ภาพชุดการคารวะครั้งสุดท้าย สรีระสังขารหลวงปู่ ‘ติช นัท ฮันห์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673756

วันที่ 23 ม.ค. 2565 เวลา 16:47 น.ภาพชุดการคารวะครั้งสุดท้าย สรีระสังขารหลวงปู่ 'ติช นัท ฮันห์' ภาพการจัดพิธีสักการะสรีระหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ (Thich Nhat Hanh) พระภิกษุนิกายเซนชาวเวียดนามผู้โด่งดังไปทั่วโลก

ผู้มาร่วมไว้อาลัยหลายพันคนรวมตัวกันที่อารามตื่อเฮี้ยว ในเมืองเว้ ประเทศเวียดนาม ในวันอาทิตย์เพื่อร่วมสักการะพระภิกษุชาวเวียดนามผู้ล่วงลับ ท่าน “ทิก เญิ้ต หั่ญ” หรือ “ติช นัท ฮันห์” (Thich Nhat Hanh) นักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำการเจริญสติมาสู่ตะวันตก

ปรมาจารย์เซน ซึ่งเป็นปูชนียบุคคลแห่งพระพุทธศาสนาที่น่าจะมีผู้รู้จักทั่วโลกมากเป็นอันดับสองรองจากองค์ดาไลลามะ มรณภาพด้วยวัย 95 ปีเมื่อวันเสาร์ที่วัดตื่อเฮี้ยว ในเมืองเว้

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

ติช นัท ฮันห์ ที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางว่าเป็น “บิดาแห่งการเจริญสติ” ท่านใช้เวลาเกือบสี่ทศวรรษในการลี้ภัย หลังจากที่ท่านถูกเนรเทศออกจากบ้านเกิดเพราะเรียกร้องให้ยุติสงครามเวียดนาม แต่หลังจากนั้นท่านทำให้พุทธศาสนาเผยแผ่ไปทั่วโลก ท่านเขียนหนังสือเกี่ยวกับสติและการทำสมาธิมากกว่า 100 เล่ม

เช้าตรู่ของวันอาทิตย์ พระสงฆ์ร่วมกันหามร่างสังขารของท่านห่มด้วยจีวรเหลืองพร้อมกลดเหลืองอันเป็นเครื่องสูงท่ามกลางฝูงชนที่ไว้อาลัย จากนั้นวางร่างของท่านไว้ในโลงไม้และตั้งไว้ในห้องโถงทำสมาธิที่ตกแต่งด้วยดอกเดซี่สีเหลือง

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

ในบรรดาผู้ร่วมไว้อาลัยคือ เจิ่น ดิ่ญ ฮวง (Tran Dinh Huong) วัย 46 ปี ที่รีบเดินทางจากฮานอยเพื่อไปกราบไหว้ท่าน

“ฉันอ่านหนังสือของท่านหลายเล่ม และคำพูดของท่านช่วยฉันได้มากตอนที่ฉันลำบากหรือเจอปัญหา” เธอบอกกับเอเอฟพี “ฉันคิดว่าคงอีกนานมากที่เวียดนามและโลกจะมีครูที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้อีกครั้ง”

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

เหงียนเญิ้ต (Nguyen Nhat) จากโฮจิมินห์ซิตี้กล่าวว่ารู้สึกตื้นตันใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นร่างสังขารท่าน 

“ผมชื่นชมท่านในเรื่องวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและความถ่อมตนของท่าน” เขากล่าวกับเอเอฟพี

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

มีคำไว้อาลัยและรำลึกถึงพระภิกษุผู้ล่วงลับจากทั่วทุกมุมโลก

ดาไลลามะกล่าวว่าเพื่อนและพี่ชายทางจิตวิญญาณของท่านนั้นมี “ชีวิตที่มีความหมายอย่างแท้จริง”

“อาตมาไม่สงสัยเลยว่าวิธีที่ดีที่สุดที่เราสามารถถวายการสรรเสริญแด่ท่านได้คือการสานต่องานของท่านเพื่อส่งเสริมสันติภาพในโลก” ดาไลลามะเขียนในข้อความถึง “หมู่บ้านพลัม” (Plum Village Community of Engaged Buddhism) องค์กรการสอนเซนของท่านติช นัท ฮันห์

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

ประธานาธิบดีมุน แจอิน แห่งเกาหลีใต้กล่าวว่าท่านติช นัท ฮันห์ เยือนประเทศของเขาสามครั้งและยกย่องเขาว่าเป็น “พระพุทธะที่มีชีวิต”

“(ท่านติช นัท ฮันห์ ) แสดงความรักต่อมนุษยชาติผ่านการกระทำของท่าน” มุน แจอินกล่าวบน Twitter

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

มารี ซี. ดามูร์ อุปทูตประจำสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงฮานอย กล่าวว่า ท่านติช นัท ฮันห์ จะ “ถูกจดจำว่าเป็นหนึ่งในผู้นำทางศาสนาที่ทรงอิทธิพลและโดดเด่นที่สุดในโลก”

“คำสอนของท่านโดยเฉพาะการนำสติมาสู่ชีวิตประจำวันได้หล่อเลี้ยงชีวิตชาวอเมริกันจำนวนนับไม่ถ้วน”

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

นักแสดงตลกและผู้กำกับชาวอเมริกัน จัดด์ เอพาทาว (Judd Apatow) กล่าวในโพสต์ Twitter เรียกร้องให้ผู้คนอ่านงานของท่านติช นัท ฮันห์ โดยระบุว่าเป็นสิ่งที่ “เปลี่ยนชีวิตได้” 

ผู้ศรัทธากล่าวว่ามรดกของท่านติช นัท ฮันห์ จะคงอยู่ต่อไป

“ฉันเห็นพระอาจารย์ในทุกหญ้า ดอกไม้ และกิ่งไม้ ท่านไม่ได้มรณภาพ ท่านยังอยู่ที่นั่นในรูปแบบและสถานะอื่น” เล คั้ญ ลิญ (Le Khanh Linh) กล่าวกับเอเอฟพีที่อารามตื่อเฮี้ยว

