Apple, Ford, other big US brands join corporate wave shunning Russia

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40012944


Some of America’s best-known companies including Apple, Google, Ford, Harley-Davidson and Exxon Mobil rebuked and rejected Russia for its invasion of Ukraine, under steady pressure from investors and consumers decrying the violence.

Apple, Ford, other big US brands join corporate wave shunning Russia

Apple Inc AAPL.O late on Tuesday (March 1) said it had stopped sales of iPhones and other products in Russia, adding that it was making changes to its Maps app to protect civilians in Ukraine.

Tech firms including Alphabet Inc’s GOOGL.O Google dropped Russian state publishers from their news, and Ford Motor F.N – with three joint venture factories in Russia – told its Russian manufacturing partner it was suspending operations in the country. Motorcycle maker Harley-Davidson Inc HOG.N suspended shipments of its bikes.

Exxon Mobil Corp XOM.N said would discontinue operations in Russia and be taking steps to exit the Sakhalin-1 venture, following in the steps of British energy giants Shell Plc SHEL.L and BP BP.L, Russia’s biggest foreign investor.

Published : March 02, 2022

2nd round of Russia-Ukraine peace talks could happen on Belarus-Poland border

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40012943


The next round of Russia-Ukraine peace talks could take place on Wednesday in the Brest region of Belarus that borders Poland.

2nd round of Russia-Ukraine peace talks could happen on Belarus-Poland border

Yury Voskresensky, a Belarusian political scholar who is close with the Russia-Ukraine talks, said one of the possible venues for the coming talks is a villa eight kilometres from the Polish border.

Preliminarily scheduled for Wednesday, the negotiation is likely to see two more participants from the Ukrainian delegation, said the source.

“The second round of Russia-Ukraine talks is expected to be held tomorrow [Wednesday] on the Belarus-Poland border. The Ukrainian and Russian delegations will set out for the negotiations tonight and tomorrow morning. There could be changes in the membership of the Ukrainian delegation. It’s possible to include members of the Verkhovna Rada [Ukraine’s Parliament] who didn’t attend the first round of talks,” said Voskresensky.

Voskresensky said the Belarusian side applauds the first talks that concluded Monday in Belarus.

“The five-hour negotiations [held on Monday] received positive comments from Belarus. Belarusian president commended the two delegations at today’s meeting of the extended Security Council,” he said.

The Belarusian scholar noted that one party involved in the negations is at the mercy of western countries.

“It seems to me that one of the parties concerned is manipulated by a ‘third party’ – the West. Instead of exerting influence on Ukraine to stop the conflict, [the West] started offering weapons to Ukraine. The position they take is quite perplexing,” he said.

The first round of the negotiations, which lasted about five hours, concluded on Monday in Belarus’ Gomel region, with no clear breakthrough.

Published : March 02, 2022

สหรัฐกำลังสงสัย ‘ปูตินเปลี่ยนไป’ เกิดอะไรขึ้น?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677073

วันที่ 02 มี.ค. 2565 เวลา 12:30 น.สหรัฐกำลังสงสัย 'ปูตินเปลี่ยนไป' เกิดอะไรขึ้น?

หน่วยข่าวกรองสหรัฐกำลังพยายามทำความเข้าใจจิตใจของ ‘ปูติน’

แหล่งข่าวใกล้ชิด 2 คนกล่าวกับ CNN ว่าชุมชนข่าวกรองแห่งสหรัฐอเมริกา (IC) ได้กำหนดให้การประเมินจิตใจของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เป็นภารกิจที่มีความสำคัญที่สุดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

นับตั้งแต่ที่ปูตินเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อสัปดาห์ก่อน เจ้าหน้าที่สหรัฐได้ขอให้หน่วยข่าวกรองรวบรวมข้อมูลที่จะเข้าถึงจิตใจของปูตินให้ได้มากที่สุด ผู้นำรัสเซียมีท่าทีอย่างไร? เขาคิดอย่างไรหลังได้รับการตอบโต้อย่างแข็งแกร่งจากยุโรปและประเทศพันธมิตรทั่วโลก? นี่คือสิ่งที่สหรัฐต้องการทราบ

ความพยายามดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่บรรดาผู้ที่คอยติดตามปูตินมานานต่างบอกว่าพฤติกรรมของเขากลายเป็นสิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ และไร้เหตุผลมากขึ้น

รายงานระบุว่าชุมชนข่าวกรองของสหรัฐใช้เวลาหลายทศวรรษในการถอดรหัสปูติน อดีตเจ้าหน้าที่ KGB ที่ขึ้นมาปกครองรัสเซียตั้งแต่ปี 1999 ซึ่งเจ้าหน้าที่ข่าวกรองยอมรับว่านี่คือ “งานยาก”

สหรัฐมีความสนใจที่จะเจาะใจปูตินเพิ่มขึ้นอย่างกะหันทันในช่วงไม่กี่วันมานี้เพราะมองว่าการตัดสินใจของปูตินต่อสถานการณ์ในยูเครนนั้นผิดไปจากนิสัยของเขา ซึ่งนั่นทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าปูตินคิดจะทำอะไรอยู่กันแน่

CNN เผยว่าชุมชนข่าวกรองได้รวบรวมข้อมูลจำนวนมากจากแหล่งต่างๆ โดยรายงานฉบับหนึ่งระบุว่าการกระทำของปูตินกลายเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างมากและคาดเดาไม่ได้ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แหล่งข่าวบอกกับ FBI ว่า “ปูตินแสดงความโกรธอย่างสุดขีดต่อการคว่ำบาตรจากตะวันตก” “รู้สึกว่าการคว่ำบาตรทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นเร็วกว่าที่เขาคาดไว้”

วุฒิสมาชิกมาร์โก รูบิโอ ของสหรัฐทวีตเมื่อวันที่ 26 ก.พ. ที่ผ่านมาว่า “ตอนนี้ผมสามารถพูดได้ค่อนข้างชัดเจนว่ามีบางอย่างผิดปกติกับปูติน” โดยเสริมว่าปูตินเป็นนักฆ่ามาตลอด แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิม ปูตินเมื่อ 5 ปีก่อนคงจะไม่ทำอย่างที่เขาทำในวันนี้แน่นอน

เช่นเดียวกับ ไมเคิล แม็คฟอล อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศรัสเซีย ซึ่งกล่าวว่า “ปูตินเปลี่ยนไป…เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง”

