เที่ยวตลาดเช้าวังเวียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

เที่ยวตลาดเช้าวังเวียง

ไปเมืองลาวหนนี้รู้สึกอิ่มเอมเปรมใจมากที่ได้เที่ยวท่องตลาดสดทั้งที่วังเวียงและหลวงพระบางแบบไม่มีออมแรง เรียกได้ว่าตื่นมาก็ไปเดินตลาดเช้ากันทุกวัน

ไม่ใช่อะไรหรอก…ต้องไปหาอาหารเช้าร้อนๆมากินกัน เพราะโรงแรมที่เราพักนั้นเป็นโรงแรมแบบเกสต์เฮาส์ที่ไม่มีบริการอาหารเช้า ซึ่งปรากฏว่าเป็นเรื่องที่ถูกใจเพื่อนร่วมทางทุกคนมาก เพราะต่างก็ชอบเดินตลาดและกินอาหารเช้าในตลาดเป็นประจำอยู่แล้ว

คนกรุงเทพฯผู้มีชีวิตเร่งรีบที่ไม่รู้จักการเดินตลาดสดหรือไปซื้อของตามตลาดตอนเช้าเหมือนชาวบ้านในต่างจังหวัดจะไม่มีทางรู้หรอกว่าสุดยอดอาหารอร่อยในพื้นถิ่นหรือย่านนั้นๆ ไม่มีแหล่งขายที่ไหนเกินตลาดเช้าไปได้

เช่น ที่ตลาดสดประชานิเวศน์ ๑ แถววัดเสมียนนารี นอกจากอาหารสดสารพัดชนิดแล้วก็ยังมีอาหารเช้าเลิศรสจำพวกข้าวแกงต่างๆ น้ำพริก ก๋วยเตี๋ยว หมูปิ้ง ขนมหวาน ฯลฯ ตั้งโต๊ะขายกันคึกคักแน่นตลาดตั้งแต่เช้ามืด มีคนไปคอยคิวซื้อกินกันตรงนั้นก่อนไปทำงานแน่นขนัด และแต่ละเจ้ารสมือเป็นเลิศ

ที่เมืองลาวก็เหมือนกัน ตลาดสดเป็นแหล่งของกินสุดอร่อยประจำถิ่นในราคาชาวบ้าน ปรุงใหม่ร้อนๆตอนนั้นเลย หรือไม่ก็เพิ่งทำเสร็จมาจากบ้านหิ้วมาขายตามตลาดในปริมาณที่ไม่มากนัก หมดแล้วหมดเลย พอสายหน่อยใครไปไม่ทันเพื่อนจึงมักจะอดกิน

เสน่ห์ของตลาดเช้าในทุกชุมชนคืออัตลักษณ์ความเป็นพื้นถิ่น สะท้อนให้เห็นความโดดเด่นของอาหารการกินพื้นเมืองในแถบนั้น ทั้งรสชาติ รูปแบบ หน้าตาและลักษณะการรับประทาน ซึ่งมีทั้งอาหารการกินที่เป็นเอกลักษณ์ของพื้นเมืองแท้ๆดั้งเดิมมีต้นกำเนิดขึ้นที่นั่น และที่รับอิทธิพลมาจากพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งมาจากความหลากหลายทางกลุ่มชาติพันธุ์ที่รวมกันอยู่ในท้องถิ่นนั้น

การเดินทางไปต่างบ้านต่างเมืองแล้วได้เห็นตลาดเช้าของที่นั่นจึงถือว่าเป็นการเดินทางที่เข้าถึงหัวใจของท้องถิ่นอย่างแท้จริง ดังนั้น ถ้ารายการท่องเที่ยวไหนจัดเดินเที่ยวตลาดไว้ให้อย่าได้ปฏิเสธเลยเชียวนะ เพราะนั่นจะเป็นการเดินชมวิถีชีวิตชาวบ้านชาวเมืองที่สนุกสนานมาก

ตลาดเช้าวังเวียงซึ่งเป็นจุดแรกที่เราไปแวะพักค้างคืนนั้นเป็นตลาดเล็กมากๆ แต่ขนาดของตลาดก็สอดคล้องกับวิถีชุมชนที่มีจำนวนประชากรจำนวนไม่มากนัก ซ่อนอยู่บนถนนเลียบน้ำซอง ลึกเข้าไปในย่านที่มีเกสต์เฮาส์ตั้งอยู่แน่นขนัด

ชาวบ้านที่ขนของมาขายส่วนใหญ่อาศัยอยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆกระจายกันอยู่ตามตีนเขา บรรดาพ่อค้าแม่ขายจะออกจากบ้านตั้งแต่ยังมืดเอาของใส่กระบุงขึ้นหลังสะพายเดินข้ามน้ำซองเข้ามาตั้งวางกระจาด ปูเสื่อ ปูผ้ายาง วางสินค้าขายกันกับพื้น ไม่มีแผงลอยยกสูงให้เห็นหรอกนะ เวลาตลาดวายตอนสายก็หมายความว่าที่ตรงนั้นจะว่างเปล่ากลายเป็นริมทางธรรมดาเหมือนถนนเส้นอื่นๆ ไม่มีสิ่งใดบ่งบอกให้รู้เลยว่านี่คือ “ตลาด”

แต่รุ่งเช้าของอีกวันพร้อมเสียไก่ขัน ตลาดก็จะเปิดใหม่อีกรอบ เวียนวนไปมาแบบนี้ไม่มีจบ ข้าวของที่เอามาวางขายกันส่วนใหญ่เป็นของกินของป่าตามธรรมชาติที่หามาได้ในแต่ละวัน วางเรียงรายกันไปตามริมถนน บริเวณสามแยกที่เป็นชุมชนคนอยู่หนาแน่นกว่าแหล่งอื่น

ที่นี่…ป่าและน้ำยังเป็นแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ของชุมชนเหมือนซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ที่มีของให้เลือกเก็บเลือกหาได้ตลอดเวลา บางคนหามาพอกินในครัวเรือนแต่ละวัน บางคนหาได้มากมีเหลือก็เอามาขาย เพื่อจะได้มีเงินมาจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆที่เป็นเครื่องบำรุงบำเรอชีวิตจากกระบวนการผลิตในระบบอุตสาหกรรม

ตลาดสดที่เมืองลาวจึงมีของแปลกตาสารพัดอย่างที่พวกเราคนไทยไม่เคยเห็น หรืออาจจะเคยเห็นมาตั้งแต่ครั้งอดีตเมื่อ ๔๐-๕๐ ปีก่อน ยุคที่การเข้าป่าล่าสัตว์เก็บของป่ามาขายยังทำกันได้ทั่วไปก่อนที่การตัดไม้ทำลายป่าอย่างเหี้ยนเตียนจะทำลายแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ให้หมดไปในเวลาอันรวดเร็ว

ปลาจากน้ำซองและลำห้วยสาขาที่ยังสดๆ ตาแดงก่ำ วางเรียงกันให้เลือก บางเจ้าจับมาร้อยตอกเป็นพวงสวยงาม ผักพื้นบ้านนานาจากป่าสารพัดชนิดที่ฉันไม่รู้จัก ไม่เคยกิน วางเป็นกองๆรอให้เลือก ของกินสำเร็จรูปก็ปิ้ง ย่าง ทอดกันให้เห็นตรงนั้น มีปลาซิวทอด จิ้นทอด ซาลาเปาทอด ขนมที่ทำจากข้าวเหนียว

พริกกับมะเขือเทศที่วังเวียงงามแบบไม่เคยเห็นในตลาดเมืองไทย เพราะเป็นของสดที่เพิ่งเก็บจากต้นมาเดี๋ยวนั้น ผิวจึงเป็นมันวาวเย้ายวนให้ซื้อยิ่งนัก

แต่ของกินที่นี่ไม่ถูก…ค่าครองชีพคนลาวสูงมากๆ ราคาอาหารและวัตถุดิบในตลาดสดเป็นราคาที่ชาวบ้านค้าขายกัน ไม่ใช่ราคาของนักท่องเที่ยว

ปัจจุบันค่าเงินกีบปรับตัวแข็งขึ้นมากและรัฐบาลก็รณรงค์ให้ชาวช้านใช้เงินกีบในชีวิตประจำวันกันเป็นหลักเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในระบบเศรษฐกิจสปป.ลาว จากเดิมที่ชาวบ้านค่อนข้างอิสระในการใช้เงินบาทจับจ่ายข้าวของ

ในรอบไม่ถึงปีที่เราเพิ่งกลับมาเที่ยววังเวียงซ้ำพบว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินกีบในการซื้อขายข้างถนนเปลี่ยนไปเยอะมาก(ไม่ใช่อัตราทางการ)จากเดิมที่แม่ค้าคิดให้เรา ๑๐,๐๐๐ กีบต่อ ๔๐ บาทนั้น บัดนี้เพิ่มเป็น ๑๐,๐๐๐ กีบต่อ ๕๐ บาท เท่ากับว่าเราต้องจ่ายเงินมากขึ้นในการซื้อของปริมาณเท่าเดิมหรืออาจจะน้อยกว่า

สำหรับแลกเปลี่ยนอัตราทางการในปัจจุบัน หากเราไปแลกเงินตามธนาคาร ๒๐ บาทจะได้เงินลาวมา ๔,๕๐๐กีบ โดยประมาณ(๕๐ บาทแลกได้ ๑๑,๒๖๐ กีบ) แต่ด้วยความประมาท เราเคยชินแต่การใช้เงินบาทที่เป็นแบงก์ย่อยๆซื้อของกินเล็กๆน้อยๆตามตลาดในลาวมาตลอด พอเอาเงินบาทไปใช้คราวนี้แม่ค้าทุกรายไม่ยอมขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนแม้แต่กีบเดียว พวกเขาพร้อมใจกันปัดเศษทิ้งเลย กลายเป็นการตีมูลค่าเงินบาทไทยให้ด้อยลงจากที่เป็นจริง

เพื่อนหลายคนเจ็บกระดองใจจี๊ดๆ

แต่ในเมื่อเป็นความไม่รอบคอบของพวกเราเองก็ต้องยอมรับผลของมัน

ดัชนีราคาสินค้าในตลาดสดเมืองลาวที่วังเวียงซึ่งเรามีทัศนคติไปเองว่าบ้านเมืองยังไม่พัฒนามากนัก ข้าวของที่นำมาขายก็หาเอาได้ง่ายๆจากรอบตัว คุณภาพสินค้านอกจากความสดแล้วก็ไม่ได้สูงเลิศกว่าที่ไหนจึงไม่ควรจะมีราคาแพงนัก แต่ที่ไหนได้…

คนวังเวียงถ้าไม่มีเงินเป็นแสนกีบในมือ ออกไปซื้อของในตลาดแทบไม่ได้อะไรกลับบ้านเลยนะ

ของกินสำเร็จที่นี่ราคาถูกสุด ๑,๐๐๐ กีบ คือปาท่องโก๋ ๑ ชิ้น

โจ๊กชามละ ๑๐,๐๐๐ กีบ แต่ถ้าจ่ายเป็นเงินบาทบางร้านคิดที่ราคา ๖๐ บาท

โรตีใส่ไข่แผ่นละ ๑๐,๐๐๐ กีบ แต่ถ้าใส่แฮม ไส้กรอก เพิ่มเป็น ๒๐,๐๐๐ กีบ

ขนมปังบาแกตต์ปิ้งทาเนยเปล่าๆ ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ข้าวจี่” ขายอยู่ที่ชุดละ ๑๐,๐๐๐ กีบ

ผักสดที่นี่สดจริงๆเพราะชาวบ้านปลูกกันเอง และเชื่อว่าคงยังไม่มีสารเคมีปนเปื้อนมาก ดูจากรูปลักษณ์ธรรมชาติที่ของบางอย่างมีหนอนชอนไชบ้าง บางอย่างก็เป็นผักตามฤดูกาลที่มาจากป่าได้รับการเลี้ยงดูจากเทวดา ถือว่าเป็นผักอินทรีย์แท้ๆ

ผักกาดต้นเล็กๆสดเขียว ดูก็รู้ว่าเพิ่งเก็บมาใหม่ๆ กำละ ๕,๐๐๐กีบ

พริกสดกองย่อมๆ ราคากองละ ๕,๐๐๐ กีบ(มากกว่า ๒๐ บาท) ขณะที่ราคาในบ้านเราอย่างมากไม่เกิน ๑๐ บาท

กล้วยหวีละ ๑๐,๐๐๐ กีบ ที่สวยๆบางเจ้า ๒๐,๐๐๐ กีบ!

ปลาซิวกองน้อยๆ นับตัวได้ สามกอง ๑๐,๐๐๐ กีบ

ปลาพวงตัวเล็กๆ ที่ร้อยตอกพวงละ ๑๐,๐๐๐ กีบ

ปลากดคังกิโลกรัมละ ๙๐,๐๐๐ กีบ!