Photo by Nhac NGUYEN / AFP
Photo by Nhac NGUYEN / AFP

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

จีนพบ ‘ทหารดินเผา’ ในสุสานจิ๋นซี เพิ่ม 25 ตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673751

วันที่ 23 ม.ค. 2565 เวลา 14:44 น.จีนพบ ‘ทหารดินเผา’ ในสุสานจิ๋นซี เพิ่ม 25 ตัวจีนค้นพบรูปปั้นทหารดินเผาเพิ่มอีก 25 ตัว ในหลุมหมายเลขหนึ่งของพิพิธภัณฑ์อันเป็นที่ตั้งกองทัพทหารดินเผาแห่งสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ในมณฑลส่านซีทางตะวันตกเฉียงเหนือ โดยส่วนหนึ่งเป็นรูปปั้นทหารระดับกลางและสูง ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการศึกษาการจัดเรียงทหารในหลุม

จากการรายงานของสำนักข่าวซินหัว พิพิธภัณฑ์สุสานจักรพรรดิฉินสื่อหวงหรือจิ๋นซีฮ่องเต้ ระบุว่ารูปปั้นทหารดินเผาเขียนสีสภาพดีถูกขุดพบที่ตอนกลางของส่วนทิศเหนือหลุมหมายเลขหนึ่ง โดยรูปปั้นส่วนใหญ่ถูกขุดพบอยู่หลังซากรถม้า ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นรูปปั้นพลทหารและรูปปั้นทหารระดับกลาง

คณะนักโบราณคดีดำเนินการวิจัยรูปปั้นทหารระดับกลางและสูง โดยเฉพาะที่ขุดพบในหลุมหมายเลขหนึ่ง และตั้งข้อสังเกตว่ากองทหารในหลุมดังกล่าวมีแนวโน้มเรียงแถวอย่างสมมาตรตามทิศเหนือ-ใต้ และทิศตะวันออก-ตะวันตก

ทั้งนี้ รูปปั้นทหารดินเผาชุดใหม่ถูกเคลื่อนย้ายสู่ห้องอนุรักษ์ ส่วนหลุมหมายเลขหนึ่งถูกทำความสะอาดฆ่าเชื้อรา เพื่อความปลอดภัยของรูปปั้นและสภาพแวดล้อมโดยรอบ

กองทัพทหารดินเผาสร้างโดยจักรพรรดิฉินสื่อหวงแห่งราชวงศ์ฉิน (221-207 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ผู้รวบรวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งเดียวครั้งแรก โดยมีการค้นพบกองทัพทหารดินเผาในปี 1974 และหลุมหมายเลขหนึ่งเป็นหลุมฝังศพขนาดใหญ่ที่สุด ครอบคลุมพื้นที่ 14,260 ตารางเมตร

มีการสันนิษฐานจากการจัดเรียงแถวกองทหารว่าหลุมหมายเลขหนึ่งอาจมีรูปปั้นทหารและม้าดินเผามากกว่า 6,000 ตัว หากเสร็จสิ้นการขุดสำรวจอย่างเต็มรูปแบบ

(แฟ้มภาพซินหัว : รูปปั้นทหารดินเผาของสุสานกองทัพทหารดินเผาหรือสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ณ พิพิธภัณฑ์สุสานจักรพรรดิฉินสื่อหวง ในนครซีอัน เมืองเอกของมณฑลส่านซีทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน วันที่ 5 ธ.ค. 2019)

‘สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้’ ถูกสร้างขึ้นอย่างไรกันแน่?

ก่อนหน้านี้สำนักข่าวซินหัวรายงานอ้างงานวิจัยซึ่งเผยแพร่ผ่านวารสารอาคิออลเมทรี (Archaeometry) ร่วมจัดทำโดยคณะผู้เชี่ยวชาญจากพิพิธภัณฑ์สุสานจักรพรรดิฉินสื่อหวง (จิ๋นซีฮ่องเต้) และมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ว่าสุสานกองทัพทหารดินเผาหรือสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ มีแนวโน้มถูกก่อสร้างขึ้นทีละชิ้นโดยกลุ่มศิลปินมากกว่าจะเป็นรูปแบบการก่อสร้างที่ประกอบขึ้นพร้อมกันขนาดใหญ่

คณะนักวิทยาศาสตร์ใช้วิธีวิเคราะห์ด้วยวิธีเอกซ์เรย์ ฟลูออเรสเซนต์ สเปกโตรสโคปี (X-ray fluorescence spectroscopy) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ก่อความเสียหายต่อโบราณวัตถุ เพื่อวัดปริมาณองค์ประกอบทางธรณีเคมีของดินเหนียวของรูปปั้นที่ได้รับการซ่อมแซม 28 ตัว และวิเคราะห์ส่วนประกอบแต่ละส่วนของรูปปั้น รวมถึงแขนและผ้าคลุม ส่วนหัวและขาของม้า

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบเครื่องหมายบนรูปปั้น 18 ตัว โดยเครื่องหมายที่ถูกพบมากที่สุด 2 แบบ ได้แก่ “กง” (Gong) บ่งบอกถึงสถานที่พักอาศัยของจักรพรรดิโบราณหรือผู้เป็นอมตะ และ “เสียนหยาง” (Xianyang) หมายถึงเมืองหลวงของยุคราชวงศ์ฉิน

นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังพบความแตกต่างทางองค์ประกอบของรูปปั้นที่มีเครื่องหมายกงและเสียนหยาง ซึ่งคาดว่าเป็นสัญลักษณ์แทนของผลิตภัณฑ์ที่ถูกทำขึ้นจากโรงผลิต 2 แห่ง ที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาวัตถุเซรามิกสำหรับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ในยุคราชวงศ์ฉิน (221-207 ก่อนปีคริสตกาล)

