จีนจัดขบวนแห่ประจานกลางถนนคนฝ่าฝืนกฎคุมโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671899

วันที่ 30 ธ.ค. 2564 เวลา 11:23 น.จีนจัดขบวนแห่ประจานกลางถนนคนฝ่าฝืนกฎคุมโควิดการทำแบบนี้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ดุเดือดในโซเชียลว่าแนวทางรับมือระบาดเข้มงวดจนเกินไป

สื่อท้องถิ่นของจีนรายงานว่า ตำรวจของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงนำตัวผู้ที่ละเมิดกฎควบคุม Covid-19 จำนวน 4 คนที่สวมหน้ากากอนามัยและชุดป้องกันเชื้อไวรัส เดินถือป้ายที่มีภาพถ่ายใบหน้าและชื่อของแต่ละคนไปตามท้องถนนท่ามกลางฝูงชนจำนวนมากในเมืองจิงซี

ภาพถ่ายที่ถูกเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นว่า ตำรวจ 2 นายซึ่งสวมอุปกรณ์ป้องกันใบหน้า หน้ากากอนามัย และชุดป้องกันเชื้อไวรัส เดินคุมตัวผู้ต้องหาแต่ละคนไปบนถนน โดยมีตำรวจปราบจลาจลเดินล้อมรอบ และมีตำรวจบางนายถือปืนด้วย

ชายทั้ง 4 คนถูกกล่าวหาว่าลักลอบขนส่งผู้อพยพเข้าเมือง ในขณะที่จีนยังคงปิดพรมแดนระหว่างประเทศ เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของ Covid-19

กว่างซีเดลีซึ่งเป็นสื่อของรัฐบาลระบุว่า การประจานผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรการสกัดดารแพร่ระบาดช่วยยับยั้งอาชญากรรมบริเวณชายแดน และยังส่งเสริมการปฏิบัติตามคำสั่งควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของประชาชน

ขณะที่ปฏิกิริยาต่อบทลงโทษดังกล่าวในโซเชียลมีเดียแบ่งเป็น 2 ฝ่าย อาทิ ในเวยปั๋วแฮชแท็กเกี่ยวกับประเด็นนี้ติดเทรนด์ประเด็นที่มีการพูดถึงกันมากที่สุด

บางคนบอกว่าการลงโทษดังกล่าวทำให้พวกเขานึกถึงการประจานต่อหน้าสาธารณชนเมื่อหลายร้อยปีก่อน ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเข้าอกเข้าใจความพยายามในการควบคุมการแพร่ระบาดตามแนวชายแดนของทางการ

ผู้ใช้รายหนึ่งระบุว่า “ที่น่ากลัวกว่าการถูกแห่ประจานไปตามถนนก็คือ หลายๆ คอมเม้นต์ที่เห็นด้วยกับการลงโทษแบบนี้”

ด้านปักกิ่งนิวส์ ซึ่งเป็นสื่อของรัฐบอกว่า “มาตรการนี้ละเมิดเจตนารมณ์ของหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรงและไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นอีก”

ขณะที่สำนักความมั่นคงสาธารณะเมืองจิงซีและรัฐบาลท้องถิ่นอ้างว่าเป็น “การตักเตือนทางวินัย ณ สถานที่เกิดเหตุ” และไม่มี “ความไม่เหมาะสม” เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมการประจานถือเป็นเรื่องปกติ แต่ในปัจจุบันไม่ค่อยเกิดขึ้นแล้วในจีน

แยกยังไง อาการไหนไข้หวัด อาการไหนโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671864

วันที่ 29 ธ.ค. 2564 เวลา 17:30 น.แยกยังไง อาการไหนไข้หวัด อาการไหนโควิดทั้งไข้หวัดและโควิดมีอาการคล้ายกันมาก บางครั้งจึงยากต่อการแยกแยะว่าจริงๆ แล้วเราถูกโรคอะไรเล่นงานกันแน่

อาการเจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดกล้ามเนื้ออาจจะเป็นได้ทั้งไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ หรืออาจจะเป็น Covid-19 ผู้เชี่ยวชาญอธิบายถึงข้อสังเกตไว้ดังนี้

ซาราห์ แอช โคมบ์ส แพทย์ประจำโรงพยาบาลเด็กแห่งชาติเผยกับ CNN ว่า การติด Covid-19 อาจเหมือนเป็นไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่ วิธีที่ดีที่สุดที่จะรู้ว่าป่วยจากอะไรคือการตรวจ

อับดุล อัลซาเอ็ด นักระบาดวิทยาและอดีตกรรมการบริหารกรมการแพทย์ดีทรอยต์เผยว่า สัญญาณแรกของไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ และ Covid-19 มีแนวโน้มว่าจะเหมือนกัน แต่เราสามารถแยกอาการ Covid-19 ออกจากไข้หวัดคือ Covid-19 มักจะมีอาการปวดศีรษะและไอแห้งร่วมอยู่ด้วย ส่วนการสูญเสียการรับรสและกลิ่นยังพบได้บ้างแต่น้อยมากเมื่อเทียบกับเดลตา

“คนที่มีอาการเจ็บหน้าอก โดยเฉพาะเมื่อเกิดร่วมกับอาการไอแห้งที่แย่ลงเรื่อยๆ คุณจำเป็นต้องพบแพทย์” อัลซาเอ็ดเผยกับ CNN

