จีนพบซากเมืองเก่าหลายพันปีมีโบราณวัตถุซุกอยู่เพียบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670921

วันที่ 18 ธ.ค. 2564 เวลา 16:30 น.จีนพบซากเมืองเก่าหลายพันปีมีโบราณวัตถุซุกอยู่เพียบมณฑลเหอหนานทางตอนกลางของจีน ค้นพบซากเมืองโบราณยุคราชวงศ์ซาง (1600-1046 ปีก่อนคริสต์ศักราช) พร้อมหลุมศพหลายสิบหลุมและโบราณวัตถุจำนวนมาก

ซากเมืองโบราณดังกล่าวตั้งอยู่ที่หมู่บ้านเถาเจียอิ๋งของเมืองอันหยาง มีขนาดพื้นที่วัดจากทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตกได้ 560 เมตร และทิศเหนือถึงทิศใต้ได้ 330 เมตร

ข่งเต๋อหมิง ผู้อำนวยการสถาบันวัตถุทางวัฒนธรรมและโบราณคดีอันหยาง เผยว่าการกระจายตัวของพื้นที่และวัตถุที่ขุดพบบ่งบอกว่าซากเมืองแห่งนี้มีความสำคัญในยุคราชวงศ์ซางตอนกลาง

ปัจจุบันคณะนักโบราณคดีขุดพบหลุมศพ 27 หลุม และโบราณวัตถุ 172 ชิ้น ซึ่งเป็นเครื่องสัมฤทธิ์ อาวุธ เครื่องไม้เครื่องมือ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องหยก และกระดูก รวมถึงขุดพบพื้นที่สำหรับอยู่อาศัยและทำการผลิต อาทิ เตาเผา บ่อน้ำ และบ่อดิน

นอกจากนั้นคณะนักโบราณคดียังค้นพบคูน้ำวงแหวนที่มีความกว้างวัดจากทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตกได้ราว 300 เมตร และความยาววัดจากทิศเหนือถึงทิศใต้ได้ราว 330 เมตร บริเวณฝั่งตะวันออกของซากเมืองแห่งนี้ ซึ่งแสดงลักษณะของการป้องกันเมือง

การจัดแบ่งพื้นที่ตามการใช้งานอันชัดเจนบ่งบอกการมีมาตรฐานสูงของเมืองแห่งนี้ในอดีตกาล โดยข่งเสริมว่าการค้นพบครั้งนี้มีคุณค่าต่อการศึกษาวัฒนธรรมยุคราชวงศ์ซางอย่างมหาศาล ซึ่งคณะนักโบราณคดีจะเดินหน้าการขุดสำรวจต่อไป

โควิดไม่กระจอก! Omicron รุนแรงไม่น้อยกว่าเดลตา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670920

วันที่ 18 ธ.ค. 2564 เวลา 16:00 น.โควิดไม่กระจอก! Omicron รุนแรงไม่น้อยกว่าเดลตาวิจัยอังกฤษชี้โอมิครอนเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อซ้ำมากกว่าเดลตา 5 เท่า อาการไม่ได้เบากว่าเดลตา

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ผลการวิจัยโดยมหาวิทยาลัย Imperial College London พบว่า ความเสี่ยงที่จะติดเชื้อซ้ำจากสายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) มีสูงกว่าสายพันธุ์เดลตา 5.4 เท่า และความรุนแรงของสายพันธุ์โอมิครอนไม่ได้น้อยกว่าสายพันธุ์เดลตา

ผลการวิจัยตั้งอยู่บนข้อมูลของสำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพของสหราชอาณาจักร (UKHSA) และระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ของผู้ที่มีผลตรวจ PCR เป็นบวกในอังกฤษระหว่างวันที่ 29 พ.ย.-11 ธ.ค.

งานวิจัยระบุว่า “เราไม่พบหลักฐาน (ทั้งความเสี่ยงที่จะต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลและสถานะของอาการ) ว่า โอมิครอนมีความรุนแรงต่างจากเดลตา” ทว่าข้อมูลเกี่ยวกับการเข้ารักษาในโรงพยาบาลยังค่อนข้างจำกัด

และยังพบอีกว่า การปกป้องที่ได้จากการติดเชื้อครั้งก่อนหน้าต่อการติดเชื้อซ้ำด้วยสายพันธุ์โอมิครอนอาจมีเพียง 19% เท่านั้น

ทีมวิจัยพบว่า สำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนเข็มสองมาแล้วตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป และหลังได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นแล้วตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป ความเสี่ยงที่จะติดเชื้อแบบแสดงอาการจากโอมิครอนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับสายพันธุ์เดลตา

