ไต้หวันชี้แจงกรณีไช่อิงเหวินพาดพิงวัคซีน AZ ของไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655489

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 17:27 น.

ไต้หวันชี้แจงกรณีไช่อิงเหวินพาดพิงวัคซีน AZ ของไทยหลังจากที่ประธานาธิบดีของไต้หวันเอ่ยถึงวัคซีนที่สั่งจากไทย ทำให้เกิดกระแสพูดถึงในวงกว้างในประเทศไทยเรื่องดังกล่าวมีที่มาที่ไปอย่างไร

สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทยมีหนังสือชี้แจงกรณีที่เมื่อเร็วๆ นี้ ข่าวในประเทศไทยรายงานว่าประธานาธิบดีไต้หวันไช่อิงเหวินได้กล่าวว่าประเทศไทยได้เก็บวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ที่ผลิตที่ไทยไว้ใช้เอง และต่อมานางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวบนทวิตเตอร์ว่าประเทศไทยไม่ได้ปิดกั้นการส่งออกวัคซีนของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า

สำนักงานฯ แถลงว่า ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไช่ ได้แสดงความคิดเห็นขณะให้สื่อไต้หวันสัมภาษณ์ว่า สาเหตุที่วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าไม่สามารถผลิตได้ตามจำนวนที่ต้องการนั้น เนื่องจากความสามารถการผลิตวัคซีนทั่วโลกไม่สามารถตอบสนองความต้องการของทุกประเทศได้ และเนื่องจากประเทศไทยและอินเดียซึ่งเป็นประเทศผลิตวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังต่อสู้กับวิกฤตโรคโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง จึงขอให้ประชาชนไต้หวันรอคอยวัคซีนอย่างอดทน

การสัมภาษณ์ครั้งนี้ ประธานาธิบดีไช่ได้อธิบายต่อประชาชนไต้หวันว่าการจัดหาวัคซีนให้กับประชาชนตนเองเป็นเรื่องเร่งด่วน “อันดับแรก” สำหรับรัฐบาลทุกประเทศ อีกทั้งตระหนักว่าจำนวนวัคซีนที่บริษัทผลิตวัคซีนแต่ละแห่งสามารถผลิตได้นั้นยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของทั่วโลกอีกมาก ดังนั้นทุกประเทศจึงพยายามทุกวิธีทางเพื่อให้วัคซีนถึงประเทศตนเองอย่างเร็วที่สุด สำนักงานฯ ขอชี้แจงว่า ในขณะให้สัมภาษณ์ ประธานาธิบดีไช่มิได้กล่าวว่าประเทศไทย “ปิดกั้น” (block) การส่งออกวัคซีน

“ในขณะที่ทั่วโลกยังคงเผชิญหน้ากับความท้าทายของโรคระบาด ทั้งไต้หวันและไทยเมื่อปีที่ผ่านมา (ค.ศ.2020) ต่างรับมือกับวิกฤตโรคโควิด-19ได้เป็นอย่างดี เราเชื่อว่ากระทรวงสาธารณสุขของทั้งสองฝ่ายจะมุ่งมั่นส่งเสริมสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เราหวังว่ากระบวนการผลิตวัคซีนจะเป็นไปได้ด้วยดีทำให้สามารถส่งมอบวัคซีนได้ตามกำหนด เพื่อร่วมฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” แถลงการณ์ระบุ

แหล่งข่าวเผยกับโพสต์ทูเดย์ว่า ทางไต้หวันได้หารือกับสำนักงานใหญ่ของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าและสั่งซื้อวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าจำนวน 10 ล้านโดส แต่จนถึงตอนนี้ได้รับเพียง 100,000 โดส แหล่งข่าวไม่สามารถระบุรายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดการส่งมอบและจำนวนโดสที่ผลิตโดยโรงงานที่ได้รับอนุญาตจากแอสตร้าเซนเนก้า ประเด็นที่ว่านี้จะต้องดูที่สัญญาระหว่างไต้หวันกับบริษัทว่าโรงงานในประเทศไทยหรืออินเดียที่รับผิดชอบการผลิต

Photo by Handout / Taiwan Presidential Office / AFP

ประชาชนเมียนมาจับอาวุธรบแบบกองโจรในเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655481

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 16:00 น.

ประชาชนเมียนมาจับอาวุธรบแบบกองโจรในเมืองเมื่อการต่อสู้แบบสันติไม่ได้ผลอีกต่อไป ประชาชนเมียนมาตัดสินใจจับอาวุธสู้ทหารแบบกองโจร

คนกลุ่มหนึ่งในเมียนมากำลังทำสงครามกองโจรเพื่อพยายามโค่นล้มการปกครองของทหาร แต่ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นทำให้ประชาชนโดยเฉพาะชาวย่างกุ้งบางคนกังวลเรื่องความปลอดภัย

โดยในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาขบวนการต่อต้านรัฐประหารในหลายพื้นที่ของเมียนมาได้เปลี่ยนจากการประท้วงอย่างสันติเป็นการต่อสู้ด้วยอาวุธ

การเดินขบวนประท้วงบนท้องถนนที่เห็นพบเห็นในช่วง 2 เดือนแรกหลังการรัฐประหารเริ่มลดน้อยลงเมื่อกองกำลังรักษาความมั่นคงใช้ความรุนแรงเพื่อปราบปรามและสังหารกลุ่มผู้ชุมนุมที่ประท้วงโดยสันติ

สมาคมช่วยเหลือนักโทษทางการเมืองเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามการประท้วงต่อต้านรัฐประหารจนถึงต้นเดือนที่ผ่านมาอยู่ที่อย่างน้อย 845 คน และมีผู้ถูกจับกุมอีกอย่างน้อย 5,652 คน

ขณะที่คนหนุ่มสาวจำนวนมากไม่พอใจกับการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ต่อกลุ่มผู้ชุมนุมที่ประท้วงโดยสันติ และเริ่มที่จะปฏิเสธการประท้วงโดยสันติและยกระดับความรุนแรงมากขึ้น เมื่อทหารใช้อาวุธปราบปรามการประท้วงอย่างสันติ พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะตอบโต้กลับ

กองทัพกดดันให้พวกเขาต้องจับอาวุธ

คนหนุ่มสาวหลายร้อยคนหรืออาจจะถึงหลายพันคนตามรายงานของ Frontier Myanmar หลบหนีไปยังพื้นที่ชายแดนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์เพื่อรับการฝึกวิชาทหารและการสู้รบ

นับตั้งแต่เดือนพ.ค. ที่ผ่านมาการสู้รบและการวางระเบิดได้กลายเป็นเรื่องธรรมดาทั่วประเทศเมียนมา

หนึ่งในนั้นคือ Ko Min Wai บัณทิตวิศวกรรมวัย 26 ปีเป็นผู้สนับสนุนการประท้วงอย่างสันติมาโดยตลอดนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ. แต่เมื่อกองกำลังเมียนมาเริ่มปราบปรามการประท้วงอย่างไร้ความปราณี เขาและเพื่อนตัดสินใจจับอาวุธสู้รบกับกองทัพเมียนมา

“เราประท้วงอย่างสันติไม่ได้อีกต่อไปเมื่อทหารยิงพวกเราด้วยกระสุนจริง เราต้องลุกขึ้นมาจับอาวุธเพื่อต่อต้านรัฐบาลทหาร” เขากล่าวกับ Frontier Myanmar เมื่อเดือนพ.ค. และในเดือนนั้นเขาและเพื่อนจึงเดินทางจากย่างกุ้งไปยังพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์

พวกเขาเข้ารับการฝึกเป็นเวลา 1 เดือน โดยมีเยาวชนเข้าร่วมด้วยราว 50 คน เพื่อเรียนรู้วิธีการต่อสู้โดยใช้ระเบิดและปืน ก่อนที่จะกลับไปยังย่างกุ้งเพื่อสู้กับกองทัพเมียนมา

เมื่อกลับมายังย่างกุ้งเขาและสมาชิกคนอื่นๆ กำลังทำในสิ่งที่เรียกว่า “สงครามกองโจร” พวกเขาวางระเบิดค่ายทหาร ตำรวจ ตลอดจนหน่วยงานราชการ โดยมีชุดกองโจรอย่างน้อย 10 ชุดที่ปฏิบัติการอยู่ในย่างกุ้ง

จนถึงขณะนี้หลายเมืองในย่างกุ้งถูกโจมตีด้วยระเบิด และหลายครั้งเกิดขึ้นในเวลากลางคืนและถูกกำหนดเป้าหมายไปที่หน่วยงานราชการ สถานีตำรวจ โรงเรียน มหาวิทยาลัย และปั๊มน้ำมัน

โดย Radio Free Asia รายงานว่ามีการวางระเบิดมากกว่า 300 ครั้งในเมียนมานับตั้งแต่รัฐประหาร โดยการโจมตีเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่โรงเรียนของรัฐ

จับมือทำสงคราม

ในขณะเดียวกันคณะรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมา (National Unity Government : NUG) ได้พยายามที่จะจัดตั้งกองทัพสหพันธรัฐ โดยเริ่มจัดตั้งกองกำลังเอกภาพ (UDF) และพัฒนามาเป็น กองกำลังป้องกันประชาชน (PDF) ในที่สุด โดยมีการประกาศจัดตั้งเมื่อวันที่ 5 พ.ค. ที่ผ่านมาโดยได้ร่วมมือกับกองกำลังติดอาวุธอื่นๆ ในเมียนมา

ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม Daw Khin Ma Myo กล่าวว่า PDF ในท้องถิ่นจำนวนมากกำลัง “เตรียมพร้อมสำหรับการทำสงคราม” และรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมาจะเริ่มการต่อสู้ในอนาคตเมื่อถึงเวลา

สมาชิก PDF ชาวย่างกุ้งคนหนึ่งเผยว่ารัฐบาลเอกภาพแห่งชาติกำลังทำงานเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์กับกลุ่มติดอาวุธมากขึ้น รวมถึงกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ (EAO)

ประชาชนหวั่นถูกลูกหลง

อย่างไรก็ตามจำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีแบบกองโจรค่อยๆ เพิ่มขึ้น รวมถึงเหตุระเบิดที่เกิดชึ้นบ่อยครั้งสร้างความวิกตกกังวลให้ชาวบ้านในพื้นที่

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ที่ผ่านมา Myanmar Now รายงานว่าสมาชิก PDF ลงมือสังหารตำรวจในเมืองมัณฑะเลย์ 2 นายที่ถูกส่งไปประจำการอยู่ที่วิทยาลัยแห่งหนึ่ง ผู้ก่อเหตุยังได้ยึดอาวุธปืนพร้อมระบุว่าจะทำลายฝ่ายตรงข้ามทั้งหมดรวมถึงใครก็ตามที่ให้การช่วยเหลือฝ่ายนั้น

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. มีทหารถูกยิงเสียชีวิต 1 นายและได้รับบาดเจ็บ 1 นายที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง โดยโฆษกกลุ่ม PDF และหัวหน้าสาขาเมืองมัณฑะเลย์ระบุว่าเมื่อเร็วๆ นี้ สมาชิกได้วางระเบิดใน 5 เขต และอาจนำมาซึ่งสงครามในอีกไม่ช้า พร้อมเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงสถานที่แออัดหรือสถานที่ที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารประจำการ เพราะไม่ต้องการให้ผู้บริสุทธิ์ถูกลูกหลงไปด้วย

“ฉันไม่กังวลหากมีการโจมตีด้วยระเบิดระเบิดในพื้นที่ของกำลังรักษาความปลอดภัยและพวกทหารตาย แต่ฉันกังวลว่าประชาชนที่ไม่รู้เห็นเหตุการณ์จะได้รับอันตรายจากการทิ้งระเบิดในที่สาธารณะ” ชาวบ้านคนหนึ่งในย่างกุ้งกล่าว

พร้อมเสริมว่า “เราไม่ต้องการระเบิด แต่เราก็ไม่สามารถอยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการทหารได้…ขอให้ชาวบ้านไม่ได้รับอันตราย”

หลายฝ่ายยังเรียกร้องให้กองโจรเลี่ยงการโจมตีสถานที่อย่างโรงเรียน โรงพยาบาล ศาสนสถาน หรือที่สาธารณะอื่นๆ เนื่องจากกังวลถึงความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

อย่างไรก็ตามบางส่วนมองว่าการปฏิบัติตามข้อเรียกร้องนั้นเป็นเรื่องยาก เนื่องจากมีกองกำลังหลายกลุ่มมากเกินไป และพวกเขาปฏิบัติการเป็นอิสระจึงยากต่อการควบคุม

ขณะที่กองทัพเมียนมาเองก็เพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องดังกล่าวโดยมีการส่งกำลังทหารไปประจำการบริเวณโรงเรียนและมหาวิทยาลัย และหลายครั้งมีการเปิดฉากยิงจากสถานที่เหล่านั้น

อย่างไรก็ตามกองโจรยืนยันว่าพวกเขาจะเดินตามกลยุทธ์ของตัวเองและกำหนดแนวทางปฏิบัติด้วยตัวเอง พร้อมยืนยันว่าการโจมตีแบบกองโจรจะเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ขอให้ประชาชนระวังตัว

Photo by Handout / various sources / AFP

NATO รับลูก G7 ระบุจีนเป็นภัยคุกคามชาติตะวันตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655471

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 14:38 น.

NATO รับลูก G7 ระบุจีนเป็นภัยคุกคามชาติตะวันตกนาโต้ยังหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับรัสเซียด้วย ขณะที่จีนกล่าวว่าตะวันตกไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการของตน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผู้นำ NATO จะแสดงจุดยืนด้วยการจะประกาศว่าให้จีนเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยต่อพันธมิตรตะวันตกเป็นครั้งแรก หนึ่งวันหลังจาก G7 ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในซินเจียงและไต้หวัน ขณะที่จีนตอบโต้ว่าเป็นการใส่ความ

เยนส์ สทอลเทนแบร์ก (Jens Stoltenberg) เลขาธิการ NATO ระบุว่าการประชุมสุดยอดในวันจันทร์เป็น “ช่วงเวลาสำคัญ” และการประชุมนี้มีเป้าหมายเพื่อแสดงให้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เห็นว่าพันธมิตรยังคงเป็นแกนกลางที่สนับสนุนความพยายามของสหรัฐในการรักษาสันติภาพและประชาธิปไตยทั่วโลก รวมถึงการยืนหยัดต่อต้านจีนและ การเสริมแสนยานุภาพทางทหารของจีนอย่างรวดเร็ว

นักการทูตกล่าวว่า แถลงการณ์สุดท้ายของการประชุมสุดยอด NATO จะไม่เรียกจีนว่าเป็นปฏิปักษ์ แต่จะแสดงความกังวล โดยเรียกจีนว่าเป็นความท้าทายที่ “เป็นระบบ” ต่อความมั่นคงของมหาสมุทรแอตแลนติกใเพราะจีนเข้าร่วมกับรัสเซียในการฝึกซ้อมทางทหาร เปิดการโจมตีทางไซเบอร์ และเสริมสร้างกองทัพเรืออย่างรวดเร็ว

บรรดาผู้นำของกลุ่ม G7 ที่พบกันในอังกฤษเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ตำหนิจีนเรื่องสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคซินเจียง เรียกร้องให้จีนรักษาอำนาจปกครองตนเองของฮ่องกงและเรียกร้องให้มีการสอบสวนที่มาของไวรัสโคโรน่าอย่างละเอียดถี่ถ้วน ในประเทศจีน

สถานทูตจีนในลอนดอนกล่าวว่า ได้คัดค้านอย่างเต็มที่กับการที่ G7 กล่าวถึงซินเจียง ฮ่องกง และไต้หวัน โดยกล่าวว่าบิดเบือนข้อเท็จจริงและเปิดเผย “เจตนาร้ายของบางประเทศ เช่น สหรัฐ” ซึ่งสถานทูตกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า “จะต้องไม่ใส่ความจีนให้เสียหาย”

เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาว กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า ผู้นำ G7 ได้แสดงท่าทีมตามความจำเป็นเพื่อ “ตอบโต้และแข่งขัน” กับจีนในความท้าทายต่างๆ ตั้งแต่การปกป้องประชาธิปไตยไปจนถึงเทคโนโลยี

“จีนจะถูกเอ่ยในแถลงการณ์ (NATO) ในลักษณะที่แข็งกร้าวกว่าที่เราเคยเห็นมาก่อน” ซัลลิแวนกล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบิน Air Force One ของไบเดนที่เดินทางจากการประชุมสุดยอด G7 ในอังกฤษไปยังเมืองหลวงของเบลเยียม

นับตั้งแต่การผนวกไครเมียของรัสเซียในปี 2014 NATO ก็ได้ปรับปรุงการป้องกันภูมิภาคให้ทันสมัยขึ้น แต่เพิ่งจะเริ่มพิจารณาอย่างจริงจังมากขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ถึงภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากสิ่งที่สื่อตะวันตกและรัฐบาลตะวันตกเรียกว่า “ความทะเยอทะยานของจีน” แต่จีนเรียกว่าเป็นการใส่ร้าย

“ความทะเยอทะยานของจีน” ที่ชาติตะวันตกตราหน้าจีนคือท่าทีของพวกเขาที่ไม่พอใจต่อการลงทุนของจีนในท่าเรือยุโรปและแผนการจัดตั้งฐานทัพทหารในแอฟริกาไปจนถึงการฝึกร่วมทางทหารกับรัสเซียในทะเลบอลติก NATO เห็นพ้องต้องกันว่าการสมควรจะตอบโต้ “การผงาดของจีน” อย่างรุนแรง

ในขณะเดียวกัน ความพยายามของรัสเซียในการแบ่งแยกตะวันตกจะต้องถูกหยิบยกมาพูดถึงเช่นกัน นักการทูตรายหนึ่งเปิดเผยเรื่องนี้ก่อนการประชุมระหว่างไบเดนและประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียในวันอังคารนี้ที่เจนีวา

“ความสัมพันธ์ระหว่าง NATO และรัสเซียอยู่ในจุดต่ำสุด ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น” สตอลเทนแบร์ก บอกกับ The Times Radio ในวันอาทิตย์ “เราเห็นความเต็มใจที่จะใช้กำลังทหารกับเพื่อนบ้าน ยูเครน จอร์เจีย แต่เรายังเห็นการโจมตีทางไซเบอร์ เราเห็นความพยายามที่จะเข้าไปยุ่งในกระบวนการประชาธิปไตยทางการเมืองของเรา เพื่อบ่อนทำลายความไว้วางใจในสถาบันของเรา และความพยายามที่จะแบ่งแยกเรา”

ปัญหาจากภัยคุกคามนี้ บรรดาผู้นำหวังว่าไบเดนจะนำสหรัฐกลับเข้าสู่การป้องกันโดยรวมของ NATO หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับ NATO ร้าวฉาน

“เราเชื่อว่า NATO มีความสำคัญต่อความสามารถของเราในการรักษาความมั่นคงของสหรัฐ และผมต้องการให้พวกเขารู้ว่า NATO เป็นภาระผูกพันอันล่วงละเมิดมิได้” ไบเดนกล่าวเมื่อวันอาทิตย์หลังการสิ้นสุดการประชุม G7 ก่อนบินไปยังบรัสเซลส์

Photo by KENZO TRIBOUILLARD / POOL / AFP

รัสเซียทดลอง Sputnik V ชนิดพ่นจมูกกับเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655450

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 12:01 น.

รัสเซียทดลอง Sputnik V ชนิดพ่นจมูกกับเด็ก ผู้ผลิควัคซีน Sputnik V กำลังทดลองวัคซีนชนิดพ่นจมูกในเด็กอายุ 8 ถึง 12 ปี

รอยเตอร์สรายงานว่าสถาบันกามาเลยา (Gamaleya) หรือสถาบันวิจัยด้านระบาดวิทยาและจุลชีววิทยาแห่งชาติของรัสเซียซึ่งเป็นผู้พัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 สปุตนิก วี (Sputnik V) กำลังทดสอบวัคซีนต้านโควิด-19 ชนิดพ่นจมูกกับเด็กอายุ 8 ถึง 12 ปี

โดยอเล็กซานเดอร์ กินต์สเบิร์ก ผู้อำนวยการสถาบันกามาเลยาระบุว่าสถาบันได้ทำการทดลองวัคซีนในเด็กอายุระหว่าง 8 ถึง 12 ปีและไม่พบผลข้างเคียงในกลุ่มตัวอย่างรวมถึงไม่มีการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิร่างกาย

อย่างไรก็ตามสถาบันได้มีการเสนอรายละเอียดให้ประธานาธิบดีวลาเมียร์ ปูติน ของรัสเซียพิจารณาแล้วโดยคาดว่าวัคซีนดังกล่าวจะสามารถแจกจ่ายให้ประชาชนใช้ได้ในวันที่ 15 กันยายน

สำนักข่าว TASS ของรัสเซียระบุว่าวัคซีนดังกล่าวจะยังคงเป็นวัคซีนสปุตนิก วี ตัวเดิมเพียงแต่ปรับเปลี่ยนวิธีการเข้าสู่ร่างกายแทนที่จะเป็นการฉีดยาโดยใช้เข็ม เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกในกลุ่มประชาชนที่เป็นเด็ก ด้วยความกังวลว่าเด็กอาจมีความเสี่ยงมากขึ้นจากการแพร่ระบาดระลอกที่ 3 ในรัสเซีย

ทั้งนี้ วัคซีนสปุตนิก วี ผลิตโดยใช้เทคโนโลยีไวรัลเวกเตอร์ (Viral vector) ปัจจุบันอนุมัติใช้ในผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปโดยผลการทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนเมื่อฉีดครบ 2 เข็ม ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet ระบุว่าสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ถึง 91.6% โดยไม่มีผลข้างเคียงที่ผิดปกติ โดยขณะนี้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้สั่งซื้อวัคซีนดังกล่าวเกินกว่าพันล้านโดส

นอกจากนี้สถาบันกามาเลยายังได้พัฒนาวัคซีนสปุตนิก ไลท์ (Sputnik Light) วัคซีนต้านโควิด-19 ชนิดฉีดเข็มเดียว ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 อยู่ที่ 79.4% 

Photo by JUAN MABROMATA / AFP

Tesla กลับลำอีกจะยอมรับ Bitcoin อีกครั้งหากเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655446

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 10:54 น.

Tesla กลับลำอีกจะยอมรับ Bitcoin อีกครั้งหากเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกครั้งที่มัสก์กับบริษัทของเขาเปลี่ยนท่าทีเกี่ยวกับคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลก จับตาตลาดอีกครั้งว่าจะตอบรับหรือเมินเฉย

อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ซีอีโอของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Tesla กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่าบริษัทจะยอมรับการชำระเงินด้วย Bitcoin อีกครั้งเมื่อสกุลเงินเสมือนสกุลนี้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ผู้ผลิตชาวอเมริกันได้สร้างความฮือฮาในเดือนกุมภาพันธ์เมื่อประกาศว่าลูกค้าสามารถชำระเงินเป็นสกุลเงินดิจิทัลได้ แต่แล้วมัสค์ก็เปลี่ยนใจ โดยระบุว่าไม่ยอมรับ Bitcoin อีกต่อไปแล้ว เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการขุด Bitcoin ใช้พลังงานมหาศาลซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาล

นอกจากนี้ Tesla ยังเคยประกาศเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ว่าได้ลงทุนเงินสดจำนวน 1,500 พันล้านดอลลาร์ใน Bitcoin แต่ต่อมาประกาศว่าได้ขายส่วนหนึ่งของมันไปแล้ว ท่าทีกลับไปกลับมาของ Tesla มัสก์สร้างความสับสนให้กับตลาดเป็นอย่างมากและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มูลค่าของ Bitcoin ตกยาวมาถึงวันนี้

“เมื่อมีการยืนยันการใช้พลังงานสะอาดอย่างสมเหตุสมผล (ประมาณ 50%) โดยผู้ขุดและมีแนวโน้มที่ดีในอนาคต Tesla จะกลับมาอนุญาตให้ทำธุรกรรม Bitcoin” มหาเศรษฐีมัสก์เขียนบน Twitter เมื่อวันอาทิตย์

วารสารวิทยาศาสตร์ Nature เพิ่งตีพิมพ์ผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าเหมือง Bitcoin ของจีน ซึ่งครอบคลุมเกือบ 80% ของการค้าคริปโตของโลก เสี่ยงต่อการทำให้จีนไปไม่ถึงเป้าหมายแก้ปัญหาด้านสภาพอากาศ เพราะการมทำเหมืองขุดคริปโตบางส่วนใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง

มัสก์ถูกโจมตีมาตลอดว่าพยายามปั่นป่วยราคาของ Bitcoin และมีบทความหนึ่งที่วิเคราะห์ว่ามัสก์ทวีตเรื่อง Bitcoin เพื่อหวังประโยชน์ทางธุรกิจของเขา ซึ่งมัสก์ทวีตตอบโต้ข้อกลาวหานี้เมื่อวันอาทิตย์

“เรื่องนี้ไม่ถูกต้อง Tesla ขายเพียง 10% ของการถือครองเพื่อยืนยันว่า BTC (Bitcoin) สามารถชำระบัญชีได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องย้ายตลาด”

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

การแบ่งขั้วอำนาจเกิดขึ้นแล้ว G7 หมายหัวจีน-รัสเซีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655444

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 10:41 น.

การแบ่งขั้วอำนาจเกิดขึ้นแล้ว G7 หมายหัวจีน-รัสเซียสรุปประชุมผู้นำประเทศกลุ่ม G7 มีประเด็นที่เกี่ยวข้องทั้งการเมืองและสิ่งแวดล้อมรวมถึงสาธารณสุข แต่ประเด็นร้อนอยู่ที่การเล็งเป้าหมายไปที่จีนกับรัสเซีย

การประชุมผู้นำประเทศกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศหรือ G7 ที่จัดขึ้นที่ประเทศอังกฤษได้สิ้นสุดลงในวันที่ 13 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น โดยประเทศที่ข้าร่วมการประชุม ได้แก่ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีผู้นำสหภาพยุโรป (EU) อินเดีย เกาหลีใต้ แอฟริกาใต้ และออสเตรเลีย ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมด้วย โดยประเทศ G7 ออกแถลงการณ์ร่วมกันหลังการประชุมโดยมีประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้

1. ความท้าทายประเทศจีน

ผู้นำกลุ่มประเทศ G7 ระบุว่าจะร่วมมือกันเพื่อท้าทายแนวทางปฏิบัติทางเศรษฐกิจของประเทศจีนตลอดจนเรียกร้องให้จีนเคารพสิทธิมนุษยชนในซินเจียงและฮ่องกง

“สำหรับประเทศจีนและการแข่งขันในเศรษฐกิจโลก เราจะยังคงหารือเกี่ยวกับแนวทางร่วมกันเพื่อท้าทายนโยบายและแนวปฏิบัติที่บ่อนทำลายการดำเนินงานที่ยุติธรรมและโปร่งใสของเศรษฐกิจโลก” แถลงการณ์ระบุ

2.ปัญหาโลกร้อน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นจุดสนใจหลักของการเจรจาวันสุดท้ายของผู้นำกับกลุ่มประเทศ G7 ที่สนับสนุนการดำเนินการร่วมกันเพื่อจัดการกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นทางการ โดยมุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน กำหนดเป้าหมายปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ และเป้าหมายปกป้องธรรมชาติและมหาสมุทร 30% ภายในปี 2030

รวมถึงตกลงที่จะให้เงินสนับสนุนเพื่อช่วยประเทศยากจนในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและรับมือกับภาวะโลกร้อน

3. วัคซีน 1 พันล้านโดส

ผู้นำทั้ง 7 ประเทศตกลงที่จะจัดสรรและแบ่งปันวัคซีนต้านโควิด-19 ให้แประเทศยากจนอย่างเร่งด่วนอย่างน้อย 1 พันล้านโดส โดยครึ่งหนึ่งมาจากสหรัฐ และ 100 ล้านโดสจากอังกฤษ

ตลอดจนเรียกร้องให้จีนร่วมมือกับหน่วยงานด้านสาธารณสุขของสหประชาชาติในการสอบสวนต้นตอของโควิด -19 อย่างโปร่งใส

4. ภาษีขั้นต่ำ

ได้มีการรับรองการเก็บภาษีขั้นต่ำ 15% ทั่วโลกสำหรับบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี และข้อเสนอนี้จะเข้าสู่การประชุมประเทศ G20 ที่อิตาลีในเดือนหน้า

5. รัสเซียกับการโจมตีทางไซเบอร์

เรียกร้องให้รัสเซียดำเนินการต่อผู้ที่กระทำการโจมตีทางไซเบอร์ตลอดจนการใช้อาวุธเคมี โดยแถลงการณ์ระบุว่า “เพื่อยุติการปราบปรามต่อภาคประชาสังคมและสื่ออิสระ ตลอดจนเพื่อจัดการกับผู้ที่อยู่ภายในพรมแดนที่ทำการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ ใช้สกุลเงินเสมือนในทางที่ผิดเพื่อฟอกค่าไถ่ และอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตอื่นๆ”

6. ยุติสงครามในเอธิโอเปียทันที

กลุ่มประเทศ G7 ยังเรียกร้องให้ยุติการสู้รบในภูมิภาคไทเกรย์ของเอธิโอเปียในทันทีด้วยความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งและโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคดังกล่าว

Photo by Brendan SMIALOWSKI / AFP

รัสเซียทิ้งเงินดอลลาร์หันเข้าหายูโร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655433

วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 09:13 น.

รัสเซียทิ้งเงินดอลลาร์หันเข้าหายูโร กระบวนการสลัดตัวจากเงินดอลลาร์ของรัสเซียเข้มข้นขึ้นทุกที ล่าสุดหันไปถือยูโรมากขึ้น

สำนักข่าว RT รายงานว่ากระทรวงการคลังของประเทศรัสเซียประกาศว่ากำลังวางแผนที่จะเปลี่ยนสภาพคล่องของสกุลเงินของประเทศจากดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินยูโร

“เป้าหมายอันดับหนึ่งของเราคือเปลี่ยนรัสเซียให้เป็นประเทศที่เน้นด้านยูโร ดังนั้นจึงแทนที่ดอลลาร์ด้วยเงินยูโร” ดมิทรี ทิโมฟีฟ (Dmitry Timofeev) อธิบดีกรมควบคุมมาตรการจำกัดภายนอกของกระทรวงการคลังรัสเซียกล่าว

ทิโมฟีฟตั้งข้อสังเกตว่ารัสเซียมีเหตุผลทุกประการในการเปลี่ยนการถือครองสกุลเงิน และเสริมว่ารัฐบาลกำลังเตรียมสิ่งจูงใจมากมายสำหรับธุรกิจต่างๆ เพื่อเปลี่ยนไปใช้สกุลเงินเดียวของยุโรป

“เนื่องจากเราเป็นเศรษฐกิจแบบตลาด เราจึงไม่สามารถสั่งได้ว่าให้หยุดใช้ดอลลาร์” ทิโมฟีฟกล่าว แม้ว่าเขาจะเสริมว่าบริษัทของรัฐบางแห่งอาจถูกบังคับให้เปลี่ยนการใช้สกุลเงินก็ตาม

สาเหตุสำคัญที่รัสเซียลดการพึ่งพาเงินดอลลาณืก้เนื่องจากปัญหาทางการเมือง ทิโมฟีฟชี้แจงวา “เราจำเป็นต้องพัฒนาเครื่องมือที่จำเป็นในชุดเดียวเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งหมดให้ห่างไกลจากเงินดอลลาร์ ซึ่งอันที่จริงแล้ว จะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรและทำให้โลกเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น”

การระบุว่า “ทำให้โลกเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น” เป็นการโจมตีไปที่สหรัฐซึ่งรัสเซียมองว่าใช้อำนาจบาตรใหญ่ในการแทรกแซงประเทศอื่นด้วยการใช้มาตรการคว่ำบาตรโดยอ้างประชาธิปไตย

รัสเซียเริ่มขับเคลื่อนการสลัดตัวจากเงินดอลลาร์มากขึ้น ก่อนหน้านี้ อันตน ซิลูอานออฟ (Anton Siluanov) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของรัสเซียกล่าวว่ากองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจะลดส่วนแบ่งของดอลลาร์เป็นศูนย์ภายในเดือนหน้า

ในขณะเดียวกัน อเล็กซานเดอร์ โนวัค (Alexander Nova) รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย เตือนว่าอีกไม่นานรัสเซียอาจจะเลิกใช้สัญญาน้ำมันดิบที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์ หากรัฐบาลสหรัฐยังคงใช้การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับรัสเซีย

Photo – REUTERS/Heinz-Peter Bader

เวียดนามดีลบริษัทอเมริกันถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตวัคซีน mRNA #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655416

วันที่ 13 มิ.ย. 2564 เวลา 17:50 น.

เวียดนามดีลบริษัทอเมริกันถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตวัคซีน mRNAกระทรวงสาธารณสุขของเวียดนามกล่าวว่า Vingroup JSC คาดว่าจะผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 หลังจากเจรจาข้อตกลงการถ่ายโอนเทคโนโลยีกับผู้ผลิตที่ไม่ระบุชื่อในสหรัฐ

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่ากระทรวงสาธารณสุขเวียดนามระบุบนเว็บไซต์ว่าวัคซีนดังกล่าวจะใช้เทคโนโลยี mRNA ซึ่งวัคซีนของบริษัท Moderna Inc. และ Pfizer Inc. จากสหรัฐใช้เทคโนโลยีเดียวกัน

กระทรวงสาธารณสุขกล่าวโรงงานของ Vingroup ลงทุนสามารถผลิตได้มากถึง 200 ล้านโดสต่อปี และคาดว่าจะเริ่มผลิตวัคซีนได้ตั้งแต่ไตรมาสที่สี่หรือไตรมาสแรกของปี 2022

ก่อนหน้านี้ Reuters เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมว่า เวียดนามกำลังมองหาการถ่ายโอนเทคโนโลยี mRNA เพื่อการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในประเทศ

สำนักข่าว Vietnam News Agency รายงานว่า “เนื่องจากอุปทานในเวียดนามมีจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่สถานการณ์โควิด-19 กำลังถึงพัฒนาที่ซับซ้อน กระทรวงสาธารณสุขได้พบปะกับตัวแทนองค์การอนามัยโลกเพื่ออำนวยความสะดวกในการเจรจาเกี่ยวกับการถ่ายโอนเทคโนโลยี mRNA”

กระทรวงสาธารณสุขรายงานเมื่อวันเสาร์ว่าเวียดนามได้อนุมัติการใช้วัคซีนของ Pfizer แฃะวัคซีนอื่นๆ ที่อนุญาตให้ใช้ ได้แก่ วัคซีนที่ผลิตโดย Sinopharm ของจีนและ AstraZeneca Plc โดยเวียดนามคาดหวังว่าจะมีวัคซีนไวรัส 125 ล้านโดสในปีนี้

เวียดนามบรรลุข้อตกลงซื้อวัคซีน 170 ล้านโดส ในขณะที่มีการฉีดวัคซีนมากกว่า 1.4 ล้านครั้ง มีเพียง 53,000 คนในประเทศที่มีประชากร 98 ล้านคนเท่านั้นที่ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างสมบูรณ์ ณ วันที่ 11 มิถุนายน

เวียดนามกำลังต่อสู้กับการระบาดใหญ่ในประเทศ ประเทศนี้มีผู้ติดเชื้อทั้งหมด 10,241 ราย ณ วันเสาร์โดยมีผู้เสียชีวิต 58 ราย

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

Asean reports highest number of new Covid-19 cases in a fortnight #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40001993

Asean reports highest number of new Covid-19 cases in a fortnight


Southeast Asia on Sunday recorded the highest number of Covid-19 cases on a single day this month, though the death rate was lower, collated data showed.

Asean reports highest number of new Covid-19 cases in a fortnight

There were 26,435 new cases on Sunday, up from Saturday’s 25,656 and the highest since May 29 when 28,781 cases were reported. The death toll on Sunday was 387, falling from Saturday’s 426.

Total Covid-19 cases in Asean crossed 4.33 million, while total deaths in Asean rose to 84,702.

Singapore reported 13 new cases on Sunday, taking cumulative cases in the country to 62,869. The government announced that out of 3.7 million doses of Pfizer and Moderna vaccine administered, 4,704 people had reported side-effects, 157 with severe reactions. There had, however, been no case of death directly related to the vaccine.

Cambodia reported 468 new cases and a new high of 15 deaths on Sunday, driving cumulative cases in the country to 38,427 and deaths to 335.

Siem Reap announced the enforcement of night curfew from 10pm to 4am for 14 days starting from tonight to control the outbreak.

Published : June 14, 2021

By : THE NATION

Uber, Lyft driver shortage boosts business for New Yorks taxis #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40001989

Uber, Lyft driver shortage boosts business for New Yorks taxis


New Yorks yellow cabs are making a comeback. A driver shortage at Uber and Lyft has left city riders frustrated with high fares and long wait times, leading many to step off the curb and raise a hand.

Uber, Lyft driver shortage boosts business for New Yorks taxis

“Business has been great. I’ve never seen it like this before,” said Tainur Rahman, a taxi driver from the Bronx. Rahman, who has been driving for about a decade, said he’s optimistic about a sustained rebound in the summer months to help make up for profits lost during the dead months of Covid-19 lockdowns.

Already suffering from an inundation of app-based drivers over the past several years, cabbies were dealt another significant blow by the pandemic, as commuters worked from home, tourists stayed away and no one wanted to be in the same car with a stranger. As New York’s economy is revving up again, the number of daily taxi trips in New York City surged more than 800% in April from a year earlier, while app-based platforms like Uber and Lyft jumped some 220%, according to the Taxi & Limousine Commission. That kind of demand, combined with the fact that there are only about one-third of the taxis on the street now compared with before coronavirus restrictions in the city took hold, can also make it hard to find one.

But it’s not just warmer weather and easing Covid-19 restrictions that have made people more comfortable hailing cabs the old-fashioned way.

Across the country, demand for ride-hailing has exploded, leaving Uber and Lyft scrambling to recruit drivers. Many have been slow to get back behind the wheel after finding other work or resorting to government stimulus benefits during the pandemic. With fewer drivers on the road, fares have steadily climbed since the beginning of the year, with a ride costing customers 40% more in April, according to research firm Rakuten Intelligence.

Donna Smiley lives in Washington Heights and commutes to work on the Upper East Side every morning. Since February, she’s been opting to take a taxi instead of ride-share due to the jump in fares.

“I don’t know why Uber and the other services jacked their prices up so much in the past few months,” Smiley said. Her morning Uber ride used to cost between $20 to $25, but now it’s no less than $30 and can reach almost $50 at peak times. It’s worse during the evening rush. “The cleaner, more comfortable cars of Uber are not worth the huge jump in pricing,” she said.

For cabbies, the app companies’ plight has been an opportunity for more business. It’s a bright spot for a beleaguered industry that has struggled to recover from a collapse in demand due to digital ride-hailing that deflated the value of taxi medallions and forced many cab drivers — who were saddled with debt incurred to purchase permits — into bankruptcy.

In March, Mayor Bill de Blasio announced a plan to spend $65 million of the money New York City will receive from the federal stimulus package to help restructure the drivers’ loans. New York Attorney General Letitia James last year accused the city of committing fraud by artificially inflating the value of the medallions, which were sold at auction for more than $1 million in recent years before plummeting below $200,000 after the influx of app-based services.

But the taxi industry is still far from a full recovery. The number of yellow cabs in New York, which had been declining even before the pandemic, cratered at the height of quarantine. A year later, there are still only an average of 3,800 cabbies on the streets. Ride-hailing apps like Uber and Lyft still account for the vast majority of trips per day, six times as many as yellow cabs, according to data from the TLC.

Though ride-share’s baseline prices using the companies’ online calculators have actually remained consistent, it’s the more frequent surges that are causing fares to balloon, said Ippei Takahashi, founder and chief executive officer of RideGuru, a platform that helps people compare fares among ride-hailing services and taxis.

“This doesn’t necessarily mean Uber and Lyft aren’t trying to charge more and capitalizing on this uplift in demand. They have full control over their dynamic pricing algorithm, which is known — or at least speculated — to be tweaked often and sometimes even manually,” he said. “I think most people in the industry expect things to stabilize fairly quickly as both customers and drivers return.”

Both Uber and Lyft said more drivers came back to the platform in May as a result of incentives. “With the economy bouncing back, drivers are returning to Uber in force to take advantage of higher earnings opportunities from our driver stimulus while they are still available,” an Uber spokeswoman said, adding that wait times in New York and Los Angeles — two key markets — have “significantly decreased.”

Part of the reason taxis have been able to capture more of the demand is because of platforms like Curb and Arro, which allow riders to flag a cab with ease through an app, or hail one with a hand and pay in the app. About two-thirds of taxis in New York are equipped with Curb’s technology, according to vice president of mobility Jason Gross, who said the app has become a competitive alternative to Uber and Lyft amid the longer wait times and increased surge pricing.

Yellow cabs adhere to city-regulated meters which take both time and distance into account and don’t have surge pricing. The basic fee is $2.50 and then about 50 cents per 1/5 mile, in addition to other potential fees, including a $2.50 congestion surcharge. In normal circumstances, taxi fares are about 5% to 10% cheaper than ride-shares, according to Gross, a differential he said has substantially widened in recent months.

Curb recently rolled out an upgrade that allows riders to see their fare upfront before e-hailing — a relatively new feature for taxis. That has led to more mobile bookings, which are now double pre-pandemic highs, he said. Monthly downloads of the app grew 24% in May compared with pre-pandemic levels and daily active users jumped 33%, according to market research firm Apptopia.

Taxi drivers also see taxi apps like Curb as a modern improvement. For Brooklyn cabbie Mohammed Latif, Curb is a safeguard against passengers ducking out without paying their fare, because it’s linked to a credit card. Also, the steady flow of rides has made earnings more stable, he said. “I don’t just have to depend on people being outside waving me down.”

As the city’s economic rebound solidifies, there will likely be more jockeying for position among drivers and riders will aim to take advantage of a renewed competition.

Phillip Giambri, a Manhattan resident, recently opted to take a Lyft for $37 from LaGuardia Airport after Uber quoted him almost double the price. After waiting 15 minutes, he was told there were no drivers available. When he finally jumped in a taxi, it cost him only $28 to get home. “I’m disabled and rely on the car services but the prices are gonna put me back in yellow cabs.”

Published : June 14, 2021

By : Syndication Washington Post, Bloomberg · Jackie Davalos, Brody Ford