ผู้นำยูเครนอ้างรัสเซียนำเตาเผาศพเคลื่อนที่มาเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677277

วันที่ 04 มี.ค. 2565 เวลา 12:00 น.ผู้นำยูเครนอ้างรัสเซียนำเตาเผาศพเคลื่อนที่มาเอง

ประธานาธิบดีเซเลนสกีเผยว่าทหารรัสเซียเตรียมเตาเผาศพเคลื่อนที่ไปยูเครน

ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนเผยกับผู้สื่อข่าวในกรุงเคียฟว่า กองทัพรัสเซียลากเตาเผาศพเคลื่อนที่เข้ามาในยูเครนด้วย โดยเซเลนสกีอ้างว่าเพื่อกำจัดร่างทหารรัสเซียที่เสียชีวิตและปกปิดจำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงของฝ่ายตัวเอง

“คนพวกนี้ขนเตาเผาศพพวกนั้นมาเพื่อตัวพวกเขาเอง” เซเลนสกีเผย และยังบอกอีกว่า ทหารหนุ่มรัสเซียถูกใช้เป็นเพียง “วัตถุที่ใช้ทำสงคราม…ช่างไร้มนุษยธรรม”

เซเลนสกีเผยว่า น่าจะมีทหารรัสเซียเสียชีวิตจากความขัดแย้งนี้จำนวนมาก แต่ก็ไม่มีใครตามนับ “ไม่มีใครนับ ไม่มีใครสนว่าพวกเขาตายไปเท่าไร”

“พวกเขารู้ล่วงหน้าว่าพวกเขาจะไม่ได้กลับไปหาครอบครัว หาแม่ หาลูก เพราะพวกเขาตายอยู่ที่นี่” เซเลนสกีกล่าว “พวกเขามาที่นี่เพื่อฆ่าเรา และพวกเรากำลังต่อสู้เพื่ออิรภาพและบ้านของเรา และนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาต้องเสียชีวิต เราไม่ต้องการฆ่าพวกเขา”

นับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนเมื่อวันที่ 24 ก.พ. โลกโซเชียลมีการแชร์รูปภาพและคลิปวิดีโอร่างของทหารรัสเซียที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ข้างทาง

ก่อนหน้านี้ The Telegraph รายงานโดยอ้าง เบน วอลเลซ รัฐมนตรีกลาโหมอังกฤษว่า คาดว่าเตาเผาศพแบบเคลื่อนที่จะถูกนำมาใช้ในสนามรบ

ขณะที่ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียรับปากวานนี้ (3 มี.ค.) ว่า ครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตจะได้เงินชดเชย 5 ล้านรูเบิล หรือราว 1,482,022 บาท ซึ่ง The New York Times ระบุว่า นับเป็นครั้งแรกที่ปูตินยอมรับต่อสาธารณชนว่าทหารรัสเซียเสียชีวิตในสงคราม

Lecocq/Pool via REUTERS/File Photo

เกาะติดสงคราม ยูเครน-รัสเซีย วันที่ 9 ถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677264

วันที่ 04 มี.ค. 2565 เวลา 10:30 น.เกาะติดสงคราม ยูเครน-รัสเซีย วันที่ 9 ถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

อัปเดตทุกความเคลื่อนไหว สถานการณ์สงครามยูเครน (4 มี.ค.)

(02.00 น.) การเจรจาครั้งที่ 2 ระหว่างผู้แทนรัสเซียและยูเครน บรรลุข้อตกลงในการเปิดเส้นทางสำหรับอพยพพลเรือน และส่งมอบความช่วยเหลืออื่นๆ รวมถึงความช่วยเหลือด้านอาหารและยา สำหรับการเจรจาครั้งถัดไปอาจมีขึ้นในสัปดาห์หน้า ขณะที่ยูเครนระบุว่าการเจรจาครั้งนี้ไม่บรรลุผลที่ต้องการ

(06.00 น.) ดมิโทร ออร์ลอฟ นายกเทศมนตรีเมืองอีเนอร์โกดาร์ของยูเครนเปิดเผยว่าเกิดเหตุไฟไหม้ที่ซาโปริชเชีย โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป จากการโจมตีของรัสเซีย ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลเกี่ยวกับภัยพิบัตินิวเคลียร์ที่อาจเกิดขึ้น หากโรงไฟฟ้าระเบิด

(09.45 น.) ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ขอให้ยุโรปให้ความช่วยเหลือยูเครนหลังจากที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ถูกโจมตี “ชาวยุโรปได้โปรดลุกขึ้นมา บอกนักการเมืองของคุณว่า กองทหารรัสเซียกำลังถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของยูเครน นี่เป็นการก่อการร้ายนิวเคลียร์ เราต้องหยุดพวกเขา”

(10.10 น.) เซเลนสกีได้พูดคุยกับบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ หลังมีข่าวเกี่ยวกับเพลิงไหม้ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในซาโปริซเซีย โดยระบุว่า “การกระทำที่ประมาทเลินเล่อ” ของปูตินเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของยุโรป

(10.40 น.) หน่วยฉุกเฉินของยูเครนกล่าวว่ากองทหารรัสเซียกำลังป้องกันไม่ให้พวกเขาดับไฟที่ยังคงเผาไหม้ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยขณะนี้โรงไฟฟ้ายังคงมีเพลิงไหม้บริเวณชั้น 3, 4 และ 5 จากอาคารทั้งหมด 5 ชั้น

(11.11 น.) ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่ทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์นิวเคลียร์ของ UN ทวีตว่า ได้ยกระดับศูนย์อุบัติเหตุและเหตุฉุกเฉินให้อยู่ในโหมดตอบสนองเต็มรูปแบบ หลังจากเกิดเหตุไฟไหม้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ซาโปริชเชียที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป ส่วนประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนเตือนว่า “ถ้ามีการระเบิดเกิดขึ้น มันคือจุดสิ้นสุดของยุโรป”

(11.30 น.) บริการฉุกเฉินของยูเครนยืนยันว่าสามารถควบคุมเพลิงไหม้ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริชเชียได้แล้ว หลังจากไฟลุกไหม้เป็นเวลาอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

(13.31 น.) Reuters รายงานว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยูเครนเผยว่ากองทัพรัสเซียยึดโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ซาโปริชเชียแล้ว

(14.36 น.) หวังเหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนบรรยายสรุปประจำวันว่า จีนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรับรองความปลอดภัยของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในยูเครน หลังเกิดไฟไหม้ตัวอาคารที่อยู่ติดกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “เราจะจับตาดูสถานการณ์และขอให้ทุกฝ่ายอดทนอดกลั้น หลีกเลี่ยงการเพิ่มความตึงเครียด และรับรองความปลอดภัยของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่สำคัญ”

(15.46 น.) โอเล็กซี อาเรสโตวิช มราปรึกษาประธานาธิบดียูเครนเผยว่า ยูเครนจะไม่แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ของการเจรจากับรัสเซียล่วงหน้า ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้เจรจาต่อรองเผยว่าการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 3 จะมีขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์หน้า

