ฝันดีมีคลาส ดรีม ภูเก็ต โฮเต็ล แอนด์ สปา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/411908

ฝันดีมีคลาส ดรีม ภูเก็ต โฮเต็ล แอนด์ สปา

โดย…วนิชชา ตาลสถิตย์

โรงแรมริมชายหาดบางเทา หรูหราระดับห้าดาวที่ ดรีม ภูเก็ต โฮเต็ล แอนด์ สปา (Dream Phuket Hotel and Spa) โรงแรมน้องใหม่ที่เปิดตัวได้ไม่นาน มาพร้อมคอนเซ็ปต์รักษ์โลกและดีไซน์สุดชิก

ดรีม ภูเก็ต โฮเต็ล แอนด์ สปา มีห้องพัก 174 ห้อง เริ่มต้นที่ห้องดีลักซ์ มีให้เลือกทั้งบนตึกและริมสระน้ำด้วยห้องขนาด 35 ตร.ม. ยกระดับขึ้นอีกขั้นกับห้องสวีท มีทั้งห้องพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว ห้องริมสระว่ายน้ำใหญ่พร้อมศาลาอาบน้ำส่วนตัว และห้องบนดาดฟ้าที่ให้ความเป็นส่วนตัวเต็มที่ และประเภทสุดท้ายที่หรูหราสุดคือ เอ็กเซ็กคลูทีฟ พูล วิลล่า ประหนึ่งบ้านพักตากอากาศ มีสระว่ายน้ำ และพื้นที่เอกเขนกให้คุณใช้เวลาทั้งวันกับคนรู้ใจโดยที่ไม่ต้องออกนอกห้อง

 

นอกจากนี้ ตัวอาคารถูกออกแบบโดยคำนึงถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งเรื่องระบบถ่ายเทอากาศภายในตัวอาคาร ระบบกักเก็บและระบบกรองน้ำฝนให้เป็นน้ำสะอาดบนดาดฟ้า แปลงปลูกหญ้าบนหลังคาเพื่อลดความร้อน รวมถึงการทำระเบียงและกำแพงแบบกรีนวอลล์หรือกำแพงใบไม้สีเขียวเพื่อลดความร้อนในตัวอาคาร และสร้างร่มเงาธรรมชาติแก่ผู้ใช้บริการ โดยโรงแรมได้รับรางวัลด้านดีไซน์ดีเด่นและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (New Hotel Construction and Design Thailand) จากเดอะ เพรสทิจ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮเต็ล อะวอร์ด เอเชีย แปซิฟิก

สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในโรงแรมประกอบด้วย ร้านอาหารทริโลจี เสิร์ฟอาหารจากเชฟระดับมิชลินสตาร์ พูลบาร์ บาร์ริมสระว่ายน้ำที่แขกสามารถว่ายน้ำไปสั่งเครื่องดื่มได้ทันที อินดัลจ์ เลานจ์หรูหราที่โอ่อ่าไปด้วยเครื่องหนังสุดคลาสสิกและเฟอร์นิเจอร์เก่าแก่สไตล์อังกฤษ แซงชัวรี่ สปาระดับไฮเอนด์ที่เน้นทฤษฎีธาตุทั้ง 5 บาร์บนดาดฟ้าที่สามารถชมวิวพระอาทิตย์ตกได้สวยที่สุด และดรีมบีช บีชคลับที่สร้างสีสันและชีวิตชีวาให้หาดลายัน ห่างจากตัวรีสอร์ทไป 5 นาที

 

โรงแรมจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือน ก.พ. (หลังจากให้บริการไปแล้วเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา) ภายใต้ความร่วมมือของคาสเซิลวู๊ดกรุ๊ป บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จากสิงคโปร์ และบริษัท เดบิวท์ โฮเต็ล กรุ๊ป บริษัทรับบริหารจัดการโรงแรมจากสหรัฐอเมริกา ที่ครั้งนี้ได้พัฒนาแบรนด์ไลฟ์สไตล์อย่าง ดรีม โฮเต็ล ให้เป็นโรงแรมระดับไฮเอนด์ครั้งแรก โดยในประเทศไทยมี ดรีม โฮเต็ล 2 แห่ง ที่กรุงเทพฯ และภูเก็ต และในอนาคตมีเป้าหมายที่จะเปิดโรงแรมอีก 20 แห่ง ภายใน 10 ปีข้างหน้า

Price : ห้องดีลักซ์ราคาเริ่มต้นที่ 7,600 บ. ห้องสวีท 10,500 บ. และวิลลา 28,500 บ.

Place : ริมชายหาดบางเทา ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต โทร. 076-609-888 เว็บไซต์ www.dreamhotels.com/phuket

Promotion : ซื้อเครื่องดื่มราคาพิเศษกับโปรฯ ซันเซ็ท แฮปปี้ อาว บนบาร์บนดาดฟ้า ทุกวัน เวลา 17.00 – 19.00 น.

 

 

ข้าว พิธีกรรม ยุคอุตสาหกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 10:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/411907

ข้าว พิธีกรรม ยุคอุตสาหกรรม

โดย…จำลอง บุญสอง

แม้นในโลกจะมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ปฏิวัติทางการเมืองไปอย่างไรก็ตาม “ข้าว” ก็ยังเป็นสิ่งเดียวในโลกที่เป็นสิ่งจำเป็นของทุกยุค

ในยุคระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง มนุษย์จมอยู่กับความหวาดกลัวธรรมชาติ พวกเขาต้องอยู่อย่าง “จำนน” และ “อ้อนวอน” ในสิ่งที่พวกเขาคิดว่าอยู่เหนือธรรมชาติ จนนำมาซึ่งประเพณีแห่งการอ้อนวอนร้องขอมากมาย รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวกับ “ข้าว” นับตั้งแต่ก่อนปลูก ไปเก็บเกี่ยวและหลังเก็บเกี่ยวไปแล้ว แต่เมื่อวิทยาการทางวิทยาศาสตร์เฟื่องฟู โลกก็ก้าวเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม ระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงถูกเปลี่ยนเป็นทุนนิยม ความเชื่อดั้งเดิมถูกทำลายลงด้วยความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์ แต่ก็ไม่ได้ทำลายลงอย่างสิ้นเชิง เพราะคนที่มีความคิดแบบจิตนิยมยังมีซ่อนลึกอยู่ในจิตใจมนุษย์ เมื่อประสบความทุกข์ที่หาทางออกแบบวิทยาศาสตร์ไม่ได้

ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้นที่ความเชื่อแบบในยุคพึ่งฟ้าพึ่งฝนยังคงดำรงอยู่ ส่วนต่างๆ ของโลก โดยเฉพาะในโลกที่ความเจริญทางวิทยาศาสตร์ยังไม่ถูกสถาปนาขึ้นในใจคน และประเทศที่การพัฒนาทางการเมืองยังอยู่ในขั้นด้อยและกำลังพัฒนาก็ยังมีความเชื่อเช่นนี้

 

ประเพณีที่เกี่ยวกับข้าวในบ้านเรากระจุกอยู่แถบอีสาน อาจเป็นเพราะอีสานเป็นอู่ข้าว ทว่าไม่ใช่อู่น้ำ ชาวบ้านจึงต้องพึ่งพาเทวดามอบน้ำฟ้าเลี้ยงข้าวยามแล้ง เริ่มตั้งแต่ประเพณีขอฝนจากพญาแถนด้วยการจุดบั้งไฟ ประเพณีบุญบั้งไฟ มีขึ้นช่วงเดือน พ.ค. ก่อนฟ้าจะเข้าเมฆฝนอย่างเป็นทางการ และก่อนชาวบ้านจะดำกล้าลงดินชาวยโสธรจะจัดงานบุญบั้งไฟ ส่งสัญญาณให้พญาแถนบันดาลฝน เช่นเดียวกับที่ จ.ร้อยเอ็ด มี ประเพณีบั้งไฟตะไลล้าน ตามความเชื่อเดียวกัน แต่วิธีทำวัสดุขอฝนต่างกัน ที่ร้อยเอ็ดจะใช้การสานไม้ไผ่เป็นวงกลม เวลาจุดจะหมุนติ้วสู่ท้องฟ้า

พญาแถนยังเป็นที่มาของเรื่องเล่า พญาคันคาก หรือพญาคางคก ที่เชื่อว่าพญาคางคกรบชนะพญาแถน จึงออกคำสั่งว่าถ้ามนุษย์จุดบั้งไฟขึ้นสู่ท้องฟ้าเมื่อใด พญาแถนต้องสั่งให้ฝนตกลงมาเมื่อนั้น ทำให้ชาวยโสธรสร้าง พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก ริมแม่น้ำทวน บอกเล่าความเชื่อเรื่องบุญบั้งไฟและนิทรรศการเกี่ยวกับคางคก

