นักรบเชชเนียยึดเมืองปอปัสนาของยูเครนได้แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682459

วันที่ 08 พ.ค. 2565 เวลา 11:05 น.นักรบเชชเนียยึดเมืองปอปัสนาของยูเครนได้แล้ว

รัมซาน คาดีรอฟ ผู้นำของเชชเนียกล่าวว่าทหารของเขาควบคุมเมืองปอปัสนา ทางตะวันอกอของยูเครน แต่ยูเครนโต้การรบยังดำเนินอยู่

รอยเตอร์รายงาน รัมซาน คาดีรอฟ ผู้นำของสาธารณรัฐเชชเนียของรัสเซียกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่าทหารของเขาที่เข้าร่วมในการรุกรานยูเครนกับกองทัพรัสเซียเข้าควบคุมเมืองปอปัสนา (Popasna)ทางตะวันออกของยูเครนส่วนใหญ่แล้ว ในขณะที่เจ้าหน้าที่ยูเครนกล่าวว่าการต่อสู้เพื่อเมืองนี้ทางตะวันออกของประเทศ กำลังดำเนินอยู่

ในช่วงกลางเดือนเมษายน กองกำลังรัสเซียได้เปิดฉากการรุกครั้งใหม่ไปตามแนวรบด้านตะวันออกของยูเครนเกือบทั้งหมด โดยมีการโจมตีที่รุนแรงที่สุดและการยิงกระสุนปืนใหญ่รอบๆ เมืองปอปัสนา ในภูมิภาคลูฮันสก์ (Luhansk) เมื่อเร็วๆ นี้

“หน่วยรบของหน่วยรบพิเศษเชเชน … ยึดครองปอปัสนาเกือบทั้งหมด” คาดีรอฟ เขียนในโพสต์บนแอพส่งข้อความทาง Telegram  (ซึ่งคาดีรอฟมักเรียกตัวเองว่าเป็น “ทหารราบ” ของประธานาธิบดีรัสเซียวลาดิมีรื ปูติน) 

“ถนนสายหลักและย่านใจกลางเมืองได้รับการเคลียร์อย่างสมบูรณ์” คาดีรอฟ กล่าวเสริม

สำนักข่าวรอยเตอร์ไม่สามารถตรวจสอบรายงานนี้ได้อย่างอิสระ

ไม่มีการตอบสนองใด ๆ จากยูเครนในทันที แต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาโอเล็กซึย อาเรสโตวิช ที่ปรึกษาประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี กล่าวว่าการต่อสู้อย่างหนักเพื่อเมืองยังคงดำเนินต่อไป

“การต่อสู้เพื่อปกป้องปอปัสนากำลังดำเนินอยู่” อาเรสโตวิช  กล่าวในวิดีโอบนโซเชียลมีเดีย

“นักโฆษณาชวนเชื่อชาวรัสเซียได้รายงานอย่างสนุกสนานว่าพวกเขาได้ยึดมันไปแล้ว แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น นี่เป็นการอ้าง ‘การยึดครองปอปัสนา’ ครั้งที่ 117 ของพวกเขาในสัปดาห์นี้เท่านั้น”

เซรึฮีย ไกได ผู้ว่าการภูมิภาคลูฮันสก์กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่ากองกำลังยูเครนยังคงควบคุมพื้นที่ดังกล่าว “สถานการณ์นั้นยากลำบากมาก แต่อยู่ภายใต้การควบคุม” ไกได กล่าวในโพสต์วิดีโอของ Telegram

เขาเสริมว่ากองทหารเชเชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการต่อสู้ แต่กำลังปล้นทรัพย์สินและถ่ายวิดีโอ

คาดีรอฟ มักโพสต์ในรายงาน Telegram และวิดีโอของทหารเชเชนที่ถูกกล่าวหาว่าเข้าร่วมกิจกรรมในยูเครน แต่ไม่มีการยืนยันว่ามีการส่งกำลังพลจริงกี่คนและเข้าร่วมในการต่อสู้หรือไม่

Photo –  REUTERS/Chingis Kondarov/File Photo

อินโดหวังเป็นเจ้าทัพเรือแห่งอาเซียนภายใน 10 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682255

วันที่ 08 พ.ค. 2565 เวลา 10:10 น.อินโดหวังเป็นเจ้าทัพเรือแห่งอาเซียนภายใน 10 ปี

อินโดนีเซียตั้งเป้ามีกองทัพเรือที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในทศวรรษนี้

1. Asia Pacific Defense Journal รายงานว่าปราโบโว ซูเบียนโต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียมีแผนที่จะเสริมความแข็งแกร่งและเพิ่มขีดความสามารถทางทหารของประเทศ โดยตั้งเป้าที่จะทำให้กองทัพเรืออินโดนีเซียมีเรือรบพร้อมรบถึง 50 ลำ และก้าวขึ้นเป็นกองทัพเรือที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางข้อพิพาทกับจีนในทะเลจีนใต้

2. อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากรัฐบาลรวมถึงการจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงกลาโหมด้วย โดยในปีงบประมาณ 2022 กระทรวงได้รับงบประมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 133.9 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 317,000 ล้านบาท

3. กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียยังวางแผนที่จะจัดซื้อเรือรบเพิ่มเติมหลายลำในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งประธานาธิบดีโจโค วิโดโด และกระทรวงการคลังไฟเขียวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

4. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อเดือนก.พ. ว่ากระทรวงกลาโหมยืนยันการสั่งซื้อเรือฟริเกต Arrowhead 140 จำนวน 2 ลำจากสหราชอาณาจักร, เรือฟริเกตชั้น FREMM จำนวน 6 ลำ และเรือฟริเกตชั้น Maestrale ที่ปรับปรุงใหม่จำนวน 2 ลำจากอิตาลี ขณะที่กำลังหารือเพื่อจัดหาเรือฟริเกตชั้น Mogami จำนวน 8 ลำจากญี่ปุ่น

5. นอกจากนี้กระทรวงกลาโหมฝรั่งเศสเปิดเผยในเดือนเดียวกันว่าอินโดนีเซียมีความต้องการที่จะสั่งซื้อเรือดำน้ำ Scorpene ของฝรั่งเศส จำนวน 2 ลำ

6. โดยเรือเหล่านี้จะมาประจำการแทนที่เรือฟริเกตชั้น Ahmad Yani จำนวน 5 ลำที่มีอยู่ นอกจากนี้กระทรวงจะเสริมการทำงานของเรือฟริเกตชั้น Martadinata จำนวน 2 ลำในปัจจุบันด้วย

7. Defence View ชี้ว่านอกจากเรือฟริเกตขีปนาวุธที่ทรงอานุภาพอย่างยิ่งแล้ว อินโดนีเซียยังมีกองเรือดำน้ำขนาดใหญ่ พร้อมด้วยความสามารถในการสร้างเรือดำน้ำของตนเองโดยอาศัยการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากเกาหลีใต้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกองทัพเรือที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังยกให้กองทัพเรือไทยติดโผด้วยเช่นกัน โดยระบุว่าเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นเจ้าของเรือบรรทุกเครื่องบินของตนเอง

8. Naval News ยังระบุว่ากองทัพเรืออินโดนีเซียวางแผนที่จะจัดหาเรือขีปนาวุธติดอาวุธ Naval Strike Missile (NSM) และมีแผนที่จะจัดหาเรือพิฆาต เรือลาดตระเวน และเรือดำน้ำเพิ่มเติมอีกด้วย

9. อย่างไรก็ตาม Asia Maritime Transparency Initiative (AMTI) ระบุว่าขณะนี้กองทัพเรืออินโดนีเซียดำเนินการเรือมากกว่าร้อยลำ ซึ่งทำให้มีกองเรือที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ขัดขวางการเสริมความแข็งของกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อ, โควิด-19, สงครามในยูเครน ซึ่งอาจขัดขวางแผนที่วางไว้ล่วงหน้า

10. ในปี 2021 GFP จัดอันดับให้กองทัพเรืออินโดนีเซียอยู่ในอันดับที่ 16 ตามหลังเยอรมนี อิหร่าน อียิปต์ และอิตาลีเพียงไม่กี่คะแนน และนำหน้าซาอุดีอาระเบีย สเปน ออสเตรเลีย และอิสราเอล จากทั้งหมด 140 ประเทศทั่วเอเชีย อเมริกาใต้ ยุโรป อเมริกาเหนือ โอเชียเนีย และแอฟริกา ตามรายงานของ Young Pioneer Tours

Photo by Antara Foto/M Risyal Hidayat/via REUTERS

ไบเดนควรมีน้ำใจกับอาเซียนมากกว่านี้ เวลาพบผู้นำน้อยเกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682426

วันที่ 07 พ.ค. 2565 เวลา 15:00 น.ไบเดนควรมีน้ำใจกับอาเซียนมากกว่านี้ เวลาพบผู้นำน้อยเกิน

รัฐมนตรีของกัมพูชากล่าวว่า โจ ไบเดนควรให้เวลาผู้นำอาเซียนมากกว่านี้ในการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างทางกลุ่มกับสหรัฐ

เจ้าหน้าที่อาวุโสของกัมพูชาบอกกับรอยเตอร์เมื่อวันศุกร์ว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ควรใช้เวลากับผู้นำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้นในระหว่างการประชุมสุดยอดที่วอชิงตันในสัปดาห์หน้า หากรัฐบาลของเขาจริงจังกับการยกระดับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ กับภูมิภาคอาเซียนซึ่งจีนมีอิทธิพลในภูมิภาคนี้อย่างมาก 

เกา กึม ฮวน (Kao Kim Hourn) รัฐมนตรีและที่ปรึกษาที่ใกล้ชิดของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ที่ดำรงตำแหน่งมายาวนานของกัมพูชา เปิดเผยว่าขณะนี้ยังไม่มีการวางแผนการประชุมแบบรายบุคคลระหว่างผู้นำของภูมิภาคและไบเดน 

กัมพูชาดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนซึ่งหมุนเวียนระหว่างสมาชิกของกลุ่ม และผู้นำชาติอาเซียน 8 คน รวมทั้งฮุนเซน คาดว่าจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอด ส่วนผู้นำเมียนมาถูกกีดกันจากการทำรัฐประหารเมื่อปีที่แล้ว และฟิลิปปินส์จะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านหลังการเลือกตั้งจึงไม่มีผู้นำไปร่วม

เกา กึม ฮวน บอกกับรอยเตอร์ในการให้สัมภาษณ์ว่า ผู้นำอาเซียน “ควรได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพและความเสมอภาค” และให้โอกาส “ใช้เวลาอันเป็นประโยชน์” กับไบเดน