(15.50 น.) เจ้าหน้าที่ยูเครนเปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิต 47 รายจากการโจมตีทางอากาศของรัสเซีย ในเมืองเชอร์นิกอฟ ประเทศยูเครน ขณะที่กู้ภัยไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากการระดมยิงอย่างหนัก

Photo by Zaporizhzhya NPP via YouTube/via REUTERS

รัสเซียเตือนต่างชาติคิดให้ดีก่อนอาสาช่วยยูเครน เผยตะวันตกส่งทหารรับจ้างช่วยรบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677256

วันที่ 04 มี.ค. 2565 เวลา 00:01 น.รัสเซียเตือนต่างชาติคิดให้ดีก่อนอาสาช่วยยูเครน เผยตะวันตกส่งทหารรับจ้างช่วยรบ

รัสเซียเตือนคนต่างชาติที่จะอาสาเข้ามาให้คิดให้ดี ถูกจับได้ไม่คุ้ม ชี้ชาติตะวันตกส่งทหารรับจ้างมืออาชีพช่วยยูเครนรบ

โฆษกกระทรวงกลาโหมรัสเซียบรรยายสรุปดังนี้

• ประเทศตะวันตกได้เพิ่มการส่งทหารสัญญาจ้างจากบริษัททหารเอกชนไปยังพื้นที่ของการสู้รบ โดยทหารรับจ้างต่างชาติที่เดินทางมาถึงยูเครนกำลังก่อวินาศกรรมและบุกโจมตีขบวนยุทโธปกรณ์และเสบียงของรัสเซีย รวมถึงเครื่องบินที่คุ้มกันขบวน

• ทหารรับจ้างเหล่านี้อยู่ในคลิปของ “คนในท้องถิ่น”ในวิดีโอโฆษณาชวนเชื่อที่เผยแพร่บนเครือข่ายสังคมออนไลน์โดยกองกำลังพิเศษของยูเครน

• การโจมตีทั้งหมดโดยทหารรับจ้างต่างชาติดำเนินการโดยใช้อาวุธที่ทางตะวันตกจัดหาให้กับรัฐบาลเคียฟ “เรากำลังพูดถึงระบบต่อต้านรถถัง Javelin (สหรัฐ), NLOW (สหราชอาณาจักร) และระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน Stinger แบบพกพาที่ผู้ใช้ซึ่งต้องใช้การฝึกอบรมอย่างจริงจัง”

• หน่วยข่าวกรองกองทัพสหรัฐได้เปิดตัวแคมเปญขนาดใหญ่เพื่อรับสมัครผู้รับเหมา PMC (บริษัททหารเอกชน) เพื่อส่งไปยังยูเครน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พนักงานของบริษัท Academi, Cubic และ DynCorp ได้รับคัดเลือก

• สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก ลัตเวีย โปแลนด์ และโครเอเชีย อนุญาตให้พลเมืองของตนเข้าร่วมในการสู้รบในอาณาเขตของประเทศยูเครนอย่างถูกกฎหมาย หน่วยกองทหารต่างชาติของฝรั่งเศสวางแผนที่จะส่งบุคลากรทางทหาร-ชาติพันธุ์ยูเครนไปช่วยเหลือรัฐบาลเคียฟ

• โฆษกกระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าวว่า “ผมต้องการเน้นว่าทหารรับจ้างทั้งหมดที่ส่งมาจากตะวันตกเพื่อช่วยระบอบชาตินิยมในเคียฟไม่ใช่ทหารภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ พวกเขาไม่มีสิทธิ์ได้รับสถานะเชลยศึก สิ่งที่ดีที่สุดที่รอทหารรับจ้างต่างชาติเมื่อถูกจับกุมคือการดำเนินคดีทางอาญา”

• โฆษกกระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าวทิ้งท้ายว่า “เราขอเรียกร้องให้พลเมืองต่างประเทศที่วางแผนจะต่อสู้เพื่อระบอบชาตินิยมเคียฟ คิดทบทวนให้ดีก่อนการเดินทาง”

จุดจบของอัจฉริยะการรบ? ปูตินกำลังรวน หรือว่าซ่อนกลอะไรไว้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677246

วันที่ 03 มี.ค. 2565 เวลา 20:45 น.จุดจบของอัจฉริยะการรบ? ปูตินกำลังรวน หรือว่าซ่อนกลอะไรไว้

บทความทัศนะ วิเคราะห์การรบช่วงสัปดาห์แรก ทำไมชาติตะวันตกจึงมองว่าการรบของรัสเซียจึงผิดพลาด ไม่เป็นขบวน และล้มเหลว แต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆ หรือไม่

บางคนยกย่องปูตินว่าเป็น “อัจฉริยทางการทหาร” เขาผ่านสงครามมาแล้วหลายครั้ง ส่วนใหญ่เป็นความขัดแย้งรอบๆ หรือภายในรัสเซียนั่นเอง สงครามเหล่านั้นมักจบลงด้วยชัยชนะของปูตินหรืออีกฝ่ายยอมตามเงื่อนไขของเขา

แต่ตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญโลกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐกลับมองว่าปูตินกำลังแพ้ในยูเครน

ผู้เขียนไม่เห็นด้วย เพราะสงครามนี้เพิ่งผ่านไปแค่สัปดาห์เดียว หากเทียบกับสงครามอื่นๆ ของสหรัฐและนาโตแล้วถือว่าเร็วไปที่จะบอกว่าปูตินแพ้ เช่น การรุกรานอิรักนั้นสหรัฐใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะตีแบกแดดแตก 

ปัญหาคือแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญตะวันตกก็รู้อะไรเพียงน้อยนิดเกี่ยวกับรัสเซียในตอนนี้

“ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น? ไม่เลย ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

แม้แต่จอห์น เมียร์ไชเมอร์ (John Mearsheimer) นักรัฐศาสตร์และกิจการระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโกก็ยังยอมจำนนกับคำถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับยูเครนและปูตินจะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป 

เมียร์ไชเมอร์เป็นผู้เชี่ยวชาญนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐ และเคยเตือนว่าว่าการที่นาโตและชาติตะวันตกต้องการให้ยูเครนมาเป็นพวกตน จะเป็นเหตุให้รัสเซียต้องบุกยูเครน ซึ่งคำทำนายนี้เป็นจริงในที่สุด แต่จนถึงขณะนี้เขาก็ยังเดาไม่ถูกว่ารัสเซียจะมุ่งไปทางไหน

เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองระหว่างประเทศ และอยู่ในสำนักคิดที่มองเรื่องดุลอำนาจเป็นปัจจัยสำคัญ (สำนัก Realist) เขาเชื่อว่าปูตินจะบุกยูเครนแต่จะไม่ยึดมัน เพราะการปกครองประเทศที่ยึดมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย และปูตินไม่ได้มีแนวคิดเรื่องการสร้างจักรวรรดิรัสเซียใหม่หรือโซเวียตใหม่อย่างที่ชาติตะวันตกปั่นกัน

แต่ปูตินต้องการทำให้ยูเครน “เป็นกลาง” บริหารโดยรัฐบาลที่เอนเอียงมาทางรัสเซียเท่านั้น

นั่นคือเป้าหมายของปูติน (ในความคิดของเมียร์ไชเมอร์) ซึ่งผู้เขียนก็เห็นตรงกับเขา ปัญหาอยู่ที่ว่าปูตินกำลังใช้วิธีการไหนไปถึงเป้าหมายนั้น?

