Ethereum อาจจะแซงหน้า Bitcoin ได้ในปีนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654991

วันที่ 08 มิ.ย. 2564 เวลา 17:01 น.

Ethereum อาจจะแซงหน้า Bitcoin ได้ในปีนี้ขณะที่ตลาดคริปโตยังผันผวนหนัก แต่นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งเชื่อว่าคริปโตอันดับสองอย่าง Ethereum มีแนวโน้มที่น่าจับตาอย่างยิ่ง

1. จากข้อมูลของ CoinMarketCap ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ย 10 วันของ Ethereum เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่ามาอยู่ที่ 80% ของ Bitcoin ตั้งแต่ต้นปี 2021 ในขณะที่ Bitcoin เริ่มมีกระแสไหลออกมากขึ้นเนื่องจากความไม่แน่ใจของนักลงทุนต่อความผันผวนของมัน

2. Ethereum หรือ Ether ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสองในแง่ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดมีเงินลงทุนไหลเข้า 47 ล้านดอลลาร์ โดยมีการไหลเข้าทั้งหมด 973 ล้านดอลลาร์จากข้อมูลของ CoinShares ส่วนราคาของมันเพิ่มขึ้น 13% ในสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากลดลง 41% ในสัปดาห์ก่อน

3. จากข้อมูลของ Coinbase ปริมาณการซื้อขายของ Ethereum เพิ่มขึ้นอย่างมากในไตรมาสที่ 1 ของปี 2021 โดยการเติบโตของสินทรัพย์ได้รับแรงหนุนจากสถาบันเป็นหลัก Ethereum ไม่ได้เป็นเพียงสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสองในตลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นสกุลเงินดิจิตอลที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสองสำหรับการซื้อขายอีกด้วย

4. มูลค่าตลาดของ Ethereum เคยถึงจุดสูงสุดที่ 443,000 ล้านดอลลาร์ และตกลงมาอยู่ที่ 200,000 ดอลลาร์ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ลดลง ก่อนที่จะฟื้นคืนสู่ 320,000 ล้านดอลลาร์ในเวลานี้

5. ผลตอบแทนรายปีของ Bitcoin อยู่ที่ 28% ในขณะที่ผลตอบแทนจากปีของ Ethereum อยู่ที่ 272% อย่างไรก็ตาม ราคาของ Ethereum ยังคงต่ำกว่า 37% ที่ระดับสูงสุดตลอดกาลที่ 4,383 ดอลลาร์

6. นักวิเคราะห์จาก CoinShares บริษัทลงทุนด้านสินทรัพย์ดิจิทัลในเจอร์ซีย์ เขียนในรายงานกระแสกองทุนสินทรัพย์ดิจิทัลล่าสุดว่า “Ethereum ยังคงมีการไหลเข้าของผลิตภัณฑ์การลงทุนมูลค่า 33 ล้านดอลลาร์ [ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา] ยังคงเป็น altcoin ทางเลือกสำหรับนักลงทุน” (Altcoin หมายถึงเหรียญคริปโตทางเลือกที่ไม่ใช่ Bitcoin)

7. Mike McGlone นักยุทธศาสตร์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์อาวุโสของ Bloomberg เขียนไว้ในรายงานล่าสุดของเขาว่า “ทั้ง [Bitcoin และ Ethereum] มีแรงหนุนที่ดี แต่รากฐานและการใช้งานของ [Ethereum] เป็นส่วนเสริมที่แข็งแกร่งกว่าเครื่องรักษามูลค่าในระดับจุลภาค [ของ Bitcoin]”

8. ตอนนี้มีการพูดถึงกันมากว่า Ethereum อาจจะโค่น Bitcoin ได้ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ชี้ว่าในที่สุด Bitcoin จะสูญเสียตำแหน่งในฐานะสกุลเงินดิจิทัลอันดับหนึ่งเนื่องจากสกุลเงินดิจิทัลอื่นที่มีเทคโนโลยีและความคล่องตัวทางเทคโนโลยีที่มากกว่าจะกลายเป็นที่นิยมมากขึ้นในหมู่นักลงทุนซึ่ง Ethereum มีศักยภาพนั้น

9. Tegan Kline ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์บล็อคเชน Edge & Node กล่าวกับ Bloomberg ว่า “[Ethereum] มีแนวโน้มที่จะแซงหน้า Bitcoin ในอนาคต เนื่องจาก Ethereum จะเหนือกว่าในด้านนวัตกรรมและความสนใจของนักพัฒนา”

10. นอกจากเทคโนโลยีที่ดีกว่าแล้ว Ethereum ยังจะมีเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 99.5% ของพลังงานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ต่างจาก Bitcoin กำลังเผชิญกับข้อกล่าวหาว่าการขุดมันใช้พลังงานมหาศาลและเป็นสาเหตุของปัญหาโลกร้อน เมื่อโลกขยับสู่เศรษฐกิจและการลงทุนสีเขียวมากขึ้น เทคโนโลยีคริปโตสีเขียวอย่าง Ethereum ต้องเปเนี่สนใจของนักลงทุนมากขึ้นอย่างแน่นอน

AFP PHOTO / JACK GUEZ

จีนพบกระท่อมดึกดำบรรพ์เก่าแก่ถึง 4,500 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654979

วันที่ 08 มิ.ย. 2564 เวลา 15:43 น.

จีนพบกระท่อมดึกดำบรรพ์เก่าแก่ถึง 4,500 ปีเสฉวนพบซากกระท่อม ทำจากไผ่-โคลน เก่าแก่ 4,500 ปี

เฉิงตู, 8 มิ.ย. (ซินหัว) — เมื่อวันจันทร์ (7 มิ.ย.) คณะนักโบราณคดีในมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เปิดเผยการค้นพบซากไผ่โบราณ 6 ชิ้น ซึ่งคาดว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระท่อมสร้างขึ้นจากไผ่และโคลนที่มีความเก่าแก่ราว 4,500 ปี

สถาบันวิจัยวัตถุโบราณวัฒนธรรมและโบราณคดีนครเฉิงตู เปิดเผยว่ากระท่อมดังกล่าวเป็นซากโบราณเก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีการค้นพบบนที่ราบเฉิงตู โดยถูกพบบริเวณซากเมืองโบราณเป่าตุน (Baodun Ancient Town) ในนครเฉิงตู เมืองเอกของซื่อชวน

อาคารไผ่-โคลนเป็นรูปแบบการก่อสร้างที่ได้รับการพิสูจน์ว่ามีอยู่จริงในบางพื้นที่ของยุคจีนโบราณ ทว่ายังไม่เคยมีการยืนยันว่ามีสิ่งปลูกสร้างรูปแบบนี้อยู่บริเวณที่ราบเฉิงตูตั้งแต่ยุคแรก

“การค้นพบข้างต้นพิสูจน์ว่ามีการสร้างกำแพงทำจากไผ่และโคลนในยุคโบราณ” ถังเหมี่ยว รองหัวหน้าโครงการเป่าตุนจากสถาบันฯ ระบุ