เจ้าหน้าที่สหรัฐคนหนึ่งกล่าวว่ายังไม่พบข้อมูลใหม่ใดๆ ที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพโดยรวมของปูติน แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐยังคงเฝ้าระวังความเป็นไปได้ที่ปูตินจะมีกลยุทธ์บางอย่างเพื่อผลักดันให้สหรัฐและประเทศพันธมิตรมอบสิ่งที่เขาต้องการเพราะกลัวว่าเขาจะทำอะไรแย่ๆ

ในขณะที่อีกฝ่ายมองว่านี่ไม่ได้ต่างจากปูตินคนเดิมเลย เขาแสดงให้เห็นมานานแล้วว่าพร้อมที่จะเสี่ยงต่อความพ่ายแพ้ทางทหารในปฏิบัติการที่สหรัฐคิดว่าไม่มีโอกาสจะสำเร็จ อย่างการบุกเชชเนียครั้งที่ 2 ในปี 1999 ซึ่งเป็นเพียง 3 ปีหลังจากที่กองทัพรัสเซียพ่ายแพ้ไปแล้วครั้งหนึ่ง

“นี่ไม่ต่างจากที่เขาเคยพูดเลย เขาแค่พูดทุกอย่างในครั้งเดียวด้วยวิธีที่เฉียบขาด เขาพร้อมจะทำสิ่งเลวร้ายเกินบรรยายเสมอมา ปูตินไม่ได้บ้า แต่ตอนนี้เขามีอารมณ์อย่างมากเพราะสิ่งที่เขากำลังจะลงมือ และเขาก็โดดเดี่ยวมากๆ ยิ่งสะเทือนอารมณ์เข้าไปใหญ่ ฉันไม่คิดว่าเขาเสียสติไปแล้วนะ” เบธ แซนเนอร์ เจ้าหน้าที่รัฐบาลอเมริกันกล่าว

เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ของสหรัฐอีกคนหนึ่งซึ่งกล่าวว่าปูตินส่งสัญญาณมานานแล้วว่าเขาสามารถทำได้ จิตใจเขายังปกติแต่เขาแค่กำลังโกรธจัด

แม้แต่คำสั่งในการส่งกองกำลังนิวเคลียร์ของรัสเซียเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในปี 2014 เมื่อปูตินผนวกไครเมียเขาหยิบยกความเป็นไปได้เรื่องกองกำลังนิวเคลียร์แต่ก็ไม่ได้ทำ

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวกล่าวว่ายากที่จะสรุปความเชื่อมั่นใดๆ เกี่ยวกับสภาพจิตใจของปูติน การทำความเข้าใจพฤติกรรมของปูตินเป็นเรื่องของการวิเคราะห์ พวกเขาอาจไม่มีวันได้คำตอบเลยก็ได้

Photo by Sergei GUNEYEV / SPUTNIK / AFP

ไบเดนสั่งปล่อยน้ำมันสำรอง 30 ล้านบาร์เรล สกัดราคาพุ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677059

วันที่ 02 มี.ค. 2565 เวลา 10:57 น.ไบเดนสั่งปล่อยน้ำมันสำรอง 30 ล้านบาร์เรล สกัดราคาพุ่ง

องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ปล่อยน้ำมันสำรอง 60 ล้านบาร์เรล แก้ปัญหาราคาน้ำมันพุ่ง

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวว่าสหรัฐจะปล่อยน้ำมันสำรอง 30 ล้านบาร์เรลออกสู่ตลาด หลังจากที่องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เห็นชอบให้มีการปล่อยน้ำมันสำรองจำนวน 60 ล้านบาร์เรล เพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงในขณะนี้

“ผมขอประกาศว่าสหรัฐได้ร่วมมือกับ 30 ประเทศเพื่อปล่อยน้ำมันสำรอง 60 ล้านบาร์เรลจากแหล่งสำรองน้ำมันทั่วโลก โดยอเมริกาจะเป็นผู้นำในความพยายามดังกล่าวด้วยการปล่อยน้ำมันสำรอง 30 ล้านบาร์เรล และพร้อมจะทำมากกว่านี้หากมีความจำเป็น” ไบเดนกล่าว

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลหลังจากที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน เนื่องจากรัสเซียซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่กำลังเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติ

ขณะที่ท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 ซึ่งสามารถส่งก๊าซธรรมชาติจาดรัสเซียไปยังเยอรมนี ประกาศเลิกจ้างพนักงานและเตรียมยื่นล้มละลายหลังถูกคว่ำบาตรจะสหรัฐ

โดยล่าสุดสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต หรือไลต์สวีตครูด งวดส่งมอบเดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 7.69 ดอลลาร์ ปิดที่ 103.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้านเบรนต์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 7.00 ดอลลาร์ ปิดที่ 104.97 ดอลลาร์ นักลงทุนกังวลว่าการที่รัสเซียใช้ปฏิบัติการทางทหารบุกโจมตียูเครนจะส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมัน

Photo by JIM LO SCALZO / POOL / AFP

ไบเดนชี้ ปูตินคำนวณพลาดอย่างมหันต์ในการบุกยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677052

วันที่ 02 มี.ค. 2565 เวลา 10:10 น.ไบเดนชี้ ปูตินคำนวณพลาดอย่างมหันต์ในการบุกยูเครน

ประกาศปิดน่านฟ้าสหรัฐจากเครื่องบินรัสเซีย พร้อมชี้ว่าปูตินกำลังถูกประชาคมโลกโดดเดี่ยว

สรุปการแถลงต่อรัฐสภาประจำปีครั้งแรกของประธานาธิบดีโจ ไบเดนแห่งสหรัฐ ซึ่งกล่าวถึงประเด็นต่างๆ เช่น สถานการณ์ในยูเครน รัสเซีย การจัดการโควิด-19 และราคาน้ำมัน ในที่นี้คือสรุปคำปราศรัยของเขาเกี่ยวกับสงครามยูเครน-รัสเซีย

• ประธานาธิบดี โจ ไบเดน บอกว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน “คำนวณผิดพลาดอย่างมหันต์” เกี่ยวกับการรุกรานยูเครนของเขา โดยบอกว่า “เขา (ปูติน) คิดว่าเขาสามารถเข้าสู่ยูเครนและโลกจะพลิกคว่ำ แต่เขากลับพบกับกำแพงแห่งความแข็งแกร่งที่เขาไม่เคยคิดมาก่อน เขาได้พบกับชาวยูเครน” และบอกว่า “เขาคิดว่าชาติตะวันตกและนาโตจะไม่ตอบโต้ และเขาคิดว่าเขาจะทำให้กลุ่มเราแตกแยกได้ ปูตินผิดแล้ว พวกเราพร้อมแล้ว”

