โคราชของเรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

โคราชของเรา

แล้งปีนี้ ถือว่าหนักหนาสาหัสเอาการ ถือเป็นบทเรียนที่จะต้องจำ

แต่ถ้าหากมองอีกด้าน ก็จะบอกว่าเป็นเรื่องดี

ยามแล้งแห้งขอดอย่างนี้ ก็เพื่อจะให้ผู้คนช่วยกันขุดลอก คู คลอง หนอง บึง ที่ตื้นเขิน ไว้รองรับน้ำที่จะตามมาในปีต่อไป

อย่างไรเสีย ก็อย่ามัวแต่โอ้เอ้วิหารราย เพราะมันจะไม่ทันการ

อย่าลืมว่า ระบบข้าราชการเมืองไทยในสายตาชาวบ้านทั่วไปนั้น ยังมองด้านลบอยู่

ถ้าหากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ยังมัวรีรอขออนุมัติ เรื่องบางเรื่องมันรอไม่ได้ ต้องลงมือทำก่อน

สำหรับผู้บังคับบัญชา ก็จะต้องรีบจัดการ ตัดสินใจอะไรก่อน อะไรหลัง เป็นแบบอย่างให้ผู้ปฏิบัติงานมีกำลังใจ

การเอาผลงานของผู้ใต้บังคับบัญชามาเป็นของตัวเอง เป็นสิ่งที่ไม่งามทั้งทางโลกและทางธรรม

นอกจากจะเป็นที่ครหาแล้ว ยังจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานนั้นเสียกำลังใจอีกต่างหาก

การเป็นผู้นำที่ดีและผู้ตามที่ดี ต้องเกื้อกูลและจริงใจต่อกัน

ปัจจุบัน สังคมไฮเทค เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็ก

ครอบครัวจึงล่มสลาย เพราะไม่รู้จักหน้าที่

ปักษ์นี้จึงขอเชิญชวนให้หาความรู้จากหนังสือ เรื่อง “โคราชของเรา”

ความรู้เรื่องนี้ เป็นหนึ่งในโครงการ “แบ่งปันความรู้ เชิดชูศาสนา พัฒนาแหล่งน้ำลำคลอง” ของเครือมติชน

โดยมีครูใหญ่ ขรรค์ชัย บุนปาน เป็นบรรณาธิการอำนวยการ และ สุจิตต์ วงษ์เทศ เป็นบรรณาธิการ

เป็นความรู้ที่อ่านเข้าใจง่าย มีทั้งแผนที่ แผนผัง รูปประกอบให้ศึกษาประวัติศาสตร์นครราชสีมา ที่ยืนยันว่าไม่ได้อพยพมาจากเทือกเขาอัลไต

กว่าจะมาเป็นโคราชทุกวันนี้ มีเรื่องราวให้เรียนรู้มากมาย ขอเพียงเปิดใจอ่าน

บรรพชนคนโคราชเป็นใคร? มาจากไหน? หนังสือเล่มนี้จะไขให้หายข้องใจ

และถ้าจะให้เพลิดเพลินเจริญใจควบคู่ไปกับการอ่าน ขอให้หาตำโคราชมากินแนมไปด้วย รับรองยิ่งมีความสุข

โคราชของเรา จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน จำหน่าย ในราคา 250 บาท

ถือเป็นข่าวดีสำหรับชาวบ้านทั่วไป ที่มีกฎหมายบังคับใช้เกี่ยวกับการให้บริการของข้าราชการต่อประชาชน