แต่ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ การสัมผัสเชื้อ

“ถ้าคุณเริ่มมีอาการเหล่านี้ให้ตั้งคำถามก่อนว่า ‘มีใครที่เราติดต่อด้วยติด Covid-19 หรือไม่’ ที่สำคัญต้องแยกตัวออกจากคนอื่นและตรวจหาเชื้อด้วยตัวเอง” อัลซาเอ็ดแนะนำ

และยังบอกอีกว่า แม้จะยังไม่มีอาการก็ให้ระวังไว้ก่อนหากคุณเคยคลุกคลีกับคนที่ติด Covid-19 “ผมคิดว่าคิดไว้ก่อนว่าเราติดเชื้อก็ไม่เสียหาย เพราะตอนนี้มันระบาดยังกับไฟลามทุ่ง”

จอห์น ทอร์เรส ผู้สื่อข่าวด้านการแพทย์อาวุโสของ NBC News เผยกับ TODAY ว่า “หากคุณเริ่มป่วยคุณต้องคิดไว้ก่อนว่าเป็น Covid-19 จนกว่าจะพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่ หมายความว่าคุณต้องกักตัวและตรวจหาเชื้อเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่ Covid-19 หากผลตรวจเป็นลบค่อยมาดูต่อว่าเป็นไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่”

ทอร์เรสอธิบายอีกว่า อาการเด่นๆ ของโอมิครอน (Omicron) คือ เหงื่อออกตอนกลางคืน

ควรตรวจเมื่อไร

อัลซาเอ็ดเผยว่า หากเริ่มมีอาการให้เริ่มตรวจเลย สำหรับคนที่สัมผัสเชื้อแต่ไม่มีอาการ มีโอกาสเป็นไปได้ว่าไวรัสยังไม่พัฒนาพอที่จะแสดงผลในชุดตรวจ ATK

กรณีนี้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) แนะนำว่า ต้องรอ 5 วันหลังจากสัมผัสเชื้อโดยระหว่างนี้ต้องระมัดระวังตัวไปก่อน

“แค่ผลตรวจเป็นลบไม่ได้หมายความว่าไม่ใช่ Covid-19 วิธีที่ดีที่สุดคือการตรวจหาเชื้อ และอาจตรวจอีกครั้งใน 12-24 ชั่วโมง และหากผลออกมาเป็นลบ 2 ครั้ง จึงค่อยมั่นใจได้ว่าไม่ใช่ Covid-19”

อัลซาเอ็ดทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าจะเป็น Covid-19 หรือไข้หวัดธรรมดา การกักตัวในขณะกำลังสู้กับเชื้อไวรัสเป็นวิธีที่ดีที่สุด

REUTERS/Ueslei Marcelino

Moderna สูญ 3 ล้านล้านบาทหลังหุ้นร่วง 50% จากจุดพีค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671858

วันที่ 29 ธ.ค. 2564 เวลา 16:18 น.Moderna สูญ 3 ล้านล้านบาทหลังหุ้นร่วง 50% จากจุดพีคหุ้น Moderna ร่วงหนักสุดในรอบกว่า 2 ปี ล่าสุดมูลค่าลดจากช่วงพีคเมื่อเดือน ส.ค.กว่า 50%

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า หุ้นของบริษัท Moderna กำลังอยู่ในช่วงขาลงที่ยาวนานที่สุดในรอบกว่า 2 ปี โดยร่วงต่อเนื่องลดลงจากช่วงพีคของเดือน ส.ค.มากกว่า 50% ส่งผลให้มูลค่าในตลาดหายไปราว 98,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 3.286 ล้านล้านบาท

แม้ว่าขณะนี้โอมิครอน (Omicron) กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลกซึ่งน่าจะเป็นผลดีกับผู้ผลิตวัคซีนนป้องกัน Covid-19 อย่าง Moderna ทว่าราคาหุ้นของบริษัทได้รับแรงกดดัน เนื่องจากยาเม็ดต้าน Covid-19 ของบริษัท Pfizer และ Merck เพิ่งได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA)

ณ เวลา 12.50 น.ตามเวลาท้องถิ่น หุ้นของ Moderna ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กร่วง 2.8% ลงมาอยู่ที่ 239.90 เหรียญสหรัฐ และในช่วง 6 วันที่ผ่านมามูลค่าลดลงไปราว 19% ส่งผลให้มูลค่าตามราคาตลาดหายไปเกือบ 23,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 770,994 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี เฉพาะปีนี้จนถึงวันจันทร์ที่ผ่านมา มูลค่าหุ้นของ Moderna ยังคงเพิ่มขึ้นถึง 136% และยังเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีผลประกอบการดีที่สุดในปีนี้ และเป็นรองเพียง Tesla ของ อีลอน มัสก์ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

ส่วนหุ้นของผู้ผลิตวัคซีนเจ้าอื่นอย่าง Pfizer และ BioNTech ก็อยู่ในช่วงขาลงเช่นกัน

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

อย.สหรัฐเผยชุดตรวจ ATK หาเชื้อ Omicron ไม่แม่นยำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671853

วันที่ 29 ธ.ค. 2564 เวลา 15:05 น.อย.สหรัฐเผยชุดตรวจ ATK หาเชื้อ Omicron ไม่แม่นยำสหรัฐเผยชุดตรวจหาเชื้อแบบ ATK บางชนิดอาจตรวจจับโอมิครอนได้ไม่แม่นยำ

สำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (FDA) เผยว่า ผลการวิจัยเบื้องต้นพบว่าชุดตรวจหาเชื้อแบบเร่งด่วน หรือ ATK ที่ใช้กันทั่วไปบางยี่ห้อมีความแม่นยำน้อยในการตรวจจับเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน (Omicron)

FDA วิจัยประสิทธิภาพของชุดตรวจ ATK ร่วมกับสถาบันสุขภาพแห่งชาติ โดยใช้ตัวอย่างจากผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อสายพันุ์โอมิครอนและพบว่า ชุดตรวจแบบ ATK ยังคงตรวจจับเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนได้ แต่แต่ความไวในการตรวจจับเชื้อน้อยลง ซึ่งหมายความว่าอาจให้ผลตรวจเป็นลบแบบลวง หรือ false negative

อย่างไรก็ดี FDA ยังคงแนะนำให้ใช้ชุดตรวจแบบ ATK ต่อไปโดยให้ปฏิบัติตามคำแนะนำที่ระบุไว้ในกล่อง และบอกอีกว่า โดยทั่วไปแล้วชุดตรวจแบบ ATK มีความไวน้อยกว่าที่จะพบเชื้อในช่วงแรกๆ เมื่อเทียบกับการตรวจแบบ PCR ที่ทำในห้องปฏิบัติการ

FDA ระบุต่อว่า หากมีผลตรวจแบบ ATK ออกมาเป็นลบ แต่สงสัยว่าตัวเองอาจติด Covid-19 ไม่ว่าจะมีอาการบางอย่างหรือสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ แนะนำให้ตรวจแบบ PCR ซึ่งมีมาตรฐานกว่าอีกครั้ง

Photo by Ben STANSALL / AFP

ไขความลับมัมมี่ฟาโรห์อาเมนโฮเทปอายุ 3,500 ปีของอียิปต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671845

วันที่ 29 ธ.ค. 2564 เวลา 14:02 น.ไขความลับมัมมี่ฟาโรห์อาเมนโฮเทปอายุ 3,500 ปีของอียิปต์เทคโนโลยีซีทีสแกนเผยรายละเอียดที่น่าตื่นตะลึงของฟาโรห์อาเมนโฮเทปที่ 1 ของอียิปต์

คณะนักวิทยาศาสตร์อียิปต์ใช้เทคโนโลยีซีทีสแกนสแกนมัมมี่อายุ 3,500 ปีของฟาโรห์อาเมนโฮเทปที่ 1 ของอียิปต์ เผยให้เห็นรายละเอียดที่น่าตื่นตะลึงเกี่ยวกับชีวิตและความตายของกษัตริย์อียิปต์โบราณองค์นี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการค้นพบมัมมี่นี้เมื่อปี 1881 หรือเมื่อ 140 ปีที่แล้วที่เมืองเดียร์ เอล บาฮารี

มัมมี่ของฟาโรห์อาเมนโฮเทปที่ 1 ถูกตกแต่งด้วยพวงมาลัยดอกไม้และหน้ากากไม้ แต่อยู่ในสภาพที่เปราะบางมากจนนักโบราณคดีไม่กล้ารื้อเปิดดูข้างในเหมือนมัมมี่อื่น จึงเป็นมัมมี่ของราชวงศ์อียิปต์เพียงมัมมี่เดียวที่ถูกพบในศตวรรษที่ 19 และ 20 ที่ยังไม่ถูกเปิดเพื่อศึกษา

ทีมนักวิทยาศาสตร์ใช้เทคโนโลยีซีทีสแกนและสร้างภาพจำลองสามมิติเพื่อศึกษามัมมี่อายุ 3,500 ปีนี้

ซาฮาร์ ซาลีม ศาสตราจารย์ด้านรังสีวิทยาของมหาวิทยาลัยไคโรและนักรังสีวิทยาของโครงการมัมมี่อียิปต์เผยว่า “จากการเปิดมัมมี่แบบดิจิทัล และการคลี่ชั้นต่างๆ อาทิ หน้ากาก ผ้าห่อหุ้ม เราสามารถศึกษาข้อมูลที่ไม่เคยมีมาก่อนของฟาโรห์ที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี”

ซาลีมและทีมงานพบว่า ขณะเสียชีวิตฟาโรห์อาเมนโฮเทปที่ 1 อายุราว 35 ปี และสูง 169 เซนติเมตร มีสุขภาพฟันที่ดีซึ่งต่างจากมัมมี่ของฟาโรห์องค์อื่นๆ เคยผ่านการขลิบหนังหุ้มอวัยวะเพศ และมีเครื่องราง 30 ชิ้นและผ้าคาดเอวที่ทำจากทองอยู่ภายใต้ผ้าที่ใช้ห่อหุ้มร่าง

การซีทีสแกนยังพบว่า ฟาโรห์อาเมนโฮเทปมีคางแหลม จมูกเล็กแคบ ผมหยิก และฟันบนยื่นออกมาเล็กน้อย และใบหน้าคล้ายพระบิดาคือ ฟาโรห์อาห์โมสที่ 1

การศึกษาไม่พบบาดแผลหรือการผิดรูปร่างใดๆ ที่จะบ่งบอกถึงสาเหตุการเสียชีวิตของฟาโรห์

นักวิจัยยังพบว่า มัมมี่ฟาโรห์อาเมนโฮเทปที่ 1 ได้รับความเสียหายหลายครั้งหลังการเสียชีวิตซึ่งอาจเกิดจากโจรปล้นสุสาน ซึ่งอักษรเฮียโรกลิฟฟิกระบุไว้ว่า นักบวชและคนแต่งศพพยายามซ่อมแซมมัมมี่ของพระองค์หลายครั้งในช่วงราชวงศ์ที่ 21 หรือหลังจากที่ฟาโรห์อาเมนโฮเทปที่ 1 ถูกทำเป็นมัมมี่ครั้งแรกและฝังไว้นานกว่า 400 ปี

ซาลีมเผยว่า “สำหรับอาเมนโฮเทปที่ 1 นักบวชของราชวงศ์ที่ 21 ซ่อมแซมความเสียหายของมัมมี่ที่เกิดจากโจรปล้นสุสานด้วยความรักใคร่ บูรณะมัมมี่ของพระองค์ให้กลับสู่ความรุ่งโรจน์ในอดีต และรักษาเครื่องประดับที่งดงามและเครื่องรางไว้อย่างดีตามเดิม”

นักบวชยังเชื่อมศีรษะและคอที่หลุดออกมาเข้ากับร่างกายด้วยผ้าลินินเคลือบเรซิน หุ้มผนังช่องท้องที่เสียหายด้วยสายรัด และนำเครื่องราง 2 ชิ้นไว้ด้านล่าง และห่อแขนข้างซ้ายที่หลุดออกมากับร่างของฟาโรห์

มัมมี่ของอาเมนโฮเทปที่ 1 ยังเป็นฟาโรห์องค์แรกที่แขนช่วงล่างถูกงอไว้ที่หน้าอก และสมองและหัวใจของพระองค์ไม่ถูกนำออกมาเหมือนกับการทำมัมมี่อื่นๆ

ทั้งนี้ ฟาโรห์อาเมนโฮเทปที่ 1 ปกครองอียิปต์ราว 21 ปี ระหว่างปี 1525-1504 ก่อนคริสต์ศักราช โดยเป็นกษัตริย์องค์ที่ 2 ของราชวงศ์ที่ 18 ต่อจากพระบิดา ในสมัยของพระองค์ปกครองด้วยความปกติสุขและยังทรงสร้างวัดไว้มากมาย

งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสารFrontiers in Medicine

Photo by Egyptian Ministry of Antiquities / AFP

สหรัฐทุบสถิติติดเชื้อเฉลี่ยวันละ 2.5 แสน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671833

วันที่ 29 ธ.ค. 2564 เวลา 11:50 น.สหรัฐทุบสถิติติดเชื้อเฉลี่ยวันละ 2.5 แสนตัวเลขติดเชื้อรายวันเฉลี่ยของสหรัฐทุบสถิติกว่า 2.5 แสนคน คาดสัปดาห์หน้าทะลุครึ่งล้าน

สำนักข่าว CNN รายงานโดยอ้างข้อมูลของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อเฉลี่ยในรอบ 1 สัปดาห์ของสหรัฐพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 254,496 รายในวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น ทุบสถิติเดิม 251,989 รายเมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา

สถิติล่าสุดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วทั้งในสหรัฐและประเทศอื่นๆ นับตั้งแต่เดือนที่ผ่านมา โดยตัวเลขล่าสุดของสหรัฐอาจขยับเพิ่มขึ้นอีกเมื่อจบวัน

โจนาธาน ไรเนอร์ นักวิเคราะห์ด้านการแพทย์ของ CNN เชื่อว่า สหรัฐจะเห็นผู้ติดเชื้อแตะครึ่งล้านคนต่อวันภายในสัปดาห์หน้า หรือไม่ก็ภายใน 10 วัน

บรรดาผู้เชี่ยวชาญยังคาดการณ์ว่าสายพันธุ์โอมิครอนซึ่งแพร่เชื้อได้เร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมาจะทำให้ปี 2022 เป็นปีที่ยากลำบากมากๆ

“ม.ค.จะเป็นเดือนที่ยากลำบากมากๆ และผู้คนควรเตรียมพร้อมรับมือกับเดือนที่ผู้คนจำนวนมากจะติดเชื้อ” อาซิธ จา คณะบดีวิยาลัยสาธารณสุขมหาวิทยาลัยบราวน์เผย จาเผยอีกว่า “คนส่วนใหญ่ที่ฉีดวัคซีนแล้วและฉีดเข็มกระตุ้นแล้วจะไม่ป่วยหนัก แต่ไม่ใช่สำหรับคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีน คนส่วนใหญ่ที่ยังไม่ฉีดวัคซีนสุดท้ายจะป่วยหนัก และมันจะยุ่งเหยิงพอสมควร ผมหวังว่าเดือน ก.พ. หรืออาจจะ มี.ค. ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะลดลง ช่วงนั้นจะเป็นฤดูใบไม้ผลิ อากาศก็จะดีขึ้น ซึ่งจะช่วยได้มาก”

ขณะที่ยอดผู้เข้ารักษาในโรงพยาบาลอยู่ในช่วงขาขึ้นเช่นกันโดยเฉลี่ยวันละกว่า 71,000 ราย แต่ยังต่ำกว่าระดับที่เคยสูงสุด เช่นเดียวกับตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เฉลี่ยรายวันอยู่ที่ 1,243 ราย ซึ่งยังไม่มากเมื่อเทียบกับสถิติสูงสุดของวันที่ 26 ม.ค. ที่ 3,342 ราย

REUTERS/Brendan McDermid/File Photo

จะเป็นอย่างไรถ้าลองให้ทิปร้านอาหารจีนในสหรัฐ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671685

วันที่ 28 ธ.ค. 2564 เวลา 18:30 น.จะเป็นอย่างไรถ้าลองให้ทิปร้านอาหารจีนในสหรัฐ?เมื่อคนจีนไม่มีวัฒนธรรมการให้ทิป แต่มันเป็นสิ่งจำเป็นในสหรัฐ แล้วร้านอาหารจีนในสหรัฐจะไม่อยากได้ทิปจริงหรือ?

อย่างที่ทราบกันดีว่าวัฒนธรรมการให้ทิปของแต่ละประเทศนั้นแตกต่างกันออกไป หลายประเทศไม่มีวัฒนธรรมการให้ทิป อาทิ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลี สิงคโปร์ รวมถึงไทย หรืออย่างอาร์เจนตินา การให้ทิปถือว่าผิดกฎหมาย ตามกฎหมายแรงงานปี 2004 ในทางกลับกันอีกหลายประเทศการไม่ให้ทิปต่างหากที่เป็นเรื่องผิด

ตัวอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกา ทิปถือเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับงานบริการ รายได้ส่วนใหญ่ของพนักงานหลายๆ คนก็มาจากทิป สำหรับร้านอาหารในสหรัฐนั้นมีธรรมเนียมการให้ทิป 15% ถึง 20% ของราคาอาหาร

ในขณะที่จีนซึ่งไม่มีวัฒนธรรมการให้ทิป ในบางครั้งถือเป็นสิ่งต้องห้ามที่ไม่ควรทำ บางคนมองว่าเป็นการดูถูก ติดสินบน หรืออาจสร้างความลำบากใจให้แก่ผู้รับได้ ยกเว้นบางอาชีพ เช่น ไกด์และพนักงานขับรถ ส่วนร้านอาหารในจีนนั้นลูกค้าก็ไม่นิยมให้ทิปเช่นกัน เว้นแต่จะเป็นร้านอาหารที่ให้บริการลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก

จะเป็นอย่างไรถ้าร้านอาหารจีนไปอยู่ในสหรัฐ?

กลุ่มยูทูบเบอร์จากช่อง CantoMando ทดลองให้ทิปแก่ร้านอาหารจีนในสหรัฐทั้งหมด 6 ร้าน ได้แก่ New Sky Restaurant, New Ho King Restaurant, Taste of China Seafood Restaurant, Canton Chilli, Harmony Restaurant และ Chinese Traditional Buns เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาจะทำอย่างไรเมื่อได้รับทิป

ยูทูบเบอร์อ้างคำพูดของบรรดาชาวเน็ตในสหรัฐซึ่งมักกล่าวว่าพวกเขามักจะให้ทิปร้านอาหารจีนน้อยกว่าร้านอาหารตะวันตกด้วยเหตุผลบางอย่าง บางคนก็บอกว่าสำหรับร้านอาหารจีนแล้วไม่ต้องให้ทิปเยอะหรอกเพราะมันไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกดี

พนักงานร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งเปิดเผยว่าโดยปกติแล้วลูกค้ามักให้ทิปประมาณ 10% หรือบางคนก็ไม่ได้ให้เลย แต่เธอไม่ได้ซีเรียสอะไร ขณะที่ยูทูบเบอร์กลุ่มนี้มองว่ามันไม่แฟร์เลย ขณะที่ร้านอาหารตะวันตกได้ทิป 20% เป็นเรื่องปกติ ทั้งที่พนักงานร้านอาหารจีนก็ทำงานหนักเหมือนกัน

พนักงานบางร้านถึงกับงงเมื่อยูทูบเบอร์ให้ทิปถึง 60 เหรียญสหรัฐหรือกว่า 2,000 บาท จากราคาอาหาร 11.30 เหรียญสหรัฐ (ราว 380 บาท) จนเธอต้องเอาเงินไปคืน

ต่อมา ยูทูบเบอร์เดินทางไปยังร้านอาหารจีนอีกร้านและลองให้ทิป 80 เหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 2,700 บาท จากราคาอาหาร 14.69 เหรียญสหรัฐ หรือราว 500 บาท แน่นอนว่าพนักงานนำเงินมาคืนอีกแล้ว โดยบอกว่าเขารับไว้ไม่ได้จริงๆ ทั้งสองฝ่ายยื้อกันอยู่นานกว่าพนักงานจะยอมรับทิปนั้นไป

ยูทูบเบอร์ยังคงเดินหน้าไปต่อที่ร้านอาหารจีนอีกร้านหนึ่ง คราวนี้พวกเขาให้ทิปถึง 100 เหรียญสหรัฐ (กว่า 3,350 บาท) แต่เจ้าของร้านบอกว่าพวกเขาไม่ควรทำแบบนี้เลย ในความเป็นจริงแล้วทิปแค่ 10 เหรียญสหรัฐ (335 บาท) ก็พอ ก็อาจจะจริงที่ว่าการให้ทิปในร้านอาหารจีนไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกดีแต่เป็นการสร้างความลำบากใจ

ยูทูบเบอร์กลุ่มนี้ปิดท้ายด้วยการให้ทิป 500 เหรียญสหรัฐ (กว่า 16,000 บาท) กับร้านอาหารจีนแห่งหนึ่ง ซึ่งมันทำให้เจ้าของร้านงงมากว่านี่มันคืออะไร พวกเขากำลังเล่นอะไรกัน เขาไม่เชื่อว่าเป็นทิป มันเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ทิปมากขนาดนี้ และยังบอกอีกว่าในเมื่อลูกค้าจ่ายเงินค่าอาหารแล้ว และมันเป็นหน้าที่ของทางร้านที่จะต้องบริการดังนั้นไม่จำเป็นต้องให้ทิปอีก

ยูทูบเบอร์ทิ้งท้ายว่าหวังว่าคลิปนี้จะช่วยเปลี่ยนความคิดของใครหลายๆ คนที่เลือกให้ทิปร้านอาหารจีนน้อยกว่าร้านอาหารตะวันตก เพราะพวกเขาทำงานหนักเหมือนกันก็สมควรได้ทิปเหมือนกัน

ผู้ใช้ชื่อ Trevor E. แสดงความคิดเห็นใต้คลิปวิดีโอดังกล่าวว่าเขาเป็นคนผิวขาว แต่ไม่อยากเชื่อเลยว่าหลายคนไม่ค่อยให้ทิปร้านอาหารจีน เพราะพนักงานร้านอาหารจีนเท่าที่เขาเคยพบทำงานหนักมากและบริการดีด้วย

Melissa lml กล่าวว่าน้ำตาจะไหลเลยเมื่อได้เห็นคลิปนี้ ความคิดที่ว่าบางคนไม่สมควรได้รับทิปนั้นไม่สมเหตุสมผลเลย ทุกคนทำงานหนักเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

ผู้ใช้ชื่อ Jennifer กล่าวว่าเธอรู้สึกเสียใจที่ร้านอาหารจีนในสหรัฐได้ทิปน้อยกว่ามาตรฐานที่ 15% มันแย่มากและไม่ยุติธรรมเลย

BoLin Bao กล่าวว่าในที่สุดก็มีคนออกมาพูดเรื่องนี้ คนจีนไม่มีวัฒนธรรมการให้ทิปดังนั้นเขาจะไม่ขอทิปจากคุณ แต่เขายังคงให้การบริการที่ดีที่สุดแก่คุณ สำหรับในประเทศจีนทิปอาจไม่จำเป็นเพราะพนักงานได้เงินจากนายจ้างของพวกเขา แต่ในสหรัฐทิปคือรายได้หลักของพวกเขา ได้โปรดอย่าลืมให้ทิปอย่างยุติธรรม

Meverynoob กล่าวว่าในเอเชียไม่มีวัฒนธรรมในทิปเพราะพนักงานได้รับค่าจ้าง ในฐานะลูกค้าเราก็คาดหวังว่าจะจ่ายเงินเท่าราคาอาหารใบเสร็จ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงมีวัฒนธรรมจ่ายค่าจ้างพนักงานต่ำเกินไป และไปโยนภาระนั้นให้ลูกค้าต้องจ่ายทิป

Photo by Jade GAO / AFP

ซานซีคืนชีพภาพวาดฝาผนัง ‘ชู 2 นิ้ว’ จากหลุมศพยุคราชวงศ์ถัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671768

วันที่ 28 ธ.ค. 2564 เวลา 17:03 น.ซานซีคืนชีพภาพวาดฝาผนัง ‘ชู 2 นิ้ว’ จากหลุมศพยุคราชวงศ์ถังพิพิธภัณฑ์จีนบูรณะจิตรกรรมฝาผนังหายากของหลุมศพอายุนับพันปีเตรียมเปิดให้เข้าชม

พิพิธภัณฑ์จิตรกรรมฝาผนังราชวงศ์ฉีเหนือแห่งนครไท่หยวน เมืองเอกของมณฑลซานซีทางตอนเหนือของจีน เปิดเผยการบูรณะหลุมศพโบราณที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังหายากจากยุคราชวงศ์ถัง (ปี 618-907)

หลุมศพดังกล่าวถูกขุดพบที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในไท่หยวน เมื่อปี 2009 ต่อมาถูกเคลื่อนย้ายไปยังพิพิธภัณฑ์ฯ เพื่อการคุ้มครองและบูรณะซ่อมแซม

คำจารึกหลุมศพระบุชื่อเจ้าของหลุมศพว่า “กัวเซี่ยง” เป็นนายทหารระดับกลางในยุคราชวงศ์ถัง โดยหลังคา ผนัง เตียงโลงศพ ทางเดิน และประตูหลุมศพ ล้วนตกแต่งด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังอันวิจิตรงดงาม

พิพิธภัณฑ์ฯ ได้บูรณะจุดบกพร่องในภาพจิตรกรรมฝาผนัง อาทิ รอยปริ โพรง และตำหนิ และจะเปิดให้สาธารณชนเข้าชมหลุมศพแห่งนี้ในอนาคต โดยสิ่งที่น่าสนใจคือตัวละครต่างๆ ในภาพจิตรกรรมฝาผนังล้วนชูนิ้วชี้และนิ้วกลางคล้ายตัววี (V)

เฝิงกัง นักวิจัยจากสถาบันคุ้มครองวัตถุทางวัฒนธรรมไท่หยวน ระบุว่าจิตรกรรมฝาผนังอันวิจิตรงดงามของหลุมศพบ่งชี้สถานะอันสูงส่งของเจ้าของ ซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวิทยาศาสตร์

แอฟริกาใต้เผย Omicron ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อเดลตา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671775

วันที่ 28 ธ.ค. 2564 เวลา 15:42 น.แอฟริกาใต้เผย Omicron ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อเดลตางานวิจัยพบการติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์เดลตา

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า งานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ในแอฟริกาใต้ชี้ว่า การติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) ช่วยเสริมแอนติบอดีที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของเชื้อ (neutralizing immunity) ต่อสายพันธุ์เดลตาได้

การวิจัยซึ่งเผยแพร่ในเว็บไวต์ MedRxiv แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญ (peer-reviewed) พบว่า ผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้ว มีแอนติบอดีที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของเชื้อต่อสายพันธุ์เดลตาเพิ่มขึ้น

การวิเคราะห์ดังกล่าวทำในผู้ที่ฉีดและยังไม่ฉีดวัคซีน 33 คนซึ่งติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนในแอฟริกาใต้

นอกจากจะพบว่าแอนติบอดีที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของเชื้อต่อสายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มขึ้น 14 เท่าหลังเข้าร่วมการวิจัย 14 วันแล้ว ยังพบด้วยว่าแอนติบอดีดังกล่าวต่อสายพันธุ์เดลตาเพิ่มขึ้น 4.4 เท่า

“การเพิ่มขึ้นของแอนติบอดีต่อสายพันธุ์เดลตาในผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนอาจลดโอกาสที่ผู้คนเหล่านั้นจะติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาซ้ำ” นักวิทยาศาสตร์เผย 

อเล็กซ์ ซิกัล ศาสตราจารย์จากสถาบันวิจัยสุขภาพแอฟริกาในแอฟริกาใต้ทวีตว่า “หากโอมิครอนไม่รุนแรงจริงอย่างที่พบในแอฟริกาใต้มันจะช่วยผลักดันเดลตาออกไป”

ทั้งนี้ งานวิจัยของแอฟริกาใต้ก่อนหน้านี้พบว่า ผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนมีความเสี่ยงเข้ารักษาในโรงพยาบาลหรืออาการรุนแรงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับสายพันธุ์เดลตา แต่นักวิจัยย้ำว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะประชากรส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกัน

Photo by Noel Celis / AFP

Omicron ระบาดหนัก! ยุโรปเร่งยกระดับคุมเข้มโควิดหลังปีใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671756

วันที่ 28 ธ.ค. 2564 เวลา 14:00 น.Omicron ระบาดหนัก! ยุโรปเร่งยกระดับคุมเข้มโควิดหลังปีใหม่หลายประเทศในยุโรปพบผู้ติดเชื้อเพิ่มหลังเทศกาลคริสต์มาส เร่งยกระดับการคุมเข้มสกัดโอมิครอน

เยอรมนี

ห้ามรวมตัวเกิน 10 คน, ปิดไนต์คลับในช่วงปีใหม่, อีเว้นต์ใหญ่ๆ อาทิ การแข่งขันกีฬาจัดได้แต่ต้องไม่มีผู้เข้าชม, ต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีน หรือหายป่วยจาก Covid-19 ก่อนใช้บริการในร้านค้าที่ไม่จำเป็น และใครก็ตามที่เดินทางจากอังกฤษเข้าเยอรมนีต้องมีผลตรวจ PCR เป็นลบไม่เกิน 48 ชั่วโมงและต้องกักตัว 14 วันไม่ว่าจะฉีดวัคซีนหรือไม่

เดนมาร์กชาวต่างชาติทุกคนและผู้ที่ไม่มีถิ่นที่อยู่ในเดนมาร์กที่เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค.เป็นต้นไปต้องมีผลตรวจเป็นลบแม้จะฉีดวัคซีนแล้วก็ตาม, ร้านค้าและร้านอาหารต้องจำกีดจำนวนลูกค้าและร้านอาหารต้องปิดภายใน 23.00 น. มาตรการเหฃ่านี้จะมีผลจนถึงวันที่ 17 ม.ค.เป็นอย่างน้อย

ก่อนหน้านี้รัฐบาลยังแนะนำให้ประชาชนทำงานจากที่บ้าน ห้ามจัดคอนเสิร์ตที่มีผู้ชมยืนดูเกิน 50 คน

อิตาลี

รัฐบาลอิตาลีสั่งเพิ่มความเข้มของมาตรการโดยห้ามคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนใช้สถานที่สาธารณะ รวมทั้งนำมาตรการสวมหน้ากากอนามัยภายนอกอาคารกลับมาใช้อีกครั้ง รวมทั้งห้ามฉลองเทศกาลปีใหม่นอกอาคาร ส่วนไนต์คลับจะปิดจนถึงวันที่ 31 ม.ค.

ก่อนหน้านี้อิตาลีกำหนดให้พลเมืองยุโรปที่ยังไม่ฉีดวัคซีนกักตัว 5 วันเมื่อเดินทางเข้าประเทศ ส่วนคนที่มาจากประเทศใน EU ที่ฉีดวัคซีนแล้วต้องมีผลตรวจเป็นลบภายใน 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. รัฐบาลยังออกมาตรการใหม่สำหรับคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนที่เรียกว่า “ซูเปอร์เฮลท์พาส” โดยอนุญาตให้เฉพาะคนที่มีประวัติการฉีดวัคซีน หรือหายป่วยจาก Covid-19 เท่านั้นนั่งรับประทานอาหารในร้าน หรือเข้าโรงภาพยนตร์ หรือเข้าชมการแข่งขันกีฬา

รวมทั้งขยายการบังคับฉีดวัคซีนไปยังบุคลากรในโรงเรียน ผู้บังคับใช้กฎหมาย ทหาร และบุคคลที่ต้องทำงานด้านสุขภาพ

ฝรั่งเศส

วานนี้ (27 ธ.ค.) รัฐบาลออกมาตรการใหม่ซึ่งจะบังคับใช้เป็นเวลา 3 สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค. เพื่อสกัดการแพร่ระบาดระลอกที่ 5 คือ ให้ทำงานจากที่บ้านอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน หรือ 4 วันหากเป็นไปได้, การรวมตัวกันต้องไม่เกิน 2,000 คนสำหรับงานที่จัดในตัวอาคาร และ 5,000 คนสำหรับงานกลางแจ้ง, ผู้ชมคอนเสิร์ตต้องนั่งชมเท่านั้น

บาร์และร้านอาหารเสิร์ฟเฉพาะลูกค้าที่นั่งเท่านั้น ห้ามยืน, ห้ามบริโภคอาหารและเครื่องดื่มในโรงภาพยนตร์ ขนส่งสาธารณะ รวมทั้งการเดินทางระยะไกล,สวมหน้ากากอนามัยในรถสาธารณะ แต่ไม่มีการเคอร์ฟิวในช่วงปีใหม่และโรงเรียนจะเปิดตามแผนเดิมในเดือน ม.ค.

ชาวฝรั่งเศสอาจต้องใช้ใบรับรองการฉีดวัคซีน รวมกับผลตรวจที่เป็นลบเมื่อจะเข้าใช้บริการสถานที่สาธารณะซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 ม.ค.หากสภาอนุมัติ

สเปน

หลังจากช่วงวันหยุดคริสต์มาส ยอดติดเชื้อต่อประชากร 100,000 คนของสเปนพุ่งเกิน 1,000 คนเป็นครั้งแรก ทำให้ต้องกลับมาสมวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่กลางแจ้งอีกครั้ง

ส่วนแคว้นคาตาโลเนียสั่งเคอร์ฟิวตั้งแต่ 01.00-06.00 น. ห้ามรวมตัวกันเกิน 10 คน รวมทั้งปิดไนต์คลับและลดจำนวนเก้าอี้ในร้านอาหารลง 50% ส่วนยิมและโรงภาพยนตร์ใช้บริการได้ 70% ของความจุ โดยเบื้องต้นจะมีผลถึงวันที่ 7 ม.ค.

กรีซ

ทางการสั่งยกเลิกการจัดงานคริสต์มาสและปีใหม่สาธารณะทั้งหมด สวมหน้ากากอนามัยทั้งในตัวอาคารและในสถานที่สาธารณะ ส่วนนักท่องเที่ยวต้องตรวจหาเชื้อในวันที่ 2 และ 4 หลังจากเดินทางเข้าประเทศ มาตรการเหล่านี้บังคับใช้ถึงวันที่ 3 ม.ค.

ส่วนที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 3-16 ม.ค. ได้แก่ บังคับสวมหน้ากากอนามัยที่มีการปกป้องสูง หรือสวมหน้ากากอนามัย 2 ชั้นในซูเปอร์มาร์เก็ต รถขนส่งสาธารณะ, สถานบันเทิงต้องปิดในเวลาเที่ยงคืน, ลดจำนวนคนเข้าสนามกีฬาลงเหลือ 10% ของความจุ, การทำงานจากที่บ้าน หรือสลับเวลาทำงานขยายมาใช้กับภาคราชการด้วย

รวมทั้งการบังคับประชาชนที่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปฉีดวัคซีนภายในวันที่ 16 ม.ค. หากฝ่าฝืนมีโทศปรับ 100 ยูโรในทุกๆ เดือนจนกว่าจะฉีดวัคซีน

อังกฤษ

รัฐบาลประกาศว่าจะไม่มีการประกาศมาตรการเพิ่มเติมก่อนปีใหม่ เพื่อรอหลักฐานเพิ่มเติมว่าสาธารณะสุขจะรับมือกับการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นไหวหรือไม่ แต่ขอความร่วมมือประชาชนระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการฉลองปีใหม่ในที่สาธารณะ ส่วนกรุงลอนดอนยกเลิกกิจกรรมฉลองปีใหม่

นอกจากนี้ ทางการอังกฤษยังลดระยะเวลากักตัวสำหรับผู้ติดเชื้อจาก 10 วันเหลือ 7 วัน หากผลตรวจออกมาเป็นลบในวันที่ 6 และ 7 เพื่อลดผลกระทบจาก Covid-19 ต่อการดำเนินชีวิต

ขณะที่สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ ต่างเพิ่มมาตรการจำกัดการเดินทางและการทำกิจกรรม รวมทั้งการเข้าผับและคาเฟ่ และจำกัดจำนวนการรวมตัว

ที่มา: euronews

Photo by Tolga Akmen / AFP