ทั้งเมียร์ไชเมอร์และผู้คร่ำหวอดด้านการรบและการเมืองต่างมืดแปดด้าน ไม่รู้ว่าปูตินกำลังใช้กลยุทธ์ไหน วิธีการรบที่แปลกประหลาดของเขาทำให้ข่าวกรองตะวันตกไปไม่เป็น ถึงกับสรุปแบบกระพร่องกระแพร่งว่าถ้าปูตินไม่เพี้ยนหรือสิ้นสภาพแล้วก็คงพยายามอำพรางเจตนาด้วยวิธีคิดนอกกรอบตามสไตล์ของเขา

การรบของปูตินยังไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ สหรัฐและผู้เชี่ยวชาญตั้งคำถามทำไมกองทัพรัสเซียไม่ส่งกองทัพอากาศคุมน่านฟ้ายูเครนชิงความได้เปรียบ ทั้งๆ ที่ทัพฟ้าของรัสเซียเป็นรองแค่สหรัฐ

เขากลับส่งทหารราบเข้าไปเป็นจำนวนมาก และคอนวอยทหารยาวเหยียดหลายสิบกิโลเมตร ไปออรอทะลวงเข้าเมืองใหญ่ เช่นเคียฟ แต่กลับไม่เผด็จศึกเสียที (แต่ภาคใต้ยูเครนกลับถูกยึดเมืองแล้วเมืองเล่าราวกับต้องการยึด “หัวหาด” และท่าเรือ)

ณ วันที่เขียนบทความนี้ประธานาธิบดีบยูเครนอ้างว่าทหารรัสเซียตายไปแล้วถึง 9,000 นายในวันที่ 8 แห่งสงคราม

แต่ตัวนี้น่าสงสัย เพราะรัสเซียเผยว่าเสียชีวิตไม่ถึง 500 คน และเพิ่งจะเผยออกมาในวันที่ 7 ของสงครามหลังจากทำให้โลกสงสัยมานานหลายวัน

ยอดตายของทหารรัสเซียที่ผูันำยูเครนอ้างอาจจะยังเชื่อไม่ได้ แต่ยูเครนปล่อยคลิปศพทหารรัสเซียและทหารรัสเซียที่ถูกจับได้แบบรายวัน บางคลิปทหารรัสเซียเผยว่าไม่รู้ว่าถูกส่งมารบที่ยูเครน บางคนบอกว่าคำสั่งสับสน และการเตรียมการขาดๆ เกินๆ และมีรายงานจากหลายแหล่งว่าทหารรัสเซียที่ถูกส่งมารบเป็น “ทหารเกณฑ์”

ตามระเบียบแล้วรัสเซียไม่ควรส่งทหารเกณฑ์มารบ แต่จะส่งทหารอาชีพหรือ “ทหารภายใต้สัญญา” คือเซ็นชื่อยอมรับการเป็นทหารอาชีพแล้ว การปรากฏตัวของทหารเกณฑ์รัสเซียทำให้ผู้เชี่ยวชาญตะวันตกสงสัยว่าการบัญชาการของปูตินน่าจะมีปัญหาเสียแล้ว หรือไม่ก็เขาสิ้นหนทางถึงกับส่งทหารไร้ประสบการณ์มาตายในแนวหน้า

เหมือนกับที่เมียร์ไชเมอร์บอกไว้ ไม่มีมีใครรู้อะไรเลยเกี่ยวกับรัสซียและปูติน

แต่เรามีความจำเป็นต้องจับทิศทางของสงคราม ดังนั้น ผู้เขียนจะขอสันนิษฐานจากข้อมูลที่มีอยู่ และอยากจะเทียบกับประวัติศาสตร์การรบของรัสเซีย/โซเวียตที่ผ่านมา

ประเด็นแรกเรื่องทหารเกณฑ์

ยูเครนจับทหารรัสเซียได้และถ่ายคลิป “คำสารภาพ” ไว้ส่วนหนึ่ง บางคนได้รับโอกาสโทรหาทางบ้านที่รัสเซียเพื่อบอกประมาณว่า “ผมถูกส่งมารบที่ยูเครนแบบไม่รู้ตัว” และ “เราถูกส่งมาเป็นเบี้ยในสงครามชัดๆ และหลายคนเป็นทหารเกณฑ์

เรื่องทหารเกณฑ์ถูกส่งไปรบที่ยูเครนไปถึงหูพ่อแม่ชาวรัสซียที่ต่างเป็นห่วงลูกแทบตาย เมื่อไปซักถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้รับคำตอบว่ามีทหารเกณฑ์ที่เซ็นสัญญาเป็นทหารอาชีพกับกองทัพโดยไม่บอกพ่อแม่ตัวเอง และย้ำว่าทหารเกณฑ์จะไม่ถูกส่งไปรบ มีแต่ทหารภายใต้สัญญาเท่านั้น

มีคลิปหนึ่งเป็นทหารชาวบูเรียต (ชาวมองโกลเผ่าหนึ่งในรัสเซีย) ถูกจับได้ในยูเครน เมื่อคลิปนี้เดินทางไปถึงเมืองอูลาน-อูเดที่สาธารณรัฐบูเรียเตีย ตอนแรกชาวบูเรียตหลายคนคิดว่าเป็นคลิปปลอม จนกระทั่งผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่า “นั่นลูกชายฉันนี่” ความจริงจึงปรากฏออกมา

จากการรายงานของผู้สื่อข่าวท้องถิ่นทำให้ทราบว่าทหารนายนี้เคยประจำการที่เมืองอูลาน-อูเดและเป็นทหารภายใต้สัญญา ในเดือนกุมภาพันธ์เขาถูกส่งไปเบลารุสเพื่อซ้อมรบ แต่เขาไม่ได้บอกทางบ้านว่ากำลังถูกส่งไปยูเครน ผู้สื่อข่าวที่รายงานเรื่องนี้เผยว่าทราบว่าเขาจะถูกส่งไปยูเครน แต่ไม่สามารถเผยให้ครอบครัวทราบได้ ไม่เช่นนั้นจะถูกไล่ออกจากกองทัพ

นี่เป็นกรณีของ “ทหารภายใต้สัญญา” และทราบว่าจะถูกส่งไปยูเครน แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่อแม่ของทหารนายนี้ทราบเรื่องว่าลูกอยู่ที่ยูเครน เธอบอกกับสื่อท้องถิ่นว่า “ไม่มีใครรู้อะไรเลย ใครจับเขา? คนเหล่านี้เป็นพวกนาซีหรือกองทหารยูเครน? … พวกนาซีนั้นโหดเหี้ยม ฉันแค่ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้อะไรทั้งนั้น ฉันแค่อยากให้ลูกชายกลับบ้าน”