ปัจจุบันมีรูปปั้นมนุษย์และม้ามากกว่า 8,000 ตัว ถูกขุดพบในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ โดยรูปปั้นหลายร้อยตัวที่มีเครื่องหมายกงและรูปปั้นอีกหลายสิบตัวที่มีเครื่องหมายเสียนหยาง ถูกทำความสะอาดและบูรณะซ่อมแซมแล้ว

หลี่ซิ่วเจิน นักวิจัยของพิพิธภัณฑ์ฯ กล่าวว่ารูปปั้นที่มีเครื่องหมายกงดูมีความยิ่งใหญ่และถูกทำขึ้นอย่างประณีตมากกว่า และการที่รูปปั้นแต่ละตัวมีสารพัดข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยี ศิลปะ และการจัดระเบียบสังคมอันย้อนกลับไปมากกว่า 2,000 ปีก่อน ทำให้กองทัพทหารดินเผานี้น่าหลงใหลและน่าค้นหามาก

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

คริปโตเซ-เทคทรุด มหาเศรษฐีสูญเงินเป็นแสนล้านในสัปดาห์เดียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673748

วันที่ 23 ม.ค. 2565 เวลา 13:15 น.คริปโตเซ-เทคทรุด มหาเศรษฐีสูญเงินเป็นแสนล้านในสัปดาห์เดียวบรรดามหาเศรษฐีโดยเฉพาะในวงการเทคและคริปโตเคอร์เรนซี่ต่างเข้าเนื้อไปตามๆ กัน หลังจากสัปดาห์อันแปรปรวนในตลาดซื้อขาย

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เจฟฟ์ เบโซส์ แห่ง Amazon สูญเงินไปถึง 20,000 ล้านดอลลาร์จากทรัพย์สินของเขา ส่วน จ้าวฉางเผิง (Changpeng Zhao) แห่ง Binance บริษัทเทรดคริปโตชั้นนำเงินหายไป 17,700 ล้านดอลลาร์ ขณะที่มาร์ก ซักเคอร์เบิร์กแห่ง Facebook ทรัพย์สินหายไป 10,400 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากสัปดาห์นี้เกิดความปั่นป่วนขึ้นในวงการอีคอมเมิร์ซ รวมถึงตลาดคริปโตไปจนถึงธุรกิจเกมออนไลน์

ขณะที่ อีออน มัสก์ ผู้ก่อตั้ง Tesla และ SpaceX สูญเสียไปถึง 25,100 ล้านดอลลาร์ซึ่งนับว่ามากที่สุด แต่มัสก์รายเดียวยังไม่สะท้อนปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ซึ่งทำให้มหาเศรษฐีจำนวนมากในธุรกิจเทคจนถึงคริปโตต้องอ่วมไปตามๆ กัน

Yahoo Finance รายงานว่านี่เป็นสัปดาห์ที่แย่ที่สุดของตลาดหุ้นนับตั้งแต่ตลาดทรุดหนักจากการระบาดของโควิด-19 โดย Nasdaq ดัชนีหุ้นเทคโนโลยีเมื่อปิดตลาดในวันศุกร์ลดลง 7.6% ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีนาคม 2020 และยังเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 4 ของ Nasdaq ซึ่งถือเป็นการลดลงยาวนานที่สุดในรอบเก้าเดือน

มันเกิดขึ้นพร้อมกับหายนะในตลาดคริปโต หลังจาก Bitcoin เคยทำสถิติสูงสุดเกือบ 68,000 ดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายน ตอนนี้มีมูลค่าต่ำกว่า 35,000 ดอลลาร์เมื่อก่อนสุดสัปดาห์ นับเป็นการเริ่มต้นที่แย่ที่สุดของปีในประวัติศาสตร์ Bitcoin เลยทีเดียว

ทั้งนี้ จากการจัดอันดับดัชนีมหาเศรษฐี Bloomberg Billionaires Index อีลอน มัสก์ ยังคงเป็นอันดับที่ 1 มูลค่าทรัพย์สิน 243,000 ล้านดอลลาร์ ลดลง 12,500 ล้านดอลลาร์จากข้อมูลครั้งก่อน อันดับที่ 2 คือ เจฟฟ์ เบโซส์ มีทรัพย์สิน 168,000 ล้านดอลลาร์ ลดจากคราวก่อน 9,170 ล้านดอลลาร์

อันดับ 1 ถึง 10 ในดัชนีนี้มีทรัพย์สินลงลงในระดัยพันล้านทั้งหมด และเกือบทั้งหมดอยู่ในกลุ่มเทค (Technology) ยกเว้นแบร์นาร์ด อาร์โนลท์ (กลุ่ม Consumer) และวอร์เรน บัฟเฟตต์ (กลุ่ม Diversified)

อย่างไรก็ตาม มหาเศรษฐีอันดับที่ 11 จากธุรกิจกลุ่ม Energy คือ มูเกช อัมบานี แห่งอินเดียรวยขึ้น 177 ล้านดอลลาร์อยู่ที่ 94,000 ล้านดอลลาร์

Photo by ALAIN JOCARD / AFP

จับตา ‘สายพันธุ์ย่อย’ ของ Omicron ระวังระบาดเร็วในเอเชีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673736

วันที่ 23 ม.ค. 2565 เวลา 11:14 น.จับตา 'สายพันธุ์ย่อย' ของ Omicron ระวังระบาดเร็วในเอเชียนักวิทยาศาสตร์กำลังจับตาดูไวรัสโควิด-19 แขนงย่อยที่เพิ่งถูกค้นพบเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อพิจารณาว่าการเกิดขึ้นของโรคจะส่งผลต่อการแพร่กระจายของโรคระบาดใหญ่ในอนาคตอย่างไร