งานวิจัยชิ้นนี้ทำในผู้ที่ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca และ Pfizer

เมื่อพิจารณาจากประสิทธิภาพของวัคซีน (VE) ต่อการติดเชื้อแบบแสดงอาการจากสายพันธุ์เดลตา แปลความหมายได้ว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนอยู่ระหว่าง 0-20% หลังจากฉีดวัคซีน 2 โดส และ 55-80% หลังจากฉีดเข็มกระตุ้น

“งานวิจัยชิ้นนี้ให้หลักฐานเพิ่มเติมว่าโอมิครอนสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันที่มีอยู่ก่อนทั้งจากการติดเชื้อและจากการฉีดวัคซีน” นีล เฟอร์กูสัน ผู้วิจัยอาวุโสเผยในแถลงการณ์ของ Imperial College London “การหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันในระดับนี้หมายความว่าโอมิครอนเป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุขครั้งยิ่งใหญ่”

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าโอมิครอนรุนแรงไม่น้อยกว่าเดลตา

ทั้งนี้ งานวิจัยชิ้นนี้ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ (peer-reviewed) จากผู้เชี่ยวชาญ

Photo by Paul ELLIS / AFP

ระวังวัคซีนขาดตลาด! เยอรมนีเร่งตุนวัคซีนเพิ่มรับมือ Omicron

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670912

วันที่ 18 ธ.ค. 2564 เวลา 13:53 น.ระวังวัคซีนขาดตลาด! เยอรมนีเร่งตุนวัคซีนเพิ่มรับมือ Omicronเยอรมนีวัคซีนไม่พอหลังเจอ Omicron ระบาดหนักเล็งตุนเพิ่มอีกล็อตใหญ่

คาร์ล เลาเทอร์บัค รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเยอรมนีเตือนว่า วัคซีนสำรองของเยอรมนีเหลือน้อยและอาจไม่เพียงพอสำหรับใช้ในช่วงฤดูหนาวนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการคาดการณ์ว่าสายพันธุ์โอมิครอนจะอยู่ในช่วงขาขึ้น

เลาเทอร์บัคเผยอีกว่า ขณะนี้เยอรมนีกำลังปันส่วนวัคซีน Pfizer-BioNTech ไปยังศูนย์ฉีดวัคซีนทั่วประเทศจำนวน 1.2 ล้านโดสในสัปดาห์หน้า 800,000 โดสในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ และอีก 1.2 ล้านโดสในสัปดาห์หลังจากนั้น

“แต่ยังน้อยกว่าจำนวนที่แพทย์ร้องขอมาในแต่ละสัปดาห์” เลาเทอร์บัคเผย และระบุว่า การขาดแคลนเกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เลวร้ายลงอย่างกะทันหัน ไม่เกี่ยวกับการที่รัฐบาลชุดก่อนจัดหาไว้ไม่เพียงพอ

เลาเทอร์บัคซึ่งเป็นนักระบาดวิทยาด้วยเผยอีกว่า เยอรมนีเตรียมจะซื้อวัคซีนฉุกเฉินที่ไม่ได้ใช้ในประเทศยุโรปตะวันออก รวมทั้งบัลแกเรีย โรมาเนีย และโปแลนด์ เนื่องจากหลายประเทศในยุโรปตะวันออกมีวัคซีนที่กำลังจะหมดอายุเพราะประชาชนลังเลที่จะฉีดวัคซีน

เลาเทอร์บัคยังยืนยันรายงานข่าวก่อนหน้านี้ว่ามีแผนจะใช้งบประมาณ 2,200 ล้านยูโรซื้อวัคซีนของ BioNTech 80 ล้านโดสผ่านช่องทางจัดซื้อวัคซีนอย่างเป็นทางการของสหภาพยุโรป (EU) และซื้อโดยตรงอีก 12 ล้านโดส

นอกจากนี้ บริษัท Moderna ยังตกลงจะส่งมอบวัคซีนอีก 35 ล้านโดสให้เยอรมนีก่อนกำหนด

ทั้งนี้ ชาวเยอรมนีราว 70% ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 2 เข็มแล้ว และเกือบ 28% ได้รับเข็ม 3 แล้ว

REUTERS/Kai Pfaffenbach

หนุ่มมะกันถูกไล่ลงจากเครื่องบินเพราะดื้อจะสวมกางเกงในแทนแมสก์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670907

