ซื้อมาแค่ $35 กลายเป็นประติมากรรมโรมันประเมินค่าไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682408

วันที่ 07 พ.ค. 2565 เวลา 10:41 น. ซื้อมาแค่ $35 กลายเป็นประติมากรรมโรมันประเมินค่าไม่ได้

ประติมากรรมโรมันสลักจากหินอ่อนชิ้นนี้เคยอยู่ที่เยอรมนี แต่มาตกอยู่ที่ร้านของของราคาถูกในเทกซัสได้อย่างไรยังไม่มีใครรู้

The Art Newspaper รายงานว่า ในปี 2018 หญิงอเมริกันชื่อ ลอร่า ยัง (Laura Young) ได้เข้าไปในร้าน Goodwill ในเมืองออสติน รับเท็กซัส ซึ่งเป็นเชนร้านค้าจำหน่ายสินค้าราคาเป็นมิตรจากการบริจาคที่ดำเนินการโดยองค์การไม่หวังผลกำไร เธอมาที่นี่เพื่อเพื่อค้นหาของที่จะนำไปขายต่อเพราะเธอทำธุรกิจร้านขายของวินเทจ 

ที่ร้านแห่งนี้เธอพบกับประตมากรรมแกะสลักจากหินอ่อนเป็นรูปบุคคลครึ่งตัว และเสียหายเล็กน้อย และซื้อมาในราคา 34.99 ดอลลาร์ ดูเผินๆ เหมือนมันจะไม่มีราคาค่างวดอะไร

ลอร่าบอกว่าประติมากรรมนี้ “อยู่บนพื้นใต้โต๊ะ มันดูค่อนข้างสกปรก ค่อนข้างเก่า” เธอซื้อมันและ “ขอให้ผู้ชายที่ทำงานที่นั่นแบกมันไปที่รถของฉัน” โดยที่เธอคาดเข็มขัดนิรภัยไว้กับเบาะ

แต่หลังจากการสืบค้นก้พบว่ามันกลายเป็นรูปปั้นครึ่งตัวที่หายากและมีค่าอย่างยิ่ง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นรูปเมหือนโรมันโบราณ ผู้บัญชาการชาวโรมัน ดรูซุส เกร์มานิคุส (Drusus Germanicus)

และจากการการวิจัยในภายหลังโดยผู้เชี่ยวชาญของ Sotheby บริษัทปะมูลชื่อดังพบว่าได้รับการแกะสลักในศตวรรษแรก และครั้งสุดท้ายที่ทราบที่อยู่ของมันคือเป็นส่วนหนึ่งของคอลเล็กชั่นพิพิธภัณฑ์ในแคว้นบาวาเรียในเยอรมนี

พิพิธภัณฑ์ศิลปะซานอันโตนิโอ (San Antonio Museum of Art) ซึ่งจัดแสดงประติมากรรมนี้เปนการชั่วคราวระบุว่า รูปเหมือนของดรูซุส เกร์มานิคุส “ครั้งหนึ่งเคยตั้งอยู่ในเมืองอัสชาฟเฟนบวร์ก (Aschaffenburg) ประเทศเยอรมนี ในบ้านจำลองเต็มรูปแบบจากเมืองปอมเปอีที่เรียกว่า Pompejanum (ปอมเปยานุม) สร้างโดยพระเจ้าลุดวิกที่ 1 แห่งบาวาเรีย (Ludwig I of Bavaria) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องบินทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรมุ่งเป้าไปที่เมืองอัสชาฟเฟนบวร์ก และทำให้ Pompejanum เสียหายร้ายแรง และภาพเหมือนก็หายไป”

“หลังสงคราม กองทัพสหรัฐฯ ได้จัดตั้งสถานที่ปฏิบัติงานทางทหารหลายแห่งในเมืองอัสชาฟเฟนบวร์ก ซึ่งหลายแห่งยังคงอยู่จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามเย็น เป็นไปได้มากว่าทหารที่กลับมานำรูปปั้นนี้ไปที่เท็กซัส ซึ่งยังคงไม่มีใครทราบจนถึงปี 2018”

ตามข้อตกลงกับฝ่ายบริหารของพระราชวัง สวน และทะเลสาบของรัฐบาวาเรีย (Bayerische Verwaltung der staatlichen Schlösser, Gärten und Seen) ประติมากรรมนี้จะจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะซานอันโตนิโอจนกว่าจะถึงปี 2023 และจะคืนให้กับทางเยอรมนี แล้วจะจัดแสดงที่นั่นโดยป้ายระบุรายละเอียดจะเอ่ยชื่อลอร่า ยังเอาไว้ด้วย

