ปริศนาพีระมิดบอสเนีย อารยธรรมเก่าแก่หรือแค่คิดไปเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654885

วันที่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 16:00 น.

ปริศนาพีระมิดบอสเนีย อารยธรรมเก่าแก่หรือแค่คิดไปเองเป็นไปได้หรือไม่เมื่อ “พีระมิด” อารยธรรมมหัศจรรย์ในอียิปต์ถูกเคลมว่ามีในบอสเนียเช่นกัน

ในเมืองวิโซโค เมืองเล็กๆ ในบอสเนียซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงไปประมาณ 35 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของกลุ่มเนินเขาที่ว่ากันว่ามีลักษณะเหมือนพีระมิด ทำให้หลายคนเชื่อว่านี่คืออารยธรรมที่มนุษย์สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยโบราณ

Visocica hill ความสูงราว 700 ฟุต และ Plješevica hill ความสูงราว 350 ฟุตเป็น 2 เนินเขาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดซึ่งได้รับการขนานนามว่าพีระมิดแห่งดวงอาทิตย์ และพีระมิดแห่งดวงจันทร์ โดย เซมีร์ ออสมานากิช (Semir Osmanagic) นักเขียนและนักธุรกิจชาวบอสเนียที่สนับสนุนแนวคิด “พีระมิดแห่งบอสเนีย” ซึ่งเชื่อว่าเนินเขาในบอสเนียแห่งนี้เป็นพีระมิดที่มนุษย์สร้างขึ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก

นอกจากนี้เขายังตั้งชื่อเนินเขาอื่นๆ อีก 3 แห่งบริเวณนั้นว่าเป็นพีระมิดแห่งโลก, พีระมิดแห่งความรัก และพีระมิดมังกร เขาเชื่อว่าพีระมิดเหล่านี้มีอายุกว่า 30,000 ปีซึ่งสร้างขึ้นโดยมนุษย์ในยุคโบราณซึ่งเชื่อว่าเป็นกลุ่ม Illyrians กลุ่มของยูโรเปียนเผ่าที่อาศัยอยู่ทางตะวันตกของคาบสมุทรบอลข่านในสมัยโบราณ

ออสมานากิชได้ศึกษาทฤษฎีพีระมิดเหล่านี้โดยการกว้านซื้อที่ดินบริเวณนั้นและทำการขุดค้นหลายครั้งตั้งแต่ปี 2005 นอกจากนี้เขายังกล่าวว่าได้พบอุโมงค์ใต้เนินเขาที่เรียกว่าอุโมงค์ Ravne ซึ่งเชื่อว่าถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ในยุคสมัยเดียวกัน และค้นพบคลื่นนิ่ง (standing wave) ที่ด้านบนเนินเขาที่ใหญ่ที่สึดซึ่งเดินทางเร็วกว่าความเร็วแสง

อุโมงค์ Ravne tunnels ภาพโดย Edinwiki/Wikipedia

ออสมานากิชยังอ้างว่าคลื่นนั้นสามารถสื่อสารในอวกาศได้ด้วยโดยกล่าวกับ Sputnik สื่อรัสเซียว่า “คนโบราณสร้างเครื่องจักรที่พวกเขาสามารถสื่อสารกับจักรวาลได้ไกลที่สุด” และอ้างถึงประโยชน์ด้านสุขภาพของการไปเยี่ยมชมพีระมิดแห่งนี้ว่าสามารถช่วยผู้ที่มีความดันโลหิตสูง บรรเทาภาวะน้ำตาลในเลือดสูง หรือแม้กระทั่งมะเร็ง

นอกจากนี้เขายังสร้างสวนที่พีระมิดแห่งนี้เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวนับหมื่นคนในทุกๆ ปี รวมถึงยังมีผู้สนับสนุนแนวคิดพีระมิดและบริจาคเงินให้แก่มูลนิธิ Pyramid of the Sun Foundation ของเขาด้วย

ถูกคัดค้าน

อย่างไรก็ตามแม้จะมีผู้สนับสนุนจำนวนมากแต่ทว่าทฤษฎีของออสมานากิชไม่ได้รับการยอมรับจากบรรดานักวิทยาศาสตร์และนักโบราณคดีโดยกล่าวประณามว่าเขาเป็นผู้ปล่อยข่าวเท็จ

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเนินเขาเหล่านี้ไม่ใช่พีระมิด แต่เป็นโครงสร้างตามธรรมชาติที่เรียกว่า “Flatirons” แม้จะมีลักษณะใกล้เคียงกับพีระมิด แต่เป็นผลมาจากการพังทลายของชั้นหินตามธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นแต่อย่างใด

ซึ่ง Flatirons พบได้ในหลายร้อยแห่งทั่วโลกตั้งแต่เอธิโอเปียไปจนถึงรัสเซีย และในแง่ธรณีวิทยาไม่ได้หายากหรือน่าสนใจเป็นพิเศษ

สมาคมนักโบราณคดีแห่งยุโรป (European Association of Archaeologists) เรียกทฤษฎีของออสมานากิชว่า เป็นการหลอกลวงต่อสาธารณชนซึ่งส่งเสริมความเท็จ และกิจกรรมการขุดค้นและการสร้างสวนบนเนินเขาอาจส่งผลเสียต่อมรดกทางโบราณคดี

ขณะที่นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าพีระมิดหรือเนินเขาเหล่านี้ไม่ได้มีคุณสมบัติในการรักษาโรคอย่างที่ออสมานากิชกล่าวอ้าง

เดินหน้าต่อ

แม้ในยุโรปจะแทบไม่มีหน่วยงานทางวิทยาศาสตร์ใดที่ยังไม่ได้ประณามทฤษฎีพีระมิดของออสมานากิช แต่ผู้สนับสนุนก็ยังไม่ยอมแพ้

โดยในขณะที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนเรียกร้องให้หน่วยงานท้องถิ่นและรัฐบาลกลางในบอสเนียยุติการสนับสนุน แต่ในปี 2016 อุทยานแห่งที่สองได้เปิดขึ้นบนเนินเขาดังกล่าว โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลท้องถิ่นซึ่งประกาศว่าอุทยานแห่งนี้เป็น “สถานที่สำคัญ”

อย่างไรก็ตามด้วยการตลาดที่มีอยู่ส่งผลให้ผู้คนนับหมื่นมาเยี่ยมชมพีระมิดแห่งบอสเนียในแต่ละปี ขณะที่ผู้คนต่างก็สนใจแนวคิดที่ว่าภูมิภาคของพวกเขาเคยเป็นที่ตั้งของอารยธรรมโบราณที่ก้าวหน้าและยิ่งใหญ่

ทั้งนี้ หน่วยงานท้องถิ่นได้ให้ทุนสนับสนุนการขุดค้นสถานที่ดังกล่าว และอนุญาตให้เด็กนักเรียนเยี่ยมชมพีระมิดเหล่านี้โดยพวกเขาได้รับการสอนว่านี่คือส่วนหนึ่งของ “มรดกบอสเนีย”

การพัฒนาพีระมิดแห่งบอสเนียให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวส่งผลให้เนินเขาเหล่านี้ได้รับการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แต่รายได้จากการท่องเที่ยวนั้นก็นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมากเช่นเดียวกัน

ภาพโดย TheBIHLover/Wikipedia

ยลโฉม ‘หัวจื้อปิง’ นักศึกษาเสมือนจริงจากระบบ AI คนแรกของจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654879

วันที่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 14:46 น.

ยลโฉม ‘หัวจื้อปิง’ นักศึกษาเสมือนจริงจากระบบ AI คนแรกของจีนสำนักข่าวซินหัวรายงานความสำเร็จด้านปัญญาประดิษฐ์ของจีนที่เนรมิต “หญิงสาว” ที่เหมือนคนจริงๆ ออกมา

ปักกิ่ง, 7 มิ.ย. (ซินหัว) — “หัวจื้อปิง” หญิงสาวชาวจีน โพสต์ข้อความแรกบนเวยโป๋ แพลตฟอร์มคล้ายทวิตเตอร์ของจีน เพื่อประกาศการลงทะเบียนเรียนภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยชิงหัว เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ทว่า “หัวจื้อปิง” มิใช่หญิงสาววัยรุ่นวัยเรียนทั่วไป เพราะเธอคือ “นักศึกษาเสมือนจริงที่กำเนิดจากระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขนานใหญ่” คนแรกของจีน

“ฉันหลงใหลในวรรณกรรมและศิลปะอย่างมากตั้งแต่ ‘เกิด’ มา” ข้อความของหัวบนเวยโป๋ โดยรูปร่างหน้าตา เสียง เพลงประกอบบัญชีผู้ใช้งาน และภาพวาดของหัว ล้วนถูกพัฒนาโดย “อู้เต้า 2.0” (Wudao 2.0) ระบบสร้างแบบจำลองปัญญาประดิษฐ์สุดล้ำ ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในการประชุมสถาบันปัญญาประดิษฐ์ปักกิ่ง (BAAI) ปี 2021 เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.

ถังเจี๋ย รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการของสถาบันฯ และศาสตราจารย์ภาควิชาข้างต้น หนึ่งในผู้พัฒนาหลัก กล่าวว่าอู้เต้า 2.0 ใช้ตัวแปร 1.75 ล้านล้านรายการ เพื่อจำลองบทสนทนา เขียนบทกวี และเข้าใจความหมายของภาพ ซึ่งทำลายสถิติก่อนหน้านี้ของสวิตช์ ทราส์ฟอร์เมอร์ (Switch Transformer) จากกูเกิล (Google) ที่ใช้ตัวแปร 1.6 ล้านล้านรายการ

“อู้เต้า 2.0 ถือเป็นระบบจำลองปัญญาประดิษฐ์ขนาดล้านล้านรายการระบบแรกของจีนและมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย” ถังกล่าว

ถังกล่าวว่าอู้เต้า 2.0 ปฏิบัติภารกิจ 9 อย่างสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมในสนามจำลองก่อนการฝึก และเกือบเอาชนะการทดสอบทัวริง (Turing test) ในการสร้างบทกวีและบทกลอน สรุปข้อความ ตอบคำถาม และวาดภาพ ซึ่งหากคอมพิวเตอร์สามารถทำให้มนุษย์จำนวนมากพอเชื่อว่ามันไม่ใช่คอมพิวเตอร์ได้ นั่นถือว่าสอบผ่าน

สถาบันฯ เปิดตัวอู้เต้า 1.0 (Wudao 1.0) ระบบจำลองอัจฉริยะขนานใหญ่พัฒนาขึ้นเองในประเทศระบบแรกของจีน เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ส่วนการวิจัยและพัฒนาอู้เต้า 2.0 มีนักวิทยาศาสตร์ด้านปัญญาประดิษฐ์เข้าร่วมมากกว่า 100 คน ซึ่งทั้งหมดจัดอยู่แถวหน้าของอุตสาหกรรมและสถาบันวิชาการปัญญาประดิษฐ์ของจีน

อัลกอริธึมพื้นฐานของอู้เต้า 2.0 ฝึกระบบจำลองบนแพลตฟอร์มซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นเองในประเทศ โดยถังกล่าวว่าอู้เต้า 2.0 ถูกพัฒนาเพื่อทำให้เครื่องจักรคิดได้เหมือนมนุษย์ มุ่งสู่ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นสากล และช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างระบบนิเวศการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ได้ ซึ่งนักวิจัยและผู้ประกอบการสามารถสมัครใช้ระบบนี้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ถังกล่าวว่าหัวจื้อปิงเป็นผลผลิตของอู้เต้า 2.0 โดยหัวถูกฝึกฝนโดยสถาบันฯ ร่วมกับกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีอย่างจื้อผู่ดอตเอไอ (Zhipu.AI) และ เสี่ยวไอซ์ (Xiaoice)

“ฉันเริ่มสนใจการเกิดของตนเองว่าฉันเกิดมาได้อย่างไรและฉันสามารถเข้าใจตัวเองได้ไหม” ข้อความของหัวบนเวยโป๋ พร้อมบอกว่าเธอจะเรียนภายใต้การอบรมสั่งสอนของถังและกำลังแข่งกับเวลาเพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเองทุกวันในหลายด้าน เช่น ศักยภาพการให้เหตุผลเชิงตรรกะ

ถังกล่าวว่านักศึกษาเสมือนจริงรายนี้จะเติบโตและเรียนรู้ได้เร็วกว่านักศึกษาที่เป็นมนุษย์ทั่วไป หากหัวเริ่มเรียนที่ระดับเด็ก 6 ขวบในปีนี้ เธอจะเรียนจนถึงระดับเด็ก 12 ขวบในอีก 1 ปีข้างหน้า

ถังทิ้งท้ายว่าขณะนี้หัวจื้อปิงยังไม่สามารถเรียนรู้และใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์ได้เหมือนนักศึกษาทั่วไป รวมถึงยังไม่มีปัญหาทางอารมณ์ โดยหวังว่าเธอจะเรียนรู้ทักษะเหล่านั้นจนเชี่ยวชาญก่อน จากนั้นจึงเรียนรู้การให้เหตุผลและปฏิสัมพันธ์ทางอารมณ์เป็นลำดับถัดไป

ภาพและเนื้อหาข่าวโดยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

ชีวิตคนเมียนมายุครัฐประหาร เงินสดเกลี้ยง-ข้าวของราคาพุ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654874

วันที่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 13:46 น.

ชีวิตคนเมียนมายุครัฐประหาร เงินสดเกลี้ยง-ข้าวของราคาพุ่งขณะที่ประชาชนผู้ต่อต้านออกมาประท้วงรายวัน ชาวบ้านตาดำๆ ก็ต้องกัดฟันกับเศรษฐกิจที่สาหัสสากรรจ์

เมียนมากำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนเงินสดและราคาสินค้าและบริการที่เพิ่มสูงขึ้นภายใต้การปกครองของทหาร โดยที่ประชาชนถอนเงินออมจากธนาคารเพราะความกังวลในอนาคต และรัฐบาลทหารที่จำกัดปริมาณเงินในระบบเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ ทำให้ประชาชนยิ่งขาดเงินสดมากขึ้นไปอีก

สำนักข่าว Kyodo รายงานวาสี่เดือนในการปกครองของทหารนับตั้งแต่รัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ขับไล่รัฐบาลพลเรือนที่นำโดยอองซานซูจี และด้วยค่าเงินท้องถิ่นที่อ่อนค่าลง รัฐบาลทหารยังไม่สามารถควบคุมความวิบัติทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแย่งชิงอำนาจได้

ในเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ย่างกุ้ง สิ่งของที่ต้องมีสำหรับผู้ที่รอคิวที่ตู้เอทีเอ็ม ได้แก่ เก้าอี้, น้ำ, อาหารเช้า, ของว่าง และพัดลมมือถือ ผู้คนต่างต่อแถวยาวนอกธนาคารทุกวันก่อนรุ่งสาง โดยต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในแต่ละครั้งเพื่อรับเงินสด

สถาบันการเงินของประเทศกลายเป็นอัมพาตในช่วงแรกๆ ของการปกครองโดยทหาร เนื่องจากพนักงานธนาคารและคนอื่นๆ ปฏิเสธที่จะไปทำงานอันเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการอารยะขัดขืนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น

ตั้งแต่นั้นมา สถาบันการเงินได้เริ่มกลับมาดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่รัฐบาลทหารได้จำกัดจำนวนการถอนเงินที่ผู้ประชาชนสามารถทำได้ เพื่อป้องกันการดำเนินการของธนาคารไม่ให้ถูกถอนเงินสดออกมากเกินไปจนระบบล่ม

แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมการเงินระบุว่าผู้ที่สามารถถอนเงินจากบัญชีธนาคารของตนได้แปลงเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ ในตลาดมืด หรือเก็บไว้ใต้ที่นอนของตน

การขาดเงินสดทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องในภาคธุรกิจ แหล่งข่าวจากบริษัทตัดเย็บเสื้อผ้าญี่ปุ่นร้องเรียนว่ากำลังประสบปัญหาในการจ่ายเงินให้กับคนงานเนื่องจากไม่มีเงินสดในมือ

การขาดแคลนเงินสดทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับกองทัพที่จะจ่ายเงินให้ทหารตรงเวลา ส่งผลให้ทหารบางส่วนต้องลงมือปล้นทรัพย์สินจากรายงานของสื่อท้องถิ่น

ในขณะที่รัฐบาลทหารสามารถสั่งให้ธนาคารกลางของประเทศพิมพ์เงินเพิ่มเพื่อเพิ่มปริมาณเงิน แต่ก็ไม่เต็มใจที่จะใช้วิธีนั้น เนื่องจากมีแนวโน้มที่หากราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นจะทำให้เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในวงกว้าง แหล่งทางการทูตกล่าว

นอกจากนี้ยังมีการคาดเดาว่าปริมาณเงินของประเทศได้รับผลกระทบ เนื่องจากบริษัทสัญชาติเยอรมันที่จัดหาวัสดุจัดทำธนบัตรให้กับรัฐบาลหยุดดำเนินการไปภายหลังการรัฐประหาร

ราคาน้ำมันเบนซินและเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ รวมถึงยาซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าล้วนขึ้นราคา

ฮิโรมาสะ มัตสึอุระ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Mizuho Research & Technologies Ltd. ได้พิจารณาถึงผลกระทบที่ตามมาของการหยุดชะงักของการขนส่งภายหลังการรัฐประหารและกล่าวว่า ราคาสินค้าในเมียนมาร์อาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 10-15% โดยรวม

นอกจากนี้สกุลเงินจ๊าตของพม่า ยังอ่อนค่าลงถึง 20% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ตั้งแต่เกิดรัฐประหาร

กลุ่มที่จัดตั้งขึ้นโดยนักเศรษฐศาสตร์ในภาครัฐและเอกชนของประเทศที่ต่อต้านการปกครองของทหาร ระบุว่า เศรษฐกิจเมียนมาได้แสดงสัญญาณของเงินเฟ้อแล้ว เนื่องจากการขาดแคลนสินค้าและการอ่อนค่าของสกุลเงิน

ด้าน Frontier Myanmar รายงานว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ธนาคารไม่มีเงินสด ธนาคารกลางของเมียนมาได้กำหนดขีดจำกัดการถอนเงินสำหรับบุคคลธรรมดาจำนวน 2 ล้านจ๊าตต่อสัปดาห์ (ราว 38,080 บาท) ซึ่งรวมถึงตู้เอทีเอ็มถอนได้สูงสุด 500,000 จ๊าตต่อวัน (ราว 9,520 บาท) แต่เนื่องจากธนาคารกลางไม่ต้องการให้ธนาคารเอกชนมีสภาพคล่องเพียงพอ ธนาคารจึงจำเป็นต้องจำกัดส่วนเงินสำรองของตนให้มากยิ่งขึ้นไปอีก โดยกำหนดขีดจำกัดจำนวนลูกค้ารายวันและกำหนดขีดจำกัดการถอนที่ต่ำลงไปอีก ยิ่งทำให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนและความยาวของคิวรอถอนเงินมากขึ้น

Photo – ผู้คนเข้าคิวรอใช้เครื่องถอนเงินอัตโนมัติ (ATM) ของธนาคาร KBZ ในย่างกุ้งเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2564 ท่ามกลางการดำเนินงานของธนาคารที่ตึงเครียดเนื่องจากการประท้วงอย่างต่อเนื่องของผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหาร (ภาพโดย STR / AFP) 

รัฐบาลอังกฤษดึงแอปหาคู่กระตุ้นพลเมืองฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654860

วันที่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 12:11 น.

รัฐบาลอังกฤษดึงแอปหาคู่กระตุ้นพลเมืองฉีดวัคซีนรัฐบาลอังกฤษร่วมมือกับบรรดาแอปพลิเคชันหาคู่ผุดแคมเปญกระตุ้นฉีดวัคซีน

รัฐบาลอังกฤษร่วมมือกับแอปพลิเคชันหาคู่ยอดนิยมเปิดตัวแคมเปญเพื่อกระตุ้นการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ของชาวอังกฤษหลังจากพบว่าอัตราการฉีดวัคซีนของคนรุ่นใหม่หรือพลเมืองที่อายุน้อยกว่า 30 ปีอยู่ในระดับต่ำ

กรมอนามัยจึงร่วมมือกับบรรดาแอปพลิเคชันหาคู่ ได้แก่ Tinder, Match, Hinge, Bumble, Badoo, Plenty of Fish, OurTime และ Muzmatch หลังผลการสำรวจความคิดเห็นของ YouGov เมื่อเดือนที่แล้วชี้ให้เห็นว่าผู้ใหญ่ 28% ไม่ต้องการนัดเดทกับผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

โดยแอปพลิเคชันข้างต้นจะเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ อาทิ ผู้ใช้สามารถแสดงตราสัญญลักษณ์บนโปรไฟล์ของตนเองเพื่อแสดงตนว่าได้รับการฉีดวัคซีนแล้วเพื่อเพิ่มโอกาสในการออกเดท

นอกจากนี้ผู้ที่แสดงตนว่าฉีดวัคซีนแล้วจะได้รับสิทธิประโยชน์จากแอปพลิเคชัน อาทิ สามารถใช้ฟีเจอร์พรีเมียมได้โดยไม่ต้องเสียเงิน การบูสต์โปรไฟล์และซุเปอร์ไลก์เพื่อเพิ่มโอกาสในการจับคู่

อย่างไรก็ตามแม้แอปพลิเคชันจะไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ใช้คนนั้นๆ ฉีดวัคซีนแล้วจริงหรือไม่เนื่องจากไม่มีการเชื่อมต่อกับข้อมูลเวชระเบียนแต่บรรดาแอปหาคู่ก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีนของประชาชน

โดยจอร์จ คิดด์ หัวหน้าสมาคมอุตสาหกรรมหาคู่ออนไลน์เผยว่าแอปหาคู่เป็นช่องทางสำคัญของการเริ่มความสัมพันธ์โดยพบว่าคิดเป็น 1 ใน 3 ของความสัมพันธ์ทั้งหมด ซึ่งตนยินดีที่จะมีส่วนร่วมและให้การสนับสนุนการฉีดวัคซีน

ขณะนี้ประชาชนชาวอังกฤษได้รับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ครบ 2 เข็มแล้วมากกว่า 27 ล้านคน และอีกกว่า 40 ล้านคนได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว ขณะที่ผู้ที่อายุต่ำกว่า 40 ปีจะได้รับวัคซีนทางเลือกแทน AstraZeneca ที่มีความกังวลว่าอาจมีความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดสูงกว่าเล็กน้อย

ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่ผ่านมาทำเนียบขาวของสหรัฐก็ได้ร่วมมือกับบรรดาแอปพลิเคชันหาคู่ยอดนิยมเพื่อกระตุ้นให้พลเมืองเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เช่นเดียวกัน

Photo by DANIEL LEAL-OLIVAS / AFP

ทำไมลูกของแฮร์รี่-เมแกนถึงไม่ได้เป็นเจ้าหญิง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654849

วันที่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 10:53 น.

ทำไมลูกของแฮร์รี่-เมแกนถึงไม่ได้เป็นเจ้าหญิงไขข้อข้องใจทำไมบุตรแฮร์รี่-เมแกนไม่ได้ตำแหน่งเจ้าชาย-เจ้าหญิง

หลังจากที่แฮร์รี่และเมแกน ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ประกาศข่าวดีว่าได้ให้กำเนิดบุตรสาวเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยตั้งชื่อว่า “ลิลิเบธ ไดอานา เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์” (Lilibet Diana Mountbatten-Windsor)

ทั้งนี้ แม้จะเป็นพระราชปนัดดาของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แต่ลิลิเบธก็จะยังไม่ได้เป็นเจ้าหญิงเช่นเดียวกับอาร์ชี บุตรชายคนโตของแฮร์รี่และเมแกนซึ่งยังไม่ได้เป็นเจ้าชายเช่นกัน

พวกเขาจะก้าวขึ้นสู่สายการสืบราชสันตติวงศ์และได้เป็นเจ้าชายและเจ้าหญิงต่อเมื่อสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 สิ้นพระชนม์ และเจ้าชายชาร์ลส์ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ในฐานะบุตรของโอรสของพระมหากษัตริย์

แม้เมแกนจะเคยให้สัมภาษณ์ในรายการของโอปราห์ วินฟรีย์ ว่าราชวงศ์อังกฤษไม่ต้องการให้ลูกของเธอเป็นเจ้าชายหรือเจ้าหญิง แต่แท้จริงแล้วกฎเกณฑ์นี้มีขึ้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าจอร์จที่ 5 ผู้เป็นพระอัยกาของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

กฎดังกล่าวระบุไว้ว่าพระราชปนัดดาของกษัตริย์จะไม่ได้เป็นเจ้าชายหรือเจ้าหญิง เว้นแต่พระราชปนัดดาที่เป็นโอรสองค์โตของพระโอรสองค์โตของเจ้าชายแห่งเวลส์เท่านั้นที่จะมียศเจ้าชาย หรือมีคำนำหน้าว่า His Royal Highness (HRH)

ซึ่งในปัจจุบันหมายถึง “เจ้าชายจอร์จ” พระโอรสองค์โตของเจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์เท่านั้นที่จะได้เป็นเจ้าชาย ขณะที่อาร์ชี ลิลิเบธ รวมถึงพระโอรสและพระธิดาของเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีจะยังไม่ได้เป็นเจ้าชายหรือเจ้าหญิงแม้จะเป็นพระราชปนัดดาของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ก็ตาม

ขณะที่ในงานนิทรรศการ “Royal Style in the Making” ซึ่งจัดแสดงชุดของเจ้าหญิงไดอาน่า เจ้าหญิงแห่งเวลส์ที่จัดขึ้นในสัปดาห์นี้พบว่ายศเจ้าชายหรือคำนำหน้า His Royal Highness (HRH) ของแฮร์รี่ถูกลบออกไป

อย่างไรก็ตามภายใต้ข้อตกลงของราชวงศ์แฮร์รี่และเมแกน ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ได้รับอนุญาตให้รักษาตำแหน่ง HRH ของพวกเขาไว้ แต่ทั้งคู่ตกลงที่จะไม่ใช้ ซึ่งแตกต่างจากกรณีของเจ้าหญิงไดอาน่าที่ถูกปลดจากตำแหน่งภายหลังหย่าร้างกับเจ้าชายชาร์ลส์

Photo by Dominic Lipinski / POOL / AFP

แฮ็กเกอร์ Anonymous ขู่เล่นงาน Elon Musk ฐานทวีตป่วน Bitcoin #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654848

วันที่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 10:31 น.

แฮ็กเกอร์ Anonymous ขู่เล่นงาน Elon Musk ฐานทวีตป่วน Bitcoinกลุ่มแฮ็กเกอร์นานาชาติ Anonymous กล่าวว่าพวกเขาวางแผนที่จะเล็งเป้าหมายโจมตี Elon Musk ฐานทำให้มูลค่าของคริปโตดิ่งลงเพราะทวีตของเขา

ในวิดีโอที่อ้างตัวว่าเป็นกลุ่ม Anonymous แฮ็กเกอร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกกล่าวหาอีลอน มัสก์ซึ่งเป็นซีอีโอของของ Tesla ว่ามีอำนาจเหนือตลาดสกุลเงินดิจิทัล/คริปโตเคอร์เรนซี่มากเกินไปจนทางกลุ่มชักจะทนไม่ไหวแล้ว

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน มัสก์ทวีตที่คลุมเครือซึ่งทำให้หลายคนในวงการคริปโตตีความว่าเป็นมหาเศรษฐีผู้นี้อาจจะคิดเลิกรากับ Bitcoin และในทวีตยังมีโลโก้ Bitcoin และอีโมจิอกหัก ยิ่งทำให้คนคิดว่าจากที่มัสก์เคยเชียร์คริปโต เขาอาจจะหันหลังในมัน

แต่การทำแบบนี้ทำให้กลุ่ม Anonymous หมดความอดทนกับมัสก์ พวกเขาออกคลิปแถลงการณ์ว่า ‘นักลงทุนรายย่อยหลายล้านคนต่างหวังพึ่งผลกำไรจากคริปโตเพื่อปรับปรุงชีวิตของพวกเขา นี่คือสิ่งที่คุณจะไม่มีวันเข้าใจเพราะคุณเกิดมาในความมั่งคั่งที่ถูกขโมยไปจากเหมืองมรกตที่ขุดโดยแรงงานที่มีการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ และไม่รู้ว่าการต่อสู้กันของคนทำงานส่วนใหญ่ในโลกเป็นอย่างไร”