วันที่ 18 ธ.ค. 2564 เวลา 12:00 น.หนุ่มมะกันถูกไล่ลงจากเครื่องบินเพราะดื้อจะสวมกางเกงในแทนแมสก์หนุ่มอเมริกันยืนยันจะสวมกางเกงในจีสตริงแทนหน้ากากอนามัยบนเครื่องบินเลยถูกไล่ลงก่อนเทกออฟ

อดัม เจนน์ หนุ่มอเมริกันวัย 38 ปีถูกเชิญลงจากเครื่องบินของสายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลนส์ ก่อนเครื่องจะเทกออฟมุ่งหน้าจากเมืองฟอร์ทลอเดอร์เดลในรัฐฟลอริดาไปยังวอชิงตัน เนื่องจากเขายืนยันจะสวมกางเกงในจีสตริงของผู้หญิงแทนหน้ากากอนามัย

ในคลิปวิดีโอที่ผู้โดยสารรายหนึ่งถ่ายไว้เผยให้เห็นว่าเจนน์สวมจีสตริงสีแดงคลุมปากและจมูก ก่อนจะมีเสียงลูกเรือพูดว่า “คุณต้องลงจากเครื่อง เราไม่อนุญาตให้คุณเดินทาง” จากนั้นเจนน์ถามว่า “ทำไม” ลูกเรือตอบกลับว่า “คุณไม่ปฏิบัติตามระเบียบการสวมหน้ากากอนามัย”

เจนน์เผยว่าเขาสวมกางเกงในแทนเนื่องจากต้องการแสดงให้เห็นถึงข้อกำหนดไร้สาระที่บังคับให้ผู้โดยสารต้องสวมหน้ากากอนามัยขณะอยู่บนเครื่องบิน แต่กลับอนุญาตให้ผู้โดยสารถอดหน้ากากอนามัยได้เมื่อต้องการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่ม

นอกจากหนุ่มรายนี้แล้ว ภายหลังยังมีผู้โดยสารรายอื่นอีกหลายคนที่ตัดสินใจลงจากเครื่องไปด้วยเพื่อสนับสนุนการกระทำของเจนน์

ภายหลังเจนน์ถูกห้ามขึ้นเครื่องบินของสายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลนส์ และก่อนหน้านี้เคยถูกเชิญลงจากเครื่องบินของสายการบินเดลตา แอร์ไลนส์จากการกระทำแบบเดียวกันนี้

หมอฟาวซีเผยอาจเปลี่ยนนิยาม ‘ฉีดวัคซีนครบโดส’ เป็น 3 เข็ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670905

วันที่ 18 ธ.ค. 2564 เวลา 10:51 น.หมอฟาวซีเผยอาจเปลี่ยนนิยาม ‘ฉีดวัคซีนครบโดส’ เป็น 3 เข็มหมอใหญ่สหรัฐเผยกำลังพิจารณาเปลี่ยนนิยามฉีดวัคซีนครบโดสจาก 2 เป็น 3 เข็ม

แอนโธนี ฟาวซี ที่ปรึกษาการรับมือ Covid-19 ของทำเนียบขาวเผยในรายการ Squawk Box ของสำนักข่าว CNBC ว่า กำลังพิจารณาเปลี่ยนนิยามการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ครบโดสของวัคซีน Pfizer-BioNTech และ Moderna จาก 2 เข็มเป็น 3 เข็ม

ฟาวซีกล่าวอีกว่า ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) เปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนคำนิยามให้รวมการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นสำหรับวัคซีน 2 โดส

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่าวัคซีนที่ดีที่สุดต้องใช้ 3 เข็ม ไม่ว่า CDC จะเปลี่ยนหรือไม่ มันกำลังถูกพิจารณาและเปิดให้มีการถกเถียง”

ฟาวซีเผยว่า สำหรับวัคซีนเข็มเดียวอย่าง Johnson & Johnson จำเป็นต้องวัคซีนเข็มกระตุ้นของ Pfizer-BioNTech หรือ Moderna จึงจะถือว่าได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว

ฟาวซีกล่าวต่อว่า ช่วงเวลาสำหรับการเปลี่ยนคำนิยามใหม่ยังไม่ชัดเจน แต่การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเป็นเรื่องจำเป็นท่ามกลางการระบาดของสายพันธุ์โอมิครอน (Omicron)

“ผมไม่แน่ใจว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ผมคิดว่าเราต้องไม่ลืมว่าหากคุณต้องการได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่ คุณต้องฉีดเข็มกระตุ้น” ฟาวซีกล่าว

ภายใต้คำนิยามของ CDC ในขณะนี้ถือว่าฉีดวัคซีนครบโดสหลังจากฉีดวัคซีนเข็ม 2 ของ Pfizer-BioNTech หรือ Moderna แล้ว 2 สัปดาห์ หรือ 2 สัปดาห์หลังจากฉีดวัคซีนของ Johnson & Johnson

REUTERS/Kevin Lamarque/File Photo

พบ Moderna เสี่ยงหัวใจอักเสบมากกว่า Pfizer แต่ยังถือว่าเสี่ยงต่ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670886

วันที่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 19:00 น.พบ Moderna เสี่ยงหัวใจอักเสบมากกว่า Pfizer แต่ยังถือว่าเสี่ยงต่ำเดนมาร์กพบ Moderna มีโอกาสทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบมากกว่า Pfizer ประมาณ 3 ถึง 4 เท่า แต่ยังคงถือว่าเป็นผลข้างเคียงที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากมาก และส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง

วันนี้ (17 ธ.ค.) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานผลการศึกษาของเดนมาร์กที่ตีพิมพ์ในวารสาร British Medical Journal เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา พบว่าวัคซีนโควิด-19 ของ Moderna มีโอกาสทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบมากกว่า Pfizer ประมาณ 3 ถึง 4 เท่า แต่ยังคงถือว่าเป็นผลข้างเคียงที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากมาก

ทีมวิจัยจากสถาบัน Statens Serum ของเดนมาร์กได้ทำการศึกษากับชาวเดนมาร์กเกือบ 85% ของประชากรทั้งหมด 4.9 ล้านคน ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป โดยตรวจสอบความเชื่อมโยงของวัคซีนชนิด mRNA กับการอักเสบของหัวใจ (myocarditis หรือ myopericarditis)

“โดยทั่วไปอัตราการเกิด myocarditis หรือ myopericarditis ของผู้ที่ได้รับวัคซีน mRNA-1273 (Moderna) สูงกว่าประมาณ 3 ถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับการฉีดวัคซีน BNT162b2 (Pfizer-BioNTech)” วิจัยกล่าว

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงโดยรวมของการเกิดอาการดังกล่าวจากการใช้วัคซีนชนิด mRNA ทั้งสองยี่ห้อยังคงถือว่าอยู่ในระดับต่ำ

นักวิจัยพบว่าอาการดังกล่าวเกิดขึ้นพียง 1 รายต่อ 71,400 รายสำหรับผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีน Pfizer-BioNTech ส่วนผู้ที่ฉีดวัคซีน Moderna นั้นอยู่ที่ 1 รายต่อ 23,800 ราย โดยส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง

REUTERS/Dado Ruvic/File Photo

ส่องความสำเร็จ NASA ส่งยานแตะดวงอาทิตย์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670874

วันที่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 17:45 น.ส่องความสำเร็จ NASA ส่งยานแตะดวงอาทิตย์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์NASA ส่งยานแตะดวงอาทิตย์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ก้าวสำคัญในการไขความลับของดวงอาทิตย์-อิทธิพลต่อระบบสุริยะ

Parker Solar Probe ยานสำรวจขององค์การอวกาศสหรัฐ (NASA) สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยการเดินทางเข้าสู่ชั้นบรรยากาศชั้นบนของดวงอาทิตย์ หรือ Corona ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์ที่มียานอวกาศสามารถแตะดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการไขความลับของดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้ที่สุดของเรา และศึกษาอิทธิพลของมันที่มีต่อระบบสุริยะ

โทมัส ซูร์บูเชน รองผู้บริหารกรมภารกิจวิทยาศาสตร์ (Science Mission Directorate) ของ NASA กล่าว่านี่คือช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ของวงการวิทยาศาสตร์ และเป็นความสำเร็จที่น่าทึ่ง ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้เราเข้าใจถึงวิวัฒนาการของดวงทิตย์และผลกระทบที่มีต่อระบบสุริยะของเราเท่านั้น แต่ทุกสิ่งที่เราจะได้เรียนรู้หลังจากนี้จะช่วยในการทำความเข้าใจดาวดวงอื่นๆ ในจักรวาลเพิ่มเติมด้วย

เนื่องจากการที่มันเข้าใกล้พื้นผิวดวงอาทิตย์มากขึ้น หมายความว่ามันกำลังค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่ยานอวกาศลำอื่นอยู่ไกลเกินกว่าจะมองเห็น

ในระหว่างการทำภารกิจ Parker Solar Probe เดินทางเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ซึ่งอยู่ห่างจากพื้นผิวดวงอาทิตย์ราว 6.5 ล้านไมล์ ซึ่งสามารถช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ทำความเข้าใจว่าเหตุการณ์บนดวงอาทิตย์ส่งผลต่อบรรยากาศและลมสุริยะอย่างไร

NASA ชี้ว่าดวงอาทิตย์ไม่มีพื้นผิวแข็ง แต่มีสสารสุริยะที่ร้อนระอุประกอบกันเป็นชั้นบรรยากาศ Corona ที่ห่อหุ้มดวงอาทิตย์ โดยอาศัยแรงโน้มถ่วงและพลังคลื่นแม่เหล็ก

ทั้งนี้ Parker Solar Prob เริ่มเดินทางออกจากโลกในวันที่ 12 ส.ค. 2018 โดยมุ่งที่จะโคจรรอบดวงอาทิตย์ และเดินทางเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ยานดังกล่าวยังเคยทำสถิติเป็นยานอวกาศที่เร็วที่สุดด้วยความเร็ว 586,864 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

โดยขณะนี้ยังมีคำถามอีกมากมายที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการหาคำตอบ อาทิ ลักษณะของดวงอาทิตย์และอิทธิพลของมันในฐานะศูนย์กลางของระบบสุริยะ ทำความเข้าใจปรากฏการณ์พายุสุริยะซึ่งสามารถกระทบต่อโลก และสาเหตุที่ชั้นบรรยากาศ Corona มีอุณภูมิสูงกว่าพื้นผิวของดวงอาทิตย์หลายร้อยเท่า

ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษากันต่อไป และคาดว่าในอนาคตข้างหน้า Parker Solar Prob จะเดินทางเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้นเรื่อยๆ และอาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ทำความเข้าใจดาวฤกษ์ดวงนี้ได้มากขึ้นhttps://www.youtube.com/embed/LkaLfbuB_6E

Photo by EUROPEAN SPACE AGENCY / AFP

เกาหลีเหนือสั่ง ‘ห้ามหัวเราะ’ ครบรอบ 10 ปีการจากไป ‘คิม จองอิล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670869

วันที่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 15:50 น.เกาหลีเหนือสั่ง 'ห้ามหัวเราะ' ครบรอบ 10 ปีการจากไป 'คิม จองอิล'เกาหลีเหนือไว้อาลัยครบรอบ 10 ปีการจากไปของอดีตผู้นำ สั่งประชาชนห้ามหัวเราะ-สังสรรค์เป็นเวลา 11 วัน

Radio Free Asia และ Fox News รายงานว่าเกาหลีเหนือไว้อาลัยครบรอบ 10 ปีการจากไปของ คิม จองอิล อดีตผู้นำเกาหลีเหนือ โดยทางการกำหนดให้ประชาชนร่วมไว้ทุกข์เป็นเวลา 11 วัน นับตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค.

ประชาชนรายหนึ่งในเมืองชายแดนตะวันออกเฉียงเหนือของชินอึยจูกล่าวกับ Radio Free Asia ว่าในช่วงเวลานี้ประชาชนถูกห้ามมิให้หัวเราะหรือแสดงสีหน้าอื่นใดนอกจากความเคร่งขรึมในที่สาธารณะ ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือทำกิจกรรมยามว่างเพื่อความบันเทิงอย่างเช่นการช้อปปิ้ง ตลอดจนการซื้อขายของชำก็เป็นสิ่งต้องห้ามเช่นกัน

แหล่งข่าวเผยว่าในอดีตมีประชาชนจำนวนมากถูกจับกุมเนื่องจากดื่มสุราในช่วงไว้ทุกข์ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครพบเห็นพวกเขาเลย

“ในช่วงระยะเวลาไว้ทุกข์ประชาชนยังไม่สามารถประกอบพิธีศพ หรือแม้แต่ฉลองวันเกิดของตัวเอง” แหล่งข่าวกล่าวเสริม

รายงานระบุว่าในช่วงเวลานี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับมอบหมายให้สอดส่องดูแลพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยแหล่งข่าวรายหนึ่งยอมรับว่าช่วงเวลาไว้ทุกข์ที่ยาวนานส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของชาวเกาหลีเหนือ

ขณะที่รัฐบาลได้วางแผนจัดงานต่างๆ เพื่อรำลึกถึงคิม จองอิล รวมถึงการจัดแสดงภาพถ่ายและงานศิลปะของเขาในที่สาธารณะ และนิทรรศการ Kimjongilia ซึ่งเป็นดอกไม้ที่ตั้งตามชื่อของอดีตผู้นำ

Photo by KIM Won Jin / AFP

ทุกๆ 25 นาทีมีหญิงอินเดียฆ่าตัวตาย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670851

วันที่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 14:20 น.ทุกๆ 25 นาทีมีหญิงอินเดียฆ่าตัวตาย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?ปีที่แล้วแม่บ้านชาวอินเดียปลิดชีวิตตัวเองเฉลี่ยวันละ 61 คน หรือทุกๆ 25 นาที

บีบีซีรายงานโอยอ้างข้อมูลจากสำนักงานข้อมูลอาชญากรรมแห่งชาติของอินเดีย (National Crime Records Bureau หรือ NCRB) ระบุว่าปีที่แล้วมีแม่บ้านชาวอินเดียปลิดชีวิตตัวเองถึง 22,372 คน คิดโดยเฉลี่ยคือหญิงอินเดียฆ่าตัวตายวันละ 61 คน หรือทุกๆ 25 นาที

รายงานระบุว่าแม่บ้านฆ่าตัวตายคิดเป็น 14.6% ของกรณีการฆ่าตัวตายทั้งหมด 153,052 คนในอินเดียเมื่อปีที่แล้ว และมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้หญิงอินเดียทั้งหมดที่ฆ่าตัวตาย

ในปี 1997 NCRB เริ่มรวบรวมข้อมูลการฆ่าตัวตายของชาวอินเดียโดยแบ่งตามอาชีพ พบว่าในทุกๆ ปีมีแม่บ้านฆ่าตัวตายมากกว่า 20,000 คน และในปี 2009 ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 25,092

รายงานมักระบุว่าการฆ่าตัวตายมีสาเหตุมาจาก “ปัญหาครอบครัว” หรือ “ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแต่งงาน” แต่อะไรเป็นสาเหตุที่ผลักดันให้ผู้หญิงเหล่านั้นต้องปลิดชีพตัวเอง?

บีบีซีอ้างผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตซึ่งกล่าวว่าสาเหตุหลักคือปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดย 30% ของผู้หญิงทั้งหมดที่ร่วมการสำรวจของรัฐบาลเมื่อเร็วๆ นี้กล่าวว่าพวกเขาเคยถูกคู่สมรสใช้ความรุนแรง ทั้งยังต้องเผชิญกับความเบื่อหน่ายในชีวิตหลังแต่งงานที่ผู้หญิงถูกกดขี่จนอึดอัด

ดร.อูชา เวอร์มา ศรีวัสตาวา (Usha Verma Srivastava) นักจิตวิทยาจากเมืองพาราณาสีกล่าวว่าหญิงอินเดียส่วนใหญ่แต่งงานตั้งแต่อายุ 18 ปี พวกเขาต้องทำหน้าที่ภรรยาและการเป็นลูกสะใภ้ คือการใช้เวลาทั้งวันไปกับการทำงานบ้าน ทำความสะอาดบ้าน หรือทำอาหาร พวกเขาแทบจะไม่มีอิสระที่จะได้ใช้ชีวิตส่วนตัว และไม่มีเงินเป็นของตัวเอง

“การศึกษาและความฝันของเธอไม่สำคัญอีกต่อไป ทะเยอทะยานของพวกเธอค่อยๆ หายไปอย่างช้าๆ กลายเป็นความสิ้นหวังและความผิดหวังที่ก่อตัวขึ้น การมีชีวิตอยู่ของพวกเธอกลายเป็นความทรมาน” ดร.อูชากล่าว

แต่สำหรับแม่บ้านสูงอายุนั้นมีสาเหตุที่ต่างกันออกไป

ดร.อูชากล่าวว่าแม่บ้านสูงอายุหลายคนเผชิญกับความว่างเปล่าเมื่อลูกๆ เติบโตขึ้นและไปมีชีวิตของตัวเอง หลายคนประสบปัญหาเมื่อถึงวัยใกล้หมดประจำเดือนที่อาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า

อย่างไรก็ตามเธอเสริมว่าการฆ่าตัวตายนั้นสามารถป้องกันได้ โดยการโน้มน้าวหรือพยายามหยุดความคิดที่จะฆ่าตัวตายของเขาก็มีโอกาสที่เขาจะเปลี่ยนใจ

ดร.ซูมิตรา พาทาเร (Soumitra Pathare) จิตแพทย์ชาวอินเดียรายหนึ่งอธิบายว่าการฆ่าตัวตายในอินเดียหลายครั้งเกิดขึ้นจากอารมณ์ชั่ววูบ อย่างเช่นการที่สามีกลับถึงบ้าน ลงมือทำร้ายภรรยา จากนั้นภรรยาก็ฆ่าตัวตาย

งานวิจัยชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่าหญิงอินเดีย 1 ใน 3 ที่ฆ่าตัวตายมีประวัติว่าเธอต้องเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัว

ไชตาลี สินหา (Chaitali Sinha) นักจิตวิทยาของ Wysa แอปพลิเคชันด้านสุขภาพจิตกล่าวว่ามีผู้หญิงชาวอินเดียอีกส่วนหนึ่งที่ต้องเผชิญกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว แต่ที่พวกเขายังคงสติได้เพราะได้รับการสนับสนุน เธอพบว่าผู้หญิงจำนวนหนึ่งจัดตั้งกลุ่มเล็กๆ ขึ้นมาเพื่อให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

“พวกเธอไม่มีหนทางอื่นในการแสดงออก บางครั้งการได้พูดคุยกับใครสักคนก็เป็นสิ่งที่เยียวยาจิตใจของพวกเธอได้” ไชตาลีกล่าว แต่ทว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการล็อกดาวน์ทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก

ก่อนหน้านี้พวกเธอมีพื้นที่ปลอดภัยเมื่อสามีออกไปทำงานนอกบ้าน แต่เมื่อมีการระบาดของโควิด-19 ทำให้พื้นที่ปลอดภัยนั้นหายไป และมันยังทำให้พวกเธอไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมต่างๆ ที่สร้างความสุขให้แก่พวกเธอได้ ดังนั้นความโกรธ ความเจ็บปวด และความเศร้าจึงก่อตัวขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และการฆ่าตัวตายกลายเป็นทางเลือกสุดท้ายของพวกเขา

อินเดียรายงานสถิติการฆ่าตัวตายที่สูงที่สุดในโลก โดยผู้ชายอินเดียคิดเป็น 1 ใน 4 ของการฆ่าตัวตายทั่วโลก ในขณะที่ผู้หญิงอินเดียคิดเป็น 36% ของการฆ่าตัวตายทั่วโลกในกลุ่มอายุ 15 ถึง 39 ปี

แต่ดร.ซูมิตรา กล่าวว่า ตัวเลขอย่างเป็นทางการของอินเดียนั้นถือว่าต่ำเกินกว่าความเป็นจริงอย่างมาก และไม่ได้สื่อถึงระดับที่แท้จริงของปัญหา โดยอ้างอิงผลการศึกษา Million Death Study และงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Lancet ซึ่งชี้ว่าตัวเลขทางการต่ำกว่าความเป็นจริง 30% ถึง 100%

พร้อมชี้ว่าปัญหาการฆ่าตัวตายไม่ได้ถูกนำมาพูดคุยกันอย่างจริงจังในอินเดีย หลายครอบครัวพยายามปกปิดเพราะความอับอาย ในพื้นที่ชนบทไม่มีข้อกำหนดให้ต้องชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิต ส่วนคนรวยมักได้รับความช่วยเหลือจากตำรวจให้ระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่าเป็นอุบัติเหตุไม่ใช่การฆ่าตัวตาย

“องค์การสหประชาชาติตั้งเป้าที่จะลดอัตราการฆ่าตัวตายทั่วโลกให้ได้ 1 ใน 3 ภายในปี 2030 แต่ปีที่ผ่านมาการฆ่าตัวตายของเราเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน การลดตัวเลขนี้ยังคงเป็นเพียงความฝัน” ดร.ซูมิตรากล่าว

AFP PHOTO / TAUSEEF MUSTAFA

ทำไมใครๆ ต่างหลงรัก ‘ผัดไทยในเบอร์ลิน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670812

วันที่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 13:00 น.ทำไมใครๆ ต่างหลงรัก 'ผัดไทยในเบอร์ลิน'เจ้าของร้านผัดไทยในเบอร์ลินที่ได้รับเสียงชื่นชมจากต่างชาติอย่างล้นหลาม

Munchies เปิดเผยเรื่องราวของ “พิม” เจ้าของร้านผัดไทยใน Thai Park หรือตลาดนัดอาหารไทยในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นราชินีแห่งผัดไทย และผัดไทยของเธอคือผัดไทยที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเยอรมนี

พิม ชาวไทยซึ่งเติบโตในเยอรมนีเล่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสว่าเธอคิดว่าเธอคือตำนานของ Thai Park แห่งนี้แล้ว เพราะเธออยู่ที่นี่มานาน 25 ปี ทุกคนที่นี่รู้จักเธอ

จุดเด่นของผัดไทยของเธอคือคุณภาพและซอสผัดไทยสูตรลับซึ่งเธอเป็นคนปรุงเอง เค็มนิดๆ หวานหน่อยๆ และรสเปรี้ยวจากน้ำมะขามเปียก คือตัวชูโรงของผัดไทยแสนอร่อยจานนี้

พิมเล่าว่าในตอนแรกที่เธอเริ่มมาตั้งร้านมันไม่ง่ายเลย เพราะในตอนนั้นมันยังไม่ถูกกฎหมาย ทุกคนที่นี่ต้องรีบเก็บร้านด้วยความรวดเร็วเมื่อตำรวจมา ไม่เช่นนั้นจะถึงปรับ 35 ยูโร แต่ตอนนี้มันถูกกฎหมายแล้ว

คลิปวิดีโอดังกล่าวมีผู้มาแสดงความคิดเห็นมากมาย ซึ่งมีทั้งชาวไทยและต่างชาติ รวมถึงชาวเยอรมันเอง โดยคอมเมนต์ส่วนใหญ่นอกจากจะชื่นชมผัดไทยที่น่ารับประทานของเธอแล้ว ยังชื่นชมรอยยิ้มและบุคลิกที่มีเสน่ห์ชวนหลงใหลของเธอด้วยhttps://www.youtube.com/embed/BU00NAq6zgU

Matthew Cavanaugh กล่าวว่า “เธอมีเสนห์เหลือเกิน เป็นผู้หญิงที่น่ารักอะไรอย่างนี้ เบอร์ลินโชคดีที่มีเธอ”

ผู้ใช้ชื่อว่า T. Hodl คอมเมนต์เป็นภาษาเยอรมนีระบุว่าเธอเป็นแม่ที่ยอดเยี่ยมมาก อดใจไม่ไหวแล้วที่จะไปลองชิมผัดไทยของเธอ

die Faust Spandaus กล่าวว่า ในฐานะคนเยอรมันมันดีมากเลยที่มีสิ่งนี้ ถ้าได้ไปเบอร์ลินครั้งหน้าฉันจะต้องไปอุดหนุนเธอให้ได้

Elijah Ramos กล่าวว่า เธอช่างน่าทึ่ง และผัดไทยของเธอก็ดูน่าอร่อยมาก ถ้ามีโอกาสได้ไปเบอร์ลินเมื่อไรฉันไปอุดหนุนเธอแน่นอน

“ฉันจะอุดหนุนเธอก็เพราะบุคลิกที่ยอดเยี่ยมของเธอเนี่ยแหละ” Ashley กล่าว

เช่นเดียวกับ Gale Chow ซึ่งชื่นชมว่าเธอเป็นผู้หญิงที่งดงามทั้งภายในและภายนอก ผัดไทยของเธอก็ช่างน่าทึ่ง

Edmond Siu กล่าวว่าผมจะต้องไปที่นั้นให้ได้เมื่อได้กลับไปเบอร์ลินอีกครั้ง

“เห็นเธอยิ้มแล้วก็ยิ้มไปด้วย…ผัดไทยคือเมนูที่ฉันต้องสั่งเมื่อเข้าร้านอาหารไทย ฉันเชื่อเลยว่าผัดไทยของเธออร่อยเพราะซอสสูตรลับของเธอ” ผู้ใช้ชื่อ OYUN芸 กล่าว

A-Train Travels กล่าวว่านี่เป็นผัดไทยที่สวยงามน่าอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ ขาดแค่เบียร์ที่จะมากินคู่กับผัดไทยเท่านั้นแหละ

ขณะที่ความคิดเห็นอีกส่วนหนึ่งแสดงความยินดีที่ในที่สุดเธอก็สามารถประกอบอาชีพได้อย่างถูกกฎหมายหลังจากที่ต้องคอยหลบตำรวจมานาน 25 ปี

ทั้งนี้ Thai Park ในกรุงเบอร์ลินเริ่มมีขึ้นเมื่อประมาณปี 1995 โดยเริ่มต้นจากชุมชนชาวไทยกลุ่มเล็กๆ ในเบอร์ลินที่ทำอาหารมาแลกเปลี่ยนกันในสวนสาธารณะแห่งนี้ แต่เมื่อได้รับความนิยมจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนมากทำให้นี่กลายเป็นตลาดนัดอาหารไทยใหญ่ที่สุดในยุโรป โดยในตอนแรกการค้าขายรูปแบบนี้ถือว่าผิดกฎหมาย แต่เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมาทุกอย่างถูกดำเนินการอย่างถูกต้อง มีเอกสาร และการเสียภาษีอย่างถูกกฎหมาย พวกเขาไม่ต้องกลัวตำรวจอีกต่อไปแล้ว

Photo by Munchies