อังกฤษระงับการขายเชลซี อับราโมวิชถูกคว่ำบาตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677843

วันที่ 10 มี.ค. 2565 เวลา 17:54 น.อังกฤษระงับการขายเชลซี อับราโมวิชถูกคว่ำบาตร

รัฐบาลอังกฤษหยุดการขายสโมสรฟุตบอลเชลซีตามแผน เช่นเดียวกับการขายผู้เล่น ตั๋วใหม่ และสินค้าหลังจากคว่ำบาตร โรมัน อับราโมวิช (Roman Abramovich) เจ้าของสโมสร แต่กล่าวว่าทีมจะสามารถทำการแข่งขัน

อับราโมวิชกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าเขากำลังขายสโมสร แต่ล่าสุดทรัพย์สินของเขาในสหราชอาณาจักรถูกระงับตามมาตรการคว่ำบาตรบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลรัสเซียและการรุกรานยูเครนของรัสเซีย

รัฐบาลสหราชอาณาจักรกล่าวว่าได้ออกใบอนุญาตพิเศษเพื่อให้เชลซีสามารถทำการแข่งขันและจ่ายเงินให้กับพนักงาน แต่จะจำกัดการขายตั๋ว การขายสินค้า และแม้แต่การซื้อขายผู้เล่นที่มีผลตั้งแต่วันพฤหัสบดี

อับราโมวิชซื้อเชลซีในปี 2546 และนำไปสู่ความสำเร็จครั้งใหญ่ของสโมสร ซึ่งคว้าแชมป์ลีก 5 สมัยและแชมเปี้ยนส์ลีก 2 ถ้วยภายใต้การนำของเขา

นาดีน ดอร์รีส์ รัฐมนตรีกระทรวงกีฬาของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า รัฐบาลได้ออกใบอนุญาตเพราะไม่ต้องการทำร้ายเชลซี

“ฉันรู้ว่าเรื่องนี้อาจทำให้เกิดความไม่แน่นอน แต่รัฐบาลจะทำงานร่วมกับลีกและสโมสรต่างๆ เพื่อให้ฟุตบอลมีการเล่นต่อไป ในขณะเดียวกันก็รับรองได้ว่าการคว่ำบาตรจะส่งผลถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้” เธอกล่าวบนทวิตเตอร์ “สโมสรฟุตบอลเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมและเป็นรากฐานของชุมชนของเรา เรามุ่งมั่นที่จะปกป้องพวกเขา”

ผู้ถือตั๋วฤดูกาลของเชลซีและผู้ที่ซื้อตั๋วแล้วสามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ และฝ่ายที่ซื้อหรือผลิตสินค้าของสโมสรก่อนวันพฤหัสบดียังคงขายได้ รัฐบาลกล่าว

ผู้แพร่ภาพกระจายเสียงได้รับอนุญาตให้ออกอากาศการแข่งขันใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเชลซีภายใต้การจัดเตรียมที่มีอยู่แล้ว และสามารถจ่ายเงินรายได้ให้กับสโมสรสำหรับการออกอากาศใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันเหล่านั้น

การเตรียมการชำระเงินสำหรับข้อตกลงในการกู้ยืมหรือโอนผู้เล่นที่ตกลงกันไว้ก่อนการลงโทษก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน

รัฐบาลกล่าวว่าใบอนุญาตซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันพฤหัสบดีและหมดอายุในวันที่ 31 พฤษภาคมจะถูกเก็บไว้ภายใต้การพิจารณา

Source – REUTERS

Photo – REUTERS/Suzanne Plunkett/File Photo

ผู้นำซาอุฯ ไม่ยอมรับสายคุยไบเดนขอให้ปล่อยน้ำมัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677813

วันที่ 10 มี.ค. 2565 เวลา 15:18 น.ผู้นำซาอุฯ ไม่ยอมรับสายคุยไบเดนขอให้ปล่อยน้ำมัน

สหรัฐกำลังวิ่งวุ่นเพื่อให้ประเทศต่างๆ ปล่อยน้ำมันอกมา ทว่า แม้แต่พันธมิตรของสหรัฐก็ทำหูทวนลม

The Wall Street Journal รายงานว่า มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ทรงปฏิเสธคำขอของสหรัฐฯ ที่จะให้ทรงพูดคุยกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน เกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำมันที่เกิดจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย

“มีความคาดหวังที่จะมีการโทรศัพท์หารือกันบ้าง แต่ก็ไม่เกิดขึ้น” เจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งบอกกับ The Wall Street Journal “มันเป็นส่วนหนึ่งของการไขก๊อก [ปล่อยน้ำมันซาอุดิอาระเบีย]” 

ขณะที่ Axios รายงานว่า ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีไบเดนกำลังหารือเกี่ยวกับการเยือนซาอุดิอาระเบียของไบเดนในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ เพื่อช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศที่เสื่อทรามลงไปและโน้มน้าวให้ซาอุดีอาระเบียปล่อยน้ำมันออกมาให้มากขึ้น

ทั้งนี้ สหรัฐและซาอุดีอาระเบียเริ่มระหองระแหงกัน เพราะ CIA เชื่อว่า มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ทรงมีส่วนเกี่ยวข้อกับการสังหารจามาล คาช็อกกี นักข่าวชาวซาอุฯ และคอลัมนิสต์ของ Washington Post

ไบเดนแสดงท่าทีเป็นศัตรูกับ มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานอย่างโจ่งแจ้ง โดยระหว่างการหาเสียงในปี 2020 ไบเดนสัญญาว่าจะทำให้ซาอุดิอาระเบียเป็น “ประเทศนอกคอก” ฐานพัวพันกับสังหารจามาล คาช็อกกี และความพัวพันของซาอุฯ กับสงครามในเยเมน

หลังจากที่ไบเดนเข้ารับตำแหน่ง ทำเนียบขาวได้ลดระดับมกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน โดยระบุพระสถานะเป็นเพียงรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ทั้งๆ ที่พระองค์มีอำนาจสูงสุดในการบิรหารประเทศในทางพฤตินัย และผู้นำทั้งสองยังไม่ได้พูดคุยกันเลย

Bandar Algaloud/Courtesy of Saudi Royal Court/Handout via REUTERS

Cheget กระเป๋าสั่งยิงนิวเคลียร์ที่อยู่กับปูตินทุกที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677827

วันที่ 10 มี.ค. 2565 เวลา 16:34 น.Cheget กระเป๋าสั่งยิงนิวเคลียร์ที่อยู่กับปูตินทุกที่

ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย มีคำสั่งให้กองกำลังนิวเคลียร์เตรียมพร้อมเป็นพิเศษ ทำให้เกิดความกังวลว่าการรุกรานยูเครนของรัสเซียจะนำมาสู่สงครามนิวเคลียร์

ปูตินมีกระเป๋าสั่งยิงอาวุธนิวเคลียร์ติดตัวไปด้วยทุกที่ โดยเรียกกระเป๋านี้ว่า เชเกต (Cheget) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบอัตโนมัติสำหรับการสั่งการและควบคุมกองกำลังนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ของรัสเซีย (SNF) โดยพัฒนาขึ้นในช่วงรัฐบาล ยูริ อันโดรปอฟ ผู้นำสหภาพโซเวียตในช่วงต้นทศวรรษ 1980

แต่กว่าจะนำมาใช้จริงๆ ก็ในสมัยที่ มิคาอิล กอร์บาชอฟ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียตเมื่อเดือน มี.ค. 1985

ชีเกตจะเชื่อมต่อกับระบบการสื่อสารพิเศษที่มีโค้ดเนมว่า กัฟกัซ (Kavkaz ซึ่งเป็นชื่อท้องถิ่นของภูมิภาคคอเคซัส) ซึ่ง สนับสนุนการสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลในขณะที่พวกเขากำลังตัดสินใจว่าจะใช้อาวุธนิวเคลียร์หรือไม่

ต่อไปนี้คือขั้นตอนการยิงอาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซีย

ใครมีสิทธิ์ตัดสินใจสั่งยิง

เอกสารเมื่อปี 2020 ฉบับหนึ่งที่ชื่อว่า “หลักการพื้นฐานของนโยบายรัฐของสหพันธรัฐรัสเซียเกี่ยวกับการยับยั้งนิวเคลียร์” ระบุว่า ประธานาธิบดีรัสเซียมีอำนาจตัดสินใจใช้อาวุธนิวเคลียร์ โดยตัวกระเป๋าชีเกตเองนั้นไม่ได้ติดตั้งปุ่มสั่งยิง เพียงแต่ส่งคำสั่งยิงไปยังหน่วยบัญชาการทหารส่วนกลาง นั่นคือเสนาธิการ

ส่วนอีก 2 คนที่มีกระเป๋าชีเกตคือ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมและเสนาธิการเช่นเดียวกับในสมัยโซเวียต

ถ้าปูตินสั่งยิงจะเกิดอะไรขึ้น

เสนาธิการรัสเซียเป็นผู้ถือรหัสสั่งยิงและมี 2 วิธีในการปล่อยหัวรบนิวเคลียร์คือ 1.ส่งรหัสไปยังผู้สั่งการอาวุธแต่ละคน ซึ่งจะเป็นผู้ดำเนินการตามขั้นตอนการยิง 2.ระบบสั่งรองที่เรียกว่า Perimetr ซึ่งเสนาธิการสามารถยิงขีปนาวุธที่ยิงจากภาคพื้นดินได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากผู้บัญชาการคนอื่น

รัสเซียมีกฎในการยิงอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่

หลักการของปี 2020 กำหนดไว้ 4 สถานการที่รัสเซียสามารถยิงอาวุธนิวเคลียร์คือ 1.มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์หรืออาวุธทำลายล้างสูงต่อรัสเซียหรือพันธมิตร 2.มีข้อมูลว่าการยิงขีปนาวุธแบบทิ้งตัวพุ่งเป้ามาที่รัสเซียหรือพันธมิตร

3.มีการโจมตีสถานที่สำคัญของรัฐบาลหรือกองทัพที่จะบ่อนทำลายการดำเนินการตอบโต้ของกองกำลังนิวเคลียร์ของประเทศ 4.มีการใช้อาวุธตามปกติกับรัสเซียเมื่อการดำรงอยู่ของรัฐตกอยู่ในอันตราย

รักษาการณ์ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ในขณะนั้นรับกระเป๋านิวเคลียร์เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 1999 ภาพ: Wikipedia/Kremlin.ru

รัสเซียมีอาวุธนิวเคลียร์เท่าไร

สหพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกันประเมินว่ารัสเซียมีหัวรบนิวเคลียร์ 5,977 หัวรบ ซึ่งมากที่สุดในโลก โดยในจำนวนนี้มี 1,588 หัวรบที่เข้าประจำการและพร้อมใช้งาน ขีปนาวุธของรัสเซียสามารถยิงได้จากทั้งภาคพื้นดิน เรือดำน้ำ และเครื่องบิน โดยปูตินเพิ่งไปดูการซ้อมรบของกองกำลังนิวเคลียร์รัสเซียเมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา

ส่วนนาโตมีราว 5,943 หัวรบ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสหรัฐ (5,428 หัวรบ) ส่วนสหราชอาณาจักรมีราว 225 หัวรบ

กระเป๋าเชเกตถูกใช้ครั้งแรกเมื่อไร

บทความเรื่อง Cold-War Doctrines Refuse to Die (ลัทธิสงครามเย็นไม่ยอมตาย) โดย เดวิด ฮอฟฟ์แมน ใน The Washington Post ระบุว่า ช่วงเช้าของวันที่ 25 ม.ค. 1995 เรดาร์เตือนภัยของรัสเซียตรวจพบสิ่งที่คล้ายกับขีปนาวุธไทรเดนท์ที่ยิงจากเรือดำน้ำของสหรัฐที่ความสูง 1,453 กิโลเมตร จึงส่งคำเตือนไปยังกองบัญชาการกองทัพรัสเซียในกรุงมอสโกทันที

ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น กระเป๋าเชเกตก็ถูกนำมาให้ประธานาธิบดี บอริส เยลต์ซิน ในขณะนั้น ทว่าระหว่างที่ทุกคนกำลังรอคำสั่งจากเยลต์ซินภายใต้เวลาที่จำกัดก่อนที่ขีปนาวุธจากเดินทางมาถึงรัสเซียภายใน 10 นาทีนั้น เยลต์ซินเลือกไม่ออกคำสั่งและรอดูท่าทีอีกครั้งหนึ่ง

หลังจาก 9 นาทีผ่านไปขีปนาวุธต้องสงสัยนั้นก็หายไปจากจอเรดาร์ สัญญาณสุดท้ายที่ตรวจพบขีปนาวุธลูกนี้คือ บริเวณเหนือท้องทะเล กองกำลังที่เตรียมพร้อมยิงจึงลดระดับกลับสู่ปกติ

ปรากฏว่าเรื่องนี้เกิดจากความเข้าใจผิด จริงๆ แล้วขีปนาวุธที่รัสเซียสงสัยเป็นจรวด Black Brant XII สำหรับสำรวจชั้นบรรยากาศเพื่อศึกษาปรากฏการณ์แสงเหนือในชั้นบรรยากาสโลกของทีมวิจัยร่วมระหว่างสหรัฐและนอร์เวย์ ซึ่งถูกปล่อยจากเกาะทางชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของนอร์เวย์

ก่อนหน้านั้นนอร์เวย์แจ้งการปล่อยจรวดกับประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศแล้ว รวมทั้งรัสเซีย แต่จดหมายสูญหายไปเพราะระบบราชการที่มีพิธีรีตองมากมายของรัสเซีย และไม่เคยไปถึงมือของศูนย์เรดาร์เตือนภัย จนหวุดหวิดจะเกิดสงครามขึ้น

รัสเซียเคยใช้อาวุธนิวเคลียร์ในสงครามหรือไม่

ไม่เคย จนถึงขณะนี้การใช้อาวุธนิวเคลียร์เพียงครั้งเดียวระหว่างสงครามคือ การทิ้งระเบิดปรมาณูในเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิของญี่ปุ่นโดยสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1945 ในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งในขณะนั้นระเบิดปรมาณูมีน้ำหนัก 15 กิโลตัน คร่าชีวิตคนไปราว 1.5 ล้านคน แต่ปัจจุบันหัวรบนิวเคลียร์อาจมีน้ำหนักกว่า 1,000 กิโลตัน

ภาพ: wikipedia/Stanislav Kozlovskiy (กระเป๋านิวเคลียร์ของรัสเซียในช่วงต้นทศวรรษ 1990)

สหรัฐโต้ไม่มีแล็บอาวุธชีวภาพในยูเครนตามที่รัสเซียอ้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677786

วันที่ 10 มี.ค. 2565 เวลา 12:55 น.สหรัฐโต้ไม่มีแล็บอาวุธชีวภาพในยูเครนตามที่รัสเซียอ้าง

สหรัฐปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัสเซียที่ว่ามีห้องวิจัยอาวุธชีวภาพซ่อนอยู่ในยูเครน

Reuters รายงานว่า สหรัฐปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของรัสเซียที่ว่าสหรัฐมีห้องวิจัยอาวุธชีวภาพกว่า 30 แห่งซุกซ่อนอยู่ในยูเครน โดยบอกว่าข้อกล่าวหาดังกล่าว “น่าหัวเราะ” และบอกว่ารัสเซียอาจกำลังวางแผนใช้อาวุธเคมีและอาวุธชีวภาพในยูเครน

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากรัสเซียตอกย้ำข้อกล่าวหาที่มีมาเป็นเวลาหลายปีอีกครั้งว่าสหรัฐร่วมกับยูเครนพัฒนาอาวุธชีวภาพเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

จอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยว่า “ข้อกล่าวหาของรัสเซียนั้นไร้สาระ น่าหัวเราะ…มันไม่มีอะไรเลย มันเป็นโฆษณาชวนเชื่อที่คลาสสิกของรัสเซีย”

ขณะที่ เน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐออกแถลงการณ์ว่า รัสเซียกำลังสร้างหลักฐานเท็จเพื่อหาความชอบธรรมให้กับการกระทำของตัวเองในยูเครน

ด้าน เจน ซากี โฆษกทำเนียขาวเผยว่า รัสเซียขึ้นชื่อเรื่องการใช้อาวุธเคมีมายาวนาน รวมทั้งความพยายามในการลอบสังหารและวางยาศัตรูทางการเมืองอย่าง อเล็กซี นาวัลนี

ส่วนโฆษกประธานาธิบดียูเครนระบุว่า ยูเครนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจาก มาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเผยว่า รัสเซียมีเอกสารที่แสดงว่ากระทรวงสาธารณสุขของยูเครนสั่งทำลายตัวอย่างเชื้อกาฬโรค อหิวาตกโรค แอนแทรกซ์ และเชื้อโรคอื่นๆ ก่อนวันที่ 24 ก.พ. ซึ่งเป็นวันที่กองทัพรัสเซียบุกยูเครน

ซาคาโรวาเผยว่า เอกสารที่กองทัพรัสเซียพบในยูเครนแสดงให้เห็นถึง “ความพยายามเร่งด่วนในการลบหลักฐานของโครงการทางชีววิทยาทางทหาร” ซึ่งสหรัฐให้เงินสนับสนุน โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติมของเอกสารดังกล่าว

REUTERS/Jonathan Ernst

คนแรกของโลกที่ได้รับ ‘ปลูกถ่ายหัวใจหมู’ เสียชีวิต 2 เดือนหลังผ่าตัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677778

วันที่ 10 มี.ค. 2565 เวลา 12:10 น.คนแรกของโลกที่ได้รับ 'ปลูกถ่ายหัวใจหมู' เสียชีวิต 2 เดือนหลังผ่าตัด

ผู้ป่วยชาวอเมริกันที่ได้รับปลูกถ่ายหัวใจหมูเป็นคนแรกของโลก เสียชีวิต 2 เดือนหลังผ่าตัด

หลังจากที่เข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจหมูเมื่อวันที่ 7 ม.ค. ล่าสุดนายเดวิด เบนเนตต์ ชาวอเมริกันวัย 57 ปี ผู้ป่วยคนแรกของโลกที่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจหมู เสียชีวิตแล้วในวันที่ 8 มี.ค. ที่ผ่านมา ตามแถลงการณ์ของของศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ แพทย์ไม่ได้ระบุถึงสาเหตุการเสียชีวิต

เบนเนตต์ ผู้ป่วยโรคหัวใจระยะสุดท้ายและเป็นผู้ป่วยติดเตียงมาเป็นเวลา 6 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด เบนเนตต์อาการทรุดหนักและไม่เข้าเกณฑ์รับบริจาคหัวใจมนุษย์ แต่หากไม่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจเขามีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตสูง

เบนเนตต์ทราบดีถึงความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจหมู โดยแพทย์ใช้หัวใจหมูที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อป้องกันการปฏิเสธอวัยวะของร่างกาย

ช่วงหลายสัปดาห์หลังได้รับการผ่าตัด เบนเนตต์ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ดูซูเปอร์โบวล์ และพูดว่าอยากกลับบ้านไปหาลัคกี้สุนัขของเขา แต่อาการของเขากลับทรุดลงเรื่อยๆ จนเสียชีวิต

ดร.บาร์ทลีย์ กริฟฟิธ ศัลยแพทย์หัวใจชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติซึ่งเป็นผู้ทำการปลูกถ่ายหัวใจครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้กล่าวในแถลงการณ์ที่ออกโดยโรงพยาบาลว่า เบนเนตต์ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นผู้ป่วยที่กล้าหาญและสู้จนถึงวินาทีสุดท้าย

เดวิด เบนเนตต์ จูเนียร์ ลูกชายของเบนเนตต์หวังว่าการปลูกถ่ายหัวใจของพ่อจะเป็นจุดเริ่มต้นของความหวังในวงการแพทย์ไม่ใช่จุดจบ พร้อมกล่าวขอบคุณทุกคนในความพยายามครั้งประวัติศาสตร์นี้

ดร.กริฟฟิธกล่าวก่อนหน้านี้ว่าการผ่าตัดจะทำให้โลกเข้าใกล้การแก้ปัญหาการขาดแคลนอวัยวะไปอีกก้าวหนึ่ง โดยปัจจุบันมีผู้เสียชีวิต 17 รายในสหรัฐอเมริการะหว่างรอการปลูกถ่าย ขณะที่มีผู้ป่วยรอรับบริจาคอวัยวะมากกว่า 100,000 ราย

WARNING: GRAPHIC CONTENT – David Bennett, the 57-year-old patient with terminal heart disease who made history as the first person to receive a genetically modified pig’s heart, passed away at the University of Maryland Medical Center, the hospital said https://t.co/batZSpolyV pic.twitter.com/wLUHi5nXmy— Reuters (@Reuters) March 10, 2022

เจมส์ แกลลาเกอร์ ผู้สื่อข่าวด้านสุขภาพและวิทยาศาสตร์ของ BBC วิเคราะห์ว่าการปลูกถ่ายหัวใจหมูครั้งแรกของโลก เป็นช่วงเวลาสำคัญในวงการแพทย์ โดยอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการใช้อวัยวะจากสัตว์ชนิดอื่นคือการปฏิเสธอวัยวะของร่างกาย เมื่อร่างกายเห็นเนื้อเยื่อแปลกปลอมจะเริ่มทำลายอวัยวะนั้น

อย่างไรก็ตาม แกลลาเกอร์ได้พูดคุยกับทีมศัลยแพทย์หนึ่งเดือนหลังการผ่าตัด พวกเขาบอกว่ายังไม่มีวี่แววของการปฏิเสธของร่างกาย และหัวใจที่ปลูกถ่ายก็ทำหน้าที่ได้ดี แต่เตือนว่าร่างกายของเบนเนตต์ยังคงอ่อนแอ

ตอนนี้สาเหตุที่แน่ชัดของการเสียชีวิตของเบนเนตต์ยังคงไม่ชัดเจน แต่ผลของการตรวจสอบเหล่านี้จะบอกว่าเราเข้าใกล้อนาคตของการใช้อวัยวะหมูมาช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนอวัยวะทั่วโลกมากแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม การใช้อวัยวะสัตว์มาปลูกถ่ายในร่างกายมนุษย์เกิดขึ้นมานานแล้ว โดยในปี 1984 เด็กทารกคนหนึ่งได้รับการปลูกถ่ายหัวใจจากลิงบาบูนและเสียชีวิตในอีก 21 วันต่อมา และในเดือนต.ค. ปีที่แล้ว ศัลยแพทย์ในนิวยอร์กประกาศว่าพวกเขาประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายไตหมูให้มนุษย์สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก

Photo by University of Maryland School of Medicine (UMSOM)/Handout via REUTERS

จีนโทษ NATO เป็นตัวการทำรัสเซีย-ยูเครนมาถึง ‘จุดแตกหัก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677771

วันที่ 10 มี.ค. 2565 เวลา 10:58 น.จีนโทษ NATO เป็นตัวการทำรัสเซีย-ยูเครนมาถึง 'จุดแตกหัก'

จีนชี้ NATO โดยเฉพาะสหรัฐเป็นตัวการผลักดันความตึงเครียดรัสเซีย-ยูเครนมาถึง “จุดแตกหัก”

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า จ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนกล่าวว่าความเคลื่อนไหวของ NATO ที่นำโดยสหรัฐได้ผลักดันให้ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนมาถึง “จุดแตกหัก”

พร้อมกล่าวว่ารัฐบาลจีนไม่เห็นด้วยกับมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียของสหรัฐและชาติตะวันตก หรือนโยบายใดๆ ก็ตามที่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของจีน และเรียกร้องให้สหรัฐให้ความสำคัญกับความกังวลของจีนอย่างจริงจัง และจัดการกับปัญหารัสเซีย-ยูเครน โดยหลีกเลี่ยงการบ่อนทำลายสิทธิหรือผลประโยชน์ของจีน

โดยก่อนหน้านี้จีน่า ไรมอนโด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐเตือนว่าบริษัทจีนที่ขัดขืนข้อจำกัดของสหรัฐ ต่อต้านมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย โดยยังคงส่งสินค้าไปยังรัสเซีย อาจถูกตัดขาดการเข้าถึงอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ของสหรัฐอเมริกา ที่บริษัทเหล่านั้นจำเป็นต้องใช้ในการผลิตสินค้าของตน

ซึ่งการควบคุมการส่งออกของสหรัฐไม่ได้บังคับใช้กับบริษัทอเมริกันเท่านั้น แต่รวมไปถึงทุกบริษัทในโลกที่ใช้ซอฟต์แวร์หรือเทคโนโลยีของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงบริษัทจีนหลายแห่ง

Photo by REUTERS/Carlos Garcia Rawlins/File Photo

คว่ำบาตรเขาเริ่มเข้าตัว รัสเซียกับตะวันตก ใครจะเจอนรกก่อนกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677739

วันที่ 09 มี.ค. 2565 เวลา 21:19 น.คว่ำบาตรเขาเริ่มเข้าตัว รัสเซียกับตะวันตก ใครจะเจอนรกก่อนกัน

Russian Winter สมรภูมิวัดใจใครจะอึดกว่า รัสเซีย-ตะวันตกใครจะยอมยกธงขาวก่อนกันกับการวัดศักยภาพความทนจากผลสะเทือนของสงครามเศรษฐกิจ

ฤดูหนาวของรัสเซียนั้นโหดร้ายต่อผู้รุกราน เป็นเหมือนแม่ทัพที่ปราบศัตรูให้พ่ายแพ้รายแล้วรายเล่า จนเรียกว่าเป็น “นายพลเหมันต์” (General Winter) และคำว่า Russian Winter หมายถึงการยืนหยัดของรัสเซียต่อการรุกรานโดยอาศัยหน้าหนาวที่ยะเยือกอย่างอำมหิต

รายแรกคือจักรวรรดิสวีเดน เคยยกทัพบุกรัสเซียปี 1707 หมายจะตีมอสโก ยกทัพไป 35,000 แต่ดันเอาชีวิตทหารไปสังเวยหน้าหนาวของรัสเซียถึง 16,000 คน พอถอยทัพออกมาตั้งหลักที่ยูเครนด้วยความอ่อนล้า รัสเซียก็ไล่มาตีอีก 2 ปีถัดมาจนพ่ายยับ จักวรรดิสวีเดนที่ยิ่งใหญ่ก็ถึงกาลอวสานในศึกนั้น

รายที่สองคือนโปเลียนที่ยกทัพใหญ่มาจะตีมอสโกอีกรายในปี 1812 แต่ต้องชอกช้ำกลับไปอีก ทั้งเพราะบอบช้ำจากการรบของรัสเซียและถูกซ้ำเติมจากฤดูหนาวที่เหี้ยมเกรียม ศึกนั้นมีคนตายไปราว 1,000,000 คน และทำให้นโปเลียนสิ้นชื่อในฐานะ “ผู้ไม่เคยปราชัย”

รายที่สาม คือฮิตเลอร์กับขุนพลนาซีที่แม้จะเรียนรู้จากความล้มเหลวของศึกก่อนๆ จึงคิดโค่นรัสเซีย (สหภาพโซเวียต) ให้เรียบร้อยก่อนฤดูหนาว แต่ฟ้าดินไม่อาจเป็นดั่งใจมนุษย์ พวกนาซีประเมินพลาด การศึกลากยาวจน “นายพลเหมันต์” มาช่วยโซเวียตเอาไว้

พวกที่พ่ายให้กับฤดูหนาของรัสซียเหล่านี้มีจุดร่วมอย่างหนึ่งคือ เมื่อแพ้แล้วกำลังจะถูกบั่นทอนลงไปมาก อย่างสวีเดนถึงกับสิ้นสถานะจักรวรรดิ นโปเลียนต้องสิ่นสุดชื่อเสียงผู้ไร้พ่ายและเสียจักรวรรดิในกาลต่อมา และนาซีก็ซวนเซจนถูกบี้ไล่หลังจากโซเวียตและขนาบด้วยสัมพันธมิตรจนพ่ายแพ้ในที่สุด