“ในฐานะประเทศใหญ่ ประเทศเจ้าภาพ สหรัฐฯ ควรมีน้ำใจต่อแขกมากขึ้น ผู้นำที่เดินทางไปวอชิงตัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ (ไบเดน) กำลังพูดถึงการยกระดับหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ให้เป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ที่ครอบคลุม เขากล่าวถึงขั้นตอนที่เสนอในระดับการมีส่วนร่วมระหว่างวอชิงตันและอาเซียน

เกา กึม ฮวน กล่าวว่าเขาเชื่อว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับประธานอาเซียนที่จะพบกับผู้นำของประเทศเจ้าบ้าน “ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการเพื่อเจรจาบางประเภท”

อย่างไรก็ตาม เขาได้รับแจ้งจากเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกัมพูชา แพทริก เมอร์ฟี ว่าไม่มีการประชุมทวิภาคีตามกำหนดการที่เขาทราบ เนื่องจากการประชุมสุดยอดใช้เวลานานพอสมควรแล้ว และเนื่องจากไบเดน “ยุ่ง”

ทำเนียบขาวไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นเกี่ยวกับคำพูดของเกา กึม ฮวนในทันที แต่โฆษกทำเนียบขาวเจน ซกาย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าไบเดนจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำทำเนียบขาวแก่ผู้นำอาเซียนในวันพฤหัสบดีและเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับพวกเขาที่กระทรวงการต่างประเทศในวันศุกร์

เธอกล่าวว่าการประชุมสุดยอดจะ “ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของอาเซียนในการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนต่อความท้าทายที่เร่งด่วนที่สุดในภูมิภาค และเป็นการรำลึกถึง 45 ปีของความสัมพันธ์สหรัฐฯ-อาเซียน”

การประชุมครั้งนี้จะเป็นการประชุมผู้นำอาเซียนครั้งแรกที่จัดขึ้นที่กรุงวอชิงตัน และเป็นการเยือนทำเนียบขาวครั้งแรกของฮุน เซน ซึ่งปกครองกัมพูชามาตั้งแต่ปี 2528 และต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์จากสหรัฐฯ บ่อยครั้งในการปราบปรามผู้ไม่เห็นด้วยและจำคุกฝ่ายตรงข้าม

เกา กึม ฮวน กล่าวว่ากัมพูชาซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใกล้ชิดกับจีนจะไม่ “เลือกข้าง” ระหว่างวอชิงตันและปักกิ่ง และการลงทุนของสหรัฐฯ ในประเทศของเขากำลังเติบโตขึ้น

ในทำนองเดียวกัน อาเซียนทำงานร่วมกับทั้งสหรัฐอเมริกาและจีนภายใต้หลักการของ “การเปิดกว้าง” เขากล่าว

นักวิเคราะห์และนักการทูตกล่าวว่า ประเทศในกลุ่มอาเซียนมีความกระตือรือร้นที่จะเพิ่มความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ แต่รู้สึกผิดหวังที่ล้มเหลวในการให้รายละเอียดแผนการรับมือทางเศรษฐกิจหลังจากที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากข้อตกลงการค้าระดับภูมิภาค

เกา กึม ฮวน กล่าวว่ากรอบเศรษฐกิจอินโดแปซิฟิกของไบเดนยังคงเป็นแค่ “งานที่กำลังดำเนินการอยู่ และรัฐบาลสหรัฐให้ความสำคัญกับปัญหาภายในประเทศและวิกฤตในยูเครน

“ยังมีรายละเอียดอีกมากที่เรายังไม่รู้” เขากล่าวถึง IPEF “เราเข้าใจดีว่ามีลำดับความสำคัญที่แข่งขันกันมากมายในวาระระดับโลกสำหรับสหรัฐอเมริกา”

เกา กึม ฮวน กล่าวว่า ทะเลจีนใต้ที่สมาชิกอาเซียนต่างๆ อ้างสิทธิ์เช่นเดียวกับจีน จะต้องอยู่ในวาระหารือร่วมกับไบเดน เช่นเดียวกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม

ไบเดนน่าจะกดดันอาเซียนให้ดำเนินการมากกว่านี้เพื่อสนับสนุนความพยายามของเขาในการโดดเดี่ยวรัสเซียออกทางทางการทูตและทางเศรษฐกิจหลังจากการรุกรานยูเครน

เกา กึม ฮวน กล่าวว่าสมาชิกอาเซียนแต่ละคนมีจุดยืนที่แตกต่างกันในเรื่องความขัดแย้งในยูเครน และจุดยืนของอาเซียนใดๆ ในกลุ่มอาเซียนจะต้อง “มีฉันทามติเป็นพื้นฐาน”

Photo –  REUTERS/Elizabeth Frantz

Brazil’s Lula launches presidential candidacy for 2022 election

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40015339


In an auditorium packed with thousands of supporters, Brazil’s leftist former president Luiz Inacio Lula da Silva launched on Saturday (May 7) his presidential candidacy for this October’s election, calling for unity around democracy.

Brazil's Lula launches presidential candidacy for 2022 election

Lula focused his speech on the recovery of Brazil’s sovereignty, the country’s economy hit hard by the coronavirus pandemic and defending the Brazilian Amazon.

“We need to put Brazil back among the best economies in the world. We need to reverse the slowing process of the deindustrialisation of the country and create an environment of political, economic, and institutional stability that encourages business people to invest in Brazil again,” Lula said at the event.

