุกภาคส่วน ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ตั้งแต่การเพาะปลูก การแปรรูป การค้า

“การส่งเสริมและการลงทุนมาร่วมมือกันในวันนี้ จึงเป็นโอกาสให้ประเทศของเราได้พัฒนาให้ “ไผ่” มีคุณค่าและสร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นพืชเพื่อเศรษฐกิจ พลังงาน สังคมและพืชเพื่อสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จะได้มีนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปทบทวนศึกษาและร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาไผ่ของชาติอย่างครบวงจรต่อไป เมื่อดูจากหน่วยงานทุกภาคส่วน ที่เรียกว่าประชารัฐ เพื่อเรียนรู้การปลูกและพัฒนาไผ่ ซึ่งมีโอกาสสำเร็จได้ในเวลาอันใกล้” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานมีนิทรรศการและองค์ความรู้ที่น่าสนใจเกี่ยวกับไม้ไผ่ อาทิ บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติจากแป้งมันสำปะหลัง เช่น ถ้วย จาน ซึ่งจะย่อยสลายโดยการฝังกลบตามธรรมชาติภายใน 3 เดือน ใช้ได้เพียงครั้งเดียว สามารถรองรับอุณหภูมิได้ตั้งแต่ -18 ถึง 98 องศา และบรรจุภัณฑ์ เป็นภาชนะใส่อาหารจากเยื่อชานอ้อยผสมเยื่อไผ่ ปลอดภัยกับผู้ใช้และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ส่วนนิทรรศการ ประกอบด้วย

ไผ่ใช้เป็นอาหาร ไผ่ใช้เป็นอาหารได้หลายอย่าง โดยเฉพาะหน่อไม้

ไผ่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและใช้สอย สร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัย เป็นเครื่องจักสาน เครื่องใช้ในครัวเรือน เฟอร์นิเจอร์เครื่องเรือน เครื่องมือการเกษตร เครื่องมือดักจับสัตว์ต่างๆ เครื่องดนตรี ฯลฯ

ไผ่ใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม เส้นใยไผ่เป็นเส้นใยที่มีคุณภาพดี คุณสมบัติให้สัมผัสที่นุ่มสบาย ไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง ดูดซับความชื้น ระบายอากาศได้ดี ป้องกันแบคทีเรีย ป้องกันแสงยูวี และไม่ต้องรีดก่อนใส่

ไผ่เป็นยารักษาโรค เป็นพืชสมุนไพรได้ ทั้ง ใบ ยอดอ่อน กาบใบ เนื้อเยื่อ รากและตาไม้

ไผ่ใช้เป็นพลังงาน ใช้เป็นเชื้อเพลิงให้พลังความร้อนสูง ถ่านไผ่มีคาร์บอนมาก มีน้ำมันมาก แต่เหลือเป็นเถ้าน้อย

ไผ่กับสิ่งแวดล้อม ป่าไผ่ที่มีความหนาแน่นมากจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และปล่อยออกซิเจนสู่ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมได้สูงกว่าพืชอื่น ประมาณร้อยละ 30

ไผ่ในอุตสาหกรรม ในอุตสาหกรรมแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ

ไผ่เป็นเวชสำอาง เช่น สบู่ แชมพู ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก น้ำแร่ธรรมชาติจากต้นไผ่ และอื่นๆ (จีนผลิตเป็น ยาย้อมผม สเปรย์น้ำยาดับกลิ่นเท้า แปรงสีฟัน ฯลฯ) ถ่านกัมมันต์ (Activated Carbon) ที่นำมาผ่านการสังเคราะห์ทางเคมี ในกระบวนการผลิต ต่างจากถ่านฟืนที่ใช้หุงต้มหรือให้ความร้อน ถ่านที่เผาแล้วเกิดรูพรุนจำนวนมาก ซึ่งรูพรุนมีคุณสมบัติในการดูซับสารต่างๆ ที่อยู่ในรูปของเหลวและก๊าซได้ดี

จึงมีการนำ Activated Carbon ผสมกับเครื่องสำอาง ใช้กรองกลิ่นและก๊าซอันไม่พึงประสงค์ในหน้ากากกรองสารพิษ ใช้ฟอกอากาศในเครื่องปรับอากาศ ใช้ในไส้กรองอากาศเครื่องยนต์และท่อไอเสีย Activated Carbon จากถ่านไม้ไผ่ที่เผาด้วยความร้อน 1,000 องศา เป็นถ่านบริสุทธิ์มีรูพรุนมากกว่าถ่านทั่วไปถึง 4 เท่า และดูดซับกลิ่นได้มากกว่าถ่านทั่วไป 6 เท่า

จุดสนใจของงานมาอยู่ที่ไผ่ใช้เป็นพลังงาน เป็นพืชพลังงานทดแทน ไผ่เมื่อถูกเผาจะเกิดควันและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อย ไม้ไผ่จะให้ค่าความร้อน 5,800- 6,400 กิโลแคลอรี ต่อกิโลกรัม (Kcal/Kg) ส่วนถ่านไผ่จะให้ค่าความร้อน 6,800-4,400 กิโลแคลอรี ต่อกิโลกรัม (Kcal/Kg)

มูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง มี คุณรังสฤษฎ์ คุณชัยมัง เป็นประธานที่ปรึกษามูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 3 ตำบลผาปัง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง ได้พัฒนาการใช้ถ่านไผ่เป็นเชื้อเพลิงต้นกำลัง ชุมชนตำบลผาปัง มีการปลูกต้นไผ่นำมาใช้ประโยชน์ ปีละ 1,095 ตัน นำมาทำตะเกียบ ถ่านอัดแท่ง เศษไม้ไผ่ใช้ผลิตเป็นปุ๋ยดินขุยไผ่ ธูปหอมไล่ยุง ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการอบอิฐบล็อก ทำเครื่องสำอางจากผงละอองไผ่ และวัสดุเครื่องใช้จากไม้ไผ่ สร้างรายได้เป็นจำนวนมาก

อีกจุดที่ดึงดูดผู้มาชมงานมากอยู่ที่รถจักรยานยนต์ เครื่องสูบน้ำ เครื่องปั่นไฟ และรถบรรทุกที่ใช้ถ่านไผ่เป็นเชื้อเพลิงต้นกำลัง มูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง ร่วมกับ Mr. Koen Van Looken วิศวกรอิสระชาวเบลเยียม ที่เชี่ยวชาญด้านระบบก๊าซซิไฟเออร์ (Gasifier)

เดิม Mr. Koen Van Looken เคยทำการวิจัยอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย เมื่อทราบว่ามูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปังทำเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับไผ่และทำเชื้อเพลิงถ่านไผ่ จึงสนใจเข้ามาร่วมงานกับมูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง เกี่ยวกับการจัดทำระบบก๊าซซิไฟเออร์ (Gasifier)

ก๊าซซิไฟเออร์ เป็นกระบวนการที่นำเชื้อเพลิงแข็งประเภทต่างๆ มาทำให้อยู่ในสถานะก๊าซ ก๊าซที่ได้จากกระบวนการก๊าซซิไฟเออร์นำไปใช้แทนก๊าซเชื้อเพลิงและน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้ทุกประเภท แต่ค่าพลังงานต่อปริมาตรจะต่ำกว่าก๊าซธรรมชาติและก๊าซหุงต้ม การเผาถ่านไม้ไผ่เพื่อผลิตก๊าซสะอาดเป็นเชื้อเพลิงให้กับรถมอเตอร์ไซค์ เครื่องสูบน้ำ เครื่องปั่นไฟ และรถบรรทุกเล็ก

จากการทดลองกับรถบรรทุกเล็กไม่แตกต่างจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไป บรรจุถ่านไม้ไผ่ลักษณะเป็นแท่งๆ ขนาดเท่าตะเกียบ จำนวน 5 กิโลกรัม รถยนต์จะวิ่งได้ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร ถ้าบรรจุถ่านไผ่อัดแท่งจำนวน 25 กิโลกรัม รถยนต์จะขับไปได้ไกลถึง 500 กิโลเมตร ราคาถูกกว่าก๊าซรถยนต์ ใช้เป็นก๊าซในการหุงต้มอาหาร ถ่าน 1 กิโลกรัม ใช้ได้นาน 2 ชั่วโมง

หากผลิตเป็นน้ำมันเอทานอล ก๊าซโซฮอล์ 95 ใช้ไม้ไผ่จำนวน 1,000 กิโลกรัม ผลิตน้ำมันเอทานอล 200 ลิตร

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาจากวิทยากรและปราชญ์ในเรื่องไผ่จากทั่วประเทศ มีหลายหัวข้อด้วยกันล้วนเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เช่น ไผ่นวัตกรรมแปรรูปไม้เพื่อการก่อสร้าง, ไผ่นวัตกรรมแปรรูปไม้เพื่อการผลิตเส้นใย, ไผ่นวัตกรรมแปรรูปไม้เพื่อการผลิตภาชนะไบโอ, ไผ่นวัตกรรมแปรรูปไม้เพื่อการผลิตตะเกียบ, ไผ่เพื่อการผลิตถ่านประสิทธิภาพสูง, ไผ่เพื่อการผลิตเวชสำอาง, ไผ่เพื่อสุขภาพและพลังงาน, ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดน่าน นำผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ พันธุ์ไผ่ มาจัดแสดงและได้แนะนำ ชาใบไผ่ ให้ลองชิมกัน

หลังจาก “งานนวัตกรรมไผ่แห่งชาติ” นี้ไปแล้ว ต้องรอดูกันว่า จังหวัดลำปางจะได้เป็นมหานครไผ่ หรือ “Bamboo City” ได้จริงหรือไม่…