นอกจากนั้นมีการขุดพบเครื่องปั้นดินเผาหลายหมื่นชิ้นบริเวณซากโบราณดังกล่าว พร้อมชิ้นส่วนเครื่องหินหลายสิบชิ้นและซากคงเหลือที่คาดว่าเป็นนาข้าว

ซากเป่าตุนเป็นซากเมืองโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการค้นพบบริเวณแม่น้ำแยงซีตอนต้น เมืองดังกล่าวเป็นสถานที่รองรับการย้ายถิ่นฐานขนานใหญ่ของมนุษย์แห่งแรกสุดบนที่ราบเฉิงตู อีกทั้งเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมการปลูกข้าวบนที่ราบ โดยช่วยมอบข้อมูลสลักสำคัญสำหรับการวิจัยเกี่ยวกับต้นกำเนิดของอารยธรรมซานซิงตุยด้วย

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าแหล่งโบราณคดีซานซิงตุย (Sanxingdui Ruins) ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในการค้นพบทางโบราณคดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 เป็นดินแดนของรัฐสู่ (Shu Kingdom) ที่เก่าแก่ไม่ต่ำกว่า 4,800 ปี และรุ่งโรจน์อยู่นานกว่า 2,000 ปี

(แฟ้มภาพซินหัว : นักโบราณคดีทำความสะอาดซากงาช้างที่พบในหลุมบูชายัญหมายเลข 4 ของแหล่งโบราณคดีซานซิงตุย ในเมืองกว่างฮั่น มณฑลซื่อชวนทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน วันที่ 14 พ.ค. 2021)

เนื้อหาข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

ซูจีไม่มีเงินซื้อข้าวแต่จะไม่แบมือขอทหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654972

วันที่ 08 มิ.ย. 2564 เวลา 14:51 น.

ซูจีไม่มีเงินซื้อข้าวแต่จะไม่แบมือขอทหารซูจีขอความช่วยเหลือจากทีมทนายลั่นไม่ต้องการความช่วยเหลือจากผู้ที่กักขังตน

The Irrawaddy รายงานว่าอองซานซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมาซึ่งกำลังถูกควบคุมตัวขอให้ทีมทนายความของตนช่วยจัดหาอาหารให้ตนและอีก 8 คนที่กำลังถูกควบคุมตัวอยู่ด้วยกัน รวมถึงสุนัขของเธอที่ชื่อไทจิโดด้วย

ในระหว่างการไต่สวนของศาลในกรุงเนปิดอว์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาซูจีกล่าวกับทีมทนายความว่าเธอและผู้ต้องขังคนอื่นๆ ต้องใช้เงินของตนเองเพื่อซื้ออาหาร ท่ามกลางความขาดแคลนเงินสด รวมถึงมีความจำเป็นในการใช้ยาและเวชภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งเธอไม่ต้องการการสนับสนุนจากผู้ที่กักขังเธอและของให้ทนายความช่วยเหลือหากเป็นไปได้

ดอว์ มิน มิน โซ หนึ่งในทีมทนายความเผยว่า “ซูจีกล่าวว่าเธอและคนอื่นๆ ที่ถูกควบคุมตัวด้วยกันต้องการเงินสดสำหรับค่าอาหารและเสบียงทุกสองสัปดาห์ ผู้ที่กักขังเธอกล่าวว่าพวกเขาจะให้การสนับสนุนแต่เธอต้องการจัดการเอง ซูจีกล่าวว่าเงินสด 5 ล้านจ๊าด (94,800 บาท) ก็เพียงพอแล้วสำหรับอาหารและของใช้อื่นๆ ในตอนนี้”

ทั้งนี้ รัฐบาลทหารได้ยื่นฟ้องซูจีรวมทั้งสิ้น 6 ข้อหา ซึ่งเธอได้ปรากฏตัวต่อศาลเมื่อวันที่ 24 พ.ค. และ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมาใจการพิจารณาคดีที่จัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์ ขณะที่ผู้พิพากษาจะรับฟังข้อกล่าวหา 5 ใน 6 ภายใน 180 วันนับตั้งแต่วันที่เธอถูกจับกุม

ขณะที่ตัวแทนจากกลุ่มประเทศในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ได้เข้าพบหารือกับพลเอก อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐประหารเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. โดยขอให้รัฐบาลทหารปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองและปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อที่ประเทศสมาชิกบรรลุร่วมกันเมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา

โดยฉันทามติ 5 ข้อ ได้แก่ ยุติความรุนแรง, จัดการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ระหว่างทุกฝ่าย, ทูตพิเศษอาเซียนจะอำนวยความสะดวกในการเจรจา, การยอมรับความช่วยเหลือ และการเดินทางเยือนของทูตพิเศษ

ขณะที่รอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ว่ารัฐบาลทหารดูเหมือนจะไม่สนใจข้อเรียกร้องของอาเซียนที่ให้ปฏิบัติตามฉันทามติแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามวันนา หม่อง ลวิน รัฐมนตรีต่างประเทศที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลทหาร กล่าวในที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน-จีนว่ากองทัพมีความคืบหน้าตามแผนการ 5 ประการของตนเองเพื่อรองรับประชาธิปไตยที่มีระเบียบวินัยและแท้จริง

แผนการดังกล่าวของรัฐบาลเมียนมารวมถึงมาตรการป้องกันโควิด-19 และการจัดตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหม่ด้วยโดยอ้างว่าคณะกรรมการชุดเก่าเพิกเฉยต่อการร้องเรียนเรื่องการฉ้อโกง

ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนแสดงความผิดหวังในการประชุมที่ประเทศจีนเมื่อวันจันทร์เกี่ยวกับความล่าช้าของเมียนมาในการยุติความวุ่นวายนับตั้งแต่ก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.

ทั้งนี้ นับตั้งแต่การก่อรัฐประหารรัฐบาลเมียนมาได้จับกุมประชาชนไปแล้วกว่า 4,500 คน ขณะที่ประชาชนอย่างน้อย 849 คนถูกสังหารตามรายงานของกลุ่มสิทธิมนุษยชน

Photo by Ye Aung THU / AFP

เมื่อคนขาวใช้การศึกษาฆ่าคนพื้นเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654964

วันที่ 08 มิ.ย. 2564 เวลา 14:03 น

เมื่อคนขาวใช้การศึกษาฆ่าคนพื้นเมืองกรณีศึกษาจากแคนาดาเมื่อคนขาวใช้การศึกษาขจัดชนเผ่าพื้นเมือง

เป็นเรื่องจริงที่ว่าเด็กพื้นเมืองหลายพันคนหายตัวไปในแคนาดา และเมื่อเดือนที่ผ่านมาก็มีการพบศพเด็กพื้นเมือง 215 คนบริเวณโรงเรียนแห่งหนึ่งในแคนาดาซึ่งได้สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก

รัฐบาลประกาศลดธงครึ่งเสาทั่วประเทศ ตลอดจนมีอนุสรณ์สถานเพื่อแสดงความไว้อาลัยแก่เด็กชาวพื้นเมืองทั้ง 215 ชีวิตที่ถูกฝังไว้บริเวณโรงเรียนประจำในเมืองแคมลูปส์

แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด

เพอร์รี่ เบลเลการ์ด (Perry Bellegarde) ประธานองค์กร Assembly of First Nations องค์กรพื้นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศกล่าวว่าผู้รอดชีวิตจำนวนมากเล่าให้เขาฟังว่ายังมีเด็กพื้นเมืองอีกมากมายที่ถูกพรากจากครอบครัวและบังคับให้เข้าเรียนในโรงเรียนประจำของแคนาดาเช่นแคมลูปส์เพื่อซึมซับวัฒนธรรมตะวันตก และเด็กหลายคนต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมที่เจ็บปวด

นับตั้งแต่การเปิดเรียนในปี 1883 จนถึง 1996 มีเด็กพื้นเมืองประมาณ 150,000 คนได้ก้าวเข้ามาในโรงเรียนแห่งนี้ ขณะที่นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด (Justin Trudeau) ซึ่งเข้ารับตำแหน่งในปี 2015 ได้จัดลำดับความสำคัญในการรำลึกถึงนักเรียนเหล่านั้น และปรับปรุงคุณภาพชีวิตของชนเผ่าพื้นเมือง

และการพบหลุมศพครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดแรงผลักดันในการดำเนินการเพื่อชดใช้ประวัติศาสตร์แห่งการเอารัดเอาเปรียบต่อชนเผ่าพื้นเมือง

ค้นพบอะไรบ้าง?

ประมาณ 20 ปีที่แล้วความพยายามในการค้นหาซากศพเด็กนักเรียนพื้นเมืองเริ่มต้นขึ้นที่โรงเรียนแคมลูปส์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นโรงเรียนที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดา โดยมีนักเรียนสูงสุด 500 คน

สมาชิกของชนพื้นเมืองเทอห์แคมลูบส์ เทอห์ เซอห์เคว็บเมอห์ (Tk’emlups te Secwepemc First Nation) ได้ค้นพบสิ่งที่น่าสยดสยองเมื่อเดือนที่แล้วหลังจากขุดเจาะพื้นดิน

ในบรรดาศพ 215 ศพที่พบดูเหมือนว่าจะมีเด็กคนหนึ่งที่เสียชีวิตเมื่ออายุได้ 3 ขวบเท่านั้น โดยทีมเผยว่าเด็กเหล่านี้ถูกฝังไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน

ระบบโรงเรียนทำร้ายชนพื้นเมือง

ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แคนาดาจัดสรรที่ดินสำหรับชนพื้นเมือง ขณะเดียวกันก็ได้ยึดครองดินแดนของชนพื้นเมืองบางแห่งโดยอย่างเฉพาะอย่างยิ่งในบริติชโคลัมเบีย

ราวปี 1883 รัฐบาลแสวงหาผลประโยชน์จากชนพื้นเมืองด้วยวิธีใหม่นั่นคือการบังคับให้เด็กพื้นเมืองเข้าเรียนในโรงเรียนประจำซึ่งมักอยู่ห่างไกลจากชุมชนของพวกเขา

โดยโรงเรียนส่วนใหญ่ดำเนินการโดยคริสตจักร และทุกโรงเรียนห้ามให้ภาษาพื้นเมืองเพื่อ “พยายามให้เด็กพื้นเมืองปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมกระแสหลัก และทำลายวัฒนธรรมและภาษาของพวกเขา”

นอกจากนี้พวกเขายังเผชิญกับการปฏิบัติทางวัฒนธรรมที่มักใช้ความรุนแรง ตลอจนการล่วงละเมิดทางเพศ ทางร่างกาย และอารมณ์ ตลอดจนการเจ็บป่วยจากโรคระบาด

โรงเรียนแคมลูปส์ดำเนินการโดยนิกายโรมันคาธอลิก ซึ่งแพทย์ผู้ตรวจการคนหนึ่งระบุว่าบางครั้งนักเรียนที่แคมลูปส์มีอาการขาดสารอาหารอย่างรุนแรง

คณะกรรมการเพื่อความจริงและการปรองดองแห่งแคนาดา (Truth and Reconciliation Commission) ที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลแคนาดาใช้เวลา 6 ปีในการพิจารณาคดีจากพยาน 6,750 คนเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ของโรงเรียน

โดยในรายงานปี 2015 สรุปได้ว่าระบบนี้เป็นรูปแบบของ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทางวัฒนธรรม”

คณะกรรมการเรียกร้องให้มีการขอโทษจากสมเด็จพระสันตะปาปาสำหรับบทบาทของคริสตจักรนิกายโรมันคาธอลิกต่อการการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้น

ขณะที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสไม่ได้กล่าวคำขอโทษอย่างเป็นทางการ แต่กล่าวว่า “การค้นพบที่น่าเศร้าครั้งนี้ทำให้เกิดการตระหนักรู้ถึงความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานในอดีต”

อดีตนักเรียนบางคนให้การต่อหน้าคณะกรรมการว่าพระสงฆ์ที่โรงเรียนได้ให้กำเนิดทารกกับนักเรียนพื้นเมืองและทารกถูกพรากไปจากมารดาที่อายุยังน้อยและถูกสังหารในที่สุด

ขณะที่นักเรียนหลายคนเสียชีวิตด้วยโรคร้าย การใช้ความรุนแรง อุบัติเหตุ ไฟไหม้ และการพยายามหลบหนี

โรงเรียนพรากชีวิตเด็กไปกี่คน

เมื่อมีกรณีเด็กเสียชีวิตในโรงเรียนประจำ ครอบครัวของพวกเขามักได้รับคำอธิบายที่คลุมเครือจากโรงเรียนหรือได้คำตอบว่าพวกเขาเพียงแค่วิ่งหนีและหายตัวไป

ขณะที่คณะกรรมการพบว่าเมื่อโรงเรียนรับทราบการเสียชีวิตของเด็กโดยทั่วไปพวกเขามักปฏิเสธ แต่คณะกรรมการประเมินว่ามีนักเรียนอย่างน้อย 4,100 คนเสียชีวิตหรือสูญหายจากโรงเรียนประจำ และเรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำบัญชีสำหรับเด็กเหล่านั้นทั้งหมด

เมอร์เรย์ ซินแคลร์ (Murray Sinclair) อดีตผู้พิพากษาและวุฒิสมาชิกซึ่งเป็นหัวหน้าคณะกรรมาธิการกล่าวในอีเมลเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าเขาเชื่อว่าตัวเลขดังกล่าว “เกิน 10,000 คน”