“แน่นอนว่าพวกเขาแบกรับเสี่ยงกับตัวเองเมื่อลงทุน และทุกคนก็รู้ว่าต้องเตรียมพร้อมสำหรับความผันผวนของสกุลเงินดิจิทัล แต่ทวีตของคุณในสัปดาห์นี้แสดงให้เห็นถึงการเพิกเฉยอย่างชัดเจนต่อคนหาเช้ากินค่ำ”

“ในขณะความฝันของคนที่ขยันขันแข็งต้องระเหยไปเพราะการแสดงออกถึงอารมณ์โกรธเคืองในที่สาธารณะของคุณ คุณยังคงเยาะเย้ยพวกเขาด้วยการทวีตมัมมาจากคฤหาสน์หนึ่งล้านดอลลาร์ของคุณต่อไป”

Anonymous ยังลากมัสก์มาขึงพืดด้วยการตำหนิว่าเขาเป็นคนไม่จริงใจ “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คุณมีความสุขกับชื่อเสียงที่โด่งดังที่สุดเหนือคนอื่นๆ ในชนชั้นมหาเศรษฐี เพราะคุณฉวยโอกาสกับความปรารถนาของพวกเราหลายคนที่อยากจะใช้ชีวิตในโลกที่มีรถยนต์ไฟฟ้าและการสำรวจอวกาศ แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้คุณภาพลักษณ์สาธารณะที่คุณสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถัน กำลังถูกเปิดเผย และผู้คนเริ่มมองว่าคุณว่าไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าเศรษฐีผู้หลงตัวเองที่หมดหวังที่จะได้รับความสนใจ”

“ดูเหมือนว่าภารกิจของคุณในการกอบกู้โลกมีรากฐานมาจากปมความรู้ว่ตัวเองเหนือกว่าคนอื่นและอาการหลงตัวเองว่าเป็นฮีโร่กอบกู้โลก มากกว่าความกังวลที่แท้จริงสำหรับมนุษยชาติ สิ่งนี้ชัดเจนสำหรับพนักงานของคุณมาเป็นเวลานานแล้วซึ่งต้องเผชิญเงื่อนไขที่ยากจะทนได้ภายใต้คำสั่งของคุณมาหลายปีแล้ว”

“ยังเป็นที่ชัดเจนสำหรับเด็กเล็กที่ทำงานในเหมืองลิเธียมในต่างประเทศของคุณซึ่งกำลังทำลายสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นเช่นกัน คุณเปิดเผยเกี่ยวกับความเต็มใจที่จะก่อรัฐประหารเพื่อตั้งรัฐบาฃเผด็จการในสถานที่ที่มีการขุดวัตถุดืบที่เป็นพิษของคุณ คุณได้สวมมงกุฎตัวเองเป็น ‘จักรพรรดิแห่งดาวอังคาร’ ก่อนกำหนด ซึ่งเป็นสถานที่ที่คุณจะส่งคนไปตาย”

“คุณอาจคิดว่าคุณเป็นคนที่ฉลาดที่สุดกว่ามใครๆ แต่ตอนนี้คุณได้พบกับคู่ชกของคุณแล้ว เราคือ Anonymous ! พวกเราคือกลุ่มนักรบ รอพวกเจอกับเราได้เลย”

Photo by Christophe Gateau / dpa / AFP

“ธัมมะโลกะ” พระฝรั่งรุ่นแรกของโลกผู้ต่อสู้เพื่อชาวพุทธพม่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654819

วันที่ 06 มิ.ย. 2564 เวลา 20:32 น.

"ธัมมะโลกะ" พระฝรั่งรุ่นแรกของโลกผู้ต่อสู้เพื่อชาวพุทธพม่า ท่านเป็นผู้ก่อตั้ง “พุทธสมาคมแห่งสยาม” และเดินทางไปทั่วเอเชียเพื่อคัดค้านการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของ “นายฝรั่ง” ที่ล่าอาณานิคมในเอเชีย

ท่านธัมมะโลกะ (Dhammaloka) ชาวไอริช คาดว่าเป็นชาวตะวันตกคนแรกในยุคสมัยใหม่ที่บวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา (เท่าที่หลักฐานพอจะยืนยันได้) ท่านเกิดที่กรุงดับลิน ต่อมาเดินทางไปเป็นกรรมกรทั่วสหรัฐอเมริกา จากนั้นขึ้นเรือไปญี่ปุ่น แล้วต่อเรือมายังพม่าก่อนที่อังกฤษจะผนวกพม่าเป็นอาณานิคมเต็มรูปแบบหลังสงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่ 3

ที่พม่าท่านทำงานเป็นเสมียนห้างทำไม้ ต่อมาสนใจพุทธศาสนา จึงอุปสมบทที่ย่างกุ้งเมื่อก่อนปี 2442 ได้ฉายาว่า “ธัมมะโลกะ” ด้วยความที่ท่านต่อต้านศาสนาคริสต์ เป็นพวกนักคิดเสรี (Freethinker) หรือพวกไม่เชื่อในพระเจ้า (Atheist) เมื่อพบศาสนาพุทธแล้วท่านก็โจมตีศาสนาคริสต์อย่างหนัก ไม่เฉพาะแต่หลักคำสอน แต่รวมถึงการที่อังกฤษผูกศาสนาเข้ากับการล่าอาณานิคม ท่านโจมตีมิชชันนารีว่ามือหนึ่งถือคัมภีร์มือหนึ่งถือปืน

ท่านออกเดินทางตักเตือนคนพม่าให้ระวังฝรั่งพวกหมอสอนศาสนา และท่านยังเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจชาวอังกฤษ-อินเดียนนอกหน้าที่จะสวมรองเท้าเข้าไปยังพระเจดีย์ชเวดากองในกรุงย่างกุ้งในปี 2445ซึ่งเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในพม่าเนื่องจากชาวพุทธในพม่าจะไม่สวมรองเท้าในบริเวณเจดีย์แต่ฝรั่งก็ไม่ยอมถอดรองเท้าเหมือนกัน ทำให้คนพม่าเจ้าของแผ่นดินกับ “นายฝรั่ง” ต้องทะเลาะกันเนืองๆ (และเป็นชวนของขบวนการต่อต้านนักล่าอาณานิคมด้วย)

เรื่องที่เกิดขึ้นนี้คู่กรณีของท่านเป็นชาวอินเดีย ชาวอินเดียถูกนายฝรั่งจ้างมาทำงานรักษาความสงบในพม่าคนอินเดียก็เหมือนคนเอเชียอื่นๆ ที่ชอบเดินเท้าเปล่าและเมื่อเข้าไปไหว้พระเจ้าในศาสนสถานก็ถอดรองเท้า แต่นอกเวลางานตำรวจแขกเยี่ยมชมเจดีย์พม่ากลับใส่รองเท้าบู๊ต ซึ่งถือเป็นดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างร้ายแรง ทำให้ท่านธัมมะโลกะต้องเผชิญหน้ากับคนเหล่านี้เพื่อรักษาเกียรติของชาวพุทธพม่า

ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่ของอังกฤษพยายามตั้งข้อหายุยงปลุกระดมให้กับกับท่านธัมมะโลกะและขอให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลพระเจดีย์ไม่ให้ท่านเข้าไปในเขตพระเจดีย์ แต่พวกอังกฤษทำไม่สำเร็จ ทำให้ชื่อเสียงของท่านเป็นที่รู้จักมากขึ้น

