สหรัฐเตือนขณะนี้รัสเซียอาจบุกยูเครนได้ทุกเมื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675448

วันที่ 12 ก.พ. 2565 เวลา 10:22 น.สหรัฐเตือนขณะนี้รัสเซียอาจบุกยูเครนได้ทุกเมื่อ

ทำเนียบขาวเตือนรัสเซียอาจโจมตียูเครนได้ทุกเมื่อแม้แต่ช่วงที่การแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่จีนยังไม่จบ

เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐเตือนว่า รัสเซียอาจโจมตียูเครนได้ทุกเมื่อ แม้แต่ในช่วงที่กำลังแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่ประเทศจีนซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 20 ก.พ. นี้

“เราอยู่ในช่วงที่การจู่โจมอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อหาก วลาดิมีร์ ปูติน สั่งบุก” ซัลลิแวนเผยระหว่างการแถลงข่าว และย้ำว่ารัฐบาลสหรัฐไม่ได้บอกว่าประธานาธิบดีของรัสเซียตัดสินใจขั้นสุดท้ายแล้ว

“ผมจะไม่พูดถึงรายละเอียดของข่าวกรองของเรา แต่ผมจะบอกให้ชัดเจนว่ามันอาจเกิดขึ้นระหว่างโอลิมปิก แม้จะมีการคาดการณ์ว่ามันจะเกิดหลังโอลิมปิกเท่านั้นก็ตาม” ซัลลิแวนเผย

ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงเผยต่อว่า หากรัสเซียบุกยูเครน มีแนวโน้มว่าจะเริ่มต้นด้วยการทิ้งระเบิดทางอากาศและการโจมตีด้วยขีปนาวุธที่สามารถฆ่าพลเรือนได้ “ชาวอเมริกันในยูเครนควรออกมาให้เร็วที่สุด ไม่ว่าในกรณีใดๆ ภายใน 24-48 ชั่วโมงข้างหน้า”

ซัลลิแวนเผยถึงความคืบหน้าของสถานการณ์หลังจากประธานาธิบดี โจ ไบเดน และผู้นำชาติยุโรปอีก 6 คน ประธานกลุ่มนาโต และประธานสหภาพยุโรป หารือกันถึงวิกฤตที่ร้ายแรงที่สุดระหว่างตะวันตกกับรัสเซียนับตั้งแต่การสิ้นสุดสงครามเย็น

ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งเผยว่า ไบเดนเตรียมต่อสายพูดคุยกับปูตินในวันเสาร์นี้ ส่วนทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสระบุว่าประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง จะต่อสายหาผู้นำรัสเซียในวันเดียวกัน

ส่วนกระทรวงกลาโหมสหรัฐส่งทหารไปยังโปแลนด์เพิ่มอีก 3,000 นาย

Photo by Handout / Russian Defence Ministry / AFP

เปิดแผนวัคซีนสูตรใหม่จาก Sinovac ต้าน Omicron โดยเฉพาะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675432

วันที่ 11 ก.พ. 2565 เวลา 18:40 น.เปิดแผนวัคซีนสูตรใหม่จาก Sinovac ต้าน Omicron โดยเฉพาะ

ความหวังใหม่ของ Sinovac วัคซีนสูตรต้าน Omicron คาดพร้อมใช้ พ.ค. นี้

South China Morning Post รายงานว่าบริษัท Sinovac Biotech ผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19 ของจีนเปิดเผยแผนว่าภายในเดือนนี้จะมีการทดลองวัคซีนเข็มกระตุ้นสำหรับโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนในมนุษย์ โดยคาดว่าจะเริ่มจำหน่ายให้แก่ทั่วโลกภายในเดือนพ.ค.

เหมิง เหว่ยหนิง (Meng Weining) รองประธานบริษัท Sinovac Biotech (ฮ่องกง) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมาว่าการทดลองวัคซีนดังกล่าวในสัตว์ทดลองแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ

“วัคซีนตัวใหม่สำหรับโอมิครอนโดยเฉพาะสามารถกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันและระดับแอนติบอดีที่ค่อนข้างแข็งแกร่งในสัตว์ขนาดเล็ก ซึ่งสอดคล้องกับความคาดหวังของเรา…การทดลองวัคซีนในมนุษย์จะเริ่มขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และข้อมูลจากการทดลองจะถูกเปิดเผยในเดือนหน้า”

เหว่ยหนิงเชื่อมั่นว่าวัคซีนตัวใหม่นี้จะมีบทบาทสำคัญในการยุติการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก ตามรายงานของ CNBC

Sinovac กล่าวในแถลงการณ์เมื่อปลายปีที่แล้วหลังมีการพบโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนว่าวัคซีนตัวใหม่จะใช้เทคโนโลยีการผลิตเหมือนกับวัคซีนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน หมายถึงวัคซีนเชื้อตาย

Sinovac ไม่ใช่บริษัทเดียวที่เดินหน้าพัฒนาวัคซีนสำหรับสายพันธุ์โอมิครอนโดยเฉพาะ ด้าน Pfizer ยักษ์ใหญ่ด้านเภสัชกรรมของสหรัฐ และ AstraZeneca ของสหราชอาณาจักรก็คาดว่าวัคซีนเฉพาะจะพร้อมในฤดูใบไม้ผลินี้

แต่ Fortune กล่าวว่าสำหรับ Sinovac แล้วการพัฒนาวัคซีนสำหรับสายพันธุ์โอมิครอนโดยเฉพาะอาจมีความสำคัญมากกว่า เนื่องจากพบว่าวัคซีนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อต้องรับมือกับเชื้อโอมิครอน

โดยรายงานอ้างถึงผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางวิทยาศาสตร์ Nature เมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งพบว่าวัคซีนของ Sinovac จำนวน 2 โดสไม่สามารถผลิตแอนติบอดีที่เป็นกลาง (Neutralizing antibody) ที่มากพอต่อโอมิครอน

รวมถึงการวิจัยอีกฉบับจากนักวิจัยฮ่องกงเมื่อเดือนธ.ค. พบว่าวัคซีน Sinovac จำนวน 3 โดสผลิตแอนติบอดีไม่เพียงพอต่อการป้องกันโอมิครอนเช่นกัน

ตามรายงานของ Bloomberg สภาหอการค้ายุโรปในฮ่องกงชี้ว่าจีนมีแนวโน้มที่จะไม่เปิดประเทศจนกว่าจะมีการเปิดตัววัคซีนชนิด mRNA ที่ผลิตขึ้นเองในประเทศ และฉีดให้แก่ประชากรชาวจีนเสียก่อน ซึ่งขณะนี้จีนก็กำลังเร่งมืออยู่

อย่างไรก็ตาม วัคซีนสำหรับสายพันธุ์โอมิครอนโดยเฉพาะของ Sinovac ก็เป็นอีกหนึ่งความหวังที่จะเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับชาวจีนและเดินหน้าเปิดประเทศต่อไป

