ปีนหน้าผา ท้าแรงดิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2559 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/409609

ปีนหน้าผา ท้าแรงดิ่ง

โดย…โยโมทาโร่

หากคุณกำลังคิดว่าการว่ายน้ำ คือการออกกำลังกายที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวร่างกายทุกส่วนไปพร้อมๆ กันเพียงกีฬาเดียวแล้วละก็ แนะนำให้มาลองเล่นปีนหน้าผาของจริงดูสักครั้ง แล้วคุณจะรู้ว่าการปีนหน้าผานั้น สามารถเรียกเหงื่อและความตื่นเต้นได้ดีเลยทีเดียว

สิ่งดีๆ ที่ได้จากการปีนหน้าผา

กริช จันผา เทรนเนอร์สอนการปีนหน้าผา บริษัท ทราเวลพลัส อธิบายถึงกิจกรรมปีนหน้าผาว่าเป็นกิจกรรมที่ใช้ทางการสำรวจธรรมชาติมาก่อนที่จะพัฒนารูปแบบมาเป็นกิจกรรมปีนหน้าผาเช่นปัจจุบัน แต่คนส่วนใหญ่ที่ยังไม่เคยสัมผัสกิจกรรมปีนหน้าผา จะมองว่าเป็นเรื่องเสี่ยงอันตราย เพราะเล่นกับที่สูงและแรงโน้มถ่วงของโลก แต่ทุกวันนี้ก็ได้มีการพัฒนาอุปกรณ์ต่างๆ ให้มีความทันสมัย เพิ่มความปลอดภัยกับผู้เล่นมากขึ้น แม้อุปกรณ์ที่มีราคาถูกที่สุดในท้องตลาดก็ยังใช้ได้ปลอดภัย เพียงแต่คุณสมบัติและความสะดวกในการใช้งานต่างกันมากน้อยเท่านั้น

 

อีกทั้งการปีนหน้าผาก็ถูกกำหนดให้เล่นกันอย่างน้อย 2 คนขึ้นไป เพื่อช่วยดูแลกันและกัน คนเล่นยิ่งมากยิ่งดี เพราะจะช่วยกันดูและสำรวจพื้นที่บอกจุดระวังกันได้ ปัจจุบันการปีนหน้าผาแบ่งออกได้เป็น 2 แบบใหญ่ คือปีนหน้าผาจำลอง ซึ่งเป็นการจำลองหน้าผาและมีจุดต่างๆ ให้ผู้เล่นเลือกปีนตามความถนัด ข้อดีของการปีนหน้าผาจำลอง คือสามารถตั้งที่ไหนก็ได้ที่มีพื้นที่มากพอ และผู้เล่นสามารถเลือกซ้อมปีนหน้าผาใกล้บ้านได้

แบบที่ 2 คือการปีนหน้าผาจริงในธรรมชาติ การปีนหน้าผาแบบนี้จะมีความท้าทายกว่า ต้องใช้ทักษะสมาธิและการตัดสินใจที่เด็ดขาด ข้อดีของการปีนหน้าผาธรรมชาติคือรางวัลที่จะได้เห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมากกว่านักท่องเที่ยวคนอื่นๆ เพราะการปีนหน้าผาเป็นหนึ่งในกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ

 

เริ่มต้นปีนหน้าผากันอย่างไร?

“สำหรับคนที่เริ่มเล่นปีนหน้าผา จะต้องเริ่มต้นจาก บูลเดอร์ริง (Bouldering) คือการปีนโดยไม่ใช้เชือกที่ความสูงไม่มากนัก ประมาณ 3-5 เมตร ฝึกทักษะการปีนไปทางซ้ายและขวา ขึ้นและลงเพื่อฝึกซ้อม ความแข็งแรง ความอดทน และเทคนิคการปีน เป็นการเล่นพื้นฐานที่นักปีนหน้าผาต้องเริ่มต้นจากจุดนี้กันทุกคน

“สปอร์ต คลิมบิง (SPORT CLIMBING) เป็นการปีนหน้าผาที่มีความปลอดภัยสูง เหมาะสำหรับคนที่ผ่านจากระดับบูลเดอร์ริงมาแล้ว การปีนแบบนี้จะมีจุดป้องกันการตกทำไว้ให้เรียบร้อย แค่เราปีนตามเส้นทางที่ทำไว้ก็พอ สามารถประยุกต์พลิกแพลงได้ตามความถนัด เป็นการปีนที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกิจกรรมการท่องเที่ยว

“ระดับต่อมาที่ได้รับความนิยมในการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติคือการปีนแบบ ฟรี คลิมบิง (Free Climbing) คือการปีนหน้าผา โดยอุปกรณ์ช่วยป้องกันการตกถึงพื้น ต้องมีทักษะการใช้อุปกรณ์ ความพร้อมของร่างกาย เทคนิคการปีน และประสบการณ์พอสมควร ส่วนมากแล้วจะเป็นการปีนสำรวจธรรมชาติในเขตป่าลึกที่น้อยคนจะเข้าไปถึง

“นอกจากนี้ยังมีการปีนแบบ ฟรี โซโล (Free solo) หรือการปีนแบบฉายเดี่ยว การปีนแบบนี้ต้องมีความมั่นใจเกิน 100 หรือ 200 เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นการปีนแบบไม่ใช้เชือก คล้ายขึ้นไปถึงยอดเขา แล้วปีนลงมา โดยไม่มีอุปกรณ์กันการตก เป็นการปีนที่ไม่ได้รับการรับรองและไม่แนะนำ

 

“สุดท้าย ในการปีนหน้าผาทุกครั้งควรมีการอบอุ่นร่างกายและตรวจสอบอุปกรณ์ก่อนเริ่มการปีนหน้าผา สำหรับการปีนหน้าผาของผู้เล่นใหม่ จะต้องมีบีเลเยอร์หรือผู้ช่วยที่ชำนาญการปีนหน้าผาเป็นผู้ช่วยทุกครั้ง คอยดูแลและช่วยเหลือกันระหว่างปีน ผู้เล่นต้องสวมหมวกกันน็อกและเสื้อชูชีพตลอดเวลาที่ปีนหน้าผา สวมใส่รองเท้าสำหรับปีนหน้าผา ระหว่างปีนถ้ารู้สึกเหนื่อยควรหยุดพักก่อนได้ ไม่จำเป็นอย่ามองข้างล่าง มีสมาธิกับจุดที่ยืนและเชือกที่เราจับเท่านั้น ซึ่งประสบการณ์จะช่วยให้เราตัดสินใจและปีนหน้าผาได้ดีขึ้นเอง”

 

ดอกกาแฟ บานที่ชุมพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2559 เวลา 12:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/409333

ดอกกาแฟ บานที่ชุมพร

โดย…ปริวัฒน์ จันทร

ดอกกาแฟบานสะพรั่งในไร่กาแฟที่บ้านถ้ำสิงห์ อ.เมือง จ.ชุมพร แหล่งปลูกกาแฟโรบัสต้าชื่อดังของ จ.ชุมพร ที่มีพื้นที่เพาะปลูกกาแฟมากที่สุดในประเทศไทย จากจุดเริ่มต้นปลูกเมื่อปี พ.ศ. 2512 โดย ผวน ศิลปศร ผู้นำกาแฟพันธุ์โรบัสต้ามาปลูกคนแรกที่บ้านถ้ำสิงห์ สืบทอดมาถึง นิคม ศิลปศร ผู้เผยแพร่กาแฟชุมพรให้เป็นที่รู้จักกันดีทั่วไป และทุกวันนี้ นิคมยังคงปลูกกาแฟในสวนผสมผสานกับทุเรียน มังคุด หมาก พลู ฯลฯ เป็นวิสาหกิจชุมชนต้นแบบที่น่าเรียนรู้ศึกษา

ดอกกาแฟสีขาวหอมเย็นจะบานในช่วงเดือน ธ.ค.-ม.ค.ของทุกปี ดอกที่บานแล้วในอีก 1 ปีถัดมาจึงเป็นผลกาแฟสีเขียวและสีแดงให้เก็บเกี่ยว ชาวสวนจะนำเมล็ดกาแฟไปแช่ ล้าง อบในเตาแสงอาทิตย์ แล้วคั่วจนหอมกรุ่น และได้กลายมาเป็นหนึ่งใน Dream Destination ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

คอลัมน์ ลู้ปส์ ส่งกันมาได้ที่เดิมเลยครับ สำหรับคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพจากแอพมือถือเท่ๆ หรือถ่ายภาพสวยๆ แนวๆ อาร์ตๆ ฮิปๆ พอสวยๆ สัก 5-10 รูป ฝากเขียนชื่อตรง Subject นิดนึงว่า Loops ส่งมาอวดกันได้ที่อีเมลอาจารย์เลยนะครับ (bambi5789@gmail.com) ถ้าได้อะไรที่มันฮิปๆ แบบ Bike Diary ยิ่งดีเลยครับ

อย่าลืมส่งรูปมาอวดกันล่ะ… เฝ้ารออยู่นะฮะ

 

 

 

 

 

 

ภูเก็ต ออร์คิด รีสอร์ท แอนด์ สปา สแปลชริมทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2559 เวลา 11:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/409195

ภูเก็ต ออร์คิด รีสอร์ท แอนด์ สปา สแปลชริมทะเล

โดย…นิทรา ราตรี

ถ้าฝันของเด็กๆ คือได้หยุดไปทะเล หรือเล่นสวนน้ำ ภูเก็ต ออร์คิด รีสอร์ท แอนด์ สปา ก็คงเป็นรีสอร์ทในฝันของเด็กน้อยที่ผู้ปกครองต้องตามใจ เพราะนอกจากจะห่างจากหาดกะรน 2 นาที ยังมีสระว่ายน้ำพร้อมสไลเดอร์ยักษ์สูง12 เมตร ให้เล่นฟรีๆ

รีสอร์ทตั้งกลุ่มเป้าหมายไว้ชัดเจนว่าจะเอาใจกลุ่มครอบครัวและกลุ่มประชุมสัมมนา รีสอร์ทมีห้องประชุมขนาดใหญ่รองรับได้ 500 คน และห้องพักจำนวน 524 ห้องแต่สำหรับครอบครัว รีสอร์ทเพิ่งเพิ่มลูกเล่นขนาดยักษ์ทำให้สวนน้ำที่อลังการอยู่แล้วยิ่งน่าตื่นใจ

รีสอร์ทมีสระว่ายน้ำแบบลากูน 3 สระ สระว่ายน้ำเด็ก และสไลเดอร์ระดับต่างๆ ได้แก่ สไลเดอร์ยักษ์สูง 12 เมตร สำหรับเด็กอายุ 8 ปีขึ้นไป สไลเดอร์สูง 7.5 เมตร สำหรับเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป และสไลเดอร์จิ๋วอีก 4 จุด สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี โดยส่วนของสระว่ายน้ำเด็กมีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย นอกจากนี้รีสอร์ทยังมีสนามเด็กเล่น คิดส์คลับพร้อมกิจกรรมสันทนาการทั้งร้องเพลง เต้นรำ วาดภาพระบายสี ปั้นดินน้ำมัน คอร์สทำม็อกเทลผลไม้ และกิจกรรมจูเนียร์ เชฟ กับคอร์สทำอาหารไทย

 

ส่วนของห้องพักประกอบด้วย ห้องดีลักซ์ ห้องพูลแอ็กเซส และห้องแฟมิลี่ โดยห้องสำหรับครอบครัวมีขนาด 38 ตร.ม. พร้อมเตียงสองชั้นสำหรับเด็ก และมีบริการพี่เลี้ยงเด็กมืออาชีพราคา 250 บาท/ชม. สำหรับผู้ปกครองก็สามารถสนุกในวันพักผ่อนได้กับกีฬากอล์ฟ เทนนิส สควอชวินด์เซิร์ฟ ดำน้ำลึก พาราเซลริ่ง และสกี รวมถึงนวดผ่อนคลายที่กานดา สปา กับโปรแกรมสปาที่ผสมผสานศาสตร์แห่งตะวันตกและตะวันออกไว้ด้วยกัน

รีสอร์ทอยู่ห่างจากหาดกะรน 2 นาที และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น ห่างจากหาดกะตะ 1 กม. แหลมพรหมเทพ 8 กม.หาดป่าตอง 9 กม. และวัดฉลอง 13 กม. ทำให้ไม่ว่าจะพาลูกไปเล่นน้ำทะเลหรือเข้าเมืองซื้อของก็สะดวกแก่การเดินทาง

คราวหน้าถ้าลูกร้องอยากไปทะเลก็ลงมาภูเก็ต ช่วงนี้ทะเลฝั่งตะวันตกลมสงบ ท้องฟ้าโปร่ง ทะเลเรียบ สมกับเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวในรอบปี

 

Price : ห้องดีลักซ์ 4,050 บาท ห้องแฟมิลี่ 5,760 บาท ตั้งแต่วันนี้ – เม.ย. 2559

Place : ห่างจากหาดกะรน 2 นาที จ.ภูเก็ต ติดต่อกะตะกรุ๊ปรีสอร์ท โทร. 02-616-3140-4 เว็บไซต์ www.katagroup.com

Promotion : –

 

เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ ปั่นไปแวะไปย่านเลียบด่วนฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2559 เวลา 11:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/408738

เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ ปั่นไปแวะไปย่านเลียบด่วนฯ

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ ศูนย์การค้าที่ได้ชื่อว่าเป็นมิตรกับนักปั่นจักรยาน โดยเฉพาะนักปั่นย่านถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ที่ปั่นไปแวะ ณ จุดพักอันเก๋ไก๋ซึ่งผสมผสานไลฟ์สไตล์และสุขภาพที่ดีเข้าไว้ด้วยกัน นักปั่นท่านใดจะแวะไปเยี่ยมบ้างก็ตามมาได้

ล่าสุด ผู้เขียนได้มีโอกาสไปลองศึกษาเส้นทางการปั่นจักรยานที่ศูนย์การค้าใหม่แกะกล่องแห่งนี้ ได้เห็นถึงความตั้งใจในการสนับสนุนเหล่านักปั่นจักรยาน แม้ว่าปัจจุบันไบค์เลนถนนเลียบด่วนฯ ยังมีมุมมองต่างในเรื่องความปลอดภัยและการใช้งานได้จริง เนื่องจากการเชื่อมต่อกับเส้นทางต่อเนื่องเพื่อไปยังถนนหรือเส้นทางอื่นๆ ยังไม่สะดวกเพียงพอก็ตาม

แต่หากคำนึงถึงประโยชน์สำหรับคนในพื้นที่ สำหรับการปั่นออกกำลังเพื่อลดพลังงานหรือเพื่อการออกกำลังกาย ไบค์เลนเลียบด่วนฯ ก็ตอบโจทย์ได้ตามควร สำหรับเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ ตั้งอยู่ริมถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา หรือถนนประดิษฐ์มนูธรรม เป็นไบค์เลนหรือทางจักรยานของกรุงเทพมหานครอยู่แล้ว ระยะทางรวม 12 กิโลเมตร คือตั้งแต่ถนนพระราม 9-ถนนรามอินทรา

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา เล่าให้ฟังว่า ทางเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ได้ใช้ข้อดีเรื่องสถานที่ตั้งสร้างเลนจักรยาน โดยให้เชื่อมต่อจากเลนด้านนอก เพื่อนักปั่นจะได้สามารถปั่นสู่ไบค์เลนในศูนย์การค้าได้

“เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ถือเป็นศูนย์การค้าแห่งแรกในไทยที่มีความพร้อมในการรองรับนักปั่นรถจักรยาน ส่งเสริมให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเป็นจักรยาน ลดปัญหาการจราจรบนถนนประดิษฐ์มนูธรรมที่ปัจจุบันหนาแน่นมาก”

เมื่อก้าวสู่โลกของไบค์เลนในเซ็นทรัลฯ ทางเข้าหลักของจักรยานจะอยู่ตรงบริเวณก่อนถึงประตู 2 และเมื่อเข้าไปสู่ศูนย์การค้า จะสังเกตเห็นได้ชัดเจนถึงเลนปั่นจักรยานสีส้มสดใสสะดุดตา นับเป็นการสร้างจุดสังเกตนำสายตาที่ดี ทำให้นักปั่นไม่งง จะปั่นไปทางไหนก็ง่ายขึ้น และเมื่อลองปั่นวนดูรอบๆ ก็จะสามารถปั่นได้รอบศูนย์การค้าเพื่อเข้าสู่ที่จอดที่ทางศูนย์ฯ เตรียมไว้ให้

เลนปั่นจักรยานที่นี่อาจไม่รองรับนักแข่งหรือผู้ที่หวังจะมาปั่นแบบเอาจริงเอาจังเท่าไหร่นัก แต่สำหรับนักปั่นที่ต้องการลดการใช้รถยนต์ หรือปั่นเพื่อการออกกำลังกาย ที่นี่สะดวกและปลอดภัย ด้านจุดจอดรถจักรยานมี 2 จุด จุดแรกอยู่บริเวณประตู 2 ติดกับจุดจอด Super Bike และบริเวณประตู 3 ติดกับ Pet Park

“กระแสตอบรับดีมาก ทางศูนย์ฯ จึงจัดสรรพื้นที่จอดเต็มที่ ไม่ต้องกังวลว่าจะหาที่จอดไม่ได้ ปัญหาที่พบในช่วงแรกมักมีรถยนต์ไปจอดขวางทางปั่น จึงแก้ไขด้วยการนำกรวยไปตั้งกั้นทางจักรยานไว้ตลอดแนว ในส่วนท่อระบายน้ำได้นำแผ่นเหล็กไปปิดเรียบเพื่อไม่ให้เกิดอันตราย”

ดร.ณัฐกิตติ์ เล่าว่า เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ได้รับแรงบันดาลใจเรื่องไบค์เลนสำหรับนักปั่นมาจาก “มีท แพคกิ้ง ดิสทริค” ในนิวยอร์ก “โคเวนต์ การ์เด้น” ในลอนดอน และ “โอโมเตะซันโดะ” ในโตเกียว ผสมผสานกันเป็นศูนย์การค้าที่เป็นมิตรกับนักปั่น รับเทรนด์สุขภาพและการปั่นจักรยานที่เชื่อว่าจะฮิตข้ามปี

ในอนาคตจะเพิ่มที่จอดจักรยานและปรับปรุงที่จอดให้รองรับจักรยานได้หลายรูปแบบมากขึ้น ใครรักการออกกำลังกายแวะมาปั่นจักรยานที่ศูนย์การค้าฯ ได้ตั้งแต่ 6 โมงเช้า หรือจะปั่นมาจอดแล้ววิ่งขึ้นไปวิ่งจ๊อกกิ้งบนสกายรัน (Sky Run) หรือลู่วิ่งดาดฟ้าก็ยังได้ ลู่วิ่งธีมธรรมชาติ สภาพแวดล้อมสีเขียวแสนสดชื่น ปั่นไปอินเทรนด์ไปกับชุมชนเพื่อนนักปั่นที่มักนิยมแวะจอดพักกลางทางที่นี่

นอกจากนี้ พ่อแม่ที่มีลูกวัยกำลังซน เด็กๆ สามารถขี่จักรยานเล่นที่โซนพิเศษของศูนย์ฯ ได้ด้วย โดยเป็นโซนร่มรื่นในอาคารศูนย์การค้าฯ นั่นเอง ระวังจะปั่นจักรยานกันจนเพลินไม่ยอมกลับบ้านก็แล้วกัน

 

สวนสยาม โลกแห่งความสนุกมิรู้ลืม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มกราคม 2559 เวลา 09:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/408127

สวนสยาม โลกแห่งความสนุกมิรู้ลืม

โดย…แมงโก้หวาน

ไปแล้วต้องบอกว่าสุดยอด สุข สนุกไม่รู้ลืมจริงๆ สำหรับสวนสยาม ทะเล-กรุงเทพฯ

เมื่อไปแล้วชอบ ไปแล้วสนุก ไปแล้วมีความสุข เราจึงต้องจัด “สวนสยาม” อยู่ในทำเนียบ “ที่ชอบๆ” ของผมและสำหรับทุกคน โดยเฉพาะเด็กๆ ถ้าได้ไปแล้วรับรองว่าต้องชอบ มีความสุข สดใสแน่นอน

บนเนื้อที่กว่า 300 ไร่ นอกเหนือจากสวนน้ำอันเป็นบริการเริ่มแรกของสวนสยามที่ยังคงความประทับใจและความนิยมได้จนกระทั่งทุกวันนี้แล้ว สวนสยามยังถูกสรรค์สร้างให้กลายเป็นอุทยานอเนกประสงค์ที่ตรงกับความต้องการของผู้คนทุกเพศทุกวัยในครอบครัวด้วยบริการต่างๆ มากมาย

โดยเฉพาะเครื่องเล่นชั้นนำจากผู้ผลิตแนวหน้าระดับโลก สมบูรณ์แบบที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วม 30 ชนิด พร้อมกับดื่มด่ำกับความสงบร่มรื่น อบอวลกลิ่นอายธรรมชาติเขียวชอุ่มท่ามกลางแมกไม้ เกลียวคลื่น สายลม แสงแดด และบรรยากาศทะเล้ ทะเล

รวมแล้วประกอบด้วย 5 โซนหลัก ได้แก่ วอเตอร์พาร์ค สวนน้ำที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียภายใต้เงาต้นไม้ร่มครึ้ม สมาชิกทุกคนในครอบครัวจะได้เพลิดเพลินสนุกสนานกับทะเลเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ธารน้ำวนสุดสนุก สไลเดอร์ยักษ์ ซูเปอร์สไปรัลรางน้ำคดเคี้ยว บ่อสปาเพื่อสุขภาพ หรือแม้แต่คุณจะเอนกายบนเตียงผ้าใบใต้ร่มไม้ สไลเดอร์จิ๋วสำหรับคุณหนูๆ สไลเดอร์ยักษ์ 7 สีสายรุ้งความสูงเท่ากับตึก 7 ชั้น

โซนที่ 2 X-Zone 11 เครื่องเล่น อาทิ บูมเมอแรง รถไฟเหาะตีลังกาถอยหลัง ด้วยความเร็ว 80 กม./ชม. หมุนตีลังการวม 6 ครั้ง หากได้ขึ้นไปอยู่บนนั้นรับรองว่าคุณจะต้องกรี๊ดๆๆ (ใครไม่กรี๊ดให้รู้ไป ฮ่าๆๆ) หรือจะเพลิดเพลินบนหลังพญาเหยี่ยวบินถลาโฉบไปมากลางห้วงอากาศบนความสูงกว่า 50 เมตร ยักษ์ตกตึก (Giant Drop) ดิ่งพสุธาจากความสูง 75 เมตร สัมผัสประสบการณ์สุดเสียวในสภาพไร้การควบคุมที่ทำให้คุณแทบลืมหายใจ เป็นต้น

ถัดมาโซน Family World สนุกสุขสันต์กันทั้งครอบครัวด้วยเครื่องเล่นและสถานที่หลากหลาย อาทิ ม้าหมุนสองชั้นสุดคลาสสิกที่มีชื่อเสียงระดับโลก ให้ได้มีความสุขกับโลกแห่งจินตนาการประหนึ่งเจ้าชายเจ้าหญิงบนหลังอาชา และรถฟักทองในนิยายโบราณ ท่องป่าแอฟริกาผจญภัยด้วยการล่องเรือหรือนั่งรถไฟไปบนพื้นที่กว้างใหญ่ 20 ไร่ จำลองชีวิตผู้คนและฝูงสัตว์ต่างๆ กว่า 200 ชีวิต ร้อยเรียงเป็นเรื่องราวในดินแดนแอฟริกาอันลี้ลับที่น้อยคนจะมีโอกาสได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

อย่าลืมไปท้าสยองกับบิ๊ก ดับเบิ้ล ช็อก (Big Double Shock) รับรองว่าตื่นเต้นสยดสยองด้วยภาพจินตนาการในภพหลังความตายสมบูรณ์แบบที่สุดในประเทศไทยด้วยเรื่องราวสยองขวัญที่เรียงร้อยจากเรื่องเล่าของทุกชนชาติ จากความสยองลองมาสนุกกับ Log Flume นั่งบนท่อนซุงกลางกระแสน้ำเชี่ยวทะยานขึ้นสู่ยอดเขาผ่านถ้ำเสือสิงโตก่อนทิ้งดิ่งจากความสูง 27 เมตร วิ้วๆๆ สนุก ตื่นเต้น ปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีทันสมัยควบคุมด้วยเซ็นเซอร์ทั้งระบบ

ปิดท้ายด้วย Small World โลกใบเล็กของคุณหนูๆ สำหรับเด็กความสูง 100-130 ซม. เต็มอิ่มด้วย 6 เครื่องเล่น อาทิ ม้าหมุนเล็ก (Mini Carousel) เครื่องบินประจัญบานเล็ก (Mini Astrofighter)
เรือหรรษา (Mini Boat) เป็นต้น ทั้งหมดทั้งมวลล้วนตอบโจทย์ทุกเพศทุกวัย ไปแล้วต้องชอบ อย่างไรก็ตามทุกเครื่องเล่นควรอยู่ในสายตาของคุณพ่อคุณแม่นะครับ

นอกจากทั้ง 5 โซนแห่งความสุข สนุก ตื่นเต้น เร้าใจแล้ว ยังมีค่ายลูกเสือสวนสยามเหมาะมากสำหรับที่พรั่งพร้อมด้วยบุคลากร ครูผู้ฝึกสอนระดับปริญญา ผู้เชี่ยวชาญทั้งภาคปฏิบัติ ทฤษฎี และการจัดกิจกรรม พร้อมฐานปฏิบัติการจริงที่สมบูรณ์มากกว่า 20 ฐาน ล้วนให้ความปลอดภัย สนุกสนาน ตลอดจนสิ่งอำนวยประโยชน์ของเรือนพักอาศัยพร้อมห้องน้ำในตัวที่สามารถรองรับนักเรียนได้กว่า 700 คน ห้องประชุม ลานจัดแคมป์ไฟ โรงอาหารสะอาด สะดวก ภายใต้ธรรมชาติอันแสนร่มรื่นและการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชม.

ช่วงใกล้ปีใหม่นี้จึงเหมาะกับการไปเที่ยวพร้อมครอบครัวอย่างสุขสำราญใจ แม้ไม่ต้องไปถึงทะเลก็มีความสุขได้อย่างเต็มอิ่ม

 

ทะเลหมอกที่ดอยเสมอดาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มกราคม 2559 เวลา 13:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/408067

ทะเลหมอกที่ดอยเสมอดาว

โดย…อ.ตากวาง bambi5789@gmail.com ภาพ Panta

คอลัมน์ ลู้ปส์ ส่งกันมาได้ที่เดิมเลยครับ สำหรับคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพจากแอพมือถือเท่ๆ หรือถ่ายภาพสวยๆ แนวๆ อาร์ตๆ ฮิปๆ พอสวยๆ สัก 5-10 รูป ฝากเขียนชื่อตรง Subject นิดนึงว่า Loops ส่งมาอวดกันได้ที่อีเมลอาจารย์เลยนะครับ (bambi5789@gmail.com) ถ้าได้อะไรที่มันฮิปๆ แบบ Bike Diary ยิ่งดีเลยครับ

อย่าลืมส่งรูปมาอวดกันล่ะ… เฝ้ารออยู่นะฮะ

 

 

 

 

วัดกู่กุด กุดเพราะคน…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2559 เวลา 12:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/407939

วัดกู่กุด กุดเพราะคน...

โดย…วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

วัดจามเทวี หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าวัดกู่กุด ตั้งอยู่ริมถนนจามเทวี ต.เมือง จ.ลำพูน วัดแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 1298 ด้วยฝีมือช่างละโว้ลักษณะพระเจดีย์เป็นสี่เหลี่ยมแบบพุทธคยาในประเทศอินเดีย แต่ละด้านมีรูปพระพุทธรูปยืนปางประทานพรต่อกันขึ้นไปเป็นสามเหลี่ยมคล้ายพีระมิด อายุกว่า 1,000 ปี

สาเหตุที่ชาวบ้านเรียกว่าวัด “กู่กุด” เนื่องจากเดิมยอดเจดีย์ห่อหุ้มด้วยทองคำ แต่เนื่องด้วยความละโมบโลภมากของมนุษย์ที่ไม่มีสิ้นสุด ยอดดังกล่าวก็หายไปในสมัยใดไม่แน่ชัด จากนั้นชาวบ้านจึงเรียกว่า “วัดกู่กุด” พระเจดีย์แห่งนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “พระเจดีย์สุวรรณจังโกฏ”

 

 

 

 

เมอเวนพิค สยาม โฮเต็ล พัทยา ช่วงเวลาของครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2559 เวลา 12:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/407935

เมอเวนพิค สยาม โฮเต็ล พัทยา ช่วงเวลาของครอบครัว

โดย…นิทรา ราตรี

วันหยุดของครอบครัวไม่ต้องเถียงกันว่าจะไปไหน เพียงขับรถจากกรุงเทพฯ ไปไม่ไกลก็จะพบคำตอบที่ เมอเวนพิค สยาม โฮเต็ล พัทยา (Movenpick Siam Hotel Pattaya) โรงแรมระดับ 5 ดาวใหม่ล่าสุดริมหาดนาจอมเทียน จ.ชลบุรี ที่พร้อมให้ครอบครัวมาสนุกกันที่สระว่ายน้ำกลางแจ้งขนาด 4 ไร่ และชายหาดส่วนตัวยาว 90 ม.

เมอเวนพิคเป็นโรงแรมสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการบริการระดับพรีเมียมและความเป็นเลิศด้านอาหาร ครั้งนี้เมอเวนพิคได้จับมือกับสยามกลการลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท สร้างโรงแรมขนาด 262 ห้อง โดยได้รับแรงบันดาลมาจากหาดทรายและท้องทะเล ทำให้ห้องพักมีความอบอุ่นของสีหาดทรายและความสดใสของทะเลสีคราม แบ่งเป็น 4 ประเภท ตั้งแต่ดีลักซ์ พรีเมียร์ จูเนียร์สวีท เอ็กเซ็กคิวทีฟสวีท แฟมิลี่สวีท และเพรสซิเดนเชียลสวีทแน่นอนว่าห้องสำหรับครอบครัวต้องเป็นแฟมิลี่สวีทที่แยกห้องนอนของเด็กๆ และพ่อแม่ แต่ถ้าเป็นลูกเล็กก็สามารถนอนร่วมกับพ่อแม่ที่ห้องดีลักซ์ได้ เพราะขนาดห้องมีพื้นที่ใช้สอยกว้างพอสำหรับผู้ใหญ่และเด็กน้อย

 

นอกจากนี้ รีสอร์ทยังตอบรับกลุ่มครอบครัวอย่างเต็มรูปแบบด้วยคลับสำหรับเด็กธีมโลกใต้ทะเล สปา ห้องออกกำลังกาย และคลับเลานจ์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ ส่วนห้องอาหารมี 3 ร้าน หนึ่งในนั้นเป็นสเต๊กเฮาส์ชื่อดังสไตล์นิวยอร์กที่คัดสรรเนื้อชั้นดีมาเสิร์ฟใส่จาน

การออกแบบและตกแต่งเป็นฝีมือของบริษัท พี 49 ที่โดดเด่นเรื่องงานดีไซน์ไม่ซ้ำซากและทันสมัย อย่างล็อบบี้มีแนวคิดมาจากหน้าผา จึงทำเฟอร์นิเจอร์ที่มีรูปทรงเหมือนก้อนหินมาใช้เพื่อให้ทุกคนรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติ และรายละเอียดต่างๆ ที่คงคอนเซ็ปต์ของทะเลไว้ ขนาดตัวตึกยังถูกออกแบบเป็นรูปเรือใบสะท้อนเมืองชายทะเล

 

เมื่อได้พักที่เมอเวนพิค สยาม โฮเต็ล พัทยา ไม่จำเป็นต้องออกไปไหน เพราะโรงแรมมีให้ครบแล้วทั้งความสนุก ผ่อนคลาย ความโรแมนติก (ที่ทำให้หวนคิดถึงทริปฮันนีมูน) และสิ่งสำคัญคือช่วงเวลาแห่งความสุขที่ได้อยู่กับครอบครัว

Price : ดีลักซ์ 7,250 บาท พรีเมียร์ 8,250 บาท จูเนียร์สวีท 10,750 บาท เอ็กเซ็กคิวทีฟสวีท 12,250 แฟมิลี่สวีท 13,750 บาท และเพรสซิเดนเชียลสวีท 30,750 บาท

 

Place : ริมหาดนาจอมเทียน ใกล้ท่าเรือ โอเชี่ยนมาริน่า พัทยา จ.ชลบุรี โทร. 033-078-888 เว็บไซต์ www.movenpuck-pattaya.com

Promotion : ห้องดีลักซ์ ราคา 4,999 บาท ตั้งแต่วันนี้-31 มี.ค. 2559

 

เที่ยว Dong Van เมืองเก่าสุดแดนเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2559 เวลา 17:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/419838

เที่ยว Dong Van เมืองเก่าสุดแดนเหนือ

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

จากฉบับที่แล้วได้นำเสนอเรื่องราวความน่าสนใจของจังหวัดห่าซาง (Ha Giang) กันไปแล้ว แต่ความน่าสนใจยังไม่หมดแค่เพียงเท่านั้น เพราะนอกจากพื้นที่ทุ่งนาขั้นบันไดที่เขตฮวงซูฟี (Hoang Su Phi) และความตระการตาของธรรมชาติที่สวยงามของเขตก่วนบ่ะ (Quan Ba) แล้ว ที่จังหวัดห่าซางยังมีอีกหลายเขตด้วยกัน ซึ่งแต่ละเขตนั้นก็มีความโดดเด่นและมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไป

เขตด่งหวาน (Dong Van) เป็นอีกเขตหนึ่งของจังหวัดห่าซาง ที่มีความน่าสนใจไม่แพ้พื้นที่เขตอื่นๆ เพราะถ้าหากเราเดินทางออกจากตัวเมืองห่าซางขึ้นไปทางเหนือของจังหวัด ก็จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของลักษณะภูมิประเทศ ที่เริ่มเปลี่ยนจากภูเขาธรรมดาๆ ทั่วไป กลายเป็นพื้นที่ของภูเขาหินปูนเต็มตลอดสองข้างทาง ซึ่งลักษณะของภูเขาหินปูนที่เป็นเอกลักษณ์และโดดเด่นนี้เอง ทำให้พื้นที่นี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางธรณีวิทยา ในปี ค.ศ. 2010 โดยพื้นที่ของภูเขาหินปูนนั้น มีพื้นที่กว้างถึง 2,346 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่ดังกล่าวก็ไม่ได้มีแค่ที่เขตด่งหวานเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงพื้นที่ของอีก 3 เขตในจังหวัดห่าซาง นั่นก็คือ เขตเย็นมิน (Yen Minh) เขตก่วนบ่ะ (Quan Ba) และเขตเหมี่ยวแหวก (Meo Vac)

ปัจจุบันนอกจากทัศนียภาพของภูเขาหินปูน ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเพิ่มมากขึ้นแล้ว ที่ตัวเมืองด่งหวานก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ถึงแม้ว่าตัวเมืองจะเป็นเมืองขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่ที่นี่ก็ถูกพัฒนาให้เป็นอีกเมืองหนึ่งที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวเวียดนามและต่างชาติ ที่นี่พร้อมไปด้วยร้านอาหาร โรงแรมทันสมัย หรือจะเป็นบ้านพักแบบโฮมสเตย์ก็มีอยู่หลายหลัง นอกจากนี้ หากใครชอบการใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ เมืองด่งหวานเหมาะอย่างยิ่ง เพราะสามารถเดินเล่นย่านถนนเก่าใจกลางเมืองได้ด้วยตัวเองง่ายๆ รวมถึงมีร้านกาแฟไว้บริการนักท่องเที่ยวอยู่หลายร้าน และที่มากไปกว่านี้ก็คือ บริเวณใจกลางเมืองยังเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบร่วมสมัยที่ผสมผสานความเป็นฝรั่งเศส จีน แต่ก็ยังคงแบบฉบับดั้งเดิมของคนในพื้นที่นี้ไว้ได้เป็นอย่างดี และถึงแม้ว่าอาคารเก่าเหล่านี้จะมีอายุมากขึ้นตามกาลเวลา แต่ก็ยังคงสภาพความสมบูรณ์อยู่ไม่น้อย

อาคารเก่าที่มีอายุกว่า 200 ปี หลังหนึ่งใจกลางเมือง ที่กำแพงอาคารสร้างจากดิน ตัวอาคารสร้างจากไม้ บวกกับสีสันบนตัวอาคารที่สวยสะดุดตานั้น ทำให้ไม่ว่าใครที่มีโอกาสได้มาเห็น ไม่มีใครที่จะไม่พูดถึงอาคารเก่าหลังนี้ จนทำให้ที่นี่เสมือนเป็นจุดนัดพบของผู้คนที่มาเยือนเมืองด่งหวานไปแล้ว นอกจากภายนอกจะดูสวยสะดุดตาแล้ว ภายในอาคารก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นร้านกาแฟ ซึ่งตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์เดิมของเจ้าของบ้าน ข้าวของเครื่องใช้ในสมัยก่อนถูกนำมาใช้ประดับอย่างลงตัว และถึงแม้ว่าข้าวของเครื่องใช้จะทรุดโทรมไปตามระยะเวลา แต่ก็ยังคงหลงเหลือเค้าโครงที่พอจะสะท้อนให้เราได้เห็นถึงการใช้ชีวิตของคนที่นี่ในอดีตได้เป็นอย่างดี

 

หากเดินทางมาเที่ยวที่เขตด่งหวาน นอกจากความเป็นธรรมชาติของภูเขาหินและเสน่ห์เมืองเก่าของด่งหวานแล้ว ที่นี่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของด่งหวาน นั่นคือ ตำหนักของกษัตริย์ม้ง ซึ่งปัจจุบันเปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบเต็มตัว โดยบริเวณทางเข้านั้นมีร้านขายของที่ระลึก และเป็นจุดจำหน่ายบัตรเข้าชม ซึ่งราคาจะอยู่ที่คนละ 2 หมื่นด่อง หรือประมาณคนละ 30 บาท ภายในตำหนักยังถูกแบ่งออกเป็นอาคารสำหรับต้อนรับแขกและอาคารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงขนบธรรมเนียมและการดำเนินชีวิตของผู้คนที่นี่ได้เป็นอย่างดี และด้วยสถานการณ์ทางสังคมในอดีตที่มีความซับซ้อนอยู่มาก จึงทำให้กษัตริย์ออกแบบให้ตำหนักแห่งนี้เป็นเหมือนบังเกอร์ป้องกันเหตุร้ายและล้อมรอบด้วยกำแพงสูง ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างในตำหนักกษัตริย์ม้งแห่งนี้ยังคงสภาพความสมบูรณ์ไว้เป็นอย่างดี และในปัจจุบันที่นี่ก็มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเดินทางมาเที่ยวชมเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้แล้วที่ด่งหวานยังมีอีกสถานที่หนึ่ง ที่หากใครเดินทางมาเที่ยวเมืองด่งหวานและไม่ไปที่นี่ก็เท่ากับว่ามาไม่ถึงด่งหวาน สถานที่ที่ว่าคือ หอธงชาติหลุงกู๋ (Lung Cu Flag Tower) ที่ตั้งอยู่บนยอดภูโหร่งหรือภูมังกร ซึ่งถือเป็นจุดเหนือสุดของประเทศเวียดนาม ซึ่งหอธงชาตินี้ถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกับหอธงชาติที่กรุงฮานอย โดยฐานถูกสร้างเป็น 8 เหลี่ยม ที่สลักรูปกลองมโหระทึกดงเซิน สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเวียดนาม รวมถึงมีการแกะสลักฐานทั้ง 8 ด้านด้วยภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเวียดนาม และขนบธรรมเนียมของชาวเขาชนเผ่าต่างๆ ไว้อีกด้วย

 

โครงสร้างของหอธงชาติหลุงกู๋นั้น ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกันคือ ส่วนที่เป็นฐาน จะต้องเดินขึ้นบันไดหิน 389 ขั้น และหากต้องการขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของหอธงชาติ ก็ต้องขึ้นบันไดเหล็กวนเป็นรูปก้นหอยอีก 140 ขั้น และถึงแม้ว่าจะต้องออกแรงเดินบนทางชันเพื่อให้ขึ้นมาถึงยังจุดสูงสุดนั้น แน่นอนว่าไม่มีใครไม่รู้สึกเหนื่อย แต่ต้องบอกว่า เมื่อได้ขึ้นมาเห็นธงชาติสีแดงโบกสะบัดตัดกับสีของท้องฟ้า รับรองว่าชื่นใจหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งแน่นอน โดยผืนธงชาติมีความยาว 54 เมตร ซึ่งหมายถึงจำนวนชนเผ่าทั้งหมด 54 ชนเผ่าของประเทศเวียดนาม และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้หอธงชาติแห่งนี้เป็นเหมือนสิ่งแสดงความภาคภูมิใจของประชาชนชาวเวียดนาม ที่พวกเขาจะต้องหาโอกาสมายืนบนหอธงชาติแห่งนี้ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต

หากใครกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่มีครบทุกมิติ ทั้งความสวยงามของธรรมชาติ วิถีชีวิตของผู้คน ที่กิน ที่เที่ยว รวมถึงต้องการชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมเก่าแก่โบราณ ที่เมืองด่งหวานแห่งนี้เหมาะที่จะเป็นตัวเลือกอย่างยิ่ง แต่ถ้าหากจะให้ทริปการเดินทางของคุณพิเศษกว่าทุกครั้ง ทีมงานโลก 360 องศา แนะนำให้คุณเดินทางมาช่วงเทศกาลปีใหม่ของประเทศเวียดนาม เพราะนอกจากสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ แล้ว ยังมีโอกาสได้เห็นการเฉลิมฉลองปีใหม่ของชาวเขาเผ่าต่างๆ ซึ่งจะมีให้เห็นแค่เพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น

แต่หากอดใจรอมาเที่ยวชมด้วยตัวเองไม่ไหว ก็สามารถรับชมความน่าสนใจของเมืองด่งหวานทั้งหมดได้ในรายการโลก 360 องศา วันเสาร์นี้ ทาง ททบ.5 เวลา 21.20 น. โดยประมาณ และสามารถติดตามเรื่องราวความน่าสนใจอื่นๆ ได้ในโพสต์ทูเดย์ฉบับต่อๆ ไป

พิพิธภัณฑ์นวัตกรรมซัมซุง สำหรับคอไอที…นี่คือสวรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/418653

พิพิธภัณฑ์นวัตกรรมซัมซุง สำหรับคอไอที...นี่คือสวรรค์

โดย…สมแขก

นอกจากชื่อตัวละครในซีรี่ส์เกาหลี อาหารเกาหลี และรายชื่อเครื่องสำอางที่พอจะคุ้นเคยอยู่บ้าง พ้นจากนั้นสมแขกต้องยอมรับว่าแทบไม่มีภาพใดๆ ของเกาหลีใต้อยู่ในคำนึงเลย จนกระทั่งมีโอกาสได้ไปเยือนเกาหลีใต้เมื่อต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ภาพของแดนโสมขาวก็เด่นชัดขึ้น

เกาหลีใต้โดดเด่นเรื่องนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ไม่แพ้ญี่ปุ่น มีพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรี่กระจัดกระจายทั่วเมือง ดังนั้น การไปเยือนพิพิธภัณฑ์ในเกาหลีจึงไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ ออกจะตื่นตาตื่นใจเสียด้วยซ้ำ สำหรับคอไอทีที่ชื่นชอบเทคโนโลยีต้องไม่พลาดที่จะไปเยือนพิพิธภัณฑ์นวัตกรรมซัมซุง ( Samsung Innovation Museum : SIM) ณ ซัมซุงดิจิทัลซิตี้ (Samsung Digital City) ในเมืองซูวอน ที่เปลี่ยนบทบาทของพิพิธภัณฑ์จากรูปแบบเดิมมาเป็นการผสมผสานระหว่างพิพิธภัณฑ์โบราณกับห้องแสดงนิทรรศการ ที่จะทำให้คุณลืมบางช่วงเวลาที่ทันสมัยที่สุดในประวัติศาสตร์ของเทคโนโลยี ที่เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งซัมซุงใช้โอกาสนี้ฉลองครบรอบ 45 ปีด้วย

ใช้เวลาเดินทางจากกรุงโซลประมาณ 1 ชั่วโมง ก็จะถึง Samsung Innovation Museum ซึ่งเป็นอาคาร 5 ชั้น มีพื้นที่จัดแสดงรวมกว่า 10,950 ตารางเมตร รวบรวมสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นของซัมซุงและจากบริษัทอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์กับเกาหลี ตั้งแต่ผลงานนวัตกรรมชิ้นเอกทางประวัติศาสตร์มาจัดแสดงให้ได้ชมกว่า 160 ชิ้น พิพิธภัณฑ์นี้จะทำให้ผู้เข้าชมมีโอกาสเรียนรู้ความเป็นมาของซัมซุง ว่าเริ่มต้นมาจากไหนและซัมซุงได้วาดแรงบันดาลใจในการดำเนินการสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อย่างไร

 

การออกแบบและตกแต่งเรียบง่ายแต่แฝงด้วยแรงบันดาลใจและสะท้อนให้เห็นถึงโลกในอดีตและปัจจุบันของเทคโนโลยี รวมทั้งให้ภาพอนาคตที่ออกแบบโดยซัมซุง แบ่งออกเป็นห้องโถงแสดงนิทรรศการ 3 ห้องหลัก แม้จะเต็มไปด้วยข้อมูลแต่ก็แฝงด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลิน ได้แก่ ฮอลล์จัดแสดงที่ 1 ยุคแห่งนักประดิษฐ์ (The Age of Inventors) บอกเล่าต้นกำเนิดของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 18-20 จัดแสดงสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคไมเคิล ฟาราเดย์, โทมัส เอดิสัน และเกรแฮม เบลล์ ซึ่งยุคนี้เป็นยุคแห่งการค้นพบไฟฟ้า ระบบแสงสว่าง โทรคมนาคม เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน วิทยุ มีสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดขึ้นในยุคนี้ เช่น เครื่องรับส่งโทรเลขไร้สายชื่อ “แม็กกี้/Maggie” ประดิษฐ์ขึ้นโดยกูกลิเอลโม มาร์โคนี หลอดไฟฟ้าแบบไส้รุ่นแรกของเอดิสัน เครื่องซักผ้าไฟฟ้าหมายเลข 45 ของบริษัท เมย์แท็ก (Maytag) และตู้เย็นแบบมอนิเตอร์ท็อป (Monitor Top Refrigerator) ของบริษัท จีอี ปี 1929

มาถึงฮอลล์จัดแสดงที่ 2 ยุคแห่งนวัตกรรมอุตสาหกรรม (The Age of Industry Innovation) ที่แสดงผลงานผลิตภัณฑ์และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของซัมซุงและบริษัทคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นจอแสดงภาพและมือถือ และยุคแห่งการสร้างสรรค์ที่มีโรงภาพยนตร์หน้าจอโค้ง 180 องศา พาโนรามา 4K ระดับ Ultra HD ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ผู้เยี่ยมชมสามารถศึกษาการประดิษฐ์คิดค้นต่างๆ ที่สำคัญ เช่น การค้นพบทรานซิสเตอร์ การพัฒนาวงจรรวม และวิวัฒนาการของเทคโนโลยีหน้าจอ  ในขณะที่พื้นที่จัดแสดงโทรศัพท์มือถือนั้น มีการจัดแสดงทั้งโทรศัพท์มือถือ และสมาร์ทโฟนเครื่องแรกของโลกไว้ด้วย ในพื้นที่นี้ ซัมซุงยังได้ยกเหตุการณ์ตัวอย่าง หรือเรื่องราวจากทั่วทุกมุมโลกที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมด้านโทรคมนาคมของซัมซุง ซึ่งรวมไปถึงเหตุการณ์ในปี 2010 ที่ซัมซุงเคยส่งโทรศัพท์มือถือรุ่นจีที-ไอ 7410 / GT-i7410 ที่มีเครื่องฉายโปรเจกเตอร์และมีการบันทึกคลิปวิดีโอเพื่อให้ขวัญและกำลังใจลงไปในเหมืองใต้ดินที่มีนักขุดเหมืองชาวชิลี 33 คน ติดอยู่เป็นเวลาถึง 69 วัน รวมไว้ด้วย

 

เมื่อจบจากห้องจัดแสดงที่ 2 แล้ว จะตื่นตาตื่นใจในยุคสมัยของการสร้างสรรค์ (The Age of Creation) ที่ห้องจัดแสดงที่ 3 ที่นำเทคโนโลยีล่าสุดและวิสัยทัศน์ในอนาคตของซัมซุง ในโซนนี้มีโรงภาพยนตร์ที่ใช้หน้าจอความละเอียดยูเอชดีแบบพาโนรามา ที่แสดงภาพยนตร์ที่แสดงพันธกิจของซัมซุงทั้งในด้านนวัตกรรมและการสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าเดิม ส่วนโซนจัดแสดงผลิตภัณฑ์เป็นการจำลองโลกแห่งอนาคตที่นำเทคโนโลยีมาผนวกกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนได้อย่างลงตัว ตั้งแต่บริการสมาร์ทโฮม ด้านธุรกิจค้าปลีก สุขภาพ การบริการโรงแรมและที่พัก องค์กรภาครัฐ การเงินการธนาคาร การจัดการองค์กรจากอุปกรณ์เคลื่อนที่ (Enterprise Mobility) และการศึกษา ซึ่งแต่ละส่วนมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์สำหรับองค์กรธุรกิจมากมาย ซึ่งตัวอย่างของการบริการแต่ละอย่างผู้เยี่ยมชมสามารถทดสอบได้ทั้งหมด เรามาจบที่ส่วนสุดท้ายคือนานัมแกลเลอรี่เป็นโซนที่จัดแสดงสินค้าที่ระลึกและตัวอย่างโครงการเพื่อสังคมของซัมซุง โดยซัมซุงจะนำรายได้จากการจำหน่ายสินค้าที่ระลึกไปสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมในความรับผิดชอบของซัมซุงต่อไป

การมาเยือนพิพิธภัณฑ์นวัตกรรมซัมซุงทำให้เราได้เห็นว่าสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ มีความสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และความคิดสร้างสรรค์ก็เป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้ซัมซุงสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ล้ำหน้าภายในเวลาอันรวดเร็ว นอกจากจะได้เห็นทั้งประวัติศาสตร์ และความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของซัมซุงจนก้าวมาเป็นแบรนด์ลำดับ 7 ของโลก ถ้าหากคอเทคโนโลยีมีโอกาสมาเยือนเกาหลีใต้ อย่าพลาดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ทีเดียว เพราะคุณจะได้แรงบันดาลใจกลับไปเต็มกระบุง

พิพิธภัณฑ์นวัตกรรมซัมซุงเปิดให้เข้าชมทุกวันจันทร์ถึงวันเสาร์ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น.(หยุดวันอาทิตย์ วันหยุดราชการ และวันสิ้นปี) มีมัคคุเทศก์นำเที่ยวเฉพาะวันธรรมดา และต้องสำรองล่วงหน้า (กลุ่มละไม่เกิน 20 คน) ทั้งนี้ ผู้สนใจเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์นี้ในวันจันทร์ถึงวันศุกร์จำเป็นต้องแจ้งให้พิพิธภัณฑ์ทราบล่วงหน้าก่อนที่เว็บไซต์ www.samsunginnovationmuseum.com (ยกเว้นวันเสาร์ที่ไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้า)