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ท่านทะเลาะกับฝรั่งและคนอินเดียที่รับใช้ฝรั่ง ในหนังสือ A Vagabond journey around the world ของ Harry Alverson Franck (ปี 1910) เล่าเหตุการณ์ที่ชวนหัวครั้งหนึ่งว่า

“… ยามบ่ายคล้อย ชาวฮินดู (ในสมัยนั้นหมายถึงชาวอินเดียไม่ได้หมายถึงผู้นับถือศาสนาฮินดู) ตัวจิ๋วซึ่งมีหน้าตาอ่อนโยนและเหมือนเด็กๆ ปรากฏตัวขึ้นบนเรือ และเดินโซเซเข้าออกตามตรอกซอกซอยด้วยขาไม้ที่งุ่มง่าม ลงมาแจกจ่ายแผ่นพับที่เขาถืออยู่ใต้ซอกแขนข้างหนึ่ง ชุดของเขาบ่งบอกว่าเขาเป็นมิชชันนารีคริสเตียนพื้นเมือง ทันใดนั้น สายตาของเขาจับจ้องไปที่ธัมมะโลกะและเขาก็นิ่งงันไปโดยอ้าปากค้าง

“นายเป็นอะไรหรือซาฮิบ” เขาพึมพำด้วยน้ำเสียงสงสัย (ซาฮิบเป็นคำเรียกอย่างสุภาพอาจแปลว่าสหาย, คุณ หรือนายท่านก็ได้)

“อย่างที่โยมเห็น” ชาวไอริชตอบ “อาตมาเป็นนักบวชในศาสนาพุทธ”

“ตะ.. แต่ว่านายมาจากประเทศอะไร?”

“อาตมามาจากไอร์แลนด์”

บนใบหน้าของชนพื้นเมืองแสดงอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ราวกับเกิดความสงสัยครั้งใหญ่ครอบงำจิตใจว่ามิชชันนารีที่เป็นหนี้บุญคุณช่วยเขาเปลี่ยนศาสนาได้หลอกลวงเขาเสียแล้ว ประหนึ่งรู้สึกจุกอกแน่นในหัวใจของเขา

“ไอร์แลนด์?” เขาร้องอย่างสั่นเครือว่า “ถ้าอย่างนั้นนายก็ไม่ใช่ชาวพุทธ! ชาวไอริชเป็นคริสเตียน ซาฮิบทุกคนเป็นคริสเตียน” และเขาเหลือบมองอย่างประหม่าไปที่ชาวพม่าที่กำลังยิ้มๆ มองมาที่เรา

“โถ่ นั่นมันที่พวกคริสเตียนจอมปลอมหลอกโยมแล้ว” ชาวไอริชแย้งขึ้น “นั่นที่โยมได้มาน่ะหรือ?”

แขกอินเดียพลิกเอกสารหลายๆ แผ่น เป็นบทต่างๆ ของคัมภีร์ไบเบิลพิมพ์ในภาษาอังกฤษและภาษาฮินดูสถาน (หมายถึงภาษาอูรดู/ฮินดี)

“บ๊ะ!” ธัมมะโลกะเอ่ยขึ้น “นี่ก็แย่พอแล้วที่เห็นคริสเตียนคนขาว แต่คนที่กินน้ำลายซาฮิบมิชชั่นนารีที่เอายัดใส่ให้ นี่มันน่าขยะแขยง ในเมื่อศรัทธาที่แท้จริงอยู่ไกลไม่ถึงวันก็พบแล้ว โยมควรจะลายแก่ใจ”

“ศาสนานี้ดีทีเดียวนา” คนเข้ารีตพึมพำ

“งั้นก็พิสูจน์สิ” ชาวไอริชเถียง

ชาวฮินดูยอมรับการท้าทายนี้ และในครึ่งชั่วโมงต่อมา เราได้เห็นปรากฏการณ์ใหม่ที่นายฝรั่งปกป้องความเชื่อของตะวันออกอย่างแข็งขันต่อคนพื้นเมืองผู้นับถือศาสนาตะวันตก น่าเสียดายที่ขาไม้ของเขาไม่เหมาะกับนักบวชผู้รอบรู้ เขาเริ่มต้นด้วยการพูดซ้ำซากเหมือนนกแก้วนกขุนทองถึงคำสอนของคริสเตียนและเมื่อพูดบทของเขาแล้วยืนทำอะไรไม่ถูกต่อหน้าปฏิปักษ์ของเขา แม้แต่เด็กนักเรียนคงจะนำเสนอข้อโต้แจ้งได้อย่างน่าเชื่อถือมากกว่านี้เสียอีก ชาวไอริชผู้รู้พระคัมภีร์ด้วยหัวใจ ยกคำอ้างอย่างแจ่มชัดตั้งแต่บทปฐมกาลถึงวิวรณ์ อ้างจากพระคัมภีร์อย่างไม่ติดขัดเพื่อสนับสนุนข้อโต้แย้งของเขา และเมื่อชาวฮินดูตั้งคำถามเกี่ยวกับข้อความหนึ่ง เขาก็จะหยิบแผ่นพับขึ้นมาเล่มหนึ่งแล้วพลิกไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยถึงหน้าที่ข้อความถูกระบุไว้

เมื่ออีรุงตุงนังกับตัวบทคัมภีร์และความไม่รู้ของเขาเอง ในไม่ช้าชาวพื้นเมืองก็กลายเป็นตัวตลกในสายตาชาวพม่าที่มามุงดูกัน เขาพยายามที่จะถอนตัวจากการโต้เถียงโดยอ้างว่าเขาไม่ได้พูดภาษาอังกฤษ (เป็นภาษาแม่) ธัมมะโลกะจึงพูดกับเขาด้วยภาษาฮินดูสถาน เขาแสร้งทำเป็นลืมภาษาแม่และฉวยเอาแผ่นพับที่อยู่ในมือของพระไปอย่างเด็กๆ เมื่อวิธีการอื่นๆ ล้มเหลว เขาก็กลับไปใช้อุบายสุดท้ายของชาวฮินดู และเริ่มร้องไห้ ท่ามกลางเสียงหัวเราะ เขากำแผ่นพับที่ชาวไอริชยื่นออกมาให้เขา และน้ำตาก็ไหลอาบแก้ม เดินกะโผลกกะเผลกไป ไม่มองซ้ายมองขวาสบตาใครจนกระทั่งเขาหายตัวไปในหมู่บ้านชายเลน … ” (จาก A Vagabond journey around the world หน้า 365 – 366 )

เรื่องเล่านี้จากประสบการณ์ของ แสดงให้เห็นถึงความรู้เรื่องคัมภีร์ไบเบิลของพระธัมมะโลกะและรู้ที่จะโต้แย้งข้อสงสัยอย่างไร แต่ก็สะท้อนถึงท่าทีที่แข็งกร้าวของท่านต่อศาสนาคริสต์ด้วย

แนวคิดของท่านออกจะรุนแรงแต่ชาวพุทธพม่าศรัทธามาก โดยเฉพาะกลุ่มต่อต้านเจ้าอาณานิคมรักใครท่านอย่างยิ่ง ด้วยท่าทีเช่นนี้ทำให้ท่านธัมมะโลกะถูกดำเนินคดีหลายครั้ง แต่ท่านกลับเคลื่อนไหวหนักขึ้น เดินสายไปทั่วเอเชียทั้งในอาณานิคมบริติชมาลายา ลังกา จีน ญี่ปุ่น และออสเตรเลียที่ท่านแกล้งตายแล้วหนีมาอยู่ที่สยาม

