หุ้นยุโรปขึ้นขานรับสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนคลี่คลาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675736

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 17:45 น.หุ้นยุโรปขึ้นขานรับสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนคลี่คลาย

ตลาดหุ้นยุโรปรีบาวด์หลังรัสเซียถอนกำลังส่วนหนึ่งออกจากชายแดนยูเครน

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ตลาดหุ้นฝั่งยุโรปเปิดตลาดดีดตัวกลับขึ้นมา หลังจากมีรายงานข่าวว่ากองกำลังรัสเซียส่วนหนึ่งที่ประจำการใกล้ชายแดนยูเครนถอนกำลังกลับฐาน

ดัชนี STOXX 600 ของยุโรปเปิดตลาดตกลงเล็กน้อย ก่อนจะดีดกลับขึ้นมาบวก 1.1% หลังจากร่วงลง 1.8% ในช่วงปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ เช่นเดียวกับตลาดหุ้นในรัสเซียที่พุ่งขึ้น ส่วนค่าเงินรูเบิลแข็งค่าขึ้น

หุ้นฝั่งยุโรปรีบาวด์กลับขึ้นมาหลังจากมีรายงานว่ากองกำลังรัสเซียที่อยู่ใกล้กับพรมแดนยูเครนถอนกำลังกลับฐานหลังจากฝึกซ้อมรบเสร็จสิ้น ซึ่งอาจช่วยลดความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและตะวันตกได้

แดนนี ฮิวซัน นักวิเคราะห์ด้านการเงินจาก AJ Bell เผยว่า “การดัดตัวขึ้นมาสะท้อนให้เห็นถึงการผ่อนคลายความตึงเครียดเล็กน้อยที่ชายแดนยูเครน โดยขณะนี้กองทัพรัสเซียกลับฐานทัพแล้ว”

ปูนิต พาเทล ผู้จัดการกองทุนรวมตราสารทุนอาวุโสของ London and Capital เผยว่า “ยังมีความเสี่ยงแบบฉับพลันในอีกไม่กี่วันข้างหน้าซึ่งขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์พัฒนาไปอย่างไร ประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งรวมถึงรัสเซียด้วย จะกลายเป็นผลเสียต่อตลาดหุ้น เพราะสถานการณ์ทั้งหมดมีความอ่อนไหว”

ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์อย่าง AstraZeneca พุ่งขึ้น 3.6% หลังจากผลการทดลองระยะสุดท้ายของยารักษามะเร็งต่อมลูกหมากออกมาในทางบวก, Glencore ซึ่งจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อังกฤษขึ้น 3.1% หลังประกาศขายหุ้นใน Russneft ของรัสเซีย และ Randstad ของเนเธอร์แลนด์ขึ้น 4.5%

REUTERS/Aly Song//File Photo

เมื่อเด็กดาวน์ซินโดรมถูกบูลลี่ ปธน.ออกโรงป้อง จูงมือไปส่งถึงรร.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675717

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 16:30 น.เมื่อเด็กดาวน์ซินโดรมถูกบูลลี่ ปธน.ออกโรงป้อง จูงมือไปส่งถึงรร.

“อคติเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียม…ผมมาที่นี่เพื่อสนับสนุนพวกเขา และสร้างความตระหนักว่าการยอมรับความแตกต่างเป็นหลักการพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม”

รายงานจากองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) และสภายุโรปเพื่อคนพิการ (European Disability Forum) ระบุว่าเด็กๆ ที่มีความผิดปกติทางร่างกายในมาซิโดเนียเหนือ ประเทศในคาบสมุทรบอลข่าน ไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือและโอกาส อีกทั้งยังต้องดผชิญกับการเลือกปฏิบัติและการตีตราจากสังคมด้วย

เอ็มบลา เอเดมี เด็กหญิงวัย 11 ปีคือหนึ่งในนั้น เธอมักถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียน เนื่องจากมีภาวะดาวน์ซินโดรม ซึ่งเป็นภาวะทางพันธุกรรมที่ทำให้เกิดความบกพร่องทางการเรียนรู้ มีปัญหาสุขภาพ และลักษณะใบหน้าที่โดดเด่น

ผู้ปกครองของเพื่อนๆ ในชั้นเรียนยังร้องเรียนให้โรงเรียนไล่เธอออกจากห้อง หรือจัดห้องเรียนพิเศษให้เธอ เพราะไม่ต้องการให้ลูกๆ ของพวกเขาเรียนร่วมห้องกับเอ็มบลา อย่างไรก็ตามโรงเรียนยังคงให้เอ็มบลาเข้าชั้นเรียนกับเพื่อนๆ ตามปกติ แต่ต้องมีผู้ช่วยส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือเธอในชั้นเรียน

ประธานาธิบดี สเตโว เพนดารอฟสกี แห่งมาซิโดเนียเหนือ ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมาก หลังมีภาพเดินจูงมือเด็กหญิงวัย 11 ปีคนนี้ไปส่งถึงโรงเรียน เมื่อทราบว่าเด็กหญิงมีอาการดาวน์ซินโดรม และถูกเพื่อนๆ ที่โรงเรียนกลั่นแกล้ง

ภาพประธานาธิบดี เพนดารอฟสกี จูงมือเด็กหญิงเอ็มบลา เอเดมี ไปส่งที่โรเงรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งในเมืองโกสติวาร์ เมื่อสัปดาห์ก่อนได้รับการเผยแพร่ไปในวงกว้าง ท่ามกลางเสียงชื่นชมจากทั่วโลก กระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงความเท่าเทียม และปัญหาการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อคนพิการ

“อคติเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียม…เราทุกคนเท่าเทียมกันในสังคมนี้ ผมมาที่นี่เพื่อสนับสนุนพวกเขา และสร้างความตระหนักว่าการยอมรับความแตกต่างเป็นหลักการพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม” ประธานาธิบดี เพนดารอฟสกี กล่าว

“พฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสิทธิเด็กเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเด็กที่มีพัฒนาการผิดปกติ พวกเขาไม่เพียงแต่ควรได้รับสิทธิที่สมควรได้รับเท่านั้น แต่ต้องได้รับความเท่าเทียมและการยอมรับจากสังคมด้วย ซึ่งเป็นหน้าที่ของเรา ในฐานะรัฐ และในฐานะปัจเจกบุคคลด้วย”

“สิ่งสำคัญของภารกิจนี้คือความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งจะช่วยให้เด็กๆ อย่างเอ็มบลา รวมถึงพวกเรา ได้เรียนรู้ถึงความสุข การแบ่งปัน และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างจริงใจ..พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของเราและเราไม่สามารถทิ้งพวกเขาได้”

ไม่เพียงแต่เดินไปส่งเด็กน้อยคนนี้ที่โรงเรียนเท่านั้น แต่โฆษกประจำทำเนียบประธานาธิบดีเปิดเผยต่อ CNN ว่าประธานาธิบดีได้นำของขวัญมาให้ และพูดคุยกับผู้ปกครองของเอ็มบลา เพื่อรับฟังปัญหาที่เด็กหญิงและครอบครัวต้องเผชิญอยู่ทุกวัน ตลอดจนหารือถึงแนวทางการแก้ไข ก่อนที่จะเดินไปส่งหนูน้อยคนนี้ถึงโรงเรียนด้วยตนเอง

สัญญาณดีหรือสัญญาณหลอก? รัสเซียถอนกำลังบางส่วนจากชายยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675721

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 15:47 น.สัญญาณดีหรือสัญญาณหลอก? รัสเซียถอนกำลังบางส่วนจากชายยูเครน

รัสเซียกล่าวเมื่อวันอังคารว่า กองกำลังบางส่วนที่ประจำการใกล้กับยูเครนเริ่มเดินทางกลับฐานทัพของตนแล้ว หลังจากที่กองทัพของรัสเซียก่อตัวขึ้นรอบพรมแดนยูเครน กระตุ้นให้เกิดความกลัวว่าจะมีการรุกรานมานานนับเดือนแล้ว

“หน่วยงานของเขตทหารทางใต้และตะวันตก หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจแล้วเริ่มเคลื่อนย้ายโดยทางรถไฟและรถขนส่ง และวันนี้พวกเขาจะเริ่มย้ายกลับไปยังกรมทหารของพวกเขา” โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าว

ไม่ชัดเจนในทันทีว่ามีกี่หน่วยที่เกี่ยวข้อง และการถอนกำลังจะส่งผลกระทบอะไรต่อจำนวนทหารโดยรวมที่อยู่รอบๆ ยูเครน แต่นี่เป็นการประกาศครั้งแรกของการถอนกำลังของรัสเซียในรอบหลายสัปดาห์

ทั้งนี้ มีทหารรัสเซียประมาณ 100,000 นายมาประจำการโดยรอบใกล้ชายยูเครนได้กระตุ้นให้ผู้นำยุโรปและสหรัฐแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่หากจะส่งกองกำลังเข้าประเทศยูเครน

ความตึงเครียดรุนแรงขึ้นจากการซ้อมรบของกองทัพรัสเซีย ซึ่งรวมถึงบริเวณใกล้ยูเครนและในเบลารุส ซึ่งสหรัฐฯ ระบุว่ามีทหารราว 30,000 นายเข้าร่วมในการฝึกซ้อมซึ่งจะดำเนินไปจนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์

การประชุมกับปูตินเมื่อต้นสัปดาห์นี้ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมรัสเซีย เซอร์เก ชอยกู กล่าวว่า การซ้อมรบของรัสเซียในบางจุดใกล้จะจบลงแล้ว

รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของยูเครนกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าเขาได้พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศเบลารุสและได้รับการรับรองว่าไม่มีภัยคุกคามต่อยูเครนจากดินแดนของเบลารุส

อย่างไรก็ตาม ลิซ ทรัสส์ รัฐมนตรีว่ากากระทรวงต่างประเทศของสหราชอาณาจักรกล่าวว่าจำเป็นต้องรอดูการกำจัดกองกำลังรัสเซียทั้งหมดออกจากชายแดนเพื่อให้เชื่อว่าพวกเขาไม่มีแผนสำหรับการบุกรุก

Photo by Alexandr BOGDANOV / AFP

รัสเซียจะโจมตีสับขาหลอกและไม่หยุดแค่รุกรานยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675712

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 14:44 น.รัสเซียจะโจมตีสับขาหลอกและไม่หยุดแค่รุกรานยูเครน

อังกฤษเชื่อหากรุกรานจะใช้เวลาไม่นานในการเข้ายึดกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน

ลิซ ทรัสส์ (Liz Truss) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักร กล่าวกับ Sky News ในช่วงเช้าของวันที่ 15 กุมภาพันธ์ตามเวลาท้องถิ่นเกี่ยวกับโอกาสที่รัสเซียจะรุกรานยูเครน ต่อไปนี้เป็นสาระสำคัญของการแสดงทัศนะของทรัสส์

1. รัฐมนตรีต่างประเทศของสหราชอาณาจักร กล่าวเมื่อวันอังคารว่า การรุกรานยูเครนของรัสเซียยังคงมีแนวโน้มสูงและอาจจะเกิดขึ้นในไม่ช้า และเสริมว่ารัฐบาลเตรียมพร้อมสำหรับการดำเนินการตั้งค่าสถานะเท็จในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

2. ทรัสส์กล่าวว่าคาดว่าจะมีความพยายามแสร้งรุกรานเพื่ออำพรางเจตนาที่แท้จริง (false flag operation) ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่ง false flag operation ในทางทหารหมายถึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาปกปิดเป้าหมายที่แท้จริง เช่นการทำเป็นบุกอีกจุดหนึ่งเพื่อรุกจริงอีกทางหนึ่ง หรือทำทีเป็นรุกแต่กลับไม่รุกเพื่อปั่นหัวอีกฝ่าย

3. ทรัสส์กล่าวว่ากองกำลังรัสเซียสามารถเคลื่อนที่ไปยังกรุงเคียฟได้อย่างรวดเร็วหากยูเครนถูกบุกรุก “ในแง่ของระยะเวลาของการโจมตี มันอาจจะใกล้เข้ามาแล้ว” และกล่าวว่ากองทหารรัสเซียสามารถไปยังเคียฟได้ “เร็วมากๆ” (very, very quickly)

4. ทรัสส์กล่าวกับ Times Radio ว่า “แน่นอนว่า (เคียฟ) เป็นเป้าหมายของรัฐบาลรัสเซีย” และกล่าวว่า “ฉันกลัวว่าสิ่งนี้ (การรุกรานของรัสเซีย) จะไม่หยุดที่ยูเครน” ซึ่งตีความได้ว่าหากรัสเซียรุกรานยูเครนแล้วอาจเป็นภัยคุกคามหรือรุกรานประเทศอื่นต่อไป

5. ทัสส์กล่าวว่า ผู้ที่มีเจตนารุกรานประเทศอื่นๆ ทั่วโลกอาจมองว่านี่เป็นโอกาสในส่งเสริมเจตนาที่จะผลักดันความทะเยอทะยานของพวกเขา และเผยว่าสหราชอาณาจักรยังคงมีเจ้าหน้าที่เคียฟ แต่ได้ย้ายเจ้าหน้าที่บางส่วนไปยังภาคตะวันตกของยูเครน (ซึ่งไกลจากความเสี่ยงจากการรุกราน)

Photo by Thibault Camus / POOL / AFP

สหรัฐชี้การหนุนรัสเซียเงียบๆ ของจีนน่าเป็นห่วงมาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675697

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 13:00 น.สหรัฐชี้การหนุนรัสเซียเงียบๆ ของจีนน่าเป็นห่วงมาก

สหรัฐระบุว่าการแสดงท่าทีหนุนรัสเซียแบบเงียบๆ ในวิกฤตยูเครนของจีนน่าเป็นห่วงมาก

สำนักข่าว AFP รายงานว่า จอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐระบุว่า ท่าทีหนุนจุดยืนของรัสเซียแบบเงียบๆ ในกรณีความตึงเครียดยูเครนของจีนน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เนื่องจากมหาอำนาจตะวันตกเกรงว่ารัสเซียจะบุกยูเครนในเร็วๆ นี้

“การหนุนหลังรัสเซียแบบเงียบๆ หากคุณจะทำ เป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างยิ่ง และยิ่งทำให้สถานการณ์ความมั่นคงในยุโรปแย่ลงไปอีก” เคอร์บีเผยกับผู้สื่อข่าว

การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ถือเป็นการติติงจีนที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ประกาศความร่วมมือกับรัสเซียในทุกแง่มุมและคัดค้านการขยับขยายกลุ่มนาโตระหว่างหารือกับประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ก่อนพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่จีนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

Photo by Kenzaburo FUKUHARA / POOL / AFP

สหรัฐเชื่อ ‘ไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย’ รัสเซียจะบุกยูเครนเมื่อไรก็ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675694

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 12:30 น.สหรัฐเชื่อ 'ไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย' รัสเซียจะบุกยูเครนเมื่อไรก็ได้

“เราไม่เชื่อว่าจะมีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย การปฏิบัติการทางทหารเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และเป็นไปได้อย่างยิ่งที่รัสเซียจะเคลื่อนไหวโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า” โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐกล่าว

วันนี้ (15 ก.พ.) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าสหรัฐไม่เชื่อว่าประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียจะ “ตัดสินใจขั้นสุดท้าย” ว่าจะบุกยูเครนหรือไม่ แต่เขาสามารถเคลื่อนไหวได้ทุกเมื่อโดยไม่มีคำเตือนล่วงหน้า

จอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะรุกรานยูเครน “เรายังไม่เชื่อว่าจะมีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย การปฏิบัติการทางทหารสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และเป็นไปได้อย่างยิ่งที่เขาจะเคลื่อนไหวโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า”

ด้านเน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐเห็นว่าไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนของการลดระดับความรุนแรงที่ชายแดนรัสเซีย-ยูเครน

“เราเชื่อว่าการเจรจาจะยังคงดำเนินต่อไป เราเชื่อว่ายังคงมีหนทางในการแก้ปัญหานี้ผ่านการเจรจาและการทูต” ไพรซ์กล่าว

เคอร์บียังเปิดเผยว่า ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีแผนเดินทางไปยุโรปในวันอังคารนี้เพื่อเจรจาวิกฤต โดยจะจัดการประชุมที่สำนักงานใหญ่ของ NATO ในกรุงบรัสเซลส์ รวมถึงเยือนโปแลนด์ และลิทัวเนีย

ขณะที่แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐประกาศเมื่อวันที่ 14 ก.พ. ว่าสหรัฐมีแผนย้ายสถานทูตจากกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ไปยังลวิฟ เมืองทางตะวันตก โดยอ้างถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นเมื่อรัสเซียระดมกำลังทหารประชิดชายแดนยูเครน

โดยบลิงเคนยืนยันว่าสหรัฐจะดำเนินการทางการทูตอย่างเต็มที่เพื่อลดความรุนแรงของวิกฤต และเรียกร้องให้พลเมืองสหรัฐออกจากยูเครนโดยทันที

Photo by Thibault Camus / POOL / AFP

ทหารรับจ้างรัสเซียปรากฏตัวในยูเครน หวั่นเป็นสัญญาณบุก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675683

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 11:30 น.ทหารรับจ้างรัสเซียปรากฏตัวในยูเครน หวั่นเป็นสัญญาณบุก

แหล่งข่าวตะวันตกเผยทหารรับจ้างซึ่งเชื่อมโยงกับสายลับรัสเซียปรากฏตัวมากขึ้นในยูเครน

สำนักข่าวรอยเตอร์สอ้างแหล่งข่าวตะวันตกระบุว่าทหารรับจ้างรัสเซียซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับสายลับรัสเซียปรากฏตัวมากขึ้นในยูเครนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างความวิตกกังวลในหมู่สมาชิก NATO ว่ารัสเซียอาจพยายามสร้างสถานการณ์เพื่อใช้เป็นข้ออ้างสำหรับการบุกรุกยูเครน

เช่นเดียวกับรายงานจากสหรัฐก่อนหน้านี้ซึ่งเตือนว่ารัสเซียอาจมีแผนที่จะสร้างสถานการณ์ว่าเป็นฝ่ายถูกโจมตี เพื่อใช้เป็นข้ออ้างที่จะรุกรานยูเครน หลังจากที่ระดมกำลังทหารกว่า 130,000 นายเข้าประชิดชายแดนยูเครน

แหล่งข่าวซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านความมั่นคงของตะวันตก 3 รายกล่าวกับรอยเตอร์สว่าความกังวลของพวกเขาเพิ่มมากขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเกรงว่าการรุกรานของรัสเซียอาจมาในรูปแบบสงครามสารสนเทศ (information war) หรือการโจมตีทางไซเบอร์ต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของยูเครน อาทิ เครือข่ายไฟฟ้า และก๊าซ

แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวว่า มีแนวโน้มว่าทหารรับจ้างภายใต้การกำกับดูแลของรัสเซียจะมีส่วนร่วมในการสู้รบในยูเครน ซึ่งอาจรวมถึงข้ออ้างสำหรับการบุกรุก โดยกลุ่มทหารรับจ้างได้จัดหาอาวุธ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษที่มีประสบการณ์ และการฝึกทหาร ให้กับกองกำลังติดอาวุธที่สนับสนุนรัสเซียในยูเครนตะวันออก

ทั้งนี้ แหล่งข่าวชี้ว่าทหารรับจ้างเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับบริษัททหารเอกชนของรัสเซีย (PMC) ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหน่วยความมั่นคงกลาง (FSB) หน่วยข่าวกรองของรัฐบาลประเทศรัสเซีย ที่ได้รับสืบทอดมาจากหน่วยสืบราชการลับของสหภาพโซเวียต

อย่างไรก็ตาม ทางการรัสเซียกล่าวกับรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่ผ่านมาว่ารัสเซียไม่ได้เสริมความแข็งแกร่งในดินแดนยูเครน และไม่มีกองทัพรัสเซียประจำการอยู่ในประเทศยูเครน และยืนยันมาตลอดว่าไม่ได้มีแผนที่จะบุกยูเครนแต่อย่างใด

รอยเตอร์สไม่สามารถติดต่อกับกลุ่มทหารรับจ้างในยูเครนเพื่อขอความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว

Photo by Handout / Russian Defence Ministry / AFP

หยุดขู่ได้แล้ว ผู้นำยูเครนเย้ยสื่อตะวันตกปั่นวันรัสเซียบุก 16 ก.พ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675674

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 10:23 น.หยุดขู่ได้แล้ว ผู้นำยูเครนเย้ยสื่อตะวันตกปั่นวันรัสเซียบุก 16 ก.พ.

โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประกาศ ‘วันแห่งความสามัคคี’ ในวันที่ 16 ก.พ. โดยอ้างว่าเป็นวันบุกรุกที่เป็นไปได้

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เรียกร้องให้ชาวยูเครนโบกธงของประเทศจากอาคารบ้านเรือนและร้องเพลงชาติพร้อมกันในวันที่ 16 ก.พ. ซึ่งเป็นวันที่สื่อตะวันตกบางส่วนอ้างว่าอาจเป็นจุดเริ่มต้นการบุกรุกของรัสเซีย 

เจ้าหน้าที่ยูเครนเน้นว่าเซเลนสกีไม่ได้คาดการณ์การโจมตีในวันนั้น แต่ตอบโต้ต่อรายงานของสื่อต่างประเทศ องค์กรสื่อตะวันตกหลายแห่งอ้างคำพูดของสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ที่อ้างถึงวันที่กองทัพรัสเซียพร้อมสำหรับการโจมตี

“พวกเขาบอกเราว่า 16 ก.พ. จะเป็นวันโจมตี เราจะทำให้มันเป็นวันแห่งความสามัคคี” เซเลนสกีกล่าวในวิดีโอที่ส่งถึงประชาชนในชาติ

“พวกเขากำลังพยายามขู่เข็ญเราด้วยการตั้งชื่อวันที่สำหรับการเริ่มปฏิบัติการทางทหารอีกครั้ง” เซเลนสกีกล่าว “ในวันนั้น เราจะแขวนธงประจำชาติ สวมธงสีเหลืองและสีน้ำเงิน และแสดงให้โลกเห็นถึงความสามัคคีของเรา”

เซเลนสกีพูดมานานแล้วว่า แม้เขาเชื่อว่ารัสเซียกำลังคุกคามประเทศของเขา ความเป็นไปได้ที่การโจมตีที่ใกล้จะเกิดขึ้นนั้นเป็นการพูดเกินจริงจากพันธมิตรชาติตะวันตกของยูเครน 

มีคาอิโล โปดอลยัก ที่ปรึกษาเสนาธิการของเซเลนสกีบอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ประธานาธิบดียูเครนกำลังตอบโต้ในรายงานของสื่อตะวันตกในทำนองประชัดประชันเรื่องที่สื่อเหล่านี้ปั่นกระแสการรุกราน

“เป็นที่เข้าใจกันดีอยู่แล้วว่าทำไมชาวยูเครนในปัจจุบันถึงสงสัยเกี่ยวกับ ‘วันที่เฉพาะเจาะจง’ ต่างๆ ของสิ่งที่เรียกว่า ‘การเริ่มต้นของการบุกรุก’ ที่ประกาศในสื่อต่างๆ” เขากล่าว “เมื่อ ‘การเริ่มต้นของการบุกรุก’ กลายเป็นกำหนดวันแบบลอยไปลอยมา เราจึงสามารถตอบโต้การประกาศของสื่อดังกล่าวด้วยการประชดเท่านั้น”

ทำเนียบของเซเลนสกีออกคำสั่งกฤษฎีกาเรียกร้องให้ทุกหมู่บ้านและเมืองในยูเครนชักธงของประเทศในวันพุธ และให้คนทั้งประเทศร้องเพลงชาติในเวลา 10.00 น. นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้เพิ่มเงินเดือนของทหารและเจ้าหน้าที่รักษาชายแดน

เจ้าหน้าที่สหรัฐกล่าวว่าพวกเขาไม่ได้คาดการณ์ถึงการโจมตีโดยประธานาธิบดีรัสเซียวลาดิมีร์ ปูตินในวันใดวันหนึ่ง แต่เตือนซ้ำ ๆ ว่าอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

“ผมจะไม่ระบุวันที่แน่นอน ผมคิดว่ามันคงไม่ฉลาด ผมจะบอกคุณว่ามันเป็นไปได้ทั้งหมดที่เขาสามารถเคลื่อนไหวได้โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า” จอห์น เคอร์บี โฆษกเพนตากอนกล่าวกับผู้สื่อข่าว ก่อนหน้านี้ เคอร์บีกล่าวว่ารัสเซียยังคงเพิ่มขีดความสามารถทางการทหารที่ชายแดนยูเครน

Photo – REUTERS/Gleb Garanich

ตลาดหุ้นจะ ‘พัง’ และน้ำมันจะ ‘พุ่ง’ แค่ไหนถ้าเกิดสงคราม?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675635

วันที่ 14 ก.พ. 2565 เวลา 20:39 น.ตลาดหุ้นจะ 'พัง' และน้ำมันจะ 'พุ่ง' แค่ไหนถ้าเกิดสงคราม?

บทความทัศนะ – การทำสงครามเพื่อเกียรติยศและศักดิ์ศรี เป็นสงครามของพระราชายุคโบราณ

กับผู้นำยุคใหม่ การทำสงครามคือการแย่งชิง “ทุน” และ “ทรัพยากร” มันอาจจะอยู่ในรูปของดินแดนหรือผู้คนก็ได้

นักทฤษฎีสมคบคิดอาจจะเชื่อว่าสงครามยุคใหม่เป็นการยั่วยุของนักอุตสาหกรรมอาวุธที่มีอิทธิพลเหนือบางประเทศ คนพวกนี้กระหายสงคราม เพราะสงครามจำเป็นต้องใช้อาวุธ

บางทฤษฎีสมคบคิดเชื่อว่าผู้นำบางคนก่อสงครามเพื่อกลบเกลื่อนความผิดพลาดในบ้านตัวเอง

ไม่ว่าจะอย่างไร สงครามยุคนี้เกี่ยวพนกับเศรษฐกิจโลกจนแยกออกแทบไม่ได้ อย่างที่เห็นว่าข่าวการรเกิดสงครามทำให้ “ทุน” ในตลาดสะดุ้งอยู่เรื่อยๆ ทั้งทุนในตลาดเงินและทุนที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์

แต่ก็ดูเงื่อนไขหลายๆ อย่างด้วย ไม่ใช่ว่าพอเกิดสงครามขึ้นมาจะทำให้เศรษฐกิจโลก-ตลาดทุนถึงกาลล่มสลาย

อย่างรัสเซียเป็นผู้ส่งออกข้าวสาลีที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ของโลกส่วนยูเครนอยู่ในอันดับ 6 ของโลก กลิ่นของสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนจึงทำให้ราคาข้าวสาลีทะยานขึ้นมา

แต่ในบรรดาสินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมันมีความเปราะบางที่สุด นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าน้ำมันก็จ่อจะถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและบางคนว่าอาจจะไปถึง 120 ดอลลาร์

นั่นพราะรัสเซียคือผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก หากมีการคว่ำบาตรรัสเซียขึ้นมา การส่งออกน้ำมันจะมีปัญหาแน่นอน รวมถึงก๊าซธรรมชาติ ซึ่งรัสเซียเป็นผู้ส่งออกมากที่สุดอันดับ 1 ของโลก

แต่เพราะทุกประเทศในโลกต้องการน้ำมันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในยุหลังโควิด (ที่เชื่อว่าน่าจะใกล้ปิดฉากแล้ว) การคว่ำบาตรน้ำมัน-ก๊าซจากรัสเซียจึงเป็นการฆ่าตัวตายกันเห็นๆ

ดังนั้นเราจึงเห็นชาติตะวันตกขู่รัสเซียโดยใช้คำว่า ถ้าบุกยูเครนล่ะก็ รัสเซียจะเจอกับผลกระทบที่หนักหน่วง แต่ไม่ยอมบอกตรงๆ ว่าจะคว่ำบาตร เพราะมันเป็นคำที่สุ่มเสี่ยงเกินไปที่จะ “เข้าตัว”

เหมือนสำนวนภาษาอังกฤษว่า “ปืนลั่นเข้าใส่ตีนตัวเอง”

ชาติตะวันตกอาจจะคว่ำบาตรรัสเซียจริง แต่ต้องคิดดีๆ ไม่ให้กระทบต่อความต้องการน้ำมันของโลก

น้ำมันยังมีผลต่อตลาดหุ้นโดยตรง ตลาดหุ้นนั้นตามปกติก็หวั่นไหวกับความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาตร์สำคัญอยู่แล้ว แต่มันจะยิ่งผวาหนักหากพื้นที่ขัดแย้งเกี่ยวข้องกับน้ำมันโลกโดยตรง

ต่อไปนี้คือตรรกะพื้นฐานในเชิงเศรษฐศาสตร์ – นั่นก็เพราะหากน้ำมันพุ่งขึ้น ผู้บริโภคจะต้องใช้จ่ายมากขึ้น จนต้องลดการใช้จ่ายด้านอื่นๆ เมื่อผู้บริโภคใช้จ่ายลดลง ผลประกอบการภาคธุรกิจก็จะลดลง ทำให้ตลาดหุ้นซบเซาไปด้วย

อีกแง่หนึ่ง น้ำมันที่แพงขึ้น ทำให้ต้นทุนภาคธุรกิจสูงขึ้น และอีกแง่หนึ่ง น้ำมันที่แพงขึ้นทำให้นักลงทุนหวั่นไหวกับอนาคต ทำให้แบกรับความเสี่ยงด้านการลงทุน (ERP) เพิ่มขึ้น แรงกดดันจึงไปตกลงกับราคาหุ้น

ว่ากันตามหลักการแล้ว น้ำมันที่แพงขึ้นจะส่งผลต่อตลาดหุ้นแบบนี้ ดังนั้น หากเกิดตูมตามขึ้นในแถวๆ ยูเครนแล้วชาติตะวันตกเกิดหน้ามืดไปคว่ำบาตรรัสเซียขึ้นมา ตลาดหุ้นก็จะต้องรับวิบากกรรมในลักษณะนี้

ไม่ใช่ทุกครั้งที่มันจะเป็นไปตามตรรกะนี้ และมีงานวิจัยของ Fed ออกมาว่าแล้วยอมรับว่าเดาไม่ถูกว่าราคาน้ำมันกระทบต่อราคาหุ้นแค่ไหน แต่ก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าราคาน้ำมันมีผลต่อราคาหุ้นแค่เล็กน้อย 

ดังนั้นเราจึงขออนุมานตามตรรกะคลาสสิกไปก่อนว่า “น้ำมันแพง หุ้นจะตก”

นอกจากน้ำมันแล้ว หุ้นยังสั่นไหวกับการทำสงครามหรือไม่? (สมมติว่าสงครามยูเครน-รัสเซียไม่เกี่ยวกับน้ำมันเลย)

ลองดูการวิจัยโดย LPL Financial เกี่ยวกับผลกระทบของสงครามต่อดัชนีหุ้น ตั้งแต่การโจมตีที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ปี 1941 (สงครามโลกครั้งที่ 2) เรื่อยมาจนถึงความขัดแย้งกึ่งๆ สงคราม คือการสังหารนายผลของอิหร่าน (ปี 2020) พบว่า ตลาดหุ้นมีความต้านทานต่อความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ – พูดสั้นๆ ก็คือ “ตลาดหุ้นไม่สะเทือน”

เมื่อดูสถิติของดัชนี S&P 500 ในช่วงที่เกิดสงคราม/ความขัดแย้งต่างๆ จะพบว่ามันไม่ได้ตื่นตระหนกจนตกลงเกินกว่า 6% เลย เฉลี่ยแล้วดัชนีจะตกลง 1.2% เท่านั้น

แล้วสมมติว่าถ้ากรณียูเครนกลายเป็นสงครามโลกขึ้นมา (อย่างที่บางคนหวั่นใจ)?

พิจารณาจากสงครามใหญ่ๆ ครั้งที่ผ่านมา เบน คาร์ลสัน (Ben Carlson) ผู้อำนวยการฝ่ายการจัดการสินทรัพย์สถาบันที่ Ritholtz Wealth Management บอกว่า “ตั้งแต่เริ่มสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1939 จนถึงสิ้นสุดในปลายปี 1945 ดาวโจนส์เพิ่มขึ้นทั้งหมด 50% มากกว่า 7% ต่อปี ดังนั้น ในช่วงสงครามครั้งเลวร้ายที่สุดสองครั้งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ตลาดหุ้นสหรัฐก็ขึ้น รวมกัน 115%”

พูดสั้นๆ คือตลาดหุ้นไม่สะเทือน อาจจะมีผวา มันอาจจะตกลงมากกว่าอัตราเฉลี่ย 1.2% แน่นอน แต่มันจะไม่ลากยาวจนถึงกับล่มสลาย

ที่ต้องจับตาไม่ใช่เมื่อเกิดสงครามแล้ว เพราะจากประสบการณ์ในอดีตตลาดจะไม่ตื่นตูม ให้จับตา “ก่อน” จะเกิดสงครามมากกว่า เพราะมันง่ายที่สถานการณ์จะถูกปั่นให้ตื่นตระหนก (จนเกินจริง)

และอย่าลืมว่า ตลาดทุนเป็นสมรภูมิแห่งการเก็งกำไรสู้กัน มันมีกลเม็ดเด็ดพรายมากมายที่จะสร้างกำไรจากข่าวร้าย และทำให้ข่าวดีเป็นฝันร้ายของบางคนก็ได้

บทความทัศนะโดย – ไทยแลเทศ

Russian Defence Ministry/Handout via REUTERS

‘กังวลแต่ไม่ตื่นตระหนก’ ชาวยูเครนคิดอย่างไรกับสงครามที่อาจเกิดขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675633

วันที่ 14 ก.พ. 2565 เวลา 19:15 น.'กังวลแต่ไม่ตื่นตระหนก' ชาวยูเครนคิดอย่างไรกับสงครามที่อาจเกิดขึ้น

คำบอกเล่าจากชาวยูเครน ใช้ชีวิตอย่างไรหลังทั่วโลกจับตารัสเซียเตรียมบุก

แม้ว่ารัสเซียจะปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่ได้มีแผนที่จะบุกยูเครนแต่อย่างใด แต่บรรดาสื่อต่างประเทศกำลังเกาะติดสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซีย-ยูเครนอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลว่ารัสเซียจะบุกยูเครนพร้อมที่จะบุกยูเครนได้ทุกเมื่อ หลังระดมกำลังทหารมากกว่า 100,000 นายเข้าประชิดชายแดนยูเครน ขณะที่ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้น

The Guardian เปิดเผยคำบอกเล่าจากชาวยูเครน ซึ่งพบว่าพวกเขาส่วนใหญ่ยังคงใช้ชีวิตตามปกติ โดยมองว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะยูเครนมีความขัดแย้งกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียมาตั้งแต่ปี 2014 แต่ก็ยังมีความกังวลอยู่บ้าง

มันก็น่ากังวล

“สัปดาห์ที่แล้วฉันไปซูเปอร์มาเก็ตและตุนอาหารบางอย่างเอาไว้ สิ่งแรกที่เข้ามาในความคิดคือสิ่งที่ทำตอนเกิดโรคระบาดเลย ฉันตุนอาหารที่สามารถเก็บไว้ได้นาน เช่น พาสต้า น้ำมันมะกอก อาหารกระป๋อง ข้าว แต่ฉันก็ไม่เห็นใครตื่นตระหนกตุนข้าวของกันนะ” จูเลีย วัย 34 ปี จากคิโรโวหราด เมืองในภาคกลางของยูเครน

“มันก็มีความรู้สึกไม่สบายใจเป็นปกติ บางครั้งก็ต้องใช้ยานอนหลับ” จูเลียกล่าวต่อ “ฉันอยู่ในภาคกลางของยูเครน กึ่งกลางระหว่างกรุงเคียฟกับไครเมีย มันยังห่างไกลภาคตะวันออกและเคียฟซึ่งสถานการณ์แย่กว่านี้มาก”

จูเลียเล่าว่าผู้คนที่นั่นรู้สึกตื่นตระหนกกว่าเธอมาก เพราะพวกเขารู้สึกว่าเป็นเป้าหมายหลัก เธอมีเพื่อนคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในเคียฟกล่าวว่าหลายคนที่นั่นสมัครเรียนหลักสูตรการป้องกันตัว หรือแม้แต่ซื้อปืนไรเฟิลล่าสัตว์

Photo by Sergei SUPINSKY / AFP

“ฉันอาศัยอยู่กับลูกสาววัย 3 ขวบครึ่งและพ่อแม่ที่เกษียณแล้ว ลูกสาวของฉันและฉันมีหนังสือเดินทางยุโรป เพราะสามีของฉันเป็นชาวฝรั่งเศส แต่ฉันทนไม่ได้ที่จะทิ้งพ่อแม่ไว้ข้างหลัง”

ถ้ายูเครนบุก เราก็จะสู้

ดิมิโทร วัย 27 ปี จากกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนเผยว่า “หลายคนคิดไว้แล้วว่าจะทำอย่างไรในกรณีที่เกิดการบุกรุก จะหนีไปที่ไหน หรือไปกับใคร แต่ผมไม่ต้องการหนีไปไหน ผมไม่ต้องการออกจากยูเครน ถ้ามีการบุกรุกผมจะร่วมมือกับกองทัพ” เช่นเดียวกับชาวยูเครนอีกหลายคนที่พร้อมจับอาวุธเพื่อปกป้องประเทศจากการรุกรานของรัสเซีย

หากถามว่ารัสเซียจะบุกจริงไหม ดิมิโทรมองว่ายังไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ “การบุกรุกอาจเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ อาจจะ 50/50 แต่ 50 ก็เยอะนะ”

“ทุกคนดูกังวลนะ แต่ไม่ตื่นตระหนก สงครามและการคุกคามทางทหารจากรัสเซียมันเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา”

“แต่ตอนนี้มันกลายเป็นประเด็นหลักสำหรับสื่อ และกลายเป็นเรื่องปกติที่ชาวยูเครนนำมาพูดคุยกัน ผู้คนคุยกันว่าจะสู้หรือไม่สู้ หรือจะหนีไปที่ไหนสักแห่งในยุโรป…คลิปวิดีโอแนะนำบนยูทูบก็เต็มไปด้วยคลิปแนว “วิธีเตรียมตัวสำหรับการเอาตัวรอดในสงคราม”…บางคนกำลังกักตุนข้าวของบางอย่าง แต่ก็ไม่เยอะนะ ร้านค้าก็ยังเต็มไปด้วยสินค้า”

Photo by Sergei SUPINSKY / AFP

ความตึงเครียดที่น่ากลัว

“ฉันดูข่าวทุกๆ 30-40 นาที และมันส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตมากๆ แต่ฉันหยุดไม่ได้ และคิดอะไรไม่ออก…ฉันเป็นห่วงครอบครัวมาก ลูกสาววัย 4 ขวบและสามี พวกเราต้องการใช้ชีวิตในประเทศที่รัก ในเมืองที่รัก อยู่ในสังคมประชาธิปไตยแบบยุโรป ฉันต้องการวางแผนสำหรับอนาคต มีลูกอีกคน ไปเที่ยวรอบโลก”

“แต่ตอนนี้ฉันวางแผนอะไรไม่ได้เลย แม้แต่การเดินทางไปเยี่ยมญาติ เพราะฉันไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น” อนาสตาเซีย วัย 34 ปี จากโอเดสซา หนึ่งในสมรภูมิสำคัญในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

“ทุกอย่างเงียบสงบบนท้องถนน คุณอาจคิดว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้คนต่างพยายามใช้ชีวิตของพวกเขา แต่ฉันสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดที่น่ากลัว ผู้คนพยายามเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงการโจมตีของรัสเซียที่อาจเกิดขึ้น แม้แต่ที่บ้านเราก็พยายามไม่พูดถึงมัน”

“แต่ทุกคนอ่านข่าวทุกวัน แล้วฉันก็เห็นความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นในสายตาเพื่อน เพื่อนบ้าน และครอบครัว” อนาสตาเซียกล่าว “สามีบอกกับฉันว่าถ้าสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ให้ฉันและลูกหนีออกนอกประเทศ ส่วนเขาจะอยู่เพื่อต่อสู้”

ไม่มีใครตื่นตระหนก

ในทางกลับกันโรเดียน วัย 37 ปี จากโอเดสซา กล่าวว่า ผู้คนต่างพูดคุยกันถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ไม่มีใครตื่นตระหนก ทุกคนใช้ชีวิตของตัวเองต่อไป ผู้คนยังคงช้อปปิ้ง ไปทำงาน ไปโรงเรียน ไปธนาคารเหมือนเคย โดยไม่มีวี่แววสิ้นหวังหรือไม่ไว้วางใจ

“แม้ว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาจะมีความตึงเครียดขึ้นเล็กน้อยหลังจากที่สถานทูตอเมริกันสั่งให้เจ้าหน้าที่กลับบ้าน แต่ก็อย่างที่ประธานาธิบดียูเครนกล่าว เราต้องไม่ลืมว่าสงครามเริ่มตั้งแต่ปี 2014 เมื่อรัสเซียผนวกไครเมีย เพียงเพราะยูเครนไม่ได้เป็นศูนย์กลางของสื่อทั้งหมดในโลก ไม่ได้หมายความว่าไม่มีสงคราม มีคนเสียชีวิตไปราว 14,000 รายแล้ว…ผมคิดว่าสำหรับครอบครัวของผมและคนอื่นๆ พวกเขาไม่รู้สึกว่าวิกฤตครั้งนี้เป็นเรื่องใหม่”

โรเดียนเสริมว่า เมืองโอเดสซาเป็นศูนย์กลางของกองทัพเรือในยูเครน ดังนั้นจึงมีเรือของกองทัพเรืออยู่รอบๆ รวมถึงเรือของ NATO ด้วย ซึ่งเขามองว่าสิ่งนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าได้รับการปกป้องมากขึ้นเล็กน้อย

“คนที่นี่สนับสนุนยูเครนอย่างมาก พวกเขาสนับสนุนความเป็นอิสระ พวกเขาสนับสนุนความช่วยเหลือจากอเมริกาและอังกฤษ” โรเดียนกล่าว พร้อมเล่าว่าเขาอาศัยอยู่ที่อังกฤษมา 8 ปีแล้ว แต่กลับมาที่โอเดสซาในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อเยี่ยมครอบครัว ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีที่เขาได้กลับบ้านเพราะโควิด-19 ระบาด

Photo by REUTERS/Umit Bektas