จากคำพูดของแม่ของทหารชาวบูเรียตสะท้อนว่าชาวรัสเซียถูกทำให้เชื่อว่าการรบที่ยูเครนเป็นการรบกับพวก “นาซี” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงนาซีของฮิตเลอร์ แต่เป็นคำเปรียบเทียบหมายถึงพวกเผด็จการที่ไร้ความปราณี ปูตินและรัสเซียพยายามทำให้ชาวรัสเซียเชื่อว่ายูเครนนั้นปกครองโดยพวกนาซี และปูตินยังกล่าวไว้เมื่อเร็วๆ นี้ว่าเป้าหมายของการรุกยูเครนก็คือเพื่อ “กำจัดนาซีให้สิ้นไป” (Denazification)

คำว่า “นาซี” กระตุ้นให้คนรัสเซียคล้อยตามได้ง่าย เพราะหากบอกว่าส่งไปรบกับชาวยูเครนแล้ว อาจทำให้เกิดความลังเลใจ เพราะชาวยูเครนไม่ใช่แค่มีภาษา สายเลือด และประวัติศาสตร์เกี่ยวพันกับรัสเซียอย่างแนบแน่น (จนเรียกว่ารัสเซียน้อย) แต่ยังถือเป็นชาวสลาฟเผ่าพันธุ์เดียวกัน

รู้กันว่า “สลาฟจะไม่ฆ่าสลาฟด้วยกัน” หลักการนี้จะถูกประโคมขึ้นมาให้รัสเซียได้ยินในช่วงของการรุกราน

ประเด็นนี้นำมาถึงสมมติฐานของผู้เขียนเรื่องการที่ปูตินส่งทหารไร้ประสบการณ์เข้าไปทั้งทหารเกณฑ์และทหารภายใต้สัญญาที่ไร้ทักษะการรบ แทนที่จะใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (สงครามโดรน) หรือแม้แต่เครื่องบินรบ ส่งทัพยานเกราะเข้าไปเป็นเป้าให้พวกยูเครนทำลายเล่น

สมมติฐานมี 2 ข้อ (ย้ำว่านี่แค่ “สมมมติ”)

1. ปูตินไม่อยากจะฆ่าคนสลาฟด้วยกันจริงๆ พยายามหลีกเลี่ยงการฆ่าพลเรือน และมักเตือนพลเรือนให้หนีไปซะก่อนจะระดมถล่มปูพรมเมืองใหญ่ การหลีกเลี่ยงพลเรือนไม่ใช่เพราะเมตตาสงสาร แต่เพื่อป้องกันการลุกฮือหลังการยึดได้ นับว่าเพื่อซื้อใจเอาไว้ก่อน เป้าหมายของปูตินนั้นคือการโค่นรัฐบาลนิยมนาโตเท่านั้น ไม่ใช่โค่นล้มประเทศ หรืออย่างน้อยยังมองว่านี่ไม่ใช่สงครามเบ็ดเสร็จ (Total war) ที่พลเรือนจะเข้ามาพัวพันด้วย ที่จริงปูตินทำสงครามจำกัดขอบเขต (Limited war) ที่มีเป้าหมายจำกัดและใช้ทรัพยากรจำกัด มาตลอดช่วงเวลาที่เขามีอำนาจ

1.1 แต่เมื่อรัสเซียส่งทหารราบเข้ามาโดยไม่ให้ทำร้ายพลเรือน พวกรัสเซียพบว่าพลเรือนยูเครนนั่นแหละคือ “ทหาร” เพราะจับอาวุธต่อต้านผู้รุกรานอย่างหนัก ครั้นจะฆ่าพลเรือนก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีคำสั่งให้ทำเช่นนั้น ความที่ไร้ประสบการณ์เป็นทุนเดิมและการสั่งการที่กำกวม รวมถึงการต่อต้านโดยสงครามกองโจรจากพลเรือน ทำให้รัสเซียสูญเสียมาก (หากอิงกับตัวเลขของฝ่ายยูเครน)

2. ปูตินต้องการใช้กำลัง ไม่มีหลักการอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่การสั่งการมั่วจนเหลือเชื่อจนทำให้เกิดความเสียหายที่มากเหลือเชื่อตามมา สมมติฐานนี้ดูง่ายเกินไป ผู้เชี่ยวชาญตะวันตกคิดคล้ายๆ กัน แต่ก็ลังเลที่จะฟันธง พิจารณาจากประสบการณ์ด้านสงครามและการบริหารของปูตินที่ค่อนข้าง “ไร้ที่ติ” ทำให้ความเสียหายที่ยูเครนยังเป็นปริศนาว่า “แสร้งพลาด” หรือ “พลาดจังๆ”

2.1 แต่รัสเซีย/โซเวียตเคยมีประสบการณ์การสั่งการที่ “ไม่รอบคอบ” หรือตั้งใจยอมเสีย “เบี้ยหมาก” ในการสงครามแบบไม่เสียดายมาแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ว่าปูตินกำลังทำแบบเดียวกัน?

มีการรบของรัสเซีย/โซเวียตอย่างน้อย 2 ครั้งแล้วที่เกิดความสูญเสียแบบไม่ควรจะเสีย

ครั้งแรกคือช่วง “มหาสงครามของผู้รักชาติ” หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 ในสงครามนั้นโซเวียตเป็นประเทศที่มียอดสูญเสียมากที่สุดถึง 27 ล้านคน (รวมพลเรือนและทหาร) ในจำนวนนี้ 8.8 ล้านคนตายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่

ความเสียหายเกิดขึ้นมากในช่วงแรกที่นาซีเยอรมันรุกรานสหภาพโซเวียต สตาลินซึ่งเป็นผู้นำในขณะนั้นไม่แยแสคำเตือนจากข่าวกรองว่าจะมีการรุกราน เมื่อมีการรบกันขึ้นมา แท็กติกการรบของโซเวียตยังไม่มีประสิทธิภาพ ขาดผู้บัญชาการที่เชี่ยวชาญ (เพราะถูกปลดหรือประหารไปมากจากการกวาดล้างทางการเมือง) ทำให้เสียทหารไปมากมาย แต่ก็ยังดึงดันที่จะส่งไปแนวหน้าพร้อมด้วยคำสั่งหมายเลข 227(Order No. 227) คือห้ามทหารถอยเป็นอันขาด

ปัญหาเรื่องแท็คติกเกิดมาจากสตาลินลงมือกวาดล้างผู้นำในกองทัพครั้งใหญ่ (Red Army Purge) ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสงคราม ทำให้เสียผู้บัญชาการระดับอัจฉริยะไปมากมาย นี่เป็นเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้โซเวียตเสียทหารไปมากมายแบบที่ไม่ควรเป็น เมื่อบวกกับความเลินเล่อของสตาลินก็ยิ่งไปกันใหญ่

น่าสนใจที่การกวาดล้างนายทหารในกองทัพแดงนั้นจะป้ายสีว่าเป็นพวก “นาซี” กล่าวหาว่านายทหารเหล่านี้สมคบกับนาซีเยอรมันบ้างหรือวางแผนจะโค่นล้มสตาลินบ้าง รวมแล้ว 30,000 ถูกปลดจากตำแหน่งอีกหลายพันถูกจับและประหาร