สายพันธุ์โอมิครอนเริ่มต้นได้กลายเป็นสายพันธุ์ของไวรัสที่มีอิทธิพลในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่หน่วยงานด้านสุขภาพของอังกฤษได้ระบุเคสของเวอร์ชันล่าสุดหลายร้อยเคสที่ติดเชื้อแขนงย่อยชื่อ BA.2 ในขณะที่ข้อมูลระหว่างประเทศระบุว่าว่าสามารถแพร่กระจายได้ค่อนข้างเร็ว

สำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร (UKHSA) ระบุว่าพบมากกว่า 400 เคสในสหราชอาณาจักรในช่วง 10 วันแรกของเดือนนี้และได้ระบุว่ามีการตรวจพบสายพันธุ์ล่าสุดใน 40 ประเทศอื่น ๆ ซึ่งคิดเป็นส่วนใหญ่ของเคสล่าสุดในบางประเทศรวมถึง อินเดีย เดนมาร์ก และสวีเดน

UKHSA ระบุเมื่อวันศุกร์ว่าได้กำหนดสายสายพันธุ์ย่อย BA.2 เป็นสายพันธุ์ภายใต้การสอบสวน (VUI) เนื่องจากเคสการติดเชื้อที่มีการเพิ่มขึ้น แม้ว่าในสหราชอาณาจักร สายพันธุ์ BA.1 จะยังเป็นสายพันธุ์หลักอยู่ก็ตาม

หน่วยงานรับผิดชอบเน้นย้ำว่า “ยังคงมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงจีโนมของไวรัส” ซึ่งจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวัง ในทำนองเดียวกัน กรณีในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาพบว่าอุบัติการณ์ BA.2 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในอินเดียและเดนมาร์ก

“สิ่งที่ทำให้เราประหลาดใจคือความรวดเร็วที่สายพันธุ์ย่อยนี้ ซึ่งแพร่กระจายไปในระดับที่ดีในเอเชีย ได้เข้ายึดครองในเดนมาร์กแล้ว” นักระบาดวิทยาชาวฝรั่งเศส อองตวน ฟลาโฮลต์ กล่าวกับเอเอฟพี

นักวิทยาศาสตร์ต้องประเมินว่าไวรัสซึ่งก่อให้เกิดวิกฤตสุขภาพโลกที่เลวร้ายที่สุดในรอบศตวรรษ ยังคงมีวิวัฒนาการและกลายพันธุ์ต่อไปอย่างไร สายพันธุ์ล่าสุดของมันไม่มีการกลายพันธุ์เฉพาะแบบที่ใช้ในการติดตามและเปรียบเทียบ BA.1 กับเดลต้าซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่โดดเด่นก่อนหน้านี้

BA.2 ยังไม่ถูกกำหนดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล แต่ฟลาโฮลต์กล่าวว่าประเทศต่างๆ จะต้องตื่นตัวต่อการพัฒนาล่าสุดในขณะที่นักวิทยาศาสตร์เพิ่มการเฝ้าระวัง

“(ฝรั่งเศส) คาดว่าการติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงกลางเดือนมกราคม วึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นและบางทีนั่นอาจเป็นเพราะสายพันธุ์ย่อยนี้ ซึ่งดูเหมือนจะแพร่เชื้อได้มาก แต่ไม่รุนแรง” กว่า BA.1

“สิ่งที่เราสนใจคือถ้าสิ่งนี้ (สายพันธุ์ย่อย) มีลักษณะที่แตกต่างกัน” จาก BA.1 ในแง่ของการติดต่อและความรุนแรง หน่วยงานด้านสาธารณสุขของฝรั่งเศสกล่าวเมื่อวันศุกร์

จนถึงปัจจุบัน มีเพียงไม่กี่กรณีของ BA.2 ที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศส แต่ประเทศกำลังติดตามการพัฒนาในขณะที่มันแพร่กระจายข้ามไปยังสหราชอาณาจักร

ฟลาโฮลต์ผู้อำนวยการสถาบัน Global Health แห่งมหาวิทยาลัยเจนีวา กล่าวว่าสิ่งสำคัญคือไม่ใช่การตื่นตระหนก แต่เป็นการ “ระมัดระวัง” เนื่องจาก “สำหรับตอนนี้ เรามีความรู้สึกว่า (เคส BA.2) ความรุนแรงเทียบได้กับ” เคสโอมิครอนรุ่นคลาสสิก

“แต่มีคำถามมากมายยังไม่ได้รับคำตอบ” และจำเป็นต้องตรวจสอบคุณสมบัติของสายพันธุ์ใหม่นี้

ทอม พีค็อก นักไวรัสวิทยาจาก Imperial College ในลอนดอนทวีตว่า “การสังเกตตั้งแต่แรกเริ่มมากจากอินเดียและเดนมาร์กชี้ให้เห็นว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมากในด้านความรุนแรงเมื่อเทียบกับ BA.1”

พีค็อกเน้นว่า “ขณะนี้เรายังไม่มีข้อมูลที่แน่นหนา … ว่า BA.2 สามารถแพร่เชื้อได้มากเพียงใดอาจมีมากกว่า BA.1 อย่างไรก็ตาม เราสามารถคาดเดา/สังเกตแต่เนิ่นๆ ได้”

เขาเสริมว่า “มีความเป็นไปได้ที่จะมีความแตกต่างเพียงเล็กน้อยในประสิทธิภาพของวัคซีนต่อ BA.1 และ BA.2 โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่แน่ใจว่า BA.2 จะมีผลกระทบอย่างมากต่อคลื่นโอมิครอนในปัจจุบันของการระบาดใหญ่