ราคาปลาแต่ละชนิดแตกต่างกันมาก โดยที่คนต่างถิ่นอย่างเราไม่รู้ค่าการกำหนดมาตรฐานราคาว่ามาจากไหน แต่ส่วนหนึ่งต้องมาจากความนิยมในการรับประทานอย่างแน่นอน

ปลากดคังที่คิดเป็นเงินไทยราคาหลายร้อยบาทนั้น ไม่ใช่ปลาหายาก มีชุกชุมตามแหล่งน้ำสายใหญ่ๆทั่วไปในลาวและจับมาขายได้ทุกวันตัวโตๆทั้งนั้น แต่ที่แพงได้ขนาดนั้นเพราะเป็นปลาที่ร้านค้าภัตตาคารทั้งหลายนำขึ้นเสิร์ฟเป็นเมนูอาหารประจำร้านเพื่อขายนักท่องเที่ยวต่างชาติ

และพวกเราก็คือส่วนหนึ่งของนักท่องเที่ยว…การเดินทางเป็นการกระจายรายได้อย่างหนึ่ง ถ้ามัวแต่มานั่งคิดเล็กคิดน้อยจะเที่ยวสนุกได้อย่างไร

เราเดินชมตลาดเสร็จก็มานั่งกินโจ๊กแกล้มปาท่องโก๋ บางคนกินต้มเส้น “ข้าวเปียก” (ก๋วยจั๊บญวน) ราคาเฉลี่ยต่อคนประมาณชามละ ๖๐ บาท หนึ่งอิ่ม หนึ่งสนุก

และทุกคนรู้สึกแบบเดียวกันหลังกินอิ่ม…แพ้ผงชูรสค่ะ

ข้อคิดเห็นจากผู้อ่านทางบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05071010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

หมอเกษตรทองกวาว

ข้อคิดเห็นจากผู้อ่านทางบ้าน

ถึง กองบรรณาธิการ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ผมติดตามอ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านมานานแล้วครับ ทุกคอลัมน์เต็มไปด้วยเนื้อหาสาระ และความรู้ที่มีประโยชน์มาก ผมทำสวนอยู่ที่ บ้านธารชะอม หมู่ที่ 6 ตำบลไทยชนะศึก อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย ปัจจุบัน ผมมีอายุ 57 ปีแล้ว อยากเรียนท่านว่า เกษตรกรที่นี่ใช้สารเคมีในการเกษตรกันมาก จะเห็นว่าทุกบ้านมีเครื่องฉีดพ่นสารเคมีกันทุกครัวเรือน เวลานี้ที่สวนของผม ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติ เพราะไม่เคยใช้สารเคมี ร่วม 10 ปี มาแล้ว เหมือนผมยกป่ามาไว้ในสวนนี่แหละครับ ผมปลูกทุกอย่างที่กินได้ มีทั้ง ไผ่ ลำไย และต้นสัก ปัจจุบัน เนื้อไม้สามารถนำมาปลูกบ้านได้แล้ว หากทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านผ่านมาที่จังหวัดสุโขทัย ผมขอเรียนเชิญมาเยือนสวนผมบ้าง ยินดีต้อนรับ ขอบคุณและสวัสดีครับ

สมบัติ วงค์ใจดำ

เลขที่ 102 หมู่ที่ 3 ตำบลไทยชนะศึก อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย 64150 โทร. (098) 816-7880

ตอบ คุณสมบัติ วงค์ใจดำ

นี่เป็นมุมมองอีกมุมหนึ่ง จากผู้อ่านทางบ้านที่เป็นชาวสวน ประสบความสำเร็จในอาชีพ และมีความสุข ขอขอบคุณ คุณสมบัติ วงค์ใจดำ เป็นอย่างสูง หากมีโอกาส ทางกองบรรณาธิการ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน จะแวะมาเยี่ยมเยียนครับ

การไว้ผลขนุน

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมปลูกขนุนไว้หลายต้นในสวน การเจริญเติบโตดีพอสมควร ปัจจุบัน มีอายุ 3-4 ปี ให้ผลผลิตบ้างแล้ว ผมยังขาดความเข้าใจการดูแลรักษาเมื่อให้ผลผลิต ว่าจะต้องตัดแต่งกิ่งและการไว้ผล ควรปฏิบัติอย่างไร โดยจะไว้ผลกี่ผลต่อต้น จึงจะได้ผลที่สมบูรณ์เต็มที่ ขอขอบคุณมาในโอกาสนี้

ด้วยความนับถืออย่างสูง

วรพงษ์ เหล่าพงษ์พันธุ์

เลขที่ 89/2 หมู่ที่ 7 ซอยสมเด็จ 15 ถนนสมเด็จ ตำบลปทุม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000

ตอบ คุณวรพงษ์ เหล่าพงษ์พันธุ์

ขนุน เป็นไม้ผลที่ออกผลตามกิ่งก้านและลำต้นเช่นเดียวกับทุเรียน และลองกอง ซึ่งแตกต่างจากไม้ผลอื่น ไม่ว่าจะเป็น ลำไย เงาะ มังคุด และมะม่วง เป็นไม้ออกผลที่ปลายกิ่ง ดังนั้น การตัดแต่งกิ่งขนุน จึงมีความสำคัญมาก การตัดแต่งกิ่งเริ่มเมื่ออายุครบ 2 ปี โดยตัดแต่งให้เหลือกิ่งหลักไว้เพียง 3-4 กิ่ง ในลักษณะสมดุลของทรงพุ่ม อายุย่างเข้าปีที่ 4-6 ขนุนจะให้ผลผลิตได้เต็มที่ ควรตัดแต่งผลขณะผลเท่าขวดน้ำอัดลมขนาดเล็ก เหลือผลที่สมบูรณ์ไว้ ต้นละ 10 ผล ก็พอ

ต่อจากนั้น ห่อผลด้วยถุงปุ๋ยเก่า หากเป็นถุงตาข่ายไนล่อนที่ผลิตมาสำหรับป้องกันแมลงเจาะผลจะยิ่งดี ที่สำคัญแหล่งปลูกขนุน ต้องมีน้ำอย่างพอเพียงตลอดปี จึงจะปลูกขนุนได้ผลดี

แก้วมังกร มีหลากหลายสายพันธุ์

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ไม่นานมานี้ ผมอ่านหนังสือ เห็นภาพผลไม้ชนิดหนึ่ง ดูภายนอกคล้ายสับปะรด แต่ภายในผลที่ผ่าออกมา เหมือนกับแก้วมังกรไม่มีผิด ผมเกิดความสงสัย จึง จ.ม. มาเรียนถามคุณหมอเกษตร ว่า ผลไม้ชนิดนี้ใช่แก้วมังกรหรือไม่ มีแหล่งปลูกและตลาดสำคัญอยู่ที่ไหน ขอคำอธิบายด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ

วสันต์ พิพัฒนชัยกุล

เลขที่ 121 ซอยลาดพร้าว 72 แยก 5 ถนนลาดพร้าว แขวง/เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310

ตอบ คุณวสันต์ พิพัฒนชัยกุล

แก้วมังกร ที่เล่ามา มีแหล่งปลูกอยู่ที่ เม็กซิโก โคลัมเบีย และกัวเตมาลา แก้วมังกรในกลุ่มนี้ เรียกว่า พิทยา อมาริลลา (Pitaya amarilla) พิทยา ระบุว่าเป็นภาษาสเปน แต่ในหลายประเทศเรียกว่า ดรากอน ฟรุต (Dragon Fruit) ทั้งในที่ไต้หวัน ออสเตรเลีย และหมู่เกาะโอกินาวา ส่วนในอเมริกากลาง เรียกว่า มะเดื่อกระบองเพชร (Cactus figs) หรือ พิทยา ดรากอน ฟรุต (Pitaya Dragon Fruit) ก็เรียกกัน เมื่อสอบถามผู้ที่เคยรับประทานแก้วมังกรในกลุ่มนี้ หลายท่านบอกว่า รสชาติหวาน และมีกลิ่นหอมกว่ากลุ่มที่ปลูกในบ้านเรา คือมีรสชาติผสมกัน ระหว่าง แตงโม กับ กีวีฟรุต ในอีกมุมหนึ่งของโลก คือที่ประเทศอิสราเอล กำลังเร่งพัฒนาแก้วมังกรในท้องถิ่นอย่างเอาจริงเอาจัง คาดว่าอีกไม่นานคงจะมีพันธุ์ใหม่ๆ ออกมาชมและชิม

อย่างไรก็ตาม แก้วมังกรผลสีแดง เนื้อสีขาว ประกอบด้วยเมล็ดสีดำเล็กๆ ได้กลายเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพของบ้านเราไปแล้วครับ

ปลูกบัวในอ่าง ไม่งาม

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบปลูกบัว เพราะเห็นว่าสวยงาม แถมในกระถางมีน้ำ เมื่อตั้งไว้หน้าบ้าน ท่านบอกว่า จะให้ความชุ่มฉ่ำ ร่มเย็นแก่ผู้อยู่อาศัยในบ้าน ผมซื้อบัวมาจากร้านขายต้นไม้ ระยะแรกก็งามดี แต่อีกไม่นาน กลับออกดอกน้อยลงและขนาดก็เล็กลงไปด้วย ผมขอเรียนถามว่า ผมควรบำรุงและต้องดูแลอย่างไร จึงจะให้สวยงามใกล้เคียงกับตอนที่มาใหม่ ขอคำแนะนำครับ

ขอแสดงความนับถือ

อนุชิต เพ็งสมาน

เลขที่ 172/8 หมู่ที่ 15 ตำบลพระนอน อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ 60000

ตอบ คุณอนุชิต เพ็งสมาน

การปลูกบัวในอ่าง ต้องเริ่มตั้งแต่การเตรียมกระถาง หรืออ่าง ให้มีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่บ้าน นำกะละมังพลาสติกสีเข้ม ใส่ดินเหนียวแล้วปลูกบัว วางลงในอ่างได้พอดี แล้วเติมน้ำให้ท่วมกะละมัง วัตถุประสงค์เพื่อสะดวกในการเปลี่ยนถ่ายน้ำในอ่างปัจจัยสำคัญ ต้องให้บัวได้รับแสงแดดอย่างน้อย วันละ 4-6 ชั่วโมง ทั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่ปลูกบัวในกะละมังที่ใส่ลงในอ่างมีขนาดเล็ก รากบัวไม่สามารถหยั่ง หรือแพร่กระจายออกไปหากินได้ไกล ทำให้อาหารในอ่างถูกใช้หมดไปอย่างรวดเร็ว เมื่อบัวแสดงออกให้เห็นว่าเริ่มโทรม

จำเป็นต้องให้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือสูตรใกล้เคียง ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ขนาดเท่าหัวแม่มือ ม้วนหรือพับให้แน่น อัดลงดินใกล้โคนต้น หรือกอบัวพอประมาณ ปิดทับด้วยดินเหนียวที่ปลูกบัว ป้องกันไม่ให้ห่อปุ๋ยลอยขึ้นมาจากดิน ทำเช่นเดียวกันรอบกอ 3 จุด ก็พอ ใส่เดือนละครั้ง และควรเปลี่ยนน้ำทุกเดือน หากปฏิบัติตามคำแนะนำ บัวที่ปลูกจะออกดอกสวยงามให้ได้ชมครับ

การตัดแต่งกิ่งขนุน เริ่มทำเมื่อย่างเข้าปีที่ 2 ให้เข้ารูปทรงสวยงาม

ต้นขนุน อายุ 4 ปี มีการไว้ผลต้นละไม่เกิน 10 ลูก (ขอบคุณสวนขนุน กาญจนบุรี ที่เอื้อเฟื้อข้อมูล)

การห่อผลป้องกันหนอนเจาะผล และช่วยให้ผิวเปลือกสวยงาม

ตลาดขายส่งผลไม้สดในยุโรป

ผลแก้วมังกรเปลือกสีเหลือง เป็นพันธุ์ท้องถิ่นในแถบเม็กซิโก โคลัมเบีย กัวเตมาลา

ผลแก้วมังกร หรือ พิทยา (Pitaya) ลูกผสมพันธุ์ใหม่ ที่วางจำหน่ายในตลาดยุโรป

ดอกบัวกำลังเบ่งบานในกระถาง

บัวมีหลากสายพันธุ์ บัวที่ปลูกในกระถางมีพื้นที่จำกัด การให้ปุ๋ยจึงยังมีความจำเป็น

ปศุสัตว์อุตรดิตถ์ จับมือ อบต. คอรุม หนุน…เลี้ยงไก่ “เขียวพาลี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ปศุสัตว์อุตรดิตถ์ จับมือ อบต. คอรุม หนุน…เลี้ยงไก่ “เขียวพาลี”

อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ สำหรับในทางประวัติศาสตร์แล้ว ถือเป็นเมืองสำคัญ เพราะเคยเป็นเมืองลูกหลวงของกรุงสุโขทัย ตลอดจนยังถูกกำหนดให้เป็นเมืองหน้าด่านในสมัยกรุงศรีอยุธยา และที่นี่จึงเป็นสมรภูมิทำศึกสงคราม กระทั่งเกิดวีรบุรุษหาญกล้าที่มีชื่อว่า “พระยาพิชัยดาบหัก”

ไก่เขียวพาลี หรือ ไก่เขียวหางดำ เป็นไก่ชนพื้นเมือง ถูกพัฒนามาจากไก่บ้านพันธุ์ “กะตังอู” หรือ ไก่อู สืบค้นไปได้ตั้งแต่สมัยสุโขทัย เจ้าเขียวหางดำนี้เป็นไก่พันธุ์หนึ่งที่มีชั้นเชิงดี ลำหักลำโค่นดี มีลักษณะเด่นตรงลำตัวมีสีเขียว ขนพื้นทั้งตัวเป็นสีดำ ขนปีกทั้งนอกและในมีสีดำสนิท

ตลอดจนมีขนหางทั้งพุ่มคือ หางพัดกระรวยมีสีดำสนิท ไม่มีสีอื่นเจือปน แข้งสีเขียว ตาสีเขียว จึงถูกตั้งชื่อว่า “พาลี” ด้วยเหตุนี้จึงเป็นพันธุ์ไก่ที่พระยาพิชัยดาบหักชื่นชอบอย่างมาก เพราะลงสนามคราวใด แห่งไหน จะตีชนคู่ต่อสู้ทุกตัวได้อย่างราบคาบ

ถึงแม้จะจัดให้เขียวพาลีเป็นไก่ประจำถิ่น แต่ที่ผ่านมาชาวบ้านมักเลี้ยงกันไว้ทั่วไป และมักนำไปผสมกับไก่อื่น โดยเฉพาะชาวบ้านที่เน้นเรื่องกีฬาไก่ชน มักจะนำไก่เขียวพาลีไปผสมกับไก่ที่มีคุณสมบัติที่แข็งแกร่ง อดทน และตีเก่ง อย่าง ไก่พม่า ไก่ป่าก๋อย จึงทำให้เกิดการกลายพันธุ์ขึ้น และจะเหลือไก่พันธุ์เขียวพาลีแท้อยู่ไม่มาก

หลายปีที่ผ่านมา เกิดกระแสความต้องการอนุรักษ์ไก่เขียวพาลีจากหลายฝ่ายในจังหวัด เพราะทุกคนต่างมองตรงกันว่า ไก่พันธุ์นี้ถือเป็นเอกลักษณ์ที่นำความภาคภูมิใจมาสู่จังหวัดของตน

“คอรุม” เป็น 1 ใน 11 ตำบลของอำเภอพิชัย ชาวบ้านในตำบลคอรุมทุกครัวเรือนนิยมเลี้ยงไก่พันธุ์เขียวพาลี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำท้องถิ่น อย่างนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคอรุม คือ คุณผจญ พูลด้วง ที่ได้ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจเพื่อต้องการให้ชาวบ้านหันมาสนใจเลี้ยงไก่เขียวพาลีกันมากยิ่งขึ้น พร้อมไปกับความร่วมมือของทางปศุสัตว์จังหวัดอุตรดิตถ์เพื่อจัดทำแนวทางการพัฒนาสายพันธุ์เขียวพาลีให้กลับมามีลักษณะพันธุ์ดั้งเดิมอย่างเช่นในอดีต

นายก อบต. คอรุม เผยว่า ทางสำนักงานได้สร้างต้นแบบศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชื่อ “ศูนย์ถ่ายทอดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อบต. คอรุม” ขึ้นภายในบางส่วนของบริเวณสำนักงานที่ทำการขององค์การบริหารส่วนตำบลคอรุม มีพื้นที่ทั้งหมด 17 ไร่ เพื่อให้ชาวบ้านได้เข้ามาศึกษาดูงาน มีการจัดแบ่งไว้เป็นฐานการเรียนรู้ ในแต่ละฐานกำหนดเป็นเกษตรกรรมแต่ละด้าน เช่น การเลี้ยงหมูบ่อแก๊ส โรงสีข้าวชุมชน การเพาะพันธุ์ไก่หลายสายพันธุ์

แต่ที่ดูจะเน้นและให้ความสำคัญมากคือ ไก่เขียวพาลี ทั้งนี้ เป็นไก่ที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์คู่กับจังหวัดอุตรดิตถ์ เพราะเป็นไก่ชนที่นักรบอย่างพระยาพิชัยดาบหักชื่นชอบมาก อีกทั้งตำบลคอรุมในประวัติศาสตร์ถือเป็นสมรภูมิการสู้รบไทยกับพม่า

ทั้งนี้ ชาวบ้านต้องการเลี้ยงไก่ประเภทไหน และต้องการเลี้ยงเพื่อจุดประสงค์ใดก็นำตัวเมียมาจับผสมกับพ่อพันธุ์ เพื่อใช้ขยายพันธุ์ในระดับครัวเรือน ระดับตำบล ระดับอำเภอ และระดับจังหวัดต่อไป

“โดยมากจะแนะนำให้เลี้ยงไก่เขียวพาลี เพราะถือเป็นไก่คู่จังหวัดที่มีความสำคัญ อีกทั้งยังต้องการเผยแพร่ขยายจำนวนไก่พันธุ์นี้ให้มีจำนวนมาก เพื่อให้กลายเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเช่นเดียวกับไก่พันธุ์อื่น”

ประเภทพันธุ์ไก่ที่ศูนย์เลี้ยงไว้เพื่อผสมพันธุ์หลักๆ ได้แก่ ไก่เขียวพาลี ประดู่หางดำ เหลืองหางขาว นอกจากนั้น เป็นพันธุ์ทั่วไปที่เป็นไก่เนื้อและไก่ไข่

ส่วนงานเกษตรประเภทอื่นภายในบริเวณศูนย์ยังมีแปลงผักปลอดสาร มีการปลูกมะนาว และแปลงปลูกพันธุ์ข้าวไว้ จำนวน 5 ไร่ ตลอดจนยังขุดสระล้อมรอบแล้วเลี้ยงปลาในนาข้าวด้วย

จากเรื่องราวจึงทำให้มีคำถามว่า…

…เป็นไปได้แค่ไหน กับการจะผลักดันให้ชาวบ้านหันมาเลี้ยงไก่เขียวพาลีเพื่อการอนุรักษ์??

คุณวิสุทธิ์ สารพัฒน์ ปศุสัตว์จังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า ทางปศุสัตว์จังหวัดมีแผนและแนวคิดไว้แล้ว และกำลังหารือกับทางจังหวัดถึงความเป็นไปได้ในการทำงานตามแผน ทั้งนี้ เพราะในปัจจุบันไก่เขียวพาลีได้ถูกขึ้นทะเบียนไว้กับทางปศุสัตว์แล้ว เพียงแค่มีการต่อยอดแนวทางการเลี้ยงเพื่อการอนุรักษ์จากผู้เลี้ยงรายเดิมที่มีอยู่น้อยให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

อย่างที่ อาจารย์พิชัย มีจำนวนผู้เลี้ยง 50 ราย แต่มีไม่กี่รายที่เลี้ยงแบบจริงจัง อย่างกรณีท่านนายก อบต. คอรุม เป็นอีกผู้หนึ่งที่ใส่ใจและทุ่มเทการเลี้ยงไก่เขียวพาลีอย่างมาก และพร้อมที่ให้การสนับสนุนทุกกิจกรรม อย่างที่มีการจัดประกวดไก่เป็นประจำทุกปี

“อย่างไรก็ตาม ไก่เขียวพาลีเป็นพันธุ์ไก่ที่มีประวัติและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ จึงเป็นความภาคภูมิใจของชาวบ้าน และเห็นว่าควรมีการจัดทำแผนอนุรักษ์ไว้อย่างชัดเจน ถือเป็นพันธุ์ไก่เอกลักษณ์ประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ และตั้งใจว่าจะทำให้เป็นเช่นเดียวกับไก่นเรศวรที่พิษณุโลก”

…ขณะเดียวกัน ในส่วนของปศุสัตว์อำเภอพิชัย ที่บัดนี้ได้เริ่มต้นจุดประกายนำร่องการอนุรักษ์ไก่เขียวพาลี

โดยมี คุณสุธี ใจหวัง ปศุสัตว์อำเภอพิชัย เป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการผลักดันการอนุรักษ์ไก่เขียวพาลีของอำเภอพิชัย กล่าวถึงแนวทางการอนุรักษ์ไก่พันธุ์นี้ว่า ในขั้นตอนแรกอยู่ระหว่างรวบรวมจำนวนผู้ที่เลี้ยงไก่เขียวพาลีทั้งหมดในจังหวัด จากนั้นจึงจัดเป็นชมรมอนุรักษ์ไก่เขียวพาลีขึ้น โดยจะคัดเลือกผู้ที่สนใจในแต่ละตำบล แล้วจะกระจายพันธุ์ไก่ออกไปยังทุกพื้นที่ทั่วจังหวัด

จากนั้นแล้วจะจัดให้มีการอบรมความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงไก่ที่ถูกต้อง แนะนำวิธีคัดสายพันธุ์ เพื่อต้องการให้ผู้เลี้ยงแต่ละรายสามารถเพาะพันธุ์ไก่เขียวพาลีได้อย่างถูกต้อง ตามลักษณะประจำพันธุ์อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมการเลี้ยงไก่เขียวพาลี จึงได้มีการขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเปิดสนามชนที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายแล้ว จำนวน 4 แห่ง เพื่อให้สมาชิกสามารถนำไก่ที่ตนเลี้ยงไปซ้อมหรือแข่งขันกัน

ส่วนอีกหนึ่งประเด็นที่อยากได้คำตอบคือ…จะมั่นใจได้อย่างไรว่าชาวบ้านแต่ละแห่งที่เลี้ยงไก่เขียวพาลีจะมีคุณลักษณะที่ตรงตามพันธุ์เดิมทุกประการ??

คุณสุธี ชี้ว่า ก่อนอื่นมีการตั้งเป็นเกณฑ์ของพันธุ์ดั้งเดิมไว้ก่อนคือ ขนาดน้ำหนักตัวต้องไม่ต่ำกว่า 3 กิโลกรัม และจะต้องมีลักษณะเด่นประจำพันธุ์ เช่น รูปร่างเพรียวยาว ไหล่ยก กระเบนหางรัด ก้านหางแข็ง ปั้นขาใหญ่กลม ที่เรียกเป็นแบบลำหวาย ใบหน้ากลม ที่หางพัดและหางกระสวยสีดำสนิท ฯลฯ เป็นต้น

แล้วจะนำมาผสมกับแม่พันธุ์ที่มีลักษณะตรงกัน แล้วต้องแยกสถานที่เลี้ยงไว้เฉพาะเพื่อไม่ให้ปะปนกับไก่พันธุ์อื่น ให้ชาวบ้านจัดการเพาะและผสมพันธุ์เอง โดยทางปศุสัตว์ทำหน้าที่เพียงให้คำแนะนำ ส่งเสริมให้ความรู้ อำนวยความสะดวก

คุณสุธี บอกว่า สมัยก่อนที่จะเข้ามาส่งเสริมการเลี้ยงไก่เขียวพาลีนั้น ชาวบ้านได้เลี้ยงกันไว้ทั่วไป แต่มักนำไปผสมกับไก่อื่น โดยเฉพาะชาวบ้านที่เน้นเรื่องกีฬาไก่ชนมักจะนำไก่เขียวพาลีไปผสมกับไก่ที่มีคุณสมบัติที่แข็งแกร่ง อดทน และตีเก่ง อย่าง ไก่พม่า ไก่ป่าก๋อย จึงทำให้เกิดการกลายพันธุ์ขึ้น และจะเหลือพันธุ์แท้อยู่ไม่มาก

ดังนั้น จากนี้ไปจึงต้องนำพันธุ์ดั้งเดิมที่ยังคงมีเหลือมาชี้แจงให้กับชาวบ้านได้ทราบว่าต้องช่วยกันอนุรักษ์ไก่พันธุ์นี้ได้แล้วเพราะเป็นไก่ประจำถิ่น แล้วในอดีตยังเป็นไก่โปรดของพระยาพิชัยดาบหักด้วย

“แนวคิดที่จะอนุรักษ์นี้ ทางปศุสัตว์ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงหน่วยงานที่จุดประกายขึ้นมาเท่านั้น แล้วต้องการให้หน่วยงานท้องถิ่นร่วมมือกับชาวบ้านทำงานในครั้งนี้ด้วยกัน และที่ผ่านมามีหน่วยงานที่ให้ความร่วมมืออย่างดี โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบลคอรุม ซึ่งออกมาแสดงจุดยืนในการช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูไก่สายพันธุ์เขียวพาลีอย่างชัดเจน”

คิดว่าจะสมประสงค์มาก/น้อยเท่าไร??…มีคำตอบจากปศุสัตว์อำเภอพิชัย ว่า

“ขณะนี้ทุกอย่างเดินไปตามแผน แล้วมีการจัดให้ไก่เขียวพาลีเป็นสายพันธุ์ไก่ที่ติดอันดับหนึ่งในไก่พันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมของประเทศ ดังนั้น จึงพยายามหากิจกรรมหลายชนิดให้ชาวบ้านนำไก่มาร่วมกิจกรรม อย่างที่จัดเป็นประจำทุกปีคือ การจัดประกวดไก่เขียวพาลีขึ้น เพราะต้องการให้ผู้เลี้ยงไก่พันธุ์นี้ที่มีความตั้งใจจริงเกิดความตื่นตัวและไม่หมดกำลังใจที่จะพยายามคัดสายพันธุ์แท้ของไก่เขียวพาลีให้มีลักษณะประจำพันธุ์ทุกอย่างเหมือนอย่างในอดีต”

“แล้วถ้าทุกคนต่างมีความทุ่มเทให้ความสนใจและให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้น คิดว่าอีกไม่นานไก่สายพันธุ์เขียวพาลีจะต้องเป็นไก่ที่คนทั้งประเทศต้องรู้จักกันดีอีกสายพันธุ์หนึ่ง” คุณสุธี กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดพันธุ์ไก่เขียวพาลีได้ที่ คุณผจญ พูลด้วง นายก อบต. คอรุม โทร. (085) 730-2325 หรือ คุณสุธี ใจหวัง ปศุสัตว์อำเภอพิชัย โทร. (081) 475-2436

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณ ปศุสัตว์จังหวัด และเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ประสานงานในครั้งนี้

“เขียวพาลี” ไก่ตัวโปรด ของพระยาพิชัยดาบหัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“เขียวพาลี” ไก่ตัวโปรด ของพระยาพิชัยดาบหัก

“เขียวพาลี” ไก่ตัวโปรด ของพระยาพิชัยดาบหัก

พระยาตาก (สิน) ลุกขึ้นหัวเราะพอใจ พลางกล่าวว่า “เจ้าของไก่รึก็มีฝีมือหมัดมวยและเชิงดาบ เก่งกาจดั่งเทวดา ซ้ำยังมีไก่ที่ฝีแข้งเป็นเลิศ ดั่งไก่เทวดาน่าพิศวงนึกเชียว”

เป็นประโยคหนึ่งที่พระยาตาก (สิน) กล่าวขึ้นระหว่างการแข่งขันตีไก่ ระหว่างหลวงพิชัยอาสา ที่นำไก่ชื่อ “เขียวพาลี” มาตีชนกับไก่ของหลวงเมืองตาก ที่ใช้ไก่ชื่อ “โทนเฒ่า” กระทั่งเสร็จสิ้นการตี ปรากฏว่าเขียวพาลีได้รับชัยชนะ

ลักษณะประจำตัวที่บ่งบอกความเป็นเอกลักษณ์ของไก่เขียวพาลีคือ สร้อยคอ สร้อยหลัง และสร้อยปีก มีสีเขียวอมดำเป็นมัน แล้วเมื่อกระทบกับแสงแดดจะสะท้อนแสงเลื่อมเขียวเหมือนปีกแมลงภู่หรือแมลงทับ สีของปาก แข้ง เล็บและเดือย มีสีเขียวอมดำ สอดรับกับสีของตาที่ต้องเขียวอมดำเช่นกัน

