ชี้โควิดบีบ ‘วัยรุ่น-ผู้หญิง’ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสี่ยงตกงานมากสุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670842

วันที่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 11:45 น.ชี้โควิดบีบ 'วัยรุ่น-ผู้หญิง' เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสี่ยงตกงานมากสุดวัยรุ่นและผู้หญิงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญการสูญเสียงานสูงในช่วงโควิด-19 ระบาด

สำนักข่าวซินหัวอ้างรายงานรายงานของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ซึ่งเผยแพร่วันพฤหัสบดี (16 ธ.ค.) ระบุว่าวัยรุ่นและผู้หญิงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับผลกระทบหนักหน่วงจากการสูญเสียงานในช่วงการระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

รายงานว่าด้วยตลาดแรงงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ฉบับนี้พบผู้มีอายุ 15-24 ปี ซึ่งครองสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 15 ของแรงงานในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม เผชิญการสูญเสียงานสูงถึงร้อยละ 45 ณ จุดสูงสุดของการระบาดใหญ่ในปี 2020

สำหรับไทย ผู้หญิงครองสัดส่วนร้อยละ 60 ของการสูญเสียงานทั้งหมดในไตรมาสสองของปี 2020 โดยตัวเลขดังกล่าวในภาคการผลิตสูงถึงร้อยละ 90

รายงานชี้ว่าแรงงานอายุน้อยมีแนวโน้มตกงานมากกว่า เนื่องจากภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบหนัก อาทิ โรงแรมและร้านอาหาร และการค้าส่งและค้าปลีก จ้างแรงงานอายุน้อยมากกว่า ขณะที่ผู้หญิงมีแนวโน้มออกจากงานมากกว่าผู้ชาย เพื่อมาดูแลครอบครัวในช่วงเกิดโรคระบาดใหญ่

การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน อุปสงค์ในประเทศและต่างประเทศที่ลดลง ข้อจำกัดการเดินทาง และศักยภาพการทำงานทางไกลที่มีจำกัด ล้วนส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างอย่างเห็นได้ชัดในภาคเกษตรกรรม ค้าส่ง และค้าปลีก

นอกจากนั้นโรคระบาดใหญ่ยังทวีความไม่เท่าเทียมระหว่างแรงงานมีฝีมือและไร้ฝีมือ ส่งผลเสียต่อแรงงานฝีมือปานกลางและต่ำ เนื่องจากพวกเขาถูกแทนที่ด้วยการทำงานของระบบอัตโนมัติหรือถูกย้ายไปที่อื่น โดยแรงงานกลุ่มเปราะบางที่สุด ได้แก่ แรงงานนอกระบบ พนักงานอิสระ พนักงานชั่วคราว และแรงงานต่างถิ่น

“แม้รัฐบาลจะรับมือกับปัญหาดังกล่าว แต่โรคโควิด-19 ยังเผยให้เห็นช่องว่างในการคุ้มครองทางสังคมอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจ้างงานนอกระบบอย่างต่อเนื่องในระดับสูงทั่วทั้งภูมิภาค” ราเมซ สุบรามาเนียม ผู้อำนวยการธนาคารฯ ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว

สุบรามาเนียมเผยว่าการมุ่งเป้าไปที่นโยบายการคลังในระหว่างการฟื้นตัวนั้นสามารถเปลี่ยนจากการบรรเทาทุกข์เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไปสู่การลงทุนเชิงโครงสร้างที่จะส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนและครอบคลุมมากขึ้น

ด้านอายาโกะ อินางากิ ผู้อำนวยการธนาคารฯ ฝ่ายพัฒนามนุษย์และสังคมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่าโรคระบาดใหญ่ บวกกับความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวและความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น ตอกย้ำความจำเป็นของนโยบายการคลัง ซึ่งจะช่วยเพิ่มการลงทุนด้านการคุ้มครองทางสังคมและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ได้

อินางากิเสริมว่าประเทศต่างๆ ควรส่งเสริมการลงทุนในทุนมนุษย์และระดมทรัพยากรภายในประเทศ เพื่อจัดตั้งโครงการการคุ้มครองทางสังคมที่ครอบคลุมและยั่งยืน และเพิ่มเงินสมทบประกันสังคม

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

อังกฤษอ่วม! Omicron ครองลอนดอน-โควิดรายวันพุ่งเกิน 88,000 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670836

วันที่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 10:50 น.อังกฤษอ่วม! Omicron ครองลอนดอน-โควิดรายวันพุ่งเกิน 88,000 คนสหราชอาณาจักรพบผู้ป่วยโควิด-19 ทำสถิติใหม่ หวั่นสาธารณสุขล่ม ขณะที่ Omicron กลายเป็นสายพันธุ์หลักในลอนดอน

กระทรวงสาธารณสุขของสหราชอาณาจักรเผยตัวเลขผู้ป่วยโควิด-19 สะสมอยู่ที่อย่างน้อย 11,097,851 คน โดยเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ผ่านมามีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงถึง 88,376 คน ซึ่งเป็นสถิติรายวันที่สูงที่สุดของอังกฤษ นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อปีที่แล้ว ท่ามกลางความกังวลว่าระบบสาธารณสุขของประเทศจะรองรับไม่ไหว

เว็บไซต์ The Guardian รายงานว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนระลอกล่าสุดนี้อาจนำไปสู่จำนวนผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมากกว่าจุดพีคในช่วงฤดูหนาวของปีก่อน โดยขณะนั้นมีผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลถึง 4,500 คนภายในวันเดียว

ศาสตราจารย์คริส วิตตี้ ที่ปรึกษาด้านการแพทย์และสาธารณสุขของสหราชอาณาจักรกล่าวว่าการแพร่ระบาดของเชื้อโอไมครอนอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ผู้คนจำนวนมากอาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในระยะเวลาอันใกล้นี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข

รายงานระบุว่าโอไมครอนแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในเกือบทุกภูมิภาคของอังกฤษด้วยอัตราที่เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 วัน ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อในลอนดอนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าทุกๆ ครึ่งวัน โดยขณะนี้คาดว่า 73.5% ของผู้ติดเชื้อเป็นสายพันธุ์โอไมครอน

Photo by Tolga Akmen / AFP

รถไฟความเร็วสูงจีนอาจไม่มีวันนี้ ถ้าไม่มีชายบ้าบิ่นชื่อหลิวจื้อจวิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670813

วันที่ 16 ธ.ค. 2564 เวลา 20:27 น.รถไฟความเร็วสูงจีนอาจไม่มีวันนี้ ถ้าไม่มีชายบ้าบิ่นชื่อหลิวจื้อจวินเรื่องราวของ “หลิวจื้อจวิน” หนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงอื้อฉาวที่สุดคนหนึ่ง แต่ก็ถูกมองว่ามีคุณูปการมากที่สุดคนหนึ่งของประวัติศาสตร์การรถไฟจีน

เมื่อครั้งที่เติ้งเสี่ยวผิงยังเป็นรองนายกรัฐมนตรีจีน เขาเป็นผู้นำระดับสูงคนแรกของจีนที่เยือนญี่ปุ่นในปี 1978 การเยือนคราวนั้นเติ้งเสี่ยวผิงได้มีโอกาสนั่ง “รถไฟชิงกันเซ็ง” ซึ่งเป็นรถไฟความเร็วสูงที่เร็วที่สุดในโลกขณะนั้น เป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จด้านเทคโนโลยีขั้นสูงของญี่ปุ่น

ผู้สื่อข่าวญี่ปุ่นถามเติ้งเสี่ยวผิงว่ารู้สึกอย่างไรกับการได้นั่งชิงกันเซ็ง? เติ้งเสี่ยวผิงตอบว่า “เร็วเหมือนลมพัด พวกเราจำเป็นต้องวิ่งแล้ว” และ “เร็วจริงๆ พวกเราต้องไปเร็วกันบ้างแล้ว” บางเวอร์ชั่นยังบอกว่าเติ้งเสี่ยวผิงยังบอกว่าความไว้ของชิงกันเซ็งนั้น “เหมาะกับเรามากในเวลานี้”

คำตอบของเติ้งเสี่ยวผิงอาจฟังดูคลุมเครือ แต่สามารถตีความได้ว่าการนั่งรถไฟความเร็วสูงของญี่ปุ่นทำให้คนจีนเหมือนถูกผลักดันไปข้างหน้า และต้องวิ่งหนีหรือนำญี่ปุ่นให้ได้ด้วยอัตราความเร็วสูง และที่เติ้งบอกว่า “เหมาะกับเรามากในเวลานี้” หมายถึงช่วงเวลาที่จีนเริ่มการปฏิรูปเศรษฐกิจพอดี หลังจากผ่านยุคแห่งความล้มลุกคลุกคลานมานานหลายสิบปี

ในเวลานั้นจีนยังเป็นประเทศที่ยากจน เพิ่งผ่านหายนะของการปฏิวัติวัฒนธรรมมาหมาดๆ ขณะที่ญี่ปุ่นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของโลก เรียกได้ว่าฐานะต่างกันราวฟ้ากับเหว

ตอนที่เติ้งเสี่ยวผิงนั่งชิงกันเซ็งนั้นเขานั่งเส้นทางสายโตเกียว-เกียวโต และได้ไปเยือนนาระ เมืองหลวงโบราณที่เต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรมที่ญี่ปุ่นรับมาจากสมัยราชวงศ์ถังของจีน เมื่อมีผู้บอกว่าอารยธรรมแห่งนาระนั้นล้วนแต่เรียนรู้มาจากจีนทั้งสิ้่น เติ้งเสี่ยวผิงบอกว่า “(ตอนนี้) สถานะกลับตาลปัตรแล้ว” และ “เราต้องเรียนรู้จากคุณ”

ชิงกันเซ็งที่เติ้งเสี่ยวผิงนั่งในตอนนั้นมีความเร็ว 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้วมันถือว่าเร็วจนแทบจะจินตนาการไม่ออก

เทียบกับจีนแล้วคนละเรื่อง ในขณะนั้นระยะทางรวมของการขนส่งทางรถไฟในจีนแผ่นดินใหญ่คือ 52,000 กิโลเมตร โดยไม่มีเส้นทางรถไฟความเร็วสูง ความเร็วสูงสุดของรถไฟโดยสารคือ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เอาเข้าจริงความเร็วเฉลี่ยเพียง 43 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเนื่องจากมีการหยุดรถหลายครั้งตามสถานีต่างๆ และมีความล่าช้าบ่อยครั้ง

แน่นอนว่าความประทับใจของเติ้งเสี่ยวผิงเป็นแรงขับเคลื่อนให้จีนพัฒนารถไฟความเร็วสูงนับแต่นั้น ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่าย จากทศวรรษที่ 80 – 90 ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาเชิงทฤษฎีของเส้นทางปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้เท่านั้น จนกระทั่งในปี 1995 นายกรัฐมนตรีหลี่เผิงจึงได้ผลักดันรถไฟฟ้าความเร็วสูงของจีนเป็นหนึ่งใน “แผนแห่งชาติระยะห้าปี” ฉบับที่ 9

ถึงขนาดนี้แล้วตอนแรกหลี่เผิงก็ยังไม่ชัดเจนพอเรื่องเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม เพราะต้นทุนการสร้างมันสูงมากและเทคโนโลยีแบบนีไม่ได้มีกันง่ายๆ

ว่ากันด้วยต้นทุนและความคุ้มทุนกันก่อน นับตั้งแต่แรกแล้วที่เรื่องนี้เป็นอุปสรรคของ “ความฝันรถไฟความเร็วสูงของจีน” ทำให้มันล่าช้านานกว่า 2 ทศวรรษ เป็นประเด็นโต้เถียงดุเดือดก็หลายครั้ง

แต่จีนมีวิธีการของจีนก็คือ “เมื่อจะทำอะไรต้องให้เด็ดขาด” ในปี 2003 ตัวแปรสำคัญคือ ผู้ชายที่ชื่อ “หลิวจื้อจวิน” ลูกชายชาวนาจนๆ แต่ยังสามารถไต่เต้าในกระทรวงรถไฟจีนจนกลายเป็นรัฐมนตรี

เส้นทางของหลิวจื้อจวินเหมือนกับเส้นทางรถไฟความเร็วสูงของจีน มันเริ่มจากไม่มีอะไรเลยกระทั่งเป็นดาวจรัสแสง

หลิวนั้นพอเรียนจบชั้นมัธยมต้นก็พอดีกับที่การรถไฟรับพนักงานซ่อมบำรุงเข้าก็เข้ามาทำงานด้วย แต่เพราะเขียนหนังสือดี ต่อมาจึงได้เป็นเสมียนในทีม จากนั้นทำงานดีจนเข้าตาผู้หลักผู้ใหญ่ ก็ได้เลื่อนตำแหน่งมาเรื่อยๆ กระทั่งได้มีโอกาสเรียนต่อด้านบริการจัดการคมนาคมขนส่ง และเรียนรู้งานในระดับมณฑล กระทั่งวันดีคืนดีก็ได้เป็นเจ้ากระทรวง

การมาถึงของหลิวคือจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังจากจีนละล้าละลังมานานหลายสิบปี จู่ๆ หลิวจื้อจวินก็เสนอลั่นเปรี้ยงให้ชูเป้าหมาย “พัฒนารถไฟแบบก้าวกระโดด” โดยมุ่งเป้าที่พัฒนารถไฟความเร็วสูง “เท่านั้น” คือผันสรรพกำลังทั้งหมดมาที่เป้าหมายนี้

กระทรวงรถไฟจีนมีสถานะประหนึ่งอาณาจักรอิสระ มีกำลังคนมหาศาลนับล้านคนและสินทรัพย์หลายล้านล้านหยวน แต่ศักยภาพในการพัฒนาต่ำ แม้จะมีเป้าระดับชาติมาแล้วให้ผลักดันตัวเองก็ตาม

อาจจะเรียกได้ว่าสิ่งที่กระทรวงรถไฟจีนต้องการคือผู้นำที่เด็ดขาดกล้าได้กล้าเสีย แล้วหลิวจื้อจวินก็เป็นคนแบบนั้นเสียด้วย คำขวัญประจำตัวเขาคือ “ต้องก้าวกระโดด” (คว่าเย่ ซื่อ) เอะอะอะไรก็ก้าวกระโดด กดดันให้พนักงานกระทรวงต้องก้าวกระโดด การพัฒนาต้องก้าวกระโดด จนเข้าได้ฉายาว่า “หลิวก้าวกระโดด” (หลิวคว่าเย่)

คนในกระทรวงมีทั้งรักและทั้งชังหลิวจื้อจวินบางคนบอกว่าเขาบ้าอำนาจ บางคนบอกว่าถ้าไม่ได้คนนิสัยแบบเขามาบริหาร กระทรวงรถไฟก็จะยังคงเป็นกระทรวงแบบ “ถึงก็ชั่งไม่ถึงชั่ง” นั่งรถไฟกันแบบหวานเย็นต่อไป

แล้วก็ก้าวกระโดดจริงๆ หลังจากติดแหง็กมานับสิบปี รัฐบาลก็รับลูกการก้าวกระโดดของหลิวจื้อจวิน ผันงบประมาณให้หลายล้านล้านหยวน จนทำให้แผนก้าวกระโดดของหลิวจื้อจวินกลายเป็นการลงทุนวิศวกรรมโยธาที่ใหญ่ที่สุดในโลกนับตั้งแต่การลงทุนสร้างทางหลวงข้ามรัฐในสมัยประธานาธิบดีดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ของสหรัฐ (ซึ่งเป็นคุณต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐ เพราะกระตุ้นการใช้รถส่วนบุคคล แทนที่จะเป็นระบบขนส่งสาธารณะ)

เอาเฉพาะแค่ทางรถไฟทั่วไป ในระหว่างที่หลิวจื้อจวินดำรงตำแหน่ง มีการสร้างทางรถไฟรวม 18,000 กิโลเมตร และอยู่ระหว่างการก่อสร้างทางรถไฟ 30,000 กิโลเมตร ระยะทางในการปฏิบัติการรถไฟของจีนเพิ่มขึ้นจาก 71,900 กิโลเมตรในปี 2002 เป็น 91,000 กิโลเมตรในปี 2010

แต่นี่ยังเทียบไม่ได้กับการผลักดันรถไฟความเร็วสูงที่เริ่มศูนย์

หลิวจื้อจวินใช้กระบวนท่า “มหาเวทดูดดาว” โดยกำหนดให้บริษัทรถไฟต่างชาติที่จะทำธุรกิจกับจีนจะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีหลักให้กับจีน – มันฟังดูแล้วเหมือนจะไม่คุ้ม แต่บริษัทต่างชาติต้องใคร่ครวญแล้วว่ากว่าจะถึงเวลาที่จีนดูดเทคโนโลยีของพวกเขาไปพัฒนารถไฟความเร็งสูงของตัวเอง พวกเขาย่อมเก็บเกี่ยวจากตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกจนคุ้มแล้ว

ด้วยวิธีการนี้จีนจึงสามารถพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงของตัวเองได้ในเวลาอันสั้นและด้วยต้นทุนที่ต่ำ

บางบริษัทไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องคุ้มค่า

เช่น Hitachi ของญี่ปุ่นซึ่งมีเทคโนโลยีรถชินคันเซนรุ่น 800 Series และรุ่น 700 Series ไม่ยอมขายรถและถ่ายทอดทเคโนโลยีให้จีน ต่อมาเมื่อจีนหันไปดีลกับ Kawasaki Heavy Industries ตอนแรกก็ถูกกลุ่มบริษัทในประเทศคัดค้าน คือ JR-EAST, Nikkei และ Hitachi แต่สุดท้ายจีนก็ดีลกับ Kawasaki ได้ในที่สุดรวมถึงบริษัทในยุโรป

นอกจากจะมีการคัดค้านจากกลุ่มธุรกิจในญี่ปุ่น ในจีนเองก็เกือบจะต้องล้มดีลเพราะมีกระแสชาตินิยมต่อต้านญี่ปุ่นในสื่อของจีน จนกระทั่งกระทรวงโฆษณาชวนเชื่อต้อมีคำสั่งให้สื่อ “อย่ารายงานตามใจตัวเอง” ในเรื่องรถไฟความเร็วสูง

และอันที่จริงมันไม่เชิงเป็นพัฒนาการแบบ “ก้าวกระโดด” ของหลิวจื้อจวินแบบ 100% เพราะจีนมีนโยบาย “เพิ่มระดับความเร็วรถไฟ” มาเป็นลำดับตั้งแต่ปี 2007 เริ่มจากสมรรถนะขับจริงแค่ 43 กม. / ชม. ค่อยๆ เพิ่มเป็นความเร็วจำเพาะสำหรับทดลองระความเร็วสูงได้ที่ 160 กม. / ชม. ในการทดสอบครั้งที่ 1 และมีระบบรางรองรับได้ 752 กิโลเมตร (ปี 1997)

จนกระทั่งในครั้งที่ 6 (ปี 2007) ซึ่งเป็นช่วงที่จีนซึมซับเทคโนโลยีต่างชาติมาระดับหนึ่งแล้ว รถไฟจีนทำความเร็วได้ถึง 250 กม. / ชม. ระบบรางรองรับได้ 752 กิโลเมตร แต่ถ้าความเร็วที่ 200 กม. / ชม. จะมีระบบรางรองรับได้ 6,003 กิโลเมตร

เพียง 1 ปีหลังจากนั้่น รถไฟ “เหอเซี่ยเฮ่า CRH3” ความเร็ว 350 กม. / ชม. ที่จีนผลิตร่วมกับ Siemens ก็ออกจากสายการผลิตในเดือนเมษายน 2008 และวันที่ 1 สิงหาคม 2008 รถไฟความเร็วสูงสายแรกของจีนที่มีความเร็ว 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คือ รถไฟระหว่างปักกิ่ง-เทียนจินก็ได้เริ่มดำเนินการ

นี่เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่จีนเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกพอดีนับเป็นหน้าเป็นตาอย่างยิ่งต่อจีน และในขณะที่ทั่วโลกกระอักกับวิกฤตการเงินปี 2008 จีนใช้นโยบายแบบเคนเซี่ยนด้วยการที่รัฐอัดการลงทุนสาธารณะอย่างมหาศาลเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจซบเซา จีนทุ่มเงินกระตุ้นเศรษฐกิจถึง 4 ล้านล้านหยวน ในจำนวนนี้มากถึง 1.5 ล้านล้านหยวนผันมาพัฒนาทางรถไฟ ทางหลวง การอากาศยาน

นี่คือจุดเทคออฟสำคัญของรถไฟความเร็วสูงของจีน

ขณะที่โลกซึมเซา จีนกลับคึกคัก หลิวจื้อจวินผลักดันรถไฟความเร็วสูงอย่างบ้าคลั่ง ย้อนกลับไป เมื่อรถไฟความเร็วสูงปักกิ่ง-เทียนจินอยู่ในระยะทดสอบ 300 กิโลเมตร หลิวจื้อจวินนั่งที่หัวขบวนรถไฟด้วยตัวเอง ด้วยเหตุนี้ วิศวกรจึงรู้สึกตึงเครียดกับหน้าที่และไม่กล้าที่ผ่อนปรน

คราวนี้ ระหว่างทดสอบระบบเส้นทางรถไฟความเร็วสูงปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ในปี 2010 หลิวจื้อจวินนั่งไปในขบวนรถด้วย และกำชับให้พนักงานขับเร่งความเร็วไปถึงจุดสูงสุดพร้อมกับคงความเร็วไว้อย่างยาวนาน

ผู้ร่วมงงานของหลิวจื้อจวินกล่าวไว้ในบทความของ “เจิ้งเชวี่ยนหว่าง”ว่า “ในการทดลองสร้างสถิติบนรถไฟทั้งหมดนั้น รัฐมนตรีหลิวได้สั่งการในห้องโดยสารเป็นการส่วนตัวเกือบทุกครั้งเพื่อทดสอบความปลอดภัย ในฐานะรัฐมนตรี เขาสามารถใช้ชีวิตของตนเองทดสอบความปลอดภัยของรถไฟความเร็วสูงได้ ช่างน่าประทับใจจริงๆ”

ด้วย “วีรกรรม” เหล่านี้ หลิวจื้อจวินจึงได้ฉายาว่า “รัฐมนตรีผู้ยืนอยู่ที่หัวรถ”

ปรากฎว่าความบ้าบิ่นของเขาทำให้จีนก้าวกระโดดจากประเทศที่ไม่มีรถไฟความเร็วสูงเลยเมื่อ 2 ปีก่อน กลายเป็นประเทศที่มีขบวนรถที่ทำความเร็วถึง 486.1 กม. / ชม. ซึ่งเร็วที่สุดในโลก

เขาเป็นคนบ้างานตัวจริง เขาจะมากระทรวงเป็นคนแรกๆ (6 โมงเช้า) เพื่อรับฟังรายงาน และจะกลับเป็นคนสุดท้าย เมื่อทั้งกระทรวงดับไฟหมดแล้ว ยังเหลือห้องเขาที่ไฟยังสว่างอยู่ เมื่อพบปัญหา ไม่สนว่าจะดึกดื่นแค่ไหน เขาจะโทรหาผู้เกี่ยวข้องมาประชุมทันทีแล้วแก้ปัญหากันตอนนั้น

เขาเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร ตอนที่เขาเกือบจะได้งานกับการรถไฟครั้งแรกนั้น ผลตรวจสุขภาพพบว่าปอดของเขาอาจจะมีปัญหา หลิวจื้อจวินรีบไปรักษาที่โรงพยาบาลในคืนนั้นเลยจนกระทั่งได้รับการรับรองในเกือบจะนาทีสุดท้ายก่อนเส้นตายว่าหัวใจและปอดของเขาไม่มีปัญหา – มันเหมือนชะตาฟ้ากำหนดให้เขาจะเป็นผู้นำรถไฟจีนในภายภาคหน้า แต่มันยังสะท้อนบุคคลิกความฉับไวแบบ “ก้าวกระโดด” ของเขาด้วย

เขาเป็นคนกล้าได้กล้าเสียแบบนี้ และยังกล้ารับผิดชอบด้วย จนบางคนบอกว่าเขามีอุปนิสัยแบบ “เจียงหู อี้ ชี่” หรือมีคุณธรรมน้ำมิตรแบบจอมยุทธ์ในนิยายกำลังภายใน แต่บางคนก็ว่าเขาเป็นวิญญูชนจอมปลอมที่เมื่อเห็นคนอื่นมีประโยชน์ก็จะส่งเสริม เมื่อไร้ราคาแล้วก็จะถีบหัวส่ง

การมุ่งเป้าหมายแบบ “รถไฟความเร็วสูงเท่านั้น” ยังดูดทรัพยากรมหาศาล เขามีเรื่องบาดหมางกับผู้เชี่ยวชาญบางคนที่ชี้ว่าโครงการของเขาบางเส้นทางไม่คุ้มค่า และมีราคาสูงกว่าคนท้องถิ่นจะแบกรับไหว เขายังผันเงินสวัสดิการของกระทรวงไปใช้พัฒนาโครงการ ทำให้พนักงานระดับล่างเดือดร้อนกันไปหมด ยังไม่นับหนี้มหาศาลที่เขาก่อขึ้น

แน่นอนว่าบางคนก็ชอบลีลาการทำงานแบบนี้ บางคนก็เกลียดชัง โดยเฉพาะในกระทรวงที่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชามมาก่อน แต่บางคนก็มีเหตุผลให้ชิงชัง เพราะการ “ปฏิรูปกระทรวง” ทำให้ระบบรวนจนทำให้เกิดอุบัติเหตุหลายครั้ง บางครั้งร้ายแรงจนมีคนตายหลายสิบ ทำให้เขาถูก “ลดคุณงามความดี”

แล้วก็เป็นอุบัติเหตุนี่เองที่ดับอนาคตของหลิวจื้อจวินแบบตอกฝาโลง คือ อุบัติเหตุรถไฟความเร็วสูงชนกันที่เมืองเวินโจว มณฑลเจ้อเจียง เดือน กรกฎาคม 2011 เพราะระบบอาณัติสัญญาณรถไฟล้มเหลว จนมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 120 คน เป็นอุบติเหตุที่ทำให้จีนถึงกับฝ่อ และ “ความฝันรถไฟความรถไฟความเร็วสูงต้องหยุดชะงักไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง

หลิวจื้อจวินมีส่วนรับผิดชอบโดยตรงจากรายงานการสอบสวนของรัฐบาล ข้อหาหนึ่งคือมีการประมูลอุปกรณ์ที่มีข้อบกพร่อง พูดง่ายๆ ก็คือกินนอกกินในกันนั่นเอง

แม้จะมีโทษหนักจากกรณีนี้ แต่เหตุการณ์ที่เวินโจวเป็นเพียงตอนจบของมหากาพย์การเปิดโปงการคอร์รัปชั่นเล่นพรรคเล่นพวกที่ทำให้หลิวจื้อจวินต้องจบสิ้นวาสนาบารมี

อย่างที่บอกไปว่ากรณีเวินโจวเป็นแค่การตอกฝาโลง ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2011 เขาถูกสั่งสอบทางวินัยร้ายแรงข้อหาคอร์รัปชั่น เอื้อพี่น้องให้มีตำแหน่งโดยมิชอบ (แล้วไปโกงกินบ้านเมืองอีกต่อหนึ่ง) มีเมียเก็บมากมาย รัยเงินสินบนถึง 64.6 ล้านหยวน ในเวลาไม่ถึงเดือนเขาก็ถูกปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรี เดือนพฤษภาคมถูกไล่ออกจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน

หลังจากเกิดกรณีเวินโจว นายกฯ เวินเจียเป่าที่เป็นคนดันหลิวจื้อจวินขึ้นตำแหน่งถึงกับต้องเดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุด้วยตัวเอง และต่อมารายงานสอบสวนที่ออกมาเร็วเหลือเชื่อคาดโทษหลิวจื้อจวินในฐานะตัวการใหญ่สุด – นี่เท่ากับเป็นการตัดขาดความเกี่ยวข้องกันแล้ว

ปี 2013 หลิวจื้อจวินถูกตัดสินประหารชีวิตรอลงอาญาไว้ก่อน ต่อมาเหลือโทษประหารชีวิต แล้วถูกยึดทรัพย์ทั้งหมด

แม้จะมีชีวิตอยู่ก็เหมือนไม่มี เพราะประวัติชีวิต ความสำเร็จ และเรื่องราวในฐานะผู้ผลักดันรถไฟฟ้าความเร็วสูงของจีน – ทุกอย่างเกี่ยวกับหลิวจื้อจวินยกเว้นความผิดของเขา ถูกลบไปจากสารบบข้อมูลออนไลน์จีน

กระทั่งทุกวันนี้ ผู้คนก็ยังเถียงกันไม่จบสิ้นว่าความชอบและความชั่วของหลิวจื้อจวินนั้นอย่างไหนมีมากกว่ากัน

บ้างถึงขนาดตั้งคำถามว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐที่เก่งแต่โกงกิน ยังดีกว่าเจ้าหน้าที่มือสะอาดแต่ทำงานไม่เอาไหน และยังมีเสียงเรียกร้องให้ “รื้อฟื้นหลิวจื้อจวิน” เป็นศัพท์แสงทางการเมืองจีนที่หมายถึงการเคลียร์ความผิด คืนชื่อเสียง และให้เขามีที่ยืนอีกครั้ง

แม้จะพุ่งสู่ดวงดาวแล้วร่วงลงสู่นรก แต่หลิวจื้อจวินยังพอมีคุณูปการอยู่บ้าง แม้จะมีบางฝ่ายโต้ว่ารถไฟความเร็วสูงนั้นไม่ใช่คุณงามความดีของหลิวจื้อจวินแต่เพียงคนเดียว

แต่อย่างน้อยทุกวันนี้ยังมีคนที่ยังยอมรับว่าเขาคือ “จงกั๋ว เกาเถี่ย จือ ฟู่” – “บิดาแห่งรถไฟความเร็วสูงของจีน”

โดย กรกิจ ดิษฐาน

คู่ซี้ ‘พญาหมี-มังกร’ ผนึกกำลังต้านตะวันตก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670801

วันที่ 16 ธ.ค. 2564 เวลา 17:00 น.คู่ซี้ 'พญาหมี-มังกร' ผนึกกำลังต้านตะวันตกจีน-รัสเซีย แสดงจุดยืนปกป้องผลประโยชน์ของกันและกัน-ต่อต้านการแทรกแซงจากตะวันตก

• เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ที่ผ่านมาประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนร่วมเจรจาพูดคุยกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ท่ามกลางความตึงเครียดของทั้งสองประเทศที่เพิ่มขึ้นกับสหรัฐ

• โดยเป็นการพบกันครั้งที่ 37 ของผู้นำทั้งสองนับตั้งแต่ปี 2013 ซึ่งแสดงถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นของจีนและรัสเซีย ในขณะที่ทั้งคู่กำลังต่อสู้กับแรงกดดันจากตะวันตก โดยทั้งสองประเทศยืนกรานปฏิเสธการแทรกแซงจากตะวันตก และปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของกันและกัน

• Reuters กล่าวว่าการประชุมครั้งนี้เน้นย้ำถึงแนวทางที่รัสเซียและจีนกำลังดึงเข้าหากันเพื่อสนับสนุนซึ่งกันและกัน ในช่วงเวลาที่มีความตึงเครียดสูงในความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก ขณะที่จีนอยู่ภายใต้แรงกดดันด้านสิทธิมนุษยชน และรัสเซียถูกกล่าวหาว่าคุกคามยูเครน

• “เราสนับสนุนกันและกันอย่างจริงใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย และปกป้องเกียรติภูมิของประเทศ” สีกล่าวระหว่างการประชุม “จีนและรัสเซียควรกระชับความร่วมมือ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของทั้งสองฝ่ายอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

• สียังกล่าวว่า “ในปัจจุบันกองกำลังระหว่างประเทสภายใต้หน้ากาก “ประชาธิปไตย” และ “สิทธิมนุษยชน” กำลังแทรกแซงกิจการภายในของจีนและรัสเซีย และเหยียบย่ำกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร้ความปราณี”

• ในขณะที่จีนกำลังเผชิญกับการคว่ำบาตรทางการทูตในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว “ปักกิ่ง 2022” ที่จะจัดขึ้นในเดือนก.พ. ที่จะถึงนี้ ซึ่งนำโดยสหรัฐ ตามมาด้วยออสเตรเลีย อังกฤษ แคนาดา และญี่ปุ่น ด้านปูตินยืนยันว่ารัสเซียจะเข้าร่วมงานดังกล่าว และเป็นผู้นำระดับชาติคนแรกที่ตอบรับคำเชิญของจีน

• “เราสนับสนุนกันและกันในประเด็นความร่วมมือด้านกีฬาระหว่างประเทศ รวมถึงการไม่ยอมรับความพยายามใดๆ ที่จะทำให้กีฬาถูกใช้เป็นเครื่องมือในทางการเมือง” ปูตินกล่าว ขณะที่รัสเซียเองก็เผชิญกับภัยคุกคามจากตะวันตกที่ขู่ว่าจะคว่ำบาตรหากกองกำลังรัสเซียโจมตียูเครน

• แม้ว่าจีนและรัสเซียจะไม่ได้เป็นพันธมิตรกันอย่างเป็นทางการ แต่สีกล่าวกับปูตินว่า “ความใกล้ชิดของจีนและรัสเซีย และประสิทธิผลที่เกิดขึ้น เป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งกว่าการเป็นพันธมิตร”

• ขณะที่ปูตินกล่าวว่า “โมเดลความร่วมมือรูปแบบใหม่ได้เกิดขึ้นระหว่างประเทศของเรา เป็นความร่วมมือที่ไม่แทรกแซงกิจการภายใน และเคารพผลประโยชน์ของกันและกัน”

• นอกจากนี้ทั้งสองยังหารือเกี่ยวกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่อิสระ เพื่อลดการพึ่งพาธนาคารตะวันตก และแสดง “มุมมองเชิงลบ” เกี่ยวกับความร่วมมือ AUKUS และ Quad ขณะที่จีนและรัสเซียก็ได้มีการซ้อมรบทางทหารร่วมกัน

• ศาสตราจารย์เฉิง เสี่ยวเหอ จากโรงเรียนการศึกษานานาชาติของมหาวิทยาลัยเหรินหมินแห่งประเทศจีน กล่าวว่า ทั้งรัสเซียและจีนต่างเผชิญกับแรงกดดันจากสหรัฐ ดังนั้นทั้งสองจึงต้องสนับสนุนซึ่งกันและกันในทางการทูต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และความตึงเครียดระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น

• นักวิเคราะห์มองว่าอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของความสัมพันธ์ของจีนและรัสเซียคือทั้งสองผู้นำมี “เคมีตรงกัน” ทั้งคู่อายุไล่เลี่ยกัน ปกครองประเทศด้วยระบบการเมืองคล้ายกัน สียังเรียกปูตินว่าเป็น “เพื่อนเก่า” ขณะที่ปูตินกล่าวว่าสีคือ “เพื่อนรัก” และ “เพื่อนที่เคารพ”

• สื่อตั้งข้อสังเกตว่ามีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เล็กน้อยในระหว่างการประชุมครั้งนี้ โดยด้านหลังของปูตินมีธงชาติของรัสเซียและธงชาติจีน ซึ่งแตกต่างจากการประชุมกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ เมื่อสัปดาห์ก่อน ที่ด้านหลังของปูตินมีเพียงธงชาติรัสเซียเท่านั้น

• อย่างไรก็ตาม รายงานของ New York Times วิเคราะห์ว่าสำหรับจีนแล้วการประชุมครั้งนี้อาจเป็นโอกาสในการเบี่ยงเบนประเด็นที่จีนถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับนโยบายที่มีต่อไต้หวัน ฮ่องกง และชนกลุ่มน้อยในซินเจียง โดยหวังที่จะแสดงให้โลกเห็นว่าจีนไม่ได้โดดเดี่ยวในทางการทูต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่โอลิมปิกใกล้เข้ามาถึง

• สำหรับรัสเซียการเจรจาครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนกำลังร้อนระอุ และมีความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะใช้กำลังทหารเข้ายึดยูเครน ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากชาติตะวันตกซึ่งนำโดยสหรัฐ ขณะที่ปูตินเรียกร้องให้ตะวันตกหยุดให้การสนับสนุนทางทหารแก่ยูเครน

• ถึงกระนั้น ศาสตราจารย์เซอร์เกย์ ราดเชนโก้ จากภาควิชาการศึกษาระหว่างประเทศขั้นสูงของจอนส์ ฮอปกินส์ ไม่คิดว่าจีนจะให้การสนับสนุนหากรัสเซียเข้าบุกยึดยูเครน ในขณะที่รัสเซียเองก็ไม่น่าจะเข้าข้างจีนหากจีนตัดสินใจบุกไต้หวัน

• แม้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจะมีความแน่นแฟ้นมากขึ้น และมีการฟอร์มทีมเพื่อคานอำนาจสหรัฐในขณะที่กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากชาติตะวันตกที่มากขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าทั้งสองจะเห็นพ้องต้องกันไปหมดเสียทุกเรื่อง โดยสื่อต่างประเทศชี้ว่าจีนไม่เคยยอมรับการผนวกไครเมียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ส่วนรัสเซียก็ไม่เห็นด้วยกับจีนในการอ้างสิทธิ์อันกว้างขวางในทะเลจีนใต้

• แต่ในเรื่องของการค้านั้นผู้นำรัสเซียกล่าวว่าการค้าทวิภาคีเพิ่มขึ้น 31% ในช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้เป็น 123,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ทั้งสองมีเป้าหมายที่จะให้เกิน 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐในอนาคตอันใกล้

• ปูตินยังกล่าวว่าจีนกำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางระหว่างประเทศในการผลิตวัคซีนโควิด-19 Sputnik V และ Sputnik Light ของรัสเซีย โดยได้มีการเซ็นสัญญากับผู้ผลิต 6 รายเพื่อผลิตวัคซีนมากกว่า 150 ล้านโดส

Photo by SERGEI CHIRIKOV / POOL / AFP

สหรัฐผุดซอฟต์แวร์ทำนายความเกรี้ยวกราดของจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670788

วันที่ 16 ธ.ค. 2564 เวลา 15:01 น.สหรัฐผุดซอฟต์แวร์ทำนายความเกรี้ยวกราดของจีนสหรัฐสร้างเครื่องมือซอฟต์แวร์ใหม่เพื่อคาดการณ์การกระทำของสหรัฐเองที่อาจก่อให้เกิดความเดือดดาลต่อจีน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าผู้บัญชาการทหารสหรัฐในแปซิฟิกได้สร้างเครื่องมือซอฟต์แวร์เพื่อคาดการณ์ว่ารัฐบาลจีนจะตอบสนองต่อการกระทำของสหรัฐในภูมิภาคอย่างไร เช่น การขายยุทโธปกรณ์ทางทหาร, กิจกรรมทางทหารที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ และแม้แต่การเยือนของนักการเมืองสหรัฐต่อจุดอันตรายอย่างไต้หวัน

แคธลีน ฮิกส์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับเครื่องมือใหม่นี้ระหว่างการเยือนกองบัญชาการอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐในฮาวายเมื่อวันอังคาร

“ด้วยระดับของความขัดแย้งและความท้าทายที่ขยายไปสู่โซนสีเทา สิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำคือต้องพิจารณาตัวบ่งชี้ที่กว้างขึ้น นำมาสอดประสานเข้าด้วยกัน แล้วทำความเข้าใจปฏิสัมพันธ์ของภัยคุกคาม” ฮิกส์กล่าวในการให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินทหารระหว่างทางไปแคลิฟอร์เนีย

เจ้าหน้าที่ฝ่ายจำเลยกล่าวว่า เครื่องมือนี้จะทำการคำนวณ “แรงเสียดทานเชิงกลยุทธ์” โดยจะพิจารณาข้อมูลตั้งแต่ต้นปี 2020 และประเมินกิจกรรมสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน ระบบที่อิงกับคอมพิวเตอร์นี้จะช่วยให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐคาดการณ์ว่าการกระทำบางอย่างจะกระตุ้นปฏิกิริยาของจีนที่เกินปกติหรือไม่

เจ้าหน้าที่สหรัฐกล่าวว่า ในเดือนตุลาคม กองทัพจีนประณามสหรัฐและแคนาดา ที่ส่งเรือรบผ่านช่องแคบไต้หวัน โดยระบุว่าพวกเขากำลังคุกคามสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค เหตุการณ์ดังกล่าวและอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกันทำให้เกิดความต้องการเครื่องมือดังกล่าว เพื่อให้แน่ใจว่าสหรัฐจะไม่ทำให้จีนไม่พอใจกับการกระทำของตนโดยไม่ได้ตั้งใจ

แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนจะอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว เครื่องมือนี้จะช่วยให้มองเห็นกิจกรรมต่างๆ อาจกระตุ้นปฏิกิริยาจีนที่เกินขนาดหรือไม่ได้ตั้งใจ เช่น การเยือนไต้หวันของสมาชิกรัฐสภาสหรัฐ การขายอาวุธให้พันธมิตรในภูมิภาค หรือเมื่อเรือสหรัฐหลายลำที่แล่นผ่านช่องแคบไต้หวัน

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า ซอฟต์แวร์ใหม่นี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ของสหรัฐสามารถวางแผนการได้ล่วงหน้าสี่เดือน

ฮิกส์กำลังเดินทางไปที่ฐานทัพสหรัฐในสัปดาห์นี้ ในขณะที่ร่างงบประมาณ 2023 ขอรัฐบาลไบเดนเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง กระทรวงกลาโหมหวังที่จะจะสามารถเพิ่มงบประมาณเพิ่มขึ้นให้กับกองทัพเพื่อสามารถขัดขวางจีนและรัสเซียได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

Photo by Delil souleiman / AFP

Hong Kong eyes new security law after electing loyalist council

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40010217


Hong Kongs leader Carrie Lam touted plans to revive a controversial security law that ignited a political firestorm two decades ago, after completing an election to install a new legislature filled with Beijing loyalists.

Hong Kong eyes new security law after electing loyalist council

The pro-establishment council elected in a muted vote Sunday should present “new proposals” by June on how to enact security legislation, Lam told a news briefing Monday, after the results were announced. While the former British colony recorded its lowest-ever voter turnout — 30.2% — as swathes of the public boycotted the electoral system recently revamped by Beijing, the result empowers Lam to pass once-difficult legislation unopposed.

A provision of Hong Kong’s charter drafted before its return to Chinese rule in 1997 requires a law banning “foreign political organizations or bodies from conducting political activities,” as well as, “treason, secession, sedition, subversion against the Central People’s Government, or theft of state secrets.” Such legislation has been shelved since huge street protests in 2003.

Chinese authorities cited the failure to pass the “Article 23” legislation as justification for their decision to impose a national security law on the city in June 2020. While that measure prohibited subversion, secession, colluding with foreign forces and terrorist activities, it lacked language on treason, sedition and theft of state secrets.

“It’s the constitutional responsibility of the SAR government,” Lam said Monday, referring to Hong Kong’s status as a special administrative region. “For a long time, we haven’t done that.”

Updated proposals were needed, Lam said, since the internet had brought new security threats and the “overall situation” of Hong Kong had changed since the last effort to pass Article 23. Lam, who hasn’t said yet whether she’ll seek a second term when her current five-year stint expires in June, was slated Monday to leave for Beijing to brief state leaders on Hong Kong’s situation.

Lam stopped short of detailing a timetable for passing the legislation, saying it was “not realistic” to expect lawmakers to approve such a measure before their upcoming session ends six months from now. That said, the body has moved quickly on several major proposals in recent months with opposition members out of the chamber.

“Article 23 will likely be an extension of China’s national security standards and ways of doing things to Hong Kong,” said Kenneth Chan, associate professor at the Hong Kong Baptist University. “Having purged the democracy movement and civil society, it will be very hard for citizens to get organized to voice their opinions or oppose Article 23.”

On Monday, Lam said was she was “happy” with the election result, despite a government campaign to boost voting rates falling short. Free public transport on Sunday saw the city’s network flooded as citizens inundated leisure attractions such as Ocean Park and Disneyland, rather than ballot boxes.

Authorities arrested 10 people for inciting others to cast blank votes before the election, and issued arrest warrants for at least five others on the same grounds, as they tried to protect voter turnout.

Just 1.35 million people out of almost 4.5 million registered eligible voters cast their ballot. In the professional groups that picked 30 candidates, turnout wasn’t much higher, at 32.2%. The 1,448-member pro-Beijing committee that chooses 40 lawmakers saw a 98.5% turnout.

Chinese Foreign Ministry spokesman Zhao Lijian said the lower turnout rate had “many reasons,” at a regular press briefing in Beijing on Monday. Those factors included “anti-China Hong Kong disruptors,” he said without specifying names, and Covid-19 despite the city having virtually eliminated local transmission and its public spaces being packed over the weekend.

“I’m satisfied with this election,” Lam said at a regular press briefing Monday, also dismissing the low turnout. “Particularly to ensure patriots governing the city.”

The government’s earlier postponement of Sunday’s vote due to Covid-19 restrictions prevented the opposition riding a growing wave of momentum at the ballot box. The democracy camp won its greatest-ever share of seats in the previous legislative vote, and scored a landslide in the 2019 District Council elections.

During that delay, the central government shrunk the number of directly elected lawmakers to 20 and introduced the 40 seats picked by Beijing loyalists. In May, the city’s legislature approved a China-drafted plan to vet all candidates for respect for the Communist Party.

Both moves came in the wake of widespread government protests in 2019, and wiped the pro-democracy opposition politicians who had supported that unrest from the legislature. Only one of the 90 lawmakers elected Sunday wasn’t a pro-establishment figure, with Tik Chi-yuen in the social welfare constituency representing the moderate Third Side party.

“All LegCo members are now patriots who are devoted to the Basic Law and the Hong Kong government despite their backgrounds,” Starry Lee, head of the pro-Beijing party Democratic Alliance for the Betterment and Progress of Hong Kong, said Monday.

“Even between patriots, there’ll be different views on policies, ways to solve problems and how to advocate change in the government. I believe there’ll be various opinions during policy debate,” she added.

Dongshu Liu, assistant professor specializing in Chinese politics at City University of Hong Kong, said if the opposition movement wanted to participate in future elections it would be severely clipped.

“So that’s very much like the opposition in Singapore, where you do have opposition to government polices, but not challenging the fundamental political institution,” he added, noting that the legislature would get “further away from what society actually wants.”

“That’s a bigger danger,” he added. “The political divide will sooner or later be a problem. You can’t suppress the unhappy people forever.”

Published : December 21, 2021

By : Bloomberg

Quebec closes schools and bars with Covid-19 hospital cases up 76%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40010216


Quebec is closing schools, gyms and bars and making work-from-home arrangements mandatory to stem a wave of coronavirus infections that has reached record levels.

Quebec closes schools and bars with Covid-19 hospital cases up 76%

The province recorded 4,571 new infections in 24 hours, far above the levels of last winter, when the provincial government imposed a curfew and closed all restaurants. Nearly 400 people are in the hospital with Covid-19, an increase of 76% in two weeks.

“The outburst of cases is unbelievable,” Health Minister Christian Dube said during a news conference Monday. “I ask everyone to be part of the effort.” Office workers and others who can perform their jobs from home must do so, the government said.

The province of 8.5 million people found itself at the epicenter of the crisis in the early weeks of the pandemic but fared better in the waves that followed, implementing some of the strictest measures in North America. Now it’s the hardest-hit province in Canada again and behind some peers in giving out vaccine boosters.

Dube urged people to minimize holidays gatherings as the government distributes millions of rapid tests. Schools will remain closed to in-person classes until Jan. 10, though some teaching will be done online. Restaurant hours will be reduced, and theaters will be forced to close.

Published : December 21, 2021

By : Bloomberg

Novavax Covid vaccine wins European approval after months of delays

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40010215


Novavaxs vaccine was cleared by European regulators and is set to become the first Covid-19 shot of its kind in the region, giving countries another tool as they race to protect their populations in the face of the omicron variant.

Novavax Covid vaccine wins European approval after months of delays

The protein-based shot, known as Nuvaxovid, was recommended by the European Medicines Agency, according to a statement Monday, and a European Commission decision authorizing the vaccine is expected imminently.

The move follows a decision last week by the World Health Organization granting the vaccine emergency-use status. It’s a boost for Novavax, which has suffered months of delays after manufacturing problems despite securing some of the largest funding from the Trump administration in the early stages of the pandemic. The lag in the development of the shot compared to rivals such as Pfizer and Moderna hit its stock hard in recent months.

Results from two main clinical trials found the shot was effective at preventing Covid and involved more than 45,000 people in total. The first study in Mexico and the U.S. found a 90.4% reduction in the number of symptomatic Covid-19 cases from seven days after the second dose, compared with people given a placebo. The second study in the U.K. showed efficacy was similar at 89.7%.

There’s limited data on the effectiveness of Nuvaxovid against omicron, according to the European regulator.

The Maryland-based company’s vaccine mimics the coronavirus’s spike protein, sparking an immune response that prepares the body for a real infection. The vaccine can be stored at refrigerator temperatures, making it easier to transport than some messenger RNA shots. The vaccine also shows strong potential in mix-and-match booster campaigns, relying on an approach that has been used for many years in vaccines against hepatitis, meningitis and other diseases, according to the vaccine alliance, Gavi.

It also broadens Europe’s arsenal as the virus continues to spread. Novavax and the European Commission announced a supply agreement for as many as 200 million doses of the vaccine in August.

“An authorization from the commission would deliver the first protein-based vaccine to the EU during a critical time when we believe having choice among vaccines will lead to increased immunization,” Stanley Erck, Novavax’s CEO, wrote in the statement.

Published : December 21, 2021

By : Bloomberg

Moderna booster shot should provide good level of protection against omicron, vaccine-maker says

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40010214


Vaccine manufacturer Moderna said Monday that a booster dose of its coronavirus vaccine significantly raised antibody levels against the omicron variant, amid growing concerns about its rapid spread in the United States.

Moderna booster shot should provide good level of protection against omicron, vaccine-maker says

Abooster dose of Moderna’s vaccine – half the dose used in the original shots for adults – increased antibody levels against omicron by 37 times, the company said in a statement, citing preliminary data.

Those antibodies “should provide some good level of protection as we go into the holiday season,” Paul Burton, Moderna’s chief medical officer, said in an interview.

Federal health officials warned this weekend, ahead of Christmas and New Year’s gatherings, that the United States could face record levels of coronavirus cases in the coming days. New York state has for three straight days reported record case numbers, and officials said the country could soon face the same fate.

About half of coronavirus cases nationally are of the omicron variant, Anthony S. Fauci, the country’s top infectious-disease expert, said Sunday on CNN. Because of omicron, the United States could soon reach 1 million new cases each day, Francis Collins, director of the National Institutes of Health, told CBS on Sunday.

“The big question is, are those million cases going to be sick enough to need health care and especially hospitalization?” Collins said. “We’re just holding our breath to see how severe this will be.”

Burton said that while Moderna did not yet have clinical data to speak to its vaccine’s protection against hospitalization and death, Monday’s data was “very reassuring because we’ve seen time and time again . . . that the vaccine is highly effective at preventing infection, hospitalization and death due to covid.”

Moderna is still pursuing an omicron-targeted vaccine, though its statement said that given the variant’s rapid spread, the company’s “first line of defense against omicron” would be a booster of its existing vaccine. Its omicron-specific vaccine candidate will advance to clinical trials early next year, the company said.

The current vaccine, Burton said, is “what we have right now, as we’re heading into the eye of the storm of omicron.”

Moderna also announced that a dose double the size of a normal booster, equivalent to that used in the main shots and in the third dose given primarily to immunocompromised people, raised antibody levels by 83 times.

The Centers for Disease Control and Prevention recommends this third, “primary shot” of the vaccine for people who are moderately or severely immunocompromised, such as those undergoing cancer treatment, taking immunosuppressing medication, or living with advanced or untreated HIV. Other vulnerable populations, such as the elderly and people who work in high-risk settings, were instead among the first to be eligible for booster shots.

The “exceptional” response from the larger dose, Burton said, could signal to officials that a higher dose may be useful in “certain high-risk individuals.”

Many Americans have yet to get a booster shot: About 18 percent of the U.S. population has had one, according to CDC data. About 61 percent of Americans have been fully vaccinated.

Published : December 21, 2021

By : The Washington Post

U.K. debates Christmas lockdown amid omicron-led covid surge

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40010212


The U.K. government kept open the prospect of a Christmas lockdown to arrest a surge in the number Covid cases as Boris Johnson faces opposition from within his own cabinet to further restrictions.

U.K. debates Christmas lockdown amid omicron-led covid surge

Johnson is due to update his ministers on the latest virus situation Monday afternoon alongside Chief Medical Officer Chris Whitty and Chief Scientific Adviser Patrick Vallance, Downing Street spokesman Max Blain told reporters on Monday. Blain declined to comment on whether specific new measures would be introduced.

The government will take “any necessary steps to protect lives and livelihoods,” he said. “We are still monitoring the data and keeping a very close eye on it.”

The prime minister’s scientific advisers have recommended bringing in tougher rules “very soon” to keep hospitalizations from escalating to thousands a day. The Scientific Advisory Group for Emergencies said last week limits on household mixing and the closing of hospitality venues could “substantially reduce” the peak in cases.

But Johnson is being squeezed by government scientists on one side and mutinous members of his party on the other, who have already been angered by restrictions they view as unreasonable interference in the lives of ordinary Britons.

Divisions in Johnson’s cabinet over Covid policy came to a head over the weekend when David Frost, the minister in charge of post-Brexit negotiations quit, citing the government’s pandemic restrictions among his reasons. The Times on Monday said at least 10 cabinet ministers oppose pre-Christmas curbs.

“I left the government because, as I think is well known, I couldn’t support certain policies, most recently on Covid restrictions,” Frost told Sky News. “If you’re a minister, you have to support collective responsibility, you have to support decisions of the government, and I couldn’t, so that’s why I had to leave.”

The scale of Conservative opposition to more curbs was put into stark focus last week, when more than 100 of Johnson’s Members of Parliament opposed the introduction of Covid passes to gain entry to venues and large events — the biggest rebellion of his tenure. The measure was approved only because of support from the opposition Labour Party.

The “crisis of confidence” in Johnson’s leadership from the Tories “is impacting on the government’s public health response,” Labour Shadow Health Secretary Wes Streeting told Sky on Sunday.

The Times reported that Chancellor of the Exchequer Rishi Sunak and Foreign Secretary Truss are among the 10 cabinet ministers resisting calls to toughen the Covid rules before Christmas. Other opponents include Business Secretary Kwasi Kwarteng, Transport Secretary Grant Shapps, and Leader of the House of Commons Jacob Rees-Mogg, the paper said.

Sunak isn’t opposed to new measures, but rather wants to see more evidence backing the need to bring them in, according to a person familiar with the matter.

The chancellor also faces a clamor from hospitality businesses calling for more government support because Christmas bookings have been hit by mass cancellations as Britons dial down their social interactions in the face of the surging pandemic.

“Trading levels are so poor that the need for proportionate government support is already acute, and urgently necessary,” Kate Nicholls, chief executive officer of lobby group UKHospitality said. “Speedily delivered grants will be vital to short-term business survival.”

The Treasury is examining where support is most needed and how best to deploy it, according to the person, who said any aid would be tied to the nature of any new restrictions — if there are any.

Johnson’s ability to persuade his party to support any fresh measures has been hobbled by a series of missteps that have weakened his standing. Last week’s rebellion over Covid rules in the House of Commons was followed by a resounding defeat in a special election that saw the Tories lose a seat they had held for 200 years.

All of that followed weeks of turmoil that began with Johnson’s botched attempt to prevent Parliament’s suspension of his friend, Conservative MP Owen Paterson over violations of lobbying rules. In between that and the loss of Paterson’s seat last week, the Tories have been hit by a string of negative news stories about second jobs held by MPs and about parties and other social gatherings apparently held in breach of Covid rules last year.

The latest controversy comes as the Guardian newspaper published a picture on Monday of Johnson, his wife, and Downing Street staff drinking wine and eating cheese in the garden of No. 10 during lockdown last year. A spokesman for Johnson denied it was a party.

“This was not a social gathering: it is palpably not a social gathering, because you had people in work suits, following meetings that they were having at work,” Deputy Prime Minister Dominic Raab told Times Radio. “Let’s also remember, Number 10 was a place, the hub, where they were running the crisis response.”

Published : December 21, 2021

By : Bloomberg