เหตผลของการกวาดล้างนายทหารครั้งนั้นยังเป็นที่ดีเบตกันจนถึงทุกวันนี้ (เพราะสตาลินระแวงหรือเพื่อรวบอำนาจ) แต่ประเด็นก็คือมันสะท้อนว่าผู้นำรัสเซีย/โซเวียตนั้นยอมเสียทั้งกองทัพได้เพื่อเป้าหมายทางการเมืองของตน

อีกกรณีของความเลินเล่อคือช่วงที่สหภาพโซเวียตรุกรานอัฟกานิสถานเพื่อสนับสนุนผู้นำอัฟกานิสถานฝ่ายซ้ายเอียงโซเวียต และเพื่อปราบการลุกฮือของพวกชนเผ่าที่ต่อต้านการปฏิรูปสังคมนิยม การส่งทหารไปคราวนั้น โซเวียตมีทหารเหนือกว่าพวกชนเผ่าต่างๆ มาก แต่จำนวนทหารไม่ใช่ปัจจัยแห่งชัยนชนะเสมอไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกองทัพนั้น “เป้าหมายไม่ชัดเจน” หรือ “ตั้งสมมติฐานผิดๆ”

โซเวียตเข้าใจว่าจะเข้ากุมอัฟกานิสถานได้รวดเร็วแล้วค่อยตั้งกองทัพประจำการ แบบที่ปราบการลุกฮือต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเชคโกสโลวาเกียปี 1968 แต่นั่นเป็นการรบกับคนมือเปล่าในเมืองใหญ่ที่บอบบาง ในอัฟกานิสถานนั้นเต็มไปด้วยชนเผ่าที่ดุดัน และแม้จะต่างเผ่ากันแต่มาสามัคคีกันเพราะมีโซเวียตเป็นศัตรู

โซเวียตเข้าใจว่าถ้ายึดเมืองหลักแล้วจะคุมสถานการณ์ได้ แล้วพอช่วยรัฐบาลที่เป็นสมุนตนให้มั่นคงแล้วก็จะยกทัพกลับไป แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น โซเวียตประเมินการลุกฮือต่ำเกินไป ชนเผ่าที่ลุกฮือนั้นแม้จะมีแสนยานุภาพต่ำแบบเทียบกันไม่ได้ แต่มีความมุ่งมั่นสูง หมายจะโค่นรัฐบาลเอียงโซเวียตที่บังคับให้พวกเขาละทิ้งขนบและศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องคอขาดบาดตายในสังคมอัฟกัน และทำให้กลุ่มชนเผ่าที่เคยขัดแย้งกันรวมตัวกันได้เพื่อทำ “สงครามศักดิ์สิทธิ์” หรือ ญิฮาดกับศัตรูแห่งอิสลามและขนบแห่งอัฟกัน

การไม่เข้าใจหัวอกคนท้องถิ่นนั้น ทำให้โซเวียตถูกต่อต้านหนักหน่วงแบบที่ส่งกองทัพมาเป็นหมื่นเป็นแสนก็ไม่พอ

ยังไม่นับการทหารที่ส่งมารบในอัฟกานิสถานยังเป็นพวกทหารจากสาธารณรัฐในเครือโซเวียตแถบเอเชียกลางที่เป็นเครือญาติด้านภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมกับคนอัฟกัน เมื่อคนเหล่านี้มารบที่อัฟกานิสถานก็ทราบความจริงว่าไม่ได้มารบกับ “ศัตรูแห่งสังคมนิยม” คือพวกอเมริกันอย่างที่นายโกหก แต่เป็นพี่น้องทางเชื้อชาติกัน ทหารโซเวียตเหล่านี้นอกจากจะไม่ยอมรบด้วยแล้ว ยังมอบอาวุธให้พวกกลุ่มนักรบชนเผ่าหรือพวกมุญาฮิดีนเสียอีก

กว่าโซเวียตจะรู้ตัวด้วยการเปลี่ยนหน่วยทหารเป็นพวกชนชาติสลาฟก็สายไปแล้ว เพราะนั่นคือปลายทศวรรษที่ 80 อีกไม่นานโซเวียตก็ต้องซมซานถอยทัพออกไป จากนั้นตามมาติดๆ ด้วยการล่มสลายของสหภาพโซเวียต

จากตัวอย่างของ 2 กรณีนี้เราจะเห็นบางอย่างที่สะท้อนมาให้เห็นในทุกวันนี้ด้วย คือ การอ้างเรื่อง “ภัยคุกคามจากนาซี” และต้องกวาดล้างมัน และสองคือการบอกไม่หมดกับผู้ใต้บังคับบัญชา และใช้ทหารผิดประเภทในการรบ ผลจบลงด้วยการสูญเสียมหาศาล

อย่างเช่น ที่อัฟกานิสถาน พวกทหารโซเวียตไม่รบและมอบอาวุธให้พวกมุญาฮิดีน ส่วนที่ยูเครนทหารรัสเซียยอมแพ้หรือทำลายยานพาหนะตัวเอง (จากรายงานของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ)

แต่ย้ำว่านี่คือสมติฐานเท่านั้น และเป็นการสมมติบนการสมมติว่ากองทัพรัสเซียใช้กองทัพที่ไร้ประสบการณ์และไม่ได้บอกความจริงทั้งหมดกับทหารของตน ทำให้ทหารของตนไม่ยอมรบหรือตายเป็นใบไม้ร่วง

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เหมือนกับที่จอห์น เมียร์ไชเมอร์บอกไว้ “ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น? ไม่เลย ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

เพราะปูตินเป็นชายที่คาดเดาได้ยากที่สุดในโลก (เหมือนสตาลิน)

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by WANG Zhao / AFP

เทียบกันหมัดต่อหมัด ปูติน VS เซเลนสกี ใครเก๋ากว่าใคร 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677240

วันที่ 03 มี.ค. 2565 เวลา 18:15 น.เทียบกันหมัดต่อหมัด ปูติน VS เซเลนสกี ใครเก๋ากว่าใคร 

เปรียบเทียบความเก๋าเกมของสองผู้นำประเทศที่ทั้งโลกกำลังเฝ้าจับตา

วลาดิมีร์ ปูติน (69 ปี)

การศึกษา: ปูตินเข้าเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐเลนินกราด (ปัจจุบันคืออมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) ในปี 1970 และจบปริญญาตรีในปี 1975 โดยเขียนวิทยานิพนธ์ในหัวข้อ “The Most Favored Nation Trading Principle in International Law” (หลักการซื้อขายของชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่งในกฎหมายระหว่างประเทศ)

ก่อนเข้าสู่การเมือง: ปี 1975 ปูตินสมัครเข้าเป็น KGB ก่อนจะลาออกในปี 1990 ในตำแหน่งพันโท