• ไบเดนบอกว่า “ตอนนี้ปูตินถูกโดดเดี่ยวจากโลกมากกว่าที่เคยเป็นมา” และเสริมว่า “เขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ในแง่ของบทลงโทษทางเศรษฐกิจ โดยให้คำมั่นว่าการคว่ำบาตรที่ทำลายล้างจะ “ทำลาย” ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของรัสเซียและทำให้กองทัพรัสเซียอ่อนแอ 

• ประธานาธิบดีอเมริกันยังมุ่งเป้าไปที่ผู้มีอำนาจของรัสเซียและ “ผู้นำที่ทุจริต” ซึ่งเขากล่าวว่าได้ขโมยเงินหลายพันล้านดอลลาร์โดยผ่านทาางระบอบการปกครองของปูตินและเตือนพวกเขาว่า “เรากำลังไล่ล่าผลประโยชน์ที่ชั่วร้ายของคุณ”

• ไบเดนยังตราหน้าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียว่าเป็น “เผด็จการ” กล่าวว่า  “เผด็จการรัสเซีย บุกรุกต่างประเทศ เสียหายไปทั่วโลก”  แต่ “ในการต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ ประชาธิปไตยแกร่งขึ้นในขณะนี้ และโลกก็เลือกข้างของสันติภาพและความมั่นคงอย่างชัดเจน” 

• ไบเดน ยังสั่งปิดน่านฟ้าสหรัฐไม่ให้เครื่องบินรัสเซียเข้ามา ร่วมกับประเทศในยุโรปส่วนใหญ่และแคนาดา เพื่อตอบโต้การรุกรานยูเครน เขากล่าวในคำปราศรัยว่า “คืนนี้ ผมจะประกาศว่าเราจะร่วมมือกับพันธมิตรของเราในการปิดน่านฟ้าของสหรัฐฯ ต่อทุกเที่ยวบินของรัสเซีย แยกรัสเซียออกไปอีก และเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจของพวกเขา” ไบเดนกล่าวโดยได้รับเสียงปรบมือให้ทั้งสองพรรคในสภาคองเกรส

Photo by SAUL LOEB / POOL / AFP

เปิดโปร์ไฟล์มือขวาคนสำคัญของปูติน ที่ถูกล้อว่าเป็นจอมมารใส่ปราด้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677013

วันที่ 01 มี.ค. 2565 เวลา 19:35 น.เปิดโปร์ไฟล์มือขวาคนสำคัญของปูติน ที่ถูกล้อว่าเป็นจอมมารใส่ปราด้า

ประธานาธิบดีเชเชนคนใกล้ชิดปูตินถูกโซเชียลล้อเลียนเรื่องสวมรองเท้าบู๊ต Prada

ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับยูเครน การปรากฏตัวของ รามซาน คาดีรอฟ ผู้นำเชเชนที่สวามิภักดิ์กับรัสเซียเรียกความสนใจจากชาวโลกได้ไม่น้อย หลังมีคนตาดีเห็นว่ารองเท้าบู๊ตที่เขาสวมในวันที่ประกาศสนับสนุนรัสเซียบุกยูเครนเป็นร้องเท้าแบรนด์หรูสัญชาติฝรั่งเศสอย่าง Prada คอลเลคชัน Monolith

รองเท้าบู๊ตคู่นี้สนนราคาอยู่ที่ 1,500 เหรียญสหรัฐ หรือราว 48,915 บาท เซเลบสวมกันหลายคน ไม่ว่าจะเป็น เบลลา ฮาดิด นางแบบแถวหน้า, เซเลนา โกเมซ นักร้องชื่อดัง และมอลลี-เม เฮก อินฟลูเอนเซอร์ชาวอังกฤษ

ภาพ: Twitter @ragipsoylu

คาดีรอฟถูกชาวชุมชนออนไลน์ล้อเลียนและวิจารณ์กันสนุกปาก ราจิบ ซอยลู ผู้สื่อข่าวในตุรกี แชร์ภาพของคาดีรอฟพร้อมกับรองเท้าบู๊ต Prada Monolith พร้อมแคปชันว่า “Devil indeed wears Prada” (วายร้ายสวม Prada จริงๆ) ซึ่งเล่นคำกับภาพยนตร์เรื่อง Devil wears Prada หรือนางมารสวมปราดา

ผู้ใช้ทวิตเตอร์อีกรายหนึ่งทวีตว่า “คุณที่เป็นพวกต่อต้านการรักร่วมเพศหนักที่สุดในโลกสวม Prada Monolith เนี่ยนะ????” อีกคนหนึ่งบอกว่า “ทรมานชาวเกย์แต่สวม Prada ต้องเป็นการเปิดประตูนรกใหม่แน่”

นอกจากรองเท้าบู๊ตแล้ว ในวันนั้นคาดีรอฟยังเผยว่า เขาได้ส่งนักรบเชเชน 70,000 นายไปยูเครนเพื่อร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารรัสเซีย ซึ่งคลิปวิดีโอสั้นๆ ของสำนักข่าว RT ของรัสเซียที่ถ่ายไว้เมื่อวันศุกร์ (25 ก.พ.) เผยให้เห็นนักรบเชเชนหลายพันคนรวมตัวกันกลางจัตุรัสในกรุงกรอซนี เมืองหลวงของเชเชน แสดงความพร้อมสำหรับการสู้รบในยูเครน

ทว่าขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่านักรบเชเชนเหล่านี้ซึ่ง RT ระบุว่ามี 12,000 นายไปถึงยูเครนแล้วหรือยัง โดย RT รายงานเมื่อวันศุกร์ว่า พวกเขากำลังรอคำสั่งจากปูติน

สำหรับตัวคาดีรอฟเองมีประวัติไม่ธรรมดา และยังใกล้ชิดกับปูตินจนมีกระแสออกมาว่าเขาอาจเป็นทายาททางการเมืองคนหนึ่งของผู้นำรัสเซีย

คาดีรอฟก้าวขึ้นสู่อำนาจเมื่อปี 2005 ด้วยการสนับสนุนของปูติน หลังจาก อัคมัต คาดีรอฟ ผู้เป็นพ่อซึ่งเป็นผู้นำในภูมิภาคเชเชนถูกลอบสังหารเมื่อปี 2004

สองพ่อลูกคาดีรอฟเคนยืนอยู่ฝ่ายต่อต้านรัสเซียมาก่อนในสมัยที่เกิดเหตุปะทะนองเลือดระหว่างรัสเซียกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในเชเชน ช่วงปี 1994-1996 ก่อนจะเปลี่ยนข้างมาอยู่ฝ่ายรัสเซียในความขัดแย้งระหว่างกันครั้งที่ 2 ในปี 1999