“หลายประเทศอยู่ใกล้หรือแม้กระทั่งผ่านจุดสูงสุดของคลื่น BA.1 ผมจะแปลกใจมากถ้า BA.2 จะทำให้เกิดคลื่นลูกที่สอง ณ จุดนี้ แม้ว่าจะมีการแพร่เชื้อที่สูงขึ้นเล็กน้อย การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงของ Delta-Omicron อย่างแน่นอน แต่เป็นการแทนที่ มีแนวโน้มว่าจะช้ากว่าและละเอียดกว่า” เขาคาดการณ์

โอมิวิเยร์ เวอรัง รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของฝรั่งเศสกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า BA.2 ไม่ได้น่าจะเป็นตัวเปลี่ยนเกม เนื่องจากสายพันธุ์ต่างๆ ปรากฏในเวลานี้ “ค่อนข้างปกติ” แต่เขาระบุว่าเขาจะยังไม่ฟันธงชัดๆ

“สิ่งที่เรารู้ในตอนนี้คือ (BA.2) มากหรือน้อยสอดคล้องกับคุณลักษณะที่เรารู้จักกันเกี่ยวกับโอมิครอน”

Photo by Rodrigo BUENDIA / AFP

เสียกันเป็นแสนล้าน หลัง Bitcoin ราคาทรุด 50% จากสถิติสูงสุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673722

วันที่ 23 ม.ค. 2565 เวลา 09:50 น.เสียกันเป็นแสนล้าน หลัง Bitcoin ราคาทรุด 50% จากสถิติสูงสุดสูญเสียมูลค่าไปครึ่งหนึ่งตั้งแต่ทำสถิติสูงสุด ทิศทางของคริปโตใหญ่สั่นคลอนหนักขึ้่นในช่วงสัปดาห์กลาง – ปลายเดือนมกราคม

รอยเตอร์รายงานว่า มูลค่าของ Bitcoin ลดลง 5.6% สู่ 34,448.94 ดอลลาร์ ณ เวลา 18:10 GMT ในวันเสาร์ โดยสูญเสียไปถึง 1,878.27 จากการปิดครั้งก่อน

แต่ก็ยังเพิ่มขึ้น 1.8% จากระดับต่ำสุดของปีที่ 34,000 ดอลลาร์ในวันที่ 22 มกราคม ขณะที่ Ether จากเครือข่ายบล็อคเชน ethereum ลดลง 8.4% มาอยู่ที่ 2,352.72 ดอลลาร์ ในวันเสาร์ โดยสูญเสียไป 189.64 ดอลลาร์จากการปิดครั้งก่อน

บลูมเบิร์กรายงานว่า Bitcoin ราคาทรุด 50% จากอัตราสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือยนพฤศจิกายนปีที่แล้ว การลดลงของ Bitcoin จากจุดสูงสุดได้ล้างมูลค่าตลาดไปแล้วกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์ และสูญเสียมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์จากตลาดคริปโตโดยรวม

ตามรายงานของ Bespoke Investment Group แม้ว่าจะมีทรุดลงของราคาในแง่เปอร์เซ็นต์ที่ใหญ่กว่ามากเคยเกิดขึ้นมาแล้วกับทั้ง Bitcoin และตลาดคริปโตโดยรวม แต่กรณีล่าสุดนี้ถือเป็นการลดลงที่ใหญ่เป็นอันดับสองในแง่ของอัตราเมียบดอลลาร์

นอกจากนี้ ใครก็ตามที่ซื้อ Bitcoin เมื่อต้นปีนี้ ต้องพลกับการสูญเสียมูลค่ามากกว่า 23% ในเวลาเพียงสามสัปดาห์ ในขณะเดียวกัน Ethereum ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสอง มีอาการแย่ลงไปอีก โดยลดลงประมาณ 15% ใน 24 ชั่วโมง (จากรายงานข่าว ณ วันที่ 22 มกราคม) และลดลงประมาณ 35% ตั้งแต่ปีใหม่

Photo – Joe Raedle/AFP

หมดจาก Omicron แล้วจะยังไงต่อสำหรับปีนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673705

วันที่ 22 ม.ค. 2565 เวลา 17:45 น.หมดจาก Omicron แล้วจะยังไงต่อสำหรับปีนี้เปิดความเห็นผู้เชี่ยวชาญ หมดจากโอมิครอนแล้วจะมี Covid-19 สายพันธุ์ใหม่ไหม

สำนักข่าว CNN เผยความเห็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับทิศทางการระบาดของ Covid-19 ในปีนี้ โดยส่วนใหญ่มองว่า เรา “อาจจะ” ได้เห็นจุดจบ ย้ำว่า “อาจจะ”

ทอม ฟรีเดน ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ในสมัยอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา เผยว่า “ผมว่าถ้าเรามาถูกทาง ปี 2022 จะเป็นปีที่ Covid-19 ไม่ได้มีอิทธิพลต่อชีวิตของเรามากนัก”

ฉากต่อไปของการแพร่ระบาดจะเป็นอย่างไรและจะมาถึงเมื่อใดคือสิ่งที่ อีวอนน์ มัลโดนาโด นักระบาดวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจาก Stanford Medicine กำลังพยายามหาคำตอบ

มัลโดนาโดเผยว่า สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันก็คือ “เราก็ไม่รู้แน่ชัด”

เรามีโมเดลการเกิดโรคและบทเรียนจากการระบาดใหญ่ในอดีต ทว่าวิธีการที่สายพันธุ์โอมิครอนง่ายอุบัติขึ้นมานั้นทำให้การคาดการณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าเป็นไปได้ยาก

“พวกเราไม่มีใครคาดว่าโอมิครอนจะเกิดขึ้น” มัลโดนาโดเผย “แต่มันก็มีเบาะแส แต่เราไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นในแบบที่มันเกิด”

ถึงอย่างนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อก็มีความหวังจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแอฟริกาใต้