ต่อไปนี้ หากให้บริการล่าช้า หรือว่าเตะถ่วง ชาวบ้านมีสิทธิฟ้องร้องได้ทันที

ดังนั้น ข้าราชการจะต้องปรับลดขั้นตอนที่ยืดยาดออกไป

อะไรที่อนุมัติ บริการได้เร็ว ก็ให้รีบทำ

อย่าได้เป็นแบบเช้าชาม เย็นชาม มีสิทธิ์ติดคุกเอาง่ายง่าย

งานนี้ต้องขอบคุณ รัฐบาลประยุทธ์

เรื่อง – ลูกไม้ไม่ไกลต้น

คอลัมน์ – กวีชาวบ้าน

โดย – อนุวัฒน์ แก้วลอย

เส้นทางที่พ่อก้าวยาวนานนัก

เพราะพ่อรักหนักแน่นเป็นแก่นสาร

อุทิศพลีทั้งชีวิตจิตวิญญาณ

ในหน้าที่ราชการงานของครู

ความเป็นครูอยู่ที่ไหนได้ทั้งสิ้น

แค่พอมีพอกินดิ้นรนสู้

ภาคภูมิใจในตัวพ่อขอเชิดชู

ถึงไม่รู้ว่าปูทางให้อย่างไร

เหนื่อยแค่ไหนไม่เคยเอ่ยปากบ่น

อดและทนจนถึงขั้นเลิกหวั่นไหว

การแก่งแย่งแข่งดีมีถมไป

แม้แต่ในสังคมครูลูกรู้ดี

เส้นทางที่พ่อก้าวยาวนานนั้น

กับตัวลูกกลับผูกพันมั่นวิถี

ได้เฝ้าหวังสังเกตการณ์มานานปี

ทางสายนี้ที่จะข้ามเดินตามรอย

จะเติบกล้าทำหน้าที่นี้อย่างพ่อ

อุดมการณ์สานต่อไม่ท้อถอย

ความไม่รู้อยู่บ้านนาหรือป่าดอย

ศิษย์ตัวน้อยอาจคอยครูอยู่สักวัน

เส้นทางที่ลูกก้าวในคราวนี้

ก็เพราะมีแบบอย่างพ่อสร้างฝัน

เพิ่งรู้ตัวชั่วชีวิตนิจนิรันดร์

ลูกไม้นั้นมันไม่ไกลต้นเลย

งานบวช ตอนจบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.Skytemple.org

งานบวช ตอนจบ

คณะสงฆ์ประชุมพร้อมกัน 9 รูป อาตมาทำหน้าที่เป็นพระอุปัชฌาย์ ทำหน้าที่เป็นประธานให้การบรรพชาอุปสมบทเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามพระธรรมวินัย

เริ่มต้นด้วยเจ้านาค หรือเรียกตามภาษาแห่งพระวินัยว่า อุปสัมปทาเปกข์ ซึ่งแปลว่า ผู้มุ่งการอุปสมบท กล่าวคำขอขมา และขอบรรพชาตามลำดับ

เมื่อกล่าวคำขอขมา กล่าวขอบรรพชาและประเคนผ้าไตรแก่พระอุปัชฌาย์แล้ว จึงนั่งพับเพียบด้วยความสงบเพื่อฟังโอวาทของพระอุปัชฌาย์

พระอุปัชฌาย์ สอนนาคเรื่องโอกาสดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ รอดชีวิตมาได้จนอายุครบบรรพชาอุปสมบท ได้เกิดทันเวลาที่ยังมีโอกาสพบพระพุทธศาสนา และได้ฟังธรรม ที่พระสาวกนำมาแสดงสืบทอดกันมา เมื่อได้ฟังธรรมแล้วรู้เรื่อง เข้าใจ ศรัทธาเลื่อมใส น้อมใจเข้ามาเพื่อบรรพชาอุปสมบทประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา

เมื่อเข้ามาสู่พระพุทธศาสนาแล้ว จะต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจถึงสิ่งสูงสุดในพระพุทธศาสนาที่พุทธศาสนิกชนเคารพนับถือ ได้แก่ พระรัตนตรัย คือ 1. พระพุทธเจ้า ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างสูงสุดจนตรัสรู้จนเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยพระองค์เอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้ตาม 2. พระธรรม คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบจนทำให้พ้นทุกข์แล้วนำมาสอนผู้อื่นให้รู้ตาม 3. พระสงฆ์ คือหมู่ชนที่ฟังคำสอนของพระองค์แล้วนำมาประพฤติปฏิบัติแล้วได้ผลเป็นความสงบร่มเย็น แล้วบวชตามพระพุทธเจ้าเพื่อช่วยกันเผยแผ่คำสอนของพระพุทธเจ้าให้แผ่ออกไปอย่างกว้างไกลเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขของมหาชนเป็นอันมาก

เมื่อได้ทราบถึงความหมายและพระคุณของพระรัตนตรัยอย่างนี้แล้ว พึงตั้งใจปฏิบัติสมาธิภาวนาด้วยตจปัญจกกัมมัฏฐาน คือกัมมัฏฐานอันมีหนังเป็นที่ห้า ซึ่งต้องบริกรรมจนขึ้นใจว่า เกสา ผม โลมา ขน นะขา เล็บ ทันตา ฟัน ตะโจ หนัง

การบริกรรมไปตามลำดับเรียกว่า อนุโลม การบริกรรมทวนลำดับ ว่า ตะโจ หนัง ทันตา ฟัน นะขา เล็บ โลมา ขน เกสา ผม เรียกว่า ปฏิโลม เพื่อให้จิตสงบอยู่กับคำบริกรรมนั้น และพิจารณาต่อไปว่า ผม ขน เล็บ ฟัน และหนังนี้ เป็นของปฏิกูล โดย สี สัณฐาน ที่อยู่ การหมักหมมถมทับล้วนทำให้ปฏิกูล เมื่อพิจารณาว่าเป็นของปฏิกูล ก็จะกลายเป็นของน่าเกลียด ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความน่ายินดี น่ากำหนัดขัดเคือง ก็จะช่วยบรรเทา กิเลสและความกำหนัดขัดเคืองได้ ใจก็จะสงบร่มเย็นสงบอยู่ผาสุกในชีวิตพรหมจรรย์

เมื่อทราบถึงวิธีการบวชที่สงบไม่ถูกกิเลสรบกวนแล้ว ก็ควรทราบถึงอานิสงส์ของการบวชที่พึงได้รับโดยสรุป จะมีดังนี้

1. ได้รับประโยชน์แก่ตนเองที่จะได้มาฝึกฝนตนเองตามหลักของพระพุทธศาสนาอันจะเป็นประโยชน์ทั้งกาย วาจา จิต และความเห็นอันถูกต้องดีงามตามลำดับ ได้เว้นจากความชั่วได้แน่นอน เช่น เว้นจากการดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการละเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านการทำงาน

2. พ่อแม่ได้รับผลบุญมากมายจากการบวชของลูกตามที่พุทธศาสนิกชนไทยเชื่อสืบต่อๆ กันมาว่า พ่อแม่จะได้เกาะชายผ้าเหลืองของลูกขึ้นสวรรค์ คือพ่อแม่มีความสุขปลาบปลื้ม เพราะลูกได้บวชทำความดีนั่นเอง

3. สัตว์ทั้งหลายได้รับประโยชน์ เพราะเมื่อบวชแล้วจะไม่ฆ่าและเบียดเบียนสัตว์ สัตว์ทั้งหลายจะอยู่รอดปลอดภัยตราบใดที่เขายังบวชอยู่

4. พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จะได้รับอานิสงส์จากการบวช เมื่อได้เห็นพระภิกษุสงฆ์ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ พุทธศาสนิกชนจะมีความปลาบปลื้มอิ่มใจได้มีโอกาสทำบุญตักบาตร ได้ฟังเทศน์ฟังธรรมตามที่ผู้บวชได้ศึกษามานั้น

5. ได้สืบทอดอายุพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนตามวันเวลาที่ได้บรรพชาอุปสมบทนั้น จะกี่วัน กี่เดือน กี่ปี ล้วนสืบไปได้ตามแรงศรัทธาที่จะอุทิศนั้น

สุดท้ายนี้ ขอให้เธอตั้งใจศึกษาปฏิบัติธรรมให้เกิดความงอกงามไพบูลย์ในพระพุทธศาสนายิ่งๆ ขึ้นไปเทอญ

เมื่อสอนนาคและให้กัมมัฏฐานเสร็จ จึงได้มอบผ้าไตรออกไปห่มให้เป็นปริมณฑลเรียบร้อยถูกต้องตามพระวินัย โดยมีพระสงฆ์ช่วยกันเป็นพี่เลี้ยงห่มผ้าให้ด้วยความกรุณายิ่ง

เมื่อห่มผ้าไตรแล้ว จึงกลับเข้ามากล่าวคำขอขมาและกล่าวคำขอศีลและไตรสรณคมน์

พระบุญพิทักษ์ สุนทโร พระกรรมวาจา ทำหน้าที่ให้ศีลโดยกล่าวนำอย่างถูกวรรคตอน เนื่องจากเจ้านาคฝึกตนเองอย่างมาก ฝึกการอ่านการท่องจำจนขึ้นใจ จึงกล่าวสมาทานศีลตามได้อย่างคล่องแคล่วไม่ติดขัด

เมื่อกล่าวสมาทานศีลเสร็จ ได้กล่าววันทาอีกครั้งหนึ่งแล้วกราบพระศีลาจารย์ผู้ให้ศีล 3 ครั้ง เป็นอันว่า การบรรพชาเป็นสามเณรจบลงด้วยดี ตามหลักการบรรพชาในพระพุทธศาสนา การบรรพชาหรือการบวชเป็นสามเณรจะจบลงเมื่อสามเณรกล่าวถึงไตรสรณาคมน์ว่า ตติยัมปิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ แล้วสมาทานศีลสิบ เพื่อเป็นข้อปฏิบัติของสามเณรต่อไป

เพื่อให้การอุปสมบทกรรมเป็นไปอย่างสะดวก จึงได้จัดการอุปสมบทกรรมข้างบนอุโบสถศาลา เริ่มด้วยการขอนิสัยและกล่าวคำเป็นภาระดูแลซึ่งกันและกัน พระอุปัชฌาย์ให้นิสัยคือการมาอยู่ปฏิบัติธรรมด้วยกัน ยอมรับว่า สัทธิวิหาริกกับพระอุปัชฌาย์จะต้องดูแลซึ่งกันและกันอย่างสนิทสนมดังบิดากับบุตรฉะนั้น

จากนั้นจึงเริ่มอุปสมบทกรรมตามลำดับด้วยการบอกบาตรจีวรแล้วเริ่มสังฆกรรมการอุปสมบทตามกระบวนการจบลงด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา

พระบุญพิทักษ์ สุนฺทโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ ดร. พระมหานรินทร์ นรินฺโท เป็นพระอนุสาวนาจารย์

เมื่ออุปสมบทเสร็จแล้ว พระอุปัชฌาย์ก็บอกอนุศาสน์ โดยเริ่มสอนเป็นภาษาไทยแล้วบอกอนุศาสน์เป็นภาษาบาลีตามลำดับ

ครั้นบอกอนุศาสน์จบแล้ว อุปสมบทกรรมเป็นเสร็จสิ้นเรียบร้อยด้วยดี เวลา 14.16 น. เป็นอันว่าประเทศสหรัฐอเมริกามีพระภิกษุสงฆ์ฝ่ายเถรวาทแบบไทยเพิ่มขึ้นอีก 1 รูป ชื่อว่า พระกิตติศักดิ์ ฉายา กตสาโร ขอพระกิตติศักดิ์ กตสาโร จงเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระพุทธศาสนาเป็นนิตย์เทอญ

กระทรวงเกษตรฯ จัดใหญ่ “คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ” เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

กระทรวงเกษตรฯ จัดใหญ่ “คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ” เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ

เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ทรงพระเมตตาต่อพสกนิกร โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลและยากลำบากต่อการรับบริการจากทางราชการ คณะกรรมการโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มีมติให้จัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ เพื่อเทิดพระเกียรติระดับประเทศขึ้น ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม-31 สิงหาคม 2558 โดยกำหนดให้จังหวัดลำพูน นครศรีธรรมราช นครพนม และประจวบคีรีขันธ์ เป็นจังหวัดตัวแทนของภูมิภาคต่างๆ และให้เปิดงานเทิดพระเกียรติระดับประเทศพร้อมกัน ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา โดยให้จังหวัดลำพูนเป็นจุดเปิดงานโครงการ พร้อมทั้งจัดให้มีการลงนามถวายพระพร การฝึกอาชีพ นิทรรศการส่งเสริมการเกษตร การประกวดผลผลิตทางการเกษตร การจำหน่ายสินค้าคุณภาพจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มเกษตรกร และการให้บริการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีเกษตรกรมาร่วมงานและเข้ารับบริการความรู้ทางการเกษตร ในจังหวัดตัวแทนของทั้ง 4 ภูมิภาคดังกล่าว ไม่น้อยกว่า 6,000 คน

คุณอำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ เป็นโครงการสำคัญตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการให้บริการแก่เกษตรกร โดยการถ่ายทอดความรู้และแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรในพื้นที่ในคราวเดียวกัน เกษตรกรจะได้รับทั้งความรู้ด้านวิชาการ และบริการแก้ไขปัญหาแบบครบวงจรในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านดิน น้ำ พืช ปศุสัตว์ ประมง สหกรณ์ บัญชี กฎหมาย และอื่นๆ โดยจะนำบุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือ และองค์ความรู้ด้านเกษตรมาให้บริการแก่เกษตรกรถึงในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังได้บูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ มาให้บริการแก่ผู้เข้าร่วมชมงานอีกด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ ซึ่งเป็นโครงการที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม รับไว้เป็นโครงการในพระราชานุเคราะห์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการแก้ไขปัญหาและให้ความรู้ด้านการเกษตรได้อย่างรวดเร็ว ครบถ้วนทุกด้าน ในคราวเดียวกันตามความต้องการของเกษตรกร ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานวิชาการ หน่วยงานส่งเสริม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนา ฟื้นฟูเกษตรกรให้สามารถทำการผลิตทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยเปิดให้บริการมาตั้งแต่ ปี 2545 จนถึงปัจจุบันมีเกษตรกรมาเข้ารับบริการแล้วจำนวนทั้งสิ้น 2,919,978 ราย และเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจก็จะมีการสรุปประเด็นปัญหาของเกษตรกรเป็นรายบุคคล และภาพรวมของพื้นที่ เพื่อจะได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนพัฒนา พร้อมทั้งให้ติดตามผลการให้บริการอย่างใกล้ชิด และออกให้บริการเกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

คุณอำนวย กล่าวถึงกิจกรรมการให้บริการคลินิกเกษตร ในปี 2558 ด้วยว่า จะเน้นแก้ปัญหาในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้เกษตรกรในหลายพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับทำการเกษตร ทำนา จึงกำหนดให้ทุกหน่วยงานเน้นการให้บริการคลินิกเกษตรเกี่ยวกับการใช้น้ำอย่างมีคุณค่า และให้เหมาะสมกับพืชชนิดนั้นๆ เช่น แนะนำให้เกษตรกรมีการวางแผนการผลิต การปลูกพืชใช้น้ำน้อย เพื่อให้เกิดรายได้และปรับปรุงบำรุงดิน ผ่าน 11 คลินิกหลัก อาทิ คลินิกพืช คลินิกข้าว โดยให้คำแนะนำเกษตรกรในเรื่องการลดต้นทุนการผลิตข้าว คลินิกดิน บริการให้คำปรึกษาตรวจวิเคราะห์ดิน โดยมีเครื่องมือทดสอบธาตุอาหารพืชประจุบวก-ลบ เครื่องมือวัดความเป็นกรด-ด่าง (pH meter) การทำปุ๋ยหมัก คลินิกปศุสัตว์ ได้จัดกิจกรรมบริการผ่าตัดทำหมันสุนัข-แมว การประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์หันมาให้การปรับปรุงพันธุ์สัตว์ด้วยวิธีผสมเทียม การให้บริการให้คำปรึกษาด้านการเลี้ยงและดูแลสัตว์เลี้ยง และแจกจ่ายเวชภัณฑ์สัตว์ คลินิกประมง บริการให้คำปรึกษา ตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำในการเพาะเลี้ยง และคลินิกอื่นๆ

คลินิกจักรกลและวิศวกรรม แจกเอกสารแผ่นพับการทำความสะอาดเครื่องยนต์เล็ก ให้คำแนะนำปรึกษาด้านเครื่องจักรกล การให้น้ำกับพืช รวมถึงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ

นอกจากนี้ ยังมีการออกร้านแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้าน รวม 4 จังหวัด จังหวัดละ 20 ร้านค้า มีสินค้าทางด้านการเกษตร อุปโภค บริโภค จำหน่ายแก่เกษตรกรและผู้เข้าร่วมงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน รวมถึงจัดการประกวดผลผลิตทางการเกษตร

สำหรับผลดำเนินงานโครงการคลินิกเคลื่อนที่ฯ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ ตั้งแต่ ปี 2546-กรกฎาคม 2558 มีเกษตรกรมารับบริการแล้วทั้งสิ้น 2,919,978 ราย โดยในปี 2558 มีเกษตรกรมาลงทะเบียน 82,283 ราย รวมทุกคลินิกมีเกษตรกรเข้ารับบริการ 54,172 ราย โดยแก้ปัญหาเสร็จสิ้น 51,374 ราย ต้องติดตามต่อเนื่อง 2,798 ราย โดยให้บริการทางคลินิกพืช ข้าว ดิน ปศุสัตว์ ประมง ชลประทาน บัญชี สหกรณ์ กฎหมาย ยางพารา และคลินิกตรวจสารพิษในร่างกาย ที่ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และคลินิกอื่นๆ (คลินิกจักรกลและวิศวกรรม)

นอกจากนี้ จากการติดตามประเมินผลโครงการ พบว่า เกษตรกรร้อยละ 98.30 ต้องการให้จัดคลินิกในพื้นที่อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพราะเกษตรกรสามารถนำความรู้และปัจจัยการผลิตที่ได้รับแจกในงานไปใช้ประโยชน์ สามารถลดปัญหาด้านการเกษตรลงได้ เช่น คลินิกดิน คลินิกพืช ปศุสัตว์ ยางพารา จักรกลการเกษตร เป็นต้น ขณะเดียวกัน ยังสามารถนำความรู้ที่ได้รับมาถ่ายทอดให้เกษตรกรรายอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน

โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ จึงถือเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลและยากลำบากต่อการรับบริการจากทางราชการอย่างแท้จริง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้แก่เกษตรกรไทยทุกหมู่เหล่า ในการนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาอาชีพให้เกิดความเจริญก้าวหน้าและยั่งยืนต่อไป