ท่านมาที่สยามหลายรอบ มีข้อมูลว่าท่านจำพรรษาที่วัดบ้านทวาย ซึ่งน่าจะเป็นวัดดอนทวาย (วัดบรมสถล) บ้านทวาย ซึ่งเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวทวายที่อพยพมาจากพม่า ในช่วงที่ธัมมะโลกะมาสยาม แถบบ้านทวายยังคงรักษาอัตลักษณ์คนทวายเอาไว้ และที่ท่านเลือกมาอยู่ที่บ้านทวายอาจเกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาพม่า และเหตุที่ท่านบวชที่วัดทวาย ในเมืองย่างกุ้งมาก่อน

ที่บางกอกท่านตั้งโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษให้คนเชื้อชาติต่างๆ (แถบบ้านทวายมีทั้งคนทวาย คนไทยใหญ่ คนลาว ยะวา-มลายู คนไทย คนจีน) ท่านก่อตั้งพุทธสมาคมแห่งสยาม (Siam Buddhist Society) เสนอตั้งสภาพุทธศาสนิกชนนานาชาติ ตั้งสำนักสงฆ์สำหรับชาวพุทธต่างชาติที่มาสยาม และตั้งพุทธสมาคมแนวคิดเสรีแห่งสยาม (Siam Buddhist Freethought Association) หลังจากนั้นเรื่องของท่านเงียบไป

ไม่มีใครทราบว่าท่านมรณภาพที่ไหน แต่คาดว่าน่าจะที่วัดบ้านทวาย

โดย กรกิจ ดิษฐาน

เรียบเรียงและเพิ่มเติมจากบทความเรื่อง “ท่านธัมมะโลกะ (Dhammaloka)” 

รัสเซียเลิกเก็บเงินดอลลาร์ ให้กองทุนแห่งชาติหยุดถือทั้งหมด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 มิ.ย. 2564 เวลา 17:29 น.

รัสเซียเลิกเก็บเงินดอลลาร์ ให้กองทุนแห่งชาติหยุดถือทั้งหมดกระบวนการ De-dollarization ของรัสเซียยงคงเดินหน้าไม่หยุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่สหรัฐคว่ำบาตรอีกฝ่าย

สำนักข่าว RT ของรัสเซียรายงานว่า อันตน ซิลูอานอฟ (Anton Siluanov) รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของประเทศรัสเซียประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีว่า กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของรัสเซียจะหันมาซื้อทองคำและขายสกุลเงินสหรัฐจำนวน 40,000 ล้านดอลลาร์ออกจากพอร์ตการลงทุนทั้งหมด

กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ หรือ Sovereign Wealth Funds (SWFs) เป็นกองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น หุ้น พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์ โลหะมีค่า หรือในการลงทุนทางเลือก เช่น กองทุนไพรเวทอิควิตี้หรือกองทุนเฮดจ์ฟันด์ สำหรับ SWFs ของรัสเซียคือ Russian National Wealth Fund มีสินทรัพย์มูลค่าประมาณ 176,640 ล้านดอลลาร์

ซิลูอานอฟกล่าวว่ากองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจะลดส่วนแบ่งของดอลลาร์เป็นศูนย์ภายในเดือนหน้า ในการพูดคุยระหว่างการประชุม St. Petersburg International Economic Forum (เป็นงานอีเวนต์ทางธุรกิจประจำปีของรัสเซียสำหรับภาคเศรษฐกิจซึ่งจัดขึ้นที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กตั้งแต่ปี 1997) เขากล่าวว่ากระบวนการนี้จะ “เร็วพอ” และจะสะท้อนการเคลื่อนไหวที่คล้ายกันโดยธนาคารกลางของประเทศเพื่อลดสินทรัพย์ที่ถืออยู่ในสกุลเงินอเมริกัน

ภายใต้แผนดังกล่าว สัดส่วนของดอลลาร์ในกองทุนจะลดลงจาก 35% เป็น 0% ในขณะที่สินทรัพย์ที่ถือในสกุลเงินยูโรและหยวนจีนจะเพิ่มขึ้นเป็น 40% และ 30% ตามลำดับ ส่วนแบ่งของปอนด์อังกฤษจะลดลงครึ่งหนึ่งจาก 10% เป็น 5% ในขณะที่สินทรัพย์เพื่อการลงทุนจะเป็นการหันมาซื้อทองคำเป็นครั้งแรก โดย 20% ของสินทรัพย์ของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของรัสเซียจะนำมาเก็งกำไรกับทองคำ

ดมิทรี เปสคอฟ (Dmitry Peskov) โฆษกของเครมลินกล่าวในภายหลังเมื่อวันพฤหัสบดีสนับสนุนการตัดสินใจดังกล่าว โดยกล่าวว่า “กระบวนการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ (De-dollarization) มีความต่อเนื่อง อันที่จริงแล้วตอนนี้มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า” เขาเสริมว่าการสลัดตัวจากพึ่งพาทางการเงินของสหรัฐ “ไม่เพียงเกิดขึ้นในประเทศของเรา (รัสเซีย) เท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเริ่มประสบกับความกังวลเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของสกุลเงินหลักในทุนสำรอง”

Photo by TONY KARUMBA / AFP

โดรนออกล่าสังหารมนุษย์ด้วยตัวมันเองโดยไม่ได้รับคำสั่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/654809

วันที่ 06 มิ.ย. 2564 เวลา 15:51 น.

โดรนออกล่าสังหารมนุษย์ด้วยตัวมันเองโดยไม่ได้รับคำสั่ง นี่ไม่ใช่พล็อตเรื่องจากภาพยนต์ แต่เป็นเรื่องจริงเมื่อปัญญาประดิษฐ์สั่งการอาวุธสังหารให้ออกไล่ล่าเอง

นิตยสาร New Scientist รายงานว่าได้รับข้อมูลจากรายงานของสหประชาชาติ (UN) เรื่องโดรนติดอาวุธที่ “ตามล่าเป้าหมายของมนุษย์” โดยไม่ได้รับคำสั่ง ซึ่งน่าจะเป็นครั้งแรกที่โดรนทำนอกเนหือคำสั่งของมนุษย์ด้วยการไล่ล่าเพื่อสังหารมนุษย์ด้วยตัวมันเอง

ในเหตุการณ์เมื่อเดือนมีนาคม 2020 โดรน Kargu-2 โจมตีบุคคลหนึ่งโดยอัตโนมัติระหว่างความขัดแย้งระหว่างกองกำลังของรัฐบาลลิเบียและกลุ่มทหารนำโดยคาลิฟา ฮาฟตาร์ กองทัพแห่งชาติลิเบีย

Kargu-2 สร้างขึ้นในตุรกี ซึ่งเป็นโดรนโจมตีที่หวังผลถึงชีวิตออกแบบมาสำหรับการทำสงครามแบบอสมมาตรและการปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย Kargu-2 ยังเป็นโดรนที่บินได้ซึ่งใช้อัลกอริธึมการเรียนรู้ด้วยเครื่องและการประมวลผลภาพแบบเรียลไทม์เพื่อติดตามและมีส่วนร่วมกับเป้าหมายโดยอัตโนมัติ

โดรน Kargu-2 ตัวนี้มุ่งเป้าไปที่ทหารคนหนึ่งของ ฮาฟตาร์ขณะที่เขาพยายามจะล่าถอย ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ Daily Star และ New York Post รายงานว่าในเวลานั้นโดรนกำลังทำงานในโหมดอิสระที่ “มีประสิทธิภาพสูง” ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีคนควบคุม”

รายงานจากคณะผู้เชี่ยวชาญของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในลิเบียกล่าวว่า “ระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติร้ายแรงได้รับการตั้งโปรแกรมให้โจมตีเป้าหมายโดยไม่ต้องมีการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างผู้ปฏิบัติงานกับอาวุธ อันที่จริงแล้วคือความสามารถในการ ‘ยิง ลืม และค้นหา’ (fire, forget and find) อย่างแท้จริง”

ทั้งนี้ Fire-and-forget เป็นขีปนาวุธประเภทหนึ่งที่ไม่ต้องการคำสั่งเพิ่มเติมหลังจากการยิง เช่น การส่องสว่างของเป้าหมายหรือการนำทางด้วยวิทยุ และสามารถยิงถูกเป้าหมายโดยที่เครื่องยิงจรวดไม่อยู่ในแนวสายตาของเป้าหมาย

แซค คัลเลนบอร์น (Zak Kallenborn) ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติที่เชี่ยวชาญด้านระบบไร้คนขับและโดรน ได้ยืนยันในรายงานนี้ว่า นี่อาจเป็นครั้งแรกที่โดรนโจมตีมนุษย์โดยไม่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น

คัลเลนบอร์นมีความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของโดรนที่ทำงานอัตโนมัติ โดยประเด็นคำถามว่า “ระบบรู้จำวัตถุ (ของโดรน) มีความเปราะบางแค่ไหน?” และ “มันระบุเป้าหมายผิดบ่อยแค่ไหน?”

คัลเลนบอร์นระบุในบทความที่เขียนให้กับ Bulletin of the Atomic Scientists โดยเขาเรียกปฏิบัติการของ Kargu-2 ว่าเป็น “โฉมหน้าใหม่ในอาวุธอัตโนมัติ ซึ่งเป็นโฉมหน้าที่ใช้ต่อสู้และฆ่ามนุษย์โดยอาศัยปัญญาประดิษฐ์”

ยังไม่ได้รับการยืนยันว่ามีทหารคนใดถูกสังหารในการโจมตีนี้หรือไม่ แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติจะพูดเป็นนัยก็ตามว่าอาจมีผู้เสียชีวิต ตามรายงานของคณะกรรมการ การสู้รบส่งผลให้ “มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก” โดยสังเกตว่ากองกำลังของ ฮาฟตาร์แทบไม่มีการป้องกันการโจมตีทางอากาศจากระยะไกล

ภาพจาก STM

จีนไล่ต้อน Bitcoin ไม่หยุด ราคาร่วงหลัง Weibo ปิดบัญชีคริปโต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 มิ.ย. 2564 เวลา 14:02 น.

จีนไล่ต้อน Bitcoin ไม่หยุด ราคาร่วงหลัง Weibo ปิดบัญชีคริปโต หลังจากรับบาลจีนเอาจริงกับการขุดคริปโต ตอนนี้ภาคเอกชนรับลูกจริงๆ จังๆ นำโดยโซเชียลเน็ตเวิร์กยอดนิยม

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Bitcoin ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องในวันเสาร์แม้ว่าจะมีข่าวดีจากการที่ประเทศเอลวัลวาดอร์ประกาศจะให้ Bitcoin เป็นตัวกลางชำระเงินตามกฎหมายได้ และยังมีขาวจาก Square Inc. ด้วยแต่ก็ไม่สามารถบรรเทาความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านกฎระเบียบของจีนได้

Bitcoin เหรียญดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกราคาตกลงไปอยู่ที่ประมาณ 35,220 ดอลลาร์ ณ เวลา 18:31 น. ในวันเสาร์ตามเวลานิวยอร์ก ลดลง 5.3% ใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวดังกล่าวขยายแนวโน้มขาลงเป็นวันที่สองหลังจากทวีตที่คลุมเครือจากอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ที่บ่งชี้ว่าเขาอาจจะสลัดตัวจากคริปโตเคอเรนซี

ข่าวร้ายที่สาหัสที่สุดคือการที่เวยปั๋ว (Weibo) บริการโซเชียลมีเดียของจีน ดูเหมือนจะบล็อกบัญชีผู้มีอิทธิพลในวงการคิรปโตบางบัญชีในวันเสาร์ โดยอ้างถึงการละเมิดกฎหมายและกฎของชุมชน Weibo ในขณะที่ Weibo ได้ปราบปรามบัญชีที่เกี่ยวข้องกับคริปโตหลายบัญชีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ข่าวดังกล่าวเป็นข่าวร้ายล่าสุดจากจีนหลังจาทางการจีนสั่งกวาดล้างการขุดคริปโตในประเทศจนทำให้ราคาของคิรปโตโดยเฉพาะ Bitcoin ดิ่งลงยาว

ในขณะเดียวกันนายิบ บูเกเล (Nayib Bukele) ประธานาธิบดีของประเทศเอลซัลวาดอร์กล่าวว่าเขาวางแผนที่จะเสนอกฎหมายที่จะทำให้ Bitcoin เป็นการชำระเงินอย่างถูกกฎหมายในประเทศเป็นครั้งแรกในโลก ตามข้อความวิดีโอที่เขามีให้กับการประชุม Bitcoin 2021 ในไมอามี

ในขณะที่ Square Inc. กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่าจะลงทุน 5 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างโรงงานขุด Bitcoin ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่ไซต์ Blockstream Mining ในสหรัฐอเมริกาผ่านการเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการเทคโนโลยีบล็อคเชน

แต่ข่าวดีเหล่านี้ถูกรบกวนด้วยข่าวร้ายจาก Weibo และยังมีทวีของมัสก์ที่ในวันเสาร์ เขาทวีตว่า “สินค้าและบริการคือเศรษฐกิจที่แท้จริง เงินทุกรูปแบบเป็นเพียงการบัญชี” ซึ่งทำให้ผู้คนถกเถียงกันว่ามัสก์อาจบอกใบ้ว่าเขากำลังแยกตัวจากคริปโตหรือไม่ เพราะคริปโตถูกโจมตีว่าไม่สะท้อนความเคลื่อนไหวที่แท้จริงของเศรษฐกิจ

Bitcoin กำลังดิ้นรนเพื่อฝ่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วัน ซึ่งมันไม่สามารถทำได้ในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ มัยยังกำลังประสบกับความยากลำบากในการทะลวงระดับราคา 40,000 ดอลลาร์ หาก Bitcoin ทะลุระดับนั้น มันอาจจะทดสอบค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันที่ประมาณ 41,500 ดอลลาร์ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนมองว่าถ้าทำได้ก็จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาตลาดกระทิง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก Bitcoin ยังคงผันผวนอยู่ในช่วงแคบ การทดสอบระดับ 30,000 ดอลลาร์ซ้ำก็อาจเกิดขึ้นได้ จนกว่าจะมีตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงบวกมากขึ้น

Photo by INA FASSBENDER / AFP