ประสบการณ์การเมือง: ปูตินเข้าสู่ถนนการเมืองด้วยการเป็นที่ปรึกษาของอาจารย์ที่เป็นนายกเทศมนตรีเมืองเลนินกราดในปี 1991 ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 1999 ก่อนจะได้นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีในปี 2000 ได้รับการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้งในปี 2004 และต้องลงไปเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในปี 2008-2012 (รัฐธรรมนูญขณะนั้นห้ามเป็นประธานาธิบดีติดต่อกันเกิน 2 สมัย) และชนะเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งในปี 2012 และชนะกลับมาอีกครั้งในปี 2018

แก้ปัญหาเศรษฐกิจ: ขณะเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก ปูตินทำให้เศรษฐกิจรัสเซียเติบโตขึ้น 8 ปีติดต่อกัน จีดีพีที่วัดจากอำนาจซื้อของประชาชนเพิ่มขึ้น 72% ความยากจนลดลงมากกว่า 50% รายได้เป็นกอบเป็นกำจากรัฐวิสาหกิจน้ำมันที่ปูตินสั่งยึดคืนมาจากเอกชนทำให้รัสเซียสามารถจ่ายหนี้ในสมัยสหภาพโซเวียตทั้งหมดได้ในปี 2005

ปูตินต้องการให้รัสเซียเป็นมหาอำนาจด้านพลังงาน ทำให้ได้รับความนิยมในสังคมรัสเซีย จนนิตยสารฟอร์บส์ได้จัดอันดับให้เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกในปี 2013 ถึง 2015 โดยฟอร์บส์ได้อธิบายว่าเขาเป็น “บุรุษเพียงไม่กี่คนของโลกที่ทรงอิทธิพลพอจะทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ”

คะแนนนิยม: การสำรวจความคิดเห็นเมื่อปี 2007 (ประธานาธิบดีสมัยที่ 2) ปูตินมีคะแนนนิยม 81% สูงเป็นอันดับ 2 ในบรรดาผู้นำโลกในปีนั้น

ส่วนล่าสุด การเสริมกำลังทหารรัสเซียตามแนวชายแดนยูเครนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับที่คะแนนนิยมในตัวปูตินกำลังเพิ่มขึ้น โดยผลการสำรวจความคิดเห็นโดย Levada Center ศูนย์ทำโพลล์ในรัสเซียที่มีความเป็นอิสระและได้รับการยอมรับในหมู่นักวิชาการพบว่า ชาวรัสเซีย 69% สนับสนุนปูติน เมื่อเทียบกับ 61% ที่สนับสนุนเมื่อเดือน ส.ค. 2021 และ 29% ไม่สนับสนุน ลดลงจาก 37% เมื่อเดือน ส.ค. 2021

โวโลดิมีร์ เซเลนสกี (44 ปี)

การศึกษา: เซเลนสกีมีดีกรีกฎหมายจากสถาบันเศรษฐศาสตร์กรือวึยรีฮ์ ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งชาติกรือวึยรีฮ์ แต่ไม่ได้ทำงานด้านกฎหมาย

ก่อนเข้าสู่การเมือง: เซเลนสกีโด่งดังจากซีรีส์ตลกเสียดสีสังคมเรื่อง Servant of the People ซึ่งเขารับบทนำเป็นครูโรงเรียนมัธยมในช่วงวัย 30 กว่าๆ ที่จู่ๆ ก็ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีด้วยคะแนนเสียงกว่า 60% หลังจากนักเรียนของเขาคนหนึ่งนำคลิปที่เขาก่นด่าการคอร์รัปชันในประเทศไปโพสต์ในโลกออนไลน์จนกลายเป็นไวรัล

ประสบการณ์การเมือง: เซเลนสกีไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อนเลยก่อนที่จะชนะการเลือกตั้งเมื่อเกือบ 3 ปีก่อนด้วยคะแนนท่วมท้นกว่า 73% (ใกล้เคียงกับในซีรีส์) แต่เขาใช้ความต่างของตัวเองในการหาเสียงด้วยนโยบายการปราบโกง ปราบคอร์รัปชันที่กัดกินประเทศ และยุติความขัดแย้งกับกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนในภูมิภาคดอนบัสทางตะวันออกของประเทศ

แก้ปัญหาเศรษฐกิจ: เซเลนสกีบอกว่าเขาจะพัฒนาเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนเข้าประเทศผ่านการเริ่มต้นระบบตุลาการใหม่และฟื้นฟูความเชื่อมั่นในประเทศ และยังเสนอว่าจะนิรโทษกรรมภาษีและเก็บภาษีธุรกิจใหญ่ๆ ในอัตราคงที่ที่ 5% ทั้งยังบอกด้วยว่าหากชาวยูเครนเห็นว่ารัฐบาลใหม่ของเขาทำงานอย่างสุจริตตั้งแต่วันแรก พวกเขาจะยินดีจ่ายภาษี

คะแนนนิยม: ผลโพลล์ล่าสุดโดย Ratings Sociological Group พบว่า ชาวยูเครนกว่า 90% สนับสนุนเซเลนสกีในขณะที่ประเทศกำลังต้านการรุกรานจากรัสเซีย หรือมีคะแนนนิยมเพิ่มเกือบ 3 เท่าตัวนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2021 โดยขณะนั้นชาวยูเครน 31% สนับสนุนเซเลนสกี

ก่อนรัสเซียบุกยูเครนยังมีความกังขาว่าอดีตนักแสดงตลกที่ไม่เคยมีประสบการณ์ทางการเมืองรายนี้จะนำพาประเทศรอดพ้นจากวิกฤต Covid-19 ได้หรือไม่ คะแนนนิยมของเซเลนสกีเริ่มเพิ่มขึ้นหลังจากเจ้าตัวประกาศว่า “ถ้าคุณโจมตีเรา เราจะเผชิญหน้า ไม่หันหลัง” เมื่อวันที่ 24 ก.พ.

Stephanie Lecocq/Pool via REUTERS/File Photo, Sputnik/Aleksey Nikolskyi/Kremlin via REUTERS

Moscow says BBC being used to undermine political situation in Russia


Russia’s foreign ministry said on March 3, without providing evidence, that the British Broadcasting Corporation (BBC) was being used to undermine the internal political situation and security in Russia.

Moscow says BBC being used to undermine political situation in Russia

Moscow has said foreign media, including from Britain, offer a partial view of the world. Some Western governments dismiss that assertion and accuse Russian state media of bias, including over Russia’s invasion of Ukraine.

The European Union banned Russian state-controlled media outlets RT and Sputnik with immediate effect on Wednesday for what it branded as systematic disinformation over Russia’s invasion of Ukraine.

The sanction means EU operators will be prohibited from broadcasting, facilitating or otherwise contributing to the dissemination of any RT and Sputnik content.

Reuters

Britain’s media regulator was also considering whether RT should retain its license in the country as it conducts 15 investigations into the broadcaster’s impartiality and a further 12 into its programming.

“The fact that Russian journalists are still at least somehow able to work there (in Britain) is associated solely with London’s fears of jeopardising the position of the BBC radio and television corporation in Russia, since it is far from being assigned the last role in undermining domestic political stability and security in our country,” Russian Foreign Ministry spokeswoman Maria Zakharova told a briefing in Moscow.