ไก่เขียวพาลี หรือไก่เขียวหางดำ มีถิ่นกำเนิดทางภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือของไทย ไก่เขียวมีชื่อเรียกต่างกันไปตามท้องถิ่น เช่น ในภาคเหนือ จังหวัดอุตรดิตถ์ เรียก “เขียวพาลี” ส่วนภาคกลาง เรียก “เขียวพระยาพิชัยดาบหัก” และภาคใต้ เรียก “เขียวมรกต” และยังมีชื่ออื่นๆ อีก เช่น เขียวไข่กา เขียวพระอินทร์ เขียวนิลสาลิกา ไก่พันธุ์เขียวหางดำ ปัจจุบันค่อนข้างหายาก กำลังอนุรักษ์และพัฒนากันต่อไป

ชื่อท้องถิ่น : ไก่พระยาพิชัยดาบหัก ไก่เขียวพาลี

ชื่อสามัญ : ไก่เขียวพาลี (Kai Keawparee)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gallus gallus

ปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนของปศุสัตว์อุตรดิตถ์ เป็นพันธุ์สัตว์พื้นเมืองประจำถิ่น น้ำหนักตัวเพศผู้ ประมาณ 3 กิโลกรัม ขึ้นไป น้ำหนักเพศเมีย ประมาณ 2 กิโลกรัม ขึ้นไป

การใช้ประโยชน์เพื่อการบริโภคทั้งบริโภคเนื้อและไข่ สามารถเพิ่มรายได้ของครอบครัว เป็นอาชีพเสริมของเกษตรกร และเพื่อความบันเทิง

ไก่เขียวพาลีของพระยาพิชัยดาบหัก ถือว่าเป็นพันธุ์ไก่พื้นเมืองดั้งเดิม มีคุณลักษณะรูปร่างเฉพาะที่สวยงาม ฉะนั้น ชาวอำเภอพิชัย หรือชาวอุตรดิตถ์ ควรนำมาเลี้ยงเพื่อการอนุรักษ์ อีกทั้งเพื่อเป็นการระลึกถึงคุณของพระยาพิชัยดาบหัก ที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติ สร้างชื่อเสียงให้กับคนอุตรดิตถ์

ฉะนั้น ไก่เขียวพาลีของพระยาพิชัยดาบหัก จึงนับเป็นไก่เอกลักษณ์ประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ชาวอุตรดิตถ์ทุกคนควรเกิดความภาคภูมิใจ แล้วช่วยกันรักษาอนุรักษ์ให้คงอยู่สืบไปเพื่อชาวอุตรดิตถ์ทุกรุ่น และเพื่อประเทศชาติตลอดไป

เวชสำอางจากข้าวไทย หนึ่งช่องทางเพิ่มมูลค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05083010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

เวชสำอางจากข้าวไทย หนึ่งช่องทางเพิ่มมูลค่า

ตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทย ในขณะนี้มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านบาท โดยเป็นตลาดภายในประเทศประมาณ 120,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศอีกประมาณ 80,000 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยอยู่ในอันดับ 16 ของโลก และที่ 3 ของเอเชีย ต่อจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

“สำหรับตลาดนั้นมีการขยายตัวอยู่ที่ ประมาณปีละ 10 เปอร์เซ็นต์” นายปรีดา ยังสุขสถาพร ผู้อำนวยการ สำนักส่งเสริมการใช้ประโยชน์ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์กรมหาชน) หรือ สวก. เปิดเผยในระหว่างการประชุม “คลัสเตอร์เวชสำอาง : เพิ่มมูลค่าเกษตรไทย เสริมเศรษฐกิจไทยสู่สากล” ซึ่ง สวก. จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้

ความน่าสนใจภายในงานนี้คือ การสนับสนุนของ สวก. แก่ผู้ประกอบการทางด้านเวชสำอาง โดยการใช้วัตถุดิบที่มาจากภาคเกษตร ทั้งข้าวพื้นเมือง และสมุนไพรต่างๆ จนได้ผลงานการวิจัยที่น่าสนใจและสามารถต่อยอดเชิงธุรกิจได้ อาทิ การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพและเวชสำอาง เพื่อเพิ่มมูลค่าข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่มีสี โดยการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ การเพิ่มมูลค่าข้าวไทยด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย : การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพโพรไบโอติก และเวชสำอางจากผลิตผลพลอยได้จากกระบวนการหมักข้าวฮางงอกและข้าวก่ำ พันธุ์ KKU URL0381 การพัฒนาผลิตภัณฑ์พอกหน้าชนิดผงและฟิล์มที่มีส่วนผสมจากสารสกัดสมุนไพร การพัฒนาครีมเคอร์คิวมินอยด์ไขมันแข็งขนาดนาโนในระดับโรงงานต้นแบบ เป็นต้น

เวชสำอาง จึงกล่าวได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ และสามารถรองรับผลผลิตทางการเกษตรที่มีอยู่ในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี และจะเป็นอีกหนึ่งทางออกของการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรของประเทศไทย

ทั้งนี้ด้านของการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ผ่านงานวิจัยของนักวิชาการไทยนั้น ทาง สวก. ดำเนินการสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยในงานนี้ได้มีการจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่องการพัฒนาและต่อยอดงานวิจัยด้านเวชสำอางที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ และการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย ระหว่างสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) กับสถาบันวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการพัฒนาและต่อยอดงานวิจัยด้านเวชสำอางที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยในเชิงพาณิชย์ต่อไป

นายปรีดา ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีนักวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจาก สวก. ได้นำผลผลิตทางการเกษตรมาต่อยอดและแปรรูปผลิตภัณฑ์เวชสำอางหลายอย่าง และที่สำคัญได้ศึกษาวิจัยข้าวพื้นเมือง อย่างเช่น ข้าวสังข์หยด ข้าวเหนียวดำ ข้าวมันปู มาศึกษาและพบว่าข้าวมีสีแต่ละชนิด มีสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามีนที่มีความจำเป็นต่อผิว ซึ่งสามารถนำมาสกัดทำเป็นเวชสำอางได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่างของการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับข้าวสีพื้นเมือง เช่น ผลงานของ ดร. นิสากร แช่วัน แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ภายใต้หัวข้อ การศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดจากข้าวสีและการพัฒนาตำรับเครื่องสำอางชะลอความชราที่มีสารสกัดจากข้าว

จากผลงานวิจัยดังกล่าว ในขณะนี้สามารถนำสารสกัดจากข้าวมันปูมาพัฒนาเป็นเครื่องสำอางลดเลือนริ้วรอยได้ถึง 3 ตำรับ ได้แก่ Perfect Renew Essence, Perfect Renew Day Cream และ Perfect Renew Night Cream

ผลงานวิจัยนี้ได้ศึกษาจากสารสกัดของข้าวสี 4 ชนิด ได้แก่ ข้าวเจ้าหอมนิล ข้าวเหนียวดำ ข้าวมันปู และข้าวสังข์หยด โดยพบว่า สารสกัดจากข้าวมันปูเป็นสารออกฤทธิ์ที่มีลักษณะเนื้อสวยงาม เมื่อทำการศึกษาความคงตัวของครีมชะลอความชราที่สภาวะต่างๆ เป็นระยะเวลา 16 สัปดาห์ พบว่า ค่าความหนืดและค่าความเป็นกรด-ด่าง มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมากในทุกสภาวะ และมีการเปลี่ยนแปลงของสี โดยมีสีเหลืองและแดงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และจากการวิเคราะห์ความคงสภาพทางเคมีพบว่า ผลิตภัณฑ์มีอายุการเก็บรักษาประมาณ 2 ปี เมื่อเก็บที่สภาวะเย็น และ 1.5 ปี เมื่อเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง

นอกจากนี้ ยังมีความปลอดภัยเป็นไปตามข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข และมีประสิทธิภาพในการทำให้ผิวเรียบเนียน สีผิวสม่ำเสมอและกระจ่างใสชุ่มชื้นขึ้น และดูตึงกระชับไม่หย่อนคล้อยและริ้วรอยดูลดเลือนลง

นอกจากนี้ ข้าวไทยยังมีประสิทธิภาพสูงในการพัฒนาเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ป้องกันผมร่วง โดยเป็นผลงานของ ดร. ณัตฐาวุฒิ ฐิติปราโมทย์ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยอยู่ภายใต้งานวิจัยเรื่องการประยุกต์ใช้สารออกฤทธิ์จากข้าวสีในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ป้องกันผมร่วงที่มีสารสกัดข้าวสังข์หยด

ผลงานของ ดร. ณัตฐาวุฒิ เป็นการนำสารกลุ่มโปรแอนโทไซยานิดินจากข้าวสังข์หยด มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์กระตุ้นการเจริญของเส้นผมในรูปแบบของแชมพูสระผม ครีมนวดผม และแฮร์โทนิค จนประสบความสำเร็จ กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจและสามารถนำไปต่อยอดเชิงการค้าได้เป็นอย่างดี

จากที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงส่วนเดียวของผลงานวิจัยอีกมากมายที่ผู้สนใจสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้ โดยสามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) เลขที่ 2003/61 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โทร. (02) 579-7435

มทร. ศรีวิชัย แปรรูปผลตาลโตนดสุก เป็นแป้งแบบผง สู่ผลิตภัณฑ์ขนมไทย รสชาติดีเยี่ยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

เก็บมาเล่า

วศินี จิตภูษา/รายงาน

มทร. ศรีวิชัย แปรรูปผลตาลโตนดสุก เป็นแป้งแบบผง สู่ผลิตภัณฑ์ขนมไทย รสชาติดีเยี่ยม

ผ.ศ.ชไมพร เพ็งมาก อาจารย์ประจำคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ทุ่งใหญ่ นำส่วนลูกตาลสุกซึ่งไม่ค่อยมีใครนำมาใช้ประโยชน์ ส่วนใหญ่จะปล่อยให้สุกคาต้นและหล่นเน่าเสียไป จึงทำการวิจัยนำลูกตาลสุกมาแปรรูปเป็นแป้งตาลโตนดแบบผง โดการนำมายีเอาเนื้อออกเพื่อใช้ทำขนมตาล ซึ่งสามารถทำได้บางฤดูกาลเท่านั้น อีกทั้งการเตรียมเนื้อลูกตาลสุกก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ต้องใช้เวลามาก มีขั้นตอนที่ยุ่งยากและไม่สามารถเก็บเนื้อลูกตาลสุกไว้ได้นาน การนำเนื้อลูกตาลสุกมาทำให้แห้งเป็นผงจึงเป็นการแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี และเนื้อตาลสุกมีเบต้าแคโรทีนเกือบเท่ากับแครอท เรียกได้ว่ามีคุณค่าทางสารอาหารมากมาย

สำหรับวิธีทำแป้งตาลโตนด นำลูกตาลสุกมาล้างให้สะอาด ลอกเปลือกดำออกให้ เอาดีตาลออกเพื่อไม่ให้เนื้อตาลมีรสขม (ดีตาลมีลักษณะแข็งอยู่ระหว่างเม็ดลูกตาล) ยีลูกตาลกับน้ำทีละน้อย กรองด้วยตะแกรงตาถี่เพื่อกรองเอาเส้นใยออก เทใส่ผ้าดิบใช้เชือกผูกให้แน่น แขวนหรือหาของหนักทับไว้ 1 คืน รุ่งขึ้นเกลี่ยเนื้อตาลในถาด นำเข้าตู้อบลมร้อน โดยใช้อุณหภูมิในการอบแห้ง 65 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 ชั่วโมง บด แล้วผ่านตะแกรงร่อนขนาด บรรจุในถุงลามิเนตชนิด ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เหมาะสมในการนำไปทดแทนส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ขนมไทย เพราะจะทำให้ผสมกับส่วนผสมอื่นได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตามการอบแห้งเนื้อตาลสุก จะเกิดการเปลี่ยนสีเมื่อเก็บไว้นาน โดยจะมีค่าความเข้มของสีลดลง ดังนั้นเพื่อป้องกันการเปลี่ยนสี เราสามารถให้ความร้อนที่อุณหภูมิ 65 องศาเซลเซียส ตุ๋นเนื้อตาลสุกด้วยเวลาอย่างน้อย 5 นาที ก็สามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์เปอร์ออกซิเดสในเนื้อลูกตาลสุกได้ทั้งหมด

การให้ความร้อนกับเนื้อลูกตาลสุกก่อนทำแห้งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ทำให้สีของเนื้อลูกตาลสุกเกิดการเปลี่ยนแปลง การใช้เวลาในการให้ความร้อนเพิ่มขึ้นจะทำให้ปริมาณน้ำในวัตถุดิบลดลง เป็นผลให้ปริมาณของแข็งเพิ่มขึ้นจึงทำให้ค่าสีเพิ่มขึ้น แต่เวลาในการให้ความร้อนที่เพิ่มขึ้นไม่มีผลต่อปริมาณเบต้าแคโรทีนที่เหลืออยู่

การเก็บแป้งตาลในสภาวะสุญญากาศสามารถรักษาสีและปริมาณเบต้าแคโรทีนได้ดีกว่าการบรรจุในบรรยากาศปกติ เพราะแป้งตาลที่เก็บในบรรยากาศปกติจะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของเบต้าแคโรทีน ทำให้สีของแป้งตาลจางลง (โดยปกติสามารถเก็บได้นานมากกว่า 4 สัปดาห์)

จะเห็นได้ว่า ตาลโตนดที่มีมากในภาคใต้ โดยเฉพาะลูกตาลสุกที่ส่วนใหญ่หลายๆคนอาจมองข้ามไป สามารถนำมาใช้ประโยชน์อะไรได้มากมาย และยังนำมาแปรรูปเป็นแป้งตาลโตนดแบบผง นำไปเป็นส่วนผสมของขนมไทยได้หลากหลายชนิด เช่น ขนมชั้น ขนมถ้วย ขนมปุ้ยฝ้าย ฯลฯ รับประกันรสชาติดีเยี่ยม หอมหวาน ปลอดภัย เพราะเป็นแป้งที่สกัดมาจากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ผ.ศ.ชไมพร เพ็งมาก อาจารย์ประจำคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ทุ่งใหญ่ โทรศัพท์ 08-7204-4941

เกษตรกรเลี้ยงผึ้ง…มีเฮ ปัญหาไรผึ้ง แก้ได้ ด้วยเซรามิกรูพรุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05085010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

คิดเป็นเทคโนฯ

อรุณี เอี่ยมสิริโชค

เกษตรกรเลี้ยงผึ้ง…มีเฮ ปัญหาไรผึ้ง แก้ได้ ด้วยเซรามิกรูพรุน

“อิทธิพลของธรรมชาติอย่างภัยแล้ง และรูปแบบการเกษตรที่เปลี่ยนไปจากการใช้สารเคมีในการเกษตรมากขึ้น ส่งผลให้อาหารของผึ้งถดถอยลง ภูมิต้านทานของผึ้งตกลง อีกทั้งผึ้งไวต่อการเป็นโรคต่างๆ ซึ่งเป็นปัญหาของคนเลี้ยงผึ้งทั่วโลก ต่างประเทศผึ้งเขาหายเป็นล้านๆ รัง”

คุณประมุข แทนวารีรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงผึ้งประเทศไทย และเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เล่าถึงสภาพปัญหาหลักที่เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งของไทยกำลังเผชิญอยู่

พร้อมระบุว่า จากตัวเลข ปี 2552-2553 พื้นที่เกษตรปลูกลำไยภาคเหนือลดลง แปลงลำไยกลายเป็นหมู่บ้าน กลายเป็นนิคมอุตสาหกรรม ปีหลังๆ มีคนปลูกลำไยนอกฤดูกาลเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ได้ราคาที่ดีกว่า ทำให้มีปัญหาศัตรูพืช เพราะใช้ยาฆ่าแมลงจำนวนมาก ขณะที่ผึ้งเป็นสัตว์ที่ไวต่อสารเคมีมาก เมื่อผึ้งโดนสารเคมีจะตายทันที ฉะนั้น อย่าไปห่วงว่าผึ้งจะเก็บน้ำหวานที่มียาฆ่าแมลงปนอยู่ในน้ำผึ้ง เนื่องจากผึ้งตายก่อนที่จะเก็บ เป็นปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่งของเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งเลย

กำจัดไรผึ้ง ศัตรูตัวสำคัญ

คุณประมุข อธิบายว่า องค์ประกอบหลักในการเลี้ยงผึ้งต้องพึ่งพาอาหารจากแหล่งธรรมชาติ ผึ้ง 1 รัง ต้องบินไปหาแหล่งอาหารในรัศมีกว่าหมื่นไร่ ปัญหาของผู้เลี้ยงผึ้งโดยตรงจึงอยู่ที่ภาวะการผลิต ไม่ใช่ภาวะตลาดหรือราคาเหมือนกับผลผลิตทางการเกษตรตัวอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวที่มีปัญหาผลิตมากราคาตก ยางพาราผลิตมากล้นตลาด ราคาตก แต่น้ำผึ้งไทยไม่เคยมีปัญหาราคาตก เว้นแต่ช่วงแรกๆ ที่มีการนำผึ้งพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน แล้วเกิดปัญหาช่องทางการจัดจำหน่าย หลังจากนั้น ราคาน้ำผึ้งก็ขึ้นมาโดยตลอด

เมื่อผลผลิตน้ำผึ้งมีแนวโน้มลดลง เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งจึงจำเป็นต้องหาเครื่องมือเพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปรับปรุงคุณภาพเพื่อให้ได้ราคาที่สูงขึ้น เครื่องมือที่ว่านี้คือการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วย ซึ่งในงานประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การยกระดับการจัดการมาตรฐานฟาร์มผึ้ง และผลิตภัณฑ์ผึ้งสู่ระดับสากล” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เมื่อเร็วๆ นี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งกว่า 200 คน จากทั่วประเทศ

โดยในงานนี้ได้มีการแจกเซรามิกรูพรุนสำหรับกำจัดไรผึ้ง ศัตรูตัวสำคัญที่ทำให้ผึ้งตัวอ่อนตาย โดยที่ผ่านมาเกษตรกรเลือกใช้สารปฏิชีวนะกำจัดไรผึ้ง ทำให้เกิดปัญหาสารตกค้างในน้ำผึ้ง

“หลังประชุมเสร็จ เกษตรกรบางคนนำไปทดลองใช้เลย บางคนรออยู่ เพราะสภาพแต่ละพื้นที่ บางที่มี บางที่ไม่มีไร บางคนอยู่ระหว่างสังเกต แต่โดยภาพรวมให้ผลตอบสนองที่ดี นอกจากกำจัดไรยังกำจัดเชื้อรา ซึ่งเป็นต้นเหตุของหนอนเน่า ผลคือ กำจัดโรคอื่นๆ ครอบคลุมหลายๆ โรคได้มากขึ้น” นายกสมาคมผู้เลี้ยงผึ้งประเทศไทย กล่าว

เซรามิกรูพรุน เป็นผลงานวิจัยของคณะวิจัย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่ง วช. ให้การสนับสนุนทุนวิจัย มีลักษณะสีขาวทรงกลม ชิ้นเล็กๆ อยู่ตรงกลางภาชนะเซรามิก ซึ่งใช้หยดน้ำมันตะไคร้ เซรามิกรูพรุนนี้จะช่วยควบคุมการปล่อยสารสกัดจากธรรมชาติได้นาน 7-14 วัน ต่อการเติมน้ำมันตะไคร้ 1 ครั้ง รังผึ้ง 1 รัง ใช้เซรามิกรูพรุน จำนวน 1-4 ชิ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของประชากรผึ้ง โดยมีประสิทธิภาพกำจัดไรผึ้งถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับรังผึ้งชุดควบคุม ขณะที่ต้นทุนการผลิตเซรามิกรูพรุน ตกชิ้นละไม่เกิน 10 บาท และสามารถทำความสะอาดกำจัดน้ำมันและความชื้นที่ค้างอยู่เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้

ดร. สุขุม อิสเสงี่ยม หนึ่งในทีมวิจัย จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่ง วช. ให้การสนับสนุนทุนวิจัย ให้ข้อมูลว่า สารสกัดตะไคร้ผึ้งชอบ อยู่ได้ ไม่มีการย้ายรังหนี มีความเป็นมิตรต่อกัน ช่วงแรกที่ใส่น้ำมันตะไคร้เข้าไป จะมีกลิ่นฉุนมาก สามารถป้องกันศัตรูกลุ่มพวกต่อได้ในช่วงแรก กลิ่นแรง ต่อจะงง ที่ผ่านมาทดลองในงานวิจัยมาแล้ว 1 ปี ผลวิจัยประสิทธิภาพกำจัดไรได้ทั้งลัง เทียบเคียงได้กับสารเคมี ก่อนหน้านี้ใช้สารเคมี ซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ ตัวไรเกิดกับผึ้งทุกพันธุ์ และระบาดมากในยุโรป

วอนอย่านำเข้า

น้ำผึ้ง ต่างประเทศ

ดร. สุขุม คำนวณตัวเลขให้เห็นอีกว่า เมื่อผึ้งมีสุขภาพแข็งแรง มูลค่าของผลิตภัณฑ์ที่เกษตรกรสามารถจะเก็บได้จากผึ้ง คือ น้ำผึ้ง ในราคากิโลกรัม (ก.ก.) ละ 170-200 บาท นมผึ้ง 100 กรัม กรัมละ 1,000 บาท พรอพอลิส กิโลกรัมละ 20,000 บาท เรื่องที่คณะวิจัยสนใจมากและจะสนับสนุนเกษตรกรต่อไปคือ การเก็บพิษผึ้ง ซึ่งปัจจุบันเกาหลีนำมาผลิตเป็นครีมหน้าเด้ง โดยมีมูลค่ากิโลกรัมละ 500,000 บาท ขณะนี้มี 2 บริษัทใหญ่ๆ ในภาคเหนือให้ความสนใจ

“โดยหลักการถ้าเรามีผึ้งที่แข็งแรงจะมีผลิตภัณฑ์ที่ดี และสารปนเปื้อนตกค้างน้อย เราอยากจะสนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงผึ้งโดยได้มาตรฐานที่ดี ขณะเดียวกันอยากให้ผู้ประกอบการไทยมองเห็นคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ผึ้งว่า ผึ้งในบ้านเรามีของดีทั้งนั้น อย่าไปนำเข้ามาทั้งหมด เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรด้วยกัน ดังนั้น ขอให้ใช้วัตถุดิบจากของเรา” รศ.ดร. ภานุวรรณ จันทวรรณกูร หัวหน้าโครงการวิจัยดังกล่าว ผู้ทุ่มเทให้กับงานวิจัยผึ้งร่วมกับคณะมานานกว่าสิบปี พูดถึงความคาดหวังต่อผลงานวิจัยครั้งนี้

การวิจัยเกี่ยวกับผึ้งในทุกมิติ ยังทำให้ รศ.ดร. ภานุวรรณ และคณะ พบว่า น้ำผึ้งจากดอกลำไยดีที่สุดในบรรดาน้ำผึ้งต่างๆ ที่ไทยมีอยู่ ถ้าเทียบคุณสมบัติทางการแพทย์พบว่า น้ำผึ้งดอกลำไยมีสารต้านอนุมูลอิสระ เพียงแต่ต้องรักษาคุณภาพ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ ถ้ารักษาคุณภาพ ไทยจะมีชื่อเสียง มีคนมาซื้อน้ำผึ้ง แต่ปัจจุบันน้ำผึ้งไทยถูกแอฟริกาแย่งชิงตลาดไปแล้ว เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นออร์แกนิก ฮันนี่

การพัฒนาคุณภาพของน้ำผึ้ง จึงเป็นสิ่งที่นายกสมาคมผู้เลี้ยงผึ้งประเทศไทยให้คำยืนยันว่า ใน ปี 2560 คนไทยจะได้บริโภคน้ำผึ้งแท้ 100% ไม่มีปลอมปนน้ำตาล ด้วยการขอความร่วมมือจากสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ในการใช้เครื่องตรวจ ไอโซโทป (Isotope) ปัจจุบัน ใช้ในงานศึกษาวิจัย โดยจะขอให้เปิดบริการเชิงพาณิชย์ ซึ่งต่างประเทศใช้วิธีนี้มาแล้วกว่า 20 ปี ตามมาตรฐาน Codex อันเป็นมาตรฐานขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization – WTO)

“วิธีการตรวจทุกวันนี้ ทุกอย่างที่พูดกันใช้ไม่ได้เลย เราเคยทดลองหมดแล้ว น้ำผึ้ง เป็นเรื่องที่อาศัยความไว้วางใจอย่างเดียวไม่ได้ เพราะว่าพูดกันไม่เติม เราพบว่าหลายรายเติม เพราะฉะนั้นต้องตรวจ จะไว้ใจผมก็ไม่ได้ ต้องมีผลตรวจการันตี เราจะจัดทำน้ำผึ้งของสมาคม โดยมีกระบวนการอย่างเข้มงวด ถ้าเจรจากับสถาบันนิวเคลียร์ฯ ได้ค่าตรวจหลักพัน ทุกถังเราจะตรวจ และตรวจให้ได้ตามเกณฑ์ของ อย. เป็นน้ำผึ้งพรีเมี่ยม พิถีพิถันในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะเรื่องการใช้สารเคมี” คุณประมุข กล่าว

เล็งจัดเกรดประเภทน้ำผึ้ง

การจัดระดับเรตติ้งของเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง ยังเป็นอีกหนึ่งหนทางที่สมาคมอาจจำเป็นต้องนำมาใช้ในอนาคตกับเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง โดยการจัดกลุ่มเกษตรกรที่ไม่ใช้สารเคมี หรือกลุ่มใช้สารอินทรีย์จัดการกับโรคผึ้ง เช่น น้ำมันตะไคร้ กระเทียม ให้อยู่ในกลุ่ม เกรดเอ แต่ถ้าใช้สารเคมีซึ่งเป็นสารเคมีที่อยู่ในประเภทอนุญาต ให้อยู่ในกลุ่ม เกรดบี ที่เหลือไม่มีการจัดเกรด หากใช้นอกเหนือจากที่จัดกลุ่มไว้ เพราะน้ำผึ้งเป็นอาหาร จึงควรได้รับการดูแลอย่างที่เป็นอาหาร ไม่ใช่สินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ

นอกจากผลงานวิจัยเซรามิกรูพรุนแล้ว คณะวิจัยยังนำเสนอผลงานวิจัย “การโคลนและการแสดงออกของยีนชีวสังเคราะห์โปรตีนไหมจากผึ้งหลวงในเชื้อแบคทีเรีย” เนื่องจากไหมเป็นพอลิเมอร์ประเภทโปรตีนที่สามารถนำไปใช้ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรมได้ ซึ่งมีการวิจัยในแมลงหลายชนิด แต่ยังไม่มีการศึกษาไหมในผึ้งไทย โดยเฉพาะผึ้งหลวงที่มีความแข็งแรงมากกว่าผึ้งชนิดอื่น รวมทั้งการเลี้ยงผึ้งจะมีการเปลี่ยนคอนผึ้งทุกปี คอนผึ้งเก่าจะถูกทิ้งโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ นอกจากจะนำไขผึ้งมาสร้างรังผึ้งใหม่ คณะนักวิจัย จาก มช. จึงได้ศึกษาครีมไหมผึ้งและสารสกัดจากรังผึ้ง พบว่า สารสกัดดังกล่าวออกฤทธิ์ทำลายเชื้อจุลินทรีย์ได้ และมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี

องค์ความรู้จากงานวิจัยอีกชิ้นที่สำคัญคือ ผลิตภัณฑ์พรอพอลิสแกรนูลบรรจุในแคปซูล พรอพอลิส (propolis) เป็นสารเหนียวๆ หรือยางเหนียวๆ ซึ่งผึ้งเก็บมาจากพืช อาจจะเป็นสารหลั่งจากพืช หรือตามรอยแยกจากเปลือกของต้นไม้ โดยผึ้งจะนำมาใช้ปิดรอยโหว่ของรังเลี้ยง และห่อหุ้มศัตรูที่ถูกผึ้งฆ่าตายในรังผึ้ง งานวิจัยพบว่า สารสกัดพรอพอลิสจาก จังหวัดน่าน มีค่าความเป็นพิษในการทำลายเซลล์สูงที่สุด โดยมีผลยับยั้งเซลล์มะเร็งปอดและเซลล์มะเร็งปากมดลูกได้ดี

งานวิจัยยังพบด้วยว่า สารสกัดพรอพอลิสสามารถต้านการอักเสบได้ โดยลดการหลั่งไนตริกออกไซด์จากเซลล์แมคโครฟาจ ส่วนนมผึ้งสามารถยับยั้งเชื้อไวรัสก่อโรคเริมได้ คณะวิจัยจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์เวชสำอางครีมนมผึ้งสำหรับยับยั้งเชื้อไวรัสก่อโรคเริมบริเวณผิวหนัง

นับเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่ วช. ให้ทุน มช. ทำวิจัยเรื่องผึ้งอย่างครบวงจร โดย คุณอุไร เชื้อเย็น หัวหน้าฝ่ายบริหารแผนงานและโครงการพิเศษและเร่งด่วน กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย วช. แจกแจงว่า ในปี 2559 คณะวิจัยจะขยายผลต่อในการทำวิจัยเกี่ยวกับพิษผึ้ง ขณะเดียวกันก็ต้องการให้ภาคอุตสาหกรรมมารับช่วงต่อในการผลักดันผลงานวิจัยเป็นผลิตภัณฑ์สู่ตลาด ซึ่งถือเป็นรอยต่อที่ยังไม่สามารถเชื่อมกับภาคอุตสาหกรรมได้ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมเองต้องการความมั่นใจว่าผลิตแล้วต้องขายได้

สำหรับ เซรามิกรูพรุน ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ง่ายสุด และทำได้แน่นอน ส่วนสารสกัดพรอพอลิสที่มีผลยับยั้งเซลล์มะเร็ง ยังไม่ขอระบุว่ากินแล้วสามารถฆ่าเชื้อมะเร็งได้จริง เนื่องจากยังไม่มีการทดลองวิจัยในคน แต่สามารถพูดได้ว่าเป็นยาฆ่าเชื้อในปากสำหรับคนเป็นแผลในปาก โดยในต่างประเทศผลิตเป็นสเปรย์พ่นปาก หลังจากนี้ จะขอขึ้นทะเบียนกับ อย. รวมทั้งงานวิจัยทุกชิ้นได้ยื่นจดสิทธิบัตรแล้ว

นับจากนี้คงได้เห็นเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งในบ้านเรามีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะหน่วยงานภาครัฐและนักวิชาการต่างมาช่วยกันแก้ปัญหาสารพัดที่เจอะเจอ ซึ่งต่อไปคงจะทำให้พวกเขาสามารถเลี้ยงผึ้งได้อย่างมีคุณภาพ มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

เที่ยวน่าน กับ “ศูนย์ความรู้กินได้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

ท่องเที่ยวเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

เที่ยวน่าน กับ “ศูนย์ความรู้กินได้”

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ สบร. (OKMD) สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ประกาศความร่วมมือต่อยอดความรู้ท้องถิ่น เพิ่มมูลค่าให้การทำมาหากินให้ชาวจังหวัดน่าน โดยเปิด “ศูนย์ความรู้กินได้ จังหวัดน่าน” ณ วิทยาลัยชุมชนน่าน (วชช. น่าน) พัฒนาสมรรถนะบุคลากร ของ วชช. น่าน ให้เป็นนักจัดการความรู้ตามแนวทางศูนย์ความรู้กินได้ เพื่อทำงานเชิงรุกกับเครือข่ายชุมชนท้องถิ่น ในการวิเคราะห์องค์ความรู้เรื่องการทำมาหากินที่เหมาะสมกับชุมชนท้องถิ่น และต่อยอดสู่เส้นทางท่องเที่ยว ให้ได้รับประโยชน์ทั้งด้านรายได้และยังคงอัตลักษณ์ความเป็นน่านไปพร้อมๆ กัน

ศูนย์ความรู้กินได้ ณ วิทยาลัยชุมชนน่าน (วชช. น่าน) แม้จะก่อตั้งขึ้นได้เพียงไม่นาน แต่สามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ในการทำมาหากินของชาวน่านอย่างเห็นได้ชัด โดยนักจัดการความรู้ได้ทำหน้าที่รวบรวมองค์ความรู้และต่อยอดความรู้ท้องถิ่น เกิดแหล่งการเรียนรู้ “ต้นแบบ” โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนจากภาคเกษตรกรรม ด้วยการเพิ่มมูลค่าให้กับองค์ความรู้ท้องถิ่นหลายรูปแบบ จนเกิดเป็นกรณีศึกษาที่มีประสิทธิภาพ ในชื่อ “ชุดกล่องความรู้กินได้”

ภายในกล่องความรู้กินได้ เต็มไปด้วย “ภูมิรู้จากกูรูด้านต่างๆ” ที่ร่วมสืบค้นข้อมูล วิเคราะห์ทุกมุมมองจนออกมาเป็น “คัมภีร์อาชีพทำเงินอย่างยั่งยืน” ที่ผู้ประกอบการจังหวัดน่านและพื้นที่ภาคเหนือใกล้เคียงสามารถนำไปอ้างอิงและประยุกต์ใช้สร้างอาชีพ หาเลี้ยงครอบครัวได้ทันที

“ซะป๊ะ สมุนไพรพื้นถิ่น ทำเงิน”

พื้นที่ตำบลน้ำเกี๋ยน ปลูกต้นเมี่ยงกันอย่างแพร่หลาย ชาวบ้านนิยมเก็บใบเมี่ยงไปดองตามภูมิปัญญาบรรพบุรุษที่ทำสืบต่อกันมานานนับร้อยปี ใบเมี่ยงดองจะถูกอัดเป็นก้อนและขายในราคาถูกเพียงไม่กี่บาท ลูกค้าหลักคือ ผู้เฒ่าผู้แก่ในท้องถิ่นที่นิยมบริโภคใบเมี่ยงเป็นยาสมุนไพรเพื่อสร้างความกระปรี้กระเปร่าในการทำงานสวนงานไร่นา แต่ยอดขายใบเมี่ยงนับว่าจะถดถอยลงทุกปี เพราะเป็นสินค้าเก่าล้าสมัยไม่สามารถตอบโจทย์ตลาด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ไม่รู้จักใบเมี่ยง

คุณบุญตุ้ม ปานทอง ตัวแทนกลุ่มผู้ผลิตชาใบเมี่ยง ตำบลน้ำเกี๋ยน จึงร่วมมือกับศูนย์ความรู้กินได้ จังหวัดน่าน พัฒนากล่องความรู้กินได้ ชื่อ “ซะป๊ะ สมุนไพรพื้นถิ่น ทำเงิน” โดยสร้างมูลค่าเพิ่ม “ใบเมี่ยง” ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ชาหลากหลายรสชาติ พร้อมตั้งชื่อรสชาติให้จูงใจลูกค้า เช่น ชารสดั้งเดิม เรียกว่า “เสน่ห์น่าน” ชาเมี่ยงผสมดอกคำฝอย เรียกว่า “เหมันต์หรรษา” ชาเมี่ยงผสมดอกกุหลาบ เรียกว่า “หอมชมภู” และให้ความสำคัญกับการพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ โดยนำเรือแข่ง ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของเมืองน่าน มาผลิตเป็นปลายเชือกดึงถุงชา ใช้ เลข 8 จากจำนวนรสชาติชาเมี่ยง มาดัดแปลงเป็นสัญลักษณ์ Infinity เพื่อสื่อถึงโชคลาภ เรียกได้ว่าทุกองค์ประกอบถูกร้อยเรียงความคิดอย่างเป็นระบบและรอบด้าน เพื่อสร้างจุดขายให้กับผลิตภัณฑ์ชาใบเมี่ยง และเพิ่มมูลค่าการจำหน่ายจากราคาหลักสิบ เป็นหลักร้อยในอนาคต

“ผักปลอดสารพิษ บ้านดอนมูลพัฒนา”

เกษตรกรในพื้นที่บ้านดอนมูลพัฒนา หมู่ที่ 13 ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ตระหนักถึงพิษภัยของการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีการเกษตรว่า ส่งผลกระทบต่อตัวเกษตรกรและผู้บริโภค พวกเขาจึงรวมตัวกัน ในชื่อ “กลุ่มผู้ปลูกผักปลอดสารพิษบ้านดอนมูลพัฒนา” เพื่อผลิตพืชผักปลอดสารพิษ สำหรับบริโภคเองในครัวเรือน และจำหน่ายในท้องตลาดให้แก่กลุ่มผู้บริโภคทั่วไป

แหล่งผลิตผักปลอดสารพิษแห่งนี้ มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักและเชื่อถือของลูกค้าทั้งในประเทศและตลาดส่งออก จึงถูกเกษตรกรนอกกลุ่มแอบอ้างชื่อไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า โดยนำพืชผักที่ปลูกด้วยการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีมาหลอกขาย ในชื่อกลุ่มผู้ปลูกผักปลอดสารพิษบ้านดอนมูลพัฒนา ทำให้สินค้ามีความน่าเชื่อถือลดลง

นักจัดการความรู้ ศูนย์ความรู้กินได้ จังหวัดน่าน ได้เข้ามาแนะนำกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตผักปลอดสารพิษบ้านดอนมูลพัฒนา ได้ยกระดับการผลิตและพัฒนาตลาด โดยจัดทำแผนประชาสัมพันธ์ชุมชนเกษตรแห่งนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเกษตรอินทรีย์ และต่อยอดด้วยความรู้ เรื่อง “การออกแบบผลิตภัณฑ์” = “mobile kiosk” ที่มีรูปแบบทันสมัย ชื่อว่า “ชุดไม้” และออกแบบสติ๊กเกอร์ตราสินค้า รวมทั้งจัดทำปฏิทินกินผักตามฤดูกาล เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของผักปลอดสารชุมชนบ้านดอนมูลพัฒนาและสร้างความตระหนักรู้ให้กับผู้บริโภค ไปเจอร้านขายผักปลอดสารพิษหน้าตาแบบนี้ที่ไหน ก็รู้ได้เลยว่า เป็น “ผักปลอดสารพิษ บ้านดอนมูลพัฒนา” ของแท้

“แหนมหมูริมน่าน”

ชาวบ้านตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน ได้รวมตัวกัน ในชื่อ “กลุ่มผู้ผลิตแหนมหมูริมน่านบ้านเจดีย์” ผลิตแหนมคุณภาพดี มีรสชาติอร่อยเป็นที่ถูกอกถูกใจผู้บริโภค จนได้รับการคัดสรรให้เป็น ผลิตภัณฑ์สินค้า “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” ระดับ 3 ดาว ของท้องถิ่น แต่ยังไม่เป็นที่สะดุดตาของกลุ่มนักท่องเที่ยว ดังนั้น ศูนย์ความรู้กินได้ จังหวัดน่าน จึงเข้ามาช่วยสร้างเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ โดยเริ่มจากสร้างโลโก้ให้เป็นที่จดจำของผู้บริโภค และปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้ง่ายต่อการพกพา และเด่นสะดุดตาผู้บริโภค โดยใช้เทคโนโลยีในการพิมพ์ลายลงบนบรรจุภัณฑ์ และป้ายแสดงรายละเอียดสินค้า ผสมผสานกับการใช้วัสดุธรรมชาติ เพื่อสร้างความรู้สึกและประสบการณ์ร่วมให้กับผู้บริโภค เพื่อสร้างโอกาสในการขายได้มากขึ้น และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและรุกตลาดให้กว้างขวางขึ้นในอนาคต

วิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของชุมชนที่จะแปรรูปพืชสมุนไพรท้องถิ่น ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีตราสินค้า เพิ่มมูลค่าของสินค้าได้เป็นอย่างดี ในชื่อ “ชีวาร์” ส่งจำหน่ายขึ้นห้าง พร้อมขยายพื้นที่ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ทางเกษตรของชุมชน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของตำบลน้ำเกี๋ยน นอกจากนี้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลน้ำแก่น ก็ได้นำองค์ความรู้ไปสื่อสารกับชาวบ้านในชุมชนว่า พืชผักสมุนไพรท้องถิ่นหลังบ้านคือ “ตู้เย็นกินได้” โดยปรับวิถีการกินอยู่ของคนในท้องถิ่นที่แข็งแรงให้เป็นเมนูเพื่อชุมชน พร้อมสนับสนุนให้ประชาชนบริโภคอาหารสมุนไพรตามธาตุเจ้าเรือน

ปัจจุบัน เมืองน่านกำลังกลายเป็นเมืองผู้สูงวัย เพราะเด็กหนุ่มสาวออกไปเรียนและทำงานในเมือง เหลือแต่คนแก่เฝ้าบ้าน หลายรายประสบปัญหาเป็นโรคซึมเศร้า ดังนั้น องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำแก่น จึงร่วมกับศูนย์พัฒนาชาวเขาจังหวัดน่าน จัดอบรมความรู้ผู้สูงวัยในชุมชนได้เรียนรู้เรื่องการผลิตสมุนไพรธูปหอมไล่ยุง ปรากฏว่า โครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างดี

กลุ่มอาชีพตำบลน้ำแก่นธูปสมุนไพรไล่ยุง สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับพืชธรรมชาติที่เหมือนไร้ค่า ด้วยการใช้ภูมิปัญญา นำพืชหลายชนิดที่มีสรรพคุณโดดเด่นต่างแขนงกันมารวมกันเพื่อผลิตเป็นธูปสมุนไพร พร้อมปรับบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย กลายเป็นสินค้าโอท็อป ระดับ 4 ดาว ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน อนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านไปในตัว พร้อมลดปัญหาโรคซึมเศร้าในกลุ่มผู้สูงวัยได้เป็นอย่างดี สร้างความภาคภูมิใจแก่ผู้สูงวัย รวมทั้งถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ลูกหลานได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน หากใครสนใจอยากเยี่ยมชมกิจการผู้สูงวัยกลุ่มนี้ หรือสนใจอยากเป็นลูกค้า สามารถติดต่อกับ คุณสมพร สิทธิตาคำ โทร. (081) 960-0416 และ คุณบุญยวง อะโนติ๊บ โทร. (087) 193-4906

เที่ยววัด

เรียนรู้วัฒนธรรมชุมชน

ไม่ใช่เพียงสินค้าในกลุ่มเกษตรเท่านั้นที่ได้รับจัดการองค์ความรู้ ศูนย์ความรู้กินได้ จังหวัดน่าน ได้ร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมและความเชื่อท้องถิ่นในพื้นที่ชุมชนวัดกู่เสี้ยว ภายใต้การนำของเจ้าอาวาสวัดกู่เสี้ยว สร้างองค์ความรู้ทำมาหากิน เรื่อง “เครื่องรางจักสานล้านนา” ไปปรับใช้เป็นสินค้าและรูปแบบเส้นทางท่องเที่ยวตำบลดู่ใต้ เกิดเป็นอาชีพสร้างรายได้ภายใต้ความงดงามของวัฒนธรรมพื้นถิ่น

เช่นเดียวกับชุมชนวัดท่าล้อ อำเภอภูเพียง ภายใต้การนำของเจ้าอาวาสวัดท่าล้อ ได้ร่วมกันอนุรักษ์ประเพณีการแข่งเรือเมืองน่าน ที่มีประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นสู่รุ่นอย่างยาวนาน จนมีเอกลักษณ์โดดเด่นสวยงาม อย่างเช่น “เรือเสือเฒ่าท่าล้อ” เรือแข่งโบราณ อายุ 200 ปี หนึ่งในอัตลักษณ์เมืองน่าน และชุมชนแห่งนี้ยังร่วมกันพัฒนารูปแบบของเรือให้สามารถเป็นสินค้าและบริการสำหรับนักท่องเที่ยว ในรูปแบบ “เรืออัตลักษณ์น่านจำลอง” ได้อย่างน่าชื่นชม

ในหลวงรักเรา “70 ปี กษัตริย์ เกษตร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 612

สารคดีเทิดพระเกียรติ

ในหลวงรักเรา “70 ปี กษัตริย์ เกษตร”

ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปทุมธานี

“การจัดงานครั้งนี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา 5 ธันวาคม 2558 และทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559 และเพื่อเผยแพร่พระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้านการเกษตร และต้องการสืบสานพระราชปณิธานทำความดีเพื่อแผ่นดิน”

คุณจารุรัฐ จงพุฒิศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงานมหกรรม ในหลวงรักเรา “70 ปี กษัตริย์ เกษตร” ระหว่าง วันที่ 4-7 ธันวาคม 2558 ณ พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ คลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

สำหรับพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบรอบ 50 ปี ในปีพุทธศักราช 2539

โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ เมื่อ วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด เมื่อ วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2545

ต่อมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการจัดตั้งสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) เพื่อดำเนินการบริหารงานตามพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2552 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2552

นับตั้งแต่จัดตั้งมาจนถึงปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีการดำเนินงานตามเป้าประสงค์เป็นอย่างดี ไม่ว่าด้านเชิดชูและเผยแพร่พระเกียรติคุณ และพระอัจฉริยภาพด้านการเกษตร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง รวมถึงการสร้างเครือข่ายเพื่อพัฒนา ยกระดับและขยายผลการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในการเกษตร และประชาชนได้เรียนรู้ภูมิปัญญาและนวัตกรรมการเกษตร

ความน่าสนใจของพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีอยู่อย่างมากมาย โดยเฉพาะในส่วนของการจัดนิทรรศการ การแสดงและอบรมอาชีพต่างๆ

ตัวอย่างนิทรรศการที่น่าสนใจ เมื่อยามเข้าไปยังส่วนจัดแสดง จะเริ่มต้นจาก นิทรรศการพระราชพิธีในวิถีเกษตร พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวนาเมื่อถึงต้นฤดูกาลเพาะปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคมของทุกปี ด้านข้างซ้ายและขวาเป็นจิตรกรรมฝาผนัง เป็นที่ยืนยันว่าพระราชพิธีนี้มีมาตั้งแต่โบราณกาลและกษัตริย์ทุกยุคทุกสมัยทรงให้ความสำคัญยิ่ง

จากนั้นไปยังส่วนที่เรียกว่า กษัตริย์เกษตร โรงภาพยนตร์ 3 มิติ ขนาดย่อม จุได้ 120 ที่นั่ง ขณะนี้จัดฉายภาพยนตร์เรื่อง “กษัตริย์เกษตร” รอบๆ โรงภาพยนตร์จัดแสดงความเป็นมาของคำว่า “กษัตริย์” ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับการเกษตร รวบรวมเรื่องราวพระราชประวัติและภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการ เรื่องของพ่อในบ้านของเรา ที่น่าสนใจ อาทิ

หลักการทรงงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีหลักการคิดและแนวประพฤติปฏิบัติพระองค์ในการทรงงาน ซึ่งสำนักงาน กปร. ได้รวบรวมไว้ทั้งหมด 23 ข้อ เพื่อให้ผู้ที่สนใจศึกษาหาความรู้นำไปใช้เป็นแบบอย่าง

ดอกบัวแห่งปัญญา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรเป็นอย่างมาก ด้วยทรงประจักษ์ดีว่าเกษตรกรรมเท่านั้นที่จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น เมื่อพระองค์ทรงพบว่าภาคการเกษตรมีปัญหาใด ก็จะพระราชทานแนวทางแก้ไขปัญหานั้นๆ

ภาพรอยยิ้มและความสุขของคนไทยใต้ร่มพระบารมี เป็นความสุขที่สะท้อนกลับระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับพสกนิกรทั่วประเทศ ชมและรับฟัง บทเพลงที่ประพันธ์ทั้งคำร้อง ทำนอง ขับร้องโดยกวีซีไรท์ คุณศักดิ์สิริ มีสมสืบ กับบทเพลงที่ชื่อว่า “บ้านของเรามีพ่อ”

หัวใจใฝ่เกษตร ดินแดนที่จะทำให้ท่านพบกับความสุข สนุกสนาน เรียบง่ายในวัยเด็กผ่านของใช้ ของเล่นจากธรรมชาติที่ทำอย่างง่ายๆ

ตามรอยพ่อ อยู่อย่างพอเพียง เปิดโอกาสให้ได้อ่าน ฟัง คิด ตรึกตรอง ด้วยบรรยากาศที่โปร่งโล่งสบาย พร้อมเรียนรู้ได้ด้วยตนเองกับแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

วิถีเกษตรของพ่อ พระอัจฉริยภาพด้าน ดิน น้ำ ป่า และคน ผ่านโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา โครงการหลวง และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง 6 ศูนย์

ภูมิพลังแผ่นดิน พระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่ทรงพระเยาว์ในพระอภิบาลของสมเด็จพระบรมราชชนนี และแนวคิด แนวปฏิบัติในแต่ละช่วงวัย นำเสนอผ่านบิ๊กบุ๊กเล่มใหญ่

นวัตกรรมของพ่อ รวมผลงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้านวรรณกรรม ศิลปะ ดนตรี สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ที่จดสิทธิบัตร จดทะเบียน เครื่องหมายการค้าและแจ้งจดลิขสิทธิ์ เพื่อเป็นมรดกสำหรับคนไทย และประเทศไทยสืบไป

น้ำคือชีวิต เรียนรู้วัฏจักรของน้ำ จากฟ้า สู่ป่า เขา ไร่ นา จนมาถึงท้องทะเล คุณประโยชน์ของน้ำที่เสียไปและในบางครั้งก็นำมาซึ่งวิกฤต น้ำแล้ง น้ำล้น น้ำท่วม น้ำเน่าเสีย…หากไม่มีการจัดการน้ำที่ดีและเหมาะสม

อารยเกษตรไทย เกษตรโลก นำเสนอแนวคิด เรียนรู้อดีต เข้าใจปัจจุบัน สร้างสรรค์อนาคต เพื่อให้เราเรียนรู้ จุดเปลี่ยนสำคัญ พัฒนาการเกษตร ผลกระทบจากบริบทของสังคมโลกต่อเกษตรไทยในอดีต โดยเฉพาะในช่วง 5 ทศวรรษ ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ผลกระทบที่เกิดขึ้นและการย้อนคืนสู่ฐานเดิมของสังคม ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

มหัศจรรย์ท้องทุ่ง ห้องมหัศจรรย์ท้องทุ่ง เป็นห้องนิทรรศการที่ต้องการให้ผู้ชมได้สัมผัสประสบการณ์ความสุขและความสนุกในวิถีเกษตร ที่เกิดจากความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ วิถีการหาอยู่หากินของเกษตรกรที่ได้มาจากการสั่งสมความเข้าใจในธรรมชาติของดิน น้ำ ต้นไม้ และสัตว์ เป็นภูมิปัญญาที่เกษตรกรได้นำมาเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตในวิถีเกษตรที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน ด้วยเทคนิคโฮโลแกรมที่ทันสมัย ที่ผู้ชมสามารถเข้าไปมีส่วนร่วม ซึมซับสัมผัสความสุขของวิถีแห่งท้องทุ่ง

น้อมนำคำพ่อสอน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็น “พ่อ” และ “บรมครู” ผู้ยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทย คำสอนของ “พ่อ” มาจากประสบการณ์การทรงงานหนัก “เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” มาตลอดพระชนมชีพ ในห้องนี้ จะนำเสนอเรื่องราวของบุคคลผู้น้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาชีวิตตนและสังคมให้พบประโยชน์สุขอย่างยั่งยืน

นวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง บอกเล่าเรื่องราวนวัตกรรมเกษตรที่จะช่วยพาเราผ่านวิกฤต ความท้าทาย ความเปลี่ยนแปลง และปัญหาต่างๆ นวัตกรรมเหล่านี้เป็นองค์ความรู้ที่พัฒนาจากภูมิปัญญาดั้งเดิม ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นที่มี เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถเข้าถึงได้ นำไปพัฒนาต่อยอดได้ง่าย และเป็นการใช้ชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สำหรับการจัดงานมหกรรมในหลวงรักเรา “70 ปี กษัตริย์ เกษตร” ระหว่าง วันที่ 4-7 ธันวาคม 2558 ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวว่า มีกิจกรรมที่น่าสนใจภายในงาน นอกจากร่วมใจจุดเทียนชัยถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 5 ธันวาคม 2558 เวลา 19.00 น. ร่วมขบวนแห่กับคณะละครมรดกใหม่ โดยผู้กำกับละครชื่อดัง ครูช่าง (ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง) และฟังขลุ่ยบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ โดย ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี

ยังได้พบกับความอลังการของนิทรรศการเทิดพระเกียรติ “70 ปี พระอัจฉริยภาพด้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง”, “การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน”, “ศิลปะเพื่อพ่อของแผ่นดิน” จากศิลปินชั้นนำทั่วเมืองไทยกว่า 80 คน อาทิ ศ. เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ ปี 2552 สาขาทัศนศิลป์ ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จิตรกรรมประจำปี 2557 สมยศ ไตรเสนีย์ รางวัลศิลปินมรดกอีสาน

นิทรรศการ “เราจะอยู่อย่างไรกับน้ำน้อย น้ำมาก และน้ำเสีย” บทเรียนการประยุกต์ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า จาก 4 ชุมชน ภูมิปัญญาพยากรณ์น้ำ เรียนรู้จากรูปธรรมตามรอยพ่ออย่างพอเพียงในมิติปัจจัยสี่ อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย สมุนไพร และพลังงานทางเลือก นวัตกรรมเกษตร การจัดการทุนของชุมชนเพื่อการพึ่งตนเอง และอื่นๆ อีกมากมาย

พร้อมร่วมสานต่อองค์ความรู้แห่งภูมิปัญญาของคนไทย โดยเรียนรู้วิชาของแผ่นดินทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติการ มากกว่า 50 วิชา (ฟรี) จากปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน เช่น “การพึ่งตนเองได้ด้วยศาสตร์ของพระราชา” โดย ผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์ “ทำนาอย่างไรให้ได้เงินล้าน” โดย ชาวนาเงินล้าน ชัยพร พรมพันธุ์ “สร้างคลังอาหารเลี้ยงครอบครัวได้ในพื้นที่ 5 ตารางเมตร” โดย ขวัญชัย รักษาพันธุ์

นอกจากนี้ เรียนรู้จากวิทยากรที่ผ่านการปฏิบัติการจริง ทดลองทำจริง ได้ผลจริง ที่มาถ่ายทอดวิชานำไปสู่การพึ่งตนเองได้ในด้าน เศรษฐกิจ อาหาร พลังงาน การจัดการทุน เช่น หลักสูตรปลดหนี้ด้วยเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์ ทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสน เทคนิคปลูกมะนาวไร้ดิน นวัตกรรมพลังงานพึ่งตนเอง ทำนาอินทรีย์ต้นทุนต่ำ การแปรรูปอาหารในรูปแบบต่างๆ และเรียนรู้นวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงผ่านฐานการเรียนรู้ต่างๆ ตลอดจนเรียนรู้ด้านโหราศาสตร์กับ อาจารย์ปางช้าง ทยาหทัย จากสมาคมโหราศาสตร์แห่งประเทศไทย

เพลิดเพลินไปกับสาระบันเทิง อาทิ ละคร “ถนนสายกลับบ้านชื่อ พึ่งตนเอง” A road home, called “self-reliance” ที่สะท้อนพลังเกษตรทฤษฎีใหม่และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จาก คณะละคร “มรดกใหม่” โดย ผู้สร้างและกำกับละครระดับประเทศ ครูช่าง (ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง) สัมผัสมนต์เสน่ห์ของศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง โจนัส แอนเดอร์สัน วงสุพรรณนิการ์โปงลาง วง V R U bigban จากมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยการแสดง แสง สี เสียง ตระการตาทุกวัน

สุข สนุก เรียนรู้ กับการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ “ในหลวงรักเรา” และชมภาพยนตร์แอนิเมชั่น 3 มิติ ในโรงภาพยนตร์ 120 ที่นั่ง “เรื่องพ่อในบ้านของเรา” ฟรี!! เฉพาะในงานนี้เท่านั้น รวมทั้งเข้าชมพิพิธภัณฑ์ในอาคารได้ในราคาพิเศษ ได้แก่ “พิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรม” สะท้อนความหลากหลายของพันธุกรรมพืชนับพันชนิด “พิพิธภัณฑ์ป่าดงพงไพร” ทรัพยากรธรรมชาติเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างชีวิต “พิพิธภัณฑ์วิถีน้ำ 4 มิติ 270 องศา” ที่ฉายภาพความสัมพันธ์ของน้ำกับคน และ “พิพิธภัณฑ์ดินดล 360 องศา” ฐานกำเนิดของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ ตื่นตาตื่นใจกับความน่ารักของควายยักษ์ คุณค่าและการอนุรักษ์ควายไทย สนุกสนานกับเกมงานวัดย้อนยุค ยิงปืนจุกน้ำปลา ปาโป่ง ตักไข่ สอยดาว ชิงช้าสวรรค์ ม้าหมุน บ้านลม ระบายสีตุ๊กตา ระบายสีว่าว ปั้นวัวปั้นควาย เดินกะลา เดินโถกเถก

ชิม ชม ช็อป อาหารท้องถิ่น ของกินปลอดภัย ของใช้คุณภาพ และพันธุ์ไม้หลากหลาย จากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ 4 ภาค มากกว่า 200 ร้านค้า

สำหรับผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถนนพหลโยธิน ตรงข้ามโรงพยาบาลการุญเวช (นวนครเดิม) จังหวัดปทุมธานี โทรศัพท์ (094) 649-2333, (087) 359-7171, (02) 529-2212 หรือสำรองที่นั่งอบรม (086) 901-4638 หรือคลิกดูรายละเอียดใน http://www.wisdomking.or.th และ facebook/Instagram/Line ID:wisdomkingfan

จุดเปลี่ยนชีวิต 2 คู่หู…”พยาบาล & เจ้าของโชห่วย” สู่คนต้นทางวิถีเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054011258&srcday=2015-12-01&search=no

นที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 612

จุดเปลี่ยนชีวิต 2 คู่หู…”พยาบาล & เจ้าของโชห่วย” สู่คนต้นทางวิถีเกษตรอินทรีย์

เทคโนโลยีการเกษตร

จากเหตุสะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับผู้หญิง 2 คน ที่ไม่เคยรู้จักกัน เมื่อพวกเธอได้สัมผัสกับชีวิตของผู้ป่วยระยะสุดท้าย และต้องตายด้วยโรคมะเร็ง ซึ่งเกิดจากผลพวงของสารพิษตกค้างในอาหารเหมือนกัน จนนำมาสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต เมื่อสวรรค์ลิขิตให้พวกเขาได้มาเจอกันในพื้นที่โลกสีเขียว ทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจเลือกออกแบบชีวิตตัวเอง ด้วยการหวนสู่วิถีอินทรีย์ เพื่อทำหน้าที่ผลิตอาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภค

เรากำลังพูดถึง คุณพชรพรรณ ปัญญาสุทธากุล หรือ ดอท สาวชัยนาท วัย 48 ปี อดีตผู้จัดการฝ่ายการพยาบาลหน่วยงานพิเศษ ของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ย่านฝั่งธนบุรี กรุงเทพฯ และ คุณณารินทร์ ทองยี่สุ่น หรือ ริน อายุ 44 ปี ผู้หญิงร่างเล็กที่เปี่ยมไปด้วยพลัง เจ้าของธุรกิจร้านโชห่วยในจังหวัดนครปฐม

หากย้อนดูหน้าที่การงานกับรายได้ ผู้หญิง 2 คนนี้ สามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างสบายๆ แต่ด้วยเหตุอันใดเล่า ที่ทำให้พวกเธอตัดสินใจละทิ้งสิ่งเหล่านั้น แล้วหันมาทำเกษตรอินทรีย์ หรือสิ่งที่ได้ร่วมกันทำเพียงหวังให้คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจสุขภาพ และไม่ต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ด้วยโรคมะเร็งที่แฝงมากับพืชผัก

จุดเริ่มต้นที่ทำให้คนทั้ง 2 ได้มาเจอกัน เกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน คุณรินเล่าว่า ตอนที่เปิดร้านขายของชำ มีโอกาสได้รู้จักกับญาติที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนกับคุณดอท วันหนึ่งญาติที่ป่วยแวะมาเที่ยวที่ร้านค้า ยิ่งได้รู้จักกันก็ยิ่งรู้สึกสงสาร เพราะว่าเขาเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายแล้ว

“ตอนนั้นคิดว่า ถ้าทำอะไรให้ได้ก็อยากทำให้ เพราะเรารู้ดีว่าชีวิตผู้ป่วยระยะสุดท้ายสภาพจิตใจมันแย่มากแค่ไหน ตัวเองเริ่มปลูกผักอินทรีย์เล็กๆ น้อยๆ ก็เลยนำไปฝากเขาบ้าง ไปส่งกับข้าวให้บ้าง รู้จักกันได้ปีกว่าๆ เขาก็จากไป ทำให้ย้อนคิดไปว่า หากเขาได้มีโอกาสดูแลสุขภาพของตัวเองตั้งแต่แรก ได้กินอาหารที่ปลอดสารพิษ คงไม่ต้องเป็นโรคร้ายเช่นนี้” ประกายความคิดเล็กๆ เริ่มก่อตัวขึ้น

การเดินเข้าออกโรงพยาบาล กับช่วงเวลาที่ได้ดูแลญาติ ทำให้เธอมีโอกาสได้รู้จัก คุณ “ดอท” พยาบาลสาวผู้เปี่ยมไปด้วยน้ำใจ ได้พบปะพูดคุย จากความคุ้นเคย กลายเป็นความเคยชิน ถึงจุดหนึ่งทำให้รู้สึกได้ว่าแนวคิดตรงกัน มีเป้าหมายเดียวกัน คือต้องการหวนคืนสู่วิถีอินทรีย์

ย้อนไปที่คุณดอท เธอเล่าจุดเปลี่ยนชีวิตของตัวเองให้ฟังว่า ช่วงที่ทำงาน ตำแหน่งก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตำแหน่งสุดท้ายที่ได้รับ ก็ถือว่าสูงสุดสำหรับตัวเองแล้ว จึงเริ่มรู้สึกอิ่มตัวกับสิ่งที่ทำ ประกอบกับภาพที่เห็นในแต่วันมีคนไข้เข้ามารักษาสุขภาพในโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก และที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งก็เยอะ คิดว่าสาเหตุหนึ่งน่าจะเป็นผลพวงมาจากสารเคมีตกค้างในอาหาร

“หน้าที่ของพี่คือ ส่งคนไข้ไปสวรรค์ รู้ดีว่าเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ทุกคนอยากย้อนเวลากลับไปดูแลตัวเอง อยากกินอาหารดีๆ อยากมีสุขภาพที่แข็งแรง เรื่องน่าเศร้าใจเหล่านี้มันเกิดขึ้นทุกวัน ประกายความคิดเล็กๆ มันแวบขึ้นมา เราต้องดูแลสุขภาพตัวเองตั้งแต่ร่างกายยังแข็งแรง เพราะเมื่อโรคร้ายมาเยือน มีเงินมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้อีก” เหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณดอท มุ่งมั่นที่จะก้าวเดินบนเส้นทางสายอินทรีย์

หลังจากใช้เวลา 2 ปี ในการเคลียร์ภาระตัวเอง และคิดคำนวณชั่งตวงวัด เมื่อค้นพบผลลัพธ์ของความสุข คุณดอทก็ยื่นใบลาออกเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา หันมาสร้างฐานชีวิตด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ แต่ทางโรงพยาบาลก็ยังให้ไปช่วยในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์

เมื่อมั่นใจว่าจะเดินไปด้วยกัน ทั้งสองก็เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ด้วยการเพาะต้นอ่อนเมล็ดทานตะวัน โต้วเหมี่ยว ผักบุ้ง กระเจี๊ยบ คุณรินบอกว่า แรกๆ ก็ไม่เข้าใจระบบเกษตรอินทรีย์ แต่พอทำไปนานๆ ได้เจอเพื่อน เจอกลุ่มเครือข่ายพี่น้องสองตำบล+…จนได้เข้าร่วมโครงการสามพรานโมเดล ทำให้ได้พบกับสังคมเกษตรอินทรีย์ ได้องค์ความรู้ใหม่ๆ จากโครงการสามพรานโมเดล ทำให้เข้าใจธรรมชาติ และมีความสุขกับการทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น

“ชีวิตเกษตรอินทรีย์วันแรกๆ ก็ไม่ง่ายนัก เราไม่เคยหยุดนิ่ง ความรู้ไม่เยอะ แต่คุณรินไอเดียสุดยอด ทำงานแบบมีการวางแผน รู้เลยตื่นเช้ามาต้องทำอะไร ที่นี่เป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ถึงรายได้ต่อเดือนจะไม่เยอะอย่างที่เคยได้รับ แต่ความสุขที่ได้จากการทำเกษตรอินทรีย์มันไม่น้อยเลย” คุณดอท สะท้อนความรู้สึก

ด้าน คุณอรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการสามพราน ริเวอร์ไซด์ และเลขาธิการมูลนิธิสังคมสุขใจ ในฐานะผู้ริเริ่มและผลักดันให้เกิดโครงการสามพรานโมเดล กล่าวว่า สมาชิกแต่ละคนที่ก้าวมาทำเกษตรอินทรีย์ล้วนต่างมีแรงบันดาลใจ แต่ส่วนใหญ่ที่เจอคือ ปัญหาด้านสุขภาพ ทั้งของตนเองและคนรอบข้าง ซึ่งเป็นที่น่าดีใจที่เกษตรกรแต่ละคนที่ผมได้เจอ สามารถค้นพบวิถีทางใหม่ๆ ในการปลูกและดูแล ผลผลิต รวมถึงสามารถขยายต่อยอด จะว่าไปแล้ว การทำเกษตรอินทรีย์กับวิถีชีวิตคือเรื่องเดียวกัน เมื่อได้ปลูกเป็น ก็มีอิสระ เพราะมีแหล่งอาหารปลอดภัยเป็นของตนเอง เมื่อทำตลาดเป็น ก็สามารถขยายฐาน ขยายแปลงปลูกสู่การมีรายได้ที่ดีขึ้น ซึ่งทำให้หลายคนไม่เพียงเปลี่ยนชีวิต มีสุขภาพที่ดีขึ้น แต่ยังมีสังคม และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอีกด้วย

ปัจจุบัน พื้นที่ 3 ไร่ ถูกจัดสรรเป็นสัดเป็นส่วน ปลูกผักผลไม้ที่อยากปลูกกว่า 20 ชนิด เอาผลไม้ลงก่อน ตั้งให้เป็นแนว ใส่ผักระหว่างแนวต้นไม้ ถัดไปปลูกกล้วย ในดงกล้วยก็ทำเล้าไก่ เลี้ยงไก่อารมณ์ดี (เลี้ยงแบบธรรมชาติ) กว่า 300 ตัว ไว้เก็บไข่ขาย ติดกับสวนกล้วย ขุดบ่อเลี้ยงปลา ทำนา เลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์ ส่วนพื้นที่คันนาก็ปลูกบวบไปด้วย พื้นที่ภายในอาคารติดกับตัวบ้านใช้เพาะต้นอ่อน นอกจากนี้ มีการเลี้ยงไส้เดือน ทำน้ำหมักชีวภาพ หมักมูลวัว มูลสุกร ทำสูตรอาหารไก่ เอาไว้ใช้เองอีกด้วย

“ช่วงนี้เป็นช่วงที่เราลงทุน รายได้ต่อเดือนเฉลี่ยประมาณ 20,000 บาท ส่งขายให้กับโรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ โดยเฉพาะต้นอ่อนที่ตอนนี้ถือเป็นรายได้หลัก แต่เราตั้งเป้าไว้ว่า ปีหน้าจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละแสน และอนาคตคิดว่า จะพัฒนาสวนแห่งนี้ให้เป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์มีชีวิต ให้เป็นที่พักผ่อนของคนสูงอายุ และสำหรับคนรักษ์สุขภาพที่โหยหาธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ที่สำคัญเราเองก็จะเกษียณตัวเองอย่างมีความสุข” คุณริน คุยถึงเป้าหมายในอนาคตให้ฟัง

ถึงแม้จะลงมือได้เพียงไม่นาน ยังก้าวไปไม่ถึงฝัน แต่สิ่งที่ทั้งคู่เก็บเกี่ยวระหว่างทางเดิน มันมากกว่าเงินทอง แต่คือกำไรชีวิตที่มากับความสุข ได้มิตรภาพที่งดงาม ความสมดุลของระบบนิเวศกลับคืนมา ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่แท้จริง

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมแชร์ประสบการณ์ แบ่งปันความรู้ เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์อย่างมีความสุข พร้อมเรียนวิธีการเพาะต้นอ่อนให้เติบโต แข็งแรง ด้วยเทคนิคง่ายๆ 4 ขั้นตอน ภายใน 20 นาที กับ คุณดอท และคุณริน ขอเชิญได้ใน “งานมหกรรมวันสังคมสุขใจ” ครั้งที่ 2 จัดโดย มูลนิธิสังคมสุขใจ ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ระหว่าง วันที่ 18-20 ธันวาคม 2558 ที่สวนสามพราน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม รายละเอียดติดต่อศูนย์พัฒนาเกษตรอินทรีย์สุขใจ คุณชฤทธิพร เม้งเกร็ด โทร. (081) 854-0880 คุณเบญจรัตน์ สินสงวน โทร. (084) 670-0930 หรือที่ http://www.sampranmodel.com หรือ Facebook/Sampranmodel