นี่คือฤทธิ์เดชของ “ฤดูหนาวรัสเซีย” เพียงแค่รัสเซียดึงศัตรูให้จมอยู่กับหน้าหนาวนานสักหน่อย อีกฝ่ายก็จะถูกตัดกำลังจนพ่ายไปเอง

แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับว่าศัตรูนั้นดึงดันแค่ไหนและขึ้นอยู่กับแท็กติกการรบของรัสเซียด้วย เพราะชัยชนะและความพ่ายแพ้ในฤดูหนาวของรัสเซียนั้น ปัจจัยครึ่งหนึ่งมาจากการรบที่มีประสิทธิภาพของรัสเซีย บวกกับการใช้สภาพอากาศให้เป็นประโยชน์

สงครามยูเครนครั้งนี้ฤดูหนาวไม่ใช่อุปสรรค เพราะรบกันปลายฤดูหนาวและรบกันโดยยูเครนและรัสเซียที่คุ้นเคยกับความหนาวยะเยือกเป็นอย่างดี

แต่สมรภูมิ “สงครามฤดูหนาวรัสเซีย” คราวนี้ไม่ได้อยู่ที่การรบตามขนบ ไม่ใช่การขุดสนามเพลาะ หรือการใช้หน่วยรถเกราะ (ที่จะติดแหง็กในหน้าโคลนช่วงต้นและปลายฤดูหนาว ตามด้วยหิมะหนาหนาวเหน็บจนขยับไปไหนไม่ได้)

แต่เป็นการรบด้วยอาวุธทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซีย ยุโรป อเมริกัน และชาวโลกที่เหลือ โดยที่ยูเครนเป็นพียงตวประกอบในสงครามนี้ (หรือตัวยุด้วยซ้ำ)

อาวุธที่ใช้ในการรบของสงครามฤดูหนาวรัสเซียคือ “ก๊าซธรรมชาติ” และ “น้ำมัน” ของรัสเซียซึ่งตอนนี้ถูกคว่ำบาตรโดยสหรัฐไปเรียบร้อยแล้ว

รู้ๆ กันว่ายุโรปพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียสูงมาก และเป็นเหตุให้เกิดความลังเลใจกับบางชาติในยุโรปเมื่อบางประเทศต้องการให้คว่ำบาตรรัสเซียขึ้นมา กระแสข่าวนี้สะท้อนว่ายุโรปไม่เป็นหนึ่งเดียวกันเมื่อพูดถึงเรื่องพลังงานของรัสเซีย

ดังนั้น พอคว่ำบาตรกันจริงๆ ยุโรปเลี่ยงที่จะคว่ำบาตรก๊าซของรัสซีย จนเป็นที่เย้ยหยันของชาวโลกว่าเป็นการคว่ำบาตรแบบ “กำมะลอ” และ “ขอไปที” เพราะหากคิดจะเอารัสเซียลงจริงๆ ต้องตัดเส้นเลืดใหญ่รัสเซียก็คือภาคพลังงาน

รัสเซียนั้นก็ดีแสนดี แม้ยุโรปจะคว่ำบาตรวันแล้ววันเล่าด้วยมาตรการยุบยิบหยุมหยิม แต่ก็ยังปล่อยก๊าซส่งให้ยุโรปตามเดิม โดยตัดเพียงไม่กี่เส้นทางเท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าเป็นการตอบโต้พอหอมปากหอมคอ

ตะวันตกบางคนแก้เก้อว่าที่รัสเซียยังส่งก๊าซให้ยุโรปก็เพราะรัสเซียต้องการเงินอย่างมากในช่วงที่ถูกกีดกันทางเศรษฐกิจไปทุกๆ ด้าน

วิเคราะห์แบบนี้เหมือนจะอวยว่ายุโรปแกร่งจนเกินเหตุ เอาจริงๆ ยุโรปนั้นต้องการก๊าซรัสเซียมากจนทำเป็นอมพะนำต่างหาก หากไม่กลัวรัสเซียก็ควรจะปิดท่อก๊าซของตนไปเลย

รัสเซียนั้นไม่ขายก๊าซ/น้ำมันก็ยังอยู่ได้ แต่ยุโรปขาดพลังงานจากรัสเซียเหมือนขาดใจ

โดยเฉพาะฤดูหนาวของยุโรปนั้นขาด “ของ” จากรัสเซียไม่ได้ ชีวิตประชาชนจะยากลำบากในทันที เพราะอาจจะหนาวตายกันได้ ไหนเศราษฐกิจจะขับเคลื่อนไม่ได้อีก

เมื่อเปิดสงครามเศรษฐกิจกับรัสเซียเอาช่วงปลายฤดูหนาว ยุโรปบางคนอาจจะโล่งใจว่าดีที่มารบกันตอนนี้ หากรบกันหน้าหนาวได้เจออานุภาพของ “ฤดูหนาวรัสเซีย” ในแผ่นดินยุโรปแน่นอน และยุโรปจะต้องยอมยกธงขาวให้รัสเซียแน่ๆ

คิดแบบนี้คิดผิด หากจะรบกับรัสเซียด้วยวิธีคิดปลอบใจตัวเองแบบนี้รอเวลาแพ้ได้เลย

เพราะถึงจะไม่ได้ “รบ” ช่วงหน้าหนาว แต่ปริมาณก๊าซของโลกตอนนี้เริ่มติดขัดแล้ว ต่อให้ไม่ถึงฤดูหนาวยุโรปอาจจะพังพาบเอาง่ายๆ

ฤดูกาลก๊าซของยุโรปนั้นแบ่งเป็น “ฤดูหนาว” กินเวลาระหว่างตุลาคม – มีนาคม และ “ฤดูร้อน” จากเมษายน – กันยายน ช่วงฤดูหนาวความต้องการก๊าซสูงมาก และแต่ไรมาทำให้ยุโรปเลี่ยงจะหาเรื่องรัสซียในช่วงฤดูกาลแบบนี้

ส่วนฤดูร้อนความต้องการก๊าซต่ำ เพราะไม่ต้องใช่ฮีตเตอร์กันมากนัก ช่วงนี้เหมาะกับการหาเรื่องรัสเซีย แต่หาเรื่องแล้วต้องรีบเคลียร์ให้ได้ก่อนเข้าฤดูหนาวถัดไป

แต่ฤดูร้อนคราวนี้ไม่ธรรมดา เพราะการคว่ำบาตรแบบหว่านแหของโลกตะวันตก ทำให้การซื้อขายพลังงานของรัสเซียถูกแช่แข็งไปโดยปริยาย เพราะซื้อของรัสเซียก็ลำบาก ผ่านระบบ SWIFT ก็ไม่ได้ ซื้อไปก็ถูกพวกฝรั่งตะวันตกหมายหัวอีก

ดูเผินๆ เหมือนรัสเซียจะซวยแล้ว แต่ความซวยมาตกกับยุโรปเหมือนกัน

แต่เพราะการคว่ำบาตรแบบไม่ยั้งมือทำให้ปริมาณก๊าซ/น้ำมันน้อยลงมากในพลัน โอเปกยังลูบปากรอไม่ขอเพิ่มกำลังการผลิต เพราะรอโอกาสทองที่ราคาน้ำมันจะแพงแบบนี้มานับสิบปีแล้ว ส่วนอิหร่านที่ยุโรปหวังจะใช้การเลิกคว่ำบาตรมาเป็นตัวต่อรองเพื่อให้ปล่อยน้ำมันแทนที่รัสเซียก็ดันเตะถ่วงการเจรจาโครงการนิวเคลียร์เสียอีก

ยุโรปนั้นร้อนรนมากกับอิหร่าน แต่ก่อนนั้นเป็นฝ่ายเล่นตัวกับการเจรจาโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน แต่ช่วงต้นของสงครามยูเครน ยุโรปกับเร่งเร้าอิหร่านให้รีบคุยเพราะ “รอไม่ได้อีกแล้ว” รออะไรไม่ได้ก็รู้ๆ กันอยู่

ไพ่อิหร่านเหนือกว่ามาก ไม่ใช่แค่กับยุโรป แต่ยังแสดงอาการไม่พอใจรัสเซียด้วยที่เรียกร้องในเวทีเจรจามากเกินไป (คือเรียกร้องเงื่อนไขไม่ให้สหรัฐบีบรัสเซียจนค้าขายกับอิหร่านไม่ได้) เรียกว่าตอนนี้อิหร่านเนื้อหอมสุดๆ แต่จะให้เลือกข้าง อิหร่านย่อมเลือกรัสเซียมากว่าพวกตะวันตก

ตอนนี้ยุโรปกำลังคอตก จึงเงียบไปนานหลายวันกระทั่งมีรายงานว่ายุโรปนั้นเสียงแตกเรื่องคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียอีกครั้ง ข่าวนี้ท่าจะจริงทำให้เงินรูเบิลดีใจจนแข็งขึ้นมา 25% หรือแข็งขึ้นสูงสุดในหนึ่งวันนับตั้งแต่เดือนกันยายน 1998 จากที่เคยถูกถล่มจนแทบกลายเป็นเศษเงิน