The BBC declined to comment on the matter.

Asked about Zakharova’s remarks, a spokesman for British Prime Minister Boris Johnson said the BBC operated independently of the government.

“It is important that the BBC and other media organisations are editorially independent and they are free to report the news in the way they do,” he said.

The European Union has proposed banning RT and news agency Sputnik to prevent what it said was Russian propaganda. But Britain has warned that such an approach could lead to a reciprocal ban by Moscow against the BBC and others.

Russia and Britain have had dire relations for years, hitting low points with the fatal 2006 poisoning of former Russian security officer Alexander Litvinenko in London and the attempted killing of former Russian double agent Sergei Skripal and his daughter with a nerve agent in the English city of Salisbury in 2018.

Russian Foreign Minister Sergei Lavrov accused British Foreign Secretary Liz Truss last month of grandstanding and of refusing to listen after talks in Moscow that underlined the gulf between them over the Ukraine crisis.

Published : March 04, 2022

U.S. takes aim at Russian oligarchs in fresh sanctions

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40013038


The United States on March 3 imposed sanctions against Russian oligarchs as it targeted Russia’s super-rich and others close to President Vladimir Putin, further ratcheting up financial pressure over Moscow’s invasion of Ukraine.

U.S. takes aim at Russian oligarchs in fresh sanctions

The United States imposed full blocking sanctions on eight oligarchs and officials, including Russian tycoon Alisher Usmanov, aiming at those who have amassed fortunes and political influence through their connections to Putin.

The sanctions are the latest in a series announced by Washington, including against Putin and Russia’s central bank, after Russian forces invaded Ukraine in the biggest assault on a European state since World War Two. Moscow calls the assault a “special operation.”

Washington imposed sanctions on Usmanov, founder of Russian mining company Metalloinvest, whom the White House described as “one of Russia’s wealthiest individuals and a close ally of Putin.”

The sanctions block his property from use in the United States and by U.S. persons, including his luxury yacht, which the White House said was seized by Germany, and his private jet.

The U.S. Treasury Department took the rare step of including a pair of photos of Usmanov’s super-yacht and a private jet in what are normally textual news releases.

Kremlin spokesman Dmitry Peskov, whom the White House accused of being “a top purveyor of Putin’s propaganda,” was also targeted.

Nikolay Tokarev, chief executive of energy giant Transneft, was designated along with his wife, daughter, and two luxury real estate companies.

Billionaire brothers Boris and Arkady Rotenberg and several family members were also hit with sanctions, as was Igor Shuvalov, a Russian politician and Putin’s former deputy prime minister who heads the State Development Corp.

Yevgeniy Prigozhin, previously targeted for alleged attempts to interfere in U.S. elections, was designated again. The Treasury described him as the Russian financier of the Internet Research Agency (IRA) and said his “influence apparatus is reportedly supporting Russian Government designed influence operations within Ukraine.”

“Treasury is committed to holding Russian elites to account for their support of President Putin’s war of choice,” Treasury Secretary Janet Yellen said in a statement.

In addition to sanctions against Russian elites, the Treasury designated 26 Russia- and Ukraine-based individuals and seven Russian entities, some linked to Russian intelligence services, accused of spreading disinformation aimed at destabilizing the Ukrainian government.

The United States will also impose visa restrictions on 19 Russian oligarchs, their family members and associates, the White House said in a statement.

Thursday’s action helps bring the United States in line with measures the European Union took earlier this week.

The EU on Monday (March 28) imposed sanctions on 26 prominent people over Russia’s invasion of Ukraine, including oligarchs and businesspeople active in the oil, banking and finance sectors. The EU measures included Peskov and Usmanov.

Britain on Thursday also imposed sanctions on Usmanov and Shuvalov.

Thursday’s measures come after the U.S. Justice Department Wednesday (February 2) launched a task force known as “KleptoCapture” aimed at straining the finances of Russia’s oligarchs.

The United States and its allies last week announced they would launch a task force to identify and freeze the assets of sanctioned Russian companies and oligarchs.

The State Department named the 22 Russian defence-related entities that the White House had announced on Wednesday would be hit with sanctions. The targeted firms include Kurganmashzavod, which makes infantry fighting vehicles, and Makeyev State Missile Center, which produces missiles.

Washington has repeatedly warned that it is prepared to take further measures to hold Moscow to account over its invasion of Ukraine.

In his State of the Union address on Tuesday night, President Joe Biden said the United States would work to seize the yachts, luxury apartments and private jets of wealthy Russians with ties to Putin.

U.S. prosecutors in Manhattan on Thursday charged a television producer for Konstantin Malofeyev, described as a Russian oligarch, with violating Crimea-related sanctions.

In February, the producer, U.S. citizen John Hanick, was arrested in London, and the United States is seeking his extradition. Prosecutors said Hanick was charged with violating U.S. sanctions arising from Russia’s 2014 invasion of the Crimean peninsula.

Published : March 04, 2022

Fire at Europe’s biggest nuclear plant a threat to world security: Ukraine official

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40013025


A fire has broken out at Europe’s largest nuclear power plant, located in Zaporizhzhia, Ukraine, following an attack by Russian forces, Ukraine’s foreign minister said on Friday.

Fire at Europe’s biggest nuclear plant a threat to world security: Ukraine official

Dmytro Kuleba warned that if the Zaporizhzhia plant blows up, the resulting disaster would be 10 times larger than the Chernobyl nuclear catastrophe of 1986.

He said Russian military forces must call a ceasefire immediately to allow firefighters to establish a security zone around the plant.

Fire at Europe’s biggest nuclear plant a threat to world security: Ukraine official

The BBC reported that the mayor of Enerhodar, which is located close to the nuclear plant, said that fighting had ceased in the area on Friday.

Fire reportedly broke out on the third, fourth and fifth floors of a building at the plant after it was bombarded by heavy artillery for several hours.

“As a result of continuous enemy shelling of buildings and units of the largest nuclear power plant in Europe, the Zaporizhzhia nuclear power plant is on fire,” Enerhodar Mayor Dmytro Orlov said via the Telegram app just after 1.30am local time, adding the incident was a threat to world security.

Published : March 04, 2022

By : THE NATION

Ministry summarises Thailand’s position on Ukraine-Russia war

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40013018


The Foreign Ministry has given a summary of Thailand’s latest position on the Ukraine-Russia war.

Ministry summarises Thailand’s position on Ukraine-Russia war

Ministry spokesman Tanee Sangrat on Thursday said the Kingdom voted in support of a UN resolution condemning Russia’s invasion of Ukraine and demanding Moscow withdraw its forces immediately.

During an emergency meeting of the United Nations General Assembly (UNGA) on Wednesday, Thailand joined 140 other countries that backed the resolution with five nations voting against and 35 others abstaining.

On Tuesday, Thailand’s permanent UN representative Suriya Chindawongse gave a six-point statement before the Emergency Special Session of the UNGA to support the UN resolution.

The statement said Thailand was “gravely concerned” at worsening hostilities leading to loss of innocent lives, property and civilian infrastructure in Ukraine.