แคนาดาจะทำอย่างไรต่อไป

นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด กล่าวว่าการค้นพบศพเด็กทั้ง 215 คนแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของแคนาดา และเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าละอายของประเทศ รวมถึงเด็กคนอื่นๆ ที่ถูกบังคับให้เข้าโรงเรียนประจำและไม่ได้กลับมาอีกเลย

“วันนี้เด็กบางคนที่พบในแคมลูปส์ และที่ยังไม่พบในที่อื่นทั่วประเทศ จะเป็นปู่ย่าตายายหรือทวด และนั่นเป็นความผิดของแคนาดา” ทรูโดกล่าว

นอกจากนี้ยังเผยว่ารัฐบาลสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อค้นหาซากศพของนักเรียนในโรงเรียนอื่นๆ ทั่วประเทศ โดยในปี 2019 ได้ใช้งบประมาณ 27 ล้านดอลลาร์แคนาดาหรือเกือบ 700 ล้านบาทเพื่อค้นหาหลุมศพ

ขณะที่สเตฟานี สกอตต์ ผู้อำนวยการบริหารศูนย์เพื่อความจริงและการปรองดองแห่งชาติ (National Centre for Truth and Reconciliation) กล่าวว่าต้องการเห็นการลงมือปฏิบัติของรัฐบาลด้วยไม่ใช่เพียงแต่คำพูดมากมาย

อย่างไรก็ตามหลายฝ่ายหวังว่าความตกใจที่เกิดขึ้นหลังจากการค้นพบศพเด็กทั้ง 215 ในแคมลูปส์นี้ จะทำให้แคนาดาเร่งความพยายามในการประนีประนอม และขจัดการเลือกปฏิบัติและช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างชนเผ่าพื้นเมืองกับภาคส่วนอื่นๆ ในประเทศ

Photo by Cole Burston / AFP

จับตา อุตสาหกรรมชิปไต้หวันจะรอดเงื้อมมือวิกฤตโควิดหรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654959

วันที่ 08 มิ.ย. 2564 เวลา 12:11 น

จับตา อุตสาหกรรมชิปไต้หวันจะรอดเงื้อมมือวิกฤตโควิดหรือไม่?การระบาดในไต้หวันที่ยังลูกผีลูกคนกำลังจะส่งผลกระทบไปถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมชิปที่เป็นความหวังของโลกในช่วงที่เกิดสงครามการค้าและการขาดแคลนชิปอยางหนัก

นายกเทศมนตรีเมืองซินจู๋กล่าวว่าตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าบริษัทชิปรายใหญ่ที่ดำเนินการในซินจู๋ศูนย์กลางเทคโนโลยีของไต้หวันจะปลอดภัยจากการติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นครั้งล่าสุดหรือไม่ แม้ว่า TSMC ยักษ์ใหญ่ด้านชิปกล่าวว่ายังไม่ได้รับผลกระทบใดๆ

หลังจากหลายเดือนที่หนีการระบาดมาได้หลายระลอก ล่าสุดไต้หวันกำลังเผชิญกับการติดเชื้อในประเทศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วได้เริ่มส่งผลกระทบต่อบริษัทเทคโนโลยีจำนวนเล็กน้อยในเหมียวลี่ เมืองที่อยู่ติดกับซินจู๋ ซึ่งรวมถึงบริษัททดสอบชิปและบรรจุภัณฑ์ King Yuan Electronics และอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ ผู้ให้บริการ Foxsemicon Integrated Technology

ไต้หวันเป็นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่และเป็นศูนย์กลางของความพยายามระดับโลกในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนชิปที่ทำให้โรงงานรถยนต์บางแห่งทั่วโลกปิดตัวลง และขณะนี้เริ่มส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค

ซินจู๋ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Taiwan Semiconductor Manufacturing Co Ltd (TSMC) ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดในโลก ได้จัดตั้ง “พันธมิตรต่อต้านการแพร่ระบาด” กับเมืองเหมียวลี่เพื่อให้แน่ใจว่าการติดเชื้อจะไม่แพร่กระจาย

ประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ให้คำมั่นที่จะสร้าง “แนวป้องกัน” เพื่อปกป้อง “อุตสาหกรรมที่มีความสำคัญระดับชาติ” โดยส่งทหารไปช่วยสร้างสถานีตรวจเชื้อในอุทยานวิทยาศาสตร์ซินจู๋เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

หลินจื้อเจียน นายกเทศมนตรีเมืองซินจู๋ ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า เขาไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยทั้งหมดของบริษัทเทคโนโลยีของเมืองนี้ได้ แต่รัฐบาลได้เปิดสถานีตรวจเชื้ออย่างรวดเร็วแล้ว

“ผมไม่กล้าพูดว่าไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน หากไม่มีปัญหา เราก็ไม่จำเป็นต้องตั้งสถานีตรวจเชื้ออย่างรวดเร็วในอุทยานวิทยาศาสตร์อย่างเร่งด่วนและรวดเร็วเช่นนี้” หลิน สมาชิกคนหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ก้าวหน้าซึ่ง้เป็นพรรคระฐบาล กล่าว

ในวันอาทิตย์ เขากล่าวว่าได้ตรวจเชื้อแรงงานข้ามชาติมากกว่า 1,800 คน และพบว่ามีผู้ป่วยที่เป็นบวก 5 ราย

เขากล่าวว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าบริษัทเทคโนโลยีของเมืองนี้ปลอดภัยหรือไม่

อุทยานวิทยาศาสตร์ของซินจู๋เป็นที่พำนักของแรงงานอพยพมากกว่า 10,000 คน โดยเกือบ 68,000 อยู่คนในเมืองเทศ ที่อำเภอใกล้เคียง และที่เหมียวลี่ โดยหลินกล่าวว่าหอพักบางแห่งมีคนพักมากกว่า 10 คนต่อห้อง ทำให้เกิด “แหล่งเพาะพันธุ์” สำหรับการแพร่เชื้อ

จนถึงตอนนี้ การระบาดใหญ่ยังไม่ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อ TSMC ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้วได้เริ่มเพิ่มมาตรการป้องกันโรค ซึ่งรวมถึงการแยกทีมงานและบอกพนักงานและผู้ขายว่าอย่าย้ายข้ามแหล่งผลิตหลักในเมืองซินจู๋ ไถจง และไถหนาน

TSMC กล่าวในแถลงการณ์ว่า บริษัทยังไม่ได้เริ่มทำการตรวจเชื้อพนักงานจำนวนมาก

“จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในเหมียวลี่ เรายังไม่เห็นผลกระทบใดๆ ในตอนนี้ และเรากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด” บริษัทกล่าว

เมื่อเช้าวันอังคาร มีรายงานผู้ป่วยมากกว่า 250 รายในบริษัทเทคโนโลยีสี่แห่งในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานอพยพจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บริษัทที่ได้รับผลกระทบนั้นรวมถึงบริษัทบรรจุภัณฑ์และทดสอบชิป Greatek Electronics Inc และบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม Accton Technology Corp.

ในคำแถลงต่อตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันจันทร์ King Yuan ซึ่งพบการติดเชื้อมากกว่า 200 ราย กล่าวว่า คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการผลิต 30%-35% ในเดือนมิถุนายน

สำนักข่าว AFP รายงานเมทื่อวันจันทร์วา่ พนักงานอย่างน้อย 206 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามชาติ ที่โรงงานของบริษัท King Yuan Electronics (KYEC) ในเขตเหมียวลี่ตอนเหนือ มีผลตรวจเป็นบวก

คลัสเตอร์นี้ถือเป็นการระบาดครั้งใหญ่ครั้งแรกในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวัน ซึ่งกำลังดำเนินการอย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อรองรับปัญหาการขาดแคลนทั่วโลก

KYEC มีพนักงานมากกว่า 7,000 คน รวมถึงแรงงานข้ามชาติราว 2,100 คน และนับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับนานาชาติเป็นลูกค้า เช่น Intel, Qualcomm และ Nvidia

สื่อท้องถิ่นแสดงความกังวลว่าการระงับอาจส่งผลกระทบต่อปัญหาการขาดแคลนชิปทั่วโลก เนื่องจากธุรกิจของ KYEC เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์

บริษัทเทคโนโลยีอีก 2 แห่งในเมืองเหมียวลี่ยังรายงานกลุ่มผู้ติดเชื้อและสั่งพักงานแรงงานข้ามชาติ

โรงงานเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวันกำลังดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาการขาดแคลนชิปที่ขับเคลื่อนโดยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่จำเป็น

โรงงานผลิตชิปที่ต้องใช้น้ำมากกำลังทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป แม้ว่าไต้หวันจะประสบกับภัยแล้งครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และแม้ว่าฝนตกหนักในช่วงที่ผ่านมาจะช่วยบรรเทาได้ชั่วคราวก็ตาม

ไต้หวันไม่ได้รัผลกระทบจากการระบาดใหญ่ในปีที่แล้ว โดยมีจำนวนผู้ป่วยเพียงไม่กี่ร้อยรายและมีผู้เสียชีวิตเพียงหลักเดียว ส่วนหนึ่งในเพราะมาตรการตอบสนองของการระบาดไวรัสโคโรน่าที่ดีที่สุดในโลก

แต่ตอนนี้ไต้หวันกำลังต่อสู้กับการระบาดอย่างกะทันหัน การติดเชื้อพุ่งขึ้นเป็นมากกว่า 11,000 ราย โดยมีผู้เสียชีวิต 286 รายในระยะเวลากว่า 1 เดือน หลังจากที่ตรวจพบกลุ่มนักบินสายการบินกลุ่มแรกที่เป็นต้นเหตุแพร่กระจายเชื้อ

รัฐบาลประกาศเมื่อวันจันทร์ว่าการเว้นระยะห่างทางสังคมที่เข้มงวด ซึ่งรวมถึงการปิดสถานที่สาธารณะและโรงเรียน จะขยายออกไปถึงวันที่ 28 มิถุนายน

Photo by Sam Yeh / AFP

Sinovac ชี้ภูมิคุ้มกันพุ่ง 10 เท่าหลังทดลองฉีดวัคซีนเข็ม 3 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654939

วันที่ 08 มิ.ย. 2564 เวลา 10:44 น

Sinovac ชี้ภูมิคุ้มกันพุ่ง 10 เท่าหลังทดลองฉีดวัคซีนเข็ม 3ประธาน Sinovac เผยการทดลองฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพิ่มแอนติบิดีเป็น 10 เท่าภายใน 1 สัปดาห์

Global Times รายงานว่าผู้ผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 จากจีนได้ทำการทดลองฉีดวัคซีน Sinovac (ซิโนแวค) เข็มที่ 3 ซึ่งผลการทดลองระยะที่ 2 พบว่าการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 จะเพิ่มแอนติบอดีหรือภูมิคุ้มกันเป็น 10 เท่าภายใน 1 สัปดาห์

อิ่น เว่ยตง ประธานบริษัท Sinovac ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อจีน China Central Television เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ว่าการทดลองในระยะที่ 2 เพิ่งแล้วเสร็จ โดยอาสามัครได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 หลังจากเข็มที่ 2 ไปแล้ว 3 ถึง 6 เดือน และพบว่าภูมิคุ้มกันในร่างกายเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าใน 1 สัปดาห์ และ 20 เท่าใน 15 วัน

อย่างไรก็ตามบริษัทจำเป็นต้องดำนินการวิจัยเพิ่มเติมอย่างละเอียดและใช้เวลาศึกษาเพื่อให้ได้ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ให้แก่ประชาชน

เมื่อถูกถามว่า Sinovac มีวัคซีนใหม่สำหรับป้องกันไวรัสกลายพันธุ์หรือไม่ โฆษกเผยว่าการศึกษาเกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกันของสายพันธุ์ที่แตกต่างกันกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ

ซึ่ง Sinovac จะดำเนินการทดลองเพื่อตรวจสอบว่ากระบวนการผลิตวัคซีนที่มีอยู่สามารถบรรลุการผลิตวัคซีนที่มีประสิทธิภาพกับสายพันธุ์กลายพันธุ์ใหม่ได้หรือไม่ รวมถึงทำการวิจัยว่าการฉีดวัคซีน 2 เข็มนั้นมีผลภูมิคุ้มกันโรคอยู่ได้นานเท่าใด

นอกจากนี้หลังจากที่ต้นปีที่ผ่านมา Sinovac ได้ทำการทดลองฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 3 ถึง 17 ปี ซึ่งพบว่ามีอัตราความปลอดภัยเทียบเท่ากับการฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป ล่าสุดทางการจีนได้อนุมัติฉีดวัคซีนดังกล่าวในกรณีฉุกเฉินกับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ผู้บริหารระดับสูงเฮดจ์ฟันด์ชี้ปีหน้าทองพุ่งแต่ Bitcoin แรงกว่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654917

วันที่ 08 มิ.ย. 2564 เวลา 10:08 น.

ผู้บริหารระดับสูงเฮดจ์ฟันด์ชี้ปีหน้าทองพุ่งแต่ Bitcoin แรงกว่าผู้บริหารระดับสูงกองทุนป้องกันความเสี่ยงมูลค่ากว่า 7 พันล้านดอลลาร์เชื่อมั่น Bitcoin เอาชนะทองคำได้

Troy Gayeski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนและผู้จัดการพอร์ตอาวุโสของ SkyBridge Capital เฮดจ์ฟันด์มูลค่า 7.5 พันล้านเหรียญสหรัฐให้สัมภาษณ์ต่อ Bloomberg ว่าเชื่อมั่นว่าทองคำจะพุ่งแตะระดับสูงสุดในปีหน้า แต่ก็เชื่อมั่นว่าสกุลเงินดิจิทัลอันดับหนึ่งอย่าง Bitcoin จะปรับตัวขึ้นยิ่งกว่า

ส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์ Gayeski เผยว่า “เราเชื่อมั่นใน Bitcoin และคริปโตเคอเรนซี เพราะเราเชื่อว่ามันมีข้อดีมากกว่า แม้จะผันผวนมากกว่าก็ตาม คุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าทองคำเล็กน้อยในปรากฏการณ์เดียวกัน”

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา SkyBridge ได้เปิดตัวกองทุน Bitcoin โดยมีเงินทุนเริ่มต้น 25 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย Anthony Scaramucci ผู้ก่อตั้งเผยว่ากองทุนดังกล่าวมีผลการดำเนินงานที่ดีและมีหลายสถาบันต้องการลงทุน

ทั้งนี้ ทองคำและ Bitcoin มักถูกเปรียบเทียบกันโดยกลุ่มนักลงทุน ซึ่ง Lawrence Summers อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐกล่าวว่าคริปโตเคอเรนซีอาจยังคงเป็นคุณลักษณะของตลาดโลกคล้ายกับทองคำดิจิทัล

ทั้ง Bitcoin และทองคำมีการแกว่งตัวครั้งใหญ่ในปีนี้ ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางการถกเถียงกันว่าคริปโตเคอเรนซีกำลังดึงความต้องการออกจากทองคำแท่งหรือไม่ ขณะที่เหรียญดิจิทัลเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ใกล้ 65,000 เหรียญสหรัฐในเดือนเมษายนก่อนที่จะดิ่งลงจนล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 36,000 เหรียญสหรัฐ

Photo by Justin TALLIS / AFP

คุณอาจรักของประเทศคุณ แต่เกลียดรัฐบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654916

วันที่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 20:59 น

คุณอาจรักของประเทศคุณ แต่เกลียดรัฐบาลชังชาติ รักชาติ คลั่งชาติ อาจเป็นปัญหาได้ทั้งนั้น แต่ปัญหาจริงๆ อยู่ที่ประเทศชาติหรืออยู่ที่ใครกันแน่?

เช้าวันที่ 7 มิถุนายน 2021 เปาลู กูเวลยู (Paulo Coelho) นักเขียนชื่อดังชาวบราซิลโพสต์ข้อความสั้นๆ ในเฟซบุ๊คของเขาว่า You may love your country And Hate your government ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงมันมีคนไลค์นับแสนคนและแชร์ออกไปหลักหมื่นซึ่งไม่ใช่เรื่องปกตินักสำหรับเฟซบุ๊คโพสต์หนึ่ง

“คุณอาจรักประเทศของคุณ แต่เกลียดรัฐบาลของคุณ” เป็นข้อความที่กระทุ้งจิตใจของหลายๆ คนในตอนนี้และดูเหมือนว่าเปาลู กูเวลยูจะกระแทกไปถึงประเทศบราซิลของเขาเองเพราะในช่องคอมเมนต์เขาเพิ่มเติมว่า “รัฐบาลบราซิลประกอบด้วยพวกคลั่งสุดโต่งทำลายประเทศของผม เราอาจจบลงด้วยเผด็จการ แต่ผมเงียบไม่ได้”

รัฐบาลบราซิลในเวลานี้นำโดยประธานาธิบดีขวาสุดขั้วที่มักคิดและทำอะไร คล้ายกับโดนัลด์ ทรัมป์ แต่เขาแย่กว่าทรัมป์ตรงที่ยังคงอยู่ในตำแหน่งใน้วลาที่บราซิลพบกับการระบาดของโควิด-19 ที่ร้ายแรงที่สุดในโลก

เปาลู กูเวลยูรักประเทศบราซิลของเขา แต่ก็เหมือนกับเราอีกหลายคนที่รักประเทศตัวเองทว่ารักรัฐบาลที่บริหารประเทศไม่ลงจริงๆ อย่าว่าแต่มอบความรักให้เลย บางคนอาจจะรู้สึกว่าแม้แต่จะชมเชยก็ยังรู้สึกเสียดายเวลา แน่ล่ะ บางคนที่ใจดีสักหน่อยอาจจะไม่รัก แต่ก็ยอมชมบ้างถ้ารัฐบาลมีผลงาน “โอเค”

ปัญหาก็คือเราหลายๆ คนเกลียดรัฐบาลแต่พาลเกลียดประเทศตัวเองไปด้วย เพราะแยกไม่ออกระหว่างรัฐบาลกับประเทศชาติ ทั้งๆ ที่มันคนละองคาพยพกันเหมือนเท้ากับลำตัวฉะนั้น พอเท้าเดินเป๋ก็เหมาโทษลำตัวไปด้วยเสียอย่างนั้น

การเหมารวมแบบนี้ทำให้เกิดผลสะเทือนได้ยาก เพราะแทนจะตำหนิ (หรือไล่) รัฐบาล กลับไปงอแงกับอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าหรือสิ่งที่ไล่ไม่ได้ นอกจากจะอัปเปหิตัวเองออกไป เหมือนไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่บทความนี้จะเขียนขึ้นมีแคมเปญย้ายประเทศในหมู่ชาวเน็ตไทย ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นการสะท้อนความสิ้นหวังของคนไทยจำนวนหนึ่งต่อรัฐบาล แต่ก็สะท้อนด้วยว่าพวกเขาไม่แยกระหว่างการไล่รัฐบาลซึ่งง่ายกว่ากับการย้ายประเทศที่เกินความสามารถของหลายๆ คน

การเหมารวมแบบนี้ทำให้สิ้นหวังกับประเทศตัวเองแทนที่จะสิ้นหวังแค่ผู้บริหารประเทศ นานๆ เข้าก็สั่งสมกลายเป็นความเกลียดชังบ้านเมืองตัวเอง กระทั่งไปพาลกับคนที่รักประเทศว่าเป็นพวกสนับสนุนรัฐบาล หรือเย้ยหยันคนรักประเทศ – นี่เป็นเพราะ “ไม่รู้จักแยกแยะ”

ไม่ใช่ทุกคนที่ไม่รู้จักแยกแยะ หลายคนแยกออกว่าควรเกลียดใคร แต่ที่รักประเทศตัวเองไม่ลงเพราะพวกเขาเห็น “โครงสร้าง” บางอย่างที่บัญชาให้ประเทศเดินโซซัดโซเซเหมือนไม่มีเป้าหมาย ทำให้ประเทศที่สวยงามหมดสิ้นความน่ารักไปจนหมดในสายตาพวกเขา

แต่การใช้คำว่า “โครงสร้าง” หรือคำศัพท์แสงออกวิชาการเพื่อแสดงความเกลียดชังรัฐบาล/ประเทศ ดูเหมือนจะกลายเป็นคำดาดๆ เชยๆ (Cliche) ไป เพราะคนใช้ไม่สามารถอธิบายได้ว่า “โครงสร้าง” ที่ว่านี้เป็นปัญหาอย่างไร ที่สำคัญคือน้อยคนจะบอกว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร? การวิจารณ์ที่ไม่สร้างสรรค์นี้สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการด่ากราดไปเรื่อยๆ โดยรัฐบาลที่พวกเขาเกลียดก็ยังอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน

ผู้เขียนเชื่อว่ารัฐบาลไทยมีแนวโน้มจะฟังเสียงวิจารณ์ในเชิงสร้างสรรค์มากกว่าและคงไม่เสียเวลาฟังเสียงด่าฉอดๆ เป็นแน่ มันไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่าสัญชาติญาณมนุษย์ทั่วไปที่ไม่ชอบฟังถ้อยคำที่อัปลักษณ์

ดังนั้นแทนที่จะด่าหรือยกคำวิชาการมาบ่นแบบไร้ทางออก บางทีการแสดงความรู้สึกอัดอั้นตันใจด้วยการอธิบายง่ายๆ ดูเหมือนจะทรงพลังกว่า

ในโพสต์ของเปาลู กูเวลยู มีผู้แสดงความเห็นในทำนองนี้หลายคน เช่น Kehinde Phillips Oyewole ที่บอกว่า “จริงแท้แน่นอน แต่ที่นี่ในไนจีเรีย เราถูกบังคับให้อยู่โดยปราศจากความรัก พวกเขาทำให้ประเทศอยู่ไม่ไหวจนยากที่จะแสดงความรัก และถ้าคุณบอกว่าคุณรักประเทศและแสดงผ่านการกระทำของคุณ ชีวิตของคุณจะสั้นลง”

Anna George จากอินเดียบอกว่า “ฉันรู้สึกเศร้าใจที่มีหลายประเทศ มีพลเมืองจำนวนมากที่รักประเทศของตน รู้สึกว่ารัฐบาลของตนได้โยงตัวเองเข้ากับประเทศ การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลคือการเกลียดชังประเทศของคุณในหลายประเทศๆ – ตามความคิดเห็นเหล่านี้ ฉันขอแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับเพื่อนๆ ทุกท่าน หวังว่าสักวันหนึ่งเราจะมีรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับระบอบประชาธิปไตยของเราจะได้รับการแก้ไข”

ความเห็นจากอินเดียมีแง่มุมที่น่าคิดเพราะเหมือนจะบอกว่าการไม่รักรัฐบาลเท่ากับไม่รักชาติ ซึ่งเรื่องนี้มีส่วนจริงในอินเดียซึ่งบริหารประเทศโดยรัฐบาลพรรคภารตียชนตาที่เป็นพรรคชาตินิยมฮินดู ซึ่งชื่อก็บอกชัดแล้วว่าพรรคนี้โยงตัวเองกับเสาหลักความเป็นประเทศอินเดียคือศาสนาฮินดูและยังบอกว่าตัวเป็นชาตินิยมด้วย

การตั้งชื่อพรรคและมีอุดมการณ์แบบนี้ทำให้พรรครัฐบาลอินเดียถูกผู้สนับสนุนมองว่าเป็นผู้รักชาติ เป็นผู้ปกป้องศาสนาฮินดู และใครที่ตำหนิรัฐบาลก็เท่ากับตำหนิชาติและศาสนา

นี่คือตัวอย่างที่ประเทศไทยไม่ควรทำตาม รัฐบาลใดๆ ก็ตามย่อมรักชาติได้ แต่ไม่ควรผูกขาดความรักชาติไว้กับตัวเอง เพราะพรรคการเมืองมีแนวโน้มจะใช้เล่เพทุบายเพื่อชิงอำนาจ เพื่อที่จะกุมอำนาจพวกเขาอาจอ้างว่ารักชาติได้และป้ายสีฝ่ายตรงข้ามว่าชังชาติ

เหมือนอย่างในประเทศจีนตอนนี้ที่สุดโต่งไปอีกข้างหนึ่ง จีนนั้นถูกคุกคามจากภายนอกอย่างหนักโดเฉยพาะจากชาติตะวันตก ทำให้ความรู้สึกรักชาติรุนแรงมาก ซึ่งพรรครัฐบาลคอมมิวนิสต์ดูเหมือนจะใช้ประโยชน์จากจุดนี้เพื่อพยุงสถานะของตัวเองเช่นกัน (สถานะของรัฐบาลจีนก็ใช่ว่าจะดีนักหลังการรระบาดของโควิด-19)

แต่กระแสรักชาติในจีนขึ้นสูงเกินไปจนกระทั้งเกิดการไล่ล่า “คนที่รักชาติไม่พอ” หรือ “แดงไม่พอ” หมายถึงคนที่ถูกใส่ไคล้ว่าไม่ค่อยจะสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ เราจะเห็นปรากฎการณ์นี้ในโซเชียลเน็ตเวิร์กของจีน คล้ายๆ กับการไล่กระทืบคนเห็นต่างในโลกโซเชียลของไทย

แต่ความคลั่งนี้รุนแรงจนกระทั่งลามไปถึงคนนักคิดนักวิชาการ คนเด่นคยนดัง และคนในรัฐบาล ที่ถูกชาวเน็ตจีนตราหน้าว่ารักชาติไม่พอ ทำให้การวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ทำไม่ได้เพราะทำขึ้นมาก็จะถูกคนพวกนี้ลากมาขึงพืดด้วยข้อหา “ไม่รักชาติ”

ความรักชาติแบบหน้ามืดตามัวนี้อาจเข้าข่าย “คุณอาจรักประเทศของคุณ แต่เกลียดรัฐบาลของคุณ” ได้เหมือนกัน แต่มันมีเงื่อนไขให้เป็นหายนะต่อประเทศจีนและรัฐบาลจีนได้ในภายภาคหน้าได้ด้วย

โดย กรกิจ ดิษฐาน

แม้ยังไม่มีโควิด “สายพันธุ์เวียดนาม” แต่เวียดนามกำลังเจอศึกหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654910

วันที่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 18:16 น.

แม้ยังไม่มีโควิด "สายพันธุ์เวียดนาม" แต่เวียดนามกำลังเจอศึกหนักแม้จะไม่ใช่โควิดลูกผสมแต่เวียดนามกำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาดอย่างหนัก

หลังจากที่รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเวียดนามเผยว่าเวียดนามพบเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่างสายพันธุ์กลายพันธุ์ B.1.617.2 ที่พบครั้งแรกในอินเดีย (เดลตา) และสายพันธุ์กลายพันธุ์ B.1.1.7 ที่พบครั้งแรกในอังกฤษ (อัลฟา) ซึ่งอันตรายมากเนื่องจากสามารถติดต่อได้ง่ายกว่าสายพันธุ์ก่อนๆ ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

โดยผู้เชี่ยวชาญเผยว่าสายพันธุ์ใหม่ที่พบในเวียดนามนี้มีลักษณะของทั้งสายพันธุ์เดลตาและอัลฟา กล่าวคือเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลตาที่มีการกลายพันธุ์ในส่วนที่เป็นของสายพันธุ์อัลฟา

แต่เมื่อสัปดาห์ก่อนตัวแทนขององค์การอนามัยโลก (WHO) ประจำประเทศเวียดนามยืนยันว่าไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวนั้นไม่ใช่สายพันธุ์ลูกผสมใหม่แต่ยังคงเป็นสายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในประเทศอินเดีย

อย่างไรก็ตามไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวสามารถแพร่กระจายได้ง่ายและรวดเร็ว และอาจทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ร่างกายไม่แข็งแรง จึงได้มีการจับตาการแพร่ระบาดของไวรัสในเวียดนามอย่างใกล้ชิดหากมีการกลายพันธุ์ของไวรัสเกิดขึ้น

ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ไวรัสจะมีการเปลี่ยนแปลงมากพอที่จะได้รับการพิจารณาว่าเป็นไวรัสกลายพันธุ์ใหม่ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกเนื่องจากเป็นปกติของไวรัสที่จะมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลา

ความรุนแรงของไวรัส

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าไวรัสโคโรนากลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตานั้นสามารถแพร่กระจายได้ง่ายและรวดเร็วกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า และอาจทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ร่างกายไม่แข็งแรง

ยิ่งไปกว่านั้นแมตต์ แฮนค็อก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษเผยว่าตนได้รับคำแนะนำจากที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลระบุว่าโควิดสายพันธุ์เดลตาติดต่อง่ายขึ้นราว 40%

โดยเวียดนามมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนพ.ค. ที่ผ่านมา โดยในวันที่ 25 และ 29 พ.ค. มีผู้ติดเชื้้อรายใหม่ยืนยันกว่า 500 คนขณะที่ในรอบเดือนนี้ผู้ติดเชื้อรายวันอยู่ที่ 200 ถึง 300 คน ซึ่งก่อนหน้านี้โดยปกติแล้วเวียดนามพบผู้ติดเชื้อรายวันไม่ถึง 10 คนเท่านั้น

ส่งผลให้เวียดนามต้องขยายมาตรการล็อกดาวน์และประกาศมาตรการเคอร์ฟิวในบางพื้นที่เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ตลอดจนปูพรมตรวจเชิงรุกและบังคับใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมอย่างเข้มงวดนับตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค.

ขณะเดียวกันก็ได้ส่งคำขอช่วยเหลือในด้านวัคซีนจากต่างประเทศรวมถึงญี่ปุ่นซึ่งคาดว่าจะสามารถจัดส่งวัคซีนให้แก่เวียดนามได้ภายในเดือนนี้

ขณะที่ซัพพลายเออร์จากต่างประเทศยังไม่ยืนยันปริมาณวัคซีนที่จะให้สำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่พวกเขาสัญญาว่าจะจัดหาวัคซีนปริมาณมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคาดว่าเวียดนามจะมีวัคซีนต้านโควิด-19 ประมาณ 150 ล้านโดสภายในสิ้นปีนี้

ทั้งนี้ข้อมูลจาก Our World in Data (อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.) ระบุว่ามีชาวเวียดนามที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว 33,632 คน ขณะที่ผู้ที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็มอยู่ที่ 1,209,672 คนหรือคิดเป็น 1.3% ของประชากรทั้งหมด

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

ฝ่ายค้านอังกฤษจี้รัฐบาลปิดประเทศไม่รับไทยหวั่นเชื้อกลายพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654890

วันที่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 17:15 น.

ฝ่ายค้านอังกฤษจี้รัฐบาลปิดประเทศไม่รับไทยหวั่นเชื้อกลายพันธุ์ฝ่ายค้านอังกฤษเรียกร้องรัฐบาลเพิ่มไทยและเวียดนามเข้าสู่พื้นที่สีแดง

สื่ออังกฤษ Independent รายงานว่าพรรคแรงงาน (Labour party) ของสหราชอาณาจักรเรียกร้องให้ปิดประเทศสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากประเทศไทยและเวียดนาม หลังพบว่ามีการแพร่ระบาดของโควืด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่รุนแรง

โดยนิค โทมัส-ไซมอนด์ ส.ส.จากพรรคแรงงานเขียนจดหมายถึงพริตี้ เพเทล รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่นเพื่อกระตุ้นให้เธอเร่งดำเนินการให้ประเทศไทยและเวียดนามเข้าสู่รายชื่อประเทศกลุ่มสีแดงซึ่งขณะนี้อยู่ในประเทศกลุ่มสีเหลือง

พร้อมระบุว่าการเปิดประเทศอย่างไม่ระมัดระวังจะนำไปสู่การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ๆ

ทั้งนี้ งานวิจัยใหม่ที่ออกโดยสาธารณสุขอังกฤษแสดงให้เห็นว่าโควิดสายพันธุ์ C.36.3 ที่ตรวจพบในชาวอียิปต์ที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยนั้นได้รับการกำหนดให้เป็นไวรัสสายพันธุ์ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ (Variant Under Investigation : VUI) เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม โดยมีผู้ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าว 117 รายที่ระบุในสหราชอาณาจักร

ขณะที่เวียดนามซึ่งก่อนหน้านี้เป็นประเทศที่ประสบความสำร็จอย่างมากในการควบคุมการแพร่ระบาด แต่ขณะนี้กำลังมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างมากซึ่งอาจเชื่อมโยงกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่

นิค โทมัส-ไซมอนด์ ระบุในจดหมายว่า “เป็นเรื่องประมาทอย่างยิ่งที่ประเทศที่มีความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่และมีจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นไม่ถูกเพิ่มลงในรายชื่อประเทศสีแดง”

พร้อมระบุว่าเป็นความรู้สึกที่แย่มากเมื่อต้องเห็นสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ เนื่องจากก่อนหน้านี้มีไวรัสสายพันธ์ต่างๆ ที่แพร่ระบาดในสหราชอาณาจักรไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ที่พบครั้งแรกในบราซิล แอฟริกาใต้ และอินเดีย

พร้อมทิ้งท้ายว่า “รัฐบาลสหราชอาณาจักรต้องเพิ่มทุกประเทศในกลุ่มสีเหลืองเข้าสู่ประเทศกลุ่มสีแดง หรือมิเช่นนั้นอย่างน้อยก็ควรเพิ่มไทยและเวียดนามเข้าสู่ประเทศกลุ่มสีแดงทันที”

อย่างไรก็ตามขณะนี้ประเทศไทยและเวียดนามยังคงอยู่ในรายชื่อประเทศกลุ่มสีเหลือง

Photo by JESSICA TAYLOR / various sources / AFP