“แอฟริกาใต้เป็นเหมือนนกคีรีบูนในเหมือง (ชาวเหมืองจะนำนกคีรีบูนเข้าไปในเหมืองเพื่อใช้เป็นตัวตรวจวัดแก๊สที่เป็นอันตรายกับมนุษย์ เพราะนกชนิดนี้มีความไวต่อสารพิษ) เพราะพวกเขาสามารถตรวจเจอโอมิครอนก่อน” มัลโดนาโดกล่าว

นักวิทยาศาสตร์แอฟริกาใต้พบโอมิครอนครั้งแรกเมื่อเดือน พ.ย. จากนั้นตัวเลขผู้ติดเชื้อก็พุ่งขึ้นและลดลงอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับในสหราชอาณาจักร และนั่นคือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะเกิดขึ้นกับทุกที่

จอห์น สวาร์ตซ์เบิร์ก ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อและวัคซีนจากวิทยาลัยสาธารณสุขเบิร์กลีย์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเผยว่า “คาดว่าในระยะสั้น ในช่วง 6 สัปดาห์ข้างหน้า จะยังค่อนข้างหนัก ราวกลางเดือน ก.พ.เราจะได้เห็นอะไรๆ ดีขึ้น”

และหากระลอกนี้ซาลงอย่างรวดเร็ว ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าจะมี “ช่วงเวลาเงียบสงบ”

สวาร์ตซ์เบิร์กเชื่อว่าเดือน มี.ค.ไปตลอดฤดูใบไม้ผลิ หรือจนถึงฤดูร้อนจะเหมือนกับปีที่แล้วคือ ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงต่อเนื่อง “จะมีสัญญาณบวก จากนั้นเราจะได้ทำอะไรๆ ในชีวิตได้มากขึ้น ผมว่าเดือน พ.ค. หรือ มิ.ย.จะดีขึ้น ผมค่อนข้างมองในแง่ดี”

ส่วนหนึ่งของการมองในแง่ดีของสวาร์ตซ์เบิร์กมาจากข้อเท็จจริงที่ว่าประชาชนจะมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น ทั้งตัวเลขผู้ที่ได้รับวัคซีนครบและเข็มกระตุ้น ทั้งผู้ที่ติดเชื้อในช่วงที่โอมิครอนระบาด

“ระดับภูมิคุ้มกันในประชากรของเราจะสูงกว่าระดับการระบาดของ Omicron มาก ซึ่งนั่นไม่เพียงแต่จะช่วยรับมือโอมิครอนกับเดลตาเท่านั้นหากมันยังระบาดอยู่ แต่จะช่วยรับมือกับสายพันธุ์ใหม่ๆ ด้วย” สวาร์ตซ์เบิร์กเผย “ส่วนจะช่วยได้มากแค่ไหนขึ้นอยู่กับยา”

นั่นเพราะโคโรนาไวรัสจะไม่มีทางหายไป

“ผมคาดว่าเวอร์ชันอื่นๆ ของรัสจะกลับมา” มัลโดนาโดกล่าว “นี่คือสถานการณ์ที่สร้างความไม่แน่นอนให้กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป”

สายพันธุ์ต่อไปอาจจะระบาดได้ง่ายเท่ากับหรือมากกว่าโอมิครอน และอาจทำให้ผู้ป่วยอาการหนักขึ้นหรือไม่มีอาการเลย

“ไม่ชัดเจนเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป” จอร์จ รัธเธอร์ฟอร์ด นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในซานฟรานซิสโกเผย และบอกอีกว่าในที่สุดไวรัสจะกลายพันธุ์ อย่างที่เกิดกับสายพันธุ์อัลฟาและเบตา หรือมันอาจจะก้าวกระโดดครั้งใหญ่อย่างเดลตาและโอมิครอน “แล้วจะเกิดอะไรต่อ? บอกไม่ได้”

ยกตัวอย่างไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 ที่เป็นไวรัสชนิดใหม่ที่ก่อให้เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เมื่อปี 1918 คือติดประชากรราว 1 ใน 3 ของโลกและคร่าราว 50 ล้านชีวิต

และในที่สุดการระบาดครั้งนั้นก็จบลง แต่ไวรัสดังกล่าวยังอยู่กับเรามาจนถึงทุกวันนี้

“มันคือบรรพบุรุษของเชื้อไวรัส H1N1 ทั้งหมดที่เราพบเจอทุกๆ ปี” มัลโดนาโดเผย “นับจากนั้นมันก็กลายพันธุ์หลายครั้ง แต่ล้วนมาจากสายพันธุ์เดียวกัน ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่ไวรัสจะทำอย่างเดียวกันนี้”

สวาร์ตซ์เบิร์กกล่าวว่า สหรัฐมีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหฐ่เฉลี่ยปีละ 35,000 ราย “และเราก็ยังใช้ชีวิตของเราต่อ ผมไม่คิดว่ามันจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก ”

ส่วนมัลโดนาโดบอกว่า นั่นคือสถานการณ์ที่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ และบอกอีกว่าหากอยากให้เป็นเหมือนกับไข้หวัดใหญ่ โลกจะต้องให้ความสำคัญกับคนที่เปราะบางต่อโรครุนแรงด้วยการทำให้แน่ใจว่าคนเหล่านี้ได้รับวัคซีน และเข้าถึงโมโนโคนอลแอนติบอดีและยาต้านไวรัส

ส่วนสถานการณ์ก้ำกึ่งไม่ดีไม่ร้ายคือ มียาต้านไวรัสหรือโมโนโคนอลที่จะรักษาคนป่วยไม่เพียงพอ หรือผู้ผลิตวัคซีนไม่สามารถผลิตวัคซีนที่ใช้เฉพาะสายพันธุ์ได้ทันเวลา ส่วนสถานการณ์เลวร้ายที่สุดคือ เชื้อหลบเลี่ยงการปกป้องจากวัคซีนและยารักษา ซึ่งมัลโดนาโดบอกว่ามีโอกาสเกิดขึ้นน้อย