It said the situation of refugees and those fleeing fighting was particularly worrying and pledged Thailand would “do our utmost in addressing humanitarian needs of the affected citizens, directly and in partnership with like-minded international organizations”.

More than 1 million people have fled Ukraine since Russia invaded on February 24.

Thailand called for the immediate cessation of violence and armed hostilities in line with the UN Charter and international law on the sovereignty, territorial integrity and political independence of states. “The escalation of the situation will cause wider impacts for the world, aggravate humanitarian conditions and threaten the wellbeing of the global economy, hampering the fragile recovery from the Covid-19 pandemic,” the statement warned.

It backed negotiations for a peaceful settlement through the United Nations, regional mechanisms and other mutually acceptable platforms.

Related News

Thailand supports UN resolution against Russian invasion

2nd round of Russia-Ukraine peace talks could happen on Belarus-Poland border

Cabinet meeting feels Thailand may have to ‘adjust part of its stance’ on Russia-Ukraine conflict

Published : March 04, 2022

By : THE NATION

เสียงตอบรับ สมัครคนกล้าหน่วยทหารอาสานานาชาติช่วยยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677243

วันที่ 03 มี.ค. 2565 เวลา 18:59 น.เสียงตอบรับ สมัครคนกล้าหน่วยทหารอาสานานาชาติช่วยยูเครน

ภายหลังจากการประกาศก็มีหลายประเทศออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะที่แตกต่างกัน

หลังจากที่สถานทูตยูเครนประกาศรับสมัครชาวต่างชาติเข้าร่วม “กองพันระหว่างประเทศแห่งการป้องกันดินแดนของประเทศยูเครน” เพื่อช่วยยูเครนสู้รบกับกองทัพรัสเซียที่กำลังรุกรานยูเครนอยู่ในขณะนี้ ตามคำร้องขอของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี เมื่อปลายเดือนก.พ. ที่ผ่านมา

ดมิทรี คูเลบา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครนกล่าวผ่านทวิตเตอร์โดยเชิญชวนให้ชาวต่างชาติร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกองพันระหว่างประเทศแห่งการป้องกันดินแดนของยูเครน โดยกล่าวว่า “เราร่วมกันเอาชนะฮิตเลอร์มาได้ และเราจะเอาชนะปูตินด้วย”

โดยผู้ที่ต้องการเข้าร่วมสามารถติดต่อกับสถานทูตยูเครนในประเทศของตน ซึ่งภายหลังจากการประกาศก็มีหลายประเทศออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะที่แตกต่างกัน

แคนาดา: เมลานี โจลี รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับชาวแคนาดาแต่ละคนที่จะตัดสินใจว่าพวกเขาต้องการเข้าร่วมกองทัพเพื่อช่วยยูเครนต่อสู้กับรัสเซียหรือไม่

“เราเข้าใจดีว่าพลเมืองเชื้อสายยูเครนต้องการสนับสนุนเพื่อนชาวยูเครน และปกป้องดินแดนยูเครน มันเป็นการตัดสินใจของแต่ละคน ผมจะพูดชัดๆ เราเห็นด้วยกับการสนับสนุนยูเครนในทุกรูแบบในขณะนี้”

ทั้งนี้ ตามสถิติของแคนาดาในปี 2016 พบว่า 3.9% ของประชากรแคนาดามีเชื้อสายยูเครน

สาธารณรัฐเช็ก: พลเมืองของสาธารณรัฐเช็กได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมกองกำลังของประเทศอื่นๆ ในฐานะอาสาสมัครต่างชาติ หากพวกเขาได้รับการอนุมัติจากประธานาธิบดี

โดยวันที่ 28 ก.พ. ประธานาธิบดีไมลอส ซีแมน ได้กล่าวว่าเห็นด้วยกับการอนุญาตให้อาสาสมัครเข้าร่วมกองทัพยูเครนที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งกระทรวงกลาโหมเปิดเผยว่ามีผู้สมัครแล้ว

ญี่ปุ่น: เมื่อวันที่ 1 มี.ค. โยชิมาสะ ฮายาชิ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นกล่าวว่า “ผมทราบดีว่าสถานเอกอัครราชทูตยูเครนในประเทศญี่ปุ่นกำลังเรียกร้องเช่นนี้ แต่ผมอยากให้คุณงดการเดินทางไปยูเครนไม่ว่าจะไปด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม”

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 2 มี.ค. มีชายชาวญี่ปุ่น 70 คนได้สมัครเป็นอาสาสมัครของกองทหารต่างชาติแล้ว โดย 50 คนเป็นอดีตสมาชิกกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น และ 2 คนเป็นอดีตสมาชิกกองกำลังฝรั่งเศส

เนเธอร์แลนด์: คัจซ่า โอลองเรน รัฐมนตรีกลาโหมเนเธอร์แลนด์กล่าวเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ว่าการเข้าร่วมกองกำลังต่างประเทศนั้นสามารถทำได้ แต่จะผิดกฎหมายหากกองทัพนั้นทำสงครามกับเนเธอร์แลนด์

ออสเตรเลีย: นายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสันกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “คำแนะนำของเราสำหรับชาวออสเตรเลียทุกคนคือ อย่าเดินทางไปยูเครน” ท่ามกลางการถกเถียงว่ากฎหมายห้ามมิให้ชาวออสเตรเลียสมัครเข้าร่วมกองกำลังของรัฐบาลต่างประเทศหรือไม่

สิงคโปร์: วิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ กล่าวระหว่างการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 22 ก.พ. ว่าชาวสิงคโปร์ต้องต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติสิงคโปร์เท่านั้น และไม่ต่อสู้ในที่อื่น แม้ว่าจะมีเหตุผลอันใหญ่หลวงก็ตาม

สหราชอาณาจักร: ลิซ ทรัสส์ รัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวว่า “ประชาชนของยูเครนต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่เพื่อยูเครนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทั่วทั้งยุโรปด้วย และแน่นอน ถ้าประชาชนต้องการสนับสนุนการต่อสู้นั้นฉันก็สนับสนุนพวกเขา”

อย่างไรก็ตามบนเว็บไซต์ของทางการอังกฤษระบุว่า การเดินทางไปยูเครนเพื่อต่อสู้ในกองทหารต่างชาติอาจนำไปสู่การดำเนินคดีภายใต้พระราชบัญญัติการเกณฑ์ทหารต่างประเทศ 1870

ลัตเวีย: ทางการลัตเวียเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่ออนุมัติการแก้ไขกฎหมายที่จะอนุญาตให้พลเมืองลัตเวียสามารถเข้าร่วมกองกำลังยูเครนโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกดำเนินคดีเมื่อกลับมายังลัตเวีย

สำหรับในประเทศไทยมีประชาชนเดินทางไปสมัครที่สถานเอกอัครราชทูตยูเครนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามการสมัครเป็นทหารอาสามีเงื่อนไขว่าต้องมีประสบการณ์ทางทหาร และพาสปอร์ต และผู้สมัครต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายรวมถึงค่าเดินทางด้วยตนเอง

Photo by REUTERS/Kacper Pempel