Photo – Laura Young and San Antonio Museum of Art

รัสเซียลั่นโปแลนด์ไม่เป็นมิตร อาจเป็นที่มาของภัยคุกคาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682406

วันที่ 07 พ.ค. 2565 เวลา 10:05 น.รัสเซียลั่นโปแลนด์ไม่เป็นมิตร อาจเป็นที่มาของภัยคุกคาม

รัฐบาลเครมลินกล่าวว่าโปแลนด์อาจเป็นแหล่งที่มาของภัยคุกคาม ส่วนโปแลนด์ไม่หวั่น

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน โฆษกของรัฐบาลรัสเซียที่เครมลิน ดมิทรี เปสคอฟ กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า โปแลนด์แสดงวาจาที่ไม่เป็นมิตร และโปแลนด์อาจเป็น “แหล่งของภัยคุกคาม”

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม นายกรัฐมนตรี มาเตอูซ โมราวิซกี ของโปแลนด์กล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ Euronews ว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเป็น “อาชญากรสงคราม” ซึ่งกำลัง “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ในยูเครน และสหภาพยุโรปจะต้องไม่กลับมา “ทำธุรกิจตามปกติ” กับรัสเซียตราบเท่าที่เขายังคงอยู่ในอำนาจ 

โปแลนด์ได้เรียกร้องให้สหภาพยุโรปเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรและให้พันธมิตรนาโตตะวันตกติดอาวุธยูเครนในขณะที่พยายามต่อต้านกองกำลังรัสเซียที่หลั่งไหลเข้ามาทางตะวันออก

นอกจากนี้ ในช่วงนี้ Euronews ยังรายงานว่ามีข้อมูลเท็จเกี่ยวกับกองทัพของโปแลนด์และฟินแลนด์ได้เผยแพร่ทางออนไลน์ท่ามกลางการรุกรานยูเครนของรัสเซีย ผู้ใช้โซเชียลมีเดียได้กระพือข้อมูลอย่างผิด ๆ ว่าทั้งสองประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปกำลังเตรียมเข้าสู่สงครามหรือมีส่วนร่วมในความขัดแย้งทางทหาร

แต่ สตานิสลอว์ ซาริน โฆษกฝ่ายความมั่นคงของโปแลนด์ กล่าวว่า รัสเซียได้ดำเนินการรณรงค์บิดเบือนข้อมูลร่วมกับโปแลนด์มาเป็นเวลาหลายวันแล้ว รวมถึงข้อเสนอแนะว่าอาจเป็นภัยคุกคามต่อบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน

“เป้าหมายของการกระทำของรัสเซียคือการสร้างความไม่ไว้วางใจระหว่างโปแลนด์และยูเครน รวมถึงการใส่ร้ายโปแลนด์และนำเสนอโปแลนด์ในฐานะประเทศอันตรายที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในยุโรปตะวันออก” เขาเขียนในความคิดเห็นทางอีเมล

แอนนา มอสโกวา รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศของโปแลนด์ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า “โปแลนด์ภูมิใจที่ได้อยู่ในรายชื่อประเทศที่ไม่เป็นมิตรของปูติน”

Photo – REUTERS/Leonhard Foeger

จีนออกคำเตือนถึงคนที่ตั้งคำถาม ‘นโยบายปลอดโควิด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682375

วันที่ 06 พ.ค. 2565 เวลา 16:45 น.จีนออกคำเตือนถึงคนที่ตั้งคำถาม 'นโยบายปลอดโควิด'

จีนยึดมั่น Zero-Covid เตือนจะไม่นิ่งเฉยต่อคำพูดหรือการกระทำที่บิดเบือน ตั้งคำถาม หรือต่อต้านนโยบายของประเทศ

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. CNN รายงานว่าประชุมคณะกรรมการกรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (โปลิตบูโร) ซึ่งนำโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระบุว่าจีนยังคงยึดมั่นในนโยบายปลอดโควิด (Zero-Covid) อย่างแน่วแน่ และออกคำเตือนหนักแน่นต่อทุกคนที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าว

คณะกรรมการ 7 คนของโปลิตบูโรให้คำมั่นว่า “จะยึดมั่นในนโยบายปลอดโควิดอย่างแน่วแน่ และดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อคำพูดหรือการกระทำใดๆ ที่บิดเบือน ตั้งคำถาม หรือต่อต้านนโยบายควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศของเรา”

รายงานระบุว่านี่ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้นำจีนได้แสดงความเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับการจัดการกับโควิด-19 นับตั้งแต่ที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนหลังบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดในเซี่ยงไฮ้

หลังจากที่ประชาชนจำนวนหนึ่งไม่พอใจนโยบายดังกล่าวเนื่องจากการล็อกดาวน์ที่เข้มงวด และบ่อยครั้ง ตลอดจนส่งผลกระทบในทางลบต่อเศรษฐกิจของจีน ในขณะที่หลายประเทศเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติกันแล้ว

โดยที่ประชุมระบุว่ากลยุทธ์การป้องกันและควบคุมโรคเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์และมีประสิทธิภาพ ซึ่งจีนเคยเอาชนะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในอู่ฮั่นมาได้แล้ว และจะสามารถเอาชนะการแพร่ระบาดในเซี่ยงไฮ้ได้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นทำให้จีนต้องล็อกดาวน์เมืองต่างๆ กว่าสิบแห่งทั่วประเทศ รวมถึงเซี่ยงไฮ้ เมืองที่ใหญ่และมั่งคั่งที่สุดของประเทศ และเป็นหนึ่งในมหานครที่ใหญ่ที่สุดในโลก กลายเป็นเมืองใหญ่เมืองแรกของจีนที่ถูกล็อกดาวน์ทั้งเมือง ส่งผลให้ประชาชนราว 25 ล้านคนต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน สร้างความกังวลต่อการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

โดยในช่วง 5 สัปดาห์ที่ผ่านมาชาวเซี่ยงไฮ้จำนวนมากระบายความไม่พอใจกับการจัดการกับโควิด-19 ของรัฐบาลผ่านโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่านโยบายของรัฐทำให้บางพื้นที่ขาดแคลนอาหารและการรักษาพยาบาล ประชาชนหลายพื้นที่ไม่สามารถออกจากบ้านได้แม้ออกมาเพื่อซื้อของใช้จำเป็น

แม้รัฐบาลจะยืนยันว่ามีการแจกจ่ายอาหารและเวชภัณฑ์ให้กับประชาชน แต่ชาวจีนส่วนหนึ่งโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียว่าพวกเขาได้รับอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งรัฐบาลจีนเตือนให้ใช้วิจารณญาณในการแยกแยะข่าวลือและข้อเท็จจริง และมีการลบวิดีโอและโพสต์ของผู้ที่แสดงความไม่พอใจต่อการล็อกดาวน์บนโลกออนไลน์

รายงานระบุว่าประชาชนจำนวนหนึ่งส่งเสียงประท้วงจากทางหน้าต่าง มีการทุบหม้อและกระทะ ตะโกนโห่ร้องด้วยความไม่พอใจ ขณะที่บางคนปะทะกับตำรวจและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตามท้องถนน

นอกจากนี้ บรรดานักเศรษฐศาสตร์และผู้ประกอบการเกิดความกังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากมาตรการล็อกดาวน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินของประเทศ และศูนย์กลางการผลิตและการขนส่งที่สำคัญ

The Times of India ระบุว่าความคิดเห็นของคณะกรรมการมีขึ้นหลังจากที่แอนโธนี เฟาซี ที่ปรึกษาทางการแพทย์ของรัฐบาลสหรัฐให้ความเห็นว่าการล็อกดาวน์ของจีนไม่น่าจะประสบความสำเร็จในระยะยาว เช่นเดียวกับชาวจีนจำนวนหนึ่งที่ตั้งคำถามถึงความจำเป็นและความสมเหตุสมผลของมาตรการดังกล่าว ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทาน หลังจากที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศหดตัวลงอย่างรวดเร็วในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา

Photo by REUTERS/Florence Lo

Explainer: A guide to the Philippines election

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40015318


The Philippines holds an election on Monday to decide thousands of positions across the archipelago, including who will take over from Rodrigo Duterte and become its president for the next six years.

Explainer: A guide to the Philippines election

Below is a rundown of what to expect.

WHAT’S BEING DECIDED?

The election will choose a president, vice president, 12 senators, 300 lower house legislators, and about 18,000 officials across 7,600 islands, including mayors, governors and their deputies.

About 67.5 million of the Southeast Asian nation’s 110 million population are eligible voters and most ballots will be cast on election day, with polls open from 6 a.m. to 7 p.m. (2200-1100 GMT).

Each voter must select one candidate for each post, from president, vice president and senate, all the way down to their local district councillors. Winners serve three-year terms, except for the president, vice president and senators, who serve six years.

WHO ARE THE PRESIDENTIAL CONTENDERS?

Ferdinand Marcos Jr, 64, the son and namesake of the dictator overthrown in a 1986 “People Power” uprising, has been the clear leader in all opinion polls this year.

A former governor, congressman and senator, Marcos is a political heavyweight from a family with deep pockets and powerful connections. Critics say him winning the presidency is the Marcos family’s endgame in whitewashing its past and changing narratives of authoritarianism, plunder and opulent living.

Marcos’s campaign message is unity and during recent interviews has been unabashed in praising his late father for his “genius” and leadership.

Explainer: A guide to the Philippines election

His closest rival is Leni Robredo, 57, who beat Marcos in the 2016 vice presidential election. Robredo is a former human rights lawyer and staunch liberal who as vice president has led campaigns against poverty and gender inequality. She entered politics in 2013 after the death in a plane crash of her husband, a former interior minister.

Explainer: A guide to the Philippines election

Other candidates include Manila mayor Francisco “Isko Moreno” Domagoso, retired boxing champion Manny Pacquiao and Panfilo Lacson, a former police chief, although they have consistently trailed in polls. 

ARE PHILIPPINE ELECTIONS CREDIBLE?

Although vote-buying, political violence and occasional glitches with electronic voting machines have been problems in the Philippines, fraud on the level that would cast doubt on the credibility of polls or their outcome is very unlikely.

Independent poll monitor the Asian Network for Free Elections concluded that each of the most recent Philippines elections were generally free and fair, with turnout remaining high at about 80%.

HOW IMPORTANT IS THE OVERSEAS BALLOT?

Millions of Filipinos have either settled or taken jobs overseas. They collectively remit tens of billions of dollars each year, helping sustain families and drive the Philippine economy.

As breadwinners, the 1.7 million registered overseas voters – and many more Filipinos holding other nationalities – can be key in influencing the voting choices of their families back home or their communities abroad.

WHEN WILL WINNERS BE KNOWN?

Vote-counting starts after polls close and there can be a strong indication of who will be the new president within a few hours via a live, unofficial vote count.

The election commission is aiming to announce most of the winners by the end of May and those will soon after be confirmed by a proclamation of the current legislature.

The president-elect has seven weeks before being sworn in, during which time their transition team will work out policy plans and sound out potential cabinet members.

DOES THE VICE PRESIDENCY MATTER?

The vice president has no real power unless the president vacates office, but as election running mates, they can be crucial allies in rallying supporters behind presidential candidates.

Marcos has teamed up with current President Duterte’s daughter, Sara Duterte-Carpio. Her support in the south – historically a weak spot for the Marcos family – could be 
a game-changer. While her father has not endorsed Marcos, or any other candidate, he is almost certain to absorb some of the outgoing president’s support.

The vice president is elected in a separate contest and may not be an ally of whoever becomes president.

WHAT ABOUT PARTIES?

In the Philippines, political parties tend to be secondary to personalities, with loyalties shifting easily.

Family names and endorsements from celebrities, social media influencers and politicians carry enormous weight – far more than party affiliation.

Widespread defections are anticipated and lawmakers will often ally themselves with whoever becomes president, although rivalries and ideological differences will ensure a political opposition exists.

Published : May 07, 2022

By : Reuters

Fiji seizes $300 mln yacht of Russian oligarch on U.S. request

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40015301


Authorities in Fiji have seized a $300 million yacht of Russian oligarch Suleiman Kerimov at the request of the United States, the U.S. Justice Department said on Thursday (May 5), as Washington and its allies press Russia over its invasion of Ukraine.

Fiji seizes $300 mln yacht of Russian oligarch on U.S. request

AFiji court had ruled on Tuesday that the United States can seize a Russian-owned superyacht, weeks after it arrived and was impounded by police.

Authorities in various countries have seized luxury vessels and villas owned by Russian billionaires in response to sanctions imposed on Russia over its invasion of Ukraine, which Russia calls a special military operation.

Kerimov was sanctioned by the United States in 2014 and 2018 in response to Russia’s actions in Syria and Ukraine. He has also been sanctioned by the European Union.

The U.S. Justice Department’s Taskforce KleptoCapture has focused on seizing yachts and other luxury assets to put the finances of Russian oligarchs under strain in a bid to pressure Russian President Vladimir Putin over the war in Ukraine.

The luxury vessel, the Amadea, arrived in Fiji last month after an 18-day voyage across the Pacific from Mexico.

The U.S. Treasury Department’s office of foreign assets control designated Kerimov as part of a group of Russian oligarchs who profit from the Russian government through corruption and its activities around the globe, including the occupation of Crimea.

Published : May 06, 2022

By : Reuters

India objects to WHO report of 4.7 million COVID excess deaths

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40015299


India on Thursday (May 5) objected to a new World Health Organization (WHO) report of people having died as a result of COVID-19, which showed the country’s toll was nearly 10 times the reported figure.

India objects to WHO report of 4.7 million COVID excess deaths

Almost three times as many people have died as a result of COVID-19 as official data show, according to a new World Health Organization (WHO) report, the most comprehensive look at the true global toll of the pandemic so far.

There were 14.9 million excess deaths associated with COVID-19 by the end of 2021, the U.N. body said on Thursday (May 5).

The official count of deaths directly attributable to COVID-19 and reported to WHO in that period, from January 2020 to the end of December 2021, is slightly more than 5.4 million.

The WHO’s excess mortality figures reflect people who died of COVID-19 as well as those who died as an indirect result of the outbreak, including people who could not access healthcare for other conditions when systems were overwhelmed during huge waves of infection.

It also accounts for deaths averted during the pandemic, for example, because of the lower risk of traffic accidents during lockdowns.

But the numbers are also far higher than the official tally because of deaths that were missed in countries without adequate reporting. Even pre-pandemic, around six in 10 deaths around the world were not registered, WHO said.

The WHO report said that almost half of the deaths that until now had not been counted were in India. The report suggests that 4.7 million people died there as a result of the pandemic, mainly during a huge surge in May and June 2021.

The Indian government, however, puts its death toll for the January 2020-December 2021 period far lower: about 480,000.

WHO said it had not yet fully examined new data provided this week by India, which has pushed back against the WHO estimates and issued its own mortality figures for all causes of death in 2020 on Tuesday. WHO said it may add a disclaimer to the report highlighting the ongoing conversation with India.

The WHO panel, made up of international experts who have been working on the data for months, used a combination of national and local information, as well as statistical models, to estimate totals where the data is incomplete – a methodology that India has criticised.

However, other independent assessments have also put the death toll in India far higher than the official government tally, including a report published in Science which suggested 3 million people may have died of COVID in the country.

Other models have also reached similar conclusions about the global death toll being far higher than the recorded statistics. For comparison, around 50 million people are thought to have died in the 1918 Spanish Flu pandemic, and 36 million have died of HIV since the epidemic began in the 1980s.

Samira Asma, WHO assistant director-general for data, analytics and delivery for impact, who co-led the calculation process, said data was the “lifeblood of public health” needed to assess and learn from what happened during the pandemic.

“Too much is unknown,” she told reporters in a press briefing.

Prime Minister Narendra Modi’s government has rejected the WHO estimate that 4.7 million people died in India as a result of the pandemic until last year when hospitals ran out of oxygen and beds due to a record wave is driven by the Delta variant. India has reported only 524,002 COVID-19 deaths – the most after the United States and Brazil – with more than 43 million infections. Actual infections are believed to be in the hundreds of millions in the country of 1.35 billion people.

In a statement issued after the numbers were published, the Indian government said WHO had released the report “without adequately addressing India’s concerns” over what it called “questionable” methods.

A senior health official said the Indian government rejected the WHO estimates as “the numbers are based on modelling and assumptions”.

Published : May 06, 2022

By : Reuters

ยูเครนเตรียมรับ PzH 2000 ปืนใหญ่ยิงเร็วส่งตรงจากเยอรมนี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682381

วันที่ 06 พ.ค. 2565 เวลา 18:30 น.ยูเครนเตรียมรับ PzH 2000 ปืนใหญ่ยิงเร็วส่งตรงจากเยอรมนี

ปืนใหญ่ที่เคยร่วมสงครามอัฟกานิสถานกำลังจะถูกส่งตรงจากเยอรมนีไปยังยูเครน

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. กระทรวงกลาโหมเยอรมนีเปิดเผยว่าได้บรรลุข้อตกลงในการจัดหาปืนใหญ่อัตตาจรแพนเซอร์ฮาวอิตเซอ 2000 (PzH 2000) แบบหุ้มเกราะจำนวน 7 กระบอกให้แก่ยูเครน เพื่อสนับสนุนความพยายามของยูเครนในการป้องกันประเทศจากกองกำลังรัสเซีย

โดยรัฐบาลเยอรมนีจะส่ง PzH 2000 รวมถึงจัดให้มีการฝึกทหารยูเครนในการใช้ปืนใหญ่อัตตาจรดังกล่าวด้วย

รายงานของบลูมเบิร์กและซีเอ็นเอ็นระบุว่าปืนใหญ่ PzH 2000 ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับรถถัง สามารถยิงได้ต่อเนื่องราว 10 นัดต่อนาที ไปยังเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปถึง 40 กิโลเมตร โดยปืนทั้ง 7 กระบอกจะมาจากกองทัพบุนเดิสแวร์ (Bundeswehr) ของเยอรมนี

ทั้งนี้ เยอรมนีเปลี่ยนท่าทียอมส่งอาวุธหนักไปช่วยยูเครนเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา หลังจากที่ก่อนหน้านั้นยืนยันว่าจะไม่ส่งอาวุธหนักไปช่วยยูเครนเด็ดขาด

แพนเซอร์ฮาวอิตเซอ 2000

แพนเซอร์ฮาวอิตเซอ 2000 ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์การทหารบุนเดิสแวร์ (Photo by Stephencdickson/Wikipedia)

เป็นปืนใหญ่อัตตาจรที่มีอัตราการยิงสูงมาก และสูงสุดถึง 3 นัด ใน 9 วินาที, 10 นัด ใน 56 วินาที และสามารถยิงต่อเนื่องได้ระหว่าง 10 ถึง 13 นัด ต่อนาที ขึ้นอยู่กับความร้อนที่ปากกระบอกปืน

ปืนดังกล่าวพัฒนาโดยบริษัท Krauss-Maffei Wegmann (KMW) และ Rheinmetall มีความยาวประมาณ 12 เมตร กว้างประมาณ 4 เมตร และสูงประมาณ 3 เมตร มีการหุ้มเกราะเพื่อป้องกันลูกระเบิด และถูกติดตั้งบนล้อสายพาน ซึ่งสามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็วประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แพนเซอร์ฮาวอิตเซอ 2000 เข้าร่วมสนามรบครั้งแรกในปี 2006 โดยกองทัพเนเธอร์แลนด์ในสงครามอัฟกานิสถาน ซึ่งเข้าโจมตีฝ่ายตอลิบาน ในเมืองกันดะฮาร์ ของอัฟกานิสถาน

ปัจจุบันแพนเซอร์ฮาวอิตเซอ 2000 ประจำการอยู่ในกองทัพเยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และกรีซ รวมแล้วมากกว่า 330 กระบอก

Photo by Dutch Ministry of Defence/Wikipedia

ภาวะสมองไหล เมื่อดูไบกลายเป็นบ้านใหม่ของบรรดาเศรษฐีรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682361

วันที่ 06 พ.ค. 2565 เวลา 15:30 น.ภาวะสมองไหล เมื่อดูไบกลายเป็นบ้านใหม่ของบรรดาเศรษฐีรัสเซีย

พิษคว่ำบาตร! บรรดาเศรษฐี-ผู้ประกอบการชาวรัสเซียย้ายไปดูไบมากเป็นประวัติการณ์

BBC รายงานว่าดูไบได้กลายเป็นสวรรค์สำหรับเศรษฐีรัสเซียที่หนีผลกระทบจากการคว่ำบาตรของตะวันตก หลังเกิดสงครามในยูเครน โดยบรรดามหาเศรษฐีและผู้ประกอบการชาวรัสเซียเดินทางไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วยจำนวนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

นอกจากนี้รายงานยังระบุว่าการซื้อสังหาริมทรัพย์ในดูไบของชาวรัสเซียเพิ่มขึ้นเป็น 67% ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2022

ทั้งนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไม่ได้คว่ำบาตรรัสเซียหรือวิพากษ์วิจารณ์การเปิดปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน นอกจากนี้ยังให้วีซ่าแก่ชาวรัสเซียที่ไม่ได้ถูกคว่ำบาตร ขณะที่บรรดาชาติตะวันตกระงับการเดินทางของพวกเขา

รายงานของ BBC ระบุว่ายังไม่ทราบตัวเลขที่แน่นอน แต่คาดว่ามีชาวรัสเซียหลายแสนคนเดินทางออกนอกประเทศในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่รัสเซียบุกรุกยูเครน โดยรายงานอ้างนักเศรษฐศาสตร์ชาวรัสเซียรายหนึ่งซึ่งกล่าวว่ามีพลเมืองออกไปมากถึง 200,000 คนในช่วง 10 วันแรกหลังสงครามเริ่มต้นขึ้น

ขณะที่ Virtuzone บริษัทที่ปรึกษาด้านการประกอบธุรกิจในดูไบเผยว่ามีลูกค้าชาวรัสเซียเพิ่มขึ้นอย่างมาก และได้รับความสนใจจากชาวรัสเซียมากขึ้นถึง 5 เท่า เนื่องจากพวกเขากังวลเกี่ยวกับปัญหาทางเศรษฐกิจของรัสเซีย จึงต้องการย้ายมาประกอบธุรกิจในดูไบ

ด้านตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ระบุว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ในดูไบพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นของชาวรัสเซีย

โดย Betterhomes หน่วยงานด้านอสังหาริมทรัพย์ในดูไบพบว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของชาวรัสเซียเพิ่มขึ้น 2 ใน 3 ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2022 และ Modern Living กล่าวว่าได้ว่าจ้างตัวแทนที่พูดภาษารัสเซียจำนวนมากเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ส่วน Thiago Caldas กล่าวว่าได้รับโทรศัพท์จากชาวรัสเซียหลายสายที่ต้องการย้ายไปดูไบทันที

ภาวะสมองไหล

BBC รายงานว่าบริษัทข้ามชาติและสตาร์ทอัพของรัสเซียหลายแห่งกำลังย้ายพนักงานไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงบริษัท WeWay บริษัทเทคโนโลยีบล็อกเชนที่มีสำนักงานในรัสเซียและยูเครนซึ่งเปิดเผยว่าภายหลังสงครามปะทุขึ้น บริษัทได้ย้ายพนักงานหลายร้อยคนออกจากยูเครนและรัสเซียเพื่อไปยังดูไบ เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ปลอดภัยสำหรับการดำเนินธุรกิจ

ขณะที่ระดับโลกอย่าง Goldman Sachs, JP Morgan และ Google ที่ปิดสำนักงานในรัสเซีย ก็กำลังย้ายพนักงานบางส่วนไปยังดูไบเช่นกัน

Photo by REUTERS/Karim Sahib/File Photo

เผยยูเครนยิงเรือธงรัสเซียอับปางกลางทะเลดำ ได้สหรัฐช่วยชี้เป้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682354

วันที่ 06 พ.ค. 2565 เวลา 13:45 น.เผยยูเครนยิงเรือธงรัสเซียอับปางกลางทะเลดำ ได้สหรัฐช่วยชี้เป้า

สือต่างประเทศอ้างสหรัฐให้ข้อมูลช่วยยูเครนทราบพิกัดและโจมตีเรือธงรัสเซียจมลงทะเลดำเมื่อเดือนก่อน

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. สำนักข่าวต่างประเทศเปิดเผยข้อมูลใหม่ระบุว่าสหรัฐอเมริกาให้ความช่วยเหลือด้านข่าวกรองแก่ยูเครน ซึ่งช่วยให้กองกำลังยูเครนสามารถค้นหาและโจมตีเรือมอสควา เรือธงของกองทัพเรือรัสเซียได้จนอับปางกลางทะเลดำเมื่อเดือนที่แล้ว

โดยในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมากระทรวงกลาโหมรัสเซียออกมาเปิดเผยว่าเรือลาดตระเวนติดอาวุธนำวิถีมอสควา ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธ และจมลงสู่ทะเลดำ ซึ่งเป็นเหตุให้มีทหารรัสเซียเสียชีวิต 1 นาย และสูญหายอีก 27 นาย ขณะที่ทหารบนเรืออีกเกือบ 400 นายต้องรีบอพยพขึ้นจากเรือ

ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐเปิดเผยในขณะนั้นว่าเรือมอสควาถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธของยูเครน 2 ลูก

ทั้งนี้ เรือมอสควาเป็นเรือธงที่มีบทบาทสำคัญมากต่อกองทัพรัสเซียในการปฏิบัติการรุกเมืองมาริอูโปล ซึ่งเป็นเมืองท่าที่สำคัญทางตอนใต้ของยูเครน

The US provided intelligence that helped Ukraine target Russia’s prized Moskva warship with anti-ship cruise missiles, sources say. https://t.co/lmIvCewO1a

— CNN (@CNN) May 5, 2022

โดยรายงานจาก The New York Times และ CNN ล่าสุดระบุว่าสหรัฐมีส่วนช่วยเหลือยูเครนในการโจมตีเรือมอสควา โดยให้ข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งของเรือลำดังกล่าวแก่ยูเครน

รายงานของ The New York Times ก่อนหน้านี้ยังชี้ว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาสหรัฐได้ให้ความช่วยเหลือด้านข่าวกรองแก่ยูเครน ช่วยให้ยูเครนสามารถกำหมดเป้าหมายและสังหารนายพลรัสเซียได้หลายคน

โดยรายงานระบุว่าหน่วยข่าวกรองสหรัฐได้ให้ข้อมูลลับแก่ยูเครนในหลากหลายพื้นที่ ตั้งแต่การเคลื่อนไหวของกองทัพรัสเซียไปจนถึงข้อมูลเพื่อใช้ในการกำหนดเป้าหมาย ซึ่งการแบ่งปันข่าวกรองนี้เป็นส่วนหนึ่งของความช่วยเหลือที่สหรัฐมอบให้แก่ยูเครน นอกเหนือไปจากอาวุธหนักและความช่วยเหลืออื่นๆ รวมมูลค่าหลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ความช่วยเหลือดังกล่าวช่วยให้ยูเครนได้รับข่าวกรองเกี่ยวกับสนามรบแบบเรียลไทม์ ทราบถึงความเคลื่อนไหวของกองกำลังรัสเซีย และช่วยยูเครนยืนยันตำแหน่งของเป้าหมายที่สำคัญ ซึ่งนอกจากสหรัฐแล้วยังมีพันธมิตรนาโตประเทศอื่นๆ ที่ให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์แก่กองทัพยูเครนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม จอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐยอมรับว่าสหรัฐให้ข้อมูลบางอย่างแก่ยูเครนเพื่อช่วยเหลือในการป้องกันประเทศ แต่ยืนยันว่าสหรัฐไม่ได้ให้ข้อมูลการกำหนดเป้าหมายโดยเฉพาะเจาะจงเพื่อโจมตีเรือดังกล่าว และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของยูเครนที่จะโจมตีเรือหรือปฏิบัติการใดๆ สหรัฐไม่ทราบว่ายูเครนมีแผนที่จะโจมตีเรือ ตลอดจนไม่เคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งของนายพลรัสเซีย

Photo by REUTERS/Alexey Pavlishak/File Photo

สงครามท้าทายระบบสาธารณสุข สถานพยาบาลยูเครนถูกถล่มเกือบ 400 แห่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682341

วันที่ 06 พ.ค. 2565 เวลา 11:30 น.สงครามท้าทายระบบสาธารณสุข สถานพยาบาลยูเครนถูกถล่มเกือบ 400 แห่ง

ผู้นำยูเครนเผยสถานพยาบาลถูกทำลายเกือบ 400 แห่ง ขาดแคลนยารักษาโรค-แพทย์ไม่สามารถผ่าตัด

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เผยการรุกรานของรัสเซียได้โจมตีหรือทำลายโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ในยูเครนไปแล้วเกือบ 400 แห่ง ขัดขวางการทำงานของแพทย์ในการผ่าตัดและรักษาผู้ป่วย

ขณะที่สถานพยาบาลหลายแห่งโดยเฉพาะในภาคตะวันออกและภาคใต้ซึ่งอยู่ท่ามกลางสนามรบกำลังขาดแคลนยา รวมถึงยารักษามะเร็ง และอินซูลินสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ตลอดจนขาดแคลนแม้กระทั่งยาปฏิชีวนะพื้นฐาน

“หากพิจารณาแค่โครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ ณ วันนี้กองทัพรัสเซียได้โจมตีหรือทำลายสถานพยาบาลไปแล้วเกือบ 400 แห่ง ทั้งโรงพยาบาล หอผู้ป่วยสูติกรรม และคลินิกผู้ป่วยนอก” เซเลนสกีกล่าว โดยเสริมว่าในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การยึดครองของทหารรัสเซีย สถานการณ์ดังกล่าวเรียกได้ว่าเป็นหายนะ

เหตุการณ์หนึ่งที่เรียกเสียงประณามจากนานาชาติเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มี.ค. ซึ่งโรงพยาบาลทำคลอดในเมืองมารีอูโปล ของยูเครน ถูกกองทัพรัสเซียโจมตีทางอากาศหลายครั้ง อาคารพังถล่ม พื้นดินสั่นสะเทือนไปมากกว่าหนึ่งไมล์ ขณะที่ประชาชนจำนวนมากรวมทั้งผู้ป่วย หญิงท้องแก่ แพทย์พยายาล และเด็กต้องหนีเอาชีวิตรอด และมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังด้วย

เซเลนสกีประณามการกระทำของรัสเซียว่าเป็น “อาชญากรรมสงคราม” ด้วยการโจมตีที่โหดร้ายและไม่เลือกหน้าส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน ในจำนวนนี้มีเด็ก 1 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 17 คน รวมทั้งแพทย์พยาบาล ผู้ป่วย และหญิงที่กำลังทำคลอด ยิ่งไปกว่านั้นการโจมตีเกิดขึ้นในช่วงระหว่างข้อตกลงหยุดยิงของฝั่งรัสเซีย

ด้านรัสเซียกล่าวว่าเป็นการจัดฉากและสถานที่ดังกล่าวถูกใช้โดยกลุ่มติดอาวุธยูเครน

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่าสงครามที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในยูเครนสร้างความท้าทายต่อระบบสาธารณสุขของประเทศอย่างยิ่ง พร้อมเรียกร้องให้ยุติสงครามโดยเร็วเพื่อฟื้นฟูระบบสาธารณสุข อีกทั้งการโจมตีระบบสาธารณสุขถือเป็นการละเมิดกฎหมายด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศด้วย

Photo by REUTERS/Nacho Doce