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

เมื่อ OnlyFans เกาะกระแสคริปโต ร่วมลงสนาม NFT

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675422

วันที่ 11 ก.พ. 2565 เวลา 17:10 น.เมื่อ OnlyFans เกาะกระแสคริปโต ร่วมลงสนาม NFT

OnlyFans เปิดฟีเจอร์ใหม่ รองรับภาพโปรไฟล์ NFT

OnlyFans แพลตฟอร์มที่กำลังมาแรงและเป็นที่รู้จักด้านคอนเทนต์ 18+ ร่วมลงสนาม NFT โดยการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ให้ผู้ใช้สามารถนำ NFT มาตั้งเป็นภาพโปรไฟล์ได้แล้ว

“ภารกิจของเราคือส่งเสริมศักยภาพของครีเอเตอร์อย่างเต็มที่ ซึ่งฟีเจอร์นี้เป็นก้าวแรกในการสำรวจบทบาทของ NFT บนแพลตฟอร์มของเรา” Ami Gan ซีอีโอของ OnlyFans กล่าวกับ Reuters

โดยฟีเจอร์ดังกล่าวรองรับเฉพาะ NFT ที่สร้างขึ้นบนบล็อกเชนของ Ethereum เท่านั้น ซึ่งจะมีไอคอน Ethereum ขึ้นบนภาพโปรไฟล์ของผู้ใช้งานเพื่อแสดงว่าเป็นภาพ NFT ของแท้

TechCrunch ระบุว่าการที่ OnlyFans เปิดใช้งานฟีเจอร์ตั้งภาพโปรไฟล์เป็น NFT อาจเป็นการปูทางไปสู่อนาคตในวงการคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งอาจเป็นอนาคตของธุรกิจสื่อ 18+

นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอีกหลายรายที่ร่วมลงสนาม NFT เช่นกัน โดยก่อนหน้านี้ Twitter และ Reddit ก็ได้ประกาศถึงฟีเจอร์ใหม่ในลักษณะเดียวกันนี้

เช่นเดียวกับ Neal Mohan ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ YouTube ซึ่งกล่าวว่า “เราเชื่อว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างบล็อกเชน และ NFT สามารถช่วยให้ครีเอเตอร์สร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับแฟนๆ ของพวกเขา”

รวมถึง Adam Mosseri ผู้บริหารสูงสุดของ Instagram ก็เปิดเผยว่าบริษัทกำลังทำงานเกี่ยวกับ NFT

NFT (Non-fungible tokens) สินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้บล็อกเชนได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา โดยมูลค่าการซื้อขายในตลาดสูงขึ้นอย่างมากในปีที่แล้ว ขณะที่อีกด้านหนึ่งมองว่าเป็นแหล่งก่ออาชญากรรมทางการเงินรวมถึงการฟอกเงิน

ทั้งนี้ OnlyFans เปิดตัวในปี 2016 ก่อนที่จะได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากเป็นช่องทางให้ครีเอเตอร์สามารถสร้างรายได้จากการขายคอนเทนต์ให้แก่ผู้ติดตามได้โดยตรง

Photo by REUTERS/Andrew Kelly/File Photo

Bhangarh Fort ป้อมต้องคำสาปสุดหลอนในอินเดีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675416

วันที่ 11 ก.พ. 2565 เวลา 16:34 น.Bhangarh Fort ป้อมต้องคำสาปสุดหลอนในอินเดีย

ชาวอินเดียถึงกับขนานนามให้ป้อมปราการบันการห์แห่งราชาสถานเป็นสถานที่ที่หลอนมากที่สุดในประเทศ

ป้อมปราการบันการ์ (Bhangarh Fort) ถูกสร้างขึ้นในรัฐราชาสถานของอินเดียในศตวรรษที่ 17 โดย บักวันต์ ดาส สมาชิกราชวงศ์กาชวาหาที่ปกครองเมืองแอมเบอร์ เพื่อมอบเป็นของขวัญให้บุตรชายที่ชื่อ มาโธ สิงห์ ก่อนจะถูกปล่อยทิ้งร้างซึ่งทำให้เกิดเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าป้อมบันการ์แห่งราชาสถานแห่งนี้ต้องคำสาป

ตำนานต้องคำสาปที่ถูกพูดถึงมากที่สุดมีอยู่ 3 เรื่องคือ เรื่องเกี่ยวกับเงา เรื่องมนต์ดำ และความมืด

ชาวอินเดียเล่าขานกันต่อๆ มาว่า ตอนที่ป้อมนี้ถูกสร้างขึ้น บักวันต์ ดาส ตกลงกับกูรูนามว่า บาลู นาถ ซึ่งอาศัยเนินเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของป้อมบันการห์เป็นสถานที่นั่งสมาธิว่า ตัวป้อมหรือเงาของป้อมจะไม่บดบังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของกูรูรายนี้ซึ่ง บักวันต์ ดาส ปฏิบัติตามข้อตกลงด้วยดีตลอดมา

ทว่าพอมาถึงรุ่นลูกคือ อาจาบ สิงห์ เขาได้ต่อเติมป้อมปราการให้สูงขึ้นหลังจากที่พ่อเสียชีวิต จนเงาของป้อมทอดไปบังสถานที่ของ บาลู นาถ ด้วยความโกรธที่อาจาบไม่รักษาสัญญา กูรูรายนี้จึงสาปให้ตัวป้อมและหมู่บ้านรอบๆ พังพินาศ

ป้อมบันการห์ ภาพ: wikipedia/Deepak G Goswami

ตำนานเรื่องต่อมามีอยู่ว่า ความสวยของเจ้าหญิงรัตนาวตี บุตรสาวของ ฉัตร สิงห์ ซึ่งบุตรชายของ มาโธ สิงห์ เจ้าของป้อม เป็นที่เลื่องลือไปทั่วบ้านทั่วเมืองถึงขนาดมีคนมาขอแต่งงานด้วยมากมาย รวมทั้งนักบวชรายหนึ่งที่หลงใหลรูปโฉมของเจ้าหญิง

ด้วยความที่กลัวว่าตัวเองคงจะไม่ได้รับความสนใจจากเจ้าหญิง วันหนึ่งเมื่อคนดูแลออกมาซื้อน้ำหอมที่ตลาดให้เจ้าหญิง นักบวชรายนี้จึงฉวยโอกาสร่ายมนต์ดำใส่น้ำหอมเพื่อให้เจ้าหญิงตกหลุมรัก แต่ว่าเจ้าหญิงรู้ตัวเสียก่อนจึงเทน้ำหอมใส่ก้อนหิน มนต์ดำนั้นทำให้ก้อนหินหลงรักนักบวชถึงขั้นที่พุ่งตัวเข้าไปหาจนทับเขาเข้าอย่างจังจนเสียชีวิต

แต่ก่อนเสียชีวิตนักบวชรายนี้ได้เปล่งวาจาสาปแช่งเจ้าหญิงรัตนาวตี ครอบครัวของเจ้าหญิง และหมู่บ้านแห่งนั้นให้อยู่ในสภาพที่ไม่มีใครสามารถมีชีวิตอยู่ได้ และจะไม่มีใครในป้อมหรือในหมู่บ้านได้ผุดได้เกิด ต้องเป็นผีเฝ้าป้อมแห่งนี้ไปตลอด

ปรากฏว่าในปีถัดมาเกิดสงครามระหว่างบันการห์และอาจาบการห์ซึ่งในที่สุดก็ทำให้เจ้าหญิงและทหารส่วนใหญ่เสียชีวิต

ป้ายเตือนนักท่องเที่ยว

นอกจากเรื่องคำสาปแช่ง ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับความลี้ลับอีกมากมาย แต่ที่ถูกพูดถึงกันมากที่สุดคือ การห้ามเข้าไปในป้อมบันการห์หลังพระอาทิตย์ตกดิน เรื่องนี้ยึดถือกันเคร่งครัดมากจนกรมสำรวจทางโบราณคดีของอินเดียต้องติดป้ายไว้หลายจุดในตัวป้อมเพื่อเตือนนักท่องเที่ยว

ชาวบ้านบอกว่าคนที่ฝ่าฝืนเข้าไปตอนกลางคืนจะไม่มีโอกาสกลับออกมาเล่าเรื่องราวข้างในอีกเลย ด้วยความเชื่อว่าบรรดาวิญญาณจะออกมาในช่วงกลางคืน ซึ่งทำให้ป้อมปราการแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวเหนือธรรมชาติ

ถึงอย่างนั้นก็มีคนอยากลองของ 3 คนเข้าไปหลังพระอาทิตย์ตกดิน แม้ว่าทั้ง 3 คนจะมีไฟฉายติดตัวไปด้วย แต่จู่ๆ ก็มี 1 คนพลัดตกลงไปในบ่อน้ำ หลังจากอีก 2 คนที่เหลือช่วยขึ้นมาได้ก็รีบนำตัวส่งโรงพยาบาล ทว่าระหว่างทางพวกเขาเจอเข้ากับอุบัติเหตุสุดประหลาดจนเสียชีวิตทั้งหมด

และยังมีเรื่องเล่าว่ามีชาวบ้านหลายคนอ้างว่าได้ยินเสียงประหลาดดังออกมาจากป้อมในช่วงหลังพระอาทิตย์ตกดิน บางครั้งคล้ายเสียงหัวเราะ บางครั้งเป็นเสียงกรีดร้อง หรือเสียงดนตรี บางคนเห็นเงาคนอยู่ในป้อม

ความแปลกอีกอย่างหนึ่งของป้อมบันการห์คือ อาคารบ้านเรือนทุกหลังในพื้นที่รอบๆ ตัวป้อมไม่มีหลังคา ชาวบ้านเล่าว่าไม่ว่าจะพยายามสร้างหลังคากี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ล้วนพังทลายลงมาทุกครั้งไม่นานหลังจากนั้น และเหตุการณ์แบบนี้คร่าชีวิตผู้คนไปหลายคนแล้วในอดีต

ภาพ: wikipedia/Shahnawaz Sid

แรงแค้นเกาหลี “ฮันบกของข้า ที่จีนขโมยไป”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675349

วันที่ 11 ก.พ. 2565 เวลา 15:42 น.แรงแค้นเกาหลี "ฮันบกของข้า ที่จีนขโมยไป"

ชุดฮันบกที่เป็นส่วนเล็กจนคนแทบไม่สังเกตเห็นในพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่ปักกิ่ง กำลังเป็นประเด็นร้อนระหว่างจีนกับเกาหลีใต้

ในพิธีเปิดโอลิมปิกฤดูหนาวที่ปักกิ่ง มีตอนหนึ่งที่จีนอวดให้โลกเห็นถึงความหลากหลายทางเชื้อชาติที่มีชนกลุ่มน้อยต่างๆ ถึง 56 ชนชาติอยู่ด้วยกันอย่างกลมเกลียวและมีสิทธิเท่าเทียมกันในจีน

หนึ่งในชนกลุ่มน้อยของจีนคือชาวเกาหลี หรือที่เรียกว่า “เฉาเสี่ยนจู๋” หรือที่พวกเขาเรียกตัวเองว่า “โชซอนจก” คำๆ นี้เป็นชื่อเดิมของประเทศเกาหลีก่อนที่จะแยกเป็นฝ่ายใต้ที่ตอนนี้เรียกตัวเองว่าฮันกุก หรือประเทศฮัน และฝ่ายเหนือยังใช้ชื่อเดิมโดยเรียกตัวเองว่าโชซอนกุก หรือประเทศโชซอน

“ชาวโชซอน” ในจีนมีทั้งคนเกาหลีที่อพยพมาตอนที่เกาหลีตกเป็นอาณานิคมญี่ปุ่น แรวมถึงชนชาติเกาหลีดั้งเดิมที่อยู่มาตั้งแต่ยุคโบราณ เพราะดินแดนของเกาหลีและจีนคาสบเกี่ยวกันมาหลายพันปี ปัจจุบันโบราณสถานสำคัญของชนชาติเกาหลีโบราณก็ยังอยู่ในดินแดนของจีน เช่น โบราณสถานของอาณาจักโคกูรยอ

ดังนั้นจีนมีคนเกาหลีอยู่มาหลายร้อยปีแล้ว พวกเขายังพูดภาษาเกาหลีพร้อมๆ กับภาษาจีน ยังกินแบบคนเกาหลี มีกิมจิ สวมชุดตามประเพณีเกาหลีคือชุดฮันบก และยังมีเขตปกคครองตนเอง เพื่อรักษาเอกลักษณ์ของตนเองสืบต่อไป

ในระยะหลังมีชาวเกาหลีในจีนอพยพไปอยู่เกาหลีใต้เป็นจำนวนไม่น้อย แต่คนเกาหลีใต้กลับรู้เรื่องของ “ญาติ” ตัวเองในจีนน้อยมาก จนเมื่องานปักกิ่งเกมส์มีการโชว์ “ชาวเฉาเสี่ยนจู๋” ในชุดฮันบก คนเกาหลีใต้ก็โวยวายใหญ่ว่าจีนขโมยวัฒนธรรมพวกเขาอีกแล้ว

ที่บอกว่าอีกแล้วก็เพราะเกาหลีใต้กับจีนมีเรื่องวิวาทกันหลายครั้งในช่วง 2 – 3 ปีนี้ ทั้งข้ออ้างว่าจีนขโมยความเป็นเจ้าของกิมจิและอ้างว่าเครื่องแต่งกายโบราณของจีนหรือชุดฮั่นฝูขโมยแบบชุดฮันบกของเกาหลีไป

ล่าสุด “ชาวเฉาเสี่ยนจู๋” ในชุดฮันบกที่ปักกิ่งเกมส์ ทำให้คนเกาหลีใต้โวยวายไม่เลิกตั้งแต่วันแรกจนถึงวันที่เขียนบทความนี้

ที่น่าแปลกคือสื่อภาษาอังกฤษในเกาหลีใต้เป็นเดือดเป็นร้อนกับเรื่องนี้ “เอามากๆ” อาทิเช่น The Korea Times ราวกับว่าต้องการให้โลกเข้าข้างเกาหลีใต้

แต่เมื่ออ่านคอมเมนต์ ซึ่งเดาจากชื่อว่าน่าจะเป็น “ฝรั่ง” หรือบางคนมีชื่อจีนที่สะกดคนละแบบกับคนจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งน่าจะเป็นคนจีนโพ้นทะเล เช่น ในสิงคโปร์หรือมาเลเซีย คนเหล่านี้ตำหนิเกาหลีใต้เสียอย่างนั้น

“ฝรั่ง” เหล่านี้ยังมีความรู้มากกว่าสื่อเกาหลีและคนเกาหลีใต้บางคนที่รู้ว่าผู้ที่สวมฮันบกไม่ใช่ “คนจีน” ที่ “ขโมย” อัตลักษณ์เกาหลีผ่านชุดฮันบก แต่เป็น “คนเกาหลี” ที่แต่งแบบนี้เป็นปกติ เพียงแค่พวกเขาเป็นคนของสาธารณรัฐประชาชนจีนเท่านั้น

บางคนยังช่วยเลกเชอร์ให้สื่อเกาหลีใต้ได้ “ตาสว่าง” ด้วยว่า รู้หรือเปล่าว่านั่นคือ “โชซอนจก” คือชนกลุ่มน้อยชาวเกาหลีในภาคอีสานของจีน และคนเกาหลีไม่ว่าที่ไหนก็มีสิทธิที่จะแสดงความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ตัวเอง แม้ว่าพวกเขาจะมีสัญชาติอื่นก็ตาม

เพื่อให้รู้ว่าบทความนี้ไม่ได้เหมารวมตำหนิคนเกาหลี แเพราะจะบอกว่ามีคนกาหลีใจต้มาอธิบายด้วยว่านั่นมันคน “โชซอนจก” ในจีน คือ “พี่น้อง” ของพวกเราที่กระจัดกระจายไปทั่วโลก

ทำไมเกาหลีใต้ที่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีอินเทอร์เน็ตที่เร็วที่สุดแห่งหนึ่งในโลก จึงเข้าไม่ถึงความรู้เรื่อง “โชซอนจก”?

เพราะปัญหามันไม่ใช่เพราะการเข้าไม่ถึงข้อมูล ปัญหาอยู่ที่กระแสเกลียดชังจีนเป็นทุนเดิมและแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่บอกว่า จีนและเกาหลีใต้ทะเลาะกันเรื่องฮันบกมาก่อนหน้านี้แล้ว พอคนเกาหลีเห็นเข้าในงานปักกิ่งเกมส์เลยเกิดอาการเหวี่ยงขึ้นมาโดยไม่ตรวจทานอะไรให้ดีเสียก่อน

แต่มันเป็นการเหวี่ยงแบบย้ำคิดย้ำทำจนเกินไป พิจารณาเอาจากการที่สื่อภาษาอังกฤษในเกาหลีย้ำเรื่องนี้หลายวันติดต่อกัน นักการเมืองก็หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาปั่นเพราะอยู่ในช่วงฤดูกาลหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีพอดี

นักการเมืองโหนกระแสเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ แต่การย้ำๆ ของสื่อเกาหลีใต้ที่ถือว่าสะท้อนความคิดและการกระทำของประชาชน มันตอกย้ำว่าเกาหลีใต้มีปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นในตนเอง

ประเทศที่เชื่อมั่นในตนเอง จะไม่หวั่นไหวถ้าวัฒนธรรมของตัวเองไปโผล่ที่ประเทศอื่น แทนที่จะตีโพยตีพาย ประเทศที่มั่นใจตัวเองจะรู้สึกภูมิใจหรือเฉยๆ เพราะความมั่นใจทำให้พวกเขารู้ว่าพวกเขาคือเข้าของวัฒนธรรมนั้น และมั่นใจว่าทั่วโลกรู้เหมือนพวกเขา และมั่นใจว่าคนทั่วโลกรู้ว่านั่นคือการหยิบยืมไป ดังนั้น พวกเขาจะไม่เสียเวลาโวยวายเรื่อง “ถูกขโมย”

เรามักจะไม่เห็นญี่ปุ่นโวยวายเรื่องวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปโผล่ที่โน่นที่นี่ แม้แต่ถูกดัดแปลงไปจนเละเทะ คนญี่ปุ่นจะรู้สึกเฉยๆ หรืออาจะแปลกใจระคนชื่นชมที่วัฒนธรรมพวกเขาไปปรากฎอยู่ที่มุมอื่นของโลก

เว้นแต่บางเรื่องที่เปราะบางมากๆ เช่น เมื่อเร็วๆ นี้มีคนญี่ปุ่นติงเรื่อง “ชุดประจำชาติญี่ปุ่น” ในการประกวดมิสยูนิเวอร์ส พวกเขาไม่ได้ติดใจมากนักเรื่องที่คนต่างชาติดัดแปลงกิโมโนจนดูหวือหวา แต่ติดใจที่มันมีดีไซน์รูปดอกเบญจมาศซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระราชวงศ์ญี่ปุ่น ที่เลวไปใหญ่คือมันเป็นดีไซน์กิโมโนสำหรับคนตาย!

ความไม่โวยวายของญี่ปุ่นก็สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในใตัวเองของพวกเขา

ผิดกับคนเกาหลีที่มีปมเรื่องการถูกขนาบด้วยมหาอำนาจ 2 ประเทศที่ “ข่ม” เกาหลีมาตลอดนับพันปีจีนและญี่ปุ่น

พอเกาหลีใต้สร้างตัวขึ้นมาอยู่ในประชาชาติแถวหน้า ส่งออก K-pop ไปทั่วโลกแม้แต่ในจีนและญี่ปุ่น แทนที่จะมีความมมั่นใจในตัวเองมากขึ้น พวกเขากลับรู้สึก “Insecure” คือหวั่นไหว ไม่มั่นใจ เปราะบางกับตัวตนตัวเอง

เมื่อเห็นชุดฮั่นฝูของจีนก็โวยวายจีนลอก ทั้งๆ ที่ชุดฮับกนั้นรับแบบมาจากจีนด้วยซ้ำ รวมถึงวัฒนธรรมระดับรากเหง้าของเกาหลีก็มาจากจีน แต่เกาหลี “บางคน” พยายามปฏิเสธถึงระดับที่ว่าลอกตัวเองด้วยข้อมูลเท็จ

คงเพราะไม่อยากยอมรับว่า “เกาหลีที่ยิ่งใหญ่” เคยรับวัฒนธรรมมาจากจีน ที่ตอนนี้เกาหลีมองว่าเป็นประเทศที่ตามหลังตน

Insecure เสียจนกระทั่งประโคมข่าวเรื่องชุดฮับกในปักกิ่งเกมส์ไม่หยุดหย่อน ทั้งๆ ที่เสิร์ชข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเอาก็รู้แล้วว่าคนในชุดนั้นคือชนชาติเดียวกับพวกเขา แต่เลือกที่จะ “หลอกตัวเอง” ว่าจีนขโมยของๆ เราไป

ตอนแรกคนนอกที่ไรู้ก็อาจจะเข้าข้างเกาหลีใต้ แต่ตอนนี้หลังจากเรื่องมันยืดเยื้อเข้า ผู้คนที่รู้จักเปิดใจและเปิดตาหาความรู้ จึงทราบว่านั่นไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากจีน แต่เกิดจากเกาหลีใต้แท้ๆ

หากเกาหลีใต้แก้ปัญหาเรื่องปมด้อยในใจไม่ได้ ก็จะวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิมๆ แบบนี้เรื่อยไปไม่จบสิ้น และจะกระทบกระทั่งกับคนจีนไปเรื่อยๆ

นี่เป็น “เวรกรรม” ของเอเชียตะวันออกโดยแท้ เราจะเห็นว่า เกาหลีใต้ทะเลาะกับจีนเรื่องวัฒนธรรม จีนทะเลาะกับญี่ปุ่นเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นทะเลาะกับจีนเรื่องแย่งชิงเกาะเซนกากุ/เตียวหยู เกาหลีทะเลาะกับญี่ปุ่นเรื่องเกาะทกโด/ทาเกะชิมะ และเกาหลีกับจีนรวมพลังทะเลาะกับญี่ปุ่นเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2

และเกาหลีเหนือที่พร้อมจะซัดกับทุกฝ่ายไม่เว้นแม้แต่จีน

เป็นภูมิภาคของเอเชียที่เหมือนจะสงบ แต่มันมีกับระเบิดวางเอาไว้อยู่เพียบ

บทความทัศนะโดย – ไทยแลเทศ

Photo by Antonin THUILLIER / AFP

ชายตุรกีตรวจโควิด 78 ครั้งผลบวกทุกครั้ง ต้องกักตัว 14 เดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675407

วันที่ 11 ก.พ. 2565 เวลา 14:17 น.ชายตุรกีตรวจโควิด 78 ครั้งผลบวกทุกครั้ง ต้องกักตัว 14 เดือน

ชาวชายตุรกีโอดหลังต้องกักตัวมา 14 เดือนแล้ว เพราะผลตรวจโควิดเป็นบวกถึง 78 ครั้ง

สำนักข่าว The National News รายงานโดยอ้างเว็บไซต์ Covid-19 อย่างเป็นทางการของตุรกีว่า ชายชาวตุรกีต้องกักตัวทั้งที่โรงพยาบาลและที่บ้านมา 14 เดือนแล้วหลังจากผลการตรวจหา Covid-19 ออกมาเป็นบวกทั้ง 78 ครั้ง

มุซซาเฟอร์ คายาซาน ซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคลูคีเมีย ติด Covid-19 ครั้งแรกเมื่อเดือน พ.ย. 2020 และต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล จากนั้นออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านที่เมืองอิสตันบูลในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา

ทว่า การติด Covid-19 ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตและเป็นจุดเริ่มต้นของการกักตัวกว่า 1 ปีในครั้งนี้

ตามมาตรการของตุรกีคือ ผู้ป่วย Covid-19 ต้องกลับไปกักตัวที่บ้านต่ออีก 2 สัปดาห์และต้องมีผลการตรวจหาเชื้อเป็นลบจึงจะสิ้นสุดการกักตัว

สำนักข่าวท้องถิ่น Ihlas รายงานว่า กรณีของคายาซาน การตรวจหาเชื้อทั้ง 78 ครั้งออกมาเป็นบวกทุกครั้ง จนเขาต้องถูกกักตัวอย่างโดดเดี่ยวในโรงพยาบาลถึง 9 เดือน และที่บ้านอีก 5 เดือน โดยทำได้เพียงมองเห็นหน้าลูกหลานผ่านหน้าต่างเท่านั้น เจ้าตัวจึงวอนขอให้ทางการหาทางช่วยเหลือให้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ

คายาซานเผยว่า “ผมหายแล้ว แต่ยังมีเชื้อหลงเหลือในร่างกาย นี่เป็นคำอธิบายเดียวที่ผมได้รับหลังผลตรวจเป็นบวก ผมไม่มีปัญหาอะไรหรอกนอกจากจะไม่สามารถจับต้องคนที่ผมรักได้ มันยากมาก ผมฉีดวัคซีนไม่ได้เพราะอาการป่วยของผม”

แพทย์ที่รักษาคายาซานแจ้งว่า ที่ผลตรวจหาเชื้อออกมาเป็นบวกทุกครั้งเป็นเพราะภูมิคุ้มกันอ่อนแอเนื่องจากอาการป่วยลูคีเมีย และต้องอาศัยยาที่แพทย์สั่งเพื่อให้ภูมิคุ้มกันแข็งแกร่งขึ้น

ขณะที่ภรรยาของคายาซานซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันช่วงที่สามีกักตัวมีผลการตรวจหาเชื้อเป็นลบทั้งสองครั้ง เช่นเดียวกับลูกชายที่อยู่ใกล้ชิดกับคายาซาน

Photo by Odd ANDERSEN / AFP

ออสเตรเลียเตือน ‘โคอาลา’ ใกล้สูญพันธุ์ สัญลักษณ์ของชาติอาจเหลือเพียงภาพถ่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675392

วันที่ 11 ก.พ. 2565 เวลา 13:40 น.ออสเตรเลียเตือน 'โคอาลา' ใกล้สูญพันธุ์ สัญลักษณ์ของชาติอาจเหลือเพียงภาพถ่าย

ออสเตรเลียประกาศภารกิจครั้งประวัติศาสตร์ คุ้มครองประชากรโคอาลาที่ใกล้สูญพันธุ์

วันนี้ (11 ก.พ.) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าประชากรโคอาลาในพื้นที่ส่วนใหญ่ของออสเตรเลียลดลงอย่างมากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดออสเตรเลียจัดให้โคอาลาเป็นสัตว์ ‘ใกล้สูญพันธุ์’ อย่างเป็นทางการ หลังเผชิญกับผลกระทบจากไฟป่า ภัยแล้ง การถางป่า และโรคระบาด

โคอาลา ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของออสเตรเลียในสายตาคนทั่วโลก ถูกจัดให้เป็นสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์มาราว 10 ปีแล้ว โดยออสเตรเลียมีการประมาณการว่าประชากรโคอาลาลดลงอย่างรวดเร็วจาก 185,000 ตัวปี 2001 เหลือเพียง 92,000 ตัวในปี 2021

ตอนนี้สัญลักษณ์ประจำชาติออสเตรเลียใกล้จะเหลือแต่เพียงภาพถ่ายเข้าไปทุกที

อเล็กเซีย เวลล์บีเลิฟ จากแผนกระหว่างประเทศของสมาคมมนุษยธรรมแห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า โอาลาในแถบชายฝั่งตะวันออกอาจสูญพันธุ์ภายในปี 2050 หากไม่มีการดำเนินการใดๆ

ซัสซัน เลย์ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลีย ระบุว่า การกำหนดให้โคอาลาเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์เพื่อที่จะยกระดับการคุ้มครองโคอาลา โดยเฉพาะในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ออสเตรเลียนแคพิทอลเทร์ริทอรี และควีนส์แลนด์

เลย์กล่าวว่า “เรากำลังดำเนินการอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน รวมถึงการทุ่มงบประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (กว่า 1.1 พันล้านบาท) เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยของโคอาลา”

นักสิ่งแวดล้อมเห็นด้วยกับการยกระดับการคุ้มครองโคอาลา แต่ประณามความล้มเหลวของรัฐบาลออสเตรเลียในการปกป้องสัตว์ดังกล่าว ที่ปล่อยให้มีการตัดไม้ทำลายป่าในรัฐควีนส์แลนด์และรัฐนิวเซาท์เวลส์อย่างต่อเนื่อง จนโคอาลาต้องตกอยู่ในสถานะสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

“การตัดสินใจครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้หากไม่มีกฎหมายที่เข้มงวด และสร้างแรงจูงใจให้เจ้าของที่ดินในการอนุรักษ์บ้านของพวกมัน” สจ๊วต บลานช์ จากองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ออสเตรเลีย

โจเซย์ ชาร์ราด จากกองทุนระหว่างประเทศเพื่อสวัสดิภาพสัตว์ กล่าวว่า การทำลายป่า ภัยแล้ง โรคระบาด ไฟป่า และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ประชากรโคอาลาลดลงอย่างรวดเร็ว “เราต้องไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ทำให้ออสเตรเลียสูญเสียสัญลักษณ์ประจำชาติ”

AFP PHOTO / GUILLAUME SOUVANT

แบงก์ชาติอินเดียเตือนคริปโตไม่มีค่าแม้แต่จะเทียบหัวทิวลิป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675390

วันที่ 11 ก.พ. 2565 เวลา 12:34 น.แบงก์ชาติอินเดียเตือนคริปโตไม่มีค่าแม้แต่จะเทียบหัวทิวลิป

ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติอินเดียออกโรงเตือนให้ระวังการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

ศากติกันตา ดาส ผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดียแถลงข่าวหลังการประชุมนโยบายการเงินโดยเตือนนักลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลว่า สกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้ไม่มีค่าในตัวเองเลย ไม่มีค่าแม้แต่จะเทียบกับหัวทิวลิปที่เป็นกระแสการเก็งกำไรครั้งใหญ่ในเนเธอร์แลนด์ในศตวรรษที่ 17 ที่เรียกว่า “กระแสคลั่งทิวลิป” จนเกิดภาวะฟองสบู่แตกเมื่อราคาที่ซื้อขายกันสูงผิดปกติลดลงฮวบฮาบในพริบตา

“นักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีพึงระลึกไว้เสมอว่าพวกเขากำลังลงทุนด้วยความเสี่ยงของตัวเอง พวกเขาควรระมัดระวังไว้ว่าคริปโตเคอร์เรนซีไม่มีสินทรัพย์อ้างอิง (underlying value) รองรับมูลค่าของมัน ไม่มีค่าแม้แต่จะเทียบกับหัวทิวลิป”

ดาสกล่าวอีกว่า “คริปโตเคอร์เรนซีของเอกชน หรืออะไรก็แล้วแต่ที่คุณจะเรียก เป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของเศรษฐศาสตร์มหภาคและเสถียรภาพทางการเงินของเรา”

คำเตือนจากผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติอินเดียมีขึ้นหลังจากรัฐบาลอินเดียประกาศโครงสร้างการเก็บภาษีคริปโตเคอร์เรนซีเมื่อเร็วๆ นี้

ประกาศดังกล่าวทำให้บรรดานักลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลมองว่าเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลให้การยอมรับคริปโตเคอร์เรนซีอย่างเป็นทางการแล้ว แม้ว่าธนาคารแห่งชาติจะยังสงวนท่าที เนื่องจากการซื้อขายอย่างเสรีและไม่ต้องระบุตัวตนทำให้แบงก์ชาติกังวลว่าจะไม่สามารถควบคุมและอาจเป็นช่องว่างให้เกิดการฟอกเงิน

ธนาคารกลางของอินเดียเตรียมเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางในปีหน้า

อินเดียมีนักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีราว 15-20 ล้านคน รวมมูลค่าถือครองอยู่ที่ราว 5,340 ล้านเหรียญสหรัฐ

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

‘อพยพเดี๋ยวนี้’ สหรัฐเตือนพลเมืองในยูเครน รัสเซียระดมพลพร้อมบุกแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675371

วันที่ 11 ก.พ. 2565 เวลา 11:00 น.'อพยพเดี๋ยวนี้' สหรัฐเตือนพลเมืองในยูเครน รัสเซียระดมพลพร้อมบุกแล้ว

สหรัฐเตือนพลเมืองในยูเครนอพยพด่วน อังกฤษชี้รัสเซียระดมพลเพียงพอต่อการบุกรุกแล้ว

วันนี้ (11 ก.พ.) AFP รายงานว่าประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐเรียกร้องให้ชาวอเมริกันอพยพออกจากยูเครนโดยด่วน พร้อมเตือนถึงความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น หากกองกำลังรัสเซียเริ่มปฏิบัติการทางทหาร

“พลเมืองอเมริกันควรหนี หนีเดี๋ยวนี้” ไบเดนกล่าวในระหว่างการสัมภาษณ์กับ NBC News โดยระบุว่าสถานการณ์ขณะนี้น่าเป็นห่วงเนื่องจากสหรัฐกำลังรับมือกับหนึ่งในกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ต่างออกไปจากเดิมอย่างมาก และอาจมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เบื้องต้นไบเดนกล่าวว่าสหรัฐจะไม่ส่งทหารเข้ายูเครน

“มันคือสงครามโลก หากสหรัฐและรัสเซียเริ่มรบกัน” ไบเดนกล่าว “ผมหวังว่าถ้าเขา (ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย) โง่พอที่จะบุก เขาคงฉลาดพอที่จะไม่ทำอะไรที่ส่งผลเสียต่อชาวอเมริกัน”

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและรัสเซียอยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่สงครามเย็น โดยสหรัฐประมาณการว่าขณะนี้มีทหารรัสเซียราว 130,000 นายเข้าประชิดชายแดนยูเครน

ขณะที่มีรายงานว่ากองกำลังรัสเซียเปิดฉากซ้อมรบกระสุนจริงที่เบลารุส และยังคงระดมกำลังพลตามแนวชายแดน ซึ่งประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน กล่าวว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการสร้างแรงกดดันและเพิ่มความตึงเครียด

อย่างไรก็ตาม วลาดิเมียร์ ชิซฮอฟ ทูตสหภาพยุโรปของรัสเซียยืนยันว่ารัฐบาลรัสเซียเชื่อมั่นในวิธีทางการทูตเพื่อลดความตึงเครียด และไม่มีเจตนาที่จะบุกรุก หากไม่มีการยั่วยุ ขณะที่รัสเซียเรียกร้องให้ NATO ถอนกำลังทหารออกจากยุโรปตะวันออก

The Guardian รายงานว่าบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษแสดงความกังวลว่ายุโรปกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย เนื่องจากมีผู้เชี่ยวชาญประมาณการว่าขณะนี้รัสเซียได้ระดมกำลังทหารเข้าประชิดชายแดนยูเครนในจำนวนที่เพียงพอต่อการบุกรุกแล้ว

Photo by Marco LONGARI / AFP

เรื่องที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับราชวงศ์นอร์เวย์ ที่ได้ชื่อว่า ‘จนที่สุด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/675351

วันที่ 10 ก.พ. 2565 เวลา 19:29 น.เรื่องที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับราชวงศ์นอร์เวย์ ที่ได้ชื่อว่า 'จนที่สุด'

บอดี้การ์ด 4 ล้านคน-แชมป์โอลิมปิก-ชีวิตสุดเรียบง่าย เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นในราชวงศ์นอร์เวย์

ขณะที่ราชวงศ์อังกฤษได้รับความสนใจอย่างมากจากทั่วโลก หลายครั้งที่เรื่องราวของควีนเอลิซาเบธ เจ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแฮร์รี และสมาชิกราชวงศ์คนอื่นๆ กลายเป็นข่าวพาดหัวของบรรดาสื่อต่างประเทศ แต่เว็บไซต์ Bright Side ได้นำเสนอเรื่องราวที่น่าประทับใจของราชวงศ์นอร์เวย์ โดยระบุว่าเป็นนี่เป็นอีกหนึ่งราชวงศ์ที่น่าสนใจเช่นกัน

ราชวงศ์ที่จนที่สุด

รายงานระบุว่าสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ เป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่ยากจนที่สุดในโลก และสมาชิกราชวงศ์ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงที่สุดเมื่อเทียบกับราชวงศ์อื่นๆ ในยุโรป พวกเขาแต่งกายอย่างเรียบง่ายแม้ในงานเลี้ยงที่เป็นทางการ และพยายามหาเงินด้วยตนเองโดยไม่พึ่งภาษีของประชาชน

เจ้าชายโฮกุน มกุฎราชกุมารแห่งนอร์เวย์ ร่วมแจมกับวงดนตรี Katzenjammer เพื่อทำเพลงรับเทศกาลคริสต์มาส ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างดี โดยเงินทั้งหมดที่ได้เจ้าชายนำไปบริจาคเพื่อการกุศล

ตามรายงานของ South China Morning Post เมื่อเดือนส.ค. ปีที่แล้วระบุว่าราชวงศ์นอร์เวย์มีทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับราชวงศ์เนเธอร์แลนด์ (200 ล้านเหรียญสหรัฐ) อังกฤษ (500 ล้านเหรียญสหรัฐ) โมนาโก (1 พันล้านเหรียญสหรัฐ) และสเปน (2 พันล้านเหรียญสหรัฐ)

บอดี้การ์ด 4 ล้านคน

ในปี 1973 นอร์เวย์เผชิญกับวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันครั้งใหญ่ ทำให้ต้องออกมาตรการจำกัดการขับขี่รถยนต์ แต่กษัตริย์สามารถขับรถได้ตามปกติ ทว่า สมเด็จพระราชาธิบดีโอลาฟที่ 5 กษัตริย์ยอร์เวย์ในขณะนั้น ต้องการที่จะเป็นแบบอย่างให้กับประชาชน โดยเลือกที่จะนั่งรถไฟใต้ดินร่วมกับประชาชน

สมเด็จพระราชาธิบดีโอลาฟที่ 5 ซื้อตั๋วรถไฟตามปกติ และเดินทางเฉกเช่นประชาชนธรรมดาทั่วไป เมื่อถูกถามว่าทำไมพระองค์จึงกล้าเดินทางคนเดียวโดยไม่มีบอดี้การ์ดก็ได้คำตอบว่า “เรามีบอดี้การ์ด 4 ล้านคนอยู่แล้ว” ซึ่งหมายถึงประชาชนทั้งประเทศในขณะนั้น

ใช้ชีวิตสุดเรียบง่าย

สมาชิกราชวงศ์เดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะเป็นเรื่องปกติ ชาวนอร์เวย์ไม่ต้องแปลกใจเมื่อเห็นเจ้าชายนั่งรถไฟขบวนเดียวกันกับพวกเขา พวกเขาเที่ยวพักผ่อนบนเกาะส่วนตัว ไม่ซ่อนตัวหลังรั้วสูง ไม่จ้างบอดี้การ์ดที่โหดเหี้ยม ตัวอย่างเช่น ในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา พวกเขาเดินทางไปยังอิบิซาและอาบแดดร่วมกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ

พ่อแม่มักหวังให้ลูกๆ ใช้ชีวิตวัยเด็กตามปกติเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ ได้ออกเล่นนอกบ้าน และเข้าโรงเรียนรัฐบาลตามปกติ

ก่อกบฏ (ในทางดี)

เจ้าหญิงมาร์ธา ลุยเซอแห่งนอร์เวย์ ใช้ชีวิตนอกกรอบ เธอเลือกสวมกางเกงยีนส์ขาดสบายๆ แทนที่จะเป็นชุดราตรี เธอชอบปีนต้นไม้ และฝันถึงชีวิตธรรมดา เธอปฏิเสธตำแหน่งและเงินของรัฐ และตอนนี้อาศัยอยู่ในบ้านธรรมดา ขับรถบรรทุก และจ่ายภาษี

เธอดูแลลูกๆ ของเธอเอง โดยขอความช่วยเหลือจากพี่เลี้ยงเด็กหรือบริษัททำความสะอาดเป็นครั้งคราว เช่นเดียวกับที่ชาวนอร์เวย์ส่วนใหญ่ทำ เธอยังเริ่มมูลนิธิการกุศลเพื่อช่วยเหลือผู้พิการ คนป่วย นักกีฬา และเยาวชนที่มีความสามารถ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหญิงมาร์ธามีเรื่องอื้อฉาวจากการหย่าร้าง และเริ่มความสัมพันธ์ครั้งใหม่กับบุคคลที่เรียกตัวเองว่าหมอผี ซึ่งตอนนี้เจ้าหญิงถือว่าตนเองมีญาณทิพย์อย่างจริงจัง

แฮร์รี-เมแกน เวอร์ชันนอร์เวย์

เจ้าชายมาริอุส บอร์ก เฮออิบี บุตรของเจ้าหญิงเจ้าหญิงมาร์ธา และแฟนสาวของเขาปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามพระราชกรณียกิจอย่างเป็นทางการ และตอนนี้เขาก็หาเลี้ยงชีพด้วยตัวเขาเอง เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเริ่มเดทกับ จูเลียน นางแบบสาวซึ่งโด่งดังจากการถ่ายภาพหวือหวาลงนิตยสารผู้ชาย

สื่อเริ่มนำไปเปรียบเทียบกับเจ้าชายแฮร์รีและเมแกน อย่างไรก็ตาม ราชวงศ์ปกป้องทั้งคู่โดยกล่าวว่ามาริอุสมีสิทธิและอิสรภาพในชีวิตส่วนตัวของเขา

พระราชาเสียสละทุกอย่างเพื่อความรัก

กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 และสมเด็จพระราชินีซอนยาฝ่าฝันหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อชีวิตคู่ของทั้งสอง พวกเขาพบกันในงานปาร์ตี้ ซึ่งขณะนั้นซอนยาเป็นสามัญชน ขณะที่สมเด็จพระราชาธิบดีโอลาฟที่ 5 ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ลูกชายจะรักกับสามัญชน เรื่องราวความรักของทั้งคู่ต้องถูกปิดเป็นความลับนานถึง 9 ปี

อุปสรรคความรักเกิดขึ้นมากมายแต่ท้ายที่สุดทั้งสองก็ฝ่าฝันมาได้ งานแต่งงานของกษัตริย์ฮารัลด์และราชินีซอนยากลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์นอร์เวย์

เจ้าชายแต่งงานกับแม่หม้ายลูกติด

เช่นเดียวกับบิดา เจ้าชายโฮกุนพบรักกับหญิงสามัญชน ซึ่งขณะนี้คือเจ้าหญิงเม็ตเตอ-มาริต ความรักของทั้งคู่ถูกคัดค้านจากชาวนอร์เวย์ เนื่องจากเจ้าหญิงเม็ตเตอ-มาริตมีลูกติด 1 คน และยังมีข่าวว่าเธอเคยใช้สารผิดกฎหมาย

ท้ายที่สุดความจริงใจของทั้งสองทำให้ชาวนอร์เวย์เชื่อมั่นในความรักของพวกเขา แม้แต่คนที่เคยพูดถากถางดูถูกยังต้องถึงกับหลั่งน้ำตาเมื่อได้ฟังการแถลงข่าวของเจ้าชายและเจ้าหญิงที่พูดถึงความรักครั้งนี้

ครอบครัวนักสิ่งแวดล้อม

เจ้าชายโฮกุนขับรถยนต์ไฟฟ้ามา 15 ปีแล้ว วังของพวกเขามีแผงโซลาร์เซลล์ และแทบไม่มีพลาสติกในที่พำนัก นอกจากนี้เจ้าชายยังรณรงค์ให้ผู้อื่นใส่ใจสิ่งแวดล้อม ประหยัดน้ำและไฟฟ้า

นอกจากนี้สมาชิกราชวงศ์พยายามไม่สวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากขนสัตว์ ขณะที่นอร์เวย์วางแผนที่จะหยุดการผลิตขนสัตว์โดยสมบูรณ์ภายในปี 2025

พวกเขายังชอบเดินป่าและตั้งแคมป์ โดยกษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 และราชินีซอนยาเยือนทวีปแอนตาร์กติกาในปี 2015 ทั้งคู่ต่างก็ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เช่นกัน

ตัวแทนโอลิมปิก

ส่วนใหญ่แล้วสมาชิกราชวงศ์นอร์เวย์ชื่นชอบที่จะเล่นกีฬามากกว่าออกงานสังสรรค์ พระเจ้าฮารัลด์ที่ 5 เป็นตัวแทนประเทศลงแข่งขันโอลิมปิกในปี 1964 1968 และ 1972 ส่วนบิดาของเขา พระเจ้าโอลาฟที่ 5 เคยเป็นแชมป์โอลิมปิกด้วย

แน่นอนว่าลูกหลานของพวกเขาก็มีพวกเขาเป็นแบบอย่าง เช่น ขี่ม้า ล่องเรือใบ เล่นสกี และกระดานโต้คลื่น

พระอารมณ์ขัน

อีกสิ่งที่ทำให้ชาวนอร์เวย์รักคือความอารมณ์ขันและเข้าถึงง่ายของพวกเขา เจ้าชายโฮกุนมักเล่นตลกให้ผู้อื่นหัวเราะ ในระหว่างการปรากฏตัวที่ระเบียงตามประเพณีของครอบครัวพวกเขามักทำหน้าตลกๆ ร้องเพลง และเต้นอย่างเป็นกันเอง ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาสื่อ

พระเจ้าฮารัลด์ที่ 5 ยังหัวเราะอย่างอารมณ์ดีแม้ว่าสื่อจะซุบซิบเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเขา เนื่องจากขณะนี้เขาอายุ 84 ปีแล้ว

น่าจับตาว่าที่ราชินี

เจ้าหญิงอิงกริด อเล็กซานดรา ธิดาของเจ้าชายโฮกุน อยู่ลำดับที่สองของการสืบการบัลลังก์ต่อจากบิดา ซึ่งเธอจะกลายเป็นราชินีองค์แรกของนอร์เวย์ในรอบ 6 ศตวรรษที่ผ่านมา ทำให้เจ้าหญิงได้รับความสนใจอย่างมาก ประกอบกับความสุภาพเรียบร้อย ฉลาด และจิตใจดี ทำให้เป็นที่รักของชาวนอร์เวย์

Photo by Lise Aserud/NTB/The Royal House of Norway