Lula also criticised the performance of current President Jair Bolsonaro’s administration.

“We will never do what our adversary, who tries to mask his incompetence by fighting all the time with everyone and lying seven times a day.”

Saturday’s event brought together representatives of seven parties, social movements, trade union centres, artists, and intellectuals. Lula has spent months forging alliances with a half dozen other parties.

Both Lula and Bolsonaro have been in campaign mode for months but are limited in their official campaign activities by Brazilian election law.

Bolsonaro faces a tough challenge to win re-election against his political nemesis Lula.

Many Brazilians are angry at Bolsonaro’s handling of the coronavirus pandemic, rising inflation, and high fuel prices.

Lula, whose Workers Party (PT) governed Brazil from 2003 to 2016, maintains a 13-15 point poll lead over Bolsonaro.

Published : May 08, 2022

By : Reuters

Fires kill at least 8 in Siberia, high winds hamper extinguishing efforts

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40015338


At least eight people died in Siberia on Saturday (May 7) as fires ripped through hundreds of buildings in several villages, with high winds hampering efforts to extinguish the blazes.

Fires kill at least 8 in Siberia, high winds hamper extinguishing efforts

In the Krasnoyarsk region, about 3,000 km (1,900 miles) east of Moscow, fires killed five people in 16 settlements across the Kazachinskoe and Sharypovsky districts, the local branch of Russia’s Investigative Committee said in a statement, leading it to launch criminal proceedings for causing death by negligence.

The local health ministry said 17 people had been hurt, with 11 of them taken to hospital, the TASS news agency reported.

The Federal Forestry Agency said short circuits in power lines had caused 350 houses to catch fire, and that strong winds had exacerbated the situation, TASS said.

Krasnoyarsk region’s forestry minister Alexei Panov declared a state of emergency in the region because of what he called “technogenic fires.”

The Federal Forestry Agency said short circuits in power lines had caused 350 houses to catch fire, and that strong winds had exacerbated the situation, the agency said in its statement.

“We have a really difficult situation at the Krasnoyarsk region territory. Most of all, because of meteorological events. Here is a hurricane-like wind. Wind speed reaches 20 meters per second,” said Dmitry Selin, deputy head of Russia’s Aerial Forest Protection Service.

The service later published footage of fires in wooded areas, all of which it said were quickly contained.

The Investigative Committee also reported fires in the neighbouring Khakassia region.

Slightly further west, investigators in the Kemerovo region also launched criminal proceedings and said the burnt bodies of three people had been found in a residential building in the Tyazhinsky locality, where over 50 houses had caught fire.

Both sets of investigators said work was continuing to determine the cause of the fires.

Published : May 08, 2022

By : Reuters

Berlin police looking into device disabled at residence housing Russian media

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40015337


Berlin criminal investigators and prosecutors were on Saturday (May 7) investigating after a device was found and destroyed at a residential building housing Russian news agency staff in the city’s Steglitz district, police said.

Berlin police looking into device disabled at residence housing Russian media

The device was found on Friday and investigators are looking into whether it was dangerous and whom it was aimed at, a Berlin police spokesman said in response to an enquiry.

Office chief of the Russian media group, Rossiya Segodnya, Sergey Feoktistov, who lives at the property with his wife said they found the device after cleaning up debris from a bottle thrown through the window.

“There was an attack on our building. There have been dozens of cases which we have reported to the police. And the most recent one, you can see, there is a hole in the window that was made by a thrown bottle. So we called the police and they were here very quickly and looked at everything and said everything was fine and drove away. So we then wanted to clean up and get rid of the bits of the bottle and generally clear up the mess from the property. And then my wife found something at the cellar window – if you call it that in German – she found a device which looked a bit strange. It was a canister with tape around it and various cables,” Feoktistov said outside the house.

“And then the bomb disposal people tried for a couple of hours to look into it and then there was a short sharp explosion,” Feoktistov added.

A police press release confirmed that a beer bottle had been thrown at the building and said a suspicious object had been found during an inspection of the building.

Police confirmed that the object had been destroyed at the scene.

Feoktistov said that there may have been inflammably involved, there was no police confirmation as of Saturday evening as to what the device was.

Feoktistov said this was not the first incidence in the area and that police were helping with measures to protect staff.

“Of course, we don’t feel particularly safe but we are trying to take measures to make the staff, the journalists and family members of our journalists safer. That’s all I can say. And the police are also doing everything possible to have such a thing happen in such a quiet district of Berlin!” he said.

Video footage broadcast by RIA on Friday evening showed a cordoned-off street and a person in a protective suit, which the agency said was one of the sappers working to defuse the bomb.

Published : May 08, 2022

By : Reuters

Fervour in Philippines as election campaign reaches climax

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40015336


Philippines presidential candidates geared up for final rallies on Saturday (May 7) to galvanise support and win over undecided voters, two days from an election plagued by misinformation campaigns and the rekindling of a bitter rivalry dating back decades.

Fervour in Philippines as election campaign reaches climax

The election on Monday (May 9) puts Vice President Leni Robredo against frontrunner Ferdinand Marcos Jr, the son of the notorious late dictator who ruled the Philippines for 20 years.

The two embody a political chasm that has existed for more than four decades, with Robredo’s roots in the movement that led a 1986 “people power” uprising that toppled the elder Marcos, and Marcos Jr on the cusp of an almost unthinkable return for the once disgraced first family.

Crowds of hundreds of thousands massed in the Philippines on Saturday where the leading presidential candidates made a last-ditch bid to sway undecided voters with patriotic, upbeat messages after a divisive election race.

If opinion surveys are accurate, Robredo, 57, will need a late surge, or low turnout to win the presidency, with Marcos, a former congressman and senator, leading her by over 30 percentage points, having topped every poll this year.

Up to 65 million Filipinos are eligible to cast ballots on Monday to decide on the successor to President Rodrigo Duterte after six years in power, plus thousands of other posts, from lawmakers and governors to city mayors and councillors.

Monday will be a rematch of the 2016 vice-presidential election which Marcos had also looked set to win, before losing by just 200,000 votes to Robredo. He fought hard to overturn the result, which the Supreme Court upheld. Voting for the President and Vice President is held separately in the Philippines.

Published : May 08, 2022

By : Reuters

Philippines comes full circle as Marcos Jnr poised for presidency

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40015330


The upcoming Philippines presidential election looks set to restore to power the family of an infamous dictator, allowing it to whitewash its past misrule and rewrite history.

Philippines comes full circle as Marcos Jnr poised for presidency

This Southeast Asian country of 109 million people appears unable to escape the influence of the Marcos family as it prepares to vote on Monday. Polls show that 64-year-old Ferdinand “Bongbong” Marcos Jr is likely to win the election by a landslide, succeeding Rodrigo Duterte who has been at the helm for six years.

Although Duterte is still very popular, the Philippines constitution limits the term of each president to six years.

If Marcos wins, he will return to Malacañang Palace, from where his father – Ferdinand Marcos Sr – ruled for almost 21 years between 1965 and 1986. One of the late 20th century’s most controversial rulers, Marcos was infamous for the corruption, extravagance and brutality that marked his time in office.

For Marcos Jr, the brutal history of his father’s rule and the grandiose lifestyle of his mother Imelda may come back to haunt him as president. While many Filipinos believe Marcos Snr brought order and security to the country, others remember his rule for rampant corruption and human rights violations including extrajudicial torture and killings of his opponents.

Philippines comes full circle as Marcos Jnr poised for presidency

Marcos Sr died in 1989 in Hawaii after fleeing into exile.

Many analysts say Marcos Jr’s presidential campaign marks the family’s attempt to take back power. However, many victims who were tortured and incarcerated under Marcos Sr’s martial law are horrified that the son of the ousted dictator may return to the Malacañang Palace.

The presidential palace located in the centre of Manila housed the Marcos family before they were toppled by the People Power Revolution in February 1986. The family fled to Hawaii after loading more than 300 crates of valuables on an Air Force flight. Ferdinand and Imelda are thought to have escaped with billions of dollars of valuables they had accumulated over their two decades in power. The couple currently holds the Guinness World Record for the largest-ever theft from a government.

Philippines comes full circle as Marcos Jnr poised for presidency

Though Marcos Jr is not identical to his father, he is seen as the natural successor to Marcos Sr. He is the son who benefited from his family’s affluence and power at a time when Filipinos were deprived of their basic human rights. When Marcos Sr died in 1989, Imelda and their children were allowed back into the country, where they faced trials on charges of corruption and tax evasion. Imelda has faced seven bribery charges since 2018 but never seen the inside of a jail cell thanks to appeals and bail.

About 65.7 million people are eligible to vote in the presidential election. Of them, 56 per cent are aged between 18 and 41 and have no first-hand experience of Marcos Sr’s authoritarian rule.

Analysts believe this fact will boost Marcos Jr’s bid to whitewash his family’s legacy and rewrite national history.

If Marcos Jr wins the election, he will become the first Philippine president unable to enter the United States, where he and his mother face a fine of US$353.6-million for failing to offer restitution to victims of Marcos rule. The two are also banned from removing any assets from Ferdinand’s estate in Hawaii.

This case may deepen the rift between the Philippines and the US, its onetime close ally. Duterte has never once visited the United States during his six years as president, instead leaning towards China.

Published : May 07, 2022

By : THE NATION

เงินเฟ้อทั่วโลกกำลังอันตราย ของแพงไม่หยุด-ประชาชนหมดความอดทน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682437

วันที่ 07 พ.ค. 2565 เวลา 18:11 น.เงินเฟ้อทั่วโลกกำลังอันตราย ของแพงไม่หยุด-ประชาชนหมดความอดทน

การขึ้นดอกเบี้ยขอธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีเหตุผลใหญ่ๆ คือความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และยังบอกด้วยวา่จะไม่ยอมหยุดแค่นี้หากเงินเฟ้อยังเป็นภัยคุกคาม แต่เงินเฟ้อไม่ได้คุกคามแค่สหรัฐ มันกำลังเป็นหายนะในหลายๆ ประเทศอยู่ในตอนนี้

1. หลังจากการรุกรานยูเครนของรัสเซียทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ราคาน้ำมันดิบจะปรับลงมาบ้างเพราะแนวโน้มความต้องการในจีนที่จะลดลงเพราะการล็อคดาวน์ แต่มันไม่ได้ทำให้น้ำมันและก๊าซที่คนทั่วไปต้องหาซื้อมาใช้มีราคาลดลง ตรงกันข้ามมันยิ่งทำให้ข้าวของยิ่งแพงขึ้นจนน่าตกใจ 

2. ศรีลังกา ที่เผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ล่าสุด ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีของประเทศประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉิน โดยแถลงการณ์ระบุว่า “ประธานาธิบดีได้ตัดสินใจแล้ว เนื่องจากสถานการณ์ฉุกเฉินสาธารณะในศรีลังกา และเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยสาธารณะ การปกป้องความสงบเรียบร้อยของประชาชน และการบำรุงรักษาเสบียงและบริการที่จำเป็นต่อชีวิตของชุมชน” 

3. เหตุมันเกิดจากการประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่มีความรุนแรงเป็นระยะๆ ท่ามกลางการขาดแคลนอาหารนำเข้า เชื้อเพลิง และยารักษาโรค โดยธนาคารกลางของประเทศกล่าวว่าอัตราเงินเฟ้อของศรีลังกาวัดจากในดัชนีราคาผู้บริโภคในกรุงโคลัมโบ เพิ่มขึ้น 29.8% ในเดือนเมษายน การเพิ่มขึ้นนี้ได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นรายเดือนของในหมวดอาหารและไม่ใช่อาหาร เทียบกับ 18.70% ในเดือนมีนาคม

4. ชีวิตของชาวศรีลังตกอยู่ในความยากลำบากแสนสาหัส สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า หลังจากหนึ่งเดือนของการเก็บใบชามากกว่า 18 กก. ในแต่ละวัน ครอบครัวคนเก็บใบชาซึ่งเป็นสินค้าหลักของประเทศได้รับเงินประมาณ 30,000 รูปี หรือมูลค่าประมาณ 80 ดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งไม่พอแม้แต่ซื้ออาหารเป็นผักมารับประทาน

5. รอยเตอร์รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อในกลุ่มสินค้าอาหารใกล้จะถึง 50% ต่อปี โดยค่าขนส่งแพงขึ้นเกือบ 70% แม้ว่าในทางปฏิบัติ ตัวเลขดังกล่าวจะสูงกว่านี้ด้วยซ้ำ เช่น ราคาแป้งได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปีที่แล้ว ทำให้คนงานชาวไร่ใบชาหลายคนไม่สามารถซื้อโรตีเบรดผสมมะพร้าวที่พวกเขากินรองท้องขณะเก็บใบชาได้

6. อีกประเทศที่สาหัสคือตุรกี อัตราเงินเฟ้อประจำปีของตุรกีพุ่งขึ้นเป็น 69.97% ในเดือนเมษายน สูงกว่าที่คาดการณ์และสูงสุดในรอบสองทศวรรษ ตามข้อมูลของ Turkish Statistical Institute โดยได้รับแรงหนุนจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้น และค่าเงินลีราที่ตกต่ำ อันเป็นสถานการณ์ใกล้เคียงกับศรีลังกาที่ค่าเงบินรูปีอ่อนยวบเช่นกัน

7. ในตุรกี ราคาผู้บริโภคที่พุ่งสูงขึ้นได้รับแรงหนุนจากการก้าวกระโดดถึง 105.9% ของราคาที่เพิ่งขึ้นในภาคการขนส่ง ซึ่งรวมถึงราคาพลังงาน และราคาอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์พุ่งขึ้น 89.1% รัฐบาลพยายามโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าด้วยโครงการเศรษฐกิจจะสามารถควบคุมเงินเฟ้อเอาไว้ได้ แต่นักเศรษฐศาสตร์ต่างๆ เชื่อว่ามันจะลากยาวไปตลอดปีนี้ 

8. เงินเฟ้อที่รุนแรงทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งเลือกที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นประวัติการณ์ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลางสหรัฐ, ธนาคารแห่งชาติอังกฤษ และธนาคารแห่งชาติอินเดีย แต่ในกรณีของอินเดียนักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าเงินเฟ้อจะรุนแรงต่อไปตลอดปีนี้ หลังจากที่ของแพงขึ้นมาตลอด 3 ไตรมาสที่ผ่านมา

9. แม้แต่ในกลุ่มยูโรโซน เงินเฟ้อพุ่งทุบสถิติเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกันเมื่อเดือนเมษายน โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในกลุ่ม 19 ประเทศที่ใช้เงินยุโรแตะระดับ 7.5% ในเดือนเมษายน ตามการประมาณการเบื้องต้นโดยสำนักงานสถิติของยุโรป เงินเฟ้อที่แรงอยู่แล้วยิ่งหนักข้นเพราะสงครามในยูเครน และผลจากการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกต่อรัสเซีย มันอาจจะทำให้ยุโรปต้องเจ็บปวดกว่านี้หากรัสเซียตัดก๊าซมายังยุโรปในทันทีทันใด

10. ในลิทัวเนีย หนึ่งในประเทศที่กังวลกับกหารรุกรานของรัสเซียที่สุดประเทศหนึ่งต้องรับเคราะห์จากเงินเฟ้อไปด้วย โดยในเดือนมีนาคม ลิทัวเนียมีอัตราเงินเฟ้อสูงสุดในสหภาพยุโรปที่ 15.7% ตามข้อมูลของ Eurostat จากต้นทุนด้านพลังงานที่พุ่งขึ้นเกือบ 13% ในยุโรปในเดือนมีนาคมดือนเดียว

11. Euro News รายงานชีวิตของชาวลิทัวเนียว่าตอนนี้เงิน 1 ยูโรยังซื้อถั่วอบสักถุงยังไม่ได้เลย ราคาสินค้าทั้งอาหารไปจนถึงสินค้าฮาร์ดแวร์มีราคาเพิ่มขึ้นแบบวันต่อวัน แบบที่เข้านอนคืนนี้ วันรุ่งขึ้นอาจต้องเช็คราคากันใหม่ และบางคนเชื่อว่าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดยังไม่มาถึง

ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

Photo – REUTERS/Dinuka Liyanawatte

อะไรคือเบื้องหลังที่ทำให้ยุโรปแบนน้ำมันรัสเซียไม่สำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682297

วันที่ 07 พ.ค. 2565 เวลา 13:00 น.อะไรคือเบื้องหลังที่ทำให้ยุโรปแบนน้ำมันรัสเซียไม่สำเร็จ

ไม่ว่าอย่างไรสุดท้ายน้ำมันรัสเซียก็จะมีโอกาสได้เข้าไปในอียูอยู่ดีไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

สหภาพยุโรป (EU) เสนอให้มีการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่อาจดำเนินการได้ยาก เนื่องจากเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่ซับซ้อนของยุโรป และความท้าทายในการติดตามน้ำมันดิบเมื่อมีการผสมหรือกลั่นแล้ว

หากได้รับความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกแผนดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ใน 6 เดือนสำหรับน้ำมันดิบ และใน 8 เดือนสำหรับน้ำมันดีเซลและผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่นๆ

มาตรการคว่ำบาตรของอียูจะเป็นอย่างไร?

ภายใต้ข้อเสนอดังกล่าว ฮังการีและสโลวะเกียจะได้รับการยืดระยะเวลาออกไปจนถึงสิ้นปี 2023 เพื่อปรับตัวกับการคว่ำบาตร ซึ่งหมายความว่าประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรปยังสามารถซื้อน้ำมันของรัสเซียผ่านฮังการีและสโลวะเกียได้ เว้นแต่จะมีการให้สัตยาบันแผนดังกล่าวเพื่อป้องกันไม่ให้ทั้งสองประเทศซื้อน้ำมันเกินความจำเป็น

น้ำมันของรัสเซียจะยังคงอยู่ในยุโรปหลังการแบนหรือไม่?

ประเทศในยุโรปอาจยังคงซื้อน้ำมันรัสเซียจากประเทศที่สามอื่นๆ โดยไม่ทราบที่มา

น้ำมันมักจะถูกตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งกำเนิดโดยพิจารณาจากองค์ประกอบทางเคมีของน้ำมัน เช่น ปริมาณกำมะถันและความหนาแน่น อย่างไรก็ตามจากข้อมูลของแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมน้ำมันพบว่า ผู้ซื้อบางรายเคยถูกหลอกโดยเอกสารปลอม โดยปกปิดที่มาของสินค้าจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตร รวมทั้งอิหร่านและเวเนซุเอลา

เรื่องจะยากยิ่งขึ้นหากน้ำมันดิบผสมกับน้ำมันดิบอื่นๆ สำหรับโรงกลั่น และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหลังจากที่แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มาตรฐาน เช่น น้ำมันเบนซิน ดีเซล หรือน้ำมันเครื่องบิน

ใครบ้างที่กำลังจะเลิกหรือหยุดซื้อน้ำมันของรัสเซีย?

ตามข้อมูลของ JP Morgan พบว่า โรงกลั่นและบริษัทค้าน้ำมันรายใหญ่ของยุโรปอย่างน้อย 26 แห่งระงับการซื้อน้ำมันจากตลาดจร (spot purchase) หรือตั้งใจที่จะเลิกการนำเข้าน้ำมันรัสเซียรวมกัน 2.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ข้อมูลของ Platts ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูลพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ระบุว่า บริษัทในยุโรป เช่น Shell, TotalEnergies, Repsol และ BP ไม่ซื้อผลิตภัณฑ์กลั่นที่มาจากรัสเซียแล้ว โดยสัญญาของ BP ระบุว่าข้อตกลงใดๆ กับผู้ขายที่ละเมิดนโยบายจะถือเป็นโมฆะ

เอกสารที่สำนักข่าว Reuters ได้อ่านระบุว่า บริษัทขนส่งหลายแห่งขอให้มีการค้ำประกันว่าสินค้าไม่มีแหล่งกำเนิดจากรัสเซียหรือมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับรัสเซีย รวมทั้งไม่ได้ถ่ายโอนจากเรือที่มีความสัมพันธ์กับรัสเซีย

ทำไมการติดตามสินค้าของน้ำมันรัสเซียจึงเป็นเรื่องยาก?

แม้จะมีเอกสารข้างต้นครบถ้วนแล้ว แต่ก็ไม่มีการรับประกันว่าจะกำจัดร่องรอยของสารไฮโดรคาร์บอนของรัสเซียเมื่อน้ำมันเข้าสู่ศูนย์กลางการนำเข้าหลักของสหภาพยุโรป ซึ่งก็คือศูนย์กลั่นน้ำมันอัมสเตอร์ดัม-รอตเตอร์ดัม-แอนต์เวิร์ป (ARA) ซึ่งประกอบไปด้วยท่าเรือ 8 แห่งที่กระจายอยู่ใน 2 ประเทศ คลังน้ำมัน 96 แห่ง และแท็งก์เก็บน้ำมัน 6,300 แท็งก์ของบริษัทน้ำมันระหว่างประเทศหลายร้อยแห่ง

“ผลิตภัณฑ์บางอย่างที่แปรรูปในโรงกลั่นในยุโรปจะยังคงมีน้ำมันของรัสเซียอยู่” Shell ระบุ “ในขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น ดีเซล มักถูกผสม หมายความว่าสัดส่วนของของเหลวที่ผสมลงในท่อและแท็งก์ที่ป้อนให้กับอุตสาหกรรมทั้งหมดจะมีต้นกำเนิดจากรัสเซีย”

จูนีต คาซาโคกู หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์อุปสงค์น้ำมันของ FGE กล่าวว่าใน ARA น้ำมันรัสเซียที่ผสมแล้วอาจปรากฏในข้อมูลศุลกากรเช่นเดียวกับเชื้อเพลิงจากเนเธอร์แลนด์ “ผมคิดว่าหลายประเทศในยุโรปจะอ้างอิงว่านำเข้าจาก ‘เนเธอร์แลนด์’ เพื่อซ่อนที่มาของผลิตภัณฑ์รัสเซีย”

น้ำมันจาก ARA ไปไหนบ้าง?

ผู้ค้าน้ำมันกล่าวว่า สามารถส่งออกเชื้อเพลิงเหล่านี้อีกครั้งไปยังภูมิภาคและประเทศอื่น ซึ่งอาจขนส่งทางเรือไปยังปลายทางอื่นที่อยู่ภายในท้าเรือเดียวกัน หรือมุ่งหน้าลงแม่น้ำไรน์ไปยังสวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ซึ่งสามารถซ่อนต้นกำเนิดของเชื้อเพลิงได้

จากศูนย์กลาง ARA ผลิตภัณฑ์น้ำมันสามารถกระจายผ่านระบบท่อส่งน้ำมันยุโรปกลาง (CEPS) ของนาโต ซึ่งเชื่อมโยงไปยังท่าเรือทางทะเล 6 แห่งและโรงกลั่น 11 แห่งทั่วทวีป รางรถไฟ 3 แห่ง สถานีบรรทุกรถบรรทุก 16 แห่ง และท่าอากาศยานนานาชาติ 6 แห่ง

“ถ้าไม่ใช่เจ้าของชาวรัสเซีย นอกจากใบรับรองแหล่งกำเนิดแล้ว (แต่แม้แต่ใบรับรองก็ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้) ก็ยากสำหรับคลังจัดเก็บในการระบุที่มาของผลิตภัณฑ์” เครียน ฟาน บีค นายหน้าของ ODIN-RVB Tank ในรอตเตอร์ดัมกล่าว

บริษัทต่างๆ ทำอะไรเพื่อให้เป็นไปตามสัญญา?

แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมกล่าวว่า ผู้ซื้อร้องขอให้มีการแจกแจงเกี่ยวกับแหล่งที่มาของน้ำมันผสมจากคลังเก็บน้ำมันมากขึ้น เพื่อตัดสินใจว่าพวกเขาจะยอมรับได้หรือไม่ แต่เอกสารต้นทางที่ตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างสมบูรณ์นั้นไม่พร้อมใช้งานในกรอบเวลาที่เหมาะสมเสมอไปก่อนที่จะทำข้อตกลง

ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าบางรายมีใบรับรองที่ระบุรายละเอียดสถานที่ผลิตหรือแปรรูปเชื้อเพลิง และแม้ว่าหน่วยงานศุลกากรของแต่ละประเทศจะสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวกับสินค้านำเข้าได้ แต่เอกสารดังกล่าวถือเป็นความลับ

ก่อนหน้านี้ Shell ได้จำแนกสินค้าที่มีต้นกำเนิดจากรัสเซียว่าเป็นสินค้าที่มีส่วนประกอบจากเชื้อเพลิงที่ผลิตในรัสเซียตั้งแต่ 50% ขึ้นไป แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ได้เข้มงวดข้อจำกัดในการซื้อน้ำมันของรัสเซีย โดยกล่าวว่าจะไม่ยอมรับผลิตภัณฑ์กลั่นที่มีสารประกอบของรัสเซียอีกต่อไป รวมถึงเชื้อเพลิงผสมตามที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขาย

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวรายหนึ่งที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้เผยว่า ข้อจำกัดนี้มีผลเฉพาะกับแพลตฟอร์มที่บริษัทต่างๆ ได้รับอนุญาตให้สอดแทรกข้อกำหนดของตนเองได้ และจะไม่รวมสัญญาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้กับเครื่องดีเซลในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าจากตลาดแลกเปลี่ยน (ICE) หลัก

อย่างไรก็ดี เบ็น ฟาน เบอร์เดน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Shell กล่าวว่า ไม่มีระบบใดในโลกที่สามารถสืบย้อนต้นกำเนิดของโมเลกุลรัสเซียในผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการกลั่นได้ “ดีเซลที่ออกมาจากโรงกลั่นของอินเดียที่ใช้น้ำมันดิบของรัสเซียถือเป็นดีเซลของอินเดีย”

แหล่งข่าวที่ค้าน้ำมัน 3 แหล่งเผยกับ Reuters ว่า ผู้ค้ารายอื่นบางคนอยู่ระหว่างพิจารณาว่าน้ำมันดีเซลผสม เช่น ที่มีดีเซลรัสเซียมากถึง 49% จะนับเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ของรัสเซียหรือไม่

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration