เมื่อค่านิยมลูกค้าเปลี่ยน Victoria’s Secret ก็ต้องปรับมาตรฐานความงามใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656072

วันที่ 21 มิ.ย. 2564 เวลา 16:36 น.

เมื่อค่านิยมลูกค้าเปลี่ยน Victoria's Secret ก็ต้องปรับมาตรฐานความงามใหม่Victoria’s Secret กับการก้าวข้ามมาตรฐานความงามแบบเดิมๆ เมื่อมุมมองความงามของสังคมเปลี่ยนแปลงธุรกิจแฟชั่นก็เปลี่ยนไปด้วย

1. เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้วที่แบรนด์ชุดชั้นในชื่อดังอย่าง Victoria’s Secret ปิดตำนานเหล่านางฟ้าด้วยการยกเลิกการจัดงานแฟชั่นโชว์ประจำปีจากนางแบบหุ่นเป๊ะที่มีมานานกว่า 20 ปี จนกลายเป็นงานอีเวนท์สำคัญแห่งปีที่มีผู้ชมหลายล้านคน

2. แต่ระยะหลังมานี้สังคมเริ่มเปลี่ยนไปโดยให้ความสำคัญกับความงามที่หลากหลายมากขึ้น นางแบบสูงโปร่ง เอวคอด ขายาว ใบหน้าสวยงามตามมาตรฐานความงาม (beauty standard) แบบเดิมๆ เริ่มใช้ไม่ได้อีกต่อไป

3. Victoria’s Secret จึงต้องปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ครั้งใหญ่ ซึ่งนอกจากจะยกเลิกแฟชั่นโชว์จากเหล่านางฟ้าแล้ว ได้มีการเปิดตัวแอมบาสเดอร์ 7 คนในนาม “VS Collective” ประกอบไปด้วย Megan Rapinoe นักกีฬาทีมฟุตบอลผู้รณรงค์แคมเปญความเท่าเทียมทางเพศ, Eileen Gu นักกีฬาสกีชาวอเมริกันเชื้อสายจีน, Paloma Elsesser นางแบบพลัสไซซ์ชื่อดัง, Adut Akech นางแบบผู้ลี้ภัยจากเซาธ์ซูดาน, Amanda de Cadenet ช่างภาพผู้ก่อตั้งองค์กรเพื่อช่างภาพสตรี, Valentina Sampaio นางแบบข้ามเพศคนแรกของ Victoria’s Secret และ Priyanka Chopra Jonas นักแสดงสาวและนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ

4. เพื่อสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ ทัศคติเชิงบวกต่อร่างกาย และเป็นตัวแทนของความหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดย Martin Waters ซีอีโอของ Victoria’s Secret กล่าวว่านี่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของ Victoria’s Secret

5.การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่านางฟ้า Victoria’s Secret เป็นการส่งเสริมค่านิยมมาตรฐานความงามของผู้หญิง อีกทั้้งคอลเล็กชันของ Victoria’s Secret จัดทำขึ้นสำหรับสาวๆ ตัวเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามุมมองของคนในสังคมเริ่มเปลี่ยนแปลงไป และนั่นทำให้ยอดขายของ Victoria’s Secret ลดลง

6. ถึงกระนั้น Victoria’s Secret ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1977 ด้วยภาพลักษณ์ของนางแบบสาวเซ็กซี่ก็ยังถูกมองว่าค่อนข้างช้าต่อการเปลี่ยนแปลง ขณะที่หลายแบรนด์ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางเพศและรูปร่างมาก่อนหน้านี้แล้ว

7. ขณะนี้ Victoria’s Secret กำลังเผชิญกับตลาดที่มีการแข่งขันสูงและครอบคลุมมากขึ้น โดยแบรนด์ต่างๆ เช่น Aerie ของ American Eagle และ Savage X Fenty ของ Rihanna วางตำแหน่งตัวเองโดยชใช้ช่องโหว่ของ Victoria’s Secret ป็นโอกาส รวมถึง ThirdLove และ CUUP ที่มุ่งหมายที่จะกำหนดขนาดชุดชั้นในใหม่ทั้งหมด

8. ในปี 2015 Karlie Kloss หนึ่งในนางฟ้า Victoria’s Secret แยกตัวออกมาโดยให้เหตุผลกับ Vogue ในปี 2019 ว่าเธอไม่รู้สึกว่ามันเป็นภาพที่สะท้อนตัวตนของเธอได้อย่างแท้จริง และเธอต้องการส่งข้อความบางอย่างถึงหญิงสาวทั่วโลกเกี่ยวกับความหมายของการเป็นคนสวย

9. นอกจากนี้ในปี 2018 Ed Razek หัวหน้าเจ้าหน้าที่การตลาดของ L Brands เผชิญกับคำวิจารณ์หลังให้สัมภาษณ์ต่อนิตยสาร Vogue ซึ่งเขากล่าวว่าเขาไม่คิดว่างานแสดงประจำปีของแบรนด์ควรมี “คนข้ามเพศ” ด้วย นั่นทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนความหลากหลายทางเพศมองว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และการแสดงในปีนั้นกลายเป็นปีสุดท้าย โดยมีผู้ชมเพียง 3.3 ล้านคน เทียบกับ 9.7 ล้านคนในปี 2013

10. ในปีถัดมา Victoria’s Secret จึงได้ว่าจ้างนางแบบข้ามเพศคนแรกคือ Valentina Sampaio ซึ่งปัจจุบันเข้าร่วมใน VS Collective ด้วย

11. เมื่อปีที่แล้ว Victoria’s Secret ยังได้เปิดตัว Ali Tate Cutler เป็นนางแบบพลัสไซซ์คนแรกของแบรนด์ โดยร่วมมือกับ Bluebella แบรนด์ชุดชั้นในจากอังกฤษภายใต้สโลแกน “รักตัวเอง ยอมรับตัวเอง และจงเป็นตัวเอง”

12. Chantal Fernandez นักข่าวอาวุโสจาก The Business of Fashion มองว่าการรีแบรนด์ครั้งนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า Victoria’s Secret กำลังผลักดันการตลาดไปข้างหน้าอย่างไร ถึงกระนั้นก็ยังคงมีความเห็นว่าการปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ครั้งนี้อาจจะน้อยเกินไปและสายเกินไปสำหรับ Victoria’s Secret

“เป็นเวลานานแล้วที่ Victoria’s Secret ได้สร้างมาตรฐานความงามในทั่วโลก ซึ่งได้ผลักดันยอดขายหลายพันล้านดอลลาร์และสร้างกระแสฮือฮาให้กับบริษัท แต่วัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไปในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ลูกค้าต้องการแบรนด์ที่มีบางอย่างสอดคล้องกับพวกเขา” เขากล่าวเสริม

13. อย่างไรก็ตามแม้ลูกค้าในปัจจุบันจะมีทางเลือกมากกว่าในสมัย 1990 ถึง 2000 แต่ Fernandez มองมองว่า “Victoria’s Secret ยังคงมีหนทางที่จะครองความเป็นแบรนด์ชั้นนำ โดยขณะนี้ยังคงมีส่วนแบ่งการตลาดที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาและเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับมาก หากพวกเขาสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และการจัดจำหน่ายได้ก็อาจจะสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วอีกครั้ง” Fernandez กล่าว “มันต้องการมากกว่าแค่กลุ่มโฆษกหญิงที่น่าสนใจ”

14. แม้จะผ่านมาการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ไปแล้วแต่ยอดขายของ Victoria’s Secret ระยะหลังกลับตกต่ำ เพราะไม่ค่อยได้รับความสนใจจากกลุ่มคนรุ่นใหม่อีกทั้งยังแบรนด์อื่นๆ เป็นตัวเลือกมากขึ้น

15. ซ้ำยังเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 เมื่อปีที่แล้วทำให้ต้องปิดสาขาไปถึง 250 สาขาในสหรัฐและแคนาดาจากทั้งหมด 849 สาขา ขณะที่ยอดขายลดลงเกือบครึ่งหนึ่งตั้งแต่ต้นปีก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19

16. อย่างไรก็ตามในไตรมาสแรกของปีนี้ Victoria’s Secret รายงานถึงยอดขายที่เพิ่มขึ้น 25% ขณะที่หุ้นของ L Brands บริษัทแม่เพิ่มขึ้นประมาณ 70% ในปีนี้ โดยบริษัทระบุว่าเป็นการตอบสนองเชิงบวกของลูกค้าต่อสินค้าและการตลาดแบบใหม่ รวมถึงแคมเปญวันแม่กับครั้งแรกของนางแบบตั้งครรภ์

ที่มา CNN, Business Insider, Forbes, BBC, CNBC

ภาพโดย TIMOTHY A. CLARY / AFP

จีนไล่ขยี้เหมือง Crypto ไม่หยุด Bitcoin กระอักราคาตกในพลัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656069

วันที่ 21 มิ.ย. 2564 เวลา 14:38 น.

จีนไล่ขยี้เหมือง Crypto ไม่หยุด Bitcoin กระอักราคาตกในพลันประเทศจีนได้ขยายการปราบปรามอุตสาหกรรมการขุดคริปโตเคอร์เรนซี่ขนาดใหญ่ด้วยการห้ามทำเหมืองมณฑลเสฉวนตามที่โพสต์ทูเดย์รายงานไปก่อนหน้านี้

การกวาดล้างของจีนทำให้คริปโตต่างๆ ราคาร่วงลงในวันจันทร์ โดย Bitcoin ตกลงสู่ระดับต่ำสุดที่ 32,288 ดอลลาร์ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน และล่าสุดตกลง 7.9% ที่ประมาณ 32,781 ดอลลาร์

Ether คู่แข่งของ Bitcoin ร่วงลงต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม ก่อนซื้อขายลดลง 10% ที่ 2019.01

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นผลมาจากการกวาดล้างเหมือนขุดคริปโตของทางการจีนที่ดุดันขึ้นเรื่อยๆ

เหมืองของจีนมีสัดส่วนเกือบร้อยละ 80 ของการค้าขายคริปโตทั่วโลก แม้ว่าจะมีการห้ามการค้าภายในประเทศตั้งแต่ปี 2017 แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลายมณฑลได้สั่งให้เหมืองปิดตัวลง เนื่องจากปักกิ่งหันมาจับตาดูอุตสาหกรรมนี้อย่างเฉียบขาด

เจ้าหน้าที่ในมณฑลเสฉวนสั่งปิดเหมือง 26 แห่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตามประกาศที่เผยแพร่อย่างกว้างขวางบนโซเชียลมีเดียของจีนและได้รับการยืนยันจากอดีตนักขุด Bitcoin

มีรายงานว่าประกาศดังกล่าวสั่งให้บริษัทพลังงานหยุดจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับเหมืองคริปโตทั้งหมดภายในวันอาทิตย์

จีนประกาศว่าจะ “กวาดล้างอย่างสมบูรณ์” และสั่งให้รัฐบาลท้องถิ่นดำเนินการ “การสืบสวนแบบปูพรม” เพื่อค้นหาและปิดกิจการที่น่าสงสัยว่าจะเป็นเหมืองคริปโต

ทั้งนี้ มณฑลเสฉวนเป็นหนึ่งในฐานที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการขุดในประเทศ อดีตคนงานเหมืองคริปโตบอก AFP ว่าพวกเขา “ปิดทุกอย่าง” ตามข้อกำหนดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

“มีคณะทำงานมาตรวจสอบ… ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเราปิดปฏิบัติการและนำเครื่องจักรออกไป” เขากล่าว

มณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เป็นที่ตั้งของเหมืองคริปโตเคอเรนซีจำนวนมาก ซึ่งต้องใช้พลังงานมหาศาลจากไฟฟ้าพลังน้ำราคาถูกและอุดมสมบูรณ์ของมณฑล

ตามรายงานใน Global Times สื่อแท็บลอยด์ของรัฐการปิดเหมืองในมณฑลเสฉวนได้ส่งผลให้มีการปิดมากกว่าร้อยละ 90 ของความสามารถในการขุด Bitcoin ของประเทศ

รัฐบาลจีนหันมาเข้มงวดกับคริปโตเพื่อขจัดความเสี่ยงทางการเงินจากการเก็งกำไร แม้ว่าความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับเหมืองที่ใช้พลังงานมหาศาลก็เป็นปัจจัยหนึ่งเช่นกัน

สื่อจีนรายงานว่าการจ่ายไฟฟ้าให้กับเหมืองคริปโตทั้งหมดทั่วทั้งมณฑลหยุดในเวลาเที่ยงคืนของวันอาทิตย์ และกรณีนี้ยังกลายเป็นเทรนด์ยอดนิยมในโซเชียลมีเดียของจีน

เสฉวนเป็นภูมิภาคการขุดที่มีความเข้มข้นมากที่สุดเป็นอันดับสองของจีนรองจากเขตปกครองตนเองซินเจียงทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ตามดัชนีการใช้ไฟฟ้า Bitcoin ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

คริปโตทั้งหมดถูกขุดในพื้นที่ที่มีประชากรเบาบางแต่อุดมไปด้วยถ่านหินและพลังน้ำ คือเขตมองโกเลียในและชิงไห่ แต่ทั้งสองเขตก็ได้รับคำสั่งให้ปิดตัวลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยประชาชนได้รับการสนับสนุนให้คอยสอดส่องรายงานการทำเหมืองที่ผิดกฎหมาย

เมื่อเดือนที่แล้ว มูลค่าของ Bitcoin ลดลงหลังจากสมาคมการเงินจีน 3 แห่งได้ออกมายืนยันอีกครั้งว่าห้ามสถาบันการเงินให้บริการคริปโตเคอเรนซีเตือนถึงการเก็งกำไรที่มีความเสี่ยงโดยผู้ค้าสกุลเงินดิจิทัล

Photo by JACK GUEZ / AFP

COVAX ไปต่อลำบาก โครงการดีแต่ปฏิบัติไม่ได้จริงเพราะ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656047

วันที่ 21 มิ.ย. 2564 เวลา 12:33 น.

COVAX ไปต่อลำบาก โครงการดีแต่ปฏิบัติไม่ได้จริงเพราะ?ขณะที่ประเทศยากจนซึ่งไม่มีกำลังซื้อวัคซีนต้องรอจาก COVAX แต่โครงการกลับสะดุดเมื่อวัคซีนทั่วโลกขาดแลคน

ขณะที่กว่าครึ่งหนึ่งของประชากรผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาได้รับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ครบ 2 เข็มแล้ว ส่วนประเทศใหญ่อย่างจีนก็ได้ฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 1 พันล้านโดสหรือคิดเป็นเกือบร้อยละ 40 ของวัคซีนที่ฉีดทั่วโลก

แต่สถานการณ์ในประเทศอื่นๆ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงโดยเฉพาะประเทศที่มีรายได้น้อยหลายประเทศเพิ่งฉีดวัคซีนเข็มแรกให้แก่ประชากรไม่ถึง 1%

การจัดการกับความไม่เท่าเทียมกันนี้คือภารกิจของ COVAX โครงการที่ได้รับความร่วมมือระหว่างองค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีนกาวี (Gavi), กลุ่มพันธมิตรความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อรับมือโรคระบาด และองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งเปิดตัวตั้งแต่เดือนเมษายน 2020 เพื่อแจกจ่ายวัคซีน 2 พันล้านโดสภายในสิ้นปีนี้ โดยให้ประเทศที่มีเพียงพอบริจาคเงินและวัคซีนให้แก่ประเทศยากจนเพื่อการจัดสรรวัคซีนอย่างเท่าเทียม

แต่จนถึงขณะนี้ COVAX ยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว โดยมีการบริจาควัคซีนเพียง 4% เท่านั้นจากเป้าหมาย 2 พันล้านโดส โดยส่วนใหญ่เป็นเพราะประเทศร่ำรวยกว้านซื้อวัคซีนไปตั้งแต่ก่อนที่จะได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล

อีกประการสำคัญที่ชะลอการดำเนินการของ COVAX คือการที่อินเดียระงับการส่งออกวัคซีนที่ผลิตในประเทศเมื่อช่วงต้นปีนี้เนื่องจากมีการระบาดร้ายแรงในประเทศ ทั้งนี้ COVAX ได้พึ่งพาวัคซีนที่ผลิตในอินเดียมากกว่าครึ่งหนึ่ง เมื่ออินเดียไม่สามารถส่งออกวัคซีนได้โครงการจึงไม่สามารถส่งมอบวัคซีนไปยังประเทศต่างๆ ได้

ตลอดจนเหตุไฟไหม้ที่โรงงานผลิตในอินเดียนำมาสู่การสูญเสียอุปกรณ์และความล่าช้าในการวางสายการผลิตเพิ่มเติม ส่งผลให้ COVAX และประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศดิ้นรนเพื่อหาแหล่งวัคซีนใหม่หลังจากที่อินเดียเผยว่าจะไม่กลับมาส่งออกจนถึงสิ้นปีนี้

การส่งมอบวัคซีนผ่าน COVAX เกิดความล่าช้าในหลายประเทศรวมถึงเกาหลีเหนือซึ่งควรจะได้รับวัคซีนชุดแรกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยองค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีนกาวีระบุว่าเกาหลีเหนือยังไม่ได้รับวัคซีนเนื่องจากปัญหาขาดแคลนวัคซีนทั่วโลก โดยคาดว่าเกาหลีเหนือจะได้รับวัคซีนภายในปีนี้

โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมามีประเทศและภูมิภาคได้รับวัคซีนผ่านโครงการ COVAX รวมประมาณ 150 ล้านโดส ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายการส่งมอบระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ขาดอีกประมาณ 200 ล้านโดส โดยผู้ประสานงานโครงการ COVAX ของ WHO กล่าวว่า “หากยังไม่มีวัคซีนเข้ามาในช่วงเวลานี้ COVAX ก็ไม่ต่างอะไรกับโครงการที่ล้มเหลว”

Scientific American ระบุว่าองค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีนกาวีคาดว่าจะส่งมอบวัคซีน 1.8 พันล้านโดสภายในสิ้นไตรมาสแรกของปีหน้า

อย่างไรก็ตามสถานการณ์อาจดีขึ้นเมื่อสหรัฐประกาศว่าจะแบ่งปันวัคซีน 19 ล้านโดสให้แก่โครงการ COVAX ภายในสิ้นดือน พร้อมจัดสรรวัคซีนอีก 6 ล้านโดสให้แก่ประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือโดยตรง ขณะที่อังกฤษก็ให้คำมั่นว่าจะจัดสรรวัคซีน 870 ล้านโดสให้แก่ COVAX โดยจะพยายามให้ครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้มาถึงภายในสิ้นปีนี้

แม้ว่า COVAX จะบรรลุเป้าหมายอย่างสมบูรณ์แต่ก็จะคิดเป็นเพียง 20% ของประชากรของประเทศที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้นซึ่งยังไม่เพียงพอต่อสัดส่วนที่นักระบาดวิทยาประเมินไว้เพื่อให้โลกมีภูมิคุ้มกันหมู่

ผู้เชี่ยวชาญมองว่านอกจากโครงการ COVAX แล้วยังจำเป็นต้องมีความพยายามอื่นๆ ร่วมด้วยโดยเฉพาะการจัดสรรวัคซีนไปยังพื้นที่ห่างไกล, การจัดการกับความลังเลใจในการฉีดวัคซีน และการขยายโรงงานเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตวัคซีน

Krishna Udayakumar ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมด้านสุขภาพระดับโลก มหาวิทยาลัยดุ๊ก มองว่า COVAX จำเป็นแต่ไม่เพียงพอ จนกว่าประเทศและบริษัทที่ร่ำรวยจะเพิ่มความพยายามในการแบ่งปันวัคซีนและช่วยแจกจ่ายวัคซีนไปทั่วโลก

“น่าเสียดายที่ประเทศที่มีรายได้ต่ำยังคงอยู่ข้างหลัง หรืออยู่ในความเมตตาของประเทศที่มีรายได้สูง” เขากล่าวเสริม

ขณะที่องค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีนกาวีกล่าวว่าเงินทุนเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความล่าช้า เนื่องจาก COVAX จะตกลงกับบริษัทผู้ผลิตวัคซีนทันทีที่ได้รับเงินทุนจากผู้เข้าร่วมโครงการ หากได้รับเงินทุนเร็วกว่านี้ก็อาจล็อกปริมาณวัคซีนได้เร็วกว่าเดิมเช่นกัน

นอกจากนี้กาวียังระบุว่าความท้าทายในการเข้าถึงวัคซีนในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้นแตกต่างจากการระบาดครั้งอื่นๆ เนื่องจากทุกประเทศต้องการวัคซีนในเวลาเดียวกัน การผลิตและอุปทานโดยรวมจึงซับซ้อนกว่ามาก

นอกจากการรอวัคซีนจาก COVAX แล้วประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลางจำนวนมากจึงทำข้อตกลงกับบริษัทผู้ผลิตวัคซีนและประเทศอื่นๆ โดยตรงด้วย

แต่การดีลกับบางประเทศโดยตรงนั้น Krishna Udayakumar มองว่าอาจเป็นวิธีที่เสี่ยงจะเป็น “วัคซีนการทูต” โดยประเทศที่บริจาควัคซีนเพื่อแลกกับอิทธิพลทางการเมืองในภูมิภาค นั่นทำให้ประเทศยากจนที่ไม่มีกำลังซื้อวัคซีนได้เองต้องยอมรับวัคซีนยี่ห้อนั้นๆ โดยไม่มีวัคซีนชนิดอื่นเป็นทางเลือก

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

เตือนประเทศที่ใช้ Bitcoin เต็มที่ระวังเศรษฐกิจพังพินาศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656043

วันที่ 21 มิ.ย. 2564 เวลา 11:19 น.

เตือนประเทศที่ใช้ Bitcoin เต็มที่ระวังเศรษฐกิจพังพินาศคำเตือนนี้มีไปถึงประเทศเอลซัลวาดอร์ที่เดินหน้าจะใช้ Bitcoin ในระบบเศรษฐกิจอยางถูกกฎหมายประเทศแรกของโลก

สตีฟ แฮงค์ (Steve Hanke) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ที่ Johns Hopkins University และผู้ช่วยปฏิรูประบบการเงินของหลายๆ ประเทศแสดงความเห็นเกี่ยวกับการที่เอลซัลวาดอร์จะใช้ Bitcoin อย่างถูกกฎหมยประเทศแรกของโลก โดยแฮงค์ บอกมันไม่ใช่ความคิดที่ดีและกล่าวว่ามันอาจ “ทำให้เศรษฐกิจพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง”

แฮงค์บอกว่าถึงแม้ว่าเอลซัลวาดอร์จะประกาศให้ Bitcoin มีสถานะทางการเงินอย่างถูกกฎหมายแต่ Bitcoin จะยังคงไม่ถูกใช้ในการทำธุรกรรมประจำวันเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจของเอลซัลวาดอร์ไม่เอื้ออำนวย นอกจากนี้ ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมของ Bitcoin จะสูงเมื่อแปลงเป็นดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสกุลเงินที่เอลซัลวาดอร์ใช้เพราะไม่มีสกุลเงินของตนเอง

“มันมีศักยภาพที่จะพังทลายทางเศรษฐกิจได้อย่างสมบูรณ์เพราะเงินดอลลาร์ในเอลซัลวาดอร์ทั้งหมดอาจถูกดูดกลืน และไม่มีเงินในประเทศ พวกเขาไม่มีสกุลเงินในประเทศ คุณจะไม่จ่ายค่าแท็กซี่ด้วย Bitcoin หรอกมันเป็นเรื่องตลก […] คุณมีคน 70% ในเอลซัลวาดอร์ที่ไม่มีแม้แต่บัญชีธนาคาร” แฮงค์กล่าวระหว่างการสัมภาษณ์กับเดวิด ลินแห่ง Kitco

เขายังบอกด้วยว่าปัญหาใหญ่ของคริปโตโดยทั่วไปคือเราไม่สามารถแปลงเป็นเงินที่ถูกกฎหมายที่แท้จริงซึ่งใช้งานได้ในราคาถูกและรวดเร็ว “คุณไม่สามารถแปลง Bitcoin เป็นดอลลาร์สหรัฐในราคาถูกและง่ายดาย” แฮงค์ยังยกตัวอย่างอีกประเทศ โดยเขาได้แชร์บทความบน Twitter ที่เขียนโดย Terence Zimwara ผู้เขียนข่าว Bitcoin.com บทความอธิบายว่าธนาคารกลางของไนจีเรีย (CBN) ได้หารือเรื่องที่จะใช้สกุลเงินดิจิทัลภายในสิ้นปีนี้ แต่แฮงค์มีความเห็นพ่วงบทความนี้โดยชี้ว่ามันจะทำให้ให้เศรษฐกิจพังพินาศเหมือนกับเอลซัลวาดอร์

“หากแผนของไนจีเรียสำหรับสกุลเงินดิจิทัลเป็นเหมือนแผน Bitcoin ของเอลซัลวาดอร์ มันจะล้มเหลว แทนที่จะล้อเล่นกับความคิดบ้าๆ บอๆ ไนจีเรียจำเป็นต้องจัดตั้งคณะกรรมการสกุลเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเช่นเดียวกับที่เคยมีระหว่างปี 1913-1959”

แฮงค์ดูเหมือนจะให้น้ำหนักกับคณะกรรมการสกุลเงิน (Currency boards) ที่อิงสกุลดอลลาร์สหรัฐก้เพราะเชขาทำงานสายนี้มานาน ซึ่งคณะกรรมการสกุลเงินคือหน่วยงานทางการเงินที่ออกสกุลเงินท้องถิ่นที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่โดยสกุลเงินสำรองต่างประเทศ และสามารถแปลงได้อย่างอิสระด้วยสกุลเงินสำรองต่างประเทศที่อัตราแลกเปลี่ยนคงที่

นอกจากนี้ แฮงค์ยังเคยทำการวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการพึ่งพาเงินดอลลาร์ (dollarization) โดยที่ประเทศหนึ่งแทนที่สกุลเงินในประเทศด้วยสกุลเงินต่างประเทศที่มีเสถียรภาพ เช่น ดอลลาร์ และสร้างระบบการเงินอัตราแลกเปลี่ยนคงที่โดยพฤตินัยระหว่างสองประเทศ หนึ่งในประเทศที่ใช้วิธีนี้คือเอลซัลวาดอร์ แต่ตอนนี้เอลซัลวาดอร์กำลังแยกตัวไปใช้ Bitcoin พร้อมๆ กับ dollarization และในปีนี้ ครอบรอบ 20 ปีที่เอลซัลวาดอร์หันมาใช้วิธี dollarization พอดี

ทัพเรือสหรัฐจุดระเบิดทดสอบเรือบรรทุกเครื่องบินใหญ่ที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656034

วันที่ 21 มิ.ย. 2564 เวลา 09:45 น.

ทัพเรือสหรัฐจุดระเบิดทดสอบเรือบรรทุกเครื่องบินใหญ่ที่สุดในโลกภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจของการทดสอบทางทหารของกองทัพเรือสหรัฐโดยการใช้ระเบิดพลังทำลายมหาศาล

กองทัพเรือสหรัฐทำการทดสอบเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford (CVN 78) ได้ทการทดสอบการต้านทานแรงระเบิดขณะลอยลำอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2564 ปฏิบัติการนี้มีชื่อว่า ‘Full Ship Shock Trials’ โดยจุดชนวนระเบิดอันทรงพลังเพื่อทดสอบว่าเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้พร้อมสำหรับการทำสงครามหรือไม่ แถลงการณ์ของกองทัพเรือเมื่อวันอาทิตย์ระบุว่า ระเบิดขนาด 40,000 ปอนด์ (18,143 กิโลกรัม) โดยเป็นส่วนหนึ่งของงานเพื่อประเมินความพร้อมรบของเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford

ทั้งนี้ USS Gerald R. Ford เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ลำใหม่ของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ตั้งชื่อตามชื่อของเจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนที่ 38 (ซึ่งเคยเป็นลูกเรือยูเอสเอส มอนเทอเรย์ (CVL-26) ในชั้นอินดีเพนเดนซ์ ออกปฏิบัติการรบในสงครามมหาสมุทรแปซิฟิก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง)

USS Gerald R. Ford เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม  2005 และเข้าประจำการในฝูงบินแทนที่ยูเอสเอส เอ็นเตอร์ไพรส์ (CVN-65) ที่ปลดประจำการแล้ว ซึ่งสิ้นสุดการปฏิบัติการยาวนาน 51 ปีในเดือนธันวาคม 2012 เรือ USS Gerald R. Ford  ส่งมอบให้กับกองทัพเรือเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2017  และได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2017

คาดว่า USS Gerald R. Ford จะออกใช้งานครั้งแรกประมาณปี 2023 หรือ 2024  ในปี 2017เรือลำนี้เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นเรือรบที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมาในแง่ของระวางขับน้ำ

(ภาพโดย Jackson ADKINS / US NAVY / AFP)

ภาพโดย Jackson ADKINS / US NAVY / AFP
ภาพโดย Jackson ADKINS / US NAVY / AFP
ภาพโดย Jackson ADKINS / US NAVY / AFP

มหาปิฏกแปดหมื่น สิ่งมหัศจรรย์ของชาวพุทธเกาหลี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656012

วันที่ 20 มิ.ย. 2564 เวลา 20:20 น.

 มหาปิฏกแปดหมื่น สิ่งมหัศจรรย์ของชาวพุทธเกาหลีหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของวงการพุทธศาสนา คือแม่พิมพ์ไม่แกะสลักอายุกว่า 800 ปีที่เป็นต้นฉบับพระธรรมอันยิ่งใหญ่และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของเกาหลี

ในที่สุดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน วัดแฮอินซา จังหวัดคย็องซังใต้ ประเทศเกาหลีใต้ก็เปิดให้คนทั่วไปได้เข้าชม Tripitaka Koreana ซึ่งเป็นแม่พิมพ์ไม้จารึกพระไตรปิฎกกว่า 80,000 แผ่นในที่สุด โดยทางวัดบอกว่าการเข้าชมจะให้บริการเวลา 10.00 น. และ 14.00 น. ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน ทัวร์นี้มีความยาว 50 นาที จำกัดผู้เข้าชมได้สูงสุด 20 คนในแต่ละช่วงเวลา การจองออนไลน์สามารถทำได้ผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของวัดแฮอินซา (Haein-sa)

การเปิดให้คนทั่วไปได้เข้ามาชมและสักการะเป็นครั้งแรกยังเกี่ยวข้องกับวิกฤตการณ์การระบาดใหญ่ที่ชาวโลกและชาวเกาหลีกำลังเผชิญอยู่ด้วย

“เนื่องจาก (พระไตรปิฎกชุดนี้) ถูกสร้างขึ้นด้วยความปราถนาที่จะเอาชนะวิกฤตการณ์ระดับชาติในอดีต เราจึงตัดสินใจว่าข้อความแห่งความหวังเดียวกันนี้สามารถนำไปใช้กับชะตากรรมของชาติในปัจจุบันของเราที่เกิดจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19” ท่านชินกัก ซือนิม (Jingak Sunim) พระอาวุโสจากวัดแฮอินซากล่าวระหว่างการแถลงข่าวที่กรุงโซลเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน (จากการรายงานของ The Korea Herald) 

ท่านชินกัก ซือนิมกลา่วถึงที่มาของการสร้างพระไตรปิฎกที่เกิดขึ้นเพื่อขอบารมีพระรัตนตรัยช่วยให้เกาหลีรอดพ้นจากการรุกรานของสัตรูในอดีต และท่านก็เชื่อว่าด้วยบารมีนั้นจะช่วยให้เกาหลีใต้นรอดพ้นจากวิกฤตโควิด-19 เช่นกัน

Tripitaka Koreana คืออะไร? คือชื่อสากลของแม่พิมพ์พระไตรปิฎกภาษาจีนชุด “โครยอ แทจัง กย็อง” หรือพระไตรปิฎกสมัยโครยอ (จีนเรียกไตรปิฎกฉบับเกาหลี เพราะคำว่าโครยอ คือคำเดียวกับชื่อประเทศเกาหลี) “โครยอ แทจัง กย็อง” มีอายุ 800 กว่าปีแล้ว มีจำนวน 81,258 แผ่น

ที่เกาหลีเรียกพระไตรปิฎกชุดนี้อีกชื่อว่า “พัลมัน แทจัง กย็อง” หรือมหาปิฏกแปดหมื่น” เพราะแม่พิมพ์ไม้มีจำนวน 80,000 แผ่นเกือบจะครบ 84,000 ขันธ์อยู่รอมร่อ รวมแล้วมีจำนวนหน้ากว่าหนึ่งแสน นับเป็นพระไตรปิฎกภาษาจีนชุดที่ 3 ของโลกต่อจากฉบับไคเป้า สมัยราชวงศ์ซ่ง และฉบับชี่ตันของอาณาจักรเหลียว แต่ทั้ง 2 ฉบับหามีไม่แล้ว เหลือแต่ฉบับเกาหลี จึงครองแชมป์เก่าที่สุด

อันที่จริงแล้วผมไม่ขอเรียก “พระไตรปิฎก” เพราะฝ่ายมหายานมีมากว่า 3 ปิฎก ฝ่ายเถระวาทนั้นเรารู้ว่ามี 3ปิฎกคือ พระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม แต่ “มหาปิฎก” ของฝ่ายมหายานคือฉบับภาษาจีนและภาษาทิเบต มีทั้งพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม ปกรณ์ของคณาจารย์ต่างๆ ที่เรียว่าศาสตร์ มีตำรามนตร์หรือธารณี และข้อเขียนเกี่ยวพับพุทธศาสนาอีกหลายแขนง จึงสมควรเรียกว่า “มหาปิฎก” มากกว่า

ในภาษาจีนจึงเรียกย่าง “ต้าจั้งจิง” ต้า แปลว่า มหา จั้งจิง คือปิฎก เกาหลีนั้นรับภาษาจีนมาใช้ด้วยแต่ออกเสียงต้าจั้่งจิงว่า “แทจังกย็อง”

ปัจจุบันมหาปิฎก ชุดนี้หาศึกษาได้ไม่ยาก มหาวิทยาลัยทงกุกจัดการดิจิตัลไลซ์เป็นที่เรียบร้อย และยังตีพิมพ์เป็นรูปเล่มด้วย โดยเมื่อไม่กี่ปีระหว่างขันอาสาระบุอัตลักษณ์หนังสือด้านพุทธศาสนา ผมได้ประสบพบเจอฉบับตีพิมพ์มหาวิทยาลัยทุงกุก ในห้องสมุดแห่งหนึ่งในไทยซึ่งทำขึ้นในปี 1957 มาถ่ายแบบแล้วเรียงเป็น 3 แผ่นต่อ 1 หน้า และในเมืองไทยคงมีไม่กี่ชุด

ประวัติศาสตร์บันทึกว่า พระราชาโครยอสั่งให้สร้างสลักแม่พิมพ์ไม้จารึกมหาปิฎกแปดหมื่นขึ้น เพื่อขอให้พุทธคุณช่วยมิให้เสียเมืองแก่พวกชี่ตัน ซึ่งก็ไม่เสียเมืองจริงๆ แถมพวกชี่ตันยังต้องยอมรามือ แต่ต่อมาโครยอถูกมองโกลรุกรานแทน แม่พิมพ์ไม้ถูกมองโกลเผาทำลาย เหมือนเป็นตัวรับเคราะห์ไม่ให้โครยอสิ้นวงศ์ เพียงแต่เป็นเมืองขึ้นมองโกลเท่านั้น ต่อมาเมื่อแผ่นดินสงบราบคาบแล้วจึงสร้างใหม่ในปี 1398 ซึ่งคือชุดปัจจุบัน

แต่ชุดปัจจุบันเสี่ยงกับภยันตรายเสียยิ่งกว่าชุดแรก พอเปลี่ยนราชวงศ์จากโครยอ (ที่ส่งเสริมพุทธ) เป็นราชวงศ์โชซอน (ที่กำราบพุทธ) มีหลายครั้งที่โชซอนจะยกมหาปิฎกแปดหมื่นให้ญี่ปุ่น เพราะไม่เห็นค่าและญี่ปุ่นตื๊อมาหลายรอบ (ขุนนางสมัยพระเจ้าเซจงบอกว่า “มิได้ทรงคุณค่า” ส่วนเซจงทรงว่า “บ้านเมืองเราหาได้นับถือพุทธ”) แต่แล้วโชซอนก็ไม่ยกให้ญี่ปุ่น เพราะคิดว่าถ้าให้ก็เท่ากับหงอ ไม่ได้คิดว่าพระไตรปิฏกมีค่าอะไรให้หวงแหน แถมเซจงยังบอกว่าน่าจะย้ายมาที่เมืองหลวงซะเลย พวกญี่ปุ่นจะได้คิดว่าเป็นของหลวง ไม่ใช่ของในป่าในดอย จะได้เกรงใจกันบ้าง

ญี่ปุ่นส่งทูตและสมณทูตมาขอถึง 80 ครั้ง แต่ล้มเหลว

หากต่อมาญี่ปุ่นหาเรื่องรุกรานโชซอนจนได้

โชคดีที่ก่อนการรุกรานครั้งนั้น พระเจ้าเซจงไม่ได้ย้ายมหาปิฎกมาเมืองหลวง เพราะหาไม่แล้วคงถูกเผาทิ้งพร้อมๆ กับเมืองฮันยาง แต่ระหว่างที่พระราชาเตลิดหนีญี่ปุ่นอยู่นั้น ชาวบ้านต้องรวมกำลังตั้งเป็นกองโจรช่วยตัวเอง มี “กองทัพธรรม” กลุ่มหนึ่งทราบว่าญี่ปุ่นจะมาบุกวัดแฮอินซา เพื่อช่วงชิงพระไตรปิฎกไป จึงจัดวางกำลังป้องกัน เข้าซุ่มตีจนชิงพื้นที่ไว้ได้ มหาปิฎกจึงรอดพ้นภยันตรายไป ส่วนเกาหลีทั้งแผ่นดินเสียหายหนัก หากสุดท้ายรอดจาการยึดครองของญี่ปุ่นไปได้

เมื่อเกาหลีตกเป็นเมืองขึ้นญี่ปุ่นในอีก 300 ปีต่อมา ญี่ปุ่นก็ยังไม่อาจชิงกลับไป

แต่ภัยจริงๆ อยู่ในช่วงสงครามเกาหลี ในเวลานั้นพวกเกาหลีเหนือบุกลงใต้ มักใช้วัดเป็นฐานกำลัง วัดหลายแห่งจึงถูกฝ่ายใต้ทิ้งระเบิดทำลาย หาไม่ก็ถูกพวกฝ่ายเหนือเผาทิ้งเพื่อทำลายหลักฐาน วัดแฮอินซาในเวลานั้นมีพวกฝ่ายเหนือกบดานอยู่ กองทัพอากาศฝ่ายใต้จึงได้รับคำสั่งให้ทิ้งระเบิดปูพรม

เมื่อฝูงบินมาถึงวัด ได้ทิ้งระเบิดควันสัญญาณลงไปที่วัดแล้ว แต่ปรากฎว่านายทหารที่ชื่อคิมยองฮวัน ตัดสินใจวินาทีสุดท้ายขัดคำสั่งกองบก. แล้วให้ฝูงบินโจมตีที่สันเขารอบๆ วัด ซึ่งเป็นที่ตั้งฐานปืนกลของฝ่ายเหนือแทน

เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ถูกผู้บังคับบัญชาทั้งฝ่ายเกาหลีและอเมริกันสอบวินัย เรื่องนี้ยังถูกรายงานประธานาธิบดีซึ่งไม่พอใจอย่างมาก แต่คิมยองฮวันตอบอย่างกล้าหาญว่า รู้ดีว่าทำผิดวินัยทหาร แต่ต้องการจะรักษาสมบัติของชาติไว้ ปรากฎว่าคิมยองฮวันรอดจากการถูกลงโทษ และสุดท้ายยังมียศเป็นถึงพล.อ.อ.

กล่าวถึงฝ่ายเกาหลีเหนือที่ซุ่มอยู่ในวัด พอถูกตีจนต้องถอยร่อน ถึงเวลาต้องเผาวัดทิ้ง แต่พระในวัดกลุ่มหนึ่งยอมเสี่ยงตายห้ามปรามพวกเกาหลีเหนือ ใช้เหตุผลหว่านล้อมจนพวกนั้นต้องมาเสียเวลาโหวตกันทั้งๆ ที่ต้องหนีตายเอาตัวรอด ปรากฎว่าฝ่ายไม่ให้เผาวัดชนะแค่ 1 เสียง ฝ่ายเหนือจึงยอมจากไปโดยไม่แตะต้องวัด ซึ่งนับว่าน่าอัศจรรย์มาก เพราะเป็นวัดอื่นได้ถูกเผาทิ้งแล้ว และหากมีพระสงฆ์กล้าขัดขืน มีแต่ตายสถานเดียว

อีกเรื่องหนึ่งที่น่ากล่าวถึงไว้คือ หอพระมหาปิฎมีทำเลที่ตั้งสูงกว่าอาคารหลังอื่นๆ ในวัดเพื่อให้ลมระบาย แม่พิมพ์ไม้จะได้มีอายุยืนยาว แต่การทำเช่นนี้ ทำให้หอพระมหาปิฎเสี่ยงที่จะติดไฟอย่างแน่นอน หากอาคารด้านล่างเกิดไฟไหม้ ปรากฎว่าวัดแฮอินซามีเพลิงไหม้หลายครั้ง เฉียดๆ หอใกล้จะไหม้อยู่รอมร่อ แต่หอพระมหาปิฎกลับรอดมาได้ทุกครั้ง

วัดแฮอินซานั้นมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่ามหาปิฎกแปดหมื่น โดยสร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 802 สมัยอาณาจักรชิลลา อายุอานมก็ปาเข้าไปกว่า 1,200 กว่าปีแล้ว ตัววัดผ่านร้อนผ่านหนาว สิ้นสูญไปเพราะภยันตรายต่างๆ ก็หลายครั้ง แต่มหาปิฎกแปดหมื่นยังอยู่ยืนยงยาวนานกว่าตัวอารามเสียอีก

ในยุคร่วมสมัยของเรา วัดแฮอินซานอกจากจะเป็นสถิตของมหาปิฎกแปดหมื่นแล้ว ยังเป็นที่พำนักของพระเถระที่มีชื่อเสียงที่สุดรูปหนึ่งของเกาหลีใต้ คือพระเถระทเว-อง ซองชอล ผู้เคร่งครัดในการปฏิบัติธรรมและมีความรอบรู้ในธรรมะที่ลึกซึ้งมาก

ท่านเคยกล่าวว่า “หากสรุปเนื้อหาพระไตรปิฎกฉบับเกาหลีทั้งหมดจำนวน 80,000 แผ่นแม่พิมพ์ที่เก็บไว้ในวัดแฮอินซา ก็คงจะได้เพียงตัวอักษรจีนตัวเดียวนั่นคือ “ชิม” ซึ่งหมายถึงจิต”

โดย กรกิจ ดิษฐาน เรียบเรียงเพิ่มเติมจาก “เรื่องมหาปิฎกแปดหมื่น“

Photo Lauren Heckler under CC BY 2.0

สี่เท้ายังรู้พลาด เมื่อเจ้าพ่อ Crypto ขาดทุนยับมูลค่า TITAN ดิ่งเกือบศูนย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656005

วันที่ 20 มิ.ย. 2564 เวลา 18:07 น.

สี่เท้ายังรู้พลาด เมื่อเจ้าพ่อ Crypto ขาดทุนยับมูลค่า TITAN ดิ่งเกือบศูนย์กรณีศึกษาที่น่าสนใจของ Mark Cuban เจ้าของทีมกีฬาและมหาเศรษฐีชื่อดังชาวอเมริกันที่ส่งเสริม Crypto มาโดยตลอด แต่กลับมาตกม้าตายเพราะการดิ่งวูบของ TITAN

สัปดาห์นี้ไม่มีคริปโตเคอร์เรนซี่ตัวไหนที่จะอยู่ความสนใจของผู้คนไปมากกว่า TITAN เพราะมันไม่ใช่แค่ดิ่ง หรือ crash ธรรมดาเหมือนคริปโตตัวอื่น แต่มูลค่าของมันหายวับจนเกือบจะไม่เหลือ โดยมันสูญเสียมูลค่าเกือบทั้งหมดในวันพุธ ลดลงจาก 60 ดอลลาร์ในวันที่ 16 มิถุนายน เหลือสูงกว่าศูนย์เล็กน้อยในเช้าวันพฤหัสบดี ตามข้อมูลของ CoinGecko

หนึ่งในของการดิ่งเหวของ TITAN ในครั้งนี้คือมาร์ก คิวบัน (Mark Cuban) นักลงทุนสกุลเงินดิจิทัลที่มีชื่อเสียงและเจ้าของทีมเบสบอล Dallas Maverickss เขาเผยทางทวิตเตอร์วาได้รับผลกระทบจาอภารวะดิ่งครั้งนี้เหมือนกันและยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของเขา แต่ไม่ได้บอกว่าเสียหายไปเท่าไร

“ผมโดนเหมือนคนอื่นๆ ที่บ้าที่สุดคือผมถอนตัวแล้ว คิดว่าพวกเขากำลังเพิ่ม TVL ให้เพียงพอ ดีกว่าจะตูมตามขึ้นมา” คิวบันบอกในทวิตเตอร์

ทั้งนี้ TVL หรือ Total value locked คือ จำนวนเงินดอลลาร์ของสินทรัพย์ที่ถูกล็อคเป็นหลักประกันในระบบของผู้สร้างคริปโตตัวอย่างเช่น หากมีคริปโจมูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์ใน CDP (สถานะมีหนี้เป็นหลักประกัน) ผู้ของสร้างดังนั้น TVL ของ ผู้สร้างก็จะเท่ากับ 3,000 ล้านดอลลาร์

แต่คิวบันยังกล่าวอีกว่าเขาไม่แน่ใจว่าผู้สร้างคริปโต TITAN อาจใช้วิธี Rug Pull ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งเป็นกลโกงอย่างหนึ่งในวงการสกุลเงินดิจิทัล ซึ่ง Rug Pull หมายถึงการที่ผู้สร้างคริปโตได้เงินมาจากนักลงทุนแล้วชิ่งหนีไม่ทำโครงการต่อ

“เป็นไปได้ไหมที่พวกเขามีความตั้งใจทุกวิถีทางที่จะถอนรายได้ทั้งหมดที่พวกเขาทำได้ออกมาแล้วเผ่นหนีไป? ผมเดาอย่างนั้น แต่ผมไม่รู้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งหากนั่นเป็นเรื่องจริง” บอกกับ Newsweek

อย่างไรก็ตาม Iron Finance ทีมงานที่อยู่เบื้องหลัง TITAN ได้ปฏิเสธเรื่องนี้ผ่านป้ายคำเตือนบนเว็บไซต์ ซึ่งเขียนว่า “ไม่มีการแฮ็ก ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ หรือ Rug Pull”

คิวบันบอกกับ Bloomberg ว่า “ถึงแม้เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตคริปโตของผมมันมีขนาดเล็ก แต่ก็เพียงพอแล้วที่มันจะทำให้ผมไม่แฮปปี้ แต่ในบริบทที่กว้างขึ้น ก็ไม่ต่างจากความเสี่ยงที่ผมต้องรับ [ใน] การลงทุนสนับสนุนเบื้องหลังอุตสาหกรรมใหม่ๆ มีความเสี่ยงที่ผมแบกรับโดยมีเป้าหมายไม่ใช่แค่พยายามทำเงิน แต่ยังต้องเรียนรู้ด้วย แม้ว่าผมจะยับเยินในเรื่องนี้ แต่จริงๆ มันเป็นเพราะผมมันขี้เกียจ”

AFP PHOTO/Stan HONDA

จีนฉีดวัคซีนทะลุ 1,000 ล้านโดสแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655996

วันที่ 20 มิ.ย. 2564 เวลา 16:05 น.

จีนฉีดวัคซีนทะลุ 1,000 ล้านโดสแล้วจำนวนผู้ได้รับวัคซีนโควิด-19 ทะลุ 1,000 ล้านโดสแล้ว เจ้าหน้าที่สาธารณสุขระบุเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นจำนวนมากกว่า 1 ใน 3 ของปริมาณที่ได้รับทั่วโลก ส่วนปักกิ่งฉีดมากที่สุดในโลกเทียบกับบรรดาเมืองใหญ่อื่นๆ

การประกาศโดยคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติมีขึ้นหลังจากจำนวนวัคซีนที่ฉีดทั่วโลกเกิน 2,500 ล้านครั้งในวันศุกร์ตามการนับ AFP จากแหล่งข่าวอย่างเป็นทางการ

ยังไม่ชัดเจนว่าประชากรของจีนได้รับการฉีดวัคซีนกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่การฉีดวัคซีนในจีนเริ่มต้นช้าเนื่องจากการต่อสู้กับไวรัสประสบความสำเร็จทำให้ไม่เกิดความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรับวัคซีน

AFP ยังชี้ด้วยว่าการขาดความโปร่งใสและเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับวัคซีนก่อนหน้านี้ทำให้ประชาชนไม่ค่อยยินยอมฉีดวัคซีน แต่การระบาดครั้งล่าสุดของสายพันธุ์เดลต้าที่แพร่ระบาดได้ในเมืองกว่างโจวเป็นสัญญาณให้คนจำนวนมากตื่นตัวกับการฉีดวัคซีนมากขึ้น

และบางมณฑลยังเสนอวัคซีนฟรีและของฟรีเพื่อส่งเสริมการฉีด เช่น ประชาชนในมณฑลอานฮุยได้รับไข่ฟรี ในขณะที่บางคนที่อาศัยอยู่ในปักกิ่งได้รับคูปองช้อปปิ้ง

เจ้าหน้าที่จีนได้ตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยานในการฉีดวัคซีนให้ครบ 40% ของประชากรเกือบ 1,400 พันล้านคนในประเทศภายในสิ้นเดือนนี้

ประเทศจีนมีวัคซีนที่ได้รับอนุมัติตามเงื่อนไขสี่ชนิด ซึ่งอัตราประสิทธิภาพยังคงตามหลังคู่แข่งคือ Pfizer-BioNTech และ Moderna ซึ่งมีอัตราประสิทธิภาพสำเร็จ 95 เปอร์เซ็นต์และ 94% ตามลำดับ

ก่อนหน้านี้ Sinovac ของจีนกล่าวว่าการทดลองฉีดในบราซิลมีประสิทธิภาพประมาณ 50% ในการป้องกันการติดเชื้อและ 80% ในการป้องกันไม่ให้ล้มป่วยจนต้องเข้ารับการรักษา

วัคซีนสองชนิดของ Sinopharm มีอัตราประสิทธิภาพของ 79% และ 72% ตามลำดับ ในขณะที่ประสิทธิภาพโดยรวมของ CanSino อยู่ที่ 65% หลังจากฉีดได้ 28 วัน

สำนักข่าวซินหัวรายงานเมื่อเดือนเมษายนว่าจีนคาดว่าจะผลิตวัคซีนได้มากกว่า 3,000 ล้านโดสในปีนี้ แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขไม่ได้ระบุว่าจีนจะมีภูมิคุ้มกันหมู่เมื่อใด หรือจะจำหน่ายวัคซีนในสัดส่วนเท่าใดในต่างประเทศ

ด้านข้อมูลจาก Beijing Daily ระบุว่าปักกิ่งได้ฉีดวัคซีนครบแล้วกว่า 80% ของผู้อยู่อาศัยที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว ทำให้เมืองหลวงของจีนเป็นผู้นำระดับโลกในการแข่งขันเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ต่อโรคโควิด-19

ปักกิ่งฉีดวัคซีนป้องกันโควิดแล้ว 33.4 ล้านโดส นับตั้งแต่จีนเริ่มรณรงค์ให้ฉีดวัคซีนแก่ผู้คนมากกว่า 1,400 ล้านคนในเดือนธันวาคม ประชาชนในปักกิ่งราว 15.6 ล้านคนได้รับการฉีดวัคซีนอย่างครบถ้วนเมื่อวันพุธ คิดเป็น 72.4% ของประชากรทั้งหมด

เมืองใหญ่ๆ อื่นๆ ของโลกยังพยายามจะไล่ตามระดับของปักกิ่ง นครนิวยอร์กฉีดวัคซีนให้กับประชากร 46.8% ลอนดอนเพิ่มขึ้น 34.8% และในสิงคโปร์ 34.9% ได้รับวัคซีนทั้งสองครั้งแล้ว ตามรายงานของ Bloomberg’s Vaccine Tracker

Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP

สหรัฐลดแสนยานุภาพในตะวันออกกลาง เล็งรับมือจีน- รัสเซีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655979

วันที่ 20 มิ.ย. 2564 เวลา 13:42 น.

 สหรัฐลดแสนยานุภาพในตะวันออกกลาง เล็งรับมือจีน-รัสเซียสหรัฐอาจจะเล็งเห็นว่าตะวันออกกลาง “คุมได้” แล้ว แต่ภัยคุกคามใหม่คือจีนกับรัสเซียจะต้องรีบรับมือโดยด่วน

กระทรวงกลาโหมสหรัฐหรือเพนตากอนกล่าวเมื่อวันศุกร์ว่ากำลังลดจำนวนทหารและหน่วยป้องกันภัยทางอากาศที่ประจำการในตะวันออกกลาง ซึ่งยืนยันรายงานของ Wall Street Journal ก่อนหน้านี้ว่าามีการย้ายหน่วยขีปนาวุธ Patriot จำนวน 8 หน่วยออกจากภูมิภาค

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่รัฐบาลของประธานาธิบดี โจ ไบเดน พยายามผ่อนคลายความตึงเครียดกับอิหร่าน หลังจากที่ความสัมพันธ์สหรัฐ-อิหร่านเผชิญหน้าดุดเดือดขึ้นในปี 2019 และกองทัพสหรัฐเพิ่มขึ้่นอย่างมากทั่วทั้งภูมิภาค

หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal กล่าวว่า หน่วยต่อต้านขีปนาวุธ Patriot ถูกถอนกำลังออกจากอิรัก คูเวต จอร์แดน และซาอุดีอาระเบีย และได้มีการย้ายระบบต่อต้านขีปนาวุธที่เรียกว่า THAAD จากซาอุดีอาระเบียด้วยเช่นกัน

หน่วยขีปนาวุธแต่ละหน่วยจำเป็นต้องใช้ทหารและพลเรือนหลายร้อยคนเพื่อปฏิบัติการและสนับสนุน

เจสสิก้า แมคนูลตี โฆษกเพนตากอนกล่าวว่า หน่วยงานบางส่วนกำลังถูกส่งไปประจำการในประเทศอื่นๆ และบางส่วนได้กลับมายังสหรัฐเพื่อทำการบำรุงรักษา แต่จะได้บอกว่าจะย้ายหน่วยที่ปรับใช้ใหม่ไปที่ใด

“การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นจากการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับประเทศของสถานที่ และด้วยวิสัยทัศน์ชัดเจนในการรักษาความสามารถของเราในการปฏิบัติตามพันธกรณีด้านความมั่นคงของเรา” แมคนูลตีกล่าวในอีเมล

“เรารักษาท่าทีที่แข็งแกร่งในภูมิภาคที่เหมาะสมกับภัยคุกคาม และเราสบายใจที่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะไม่ส่งผลกระทบในทางลบต่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติของเรา” แมคนูลตีกล่าว

“เรายังรักษาความยืดหยุ่นในการส่งกองกำลังกลับเข้าสู่ตะวันออกกลางได้อย่างรวดเร็วตามเงื่อนไข”

กองทัพสหรัฐกำลังปรับสถานะทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ขณะถอนตัวออกจากอัฟกานิสถานโดยสิ้นเชิง และเล็งภัยคุกคามที่มากขึ้นจากจีนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

เพนตากอนยังได้ลดจำนวนทหารในอิรักเมื่อปีที่แล้วเหลือ 2,500 นาย ซึ่งสนับสนุนกองกำลังอิรักในการต่อสู้กับกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส)

อิหร่านยังคงถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามสำคัญทั่วทั้งตะวันออกกลาง แต่รัฐบาลของไบเดนกำลังเจรจาเพื่อฟื้นฟูข้อตกลงกับอิหร่านในการหยุดโครงการพัฒนานิวเคลียร์ซึ่งอาจมีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน ซึ่งหากเป็นจริงความตึงเครียดในภูมิภาคนี้จะลดลง

แมคนูลตีกล่าวว่า “กระทรวงกลาโหมคงกองกำลังนับหมื่นในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตัวแทนของแสนยานุภาพทางอากาศและแสยานุภาพทางทะเลที่ก้าวหน้าที่สุดของเรา เพื่อสนับสนุนผลประโยชน์ของชาติสหรัฐและความเป็นหุ้นส่วนระดับภูมิภาคของเรา

อย่างไรก็ตาม การถอนกำลังจากตะวันออกกลางครั้งนี้ถุกมองว่าเพื่อเป็นการปรับยุทธศาสตร์เพื่อต้านทานการผงาดของจีนและการคุกคามของรัสเซีย

สำนักข่าว CNN ตั้งข้อสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างภายในกระทรวงกลาโหมสหรัฐเพื่อมุ่งเน้นความพยายามในการต่อต้านจีนและรัสเซียในฐานะภัยคุกคามในอนาคต โดยถอยห่างจากสงครามในตะวันออกกลางที่เคยสู้รบมาในอดีต

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐใกล้จะเสร็จสิ้นการทบทวนกองกำลังสหรัฐทั่วโลกแล้ว โดยก่อนหน้านี้มีการประเมินว่าจีนเป็น “ความท้าทายขึ้นมเรื่อยๆ” ต่อกองทัพสหรัฐ คณะทำงานเฉพาะกิจเรื่องจีนของเพนตากอนเพิ่งเสร็จสิ้นการทำงาน และส่งข้อเสนอแนะไปยังเบื้องบน ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อยุทธศาสตร์ของสหรัฐ

จอห์น เคอร์บี โฆษกเพนตากอนกล่าวในการแถลงข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “ความคิดริเริ่มเหล่านี้ ซึ่งบางส่วนจะยังคงเป็นความลับอยู่ ออกแบบมาเพื่อเน้นกระบวนการและขั้นตอนของกระทรวง และช่วยให้ผู้นำแต่ละกกระทรวงมีส่วนสนับสนุนความพยายามของรัฐบาลทั้งหมดในการจัดการกับความท้าทายของจีน”

Photo by FADEL SENNA / AFP

สิงคโปร์แห่ฉีด Sinovac แม้ตัวเลือกอื่นประสิทธิภาพสูงกว่ามาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655969

วันที่ 20 มิ.ย. 2564 เวลา 11:13 น.

สิงคโปร์แห่ฉีด Sinovac แม้ตัวเลือกอื่นประสิทธิภาพสูงกว่ามากหลังจากให้บริการวัคซีนจากจีนรายนี้ตั้งแต่วันศุกร์ก็มีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นมาก แม้ว่าสิงคโปร์จะฉีดไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคและโมเดอร์นาเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า วัคซีนของบริษัท Sinovac Biotech หรือ Coronavac ให้บริหารอย่างเป็นทางการแก่สาธารณชนในสิงคโปร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันศุกร์ คลินิกเอกชนหลายแห่งรายงานว่ามีความต้องการวัคซีนที่ผลิตในจีนอย่างล้นหลาม แม้ว่าวัคซีนคู่แข่งที่มีอยู่แล้วจะมีประสิทธิภาพสูงกว่ามาก

สิงคโปร์ได้ให้วัคซีนแก่ประชากร 5.7 ล้านคนแล้วเกือบครึ่งของประเทศด้วยวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งโดสจาก Pfizer-BioNTech และ Moderna ทั้งสองแสดงอัตราประสิทธิภาพได้ดีกว่า 90% เทียบกับ 51% ของ Sinovac

เมื่อต้นสัปดาห์นี้ เจ้าหน้าที่ของอินโดนีเซียเตือนว่ามีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์มากกว่า 350 รายที่ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งที่ฉีดวัคซีนของ Sinovac และอีกหลายสิบคนเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการต่อต้านเชื้อต่างๆ

หลักฐานจากประเทศอื่น ๆ แสดงให้เห็นว่าผู้ที่รับวัคซีน Sinovac ยังคงติดเชื้อ เคนเน็ธ มัก (Kenneth Mak) ผู้อำนวยการฝ่ายบริการทางการแพทย์ของสิงคโปร์ กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า “มีความเสี่ยงที่จะเกิดความเปลี่ยนครั้งใหญ่กับวัคซีน ” เขากล่าว โดยอ้างอิงจากรายงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขชาวอินโดนีเซีย

ชาวสิงคโปร์จำนวนมากรีบไปรับ Sinovac ในวันแรกที่วางจำหน่ายในสิงคโปร์เป็นชาวจีน ซึ่งรู้สึกว่าการฉีดวัคซีนจีนจะทำให้การเดินทางกลับบ้านง่ายขึ้นโดยไม่ต้องผ่านการกักกัน

สิงคโปร์อนุญาตให้สถาบันสุขภาพเอกชนใช้วัคซีน Sinovac ได้ภายใต้แนวทางพิเศษ หลังจากได้รับอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินจากองค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อต้นเดือนนี้ สิงคโปร์กล่าวว่ากำลังรอข้อมูลสำคัญจาก Sinovac ก่อนที่จะรวมไว้ในโปรแกรมการฉีดวัคซีนแห่งชาติ

ในขณะเดียวกัน ทางการได้เลือกคลินิกเอกชน 24 แห่งเพื่อดูแลสต็อกปัจจุบันที่มีปริมาณ 200,000 โดส คลินิกจะเรียกเก็บเงินระหว่าง 10-25 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อโดส

“เรามียอดจองประมาณ 2,400 ราย ซึ่งขยายเวลาตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม” Louis Tan ซีอีโอของ StarMed Specialist Center กล่าวเมื่อวันเสาร์ เขากล่าวว่าผู้ที่จอง Sinovac หลายคนมักจะอายุ 40 ปีขึ้นไป

Wee Healthfirst ซึ่งเป็นคลินิกที่ได้รับอนุมัติอีกแห่งได้ออกประกาศที่ทางเข้าเมื่อวันศุกร์ โดยระบุว่าได้หยุดจองวัคซีนแล้วจนถึงวันพฤหัสบดีหน้า โดยอ้างว่า “ความต้องการล้นหลาม” พนักงานต้อนรับกล่าวว่ามีคนลงทะเบียนที่นั่นประมาณ 1,000 คน

Leong Hoe Nam แพทย์โรคติดเชื้อที่ Rophi Clinic กล่าวว่าทางคลินิกล้นหลามไปด้วยผู้คนที่ต้องการฉีด Sinovac

Tang Guang Yu วิศวกรวัย 49 ปี เป็นหนึ่งในชาวจีนที่อาศัยอยู่ในสิงคโปร์ที่รอการฉีดของ Sinovac มากกว่าที่จะรับวัคซีนที่ผลิตในต่างประเทศ ซึ่งเขาคิดว่าอาจไม่ได้รับการยอมรับจากทางการจีน

“ไม่มีใครอยากถูกกักตัวเป็นเวลาหนึ่งเดือน ผมไม่มีวันหยุดหลายวัน” Tang บอกกับรอยเตอร์ขณะที่เขาเข้าคิวนอกคลินิก

ตามเว็บไซต์ของรัฐบาลจีนระบุว่า ผู้เดินทางไปจีนอาจต้องถูกกักกันที่โรงงานและที่บ้านนานถึงหนึ่งเดือนขึ้นอยู่กับเมืองปลายทางของพวกเขา โดยไม่คำนึงถึงสถานะการฉีดวัคซีน

คนอื่นๆ กล่าวว่าพวกเขามีความมั่นใจมากขึ้นในวัคซีน Sinovac เนื่องจากมีพื้นฐานมาจากเทคโนโลยีทั่วไป ในขณะที่วัคซีนที่พัฒนาโดย Pfizer/BioNTech และ Moderna นั้นใช้เทคโนโลยี mRNA ที่พัฒนาขึ้นใหม่

“เทคโนโลยี mRNA มีมานานกว่า 30 ปีแล้ว แต่ไม่เคยถูกฉีดเข้าไปในมนุษย์เลย จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้เนื่องจากเหตุฉุกเฉินโควิด-19 แต่มันปลอดภัยแค่ไหน” ชาวสิงคโปร์ที่ชื่อ Chua Kwang Hwee อายุ 62 ปีกล่าวในขณะที่เขาเข้าแถวนอกคลินิกเพื่อสอบถามเกี่ยวกับการยิง Sinovac

กระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์กล่าวว่าผู้ที่มีประวัติอาการแพ้หรือภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลันต่อวัคซีน mRNA หรือส่วนประกอบของวัคซีน รวมถึงผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างร้ายแรง ไม่ควรรับวัคซีนที่มี mRNA เป็นพื้นฐาน

วัคซีน Sinovac ใช้ไวรัสที่ไม่ทำงานหรือถูกฆ่าแล้ว (เชื้อตาย) ซึ่งไม่สามารถทำซ้ำในเซลล์ของมนุษย์เพื่อกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ มีข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ปรากฏขึ้นหลายข้อความอ้างว่าวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ที่ใช้เชื้อตาย เช่น วัคซีน Sinovac ให้การป้องกันที่เหนือกว่าวัคซีน mRNA ข้อความอื่นๆ บนแพลตฟอร์มกล่าวว่าวัคซีน mRNA มีความปลอดภัยน้อยกว่า

แต่เจ้าหน้าที่ได้ปฏิเสธข้อความที่เผยแพร่ในสื่อโซเชียลโดยกล่าวว่า mRNA มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง

Photo by CHAIDEER MAHYUDDIN / AFP