นอกจากนี้ ประเพณีผีตาโขน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่แยกย่อยออกมาจากงานบุญบั้งไฟ จัดขึ้นในเดือน มิ.ย. ที่วัดโพนชัย อ.ด่านซ้าย จ.เลย เป็นงานบุญเพื่อน้อมรำลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และยังเชื่อกันว่าเป็นกิจกรรมขอฝนลักษณะเดียวกับที่วัดโพธิ์ศรี บ้านนาซ่าว อ.เชียงคาน จ.เลย มีงาน ประเพณีผีขนน้ำ ชาวบ้านจะแต่งชุดผีขนเพื่อขอฟ้าขอฝน และรำลึกถึงผีบรรพบุรุษ รวมถึงผีวัวควายที่ช่วยทำนา

ใส่บาตรหน้าปราสาทรวงข้าว

 

จากนั้นในเดือน ส.ค. ก็มีงานประเพณีเกี่ยวกับข้าวเช่นกัน แต่ไม่เกี่ยวกับการทำนาคือ บุญข้าวประดับดิน มีขึ้นตามวัดต่างๆ ในภาคอีสาน โดยชาวบ้านจะนำข้าวปลาอาหารคาวหวาน ผลไม้ หมากพลู มาห่อในใบตอง แล้วนำไปวางตามโคนต้นไม้ใหญ่หรือตามพื้นดินรอบๆ เจดีย์หรือโบสถ์ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับและให้ทานแก่วิญญาณยากไร้

หลังจากชาวอีสานระดมความเชื่อจัดงานบุญขอฝนกันพัลวัน ก็ถึงเวลาแยกย้ายไปทำนา รอกระทั่งวันข้าวออกรวงและเก็บเกี่ยว พวกเขาจะกลับมาร่วมงานบุญกันอีกครั้งในเดือน ม.ค. ชาวอำนาจเจริญมี ประเพณีบุญคูณลาน คำว่า ลาน หมายถึง สถานที่นวดข้าว คูณ หมายถึง การทำให้เพิ่มขึ้น ดังนั้นประเพณีนี้จึงมีความหมายถึงการนำข้าวที่นวดแล้วมากองขึ้นให้สูง ปกติชาวบ้านจะทำไม่พร้อมกันขึ้นอยู่กับการเก็บเกี่ยว หากมีการขนข้าวเข้ายุ้งเมื่อใดก็ถือเอาวันนั้นเป็นวันทำบุญคูณลาน ทำร่วมกันในครอบครัวและสมาชิกชุมชน มีการนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ และการประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ข้าวในลาน

ปราสาทรวงข้าวที่สวนลุมพินี

 

ชาวกาฬสินธุ์ก็มีเช่นกันชื่อว่า บุญบายศรีสู่ขวัญข้าวคูณลาน สิ่งสำคัญของประเพณีนี้คือ ปราสาทรวงข้าว ด้วยชาวบ้านจะนำรวงข้าวมามัดทำเป็นปราสาท แล้วนำข้าวเปลือกมาเทกองรวมกัน เมื่อเสร็จพิธีบุญบายศรีสู่ขวัญข้าวแล้วจะนำข้าวเหล่านั้นไปแจกคนยากจนในหมู่บ้าน จากนั้นงานบุญขอฝนก็จะเวียนกลับมาเป็นแบบนี้ปีแล้วปีเล่า ล้อไปกับชีวิตจริงของชาวนาแห่งดินแดนที่ราบสูง

ทั้งหลายทั้งปวงเป็นพิธีที่เกี่ยวข้องกับเทวดาฟ้าดินผสมผสานกับเปลือกของพุทธศาสนาจนกลายมาเป็นประเพณีแบบโบราณ แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคทุนนิยม เพื่อไม่ให้ประเพณีดังกล่าวสูญหายไป จึงมีการประยุกต์ประเพณีเก่าแก่ให้กลายเป็นงานที่สามารถขายการท่องเที่ยวเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ อย่างที่เพิ่งผ่านไปกับเทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2559 ที่สวนลุมพินี แต่ละภาคยกประเพณีท้องถิ่นมานำเสนอ ที่เป็นไฮไลต์ต้องยกให้ปราสาทรวงข้าวจากกาฬสินธุ์ ที่แม้จะย่อส่วนลงมาให้เป็นตัวอย่าง แต่ก็ทำให้คนเมืองใหญ่เห็นความเชื่อแบบดั้งเดิมของคนในเมืองพอเพียง อันเป็นการตอกย้ำว่า แม้นในโลกจะมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ปฏิวัติทางการเมืองไปอย่างไรก็ตาม “ข้าว” ก็ยังเป็นสิ่งเดียวในโลกที่เป็นสิ่งจำเป็นของทุกยุค

ขบวนแห่พญาคันคาก

 

ร่ายรำหน้าบั้งไฟก่อนทำการแห่ผีขนน้ำ จ.เลย

 

พญาคางคกกับพญานาคที่ลำเซบาย

 

การจุดบั้งไฟขอฝนที่ร้อยเอ็ด

 

พานบายศรีในงานบุญคูณลานสู่ขวัญข้าว

 

ยอดเจดีย์ปราสาทของจริงที่กาฬสินธุ์

 

ขนาดของปราสาทรวงข้าว

 

การดำนาในยุคเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการทำนาแบบขอแรงหรือเอาแรงกันทำนา

 

ร่วมทำบุญด้วยการเทข้าวในงานปราสาทรวงข้าวเพื่อนำไปแจกคนยากจน

 

ไหว้พระ เก้าวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2559 เวลา 18:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/411581

ไหว้พระ เก้าวัด

โดย…วิทยา เคหสุขเจริญ

ขึ้นปีใหม่มา เก็บตกใต้อาน… นิทานหลังเบาะ… ก็อยากจะเริ่มต้นปีด้วยกิจกรรมที่เป็นสิริมงคล นอกจากแก้ชงตามที่ถูกขู่ไว้แล้วก็นึกถึงการไหว้พระเก้าวัดให้มีความก้าวหน้าไปตลอดทั้งปี ที่จริงวัดในบ้านเรานั้นมีมากมาย การจะเลือกไปวัดใดก็แล้วแต่แนวคิดของแต่ละคน บ้างก็ใช้การเดินทางเป็นแกนหลัก อย่างล่องเรือไหว้พระเก้าวัดก็จะเป็นวัดที่อยู่ริมน้ำทั้งสิ้น ส่วนของเราเอาตามที่ ททท.ส่งเสริมไว้ เป็นไหว้พระเก้าวัดพระอารามหลวง ซึ่งจะมีวัดดังนี้

วัดสระเกศ วัดสุทัศน์ วัดพระแก้ว วัดบวรนิเวศ วัดชนะสงคราม วัดโพธิ์ วัดกัลยาณมิตร วัดอรุณฯ และวัดระฆัง

สำหรับคนที่ขับรถส่วนตัวเมื่อเห็นรายชื่อวัดทั้งหมดซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเกาะรัตนโกสินทร์และโดยรอบ แค่คิดถึงเรื่องการหาที่จอดรถก็แทบถอดใจโดยพลัน ครั้นจะใช้บริการแท็กซี่ ค่ารถก็คงจะหลายร้อยบาท แถมอาจจะถูกแท็กซี่ปฏิเสธมากกว่า 9 ครั้งในวันเดียว เดี๋ยวจะกลายเป็นลางไม่ดีไปเสียอีก อย่ากระนั้นเลย สองเท้าเราก็มี แต่แทนที่เราจะก้าวเดิน เราก็ขี่เจ้าสองล้อไปไหว้พระเก้าวัดกันแทน

 

เราได้ปรับเปลี่ยนรายชื่อวัดเล็กน้อย เนื่องจากวัดพระแก้วนั้นเป็นที่รู้กันว่าหลังเก้าโมงเช้าไปแล้วจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมหาศาลเกินกว่าที่เราจะเบียดเสียดเข้าไปได้ อีกทั้งชุดปั่นจักรยานก็อาจจะดูไม่เหมาะกับเขตพระราชฐาน เราจึงเพิ่มพระพุทธสิหิงค์ซึ่งอยู่ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเข้าไปแทน แล้ววัดพระแก้วเราก็ตั้งจิตอธิษฐานไหว้แต่เพียงภายนอก

เรานัดรวมพลที่ลานจอดรถวัดโสมนัสแต่เช้าตรู่ โดยเริ่มปั่นไปตามถนนราชดำเนินนอกไปยังวัดสระเกศเป็นวัดแรก จากนั้นก็เข้าราชดำเนินกลางผ่านโลหะปราสาทเพื่อไปวัดสุทัศน์เป็นวัดที่ 2 แต่มาถึงแถวย่านนี้ทั้งซอยโบสถ์พราหมณ์ ถนนมหรรณพ ถนนดินสอ เป็นที่ขึ้นชื่อในเรื่องอาหารอร่อย เรียกว่าเดินดุ่มๆ เข้าไปสิบร้าน มากกว่าเจ็ดร้านอร่อยแน่นอน เช้านี้เราจึงเลือกเย็นตาโฟหลังโบสถ์พราหมณ์เจ้าดังเป็นอาหารเช้า ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลยจริงๆ

 

หลังจากวัดสุทัศน์เราปั่นชมตึกเก่าแพร่งนรา ไปหลังกระทรวงกลาโหม ไหว้วัดพระแก้ว (จากด้านนอก) แล้วข้ามสนามหลวง ไปกราบพระพุทธสิหิงค์ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถือเป็นวัดที่ 3 จากนั้นปั่นเข้าไปทางเดินเลียบแม่น้ำจากใต้สะพานปิ่นเกล้าไปออกสวนสันติชัยปราการ นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของการเดินทางด้วยจักรยาน คือการผสมผสานระหว่างการเดินเท้ากับการสัญจรด้วยรถ ในจุดที่ต้องการทำความเร็วเราใช้ถนนในการเดินทาง แต่เวลาต้องการละเมียดละไม ตรอกเล็กซอยน้อยจะมีรายละเอียดรอเราไปเก็บอีกมาก และเมื่อต้องข้ามทางแยก โดยเฉพาะเมื่อต้องเลี้ยวขวา แทนที่จะวัดดวงเสี่ยงเปลี่ยนเลนชิดขวาไปรอเลี้ยว เราก็รอข้ามทางม้าลายเหมือนคนเดินถนน เท่านี้ก็สามารถทำให้การเดินทางโดยจักรยานมีความปลอดภัยสำหรับทุกคน

เราไล่เรียงไปจากวัดบวรนิเวศ ไปวัดชนะสงคราม แล้วออกถนนเจ้าฟ้าย้อนกลับมาวัดโพธิ์ พักดื่มน้ำจิบกาแฟชมวิววัดอรุณสักแป๊บ ก่อนออกปากคลองตลาด เข้าซอยตลาดยอดพิมานไปข้ามสะพานพุทธ ปั่นไปตามทางเดินเลียบแม่น้ำอีกฝั่งไปแวะเยี่ยมชมโบสถ์ซางตาครู้สกับไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่ศาลเจ้าเกียนอันเกง ก่อนเข้ากราบหลวงพ่อโตวัดกัลยาณมิตร จากนั้นปั่นออกถนนอรุณอัมรินทร์มาวัดอรุณราชวรารามฯ แล้วก็ไปจบที่วัดระฆังโฆสิตารามฯ

 

ขากลับเราข้ามเรือท่าวัดระฆังมายังท่าช้าง แล้วปั่นกลับทางถนนพระสุเมรุลัดเลาะออกใต้สะพานพระราม 8 กลับสู่วัดโสมนัสโดยสวัสดิภาพ

หลายคนคงมีคำถามว่า ไหว้พระเก้าวัดแล้วได้อะไร สำหรับผมซึ่งปกติไม่ได้เป็นคนธรรมะธัมโมแต่อย่างใด สวดมนต์ก็ได้แค่บทอะระหังสัมมาฯ แต่การได้เข้ากราบพระประธานของแต่ละวัด ได้เห็นพุทธศิลป์ที่งดงาม ได้เห็นถึงศรัทธาของผู้คนที่มีต่อพระพุทธศาสนา ได้อนุโมทนาบุญผู้สร้าง เพียงเท่านี้ก็รู้สึกเย็นในจิต สงบในใจ เหมือนเป็นการเซตศูนย์ ไม่ว่าปีก่อนผ่านอะไรมาปีใหม่จะกังวัลใจอะไร กดเซตศูนย์ลบความยุ่งเหยิงทั้งหมดกลับสู่จุดเริ่มต้นใหม่ เพื่อก้าวเดินต่อไปอย่างมีสติ

เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่งแล้วครับ

 

ปั่นตามรอยพ่อ ที่บ้านพุสวรรค์ แก่งกระจาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2559 เวลา 17:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/411574

ปั่นตามรอยพ่อ ที่บ้านพุสวรรค์ แก่งกระจาน

โดย…สมแขก ภาพ : Bkkwheels

นอกจากไม่ไกลจากกรุงเทพฯ และเดินทางสะดวกสบายแล้ว จ.เพชรบุรี ยังมีพร้อมทั้งเส้นทางธรรมชาติที่สวยงาม มีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และมีโครงการตามพระราชดำริกระจายตัวอยู่มากมายทั่วจังหวัดให้คนที่สนใจแวะเวียนไปศึกษา

Let’s Bike จะพาไปปั่นสำรวจเส้นทางตามรอยพ่อที่โครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเส้นทางแก่งกระจาน-พุสวรรค์ เพื่อไปยังอ่างเก็บน้ำพุสวรรค์ ที่เปิดให้ประชาชนใช้ประโยชน์ตั้งแต่ปี 2528 ซึ่งระยะทางที่จะปั่นในครั้งนี้รวมแล้ว 56 กม.

ปริพัตร บูรณสิน ผู้นำการปั่นสำรวจเส้นทางครั้งนี้บอกถึงความพิเศษของเส้นทางพุสวรรค์ว่า เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายสำหรับนักปั่นทั้งมือใหม่และขาแรง เนื่องจากมีทั้งทางเรียบ และเนินสูงเนินต่ำเป็นระยะ เพื่อทดสอบสมรรถนะของจักรยานและนักปั่น “ถนนระหว่างแก่งกระจานไปสู่ ต.พุสวรรค์ ในมุมมองของนักปั่นเป็นเส้นทางที่ดีมากเส้นหนึ่ง มีรถวิ่งน้อยและแทบไม่มีอุปสรรคเรื่องถนนเลย ความเรียบของถนนจะทำให้การปั่นสนุกมากขึ้น โดยเฉพาะนักปั่นที่ต้องการซ้อมเพื่อแข่งขันที่นี่มีครบเพราะมีทั้งเนินและทางเรียบ แต่สำหรับนักปั่นที่มาเป็นครอบครัวก็สามารถปั่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สามารถขับรถมาพักผ่อนแล้วปั่นชมเส้นทางในวันหยุดได้”

ปริพัตร บอกถึงจุดเด่นของเส้นทางแก่งกระจาน-พุสวรรค์ ว่า พื้นที่และชุมชนแถบนี้เป็นพื้นที่พิเศษ เนื่องจากเป็นเส้นทางที่พระราชาได้พระราชทานองค์ความรู้ไว้ให้ “จากพื้นที่แห้งแล้งเมื่อ 30 ปีก่อน หลังจากมีอ่างเก็บน้ำพุสวรรค์ และชาวบ้านได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ด้านการบริหารทรัพยากรในชุมชน จนทำให้น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นจึงถือว่าชุมชนพุสวรรค์และพื้นที่ใกล้เคียงจึงยังคงบริสุทธิ์อยู่มาก นอกจากนี้ผู้คนก็น่ารัก เชื่อว่าหากเปิดเส้นทางนี้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศด้วยจักรยาน จะได้รับความนิยมจากนักปั่นมากทีเดียว”

“ระยะทางถนนลาดยางมาสู่ชุมชนร่มรื่นด้วยต้นไม้ ผ่านทุ่งนาสลับกับต้นตาลที่ได้รับประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำพุสวรรค์อยู่เป็นระยะ ทำให้การปั่นรื่นรมย์และน่ามอง เมื่อเข้าสู่หมู่บ้านก็มีจุดพักรถพอสมควร แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงถ้าหากเส้นทางนี้เปิดให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวด้วยจักรยานจริงๆ ก็คือการดูแลรักษาบรรยากาศให้ชุมชนยังบริสุทธิ์เช่นเดิม รวมทั้งนักปั่นต้องช่วยกันรักษาความสะอาดให้กับชุมชนด้วย”

เนื่องจากระยะทางไป-กลับ 56 กม. มีเนินทดสอบพละกำลังอยู่เป็นระยะๆ สำหรับนักปั่นหน้าใหม่ ปริพัตร แนะนำเคล็ดลับการปั่นขึ้นเนินให้ตลอดรอดฝั่งว่า “นักปั่นหน้าใหม่ที่เพิ่งเจอเนิน สิ่งที่ต้องระวัง คือ อย่างแรกอย่ามองไกลถึงยอดเนิน เพราะเดี๋ยวเราจะถอดใจ ให้มองข้างหน้าแค่ 2 เมตรข้างหน้า อยู่กับปัจจุบัน สอง ไม่ควรรีบซอยขาเพื่อให้ไปถึงยอดเร็วๆ เพราะอัตราการเต้นของหัวใจจะเร็วขึ้น แล้วเราจะควบคุมไม่ได้ แนะนำให้ปั่นช้าๆ แต่ให้แรงกดที่เท้าคงที่ในความเร็วสม่ำเสมอ ให้รถเคลื่อนตัวตลอดค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเกียร์เบาเมื่อรู้สึกว่าขาเราปั่นไม่ไหว ส่วนวิธีการควบคุมการหายใจทำง่ายๆ ด้วยการหายใจเข้าให้สุดปอดแล้วนับ หนึ่ง สอง สาม จากนั้นค่อยๆ เป่าลมหายใจออกทางปาก เท่านี้ก็จะทำให้เราปั่นนานปั่นทน” ปริพัตร แนะนำ

 

วีซาโน่ แอดเวนเจอร์ ปาร์ค ไตรกีฬา ท้าคนแกร่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มกราคม 2559 เวลา 17:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/411135

วีซาโน่ แอดเวนเจอร์ ปาร์ค ไตรกีฬา ท้าคนแกร่ง

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : วีซาโน่ แอดเวนเจอร์ ปาร์ค

ครั้งแรกในโลกที่คนเล่นไตรกีฬาจะมีสนามซ้อมอย่างปลอดภัยที่ วีซาโน่ แอดเวนเจอร์ ปาร์ค (VSANO Adventure Park) ต.คลองพระอุดม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ที่ถูกออกแบบจากประสบการณ์ตรงของ เกียรตินิยม ทีปประสาน คนเล่นไตรกีฬาและคนไทยคนแรก ที่ควอลิฟายไปแข่งในสนามชิงแชมป์โลก

เกียรตินิยม กล่าวว่า เขาออกแบบสถานที่เลียนแบบธรรมชาติ ด้วยความเข้าใจว่า นักเล่นไตรกีฬาต้องการหาสถานที่ซ้อมว่ายน้ำแบบโอเพ่นวอเตอร์ (Open-water) ให้เหมือนในการแข่งขันจริงที่จะต้องเป็นบึง แม่น้ำ ทะเล หรืออ่างเก็บน้ำ ซึ่งใช้ทักษะต่างจากการว่ายในสระว่ายน้ำทั่วไป เขาจึงขุดบึงน้ำขนาด 50×500 เมตร ที่มีความปลอดภัย ไม่เสี่ยงกับสัตว์น้ำ ความสะอาดของน้ำ และอุบัติเหตุต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ จุดสำคัญคือ ความลึกของน้ำถูกจำกัดไว้ไม่เกิน 1.5 เมตร โดยระยะทาง 1 รอบเท่ากับ 1 กิโลเมตร คนเล่นจึงสามารถดูแลตัวเองได้เนื่องจากระยะทางเหมาะสม และความลึกอยู่ในระดับยืนถึงทั่วทั้งบึง

ไตรกีฬา คือ การแข่งขันกีฬาสามชนิด ได้แก่ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และวิ่ง ต่อเนื่องกัน ซึ่งปัจจุบันคนไทยหันมาให้ความสนใจมากขึ้น เกียรตินิยมให้ความเห็นว่า เพราะหลายคนรู้สึกอิ่มตัวกับกีฬาชนิดใดชนิดหนึ่งที่เล่นอยู่เป็นประจำ เช่น วิ่งหรือปั่นจักรยาน จึงหาสิ่งที่ท้าทายกว่าอย่างไตรกีฬา

“ไตรกีฬาให้ประโยชน์หลายอย่าง อย่างแรกคือสุขภาพดี ได้เพื่อนดี และอย่างสำคัญคือทำให้บริหารจัดการตัวเองได้ดีขึ้น การเล่นกีฬาประเภทนี้ต้องมีความสามารถบริหารเวลา เพราะต้องใช้เวลาฝึกซ้อมมากกว่ากีฬาประเภทอื่น รวมถึงต้องรู้จักใช้เงินเพราะอุปกรณ์แต่ละอย่างมีราคา สำหรับผมกีฬานี้สอนให้มีความอดทน ความพยายาม และสมาธิ”

 

วีซาโน่ แอดเวนเจอร์ ปาร์ค ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ โซนร้านอาหาร มุมเครื่องดื่มร้านค้าขายอุปกรณ์ และลานจอดรถด้านหน้าจำนวน 200 คัน โซนพักผ่อนและห้องออกกำลังกาย (คาดว่าจะสมบูรณ์ในปี 2560) โซนบึงน้ำ พร้อมเส้นทางสำหรับวิ่งเทรล จักรยานเสือภูเขา และรถเอทีวีระยะทาง 4,000 เมตร และลานกีฬาผจญภัย 2 สนาม นั่นหมายความว่า ที่นี่ไม่ได้ตอบโจทย์แค่คนเล่นไตรกีฬาเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมแอดเวนเจอร์ให้คนชอบความท้าทายมาสนุกกันด้วย

“ลานกีฬาผจญภัยเป็นพื้นที่สำหรับการวิ่งเทรลและปั่นจักรยานเสือภูเขาเป็นหลัก โดยมีพื้นผิวเป็นดิน เส้นทางขึ้นลงสามารถปรับได้ตลอดเพื่อให้เส้นทางไม่ซ้ำกัน ความยากคือการที่ต้องวิ่งบนดินที่มีความแน่นแตกต่างกันทำให้ต้องใช้แรงในการดีดขามากกว่าการวิ่งบนถนนลาดยางหรือคอนกรีตหลายเท่า อีกทั้งลักษณะเส้นทางยังมีเนินขึ้นลงตลอด โดย 1 รอบจะได้ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ขึ้นกับการกำหนดเส้นทาง” เกียรตินิยม กล่าว

 

นอกจากนี้ บริเวณโดยรอบสนามยังมีธรรมชาติให้พอร่มรื่น และสภาพแวดล้อมยังคงสงบเหมาะแก่การวิ่งและปั่นจักรยานอย่างปลอดภัย

สนามจะเปิดให้บริการครบรอบ 1 ปีในเดือน ก.พ.ที่จะถึงนี้ โดยตลอดปีที่ผ่านมาได้จัดกิจกรรมมากกว่า 15 ครั้ง เพื่อให้นักเล่นไตรกีฬามาฝึกซ้อม อย่างครั้งหน้าในวันที่ 7 ก.พ. มีการแข่งขัน VSANO Sprint Triathlon ด้วยกติกาว่ายน้ำ 750 เมตร ปั่นจักรยาน 22 กิโลเมตร และวิ่งเทรล 5 กิโลเมตร ผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขันได้ที่ www.vsanoadventure.com

สำหรับ วีซาโน่ แอดเวนเจอร์ ปาร์ค อยู่เลขที่ 33/3 ทางด่วนกาญจนาภิเษก ประมาณ 3 นาทีจากบางบัวทอง บริเวณคลองพระอุดม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00-18.00 น. เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ต้องอยู่ในความดูแลของผู้ปกครอง โทร. 08-1906-8585 หรืออีเมล info@vsanoadventure.com

 

กรกันต์ สุทธิโกเศศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 14:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/410618

กรกันต์ สุทธิโกเศศ

โดย…รอนแรม ภาพ… กรกันต์ สุทธิโกเศศ

วัยรุ่นชอบเที่ยวไหน ถ้าให้เลือกระหว่างธรรมชาติกับธรรมะ ตอบคำถามไว้ในใจแล้วมาฟังคำตอบของวัยรุ่นคนนี้ อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ พระเอกโหมโรง เดอะ มิวสิคัล ที่เลือก ธรรมะ แบบไม่เสแสร้ง “ผมชอบเที่ยววัด”เขาว่า ทำให้การเที่ยวที่ธรรมดาที่สุดกลับเป็นเรื่องน่าสนใจทั้งเส้นทางและตัวเขาเอง

วัยรุ่นเที่ยววัด

อาร์มเริ่มทำงานในแวดวงบันเทิงหลังจากได้แชมป์เคพีเอ็น อะวอร์ด ปี 2551 กระทั่งถูกชักชวนไปเป็นผู้ประกาศข่าวทางช่องเวิร์คพอยท์ในปี 2557 และด้วยความสามารถด้านการร้องและตีระนาด ทำให้อาร์มได้เล่นละครเวทีเรื่องโหมโรง เดอะ มิวสิคัล ที่ทำให้ผู้ชมอึ้งและทึ่งไปกับฝีมือตีระนาดขั้นเทพ คนส่วนใหญ่จึงรู้จักอาร์มผ่านเสียงร้อง การแสดง และรายการข่าวประจำวัน แต่หากใครที่ติดตามโลกส่วนตัวของเขาทางอินสตาแกรม @armkornkan จะเห็นว่านอกจากภาพทำงาน อาร์มมักโพสต์ภาพวัด

 

“ตอนเด็กๆ เวลาปิดเทอมจะไปอยู่บ้านคุณตา ทุกเช้าคุณตาจะปลุกตั้งแต่ตี 5 ไปรอใส่บาตรพระ ใส่ทุกวันจนสามารถท่องบทสวดที่ท่านให้พรได้ตั้งแต่เด็ก (หัวเราะ) เลยกลายเป็นการปลูกฝังให้ผมชอบทำบุญ” อาร์มเท้าความให้ฟัง ประกอบกับเมื่อโตขึ้นชอบอ่านหนังสือธรรมะ อ่านประวัติและคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุ ทำให้เขากลายเป็นคนชอบทำบุญและชอบเข้าวัดไปโดยปริยาย ไม่ว่าไปเที่ยวไหนทั้งในและต่างประเทศก็จะหาทางเข้าวัดเสมอ

อาร์มมักไปไหว้พระทำบุญที่วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี วัดสายปฏิบัติที่เขาศรัทธา และเป็นวัดที่สวยงามด้วย มีพระอุโบสถแก้วและศาลาเรือนไทยทำจากไม้สัก 3 ชั้น ที่มีการแกะสลักเหตุการณ์สำคัญของโลก เช่น ภาพแกะสลักตึกเวิลด์เทรดถล่มที่อเมริกาก็ถูกสลักไว้ให้เห็นความเป็นไปของโลก

 

นอกจากนี้ อาร์มยังหาเวลาไปปฏิบัติธรรมที่วัดสนามใน เขาเล่าว่าวัดนี้เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมตามแนวทางหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ แนวทางที่ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหว หรือที่เรียกว่าการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว โดยการสังเกตธรรมชาติรอบตัวและร่างกายของตัวเอง

“พุทธศาสนาทำให้อาร์มรู้เป้าหมายของชีวิต” อาร์มกล่าว “เราควรจะเดินไปทางไหนบนเส้นทางที่มีความตายอยู่ปลายทาง คนเราทุกคนต้องตายครับ ดังนั้นวันนี้เราจะทำยังไงให้ชีวิตมีค่ามากที่สุด รู้จักปลง ไม่ยึดติด ไม่ยึดถือทำให้อาร์มมองโลกในแง่ดีแล้วก็ไม่เครียดกับอะไร” นอกจากนี้การทำสมาธิยังทำให้เขาทำงานได้ดีขึ้น โดยนำไปใช้กับงานแสดงและการประกาศข่าวในรายการสดที่ต้องมีสมาธิตลอดเวลา

 

สายบุญ

“จากจำนวนวัดที่มีมากมาย ถ้าคนไทยออกไปเที่ยวไหว้พระเพียงอย่างเดียว ก็สามารถทำให้การท่องเที่ยวไทยคึกคักได้แล้ว” เขากล่าว

ถามว่าการเดินทางสายบุญต้องไปจังหวัดไหน คำตอบคือไปได้ทุกจังหวัดในประเทศไทยเพราะมีวัดอยู่ทุกที่ อย่างกรุงเทพมหานครแค่รอบเกาะรัตนโกสินทร์ก็สามารถวางทริปไหว้พระ 9 วัดได้สบาย อาทิ วัดพระแก้ว วัดอรุณฯ วัดพระเชตุพนฯ วัดบวรนิเวศวิหาร วัดสุทัศนเทพวราราม วัดสระเกศ วัดชนะสงคราม วัดกัลยาณมิตร และวัดระฆัง หรือภาคเหนือต้องไปปั่นจักรยานไหว้พระในตัวเมืองน่าน เช่น วัดภูมินทร์ วัดมิ่งเมือง วัดศรีพันต้น และวัดพระธาตุช้างค้ำ ส่วนภาคใต้ไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุที่วัดพระบรมธาตุ จ.นครศรีธรรมราช และภาคอีสานต้องไป จ.ร้อยเอ็ด แดนบุญแห่งอีสาน สักการะวัดเก่าแก่ เช่น วัดเหนือ วัดกลางมิ่งเมืองพระธาตุยาคู วัดบูรพาภิราม เป็นต้น

 

นอกจากประเทศไทย อาร์มยังได้เดินทางไปไหว้พระที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างหลวงพระบาง สปป.ลาว เขาประทับใจความเรียบง่าย เสน่ห์ของศิลปะทางพระพุทธศาสนาที่ทรงคุณค่า ทว่าไม่ฉูดฉาด และวิถีชีวิตของคนลาว เช่น การตักบาตรข้าวเหนียวยามเช้าที่แม้จะดูเป็นกิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยวไปบ้าง แต่ชาวบ้านดั้งเดิมก็ยังกระทำเป็นกิจวัตรประจำวัน ส่วนจุดหมายต่อไปเขาตั้งใจจะไปสักการะเจดีย์ชเวดากอง ประเทศเมียนมา เมืองพุทธอีกแห่งที่มีประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกับบ้านเรา

นอกจากนี้ เวลาไปเที่ยวไหนจะไม่มีอาร์มเพียงคนเดียวแต่จะไปกันทั้งครอบครัว โดยเขาจะพยายามจัดทริปพาครอบครัวไปต่างประเทศปีละครั้ง ส่วนในไทยจะไปทุกครั้งเมื่อมีโอกาส “ตอนเด็กๆ มีหลายครั้งมากที่คุณพ่อคุณแม่จะจ่ายเงินให้อาร์มได้ไปเที่ยวต่างประเทศกับญาติ แต่พ่อแม่ไม่ไป ดังนั้นในตอนนี้อาร์มสามารถหาเงินได้เองแล้ว ไม่ว่าจะไปเที่ยวไหนก็จะพาพ่อแม่และน้องชายไปด้วย ไปเที่ยวด้วยกันทั้งครอบครัว อาร์มว่ามันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากๆที่มีครอบครัวอยู่ในทุกความทรงจำของเรา” เขากล่าว

 

วัยรุ่นคนนี้จึงมีไลฟ์สไตล์ที่ต่างจากวัยรุ่นทั่วไป หนึ่ง ชอบเข้าวัด สอง ชอบเที่ยวกับครอบครัว เรื่องน่ารักที่วัยรุ่นหลงลืม

โลกของอาร์ม

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ อาร์มอยากให้โลกใบนั้น “เอกเขนก” เขาอธิบายว่า อยากให้คนบนโลกใช้ชีวิตช้าๆ ชิลๆ และอย่าลืมทำดี ส่งมอบสิ่งดีๆ ให้กัน มันคงเป็นโลกที่มีความสุขและมีสันติ

สำหรับโลกแห่งความจริงใบนี้ หลักการใช้ชีวิตของอาร์มมักนึกถึงความตาย แม้จะฟังแล้วน่าเศร้า ทว่าความหมายนั้นทำให้ปลงและสร้างแรงผลักดันในเวลาเดียวกัน เหมือนคำสอนของพระพุทธศาสนาที่ว่า ใช้ชีวิตบนความไม่ประมาท นั่นก็คือการคิดถึงปลายทางของชีวิตอยู่เสมอนั่นเอง

 

 

ชูการ์ฮัท รีสอร์ท บ้านสวนกลางพัทยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 14:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/410616

ชูการ์ฮัท รีสอร์ท บ้านสวนกลางพัทยา

โดย…รอนแรม

ถ้าเปรียบ ชูการ์ฮัท รีสอร์ท เป็นมนุษย์ เขาจะเป็นคนแก่อินดี้ ที่แม้ว่าสังคมรอบข้างจะเปลี่ยนไป ก็ยังมีสไตล์เป็นของตัวเอง เพราะ ชูการ์ฮัท รีสอร์ท ยังรักษาความเป็นไทยท่ามกลางสังคมสมัยใหม่ กลายเป็นรีสอร์ทเดียวในพัทยาที่คงคุณค่าของเรือนไทย และยังมีจังหวะเนิบช้าในทำนองเมืองอันแสนเร่งรีบ

รีสอร์ทเสมือนหมู่บ้านไทยโบราณสมัยอยุธยา ประกอบด้วยบ้านเรือนไทยจำนวน 23 หลัง ถูกออกแบบและก่อสร้างโดยทีมช่างไม้อยุธยา ลักษณะเป็นเรือนไม้ ใต้ถุนสูง เสาหลักของบ้านตั้งเป็นมุมเอียงเข้าหากันขึ้นด้านบนเพื่อป้องกันการสั่นคลอน บนเรือนแยกห้องนอนและห้องนั่งเล่นเชื่อมกันด้วยชานหรือพื้นที่อเนกประสงค์ที่สมาชิกในบ้านจะออกมาพบปะ โดยห้องพัก  1 ห้องเท่ากับ 1 หลัง แบ่งเป็นห้องพักแบบ1 ห้องนอน และ 2 ห้องนอน สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องเลียนแบบบ้านโบราณ ทั้งเตียงนอนบนพื้นไม้ กางมุ้ง ในห้องน้ำมีโอ่งให้ตักอาบและฝักบัว เสื้อคลุมอาบน้ำเป็นเสื้อม่อฮ่อมกับผ้าถุงหรือกางเกงเล และมีน้ำอบไว้พรมตัวหลังอาบน้ำ

 

หมู่เรือนไทยถูกล้อมรอบด้วยสวนและต้นไม้ใหญ่ มีไก่แจ้ไก่ฟ้า และนกยูง เดินเล่นเป็นอิสระภายในพื้นที่ 15 ไร่ ส่วนอื่นๆมีสระว่ายน้ำ 3 สระ ห้องสตรีม ห้องเซาน่า และร้านอาหารของรีสอร์ทที่โด่งดังเรื่องอาหารไทยต้นตำรับ รสชาติจัดจ้านอย่างยำมะเขือยาวกุ้งสด หัวปลีชุบแป้งทอด ห่อหมกทะเล และบัวลอยใบเตยในลูกมะพร้าวอ่อน โดยทุกคืนวันศุกร์-เสาร์ จะมีการแสดงดนตรีไทย และวันอาทิตย์-อังคาร เป็นการแสดงดนตรีแจ๊ซขับกล่อมระหว่างมื้ออาหาร

ชูการ์ฮัท รีสอร์ท คงคอนเซ็ปต์ “ไทยแท้” มานาน32 ปี การวางตัวเช่นนี้ในโลกที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยอาจเรียกได้ว่าเป็นการอนุรักษ์วิธีหนึ่งที่ทำให้วัฒนธรรมไทยคงอยู่และถูกเผยแพร่ผ่านการเข้าพักของนักท่องเที่ยว ถือว่าเป็นอีกมุมของพัทยาที่คนไม่เห็นแต่มีอยู่จริง

 

Price : ห้องพัก 1 ห้องนอน 4,500 บาท ห้องพัก 2 ห้องนอน 9,000 บาท (ราคาเริ่มต้น)

Place : อยู่บนถนนทางขึ้นเขาพระตำหนัก ห่างจากตัวเมืองพัทยา 10 นาที จ.ชลบุรี โทร. 038-251-686 เว็บไซต์ www.sugar-hut.com

Promotion : เมื่อพัก 1-2 คืน ลดราคา 20% และพัก 3 คืน ลดราคา 30%

 

วันเดียว เที่ยว3 ภู อุดรธานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 14:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/410615

วันเดียว เที่ยว3 ภู อุดรธานี

โดย…จำลอง บุญสอง

เชื่อว่าในจินตภาพของคนโดยทั่วไป เมื่อพูดถึงแหล่งท่องเที่ยวของ จ.อุดรธานี มักจะนึกถึงบ้านเชียง ทะเลบัวแดงศาลเจ้าปู่-ย่า แม่น้ำโขง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่บนพื้นราบ น้อยคนนักที่จะคิดว่าอุดรฯ ก็มีแหล่งท่องเที่ยวเป็น “ภูเขา” เช่นเดียวกับหลายจังหวัดในที่ราบสูงอีสาน

วันนี้จึงขอแนะนำ 3 ภู อุดรฯ ทั้งเก่าคลาสสิกและใหม่แกะกล่อง โดยจะเรียงตามลำดับการถ่ายภาพเป็นหลักให้ง่ายต่อการเดินทางไปเก็บภาพ ตามยุคสมัยที่ให้ความสำคัญกับการโพสต์ขึ้นโซเชียลมีเดีย

มีเถาวัลย์ให้ถ่ายรูปสวยๆ

 

เช้าตรู่ : ดูอรุณรุ่งบนภูหินจอมธาตุ

เริ่มต้นภูแรก ภูหินจอมธาตุ เหตุที่แนะนำเป็นแห่งแรก เพราะบนภูมีหินเทินที่เกิดจากน้ำกัดกร่อนหินทราย มันตั้งอยู่ตรงหน้าผาทางทิศตะวันออกพอดี เวลาถ่ายภาพจึงต้องรีบไปตั้งแต่เช้ามืด เผื่อเวลาเดินขึ้นเขาประมาณ 1 กม. ให้ทันแสงสีส้มม่วงแดงของพระอาทิตย์ตัดกับขอบฟ้าสีครามน้ำเงินของราตรีกาลก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งนับเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน ช่วงเวลาน่าเที่ยวจะเหมือนกับแหล่งท่องเที่ยวภูเขาทั่วไป คือ ช่วงปลายฝนต้นหนาวที่อากาศกำลังดี มีเมฆบางๆ เหลืออยู่บนท้องฟ้า และดวงอาทิตย์แดงกลมใหญ่เหมือนไข่แดง

ภูหินจอมธาตุเป็นวนอุทยาน ห่างจากตัวเมืองอุดรฯ 38 กม. มีเนื้อที่ 2.5 หมื่นไร่ เชื่อมต่อกับ จ.หนองบัวลำภู บนภูแห่งนี้แม้จะไม่มีแหล่งท่องเที่ยวมากมายนัก แต่เหมาะสำหรับการออกค่ายของเยาวชน ซึ่งทางจังหวัดพยายามผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของอุดรธานี

เหมาะกับการถ่ายภาพเล่นแสงและเงา

 

ช่วงสาย : ถ่ายรูปดอกไม้บานบนภูฝอยลม

ภูที่สองเมื่อเวลาเริ่มสาย คือ ภูฝอยลม ลักษณะไม่ต่างจากภูหินจอมธาตุมากนัก แต่ที่เป็นไฮไลต์คือ ทางจังหวัดได้เนรมิตพื้นที่บนภูฝอยลมให้เป็นสวนดอกไม้เมืองหนาว ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมความสวยงามและสัมผัสอากาศหนาวได้ฟรีๆ แต่โดยปกติในแต่ละปีจะเป็นสวนดอกทิวลิปที่ทางจังหวัดปลูกไว้ ด้านบนจึงเต็มไปด้วยวัยรุ่นหนุ่มสาวและครอบครัวขึ้นมาถ่ายภาพสวนดอกไม้ที่พิเศษกว่าปีก่อนๆ อีกทั้งการเดินทาง
ก็ง่ายดายด้วยรถยนต์ขึ้นไปถึงยอดดอย

ภูฝอยลมตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพานน้อยใน อ.หนองแสงและอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าพันดอน-ปะโค มีพื้นที่ประมาณ 192,350 ไร่ คำว่า ฝอยลม ได้ชื่อมาจากไลเคนส์ชนิดหนึ่งที่มักเกาะอยู่ตามต้นไม้ในป่าสูง (ความจริงภูฝอยลมก็สูงไม่มากนัก แค่ 600 เมตรจากระดับน้ำทะเล) ซึ่งนอกจากเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่นี่ยังเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ไม้ และมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในอีสาน

วัยรุ่นเที่ยวภูฝอยลม

 

เวลาอันเหมาะสมในการถ่ายรูปดอกไม้ให้ได้สีสันสดใสคือ ตั้งแต่ 07.00 น. เป็นต้นไป เพราะแสงช่วงเช้าของฤดูหนาวนั้นจะให้แสงอุ่น โดยเฉพาะช่วงที่พระอาทิตย์ขึ้นไปไม่นานจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการถ่ายภาพดอกไม้ สีสันของมันจะสดกว่าช่วงกลางวันและยิ่งได้เม็ดน้ำเกาะตามดอกตามใบด้วยแล้ว ยิ่งสวยงามและมีชีวิตชีวา

ตกบ่าย : ย่างกายสู่อดีตที่ภูพระบาท

ภูสุดท้ายใต้แสงตะวันแรง คือ ภูพระบาท แหล่งอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของอีสาน ซึ่งในอนาคตอันใกล้จะกลายเป็นมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ด้วยความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

สวนดอกไม้เมืองหนาว

 

ครั้งหนึ่งพื้นที่บริเวณภูพระบาทเคยเป็นแหล่งที่อยู่ของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ยืนยันด้วยหลักฐานภาพเขียนสีอายุ 3,000-4,000 ปี ที่มีให้เห็นมากมาย ร่องรอยของการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา การแกะสลักหินทรายเป็นพระพุทธรูปตามเชิงหินและหลืบถ้ำเจดีย์แบบล้านช้าง รอยพระพุทธบาทบัวบก รอยพระพุทธบาทหลังเต่า ใบเสมาอายุกว่าพันปีที่สะท้อนวัฒนธรรมยุคทวารวดี และยังมีลักษณะทางธรณีวิทยาที่น่าสนใจอันเกิดจากการกัดกร่อนของหินทราย ทำให้เกิดเป็นหลุมเป็นหลืบกลายเป็นมรดกทางธรรมชาติที่มีอัตลักษณ์เพียงแห่งเดียวในไทย อย่างหินดอกเห็ดที่ถูกทำเป็นห้อง จนเป็นที่มาของคำว่า หอนางอุสา ต้นเหตุของเรื่องเล่าในหมู่ชาวลาวอีสานที่เกิดจากการจินตนาการในภายหลัง

ธรณีวิทยาภูพระบาทอยู่ในหมวดหินภูพาน เป็นหินทรายในมหายุคมีโซโซอิก หรือมหายุคที่สองจากทั้งหมดสามมหายุคทางธรณีกาลของโลก สัณฐานทางธรณีวิทยาเหล่านี้พบได้อีกที่ภูผาเทิบ จ.มุกดาหาร ผาแต้ม เสาเฉลียง จ.อุบลราชธานี และอีกหลายแห่งใน จ.ชัยภูมิ

 

ทั้งสามภูต่างมีความโดดเด่น สวยงามต่างเวลา และให้ประสบการณ์ที่ต่างกัน นักท่องเที่ยวสามารถเช็กอินทั้งหมดได้ใน 1 วัน ตั้งแต่รุ่งสางจนบ่ายคล้อย เปิดประสบการณ์ “วันเดียวเที่ยว 3 ภู” แบบเหนือระดับน้ำทะเล นักท่องเที่ยวสอบถามการเดินทางเชื่อมโยงของทั้งหมดนี้ได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุดรธานี โทร. 042-325-406-7

ภาพเขียนสีรูปคนหลายคนในเพิงผาหรือที่เรียกว่าถ้ำ

 

สระน้ำที่ถูกสร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์แต่ไม่รู้ว่ายุคไหน

 

เพิงผาสกัดเป็นพระพุทธรูป

 

เสมา 8 แท่งล้อมรอบหินเทินเปรียบเสมือนศาสนสถาน

 

ภาพเขียนสีบางแห่งต้องนอนเงยขึ้นไปถ่าย

 

หินเทินมากมายที่ภูพระบาท

 

ไปปั่นจักรยานที่ ‘สวนวารีภิรมย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2559 เวลา 14:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/410142

ไปปั่นจักรยานที่ ‘สวนวารีภิรมย์’

โดย…ภาดนุ

นาทีนี้การออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานยังคงอินเทรนด์ ซึ่งสถานที่ขี่จักรยานปัจจุบันก็มีหลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่แล้วสวนสาธารณะจะเป็นสถานที่ยอดฮิตติดลมบนที่คนรักการปั่นจักรยานจะเทใจให้เป็นพิเศษ และ “สวนวารีภิรมย์” ก็เป็นอีกหนึ่งแห่งที่กำลังได้รับความนิยม

สวนวารีภิรมย์ เป็นสวนสาธารณะแห่งใหม่ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ ในเขตคลองสามวา มีนบุรี ซึ่งทาง กทม.เป็นผู้รับผิดชอบและดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบบริเวณแก้มลิงบึงมะขามเทศและบึงสะแกงามสามเดือน เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 ส.ค. 2557 โดยมุ่งหวังให้เป็นสวนสาธารณะที่คนกรุงเทพฯ สามารถพักผ่อนและออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ ทั้งกีฬาทางบกและทางน้ำ พร้อมทั้งให้มีการจัดทำเส้นทางจักรยานระยะทางกว่า 4.2 กม. เพื่อให้ประชาชนได้ออกกำลังกาย และเป็นการสนับสนุนให้ผู้คนหันมาใช้จักรยานแทนการใช้รถยนต์เพื่อลดปัญหามลพิษบนท้องถนน

 

ซึ่งเมื่อเดือน พ.ค. 2558 ที่ผ่านมา ทาง กทม. นำโดย สัญญา ชีนิมิตร ปลัดกรุงเทพมหานคร ได้นำประชาชนและสื่อมวลชนไปร่วมทำกิจกรรมปั่นจักรยานภายในสวนวารีภิรมย์ พร้อมทั้งปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้แก่กรุงเทพฯ และในอนาคตก็จะพัฒนาให้เป็นเส้นทางจักรยานวิบากหรือแอดเวนเจอร์แห่งแรกในกรุงเทพฯ สำหรับจักรยานเสือภูเขา เพื่อให้เกิดความหลากหลายของประเภทกีฬา พร้อมทั้งตอบสนองความต้องการและความสนใจของนักปั่นจักรยานไปด้วย

สำหรับบึงสะแกงามสามเดือนซึ่งอยู่ในพื้นที่เขตคลองสามวานี้ ถือเป็นบึงรับน้ำขนาดใหญ่ที่ กทม.ได้ดำเนินการปรับปรุงให้เป็นสวนสาธารณะ สถานที่ออกกำลังกาย และเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนที่ปัจจุบันนี้มีผู้เข้าใช้บริการจำนวนมาก โดยเฉพาะในวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีผู้คนมากกว่าวันละ 1,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่จะมาออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานกัน

 

เมื่อมีผู้คนเข้ามาใช้บริการมากขนาดนี้ก็เกิดปัญหาความแออัด โดยเฉพาะพื้นที่จอดรถ กทม.จึงต้องขอใช้งานพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งเป็นพื้นที่เอกชนกว่า 3 ไร่ ในการปรับให้เป็นพื้นที่จอดรถขนาด 200 คัน เพื่อบริการประชาชน นอกจากนี้ กทม.ยังจัดทำเส้นทางจักรยานแบบวิบากสำหรับประชาชนที่ชอบปั่นจักรยานในรูปแบบการผจญภัย พร้อมทั้งยังจะพัฒนาบึงสะแกงามสามเดือนให้มีความปลอดภัยในการใช้งานให้มากยิ่งขึ้น ด้วยการติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่าง กล้องซีซีทีวี และจัดทำสถานที่อาบน้ำสำหรับผู้ที่มาออกกำลังกาย

เป้าหมายของ กทม. ก็คือ การทำให้สวนวารีภิรมย์เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ โดยเฉพาะการปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพของประชาชนแบบครบวงจร ซึ่งเมื่อติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างทั่วพื้นที่ และมีการวางระบบรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมแล้ว จะมีการขยายเวลาให้บริการประชาชนที่ต้องการปั่นจักรยานในช่วงกลางคืนเพิ่มด้วย ซึ่งปัจจุบันเปิดให้ใช้งานทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. เท่านั้น (ทางเข้าสวนวารีภิรมย์อยู่ปากซอยประชาร่วมใจ 47 ถนนประชาร่วมใจ มีนบุรี)

 

ในอนาคต กทม.ยังมีนโยบายจัดสร้างสวนสาธารณะขนาดใหญ่อีกจำนวน 10 แห่ง เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สำหรับกิจกรรมนันทนาการและออกกำลังกายของประชาชน ซึ่งขณะนี้ดำเนินการแล้วเสร็จและเปิดใช้อย่างเป็นทางการแล้ว 1 แห่ง คือ สวนปิยะภิรมย์ ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 12 ไร่ ตั้งอยู่ริมถนนศรีนครินทร์ เขตบางกะปิ ส่วนสวนสาธารณะอีก 9 แห่ง ยังคงอยู่ในระหว่างดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2559 นี้

เอ้า! รู้อย่างนี้แล้วนักปั่นทั้งหลายก็อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวกันด้วยล่ะ ว่าในอนาคตจะมีสวนสาธารณะสวยๆ ที่ไหนให้เราไปปั่นจักรยานอีกบ้าง รับรองว่าปั่นแล้วสุขภาพดีแน่นอน…งั้นเสาร์-อาทิตย์นี้เรานัดไปปั่นจักรยานกันดีกว่า!

 

จากต้นทุนถึงตราบาป ที่เกาะเฮ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2559 เวลา 13:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/410139

จากต้นทุนถึงตราบาป ที่เกาะเฮ

โดย…ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

ผมมองภาพแนวปะการังเกาะเฮ ภูเก็ต ที่น้องเนะ นลินี ทองแถม ผู้เชี่ยวชาญด้านการสำรวจแนวปะการังไทย โพสต์ลงในเฟซบุ๊กของเธอ ภาพดังกล่าวคือความแหลกยับของเศษซากปะการังที่ปราศจากชีวิต เนะยังแนบบันทึกที่เคยเขียนไว้เมื่อกว่า 20 ปีก่อน ระหว่างที่เธอดำน้ำที่เกาะเฮเป็นครั้งแรก ความทรงจำว่าปะการังสวยเช่นนั้น ปลามากมายเช่นนี้ ทุกอย่างสลายไปกับกาลเวลาเพียงไม่นาน

ภาพที่เนะบรรยายอาจสวยสู้ภาพในความทรงจำของผมไม่ได้ เพราะเกาะเฮคือจุดแรกในอันดามันที่เด็กชายวัยไม่ถึงสิบขวบกระโดดลงน้ำเมื่อกว่า 40 ปีก่อน น่าเสียดายที่ยุคนั้นยังไม่มีกล้องใต้น้ำ แต่ภาพคงอยู่ในใจ หลับตาครั้งใดยังแจ่มชัดและยิ่งชัดขึ้นเมื่อมองเห็นภาพในปัจจุบันน้ำตามันพานจะไหล

 

ในฐานะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ ผมเข้าใจยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวไทย เข้าใจความจำเป็นที่เราต้องก้าวไปข้างหน้า เพราะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นความหวังสุดท้ายของประเทศ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในปี 2558 สูงถึง 30 ล้านคน การท่องเที่ยวจึงตั้งเป้าปี 2559 ไว้ที่ 36 ล้านคน และคาดหวังจำนวนนักท่องเที่ยว 43 ล้านคนในปี 2560 ก่อนจะไปถึง 51.8 ล้านคนในปี 2561

ผมไม่ห่วงว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาเมืองไทยไม่ถึงเป้า ผมมั่นใจว่าเราทำได้และจะเกินกว่านั้นด้วยซ้ำ แต่ที่สำคัญเราได้อะไรอย่างที่เราอยากได้ไหม? นักท่องเที่ยวที่เข้ามามีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาจำนวนคนเพิ่มอย่างเดียว ค่าใช้จ่ายต่อคนแทบไม่เพิ่ม อีกทั้งค่าใช้จ่ายดังกล่าวตกอยู่กับคนไทยเท่าไหร่? ยังเป็นเรื่องที่สงสัยในประเด็นกลุ่มทุนต่างชาติไล่กว้านซื้อกิจการท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะในอันดามัน

 

ผมยังไม่พูดเรื่องนั้น ผมขอพูดเรื่อง “ต้นทุน” การท่องเที่ยวบ้านเราใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นแหล่งทำมาหากินหลัก ทะเลเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีคนมามากที่สุด แล้วเราเคยคิดถึงต้นทุนที่เราสูญเสียไปกับการโหมกระหน่ำดึงคนเข้ามาหรือไม่?

เราสูญเสียอะไร? ผมอยากให้คุณมองภาพแนวปะการังที่สูญสลายอีกครั้ง แนวปะการังที่ไม่เหลือปลาสักตัว ไม่มีปะการังสักชีวิต เกาะเฮเป็นเกาะที่อยู่ใกล้ภูเก็ต มีกิจกรรมท่องเที่ยวมากมายทั้งเหนือน้ำและใต้น้ำ นั่นเป็นส่วนหนึ่งของความพินาศ แต่สำคัญกว่านั้นคือตะกอนที่เกิดจากการพัฒนาอย่างบ้าคลั่ง เปิดป่าเปิดหน้าดินสร้างโรงแรมสร้างถนน ผมเคยมีโอกาสบินสำรวจรอบเกาะภูเก็ตเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เห็นโรงแรมและถนนที่ลามไปทุกหาดทุกแหลม เห็นตะกอนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยเห็นที่ใด ทะลักลงทะเลรอบภูเก็ตและไหลต่อเนื่องมาทางเกาะเฮ หากเราทำการค้า นี่เรียกว่าต้นทุนหมดชนิด “สิ้นเนื้อประดาตัว”

จะยากอะไร ฟื้นฟูขึ้นใหม่สิ? ผมนำภาพเปรียบเทียบของเนะมาให้ชม เธอคือนักปลูกปะการังมือหนึ่งของไทย เธอพยายามฟื้นฟูปะการังที่เกาะเฮและที่เกาะไม้ท่อนมาร่วม 20 ปี ปรากฏว่าแหล่งฟื้นฟูปะการังที่ไม้ท่อนประสบความสำเร็จมีปะการังขึ้น แต่ที่เกาะเฮมีแต่ตะกอนทับถมบนท่อนคอนกรีต นี่เป็นหลักฐานยืนยันดีที่สุดว่า ถ้าทะเลตายแล้ว…เธอตายเลย ไม่มีฟื้น ไม่หวนคืน ลงทุนพันล้านหมื่นล้านก็เรียกแนวปะการังเกาะเฮกลับคืนมาไม่ได้ ยกเว้นอย่างเดียว หยุดตะกอนที่ภูเก็ตให้ได้ แล้วเราทำได้ไหมครับ ?

ผมไม่เคยคิดจะต่อต้านการท่องเที่ยว ผมขอเพียงเราคิดถึง “ต้นทุน” บ้างได้ไหม คิดถึงจริงจังให้มันเกิดมรรคผล ไม่ใช่แค่บรรจุไว้ในยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่บอกว่ามีโครงการนี่นั่นเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพราะคำนี้ผมได้ยินมาตั้งแต่เริ่มทำงานใหม่ๆ สมัยเกาะเฮยังงดงาม และตอนนี้มันตายไหม?

คำว่า “ยั่งยืน” ไม่สามารถชี้วัดด้วย KPI ใดๆ ยกเว้นกระโจนลงน้ำแล้วไปดูใต้ทะเลกัน ถ้าผู้บริหารหรือนักเขียนยุทธศาสตร์ท่านใดอยากเห็น ผมยินดีพาไปดูว่า ไอ้คำว่า “ยั่งยืน” ในแผน โลกแห่งความจริงมัน “ย่อยยับ” ขนาดไหน ท่านอย่าร้องไห้ให้ผมเห็นก็แล้วกัน

 

จึงใคร่ขอร้องอีกครั้ง ประเทศไทยไม่ได้จน เรามีเงินสนับสนุนอีเวนต์นี่นั่นไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยล้านบาท ทุกอย่างโผล่มาในเทศกาลแล้วก็หายไป แต่เงินแค่เศษเสี้ยวเพื่อดูแล “ต้นทุน” ทางธรรมชาติของเรากลับไม่มีหรือติดขัดโน่นนี่ ทั้งที่เรากำลัง “ขาดทุน” ป่าไม้และทะเลอยู่ทุกวันและรุนแรงเพิ่มมากขึ้นอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด

การขาดทุนครั้งนี้ไม่ใช่แค่เจ๊ง ไม่ใช่ล้มละลาย 3 ปีกลับมาได้ ไม่ใช่รอวัฏจักรทางเศรษฐกิจให้หวนคืน แต่เป็นขาดทุนชั่วชีวิต ขาดทุนชั่วลูกชั่วหลาน ผมไม่อยากเรียกมันว่าขาดทุนด้วยซ้ำ เพราะมันเป็น “ตราบาป” ของคนรุ่นเรา

ปิดท้ายง่ายๆ คุณคิดว่าเราควรจะต้องได้เงินกี่บาทถึงคุ้มค่ากับการสร้าง “ตราบาป” ในความทรงจำของลูกหลานเราครับ