ขณะที่ยุโรปกำลังเจอทางตันในสงครามฤดูหนาว สหรัฐยอมไปคุยกับสหายของรัสเซียอีกรายคือเวเนซุเอลา ผลการเจรจามีวี่แววดี เพราะรัฐบาลเวเนเซุเอลายอมปล่อยตัวประกันอเมริกัน และยอมเจรจากับฝ่ายค้านที่พวกอเมริกันหนุนหลัง แต่ยังไม่ยอมปล่อยน้ำมันออกมา และยังไม่ยอมประณามรัสเซียอย่างที่พวกอเมริกันเรียกร้อง

ทั้งยุโรปและสหรัฐต้องตรองดีๆ แล้วว่าจะเอาตัวรอดจากฤดูหนาวรัสเซียได้จะต้องช่วงชิงน้ำมันจากพันธมิตรรัสเซียมารองรับสถานการณ์โดยเร็วที่สุด ดังนั้นเงื่อนไขเจรจาจะต้องไม่แสดงความเย่อหยิ่งหรือคิดว่าถือไพ่เหนือกว่า หาไม่แล้วพวกนี้จะไม่ยอมทำตาม

แต่ก็มีโอกาสที่แม้พวกนี้จะปล่อยน้ำมันออกมาอย่างที่ชาติตะวันตกต้องการก็จริง ก็อาจปล่อยออกมาพอประมาณ ในทางหนึ่งก็เพื่อพยุงราคาให้สูงต่อไป จะได้เก็บเกี่ยวกำไรได้

ดังนั้น พวกที่พึ่งพาพลังงานจากชาวบ้านเตรียมตัวเตรียมใจรับต้นทุนพลังงานที่แพงตาเหลือกกันได้เลย

ยุโรปอาจจะเจ็บหนักกระทั่งเกิดความแตกแยกในกลุ่มจนตัดสินใจกันคนละทิศละทางได้โดยต้องรอฤดูหนาว เอาแค่ตอนนี้ราคาพลังงานพุ่งทุบสถิติ ของแพงทุบสถิติ เศรษฐกิจอาจะพินาศทุบสถิติได้

บางประเทศอาจจะพูดเอาเท่ๆ ว่า “เพื่อปราบเผด็จการ ประชาชนต้องร่วมกันแบกรับต้นทุนนี้” บางประเทศพยายามใช้โวหารปลุกเร้าบรรยากาศสงคราม เพื่อให้ประชาชนมีอารมณ์ร่วมกับตนหรือเห็นใจ “ทางเลือก” ของรัฐบาลยูเครนมากๆ จะได้ไม่บ่นเรื่องบาดแผลจากการคว่ำบาตรที่ตัวเองโดนด้วย

บางคนวิเคราะห์ไปตามเป้าหมายที่ตัวเองต้องการเช่น หัวหน้านโยบายสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรปกล่าวว่ายุโรปลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียลงไปพอสมควรแล้ว และแผนดังกล่าวจะ “ลดการพึ่งพาก๊าซของรัสเซียลงอย่างมากในปีนี้ และภายในไม่กี่ปีจะทำให้เราเป็นอิสระจากการนำเข้าก๊าซของรัสเซีย” และบอกว่า “มันไม่ง่าย แต่มันเป็นไปได้”

เขากล่าวแบบนี้เพราะต้องการให้ยุโรปลดการใช้พลังงานฟอสซิลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การการคว่ำบาตรพลังงานรัสเซียสอดคล้องกับเป้าหมายของเขา เพียงแต่มันไม่สมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจตอนนี้ที่ในเฉพาะหน้าต้องแบกรับเงินเฟ้อสูงลิ่วและต้องเริ่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้โตเร็วๆ หลังจากซบเซาเพราะการระบาดใหญ่

การบอกว่า “ไม่กี่ปี” และ “มันไม่ง่าย” เป็นสิ่งที่นักการเมืองไม่อยากได้ยิน เขาต้องการได้ยินว่ายุโรปจะทนไหวแค่ไหน หากไร้น้ำมันและก๊าซ ซึ่งเห็นแล้วว่าในระยะสั้นนั้นแทบไม่ไหว

ความคลุมเครือยังเห็นได้จากรายงานของ Reuters ว่าผู้นำสหภาพยุโรปอาจเห็นพ้องต้องกันในการประชุมสุดยอดสัปดาห์นี้เพื่อยุติการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลของรัสเซีย “โดยไม่มีกำหนดวันที่แน่นอน”

ดังนั้น มันจึงมีความแตกแยก (Divisions) ในยุโรป เพราะบางประเทศสมาชิกจึงไม่คิดแบบโลกสวยอย่างนั้น หากประเมินเห็นว่าต้นทุนทางการเมืองสูงเกินไป จนทำให้นักการเมืองที่ตัดสินใจ “กรำศึก” กับรัสเซียถูกประชาชนโค่นล้มผ่านหีบเลือกตั้ง

สัญญาณความรวนเรมีให้เห็นตั้งแต่ก่อนการคว่ำบาตรด้วยซ้ำ พอคว่ำแล้วยิ่งแตกชัด นานวันเข้าหรืออาจไม่นานเดือน ยุโรปอาจมียกธงขาวกันบ้าง

ยุโรปซื้อเวลาได้ถึงตุลาคมปีนี้ ในระหว่างนี้มีตัวเลือกไม่กี่ทางคือ 1. ให้ยูเครนยอมอ่อนข้อตามคำเรียกร้องของรัสเซีย (ซึ่งมีสัญญาณออกมาแล้ว) 2. สู้ต่อไปโดยอัดแคมเปญ “โฆษณาชวนเชื่อ” ให้ประชาชนอินกับการคว่ำบาตรและเห็นใจยูเครน เพื่ออดทนกับผลกระทบกันต่อไป

แล้วรัสเซียล่ะ? “สงครามฤดูหนาวรัสเซีย” นี้รัสเซียกำลังถูกปิดล้อมอยู่ ในสภาวะปิดล้อมนี้ชาติตะวันตกถอนการลงทุนและธุรกิจออกมา ปิดกั้นการเข้าถึงแหล่งเงิน บูลลี่คนรัสเซียภายนอก บีบคั้นคนรัสเซียภายใน รู้ทั้งๆ รู้ว่าปูตินทนได้ จึงอาจมีเจตนาเพื่อให้คนรัสเซียทนรัฐบาลตนเองไม่ไหวจนโค่นรัฐบาลตัวเอง

ผู้เขียนไม่รู้จักคนรัสเซีย ยิ่งตอนนี้โอกาสจะพูดคุยยิ่งยาก แต่จากการลองดูคลิปความเห็นคนรัสเซียที่ถ่ายทำโดยคนรัสเซีย พอจะเดาได้ว่าคนรัสเซียไม่กล้าโค่นปูตินล้านเปอร์เซนต์ แม้แต่ถามว่า “กล้าคุยเรื่องรัฐบาลไหม?” คนรัสเซียยังตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “เนียต” (ไม่)

ตอนที่ทำสงครามฤดูหนาวคราวที่ผ่านๆ มา ก็ไม่มีวี่แววของการที่คนรัสเซียจะโค่นรัฐบาลเลย ต่อให้ดำเนินยุทธศาสตร์พลาดแค่ไหน เอาคนไปทิ้งที่แนวหน้ามากเพียงใด ดังนั้นชาติตะวันตกไปคาดหวังตรงนี้ไม่ได้

ปูตินไม่ได้แยแสว่าคนภายนอกจะมองเขาอย่างไร ไม่สนว่าสื่อภายนอกจะปั่นข่าวแค่นั้น เพราะสิ่งที่เขาโฟกัสคือการทำให้คนในรัสเซียไม่หือกับเขา คนนอกนั้นย่อมมองเขาเป็นยักษ์มารอยู่แล้ว ป่วยการจะมาแก้ไขอะไร

ดังนั้นปูตินจึงสั่งให้เพิ่มเงินบำนาญขึ้นอีกอย่างรวดเร็ว ซึ่งการเพิ่มเงินบำนาญนั้นเป็นนโยบายชิ้นโบแดงของปูตินมาแต่ไหนแต่ไร จากที่เคยต่ำมาก เขาเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตั้งแต่รับตำแหน่งมา แต่คนนอกมองว่านี่คือการซื้อใจประชาชน (หรือปิดปาก) อย่างหนึ่ง

ปูตินยังสั่งให้อำนาจประชาชนทั่วไปและธุรกิจ SMEs ในการขอให้ระงับการจ่ายหนี้ชั่วคราวได้ 

นี่คืออาวุธในการทำศึกยืดเยื้อและรับการปิดล้อมของชาติตะวันตก รอจนกว่าฤดูหนาวจะมาเยือน 

ขณะที่ประชาชนรัสเซียนอกจากจะไม่หืออือแล้ว (มีต้านสงครามกันบ้างแต่ในระดับที่ไม่กว้างขวางนัก) Council on Foreign Relations ในสหรัฐยังประเมินว่า “ชาวรัสเซียบางคนเชื่อว่าการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ผู้นำที่อยู่เบื้องหลังสงครามเท่านั้น แต่เป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจ โดยมุ่งที่ชาวรัสเซียทั้งหมด”

เมื่อคนรัสเซียคิดแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ โลกตะวันตกจะไม่ได้ทำสงครามกับแค่ปูตินอีก แต่ทำกับคนรัสเซียทั้งประเทศ แต่ตะวันตกก็ยังเชื่อว่าพลังประชาชนรัสเซียจะคล้อยตามเกมส์พวกเขา และโค่นปูติน

ดูตัวอย่างการลุกฮือต่อต้านผลการเลือกตั้งในเบลารุสเถิด เกิดก่อนการรุกรานยูเครนไม่กี่เดือน ตอนนั้นตะวันตกคงคิดว่าจะลากผู้นำเบลารุสผู้สนิทสนมกับปูตินลงจากอำนาจได้ ไปๆ มาๆ รัสเซียเข้าไป “ช่วย” สถานการณ์ที่เกือบจะกลายเป็นการปฏิวัติก็ดับลงในพลัน ทำให้เบลารุสกลายเป็นฐานที่มั่นของการรุกรานยูเครนต่อไป

รวมถึงการลุกฮือในคาซักสถานไม่กี่เดือนก่อนสงครามยูเครนเช่นกัน วุ่นวายจนกลัวกันว่ารัฐบาลจะไม่รอด พอรัสเซียส่งกำลังไป “ช่วย” รักษาความสงบอีกรอบ ตอนนี้คาซักสถานเงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมผู้นำยังโวยว่าความวุ่นวายนี้เป็นฝีมือปลุกปั่นของ “คนนอก”

“คนนอก” ที่ว่านี้มีอยู่จริงหรือไม่ แล้วเป็นใคร ต้องลองขบคิดกันเอาเอง

ป.ล. – ขณะที่ตะวันตกกำลังปิดล้อมรัสเซียทางเศรษฐกิจ รัฐบาลยูเครนก็กล่าวหาว่ารัสเซียใช้กลยุทธ์การรบแบบปิดล้อม (Siege Tactics) และกล่าวว่าเป็นแท็กติกการปิดล้อมแบบยุคกลาง (medieval siege tactics) ซึ่งไม่เหมือนกับการรบยุคใหม่ที่ไม่ค่อยเสียเวลาปิดล้อมโดยยอมเสียเวลานานๆ กันแล้ว แต่จะบุกเข้าไปเลย หรือระเบิดปูพรมด้วยซ้ำ

เราจะเห็นว่ารัสเซียปิดล้อมเคียฟเมืองหลวงและคาร์กิวเมืองใหญ่อันดับสองโดยไม่ยอมบุกเข้าไป ล้อมมันอย่างนั้นนานหลายวันแล้วทั้งๆ จะเข้าไปก็ได้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญตะวันตกบางคนเย้ยว่ารัสเซียไม่มีน้ำยาแล้ว

แต่พวกนั้นลืมดูไปว่ารัสเซียกินพื้นที่ไปเรื่อยๆ ที่ภาคใต้ จนกระทั่งเมืองออแดซาเริ่มกลัวว่าจะถูกปิดล้อมกันแล้ว เห็นได้ชัดว่ารัสเซียใช้วิธีปิดล้อมเมืองใหญ่แต่ไม่ยึด พร้อมกับปิดล้อมยูเครนทั้งประเทศด้วยการตัดทางออกทะเล ไม่ใช่การบุกม้วนเดียวจบอันเป็นแท็กติก “สมัยใหม่” ที่พวกตะวันตกนิยมใช้กัน

จับตาดูให้ดีเถิด “แท็กติกการปิดล้อมแบบยุคกลาง” นี่แหละที่รัสซียกำลังซ้อมมือกับยูเครน ยุโรปกำลังถูกดึงเข้าสู่แท็กติกนี้เช่นกันโดยปริยาย หากลากยาวถึงฤดูหนาวครั้งใหม่ การปิดล้อมของรัสเซียจะยิ่งสร้างความเจ็บปวดยิ่งขึ้น

แต่หากยุโรปผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้ แผนการลดการพึ่งพารัสเซียด้านพลังงานก็อาจเป็นความจริงได้ แต่ถ้าประเมินว่าทำไม่ได้และมีแรงต้านจากภายใน (แม้จะมีมติเห็นพ้องบนหน้ากระดาษก็ตาม) ยุโรปก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก “ยอม” รัสเซียในระดับหนึ่ง

เว้นแต่จะมี “คนนอก” เข้ามาบีบคั้นให้สถานกรณ์ของยุโรปและยูเรเซียเป็นอื่นไป

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo – Sputnik/Mikhail Klimentyev/Kremlin via REUTERS

กว่าจะเป็นปูตินคนนี้ สายลับ KGB ต้องผ่านอะไรมาบ้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677729

วันที่ 09 มี.ค. 2565 เวลา 19:16 น.กว่าจะเป็นปูตินคนนี้ สายลับ KGB ต้องผ่านอะไรมาบ้าง

KGB ผ่านอะไรมาบ้างถึงได้ชื่อว่าเป็นหน่วยสุดโหดที่ถูกพูดถึงมาจนทุกวันนี้

หลายคนทราบแล้วว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียเคยเป็นสายลับ KGB มาก่อน แต่รู้หรือไม่ว่าหน่วยสืบราชการลับ KGB ต้องผ่านอะไรมาบ้างถึงได้ชื่อว่าเป็นหน่วยสุดโหดที่ถูกพูดถึงมาจนทุกวันนี้

ก่อนที่จะพูดถึงภารกิจของ KGB ต้องบอกก่อนว่านี่คือความฝันของปูตินตั้งแต่เด็กๆ ที่อยากจะเข้าร่วมหน่วยสืบราชการลับแห่งนี้ จนในที่สุดเขาได้เข้าร่วมกับกองกำลังสายลับ KGB อย่างที่ฝัน เขาได้รับคัดเลือกจากโครงการใหม่ที่สร้างขึ้นโดยยูรี อันโดรปอฟ ประธาน KGB ซึ่งต้องการรับสมัครคนรุ่นใหม่และฝึกฝนพวกเขาตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อเป็นเจ้าหน้าที่ KGB 

โดยปูตินทำงานด้านข่าวกรองทั้งในและต่างประเทศ ด้วยความสามารถด้านภาษาเยอรมัน ทำให้เขาได้ทำภารกิจสำคัญอยู่หลายครั้ง รวมถึงการได้รับคัดเลือกส่งไปปฏิบัติการเป็นสายลับในเมือง เดรสเดน เยอรมนีตะวันออกด้วย เมื่ออายุได้ 33 ปี โดยภารกิจหลักคือปฏิบัติภารกิจด้านข่าวกรองจากประเทศฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะเยอรมนีตะวันตกซึ่งติดตั้งขีปนาวุธพุ่งเป้ามาที่สหภาพโซเวียต 

มีรายงานจากผู้คนที่อาศัยอยู่ในเยอรมนีตะวันออกในช่วงเวลานั้นและจำได้ว่าเคยเห็นหน้าเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันที่ 5 ธันวาคม 1989 เมื่อมีการวางแผนการจลาจลที่ชตาซี ว่ากันว่าปูตินได้โน้มน้าวฝูงชนให้ปฏิเสธการจลาจลด้วยการหลอกล่อด้วยทักษะสายลับที่ยอดเยี่ยมของเขาที่ได้รับการฝึกฝนมาจาก KGB

ไม่ค่อยมีใครรู้เกี่ยวกับภารกิจที่ปูตินได้รับมอบหมายจาก KGB มากนัก เนื่องจากคนส่วนใหญ่ที่เคยทำงานใน KGB มักไม่พูดถึงอดีตของพวกเขา เพราะพวกเขารู้ว่ามันจะทำให้ชีวิตของพวกเขาตกอยู่ในอันตราย

ปูตินไต่เต้าขึ้นมาเรื่อยๆ จนเป็นผู้ช่วยผู้บังคับบัญชา KGB ประจำเดรสเดน ก่อนที่จะลาออกในปี 1991 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่สหภาพโซเวียตล่มสลาย ปูตินเป็นสายลับ KGB นานถึง 16 ปี

KGB ต้องทำอะไรบ้าง?

คณะกรรมการความมั่นคงแห่งรัฐ หรือ KGB (Komitet Gosudarstvennoy Bezopasnosti) เป็นหน่วยสืบราชการลับของสหภาพโซเวียตตั้งแต่ปี 1954-1991 ก่อนที่โซเวียตจะล่มสลายและกลายมาเป็น FSB (Federalnaya sluzhba bezopasnosti) แทน

หน่วยสืบราชการลับ KGB ทำหน้าที่เหมือนกับหน่วยข่าวกรองหรือสายลับอื่นๆ ของโลก คือ การดูแลด้านข่าวกรอง การป้องกันประเทศ แฝงตัวเข้าไปในหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศเพื่อเก็บข้อมูลสำคัญ และจำกัดบุคคลที่เป็นภัยความมั่นคง พวกเขาถูกฝึกให้สอดแนม พรางตัว ต่อสู้ และลอบสังหาร

ในปี 2018 New York Post เผยว่า KGB ได้สร้าง “เมืองอเมริกัน” ในยูเครนเพื่อให้สายลับเรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตอย่างลับๆ ในสหรัฐอเมริกา ฝึกหัดขับรถอเมริกันโดยใช้กฎจราจรของสหรัฐ และดูหนังอเมริกัน

พวกเขาต้องเรียนรู้หลายภาษา รวมถึงทักษะด้านข่าวกรอง ทักษะการสืบสวน ยิงปืน ศิลปะการต่อสู้ การต่อสู้ระยะประชิด เรียนรู้วิธีการใช้เทคโนโลยีและทริคต่างๆ เพื่อเอาชนะศัตรู รวมถึงการใช้อุปกรณ์เครื่องมืออย่างรองเท้าซ่อนกล้องเล็กๆ เนคไทที่มีเลนส์ และกระเป๋าที่มีไมโครโฟนซ่อนอยู่

รายงานระบุว่า KGB เป็นมากกว่าสายลับ เป็นเหมือนกับ CIA และ FBI รวมกันเป็นหนึ่งเดียว และถือได้ว่าเป็นคู่อริโดยตรงกับหน่วยสืบราชการลับ CIA โดยเฉพาะในยุคสงครามเย็นที่ต่างฝ่ายต่างจ้องล้วงข้อมูลของกันและกัน

ในปี 2019 มีการเปิดเผยเอกสารคู่มือการฝึกอบรม KGB ในช่วงปี 1970-1980 ซึ่งไม่เคยเปิดเผยมาก่อน เอกสารเหล่านั้นมาพร้อมกับชื่ออย่าง “ข้อมูลที่บิดเบือนในเอกสารข่าวกรอง” (1968), “การฝึกอบรมตัวแทนและอิทธิพลทางจิตวิทยาบางประการแก่ชาวต่างชาติ” (1985) และ “โอกาสในการใช้วิธีการทางจิตวิทยา” (1988)

เมื่อค้นเอกสารเหล่านั้นจะพบคำแนะนำวิธีการต่างๆ มากมาย อาทิ วิธีการสรรหาคนและควบคุมจิตใจบนดินแดนตะวันตกวิธีการขจัดแผนการบิดเบือนข้อมูลของศัตรู, วิธีการแทรกซึมการประชุมทางวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ และ วิธีการจู่โจมผู้ต้องสงสัยที่ยั่วยุ

คู่มือเหล่านี้เป็นคู่มือเมื่อหลายปีมาแล้ว แต่ยังคงอยู่ในรัสเซียจนถึงทุกวันนี้ และวิธีการเหล่านี้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางปฏิบัติของปูติน

ไมเคิล ไวส์ (Michael Weiss) นักข่าวและนักเขียนชื่อดังชาวอเมริกันกล่าวว่า KGB เชี่ยวชาญในการอ่านใจคน ทำความเข้าใจว่าจุดอ่อนของพวกเขาคืออะไร เรียนรู้วิธีการเข้าถึงพวกเขา และทำให้พวกเขายอมทำในสิ่งที่ไม่เต็มใจ

“สายลับ KGB คือการผสมผสานระหว่างนักบวช นักบำบัดโรค เพื่อนรัก และยังเป็นศัตรูตัวฉกาจอีกด้วย เขาเป็นคนที่พยายามจะให้คุณทำในสิ่งต่างๆ ที่จะทำลายตัวคุณเองในที่สุด”

สหภาพโซเวียตปฏิบัติการลอบสังหารบุคคลสำคัญหลายครั้งรวมถึง ยอซีป บรอซ ตีโต อดีตประธานาธิบดีสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย ที่พยายามหลายครั้งจนต้องถึงขึ้นเขียนจดหมายไปถึงโจเซฟ สตาลิน อดีตนายกรัฐมนตรีสหภาพโซเวียต ว่าให้เลิกส่งคนมาฆ่าตนเสียที ตอนนี้จับได้ 5 คนแล้ว คนหนึ่งมีระเบิด อีกคนมีปืนไรเฟิล “ถ้าคุณไม่หยุดส่งนักฆ่ามา ผมจะส่งไปมอสโกเหมือนกัน”

นอกจากนี้ยังมีจอร์จี มาร์คอฟ นักข่าว BBC ของบัลแกเรียซึ่งเสียชีวิต 3 วันหลังถูกแทงด้วยร่มบัลแกเรียเข้าที่ต้นขาบนถนนในลอนดอนในปี 1978 ก่อนจะเสียชีวิตเขาเล่าว่าชายคนหนึ่งพูดว่า “ขอโทษ” ด้วยสำเนียงต่างประเทศก่อนที่จะแทงเขาและขึ้นแท็กซี่หนีไป คดีนี้ถูกสงสัยว่าเป็นฝีมือสายลับ KGB อย่างไรก็ตามยังไม่มีใครถูกตั้งข้อหา

เลฟ รีเบท ผู้นำทางการเมืองยูเครนเสียชีวิตในปี 1957 ในตอนแรกดูเหมือนจะเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย แต่ความจริงถูกเปิดเผยในอีก 4 ปีให้หลังเมื่อนักฆ่า KGB ออกมายอมรับว่าเป็นฝีมือของเขาเอง

นอกเหนือจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่ฉาวโฉ่ KGB ยังขึ้นชื่อในการสอดแนม และการสรรหาชาวต่างชาติมาทำงานให้ เช่น จอห์น แอนโทนี วอล์กเกอร์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ประจำเรือรบของกองทัพเรือสหรัฐ ซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานสอดแนมให้สหภาพโซเวียตระหว่างปี 1967-1985 และโรเบิร์ต ฮันเซน เจ้าหน้าที่ FBI ที่ทำงานให้โซเวียตร่วมสิบปี

หลังจากที่ออกจากหน่วยสืบราชการลับ KGB ปูตินชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีรัสเซียคนใหม่ ต่อจากบอริส เยลต์ซิน อดีตผู้นำที่วางมือไปในปี 2000

Photo by Michael Weiss

เปิด ‘แผนก 13’ ทีมลอบสังหารของสายลับรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677735

วันที่ 09 มี.ค. 2565 เวลา 18:02 น.เปิด ‘แผนก 13’ ทีมลอบสังหารของสายลับรัสเซีย

สหภาพโซเวียตและรัสเซียเคยส่งทีมลอบสังหารจากแผนก 13 ไปปลิดชีพผู้นำประเทศและฝ่ายต่อต้านชาวยูเครนมาแล้วหลายคน และผู้นำยูเครนคนล่าสุดก็บอกว่าเขาเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของปูติน

เพียง 1 สัปดาห์หลังจากรัสเซียบุกยูเครนก็มีข่าวว่า ประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ถูกลอบสังหารแล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง โดย 2 ใน 3 ครั้งเป็นฝีมือกลุ่มว้ากเนอร์ (Wagner) ทหารรับจ้างชื่อดังของรัสเซีย แต่ยูเครนได้รับการแจ้งข่าวจากเจ้าหน้าที่ FSB ของรัสเซียก่อน ทีมลอบสังหารจึงลงมือไม่สำเร็จ

แหล่งข่าวเผยกับ Times of London ว่า มีสมาชิกกกลุ่มว้ากเนอร์แฝงตัวอยู่ในรุงเคียฟอย่างน้อย 400 ราย โดยมีรายชื่อของเจ้าหน้าที่คนสำคัญของยูเครนที่ตกเป้าหมาย 24 คนอยู่ในมือ ส่วนอีกครั้งหนึ่งเป็นฝีมือของ Kadyrovites ทีมสังหารจากสาธารณรัฐเชเชนที่ลงมือย่านชานกรุงเคียฟ

อันที่จริงรัสเซียมีหน่วยงานเฉพาะสำหรับลงมือสังหารเป้าหมายที่เป็นภัยคุกคามสหภาพโซเวียตที่รู้จักกันในชื่อ Thirteenth Department หรือแผนก 13 ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ภายใต้การนำของ วิกเตอร์ วลาดิมีรอฟ เจ้าหน้าที่สายลับ KGB ที่ปฏิบัติการในฟินแลนด์

เอกสารที่ได้รับการปลดออกจากการเป็นเอกสารลับของ CIA ระบุว่า Thirteenth Department มีเจ้าหน้าที่ประจำการอยู่ที่สำนักงานใหญ่ในกรุงมอสโกราว 60 คน และยังดำเนินการหน่วยดาวเทียมหลายครั้งในเยอรมนีตะวันออก จีน และออสเตรีย

เป้าหมายของ Thirteenth Department คือ พลเมืองสหภาพโซเวียต ผู้อพยพชาวโซเวียต และชาวต่างชาติ โดยใช้อาวุธทุกรูปแบบ รวมทั้งการฉีดพ่นของเหลวให้เป็นละออง และการใช้ยาพิษอย่างสตริกนินเคลือบช็อกโกแลต (อ่านบทความเรื่อง “เปิด ‘Lab X’ โรงงานผลิตยาพิษของสายลับปูติน” ได้ที่นี่)

การลงมือสังหารคนดังหลายคนที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับ Thirteenth Department มีหลายเคส อาทิ การสังหารอดีตประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี ของสหรัฐ

มีหลายทฤษฎีสมคบคิดที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารอดีตผู้นำสหรัฐเมื่อวันที่ 22 พ.ย. 1963 รวมทั้งทฤษฎีที่ว่าสหภาพโซเวียตอยู่เบื้องหลัง

ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ อดีตนาวิกโยธินสหรัฐที่ถูกตั้งข้อหาลอบสังหารเคนเนดี มีความเกี่ยวข้องกับโซเวียต เขาหนีออกจากประเทศไปอยู่สหภาพโซเวียต แต่งงานกับภรรยาชาวโซเวียต แล้วกลับมาสหรัฐในปี 1961

เอกสารของ CIA ระบุว่า ออสวอลด์เดินทางไปสถานทูตโซเวียตในกรุงเม็กซิโกซิตีเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 1963 และพูดคุยกับ วาเลรี โคสทิคอฟ ที่ถูกระบุว่าเป็นสมาชิกหน่วยลอบสังหารของ KGB โดยโคสทิคอฟเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองที่ทำหน้าที่เฟ้นหาสายข่าวและบริหารจัดการการทำงานของสายข่าวในปฏิบัติการที่ได้รับการสนับสนุนจาก Thirteenth Department

ยอซิป บรอซ ตีโต (Josip Broz Tito)

อดีตผู้นำยูโกสลาเวียรายนี้เคยถูกโซเวียตลอบสังหารหลายครั้งแต่ก็รอดมาได้ทุกครั้ง ช่วงปลายทศวรรษ 1940 เขาตัดสินใจเขียนจดหมายไปยัง โจเซฟ สตาลิน ผู้นำสหภาพโซเวียตว่า “หยุดส่งคนมาฆ่าผมเสียที เราจับพวกเขาได้ 5 คนแล้ว หนึ่งในนั้นมีระเบิดและอีกคนหนึ่งมีไรเฟิล 1 กระบอก…ถ้าคุณยังไม่หยุดส่งมือสังหารมา ผมจะส่งไปที่มอสโกสักคน และผมไม่จำเป็นต้องส่งคนอื่นตามไปอีก”

ข้อมูลบางแหล่งบอกว่า สตาลินเก็บจดหมายฉบับนี้ไว้ในลิ้นชักโต๊ะตลอดชีวิตของเขา แต่การลอบสังหารตีโตก็ยังดำเนินต่อไป รวมทั้งหมดตั้งแต่แรกเริ่มคือ 22 ครั้ง

จอร์จี โอโคโลวิช (Georgi Okolovich)

โอโคโลวิชเป็นแกนนำ People’s Labor League องค์กรเกี่ยวกับผู้อพยพในปี 1954 เขาตกเป็นเป้าสังหารของ MGB หน่วยงานข่าวกรองของสหภาพโซเวียต ทว่า นิโคไล โคคลอฟ ของ KGB ซึ่งจะต้องทำหน้าที่สั่งการการลอบสังหาร เปลี่ยนใจไปเตือนโอโคโลวิชที่เมืองแฟรงค์เฟิร์ตของเยอรมนีและหลบอยู่ที่นั่น

โคคลอฟนำกล่องใส่บุหรี่ขนาดใหญ่ที่ทำจากหนังติดตัวไปด้วย 2 กล่อง ในนั้นบรรจุเข็มฉีดไซยาไนด์หลายเข็ม และปืนพกสั้นยาว 4 นิ้ว สูง 4 นิ้ว 1 กระบอก ปืนกระบอกนี้ยิงกระสุน 3 ชนิดคือ นัดแรกทำให้เป้าหมายขยับไม่ได้ นัดต่อมาเป็นกระสุนยาพิษสำหรับใช้ในระยะประชิด และกระสุนโลหะเป็นนัดปิดเกม โดยทั้งสามนัดยิงออกมาแบบไร้เสียง

เลฟ เรเบท (Lev Rebet) และสเตปัน บันเดรา (Stepan Bandera)

เรเบทเป็นหนึ่งในคณะรัฐบาลยูเครนและนักต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่อาศัยอยู่ในเมืองมิวนิกของเยอรมนี เขาเสียชีวิตในปี 1957 ส่วนบันเดรา ผู้อพยพและฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทรุดหมดสติกลางถนนในเมืองมิวนิกเสียชีวิตเมื่อปี 1959 ทั้งคู่ถูกระบุอย่างเป็นทางการว่าเสียชีวิตจากอาการหัวใจวาย

ทว่า สาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงของทั้งคู่ได้รับการเปิดเผยในปี 1961 หลังจากการหลบหนีออกนอกประเทศของ บอห์ดาน สตาชินสกี (Bohdan Stashinsky) มือสังหารของ KGB ที่ลงมือปลิดชีพทั้งสองคน

เดือน พ.ย. 1961 สตาชินสกี ยอมมอบตัวกับตำรวจเยอรมนีตะวันตกและเปิดปากเล่าว่า ขณะลงมือเขาอายุ 19 ปีโดยถูกบังคับข่มขู่ให้เป็นนักฆ่าของ KBG แลกกับความปลอดภัยของครอบครัว เขาซุ่มอยู่ในออฟฟิศของเรเบทและปลิดชีพเป้าหมายด้วยการพ่นไซยาไนด์ซึ่งทำให้เสียชีวิตแทบจะทันทีหลังจากสูดดม และใช้สารพิษเดียวกันนี้พ่นใส่บันเดราเช่นกัน

สตาชินสกียังคายความลับเกี่ยวกับห้องปฏิบัติการวิจัย 2 ห้องที่เกี่ยวข้องกับ Thirteenth Department เขาบอกว่า ห้องหนึ่งใช้เป็นที่ผลิตอาวุธพิเศษและระเบิด อีกห้องหนึ่งทำหน้าที่พัฒนายาพิษและยาต่างๆ สำหรับ “ภารกิจพิเศษ”

ภาพ: สเตปัน บันเดรา หนึ่งในเหยื่อลอบสังหาร/Wikimedia

‘หินสังหาร’ ญี่ปุ่นที่ผนึกวิญญาณปีศาจไว้นับพันปีแตกออกแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677701

วันที่ 09 มี.ค. 2565 เวลา 13:35 น.‘หินสังหาร’ ญี่ปุ่นที่ผนึกวิญญาณปีศาจไว้นับพันปีแตกออกแล้ว

จู่ๆ หินสังหารที่เชื่อกันว่ากักวิญญาณปีศาจไว้นับพันปีก็แตกออกจากกัน ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าจะเป็นลางบอกเหตุอะไรหรือไม่

หินสังหาร (killing stone) หรือหินเซ็ตโชเซกิ (Sessho-seki) ในเมืองนะสุ จังหวัดโทชิงิใกล้กับกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น ที่เชื่อกันว่าเป็นหินที่ผนึกวิญญาณของจิ้งจอกเก้าหางไว้นับพันปี แตกออกเป็นสองส่วนแล้ว ทำให้ชาวญี่ปุ่นที่มีความเชื่อพากันหวั่นเกรงว่าจะเป็นลางไม่ดี

ตามตำนานเล่ากันว่าหินเซ็ตโชเซกิเป็นที่ผนึกวิญญาณของทามาโมโนะมาเอะ ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางที่ปลอมตัวมาเป็นหญิงสาวสวยซึ่งแฝงตัวเข้ามาอยู่ในราชสำนักของญี่ปุ่นเพื่อสังหารจักรพรรดิโทบะที่ปกครองญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1107-1123 เมื่อถูกจับได้ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางจึงหนีมาที่เมืองนะสุที่ขึ้นชื่อเรื่องบ่อน้ำพุร้อนจากกัมมะถันและถูกฆ่าที่นั่น

หินลาวาก้อนนี้มีสารพิษออกมาทำให้สัตว์หรือผู้คนที่เฉียดเข้าไปใกล้เสียชีวิต ทำให้ได้ชื่อว่าหินสังหาร ภายหลัง เก็นโน ชินโช นักบวชในสมัยศตวรรษที่ 14 ได้ทำพิธีสยบวิญญาณแล้วแยกหินก้อนใหญ่นี้ออกเป็น 3 ก้อน โดย 2 ก้อนถูกขว้างไปบริเวณอื่น และอีก 1 ก้อนอยู่ที่ภูเขานะสุ

ตำนานที่ค่อนข้างน่ากลัวนี้ทำให้ชาวญี่ปุ่นพากันหวาดหวั่นว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น หลังจากนักท่องเที่ยวแชร์ภาพหินสังหารที่แตกออกจากกันในโลกออนไลน์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งโพสต์ภาพหินที่แตกพร้อมกับคอมเม้นต์ว่า “รู้สึกเหมือนเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นอ่ะ” ซึ่งมียอดไลค์เกือบ 170,000 ครั้ง และอีกหลายคอมเม้นต์ อาทิ “ที่กักขังจิ้งจอกแตกแล้ว นี่คือจุดท่องเที่ยวที่น่ากลัว”, “มีใครสังเกตมั้ยว่าด้านในของหินเป็นสีจิ้งจอก”, “จิ้งจอกเก้าหางที่น่ากลัวฟื้นคีนชีพแล้วใช่มั้ย”, “สำนักพระราชวังควรจัดพิธีล้างบาปด่วน” และ “รู้สึกเหมือนจะเป็นลางบอกเหตุการณ์ใหญ่ๆ เลย”

ด้านสื่อท้องถิ่นของญี่ปุ่นรายงานว่า หินสังหารก้อนนี้เริ่มเกิดรอยร้าวเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งอาจทำให้น้ำซึมเข้าไปข้างในและทำให้โครงสร้างของหินอ่อนลงจนแตกออกจากกันในที่สุด

Shimotsuke Shimbun รายงานว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและรัฐบาลจะหารือกันว่าจะทำอย่างไรกับหินก้อนนี้ โดยเจ้าหน้าที่ของการท่องเที่ยวเมืองนะสุเผยกับ Shimotsuke Shimbun ว่า ต้องการให้ฟื้นฟูหินให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม

九尾の狐の伝説が残る、殺生石にひとりでやってきました。縄でぐるっと巻かれた真ん中の大きな岩がそれ…のはずなのですが、なんと岩は真っ二つに割れて、縄も外れていました。漫画だったらまさに封印が解かれて九尾の狐に取り憑かれるパターンで、見てはいけないものを見てしまった気がします。 pic.twitter.com/wwkb0lGOM9— Lillian (@Lily0727K) March 5, 2022

ภาพ: Twitter @Lily0727K