คาดีรอฟมีท่าทีขึงขังดุดันโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับฝ่ายตรงข้าม ชื่อของเขาเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายต่อหลายครั้ง รวมทั้งการลักพาตัว การทรมาน และการสั่งฆ่า จนถูกสหรัฐคว่ำบาตรเมื่อเดือน ก.ค. 2020 และสหภาพยุโรปในกรณีวิกฤตยูเครนเมื่อปี 2014

แอนนา โปลิตคอฟสกายา นักข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนที่วิจารณ์คาดีรอฟ ถูกยิงเสียชีวิตนอกอพาร์ทเม้นต์ในกรุงมอสโกเมื่อปี 2006 มีผู้ชาย 2 คนถูกจำคุกตลอดชีวิตแม้ว่าจะไม่สามารถตามได้ว่าใครเป็นคนสั่งฆ่า

และในปี 2009 นาตาเลีย เอสเตมิโรวา นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนรัสเซีย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคนที่วิจารณ์คาดีรอฟ ถูกยิงเสียชีวิตในคอเคซัสเหนือ และยังมีการตามสังหารคนใกล้ชิดของคาดีรอฟที่กระด้างกระเดื่อง เช่น อุมาร์ อิสเรรอฟ อดีตบอดีการ์ด ในกรุงเวียนนา และซูลิม ยามาเดเยฟ ในดูไบ

คาดีรอฟยังมีกองทหารส่วนตัวในชื่อ Kadyrovtsy ซึ่งมักจะปรากฏตัวอยู่ด้านหลังของเขา

รามซาน คาดีรอฟ REUTERS/Chingis Kondarov

ผู้นำเชเชนรายนี้ยังชิงชังคนรักร่วมเพศเข้ากระดูก ถึงขั้นครั้งหนึ่งเคยพูดสนับสนุนให้มีการฆ่าเพื่อรักษาเกียรติ (honour killings) กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) โดยบอกว่า “ถ้าเรามีเกย์อยู่ที่นี่ บอกไว้เลยว่าญาติของเขาจะไม่ปล่อยให้เป็นแน่นอน เพราะศรัทธา ความคิด ขนบธรรมเนียมประเพณีของเรา แม้ว่ามันจะผิดกฎหมาย เราก็จะให้อภัย”

ความสัมพันธ์ระหว่างคาดีรอฟกับปูตินมีมานานหลายทศวรรษ โดยในปี 2007 ปูตินแต่งตั้งให้คาดีรอฟเป็นประธานาธิบดีสาธารณรัฐเชเชน และทั้งคู่ยังชอบศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวเหมือนๆ กันด้วย

ปี 2015 ปูตินเคยมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ขั้นสูงสุดแก่คาดีรอฟสำหรับ “ความสำเร็จในการทำงาน กิจกรรมทางสังคมที่มีพลัง และการช่วยเหลืออย่างเอาใจใส่อย่างยาวนาน”

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดูเหมือนจะเป็นไปในทางต่างคนต่างพึ่งพาอาศัยกัน โดยปูตินอาศัยคาดีรอฟช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยในเชเชน โดยปล่อยให้คาดีรอฟปกครองเชเชนได้ตามสบาย และทำเป็นหลับตาข้างเดียวบ้างหากคาดีรอฟจะใช้วิธีของตัวเองจัดการฝ่ายตรงข้าม อาทิ การตามไปจับตัวภรรยาของ ซาอิดี ยานกัลบาเยฟ อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาของเชเชนถึงในแผ่นดินรัสเซีย

ส่วนรัสเซียเข้าไปช่วยออกเงินทุนสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานในเชเชน รวมทั้งถนนและมัสยิดใหม่ในกรุงกรอซนี

คาดีรอฟแสดงท่าทีจงรักภักดีกับรัสเซียสุดๆ และสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในดอนบัสของยูเครนและการผนวกรวมไครเมียของรัสเซียอย่างแข็งขัน และยืนยันอย่างหนักแน่นว่าเชเชนจะไม่ประกาศตัวเป็นอิสรภาพจากรัสเซีย

ครั้งหนึ่งคาดีรอฟเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ถ้าไม่ได้ปูติน เชเชนก็อยู่ไม่ได้”

นอกจากส่งนักรบเชเชนไปยูเครนแล้ว คาดีรอฟเคยส่งนักรบเหล่านี้ไปช่วยปูตินปฏิบัติการทางทหารทั้งในซีเรียและจอร์เจีย

และในช่วงที่ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับยูเครนทวีขึ้นไม่กี่สัปดาห์นี้ ชื่อของคาดีรอฟได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนอีกครั้ง เพราะเขามักจะออกแถลงการณ์ฝากไปยังผู้นำยูเครนโดยตรงหลายครั้ง

อย่างในครั้งล่าสุดที่เจ้าตัวสวมรองเท้า Prada ก็พูดให้ผู้นำยูเครนขอโทษปูตินเพื่อรักษาเคียฟไว้ด้วยความใกล้ชิดและท่าทีเหล่านี้ทำให้เกิดกระแสว่าคาดีรอฟคือผู้สืบทอดตำแหน่งของปูติน

จนเมื่อปลายเดือนที่แล้วคาดีรอฟเปิดใจถึงความเป็นไปได้ในการเป็นประธานาธิบดีรัสเซียในอนาคตผ่าน Telegram ว่า “ผมมักจะพูดเสนอว่าผมไม่เห็นตัวเองในตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาลกลาง ไม่ใช่ในฐานะประธานาธิบดี ไม่ใช่ในฐานะรัฐมนตรี และอื่นๆ ที่ของผมคือที่นี่ ในสาธารณรัฐเชเชน ผมจะไม่ไปจากที่นี่”

Photo by Alexey NIKOLSKY / SPUTNIK / AFP

สมรภูมิที่แท้จริงคือสงครามเศรษฐกิจ โค่นล้ม ‘รัสเซียของปูติน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/677005

วันที่ 01 มี.ค. 2565 เวลา 18:54 น.สมรภูมิที่แท้จริงคือสงครามเศรษฐกิจ โค่นล้ม 'รัสเซียของปูติน'

อย่ามองข้ามเป้าหมายที่แท้จริง ไม่ใช่แค่หยุดการรุกยูเครน แต่เพื่อทำลายปูตินและอาณาจักรของเขา

ขณะที่การรุกคืบเข้าสู่ยูเครนของรัสเซียเป็นไปอย่างเชื่องช้า แต่การโจมตีปูตินด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจมาแบบรัวๆ เหมือนกับการระดมยิงทำให้ราบเป็นหน้ากลองในสงครามจริงๆ

ฝรั่งเศสผู้เชี่ยวชาญด้านการประดิษฐ์ประดอยถ้อยคำ ชี้ว่าการคว่ำบาตรรัสเซียด้วยการตัดจากระบบ SWIFT เอยและการอายัดทรัพย์สินพวกมหาเศรษฐีสมุนปูตินเอย ถือเป็น “ระเบิดนิวเคลียร์ทางการเงิน”

อีกสองวันต่อมาก็ทำตัวเป็นหมอดูด้วยการทำนายอีกว่า การคว่ำบาตรจะเป็นเหตุให้ “เศรษฐกิจรัสเซียล่มสลาย”

แม้ว่ามันจะฟังดูเว่อร์แต่ก็มีส่วนจริงไม่น้อย

เป้าหมายของชาติตะวันตกไม่ใช่รบใน “สงครามตามขนบ” เพราะรบไปก็สู้รัสเซียไม่ได้ (และยังไม่ใช่คู่กรณี) วิธีการที่ได้ผลที่สุดคือลุยในจุดที่เป็นจุดอ่อนของรัสเซียคือเรื่องการเงิน/เศรษฐกิจ

สงครามนี้คนตายน้อย แต่ทรมานทั้งประเทศ แม้แต่ตัวคนคว่ำบาตรก็จะกระอักไปด้วย ดังรัฐบาลอังกฤษปลอบภาคธุรกิจตัวเองว่า “ต้องเจ็บกันบ้าง”

อย่างที่เคยเขียนไว้ว่าคว่ำบาตรรัสเซียก็เหมือนยุโรปยิงปืนใส่เท้าตัวเอง

แต่คราวนี้ไม่เหมือนการยิงเท้าตัวเอง อุปมาอุปมัยที่เหมือนมากกว่าคือเหมือนรัสเซียล็อคคอยุโรปเป็นตัวประกัน แต่ในพริบตานั้นยุโรปยื้อปืนรัสเซียมายิงตัวเอง

กระสุนไม่ถูกที่สำคัญของยุโรป แต่มันโดนกล่องดวงใจของรัสเซียแบบเต็มๆ

กล่องดวงใจของรัสเซีย (หรือปูติน) ก็คือ “งบเอาไว้ทำสงคราม”

งบสงครามก้อนนี้ก็คือทุนสำรองระหว่างประเทศของรัสเซียที่สูงถึง 660,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงมากเป็นอันดับที่ 4 ของโลกรองจาก จีน (1) ญี่ปุ่น (2) และสวิตเซอร์แลนด์ (3)

หลังจากสหภาพโซเวียตลามสลายนั้นรัสเซียกระเป๋าแฟบแทบไม่เหลืออะไร เงินเฟ้อก็พุ่งพรวดจนซื้อของแต่ละทีต้องจ่ายเงินกันตาเหลือก

แต่พอปูตินมาบริหารประเทศเงินเฟ้อก็ถูกปราบ ทุนสำรองที่เตี้ยติดดินก็พุ่งขึ้นมาเรื่อยๆ จากประเทศที่แทบไม่มีมันเลย กลายเป็นประเทศที่มีมันมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

ทุนสำรองนี้มีเอาไว้ค้ำชูเศรษฐกิจเวลาที่ค่าเงินอ่อนลง ธนาคารกลางก็จะเอามันมาระบายเพื่อไม่ให้ค่าเงินอ่อน เพราะอ่อนเมื่อไรทุนจะไหลออก เงินเฟ้อจะพุ่งพรวด เงินออมของประชาชนจะไร้ค่า

“พวกฝรั่งตะวันตก” รู้วิธีทำสงครามการเงินเป็นอย่างดี ซึ่งคนไทยก็น่าจะซาบซึ้งเรื่องนี้เพราะเจอมากับตัวแล้ว ดังนั้น เมื่อรู้ว่าสู้ไม่ได้ ก็ต้องใช้วิธีใช้จุดแข็งที่สุดของตัวเองสู้กับจุดอ่อนที่สุดของคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่า

พวกนี้ต้องบั่นทอนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงสงครามของปูตินก่อน คือทุนสำรองระหว่างประเทศ และด้วยความที่ทุนสำรองของรัสเซียแม้จะสูงมาก แต่ครึ่งหนึ่งอยู่ในต่างประเทศ คือประมาณ 300,000 ล้าน

เพื่อที่จะปิดทางไม่ให้รัสเซียเข้าถึงเงินส่วนนี้ พวกตะวันตกจึงตัดรัสเซียออกจาก SWIFT เสียเลย เพื่อไม่ให้เข้าถึงทุนสำรองที่อยู่นอกประเทศและเพื่อตัดช่องทางรับเงินจากการค้าขายต่างๆ ไปด้วย

ไม่ใช่ว่าตัดจาก SWIFT แล้วรัสเซียจะเข้าถึงเงินตัวเองไม่ได้ แต่มันจะเข้าถึงยากขึ้นและค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น

และเพื่อให้มันยากขึ้นไปอีก สหรัฐประกาศอายัดทรัพย์สินของธนาคารกลางรัสเซียเสียที่ถือไว้ในสหรัฐซ้ำเข้าไปอีก

แต่ผลที่สำคัญกว่าคือผลด้านจิตวิทยา มันทำให้ค่าเงินรูเบิลร่วงหนักลงกว่าเดิม จากที่ร่วงหนักอยู่แล้วจากมาตรการคว่ำบาตร บีบให้ธนาคารกลางรัสเซียต้องกู้ค่าเงินด้วยการระบายทุนสำรองออกมาก

ยิ่งรูเบิลร่วง แผนการรบนี้ยิ่งได้ผล แต่รัสเซียก็แก้เกมส์ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยจาก 9.50% มาเป็น 20% ในพลัน เพื่อทำให้รูเบิลน่ายั่วยวนในสายตานักลงทุนอีกครั้ง เพราะดอกเบี้ยที่สูงปรี๊ด ทำให้เงินไม่ไหลออก และเงินนอกยังไหลเข้ามา – หากนักลงทุนนอกยังไม่กลัวว่าการลงทุนในรัสเซียจะไม่ทำให้พวกเขาถูกลูกหลงไปด้วย

แต่สงครามมันมี Collateral damage (อุบัติเหตุจากการทำสงคราม) ทั้งการรบด้วยกระสุนและการรบด้วยเงิน ชาติตะวันตกจะยิงกระสุนการเงินที่แรงขึ้นเรื่อยๆ แม้ “พลเรือน” หรือนักลงทุนจะโดนหางเลขจนล้มตายไปก็ไม่แคร์

ดังที่อังกฤษบอกไปแล้วว่าโดนลูกลงไปด้วยก็ให้เตรียมใจไว้

นักลงทุนที่ยังกล้าเสี่ยงกับรัสเซียจะถูกชาติตะวันตกขู่ให้กลัวด้วยมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมอีก จะบีบไปเรื่อยๆ จนไม่ใครกล้าเอาเงินไปรัสเซีย เพราะได้ไม่คุ้มเสีย

แม้แต่สื่อตะวันตกก็ยังยุไม่หยุดว่าใครลงทุนมีหุ้นบริษัทรัสเซีย “จงขายทิ้งซะ” เพราะมันทำธุรกรรมลำบากและยังไม่รู้วันหน้าจะเจอกระสุนสงครามการเงินอะไรอีก

แค่ในตอนที่เขียนบทความนี้ สื่อตะวันตกยังเช็คกันวันละหลายรอบว่ามีบริษัทไหนบ้างที่มี Exposure หรือโยงใยกับรัสเซียจนเสี่ยงจะถูกลากลงนรกไปด้วย – ราวกับต้องการเตือนว่าตอนนี้สลัดตัวจากรัสเซียก็ยังไม่สาย

โดยเฉพาะพวกที่คบกับ “Russian oligarch” หรือ “คณาธิปไตยรัสเซีย”

ต้องใช้คำเหมือนเลิศหรูเข้าใจยากแบบนี้เพราะคนส่วนใหญ่เขาใช้กันแบบนี้จริงๆ พูดภาษชาวบ้านคือ “มหาเศรษฐีที่เป็นสมุน/สมัครพรรคพวกของปูติน”

พวกนี้กุมธุรกิจ/รัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ ที่เป็นแหล่งเงินของรัฐบาลรัสเซีย เป็นกลุ่มที่ค้ำยันบัลลังก์ของปูตินเอาไว้เพราะต่างก็ตอบแทนกันด้วยผลประโยชน์

การอายัดทรัพย์สินของพวก Russian oligarch และไล่ล่าเส้นทางการเงินของคนพวกนี้จะช่วยให้ตะวันตกบั่นทอน “เศรษฐกิจของปูติน” ไปได้มาก ซึ่งการทำแบบนี้ไม่ใช่เรื่องยาก เช่น สหรัฐสั่งอายัดทรัพย์สินของ Russian Direct Investment Fund ของมหาเศรษฐีที่สนิทสนมกับปูติน

นี่มันไม่ยาก แค่ใช้อำนาจบาตรใหญ่สั่งการไปก็เรียบร้อย

แต่เรื่องที่ซับซ้อนกว่าคือธุรกิจใหญ่ๆ ในตะวันตกโยงกับพวกนี้อยู่พอสมควร หากเล่นงานกลุ่มนี้ธุรกิจในยุโรปก็จะกระทบไปด้วย

โดยเฉพาะ Russian oligarch กลุ่มที่กุมอุตสาหกรรมพลังงานเอาไว้ หากไปเล่นงานมากๆ เข้ายุโรปอาจไม่ได้แก๊สมาใช้ แล้วไฟจะดับ นอนหนาวกันครึ่งค่อนทวีป

มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียจึงมาในรูปตีฆ้องร้องป่าวว่าจะทำอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ปรากฏว่าพอลงรายละเอียดกลับยังไม่เรียบร้อย เช่น จะตัดธนาคารจากรัสเซีย “บางแห่ง” จาก SWIFT แต่ยังไม่มีรายชื่อออกมาในทันทีว่ามีธนาคารไหนบ้าง บอกว่าแค่ว่า “ยังอยู่ระหว่างการสรุปกันอยู่” จนกระทั่งรายชื่อค่อยออกมาในอีก 3 วันต่อมา

พอประกาศแล้วในค่ำวันที่ 3 นั้น ก็ยังไม่ยอมบี้รัสซียให้จนมุมอีกโดยสหภาพยุโรปตกลงที่จะยกเว้นธนาคารรัสเซีย “บางธนาคาร” ไม่ให้ถูกแบนจากระบบ SWIFT

มันย้ำความจริงถึงข่าวที่ได้ยินมาว่าในโลกตะวันตกก็เสียงแตกกันเรื่องคว่ำบาตรรัสเซียโดยเฉพาะการแบนจาก SWIFT เพราะบางประเทศกลัวตัวเองจะโดนหางเลขไปด้วย

เพราะหากไปแบนผิดที่ผิดทางเข้าตัวเองจะตายไปด้วย เหมือนอุปมาเรื่องยิงปืนใส่ตัวเองเพื่อฆ่ารัสเซีย แม้จะยิงถูกกล่องดวงใจรัสซีย แต่กระสุนไปโดนเส้นเลือดใหญ่ของยุโรปไปด้วย

ดังนั้น พวกตะวันตกก็เตะถ่วงเหมือนกัน ไม่ใช่ว่ากล้าใช้อาวุธนิวเคลียร์ทางการเงินแล้ว จะนั่งตีขิมเหมือนขงเบ้งไปเรื่อยๆ ได้

อันที่จริงขงเบ้งที่นั่งตีขิมดูเหมือนสบายใจนั้น ก็ซ่อนอาการน่าเป็นห่วงเหมือนกัน

ป.ล.

ขณะที่ชาติตะวันตกระดมยิงรัสเซียรัวๆ ด้วยกระสุนสงครามการเงิน รัสเซียกลับตอบโต้น้อยมากหรือช้าเสียจนผิดปกติ – มันน่าสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับรัสเซีย หรือจะให้ถูกก็คือรัสเซียกำลังคิดทำอะไร?

นี่เหมือนไม่ใช่วิสัยของรัสเซีย หากจำกันได้ก่อนที่การรุกรานจะเริ่มขึ้นนั้น ชาติตะวันตกปล่อยข่าวเป็นรายวันนานนับเดือนว่ารัสเซียจะบุกวันนี้วันนั้น รัสเซียก็บลั๊ฟด้วยทำเรื่องตรงกันข้าม การปลั๊ฟนี้ทำแบบทันที (คือข่าวฝั่งตะวันตกออกมา รัสเซียก็จะแก้เกมในอีกไม่กี่นาทีต่อมา)

แต่ตอนนี้รัสเซียเก็บท่าทีเงียบกริบ ข้อมูลการรบฝ่ายรัสเซียก็แทบไม่มีข้อมูล/ภาพออกมามากนัก ในด้านสงครามเศรษฐกิจ รัสเซียก็แทบไม่ตอบโต้อะไร เอาแต่แก้เกมที่ตัวเอง ตะวันตกนั้นโยนไพ่รัวๆ เพื่อจะ “ล้มเจ้า” รัสเซีย และยังย้ำอีกว่าพร้อมจะกระน่ำคว่ำบาตรให้หนักขึ้นไปอีก ให้นานเท่าที่จะทำได้ (บอริส จอห์นสันกล่าวไว้)

แต่ไพ่ในมือ “เจ้ามือ” รัสเซียนั้นยังไม่แพลมออกมาสักใบ

ถ้าไพ่ในมือปูตินไม่แน่จริงเพื่อรอโอกาสกินรวบ ก็คงจะเป็นไพ่ที่ไร้พิษสง มันมีอยู่แค่สองความเป็นไปได้เท่านั้น

แต่โอกาสแรกมันเป็นไปได้มากกว่า ทำเนียบเครมลินยังบอกว่า “ไม่ต้องมาตั้งคำถามว่าการถูกบีบจากการคว่ำบาตรจะทำให้เราเปลี่ยนจุดยืนหรือไม่” – นั่นคือไม่มีวัน

แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น คำตอบคือ ณ เวลานี้เดาอะไรแทบไม่ได้ แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญการรบและการเศรษฐกิจก็ยังระมัดระวังในการคาดเดาอะไรเกี่ยวกับวิกฤตการณ์นี้

แต่จะขอทิ้งอะไรบางอย่างไว้ให้เดา มันคือถ้อยคำของปูตินที่เคยให้ไว้ในการสัมภาษณ์ในสารคดีของรัสเซียชื่อ “ระเบียบโลก 2018” ปูตินลั่นวาจาไว้ว่า

“ถ้ามีใครตัดสินใจทำลายรัสเซีย เรามีสิทธิ์ตอบโต้ ใช่ มันจะเป็นหายนะสำหรับมนุษยชาติและต่อโลก ผมเป็นพลเมืองของรัสเซียและเป็นประมุขของประเทศ … ทำไมเราถึงต้องการโลกที่ไม่มีรัสเซียอยู่ในนั้นล่ะ?’

ปลายทางของวิกฤตการณ์อาจอยู่ในคำพูดนี้ของปูติน

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Alexey NIKOLSKY / SPUTNIK / AFP

Biden: dictators who don’t pay a price cause ‘more chaos’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40012940


U.S. President Joe Biden assailed Russian President Vladimir Putin, barred Russian flights from American airspace and led Democratic and Republican lawmakers in a rare display of unity on Tuesday in a State of the Union speech dominated by Russia’s invasion of Ukraine.

Biden: dictators who don't pay a price cause 'more chaos'

“Let each of us if you’re able to stand, stand and send an unmistakable signal to Ukraine and to the world,” Biden urged Democrats and Republicans

Lawmakers who are deeply divided over taxes, voting rights and gun safety stood together to applaud Ukraine, many waving Ukrainian flags and cheering in the chamber of the House of Representatives. Several women members of Congress wore the flag’s colours of yellow and blue.

In a deviation from his prepared remarks, Biden said of Putin: “He has no idea what’s coming.”

U.S. President said that the West was ready for Russian President Vladimir Putin’s invasion of Ukraine and that he would defend “every inch of NATO territory” during a State of the Union speech.

“Throughout our history, we’ve learned this lesson – when dictators do not pay a price for their aggression, they cause more chaos. They keep moving. And, the costs and threats to America and the world keep rising,” Biden said.

Biden said Putin eschewed efforts to prevent war.

“Putin’s war was premeditated and unprovoked. He rejected efforts at diplomacy. He thought the West and NATO wouldn’t respond. And, he thought he could divide us here at home,” Biden said. “Putin was wrong. We are ready. We are united.”

Reuters

Published : March 02, 2022

Cabinet meeting feels Thailand may have to ‘adjust part of its stance’ on Russia-Ukraine conflict

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40012928


A cabinet meeting on the Russia-Ukraine conflict felt Thailand might have to “adjust part of its stance” to find a neutral standpoint that can steer the situation in the right direction, Deputy Prime Minister and Foreign Affairs Minister Don Pramudwinai said on Tuesday after the meeting.

Cabinet meeting feels Thailand may have to ‘adjust part of its stance’ on Russia-Ukraine conflict

“The approach of condemning [Russia] that many countries are using will not help the situation,” he said. “This conflict must be resolved with negotiations among the parties involved, which everyone is trying to make happen. Mutual discussions must also be carried out.”

Regarding the fact that Ukrainian President Volodymyr Zelensky has applied to join the European Union, Don said Ukraine becoming an EU member will only make it harder for the country to come to agreeable terms with Russia, but Zelensky’s move is to be expected, as the main negotiators must have their backers.

“Thailand is lucky because we are friends with everyone in the world. We can talk to anyone, but the impact of discussions may differ,” Don said.

“The ministry has a way of discussing the situation with the EU, Russia, Ukraine and the United States. However, this conflict is clearly an European matter and therefore Thailand won’t have to play an active role early on. Sometimes it’s better to wait and let nature take its course,” he said.

“We will, however, continue to monitor the situation closely and embrace its fallout, which will definitely include the energy problem and higher inflation,” the minister said.

“Many are following the situation via social media, in which news sources are from Europe and use English as the medium so everyone in the world can understand,” Don added. “Most people do not understand Russian, so it is natural for the majority to side with the West.”

Related News

Ukraine Embassy in Bangkok accepting donations ‘to save lives’

Government closely watching fallout of Russia-Ukraine war on Thai economy

Thailand backs peace talks to end Russia-Ukraine conflict

Published : March 02, 2022

By : THE NATION

Storm-333 ปฏิบัติการเด็ดหัวประธานาธิบดีของหน่วยรบรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676988

วันที่ 01 มี.ค. 2565 เวลา 17:12 น.Storm-333 ปฏิบัติการเด็ดหัวประธานาธิบดีของหน่วยรบรัสเซีย

ย้อนเหตุการณ์โซเวียตโค่นรัฐบาล-สังหารประธานาธิบดีอัฟกานิสถาน

วันที่ 24 ธ.ค. 1979 ถือเป็นวันที่โหดร้ายที่สุดวันหนึ่งสำหรับชาวอัฟกัน เมื่อเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต เลโอนิด เบรจเนฟ (Leonid Brezhnev) ส่งกองทัพเข้าไปกำจัดฮาฟิซูลเลาะห์ อามิน (Hafizullah Amin) ประธานาธิบดีอัฟกานิสถาน เพราะโซเวียตกลัวว่าอามินจะเปลี่ยนข้างและเข้าใกล้สหรัฐมากขึ้น

ในพระราชวังทัจเบก (Tajbeg) บนยอดเขาสูงที่ปกคลุมด้วยหิมะและป้อมปราการแน่นหนาในกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน ในวันนั้นทำเนียบประธานาธิบดีจัดงานเลี้ยงพร้อมเชิญแขกคนสำคัญมาที่นี่

นาจิบะ ไลมา กัสรี (Najiba Laima Kasraee) ผู้สื่อข่าว BBC ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์วันนั้นมาได้ เผยว่าในตอนนั้นเธออายุ 11 ปีและได้เข้าร่วมงานเลี้ยงนี้ด้วย เพราะพ่อและแม่ของเธอได้รับเชิญให้ไปงาน กัสรีเล่าวว่าในวันนั้นทำเนียบประธานาธิบดีตกแต่งด้วยสไตล์ยุโรปหรูหรา โคมไฟระย้าสวยงาม

สายลับ KGB ของโซเวียตซึ่งแฝงตัวเข้าไปเป็นพนักงานในพระราชวังในฐานะพ่อครัว แอบผสมยาพิษลงในเครื่องดื่มของประธานาธิบดีอามิน และรัฐมนตรีระหว่างกำลังรับประทานอาหารกลางวันที่ทำเนียบ เคราะห์ดีที่เครื่องดื่มแก้วโปรดของผู้นำอัฟกันคือน้ำอัดลม ทำให้สารพิษถูกกัดกร่อน และไม่ได้รับอันตรายมากแต่ต้องล้างท้อง ส่วนรัฐมนตรีถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

หลังผ่านไป 4 ชั่วโมง ประธานาธิบดีค่อยๆ ฟื้นคืนสติและนอนพักอยู่ที่ห้องพักในพระราชวัง

นี่คือความพยายามครั้งที่ 2 แล้วในการปลิดชีวิตผู้นำอัฟกานิสถาน โดยเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า (13 ธ.ค. 1979) พ่อครัวได้วางยาในลักษณะเดียวกันนี้ แต่ความพยายามล้มเหลว อามินปลอดภัย ส่วนหลานชายของเขาป่วยหนักจนต้องส่งตัวไปรักษาที่มอสโก

เมื่อโซเวียตรู้ว่าความพยายามลอบสังหารอามินล้มเหลวเป็นครั้งที่ 2 ทีมภาคพื้นดินจึงได้รับคำสั่งให้เริ่มจู่โจมเพื่อสังหารอามิน

ภาพถ่ายโดยเจ้าหน้าที่โซเวียตหลังปฏิบัติการที่พระราชวังทัจเบก (Andrey Abramov/Wikipedia)

ปฏิบัติการสตอร์ม-333 (Storm-333) ได้เริ่มต้นขึ้นนำโดยทหารโซเวียตประมาณ 660 คน ซึ่งแต่งกายด้วยเครื่องแบบอัฟกัน โดยมีเจ้าหน้าที่จากกลุ่มอัลฟา (Alpha), สเปซนาซ (Spetsnaz), KGB, กองพันมุสลิม และกองทหารอากาศอิสระ

รัสตัม ตูร์ซุนคูลอฟ (Rustam Tursunkulov) ผู้บัญชาการกองกำลังพิเศษกองทัพโซเวียตเผยว่าเขาเป็นหนึ่งในทหารที่ร่วมปฏิบัติการสตอร์ม-333 โดยได้รับคำสั่งให้แฝงตัวเข้าไปในวังและจู่โจมเพื่อสังหารประธานาธิบดีอัฟกานิสถาน

“มีเสียงดังสนั่น ระเบิดครั้งใหญ่สั่นสะเทือนไปทั่ว เราต้องวิ่งหนี รองเท้าคู่สวยและเสื้อคลุมของฉันถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ฉันอยากกลับไปเอามากๆ แต่แม่บอกว่าไม่มีเวลาแล้ว เราต้องหนี” กัสรีเล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้น

“สิ่งที่ฉันเห็น…พระเจ้า ผู้คนบนพื้น ฉันเห็นคน… มันเหมือนกับฉากในหนังเลย มันเต็มไปด้วยศพ” กัสรีเล่าต่อว่าเธอเห็นประธานาธิบดีอามินร้องตะโกนบอกครอบครัว เห็นภรรยาของเขากำลังวิ่ง ขณะที่ทหารของกองกำลังพิเศษรัสเซียบุกเข้าไปในอาคารพร้อมสั่งฆ่าทุกคน โดยมีการ์ดของพระราชวังเข้ามาคุ้มกัน

ตูร์ซุนคูลอฟเล่าต่อว่า “โปรดเข้าใจว่าเมื่อมีการต่อสู้เกิดขึ้น มันยากที่จะรู้ว่ามีเด็กอยู่ที่นั่น พระราชวังเต็มไปด้วยเปลวเพลิง อามินและลูกชายวัย 9 และ 11 ปีถูกยิงเสียชีวิต ศพทั้งหมดถูกห่อหุ้มด้วยพรมและฝังไว้ใกล้พระราชวัง ไม่มีการจัดพิธีใดๆ “ ส่วนภรรยา ลูกสาว และหลานๆ ของอามินถูกจับกุมและคุมขัง

“จริงๆ แล้วผมยังไม่ได้ออกคำสั่งเลย เพียงแต่บอกกับทหารเหล่านั้นว่าผมจะเข้าไปก่อนแล้วคุณตามไป” ตูร์ซุนคูลอฟเผย โดยเล่าว่าขณะนั้นทหารหลายนายก็ไม่มีชุดเกราะและหมวกกันกระสุน “เราต้องวิ่งฝ่ากระสุนปืน และฆ่าชาวอัฟกันที่ต่อต้านเรา”

เหตุการณ์นี้คร่าชีวิตชาวอัฟกันราว 350 คน บาดเจ็บสาหัส 1,700 คน และถูกจับกุม 150 คน ส่วนทหารโซเวียตเสียชีวิตหลายสิบนาย ภายในเวลาเพียง 43 นาทีเท่านั้น

รายงานของ BBC เสริมว่าเป็น 43 นาทีที่กลายเป็นสงครามยาวนาน 9 ปี นำสงครามเย็นไปสู่อีกระดับ และทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1 ล้านคน