ขณะที่ แอนโธนี ฟาวซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติของสหรัฐเผยว่า “ผมไม่สามารถบอกเป็นตัวเลขได้ว่ามีโอกาสจะเกิดขึ้นเท่าไร แต่เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับมัน”

ส่วน แพนาจิส กาเลียตซาโตส รองศาสตราจารย์จาก Johns Hopkins Medicine บอกว่า เรารู้วิธีหยุดยั้งอาการรุนแรงของ Covid-19 แล้วนั่นคือ วัคซีน หน้ากากอนามัย และการตรวจหาเชื้อ

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

หนิงเซี่ยเปิดบริการ ‘รถไฟสินค้าจีน-ลาว’ วิ่งตรงสู่ ‘เวียงจันทน์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673700

วันที่ 22 ม.ค. 2565 เวลา 15:56 น.หนิงเซี่ยเปิดบริการ ‘รถไฟสินค้าจีน-ลาว’ วิ่งตรงสู่ ‘เวียงจันทน์’เส้นทางนี้เป็นเส้นทางลัดเส้นใหม่จากหนิงเซี่ยไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุยทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เปิดบริการรถไฟสินค้าจีน-ลาว โดยรถไฟขบวนแรกออกเดินทางจากนครอิ๋นชวน เมืองเอกของหนิงเซี่ย มุ่งหน้าสู่นครหลวงเวียงจันทน์ของลาว เมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดี (20 ม.ค.) ถือเป็นการเปิดเส้นทางลัดเส้นใหม่จากหนิงเซี่ยไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

รถไฟขบวนแรกบรรทุกสารเคมีมากกว่า 500 ตัน ซึ่งมีมูลค่ากว่า 3.2 ล้านหยวน (ราว 16.6 ล้านบาท) จะเดินทางออกจากจีนผ่านด่านโม๋ฮันในมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ และคาดว่าจะเดินทางถึงเวียงจันทน์ในเวลาราว 9 วัน

ทั้งนี้ ทางรถไฟจีน-ลาว ระยะทางรวม 1,035 กิโลเมตร ซึ่งเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2021 วิ่งเชื่อมระหว่างนครคุนหมิง เมืองเอกของอวิ๋นหนาน กับนครหลวงเวียงจันทน์ของลาว โดยถือเป็นทางรถไฟต่างประเทศสายแรกที่ทั้งสองประเทศร่วมกันสร้างและดำเนินการ รวมถึงเป็นโครงการสำคัญภายใต้ความร่วมมือหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) คุณภาพสูง

ตะวันออกกลางระอุ! ซาอุฯ โจมตีทางอากาศถล่มคุกเยเมนดับนับร้อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673691

วันที่ 22 ม.ค. 2565 เวลา 13:20 น.ตะวันออกกลางระอุ! ซาอุฯ โจมตีทางอากาศถล่มคุกเยเมนดับนับร้อยกาชาดสากลเผยอาจมีผู้เสียชีวิตจากเหตุโจมตีทางอากาศเรือนจำในเยเมนเกิน 100 ราย

คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เผยว่ามีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บมากกว่า 100 รายจากเหตุการณ์ที่พันธมิตรอาหรับซึ่งนำโดยซาอุดีอาระเบียปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มเรือนจำในพื้นที่ของกลุ่มกบฏฮูษีในเมืองซาอาดาทางตอนเหนือของเยเมน เพื่อเอาคืนที่กลุ่มกบฏฮูษีโจมตีกรุงอาบูดาบีไม่กี่วันก่อนหน้า

กลุ่มกบฏฮูษีเผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงให้เห็นร่างผู้เสียชีวิตติดอยู่ในซากปรักหักพังจากการโจมตีที่ทำให้อาคารเรือนจำราบเป็นหน้ากลอง

ด้านกลุ่มพันธมิตรซาอุดีอาระเบียปฏิเสธว่าไม่ได้โจมตีทางอากาศ โดยตุรกี อัล มัลกี โฆษกของกลุ่มเผยว่า รายงานการโจมตีพื้นที่ของกลุ่มกบฏไม่มีมูล

นอกจากนี้ เมื่อวันพฤหัสบดี (20 ส.ค.) ยังมีการโจมตีทางอากาศอาคารสำนักงานโทรคมนาคมที่เมืองท่าโฮไดดาทางตอนใต้ของเยเมน ส่งผลให้มีพลเมืองเสียชีวิต 4 รายในจำนวนนี้เป็นเด็ก 3 ราย และบาดเจ็บอีก 17 ราย รวมทั้งสัญญาณอินเทอร์เน็ตขัดข้องทั่วประเทศ

กลุ่มพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบียปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเข้มข้นขึ้นหลังจากกลุ่มกบฏฮูษีซึ่งมีอิหร่านหนุนหลังใช้โดรนโจมตีกรุงอาบูดาบีเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (17 ส.ค.) จนมีผู้เสียชีวิต 3 ราย

วานนี้ (21 ส.ค.) แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดความขัดแย้งและปฏิบัติตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

ด้านสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งอยู่ในกลุ่มพันธมิตรซาอุฯ ยืนยันว่าทางกลุ่มยังคงยึดหลักการตอบโต้ที่ได้สัดส่วน เช่นเดียวกับ ลานา นุสไซเบห์ เอกอัครราชทูตยูเออีประจำยูเอ็น ที่บอกว่ากองกำลังพันธมิตรยึดมั่นตามบรรทัดฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ และปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการตอบโต้ทางทหารตามความเหมาะสม

คาดว่าเหตุขัดแย้งจะบานปลาย เนื่องจาก โมฮัมเหม็ด อับดุลซาลาม โฆษกและหัวหน้าฝ่ายเจรจาเพื่อสันติของฮูษีเผยว่าจะตอบโต้กลับ

REUTERS/Naif Rahma

บราซิลชี้ฉีด Sinovac 2 เข็มแล้วบูสต์ด้วยวัคซีนอื่นกัน Omicron ได้ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673684

วันที่ 22 ม.ค. 2565 เวลา 11:20 น.บราซิลชี้ฉีด Sinovac 2 เข็มแล้วบูสต์ด้วยวัคซีนอื่นกัน Omicron ได้ดีวัคซีนสูตรไขว้ Sinovac 2 เข็มแล้วบูสต์ด้วยวัคซีนยี่ห้ออื่นเพิ่มการปกป้องจาก Omicron ได้ดีกว่าฉีด Sinovac 3 เข็ม

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า การวิจัยโดยนักวิจัยจากบราซิลและมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดชี้ว่า ผู้ที่ฉีดวัคซีนของ Sinovac 2 เข็มควรฉีดเข็มกระตุ้นด้วยวัคซีนยี่ห้ออื่นเพื่อเพิ่มการปกป้องจากโอมิครอน (Omicron)

ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Lancet วานนี้ (21 ม.ค.) ทดสอบการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นในชาวบราซิลอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป 1,240 คนที่ได้รับวัคซีนของ Sinovac ครบ 2 เข็ม 6 เดือนก่อนทำการทดสอบดังกล่าว

พบว่า แม้ว่าคนที่ได้รับวัคซีนของ Sinovac เป็นเข็ม 3 หลังจากฉีดเข็ม 2 ไปแล้ว 28 วันจะมีภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น แต่คนที่ได้วัคซีนของ Pfizer-BioNTech หรือ AstraZeneca หรือ Johnson & Johnson เป็นเข็มกระตุ้นมีภูมิคุ้มกันสูงกว่ามาก

โดยการใช้วัคซีนของ Pfezer-BioNTech เป็นเข็มกระตุ้นสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ 152 เท่า สูงที่สุดในบรรดาวัคซีนที่นำมาศึกษา ขณะที่เข็มกระตุ้นจาก Sinovac เพิ่มภูมิคุ้นกันเพียง 12 เท่า

การวิจัยระบุว่า การกระตุ้นแบบใช้วัคซีนสูตรไขว้กระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันต่อทั้งเดลตาและโอมิครอนแข็งแกร่งขึ้นเมื่อเทียบกับการฉีดวัคซีนของ Sinovac ทั้ง 3 เข็ม ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยวัคซีนไขว้อื่นๆ

Bloomberg ระบุว่า หลักฐานที่ว่าวัคซีนเข็มกระตุ้นของ Sinovac สามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ถือเป็นข่าวดีสำหรับบริษัท รวมทั้งจีนและประเทศกำลังพัฒนาที่ใช้วัคซีนของจีน โดย Sinovac เผยเมื่อปลายปีที่แล้วว่าบริษัทพร้อมสำหรับรายได้ที่จะลดลงหลังจากงานวิจัยหลายชิ้นสร้างความกังขาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนต่อโอมิครอนแม้จะฉีดเข็มกระตุ้นแล้วก็ตาม

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

ติช นัท ฮันห์ พระนิกายเซนชื่อดังชาวเวียดนามมรณภาพในวัย 95

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673679

วันที่ 22 ม.ค. 2565 เวลา 09:56 น.ติช นัท ฮันห์ พระนิกายเซนชื่อดังชาวเวียดนามมรณภาพในวัย 95หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ พระนิกายเซนชื่อดังระดับโลกและนักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพมรณภาพอย่างสงบในวัย 95 ปี

บัญชีทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการของหมู่บ้านพลัมประกาศว่า หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ หรือทิก เญิ้ต หั่ญ (Thich Nhat Hanh) มรณภาพอย่างสงบระหว่างจำพรรษาที่วัดตื่อหิวในเมืองเว้เมื่อเวลา 00.00 น.ของวันที่ 22 ม.ค.สิริอายุ 95 ปี

เมื่อปี 2014 หลวงปู่ติช นัท ฮันห์มีอาการเส้นเลือดในสมองแตกจนไม่สามารถพูดได้ จากนั้นจึงเดินทางกลับเวียดนามในปี 2018 เพื่อใช้ชีวิตที่เหลือในบั้นปลายที่เมืองเว้บ้านเกิดหลังจากลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศสเกือบ 40 ปี

ในฐานะผู้บุกเบิกศาสนาพุทธในตะวันตก หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ได้ก่อตั้ง “หมูบ้านพลัม” ซึ่งเป็นสถานปฏิบัติธรรมในฝรั่งเศสเป็นแห่งแรก หลวงปู่ได้รับการขนามนามว่าเป็น “บิดาแห่งการมีสติตื่นรู้ (the father of mindfulness”

หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ มีชื่อเดิมว่า เหงียนซวนเบ่า ท่านบวชเป็นพระในขณะที่โฮจิมินห์พยายามหาหนทางปลดปล่อยเวียดนามออกจากการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส

หลวงปู่พูดได้ถึง 7 ภาษา และยังเคยเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตันและมหาวิทยาลัยโคลัมเบียของสหรัฐในช่วงต้นทศวรรษ 1960 จากนั้นในปี 1963 หลวงปู่ได้เดินทางกลับเวียดนามเพื่อร่วมการคัดค้านปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในสงครามเวียดนามร่วมกับพระสงฆ์หลายรูป

ในระหว่างนั้น หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ เดินทางกลับไปสหรัฐอีกครั้ง และได้มีโอกาสพบกับ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ซึ่งสนับสนุนการเคลื่อนไหวของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ และคิงยังเป็นผู้เสนอชื่อหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพด้วย

อย่างไรก็ตาม ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลเวียดนามใต้ขึ้นบัญชีดำหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ห้ามเดินทางกลับประเทศจึงต้องลี้ภัยไปฝรั่งเศสตั้งแต่นั้น

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต